เต้นแฉ!ขบวนการล้มคดีฮั้ว สว. ระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA ส้ม-น้ำเงิน ท้าอนุทินตอบสังคม

เต้นแฉ!ขบวนการล้มคดีฮั้ว สว. ระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA ส้ม-น้ำเงิน ท้าอนุทินตอบสังคม

เต้นแฉ!ขบวนการล้มคดีฮั้ว สว. ระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA ส้ม-น้ำเงิน ท้าอนุทินตอบสังคม

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย (พท.) ขึ้นเวทีปราศรัย ณ ที่ว่าการอำเภอแก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ เปิดโปงความผิดปกติในกระบวนการยุติธรรมภายใต้รัฐบาล MOA โดยระบุถึงการพยายามปิดบังข้อมูลกรณีอัยการตีกลับสำนวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

นายณัฐวุฒิ เริ่มจากการเท้าความถึงที่มาของปัญหา ว่า สว.ชุดนี้คือผลพวงจากการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยคณะรัฐประหารปี 2557 ซึ่งมีเจตนาชัดเจนในการสกัดกั้นพรรคเพื่อไทย และกำหนดให้มี สว.มาจากการเลือกกันเองเพื่อไปรวมกับ สส.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่ากระบวนการเลือกกลับเต็มไปด้วยหลักฐานการทุจริตและการฮั้วอย่างแพร่หลาย มีการใช้คนและเม็ดเงินมหาศาลทำกันเป็นขบวนการ จนนำไปสู่การสอบสวนโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งในขณะนั้นมีผู้ถูกกล่าวหาสูงถึง 1,200 คน

ในระหว่างที่คดีกำลังดำเนินไป พรรคเพื่อไทยพยายามผลักดันการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากพรรคการเมืองที่ตกเป็นจำเลยในคดีนี้คือพรรคสีน้ำเงิน แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจนกลายเป็นรัฐบาล MOA ที่สีส้มแบกสีน้ำเงินขึ้นมาเป็นรัฐบาล นายณัฐวุฒิ ระบุว่า ตนได้เคยเตือนไว้แล้วว่านี่คือการทำลายหลักนิติธรรมของบ้านเมือง แต่ฝ่ายสีส้มก็ยังคงเดินหน้ายกมือสนับสนุนให้เกิดรัฐบาลชุดนี้ขึ้น

นายณัฐวุฒิ เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา อัยการคดีพิเศษได้ทำหนังสือส่งสำนวนกลับไปยังดีเอสไอ เนื่องจากพบความผิดปกติอย่างร้ายแรงในสำนวนคดีฮั้ว สว.ดังนี้

– การเลือกปฏิบัติ : มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 คน จากทั้งหมด 1,200 คน โดยกันตัวการใหญ่และแกนนำพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลออกจากการเป็นจำเลยทั้งหมด

– สำนวนไม่สมบูรณ์ : มีการตั้งข้อหาฐานฟอกเงิน โดยที่ยังทำคดีมูลฐานหลัก คือ คดีฮั้ว และอั้งยี่ซ่องโจร ไม่เสร็จสิ้น ซึ่งตามกฎหมายต้องดำเนินการไปพร้อมกันและครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่แยกขายปลีกเพียงไม่กี่คน เพื่อให้ตัวใหญ่รอดพ้นผิด หรือไม่ อย่างไร

“หนังสือออกตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค.วันนี้ 25 ม.ค.ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์กว่าเรื่องยังเงียบกริบ ใครจงใจปิดเรื่องนี้ไว้ คุณจะเอาอำนาจมาปิดหูปิดตาประชาชนได้อย่างไร นี่คือผลกระทบและระเบิดเวลาจากรัฐบาล MOA” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ ได้ตั้งคำถามโดยตรงไปยัง นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ว่าได้รับรายงานเรื่องนี้จากกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ หรือแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าสำนวนคดีอ่อนและมีเจตนากันตัวใหญ่ออกจากคดี หากไม่ทราบก็ขอให้ทราบผ่านการปราศรัยนี้
พร้อมกันนี้ยังได้ฝากถึงพรรคสีส้มว่า แม้ท่านอาจจะอ้างว่าไม่ทราบเรื่อง แต่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ร่วมวางระเบิดเวลานี้ไว้ ตนเตือนเรื่องการตั้งรัฐบาลแบบนี้จนเครียดจนผมร่วง แต่ท่านกลับทำเป็น “เอาหูไปนาเอาตาไปไร่”

นายณัฐวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย ด้วยการขอแรงสนับสนุนจากประชาชนชาวชัยภูมิให้ร่วมกันปกป้องผลประโยชน์ของชาติและกระบวนการยุติธรรม พร้อมชื่นชมสำนักงานอัยการที่ยังยึดถือความถูกต้องและตีกลับสำนวนที่ไม่ชอบมาพากลนี้

“ถ้าเห็นด้วยว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ใครผิดต้องรับโทษสูงสุด ไม่ใช่เลือกปฏิบัติแค่ 8 คน จากพันกว่าคน ขอเสียงดังๆ ให้กับความถูกต้อง และขอให้เลือกเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ เพื่อคืนความยุติธรรมให้บ้านเมือง”

เอกนิตินำทีมภูมิใจไทยลุยหาเสียง ฟุ้งคนละครึ่งพลัสทำคนจำได้ ผลตอบรับดี-เรียกร้องสานต่อ

เอกนิตินำทีมภูมิใจไทยลุยหาเสียง ฟุ้งคนละครึ่งพลัสทำคนจำได้ ผลตอบรับดี-เรียกร้องสานต่อ

เอกนิตินำทีมภูมิใจไทยลุยหาเสียง ฟุ้งคนละครึ่งพลัสทำคนจำได้ ผลตอบรับดี-เรียกร้องสานต่อ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

“เอกนิติ”นำทีมภูมิใจไทยลุยหาเสียง”สามย่าน-แพลตตินั่ม ประตูน้ำ” ฟุ้ง”คนละครึ่งพลัส”ทำคนจำได้ ผลตอบรับดี-เรียกร้องสานต่อ ยันคิดมาอย่างรอบคอบทำนโยบายฟื้นเศรษฐกิจไทย ดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ แข่งขันกับนานาชาติได้

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 น.แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นำโดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย , น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงพื้นที่ กทม. , นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม. , น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตสาทร-ปทุมวัน-ราชเทวี เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย หาเสียงพบปะพ่อค้าแม่ค้าและประชาชน ที่ตลาดสามย่าน และแพลตตินั่ม แฟชั่น มอลล์ ประตูน้ำ กทม.ขณะที่บรรยากาศ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างมีการพูดคุยถึงเรื่องการจับจ่ายใช้สอยในตลาด และอยากให้มีโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ต่อ นอกจากนี้ ยังมีการให้กำลังใจ พร้อมสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยอีกด้วย

โดย นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ในวันนี้ ว่า มีกระแสตอบรับค่อนข้างดี นอกจากได้มาเยี่ยมก็ยังได้รับฟังความคิดเห็น ซึ่งหลายคนรอโครงการคนละครึ่งพลัส และอยากให้มีความคึกคักต่อเนื่อง เราจะเอาเรื่องบัตรสวัสดิการพลัสเข้ามารวมด้วย แม้ในครั้งแรกจะมีปัญหาติดขัดในเรื่องการลงทะเบียนอยู่บ้างด้วยเวลาอันสั้นของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนกว่า แต่ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี มีร้านค้าตอบรับค่อนข้างมาก จากกระแสทุกคนให้ความไว้วางใจเชื่อมั่นนโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสก็เป็นจุดที่ทำให้คนจำภูมิใจไทยได้ค่อนข้างดี ซึ่งเรายังมีนโยบายอีกเยอะ ทั้งบัตรสวัสดิการสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย นโยบายสูงวัยพลัส ชุมชนพลัส

“นโยบายของพรรคภูมิใจไทยเราคิดมารอบคอบ ไม่ได้ช่วยคนที่อยู่ในเมืองอย่างเดียว แต่อยากให้เศรษฐกิจกระจายตัวไม่ต้องเข้ามาเฉพาะกรุงเทพ คำนึงถึงวินัยการเงินการคลัง ไม่ทำให้ประเทศเสียหายในอนาคต รวมทั้งยึดถือความคุ้มค่าที่ต้องนำเอาภาษีประชาชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งจะเห็นได้ว่าพรรคภูมิใจไทยเราออกแบบนโยบายที่ใช้เงินน้อยที่สุด มั่นใจว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้ ดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ ที่สำคัญเราอยากทำให้ศักยภาพของประเทศไทยสามารถแข่งขันได้กับนานาประเทศ” นายเอกนิติ กล่าว

– 006

อิ๊งค์มาแล้ว! เยือนกาดหลวง ช่วย นพ.ธีรพัฒน์ หาเสียง แวะร้านอรุณศรี รับการ์ดฝากถึงทักษิณ

อิ๊งค์มาแล้ว! เยือนกาดหลวง ช่วย นพ.ธีรพัฒน์ หาเสียง แวะร้านอรุณศรี รับการ์ดฝากถึงทักษิณ

อิ๊งค์มาแล้ว! เยือนกาดหลวง ช่วย นพ.ธีรพัฒน์ หาเสียง แวะร้านอรุณศรี รับการ์ดฝากถึงทักษิณ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.22 น.

อิ๊งค์มาแล้ว! เยือนกาดหลวง ช่วย นพ.ธีรพัฒน์ หาเสียง แวะร้านอรุณศรี รับการ์ดฝากถึงทักษิณ

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.2569 ที่ จ.เชียงใหม่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ลงพื้นที่ตลาดวโรรส อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ เพื่อช่วย นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคเพื่อไทย หาเสียง การลงพื้นที่ครั้งนี้ น.ส.แพทองธาร ได้แวะเยี่ยมร้านอรุณศรี ร้านจำหน่ายหนังสือพิมพ์ภายในตลาดวโรรส ซึ่งถือเป็นร้านประจำที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย มักแวะทักทายทุกครั้งเมื่อเดินทางมาหาเสียงในพื้นที่จ.เชียงใหม่

โดยป้าอรุณศรีได้มอบพวงมาลัยให้กับน.ส.แพทองธารและ นพ.ธีรพัฒน์ เพื่อเป็นกำลังใจ พร้อมเขียนการ์ดแสดงความห่วงใยถึงนายทักษิณ ฝากให้น.ส.แพทองธารนำไปมอบให้ ทั้งนี้ ก่อนออกจากร้านยังได้มอบส้มเป็นที่ระลึกให้กับทั้งสองคน

ก่อนที่ น.ส.แพทองธาร และคณะ จะเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนภายในตลาด พร้อมแนะนำตัวผู้สมัครเพื่อขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย โดยน.ส.แพทองธาร ได้เลือกซื้อสินค้าจากพ่อค้าแม่ค้าในตลาด อาทิ กาละแม ทองม้วน อีกด้วย

สำหรับบรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเข้ามาทักทาย ขอถ่ายภาพร่วม มอบดอกไม้และสตรอเบอร์รี พร้อมให้กำลังใจน.ส.แพทองธาร และผู้สมัครตลอดการลงพื้นที่

ยศชนันเดินตลาดหนองบัวลำภู เหยียบถิ่นเก่าไชยา หลังย้ายซบกล้าธรรม

ยศชนันเดินตลาดหนองบัวลำภู เหยียบถิ่นเก่าไชยา หลังย้ายซบกล้าธรรม

ยศชนันเดินตลาดหนองบัวลำภู เหยียบถิ่นเก่าไชยา หลังย้ายซบกล้าธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

“ยศชนัน”เดินตลาดหนองบัวลำภู เหยียบถิ่นเก่า”ไชยา พรหมา”หลังย้ายซบกล้าธรรม เจอชาวบ้านยาหอม”บอกใครจะมาไม่สนขอแค่เพื่อไทย-เศรษฐกิจปากท้องจับต้องได้” “เชน”ลั่นไม่หนักใจ ชี้ไม่ใช่พื้นที่คนใดคนหนึ่ง

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร (บขส.) (ตลาดสดเทศบาล) อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ช่วย นายรุ่งเพชร ศรีกาญจนา ผู้สมัคร สส.หนองบัวลำภู เขต 2 หาเสียง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นของ นายไชยา พรหมา อดีต สส.หนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ที่ย้ายไปลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม

ทันทีที่มาถึง นายยศชนัน และคณะ ได้สักการะศาลพระพรหม บริเวณหน้าตลาดก่อนทักทายชาวบ้านที่นำดอกไม้และพวงมาลัยที่ทำจากผักสดมารอต้อนรับ โดยชาวบ้านส่วนหนึ่งบอกว่า พรรคเพื่อไทยของเราไม่ว่าใครจะมาอยู่ ก็ไม่สน ขอแค่เป็นพรรคเพื่อไทย

นายยศชนัน กล่าวปราศรัยย่อยว่า วันนี้เรามากันทุกคน มาเป็นทีม วันนี้ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ คนไทยคนหนึ่งที่ยินดีรับใช้พี่น้องชาวหนองบัวลำภูมาถึงที่นี่แล้ว ครั้งนี้เราต้องสามัคคีกัน ขออีกครั้งหนึ่งเหมาทั้ง 3 เขต เอารุ่งเพชรเข้าไปเป็น สส.เราต้องเหมาทั้ง 3 เขต วันนี้เศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแรกที่เข้าไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คือการแก้หนี้ทั้งระบบ ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ทำทันที เกษตรกรคนค้าขาย รอบนี้รัฐบาลขอจ่าย 70 ประชาชนจ่ายแค่ 30 จ.หนองบัวลำภู สวยขนาดนี้ การท่องเที่ยวต้องเติบโตอย่างยั่งยืน และตนจะทำเต็มที่ให้หนองบัวลำภูเป็นหนึ่งในหมุดหมายที่คนต้องอยากมาท่องเที่ยว

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า วันนี้เรามีโครงสร้างต่างๆ ตนจะกลับไปดูแลทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่มีคอร์รัปชั่น ส่วนเรื่องยาเสพติดต้องหมดไปจากหนองบัวลำภู ปราบปรามให้สิ้นซาก คนผลิต คนขายจับให้หมด สแกมเมอร์ ทุนเทาไม่หมดไม่เลิก เอาให้จบ พร้อมสานต่อ 30 บาทรักษาทุกที่ ทุนการศึกษาต้องเข้าถึงลูกหลาน ชาวหนองบัวลำภู อยากเรียนต้องได้เรียน ส่งเสริมการเรียนรู้ให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้

นายยศชนัน กล่าวอีกว่า ครั้งนี้ตนมาด้วยใจ เหลืออีก 1 สัปดาห์กว่า อย่าประมาท ต้องร่วมใจกัน และครั้งนี้หากเราไม่สามารถเข้าไปได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็ยากที่จะส่งมอบนโยบาย วันนี้จึงมาด้วยตัวเองเพื่อตอกย้ำว่า ครั้งนี้หนองบัวลำภูสีแดงทั้งแผ่นดิน ขอ 3 เขต และขอเพื่อไทยเข้าไปทำงาน ยศชนันพร้อมเป็นนายกฯ ของชาวหนองบัวลำภู

จากนั้น นายศชนัน พร้อมคณะ ได้นั่งรถสามล้อพ่วงข้าง ไปยังตลาดณัฐพงษ์ (ชูเดช) โดยระหว่างทางได้แวะทักทายประชาชน ขณะที่บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีแม่ค้าร้านหนึ่งร้องเพลง “นานเท่าไหร่ก็รอ” ของ เสก โลโซ ระหว่างยืนรอนายยศชนัน พร้อมกล่าวว่า หล่อจังเลย นอกจากนี้ ยังมียายคนหนึ่งกล่าวว่า รักเพื่อไทย หัวใจสีแดง เศรษฐกิจจับต้องได้ต้องเพื่อไทยเท่านั้น จากนั้นนายยศชนัน โดนแม่ค้ารุมล้อม กอด หอม และมอบดอกไม้

ทั้งนี้ หลังลงพื้นที่นายยศชนัน กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภูในวันนี้ว่า ไม่หนักใจ เพราะเป็นพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พื้นที่ของใครคนใดคนหนึ่ง และเป็นพื้นที่ที่ผู้สมัครมาลงพื้นที่ตลอด มีความมั่นใจสูงมาก

กล้าธรรมบุกเชียงราย นฤมลลั่นไม่หลอกปชช. กล้าพูด กล้ารับผิดชอบ ไม่แอบหลังใคร

กล้าธรรมบุกเชียงราย นฤมลลั่นไม่หลอกปชช. กล้าพูด กล้ารับผิดชอบ ไม่แอบหลังใคร

กล้าธรรมบุกเชียงราย นฤมลลั่นไม่หลอกปชช. กล้าพูด กล้ารับผิดชอบ ไม่แอบหลังใคร

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.39 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เวลา 10.30 น.พรรคกล้าธรรม (กธ.) จัดเวทีปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งที่ โรงเรียนพานพิทยาคม ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีประชาชนจากหลายพื้นที่ในอำเภอพานและใกล้เคียงเดินทางมาร่วมรับฟังแนวทางการทำงานของพรรค โดยเวทีครั้งนี้มีแกนนำสำคัญของพรรคขึ้นปราศรัยช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เชียงรายของพรรค ประกอบด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมฝ่ายสังคม ซึ่งต่างขึ้นเวทีสะท้อนปัญหาในพื้นที่ ควบคู่กับการนำเสนอนโยบายที่พรรคต้องการผลักดันหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

นางปวีณา หงสกุล กล่าวปราศรัยถึงภาพรวมปัญหาสังคมไทยในปัจจุบันว่า สถานการณ์หลายด้านมีความเปราะบางมากขึ้น ทั้งปัญหาครอบครัว ความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ตลอดจนปัญหาปากท้องของประชาชนที่เชื่อมโยงกับหนี้สินและยาเสพติด จากประสบการณ์ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และช่วยเหลือเด็ก สตรี และครอบครัวมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ทำให้เห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่หมักหมมและต้องการการแก้ไขอย่างจริงจังในระดับนโยบาย การเข้ามาทำงานร่วมกับพรรคกล้าธรรมเป็นโอกาสในการผลักดันประเด็นสังคมให้กลายเป็นวาระสำคัญของประเทศ

“ปัญหายาเสพติดที่ผ่านมา แม้จะมีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถทำให้หมดสิ้นไปได้ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่ชัดเจน แยกการจัดการระหว่างผู้ค้าและผู้เสพอย่างเป็นระบบ โดยผู้ค้ายาเสพติดต้องถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดจริงจัง ขณะที่ผู้เสพควรได้รับโอกาสในการบำบัดฟื้นฟูระยะยาว ควบคู่กับการฝึกทักษะอาชีพและการจัดหางาน เพื่อให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง มีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว ไม่หวนกลับไปสู่วงจรเดิม ซึ่งเรื่องนี้พรรคกล้าธรรมจะเข้ามาทำให้เกิดเป็นรูปธรรม”

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคการเมืองหลายพรรค ผู้มีอำนาจตัวจริงกับบุคคลที่ถูกนำเสนอไม่ใช่คนเดียวกัน และเมื่อถึงเวลาบริหารประเทศจริง ผู้ที่มีบทบาทตัดสินใจสำคัญกลับเป็นบุคคลอื่นที่ไม่ได้แสดงตัวต่อประชาชน เช่น เลือก ท. ได้ ธ. เลือก อ. ได้ น. เลือก ช. ได้ ย. แต่กล้าธรรม เลือก ธ. ก็ได้ ธ. รับผิด รับชอบด้วยตัวเอง ไม่เป็นอีแอบเหมือนพรรคอื่น ไม่ไปอยู่ข้างหลังและชี้นิ้วสั่งการ

“พรรคการเมืองควรมีความชัดเจน โปร่งใส และให้ประชาชนรู้ว่าใครคือผู้รับผิดชอบตัวจริง พรรคกล้าธรรมจึงเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส เพียงชื่อเดียว เพราะเป็นผู้ทำงานและรับผิดชอบด้วยตนเอง ไม่หลบอยู่เบื้องหลังหรือให้ผู้อื่นชี้นำ การเมืองต้องตรงไปตรงมา ประชาชนควรได้ผู้นำที่กล้าแสดงตัวและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยโดยเปิดเผยถึงการลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชนในจังหวัดเชียงรายก่อนหน้านี้ พบว่าได้รับเสียงสะท้อนจำนวนมากเกี่ยวกับความต้องการเห็นการพัฒนาในจังหวัด ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพชีวิต พร้อมกล่าวเปรียบเทียบถึงประสบการณ์และผลงานการทำงานในจังหวัดพะเยา ที่ถูกยกเป็นตัวอย่างของการพัฒนาในหลายด้าน โดยระบุว่าแม้ตนเองจะมีอายุ 61 ปี ไม่ใช่นักการเมืองรุ่นใหม่ในเชิงวัย แต่มีประสบการณ์และผลงานที่สามารถนำมาใช้ในการทำงานได้ทันที พร้อมตั้งคำถามกับประชาชนว่าพร้อมหรือไม่ที่จะเปิดโอกาสให้แนวทางใหม่ๆ เข้ามาทำงาน

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลชุดก่อนว่า เป็นนโยบายขายความหวัง ขายความฝัน “อยากถามว่าวันนี้คนได้เงิน 10,000 บาทจากรัฐบาลที่แล้วหรือยัง ซึ่งยังไม่ได้ของเก่า แต่วันนี้จะแจกของใหม่อีกแล้ว อันนี้คือนโยบายขายฝัน ซึ่งเราไม่ทำ เราจะไม่ไปกู้มาแจก แล้วทำให้ประเทศชาติเผชิญกับวิกฤตทางเศรษฐกิจ”

“พรรคกล้าธรรม จะไม่เสนอนโยบายที่ทำไม่ได้จริง และจะยึดหลักความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเป็นสำคัญ สิ่งที่เราพูดต้องทำได้ พูดแล้วต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่พูดให้ประชาชนหวัง แล้วสุดท้ายก็ผิดหวัง”

– 006

อนุทิน อ้อนชาวหนองบัวลำภู ขอ สส.ยกจังหวัด ขอให้เลือกอนุทิน ติดดิน กินง่าย

อนุทิน อ้อนชาวหนองบัวลำภู ขอ สส.ยกจังหวัด ขอให้เลือกอนุทิน ติดดิน กินง่าย

อนุทิน อ้อนชาวหนองบัวลำภู ขอ สส.ยกจังหวัด ขอให้เลือกอนุทิน ติดดิน กินง่าย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.51 น.

“อนุทิน”หาเสียงหนองบัวลำภู ชูสโลแกน ขอให้เลือก”อนุทิน ติดดิน กินง่าย” อ้อนขอ สส.ยกจังหวัด ให้คำมั่นพร้อมพัฒนาเทียบเท่าเมืองใหญ่ ลั่นไม่เปิดด่าน หลังพ่อทหารกล้าชายแดนไทย-กัมพูชาร้องขอ ชี้แม้ไม่มีใครอยากให้เกิดสงคราม แต่หากรบก็ชนะ 

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 25 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินทางมาที่ศูนย์ประสานงานพรรคภูมิใจไทย จ.หนองบัวลำภู เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.ของพรรค ประกอบด้วย นายสุวัฒน์ มนตรี ผู้สมัคร สส.เขต 1 , นางชญาน์นันท์ พิมพ์กิรติ ผู้สมัคร สส.เขต 2 และ นายอาณัติ ชินทะวัน ผู้สมัคร สส.เขต 3 หาเสียง

ในการลงพื้นที่จุดดังกล่าว บิดาของ สิบโท ศราวุฒิ นามสวัสดิ์ ทหารสังกัดกองร้อยอาวุธเบาที่ 1 กองพันทหารราบที่ 8 (ร.8 พัน.1) ที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ได้เดินทางมาพบ ซึ่งนายอนุทินได้พูดคุยให้กำลังใจ ก่อนที่บิดาของ สิบโท ศราวุฒิ บอกกับนายอนุทิน ว่า “อย่าเพิ่งเปิดด่าน” นายอนุทิน จึงตอบกลับว่า “ไม่เปิดอยู่แล้ว ไม่มีอยู่แล้ว”

จากนั้น นายอนุทินได้กล่าวกับประชาชนที่มารอต้อนรับ ว่า การมาลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ครั้งนี้ เพื่อมาดูว่าผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทยนั้นมีความขยันขันแข็ง และเข้าถึงประชาชนได้จริงหรือไม่ เพราะการจะมาเป็นผู้แทนของพี่น้องชาวหนองบัวลำภูนั้น ขอให้ดูที่ผลงาน พรรคภูมิใจไทยทำงานหนัก ใครที่คิดว่าเป็นเพียงสมาชิกพรรคแล้วไม่ทำงาน ไม่ใกล้ชิดกับประชาชน ก็ไม่ต้องเลือก ขอให้เลือกคนที่ทำงานหนักให้กับพี่น้องประชาชน

ตนเองเดินทางมาหนองบัวลำภูหลายครั้ง ในเหตุการณ์กราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในปี 2565 ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงมีความใกล้ชิดกับพื้นที่หนองบัวลำภู จังหวัดนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจังหวัดที่เพิ่งเกิดขึ้น หรือเป็นที่โยกย้ายข้าราชการที่มีปัญหา ถ้าหากเลือกหมู่เฮาก็ไปเฮ็ดงาน จะไม่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีก และอีกหน่อยข้าราชการจะต้องแย่งกันมาอยู่ จ.หนองบัวลำภู พวกท่านรู้จัก จ.บุรีรัมย์และ จ.สุรินทร์หรือไม่ เมื่อก่อนมีคำพูดว่า “ตำน้ำกิน” สุรินทร์ “กินน้ำตำ” ไหมวันนี้ เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว แต่วันนี้ไม่มีแล้วเปลี่ยนรูปแบบไปหมดแล้ว

หนองบัวลำภูเป็นจังหวัดที่น่าอยู่ มีวัฒนธรรม งานฝีมือ แหล่งท่องเที่ยว และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ตนเดินทางมาหลายครั้ง แต่เพิ่งมีโอกาสไปสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นครั้งแรกในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมการท่องเที่ยว หากมีการประชาสัมพันธ์มากขึ้น เชื่อว่าหนองบัวลำภูจะคึกคักกว่านี้อย่างแน่นอน

สิ่งที่เห็นชัดคือวันนี้หนองบัวลำภูเปลี่ยนไป ถนนหนทางดีขึ้น พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า ภาคอีสานต้องเป็นทั้งพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่การผลิตทางการเกษตร เรามีสะพานหลายแห่งที่สามารถใช้ค้าขายกับประเทศลาว และส่งสินค้าไปถึงประเทศจีนได้ ตลอดช่วง 3 – 4 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลได้ดำเนินการปราบปรามยาเสพติดและของเถื่อนอย่างจริงจัง ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคอีสาน ทำให้การลำเลียงยาเสพติดเป็นไปได้ยากขึ้น ถือเป็นภารกิจจำเป็น เพื่อให้พื้นที่ชายแดนริมแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ค้าขาย ไม่ใช่เส้นทางลำเลียงของผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาหนองบัวลำภูมากขึ้น รวมถึงจังหวัดหนองคาย ซึ่งเป็นจังหวัดใกล้เคียง ถือเป็นหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยในการขับเคลื่อนพื้นที่ทั้งภูมิภาค

ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวล สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ ความมั่นคงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะนี้ทหารไทยได้มีการควบคุมพื้นที่ที่มีการรุกราน ของประเทศกัมพูชาเรียบร้อยหมด

ยืนยันว่าจะยังไม่เปิดด่านในขณะนี้ เนื่องจากหากเปิด อาจทำให้ของเถื่อนทะลักเข้ามา และส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยมากกว่า จะเห็นว่า การปิดด่านทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น แต่หนองบัวลำภูมีทั้งข้าว อ้อย และพืชผลทางการเกษตร ซึ่งจะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะอ้อยที่เชื่อว่าราคาจะไม่ต่ำกว่า 1,400 บาทต่อตัน อย่างแน่นอน

เมื่อสามารถควบคุมชายแดนได้ ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องกังวลเรื่องความขัดแย้งหรือสงคราม เพราะไม่มีใครต้องการให้เกิดสงคราม แต่หากมีการรบก็เชื่อว่าจะชนะ ขอให้พ่อแม่พี่น้องใช้ชีวิตปกติไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาเรื่องสงครามหรือไม่ ไม่ต้องคิดเรื่องนี้ให้เสียสมอง ทำงานตามปกติที่ไปได้เลย เรื่องของความมั่นคงของชาติเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และจะเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ฝ่ายบริหารบ้านเมือง พวกเราจะดูแลความปลอดภัยให้กับพ่อแม่พี่น้องเอง

ใครที่มารุกรานอธิปไตยของเรา เราไม่มีทางยอม และจะไม่ยอมให้ทหารที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศ เป็นทหารเกณฑ์ที่ได้มาจากการจับใบแดง เราจะปรับแก้ระบบใหม่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่รักชาติมากขึ้น โดยจะเปิดรับทหารอาสา จำนวน 100,000 อัตรา ระยะเวลาปฏิบัติงาน 4 ปี ไม่ได้เป็นเพียงการฝึกทางทหารหรือการใช้อาวุธเท่านั้น แต่จะมีการฝึกอาชีพ ฝึกภาษา สำหรับผู้ที่ตั้งใจเข้ามาเป็นทหาร

ขณะนี้มีผู้แสดงความประสงค์สมัครเข้าร่วมเป็นทหาร เกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย และตรงกับความต้องการของกลุ่มวัยรุ่น ดังนั้น ระบบการเกณฑ์ทหารจะไม่เกิดขึ้นอีก ผู้ที่ไม่ต้องการเป็นทหารก็ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการเกณฑ์ สามารถไปประกอบอาชีพ ไปศึกษา หรือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้

ส่วนนโยบายด้านเศรษฐกิจ หากพี่น้องประชาชนให้โอกาสพรรคภูมิใจไทยกลับเข้าไปทำงาน นโยบายสำคัญต่างๆ ที่เคยดำเนินการไว้ จะถูกนำกลับมาสานต่อทันที เช่น คนละครึ่งพลัส เฟสสอง หากประสบความสำเร็จ ก็จะมีอีกหลายเฟส

ดังนั้น ขอให้โอกาสให้พรรคภูมิใจไทย เราพร้อมที่จะทำงาน เราไม่ต้องการมินิฮาร์ท แต่ต้องการบิ๊กฮาร์ท ต้องการหัวใจดวงใหญ่ เพราะพวกเรามีหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ และความปรารถนาดีต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้ลองเลือกเราหากทำไม่ดีที่น้องไม่ต้องไล่ผมไล่เอง ผมมีการประเมินตลอดเวลา การจะได้ลง สส.ต่อหรือไม่

นายอนุทิน ย้ำว่า ตนเป็นนายกฯ ที่ไม่มีรูปแบบ ขอให้เลือกอนุทิน ติดดิน กินง่าย ขอให้ลองของใหม่ เพราะที่ผ่านมาพี่น้องชาวหนองบัวลำภูยังไม่เคยมีผู้แทนจากพรรคภูมิใจไทย อีก 2 อาทิตย์ ขอให้พี่น้องช่วยพิจารณา เพราะช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมาตนเองเข้ามาเพื่อตั้งใจที่จะทำงานพูดแล้วทำ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ก็พร้อมที่จะทำ

– 006

ลุงป้อม ผันตัวเป็นนักชิม หลังวางมือทางการเมือง พาเพื่อนวัยเก๋าตะลุยกินของอร่อย

ลุงป้อม ผันตัวเป็นนักชิม หลังวางมือทางการเมือง พาเพื่อนวัยเก๋าตะลุยกินของอร่อย

ลุงป้อม ผันตัวเป็นนักชิม หลังวางมือทางการเมือง พาเพื่อนวัยเก๋าตะลุยกินของอร่อย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.26 น.

“ลุงป้อม”ผันตัวเป็นนักชิมตามรีวิว หลังวางมือทางการเมือง พาเพื่อนวัยเก๋า ตะลุยชิมก๋วยเตี๋ยวเนื้ออร่อยย่านวัชรพล ไม่ลืมชวนผู้สมัคร พปชร.มาเติมพลังก่อนลงพื้นที่

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หลังวางบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ ได้ใช้เวลาว่างในบทบาทใหม่ในฐานะ “นักชิม” พาเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 6 เดินทางไปยังร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อชื่อดัง “นาย ต.” (วัชรพล) เพื่อร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกันอย่างเป็นกันเอง

พล.อ.ประวิตร ยังได้เรียก ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น ผู้สมัครเขต 12 เบอร์ 9 ของพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทีมงานหาเสียง มาร่วมรับประทานอาหาร เพื่อเติมพลังและสร้างขวัญกำลังใจก่อนลงพื้นที่หาเสียงต่อ ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่าย อบอุ่น มีประชาชนที่มาใช้บริการร้านอาหารเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างเป็นกันเอง

ระหว่างพูดคุย พล.อ.ประวิตร ได้สอบถามปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ พร้อมกำชับผู้สมัครให้ใกล้ชิดประชาชน รับฟังปัญหา และนำไปหาแนวทางแก้ไขอย่างจริงจัง

ด้าน ภญ.นพวรรณ หัวใจมั่น กล่าวว่า หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน จะให้ความสำคัญกับนโยบายด้านผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก โดยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ และผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงสวัสดิการของรัฐอย่างทั่วถึง

ก่อนเดินทางกลับ เจ้าของร้านและประชาชนได้ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พร้อมสอบถามถึงโอกาสการกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ตอบด้วยอารมณ์ดีว่า ขอวางบทบาทนักการเมืองไว้เบื้องหลัง และหันมาเป็น “นักชิม” เต็มตัว หลังได้เห็นรีวิวร้านอาหารจำนวนมากจากสื่อต่างๆ และอยากมาลองด้วยตนเอง

ทั้งนี้ พล.อ.ประวิตร ยังไม่พลาดรีวิวในสไตล์นักชิมหน้าใหม่ โดยกล่าวว่า “ก๋วยเตี๋ยว นาย ต. วัชรพล เพิ่งมาครั้งแรก แนะนำให้มาหลายคน สั่งหม้อไฟ เนื้อเปื่อย เนื้อกรอบ ลูกชิ้นครบ” ก่อนทิ้งท้ายแบบสายกินว่า “ก๋วยเตี๋ยวต้องกินที่ร้าน ถึงจะเด็ด”

– 006

ฉากทัศน์และความเป็นไปได้ หากศาลโลกตัดสิน เมียนมา คดี โรฮิงญา

ฉากทัศน์และความเป็นไปได้ หากศาลโลกตัดสิน เมียนมา คดี โรฮิงญา

ฉากทัศน์และความเป็นไปได้ หากศาลโลกตัดสิน เมียนมา คดี โรฮิงญา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.17 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่อข้อต่อสู้ของ ‘แกมเบีย’ เรื่องคดีโรฮิงญาในศาลโลกมีน้ำหนักพอจะเอาผิด “เมียนมา” ได้ แต่ถึงแม้คำตัดสินศาลโลกอาจระบุว่าผิด พร้อมสั่งการให้ชดเชย-คืนสิทธิพลเมือง-นำโรฮิงญากลับประเทศ แต่การบังคับใช้จริงยังเต็มไปด้วยข้อจำกัด ระบุแรงกดดันอาจกลับมาอยู่ที่อาเซียนและไทยในฐานะเพื่อนบ้าน ผู้ทำการค้าลงทุนในเมียนมาอาจได้รับผลกระทบส่งออกสินค้าไม่ได้ เพราะโดนแบนจากประเทศปลายทาง

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร ภาควิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองและการต่างประเทศเมียนมา เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกไต่สวนคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาในเมียนมา ตามคำฟ้องของแกมเบียที่ยื่นเรื่องตั้งแต่ปี 2019 ตอนหนึ่งว่า ข้อต่อสู้ของแกมเบียว่าชาวโรฮิงญาเคยได้รับผลกระทบจากการกระทำที่รุนแรงและไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ถือว่ามีน้ำหนักในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ และรัฐบาลแกมเบียยังได้รับการสนับสนุนข้อต่อสู้ดังกล่าวจากหลากหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส ฯลฯ จึงคาดว่าจะสามารถชนะคดีจนเอาผิดรัฐบาลทหารเมียนมาได้

อย่างไรก็ตาม ผลการตัดสินจะชี้ชัดว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำชี้แจงของพยานชาวโรฮิงญา แต่หากท้ายที่สุดแล้วศาลโลกมีคำตัดสินว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้นคือศาลจะมีคำสั่งให้รัฐบาลทหารเมียนคืนสิทธิทางพลเมืองและรับชาวโรฮิงญากลับประเทศ รวมถึงให้มีการชดเชยค่าเสียหายที่เกิดขึ้น ไปจนกระทั่งการปรับแก้กฎหมายที่เคยให้อำนาจรัฐบาลทหารเมียนมาเข้าไปละเมิดสิทธิของชาวโรฮิงญา

ทว่า แม้จะมีผลคำตัดสินตามที่ระบุไปข้างต้น แต่ศาลโลกก็ไม่มีอาณัติโดยตรงในการผลักดันกลไกการบังคับใช้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ดังนั้นหากรัฐบาลทหารเมียนมาละเมิดหรือไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน ประเด็นดังกล่าวก็จะถูกส่งไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อทำให้เกิดการบังคับใช้ ด้วยเหตุที่ว่าความผิดเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถือเป็นบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ไม่ควรมีประเทศใดละเมิด สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นแรงกดดันให้ UNSC จำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รัฐบาลทหารเมียนมาปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลก

อย่างไรก็ดี บทบาทและอำนาจของ UNSC แทบจะไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงภายในหรือบังคับโดยตรงให้รัฐบาลทหารเมียนมาต้องปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกได้ เหตุเพราะยังมีกฎการวีโต้ของสหประชาชาติที่ให้อำนาจยับยั้งแก่สมาชิกถาวร 5 ประเทศใน UNSC ประกอบด้วย จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา แน่นอนที่สุดว่ารัสเซียและจีนซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเมียนมาจะต้องใช้สิทธิวีโต้ เพราะทั้ง 2 ประเทศนี้ไม่ต้องการให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือเมียนมาผ่านการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปในเมียนมา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการดำเนินการผ่านช่องทางศาลโลกและ UNSC ยังมีอีกหนึ่งช่องทาง คือการต่อสู้ผ่านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่เปิดโอกาสให้เอกชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถร้องต่อศาล ICC ถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือการละเมิดอันเข้าใจได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยสามารถใช้ผลการตัดสินของศาลโลกเข้ามาประกอบการต่อสู้ได้ ซึ่งจะทำให้มีน้ำหนักพื้นฐานทางกฎหมายที่มัดแน่น แต่แน่นอนว่าคงต้องใช้เวลาในการไต่สวนไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่ง ICC ก็สามารถมีคำตัดสินต่อผู้นำประเทศหรือผู้นำกองทัพได้ และปัจจุบันก็มีผู้นำประเทศหลายคนกำลังถูกดำเนินคดีโดย ICC เช่นกัน

ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลโลกก็จะทำให้การยื่นคำร้องของอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ เมื่อปลายปี 2024 ให้ผู้พิพากษาออกหมายจับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติมีน้ำหนักมากขึ้น

รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุดหากแม้รัฐบาลทหารเมียนมายินยอมจะนำชาวโรฮิงญากลับเข้ามาในประเทศจริงๆ ก็ยังคงความท้าทายอีกไม่น้อย เพราะระยะเวลาที่ผ่านไปกว่า 10 ปี นับตั้งแต่ชาวโรฮิงญาโดนเผาทำลายพื้นที่และขับไล่ให้ต้องลี้ภัยไปยังต่างประเทศ รัฐบาลทหารเมียนมาได้นำผู้คนจากภายนอกเข้าไปตั้งรกรากในบริเวณรัฐยะไข่ซึ่งเป็นพื้นที่อาศัยเดิมของชาวโรฮิงญา

ยังไม่นับรวมว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาได้เกิดความไม่สงบจากการต่อต้านกองทัพเมียนมาโดยกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างเข้มข้นก็คือรัฐยะไข่ ผลพวงจากการที่รัฐบาลทหารเมียนมายังไม่สามารถควบคุมและจัดการพื้นที่เหล่านี้ได้ หากรัฐบาลทหารเมียนมาจะนำชาวโรฮิงญาซึ่งส่วนใหญ่ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่เมืองค็อกซ์บาซาร์ ประเทศบังกลาเทศ กลับเข้ามา คำถามก็คือชาวโรฮิงญากว่า 8 แสน – 9 แสนคนเหล่านี้จะไปอยู่ที่ไหน และจะมีชีวิตอยู่ในสภาวะแวดล้อม สังคม ที่ปลอดภัยได้อย่างไร

นอกจากนี้ หากจะคิดถึงอีกหนึ่งทางออกที่จะส่งผู้อพยพเหล่านี้ไปยังประเทศที่ 3 ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือประเทศต่างๆ ในโซนยุโรป ก็ติดข้อจำกัดที่กลุ่มประเทศเหล่านี้กำลังมีนโยบายต่อต้านการรับผู้ลี้ภัยเข้ามาในประเทศ ดังนั้น การแก้ไขโดยแนวทางนี้ก็มีข้อจำกัดเช่นกัน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หากศาลโลกมีคำตัดสินว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีความผิดในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริง แรงกดดันก็จะไม่ได้เกิดแค่กับไทย แต่จะเป็นกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งหมดว่าจะดำเนินงานอย่างไรต่อไปกับรัฐบาลทหารเมียนมา เพราะที่ผ่านมา ผู้นำ-ผู้แทนชาติในอาเซียนได้บรรลุฉันทมติ 5 ข้อ เพื่อที่จะยุติความรุนแรงโดยส่งผู้แทนพิเศษต่างๆ เข้าไปในเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหา แต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ หากมาเจอกรณีคำตัดสินศาลโลกว่ารัฐบาลทหารเมียนมามีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นกรณีที่สำคัญกว่าวิกฤตของเมียนมาที่กำลังดำเนินอยู่ในทุกวันนี้เสียอีก

“คำถามคืออาเซียนจะส่งความกดดันดังกล่าวมาให้ไทยต้องทำอะไรหรือไม่ ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างกันแค่ไม่กี่กิโล มากกว่านั้น การค้าการลงทุนของบริษัทต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน หรือประเทศอื่นๆ ที่เข้าไปลงทุนในประเทศที่รัฐบาลได้ดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาจจะนำมาซึ่งปัญหาเรื่องการส่งออก เพราะประเทศปลายทาง หรือ EU อาจจะใช้เงื่อนไขนี้ในการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ซึ่งฉากทัศน์นี้อาจจะเกิดขึ้น หาก ICJ และ ICC ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้” รศ.ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ กล่าว

อนุทิน เหยียบถิ่นหนองบัวลำภู ชาวบ้านแห่รับ ก่อนตะโกนลั่นนายกฯในดวงใจ

อนุทิน เหยียบถิ่นหนองบัวลำภู ชาวบ้านแห่รับ ก่อนตะโกนลั่นนายกฯในดวงใจ

อนุทิน เหยียบถิ่นหนองบัวลำภู ชาวบ้านแห่รับ ก่อนตะโกนลั่นนายกฯในดวงใจ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.10 น.

“อนุทิน”เหยียบถิ่น”หนองบัวลำภู” สักการะสมเด็จพระนเรศวรฯ เอาฤกษ์เอาชัย ก่อนลุยหาเสียง 2 จังหวัดอีสาน ชาวบ้านแห่รับ ก่อนตะโกนลั่น”นายกฯในดวงใจ”

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และ นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคฯ ลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู และ จ.หนองคาย เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.ของพรรคหาเสียง โดย จ.หนองบัวลำภู ประกอบด้วย นายสุวัฒน์ มนตรี ผู้สมัคร สส.เขต 1 , นางชญาน์นันท์ พิมพ์กิรติ ผู้สมัคร สส.เขต 2 และ นายอาณัติ ชินทะวัน ผู้สมัคร สส.เขต 3 ขณะที่ จ.หนองคาย ประกอบด้วย พล.ต.ท.ไพศาล ลือสมบูรณ์ ผู้สมัคร สส.เขต 1 , นางจิดาภา สุนทรธนากุล ผู้สมัคร สส.เขต 2 และ นายศักดิ์ดา จันทรสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เขต 3

โดยจุดแรก เวลา 10.00 น. นายอนุทิน นั่งรถตู้อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียนป้ายแดง พ 2654 กรุงเทพฯ เดินทางมาสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวร อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู และได้พบปะกับประชาชนที่มารอรับ ทันทีที่มาถึงประชาชนได้มอบหมวกสานจากใบจาก และนำผ้าขาวม้าผูกเอวให้นายอนุทิน พร้อมชมว่า ตัวจริงหล่อกว่าในทีวี ขณะที่บางคนตะโกนว่า “นายกฯ ในดวงใจ อนุทิน ชาญวีรกูล”

จากนั้น นายอนุทิน ได้ขึ้นไปสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวร โดยระบุว่า เป็นครั้งแรกที่ได้มาสักการะ ไม่เคยรู้เลยว่าที่ จ.หนองบัวลำภู มีศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยากให้ทางจังหวัดบูรณะและอนุรักษ์ไว้ นอกจากนี้ นายอนุทินได้เยี่ยมชมบูธมัจฉากาชาด จ.หนองบัวลำภู เนื่องจากระหว่างวันที่ 18 – 27 ม.ค.69 เป็นช่วงการจัดงานงานสักการะศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กาชาดหนองบัวลำภู ประจำปี 2569

สำหรับศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จ.หนองบัวลำภู เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวนิยมมาขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะเรื่องความสำเร็จ และความสมัครสมานสามัคคี

จากนั้น นายอนุทิน พร้อมคณะ ได้เดินทางไปโรงงานน้ำตาล เพื่อพบปะชาวบ้าน และชาวไร่อ้อย ก่อนจะขึ้นเวทีปราศรัย ในเวลา 17.00 น.ที่ลานนาคาเบิกฟ้า เฟส 2 ริมแม่น้ำโขง เทศบาลเมืองโพนพิสัย อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ก่อนเดินหาเสียงที่ตลาดแลงแยงโขง บริเวณลานนาคาเบิกฟ้า เฟส 2 เฟส 3 และเฟส 4

– 006

ชัยวุฒิ โชว์เต้นปาดน้ำตา สับเละเพื่อไทย กล่องสุ่มเงินล้านผลาญงบชาติ

ชัยวุฒิ โชว์เต้นปาดน้ำตา สับเละเพื่อไทย กล่องสุ่มเงินล้านผลาญงบชาติ

ชัยวุฒิ โชว์เต้นปาดน้ำตา สับเละเพื่อไทย กล่องสุ่มเงินล้านผลาญงบชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ (เบอร์ 35) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 3), นายชัยพร จิรวินิจนันท์ โฆษกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4), นายทัศนัย ทองมี รองหัวหน้าพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 6) และนายรัฐภูมิ วัลลิกุล เหรัญญิกพรรค (บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 9) ลงพื้นที่ตลาดโพธิ์สุวรรณ ซอยนวลจันทร์ 56 เขตบึงกุ่ม เพื่อช่วยหาเสียงและแนะนำตัว นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 13 เบอร์ 9 ​​โดยบรรยากาศการหาเสียงภายในตลาดโพธิ์สุวรรณ เขต 13 บึงกุ่ม เต็มไปด้วยบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ที่มาขายของ และบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าขายไม่ดี อยากให้ภาครัฐหรือพรรคการเมืองช่วยประชาชน ในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ พร้อม แกนนำพรรครักชาติ ได้เต้น ประกอบเพลง “9 ล้านหยดน้ำตา” ของศิลปินชื่อดัง “ดอน สอนระเบียบ” เพื่อสะท้อนนโยบายเศรษฐกิจของคู่แข่งที่เปรียบเสมือนการขายฝันและอาจทิ้งความเสียใจไว้ให้ประชาชน พร้อมให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” ของพรรคเพื่อไทย โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและที่มาของงบประมาณ ระบุว่าเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนมาใช้หาเสียง ซึ่งอาจเข้าข่ายการมอมเมาให้คนหลงเชื่อในความฝันที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งจากการลงพื้นที่ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงทวงถามถึงสิทธิประโยชน์เดิมที่เคยสัญญาไว้ เช่น เงินหมื่นดิจิทัล จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจน จึงมองว่านโยบายใหม่ที่ประกาศออกมาเป็นเพียงการกลบเกลื่อนความล้มเหลวเดิม

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังได้แสดงความกังวลว่า นโยบายที่เน้นการเสี่ยงโชคหรือการรอคอยโชคลาภ จะส่งผลเสียต่อวินัยทางการเงินและทำให้ประชาชนจมปลักอยู่กับการพนัน

​”พรรครักชาติขอถามแทนพี่น้องประชาชนว่า ได้ถามผู้เสียภาษีหรือยัง? นโยบายแบบนี้กระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้จริง แต่กลับสร้างปัญหาให้คนงมงาย ทำได้จริงให้เห็นก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องใหม่” นายชัยวุฒิ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ และทีมพรรครักชาติ ยืนยันความพร้อมในการทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยชูจุดแข็งเรื่องพลังของคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และตั้งใจจริง พร้อมขอโอกาสให้ เบอร์ 35 (พรรครักชาติ) และ นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 13 เบอร์ 9 เข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยต่อไป

– 006