พีระพันธุ์ ชูนโยบายแก้จน-รื้อโครงสร้างพลังงาน ย้ำน้ำมัน 25 บาท/ลิตรทำได้จริง!

พีระพันธุ์ ชูนโยบายแก้จน-รื้อโครงสร้างพลังงาน ย้ำน้ำมัน 25 บาท/ลิตรทำได้จริง!

พีระพันธุ์ ชูนโยบายแก้จน-รื้อโครงสร้างพลังงาน ย้ำน้ำมัน 25 บาท/ลิตรทำได้จริง!

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

“พีระพันธุ์”ชูนโยบายแก้จน-รื้อโครงสร้างพลังงาน ย้ำน้ำมัน 25 บาท/ลิตรทำได้จริง! หนุนกองทัพจบปัญหาชายแดน จี้รัฐตัองเยียวยา บีบกัมพูชาต้องชดเชยไทย

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ “ศึกคนชน AI” ทางช่อง one 31 โดยระบุถึงสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ว่า นอกจากปัญหาเรื่องไทย-กัมพูชาแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศคือเรื่องปากท้องและเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้มองปัญหาเศรษฐกิจเป็นเพียงเรื่องของตัวเลข GDP แต่มองไปที่เศรษฐกิจปากท้องของคนรากหญ้า หาเช้ากินค่ำ และมนุษย์เงินเดือนที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง ซึ่งทางพรรคมีนโยบายที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้กับประชาชน ด้วยการตั้งกองทุนเพื่อให้กู้ยืมเงินแบบไม่คิดดอกเบี้ยวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชน 1 ล้านคน ได้กู้เงินเริ่มต้นคนละ 50,000 บาท ไปใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้นอกระบบ ควบคู่ไปกับการจ้างงานภาครัฐอีก 300,000 ตำแหน่ง และการนำระบบ “ใช้หนี้ด้วยงาน” เข้ามาเพื่อยกเลิกและแก้ไขปัญหาให้กับลูกหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางลดความเหลื่อมล้ำด้วยการตั้งกองทุนเพื่อดูแลสังคม โดยจะเก็บภาษีจากธุรกิจรายใหญ่ที่มีกำไรเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไปมาดูแล ที่สำคัญลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยทำมาแล้วในช่วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยยืนยันว่าค่าไฟ ค่าน้ำมัน และแก๊สหุงต้มต้องลง ซึ่งตั้งเป้าหมายให้น้ำมันอยู่ที่ 25 บาทต่อลิตร ไฟฟ้าอยู่ที่ 3.30 บาท และก๊าซหุงต้มอยู่ที่ 360 บาท/15 กก.

นายพีระพันธุ์ ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับนโยบายลดราคาน้ำมันเหลือ 25 บาทต่อลิตร ว่า โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลไกลเศรษฐกิจอย่างที่ตั้งคำถาม แต่ปัญหาอยู่ที่การเริ่มต้นผิดจากการอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ ซึ่งไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ทั้งนี้ ราคาน้ำมันปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 29 บาทเศษ แต่ต้นทุนเนื้อน้ำมันแท้จริงยังไม่ถึง 20 บาท ส่วนที่เหลือเป็นภาษีและเงินที่ส่งเข้ากองทุนน้ำมัน โดยแนวทางการแก้ไขคือการปรับโครงสร้างใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนจากการอ้างอิงราคาสิงคโปร์ มาใช้ระบบ Cost Plus ซึ่งเป็นการคิดราคาจากต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสม พร้อมทั้งยกเลิกการเก็บภาษีซ้ำซ้อน และปรับบทบาทกองทุนน้ำมันให้เป็นคลังน้ำมันสำรองของประเทศ จะทำให้ราคาน้ำมันจาก 29 บาทกว่า ๆ ลงมา 25 บาทได้ทันที

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ว่า ปัจจุบันเมื่อราคาน้ำมันต้นทางลดลง รัฐกลับไม่ลดภาษี แต่เลือกขึ้นภาษีสรรพสามิตเพื่อให้ราคาหน้าปั๊มอยู่เท่าเดิม ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นและยืนยันว่า การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันตามแนวทางที่เสนอ ไม่ได้กระทบรายได้รัฐ และไม่ได้ทำลายวินัยการคลัง เพราะรัฐยังมีรายได้เท่าเดิม

นายพีระพันธุ์ ยังระบุถึงเงื่อนไขการร่วมรัฐบาล ว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี “ต้องเป็นคนที่สะอาด” ซึ่งกรอบนโยบายสำคัญของรัฐบาลจะต้องเป็นนโยบายที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน ทั้งการจัดการปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งต้องดำเนินการให้จบอย่างแน่นอน การจัดการปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ ทุนเทา และกลุ่มสแกมเมอร์อย่างเด็ดขาด รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการจัดการกับทุนพลังงานที่เข้ามาครอบงำประเทศ ซึ่งทั้งหมดจะต้องไม่กระทบต่อสถาบันหลักของชาติ

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา โดยระบุว่า แม้กองทัพจะสามารถยึดพื้นที่กลับมาได้เกือบทั้งหมด แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องยึดให้ได้ทั้งหมด และที่สำคัญคือยุทธศาสตร์กองทัพเมื่อเดินหน้าแล้วต้องเดินให้จบ ไม่ใช่เดินแล้วหยุด หยุดแล้วเดิน พร้อมย้ำว่ารัฐบาลในฐานะฝ่ายนโยบายต้องสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ ไม่ควรเข้าไปขัดขวางการปฏิบัติการด้านการป้องกันประเทศ

“ปัญหาชายแดนลักษณะนี้กองทัพรับรู้มานานแล้ว และเคยประเมินว่าจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในอนาคต แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลใดรับฟังอย่างจริงจัง” นายพีระพันธุ์ กล่าว

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า เป้าหมายสำคัญของยุทธศาสตร์ทางทหาร คือการทำให้ “สิ้นสภาพภัยคุกคาม” รัฐบาลต้องสนับสนุนให้กองทัพมีขีดความสามารถ มีอาวุธ และมีขวัญกำลังใจเพียงพอ ไม่เพียงแค่ยึดพื้นที่คืนมา แต่ต้องสามารถรักษาพื้นที่นั้นไว้ได้ในระยะยาว สำหรับแนวคิดเรื่องรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา ควรมีรูปแบบไม่จำเป็นต้องเหมือนกันตลอดแนว คำว่า “รั้ว” ไม่จำเป็นต้องเป็นรั้วแบบกายภาพเสมอไป อาจเป็น “ลวดหนาม” หรือ “รั้วคน” คือการให้ประชาชนเข้าไปทำมาหากินเพื่อยืนยันแนวเขตแดนให้ชัดเจน หากมีการรุกล้ำต้องถือเป็นปัญหาทันที ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเยียวยาประชาชนและทหารที่ได้รับผลกระทบ

“ผมไปเยี่ยมที่กันทรลักษ์ ทุกคนพูดเหมือนกันว่า ทำไมเวลาไปเจรจาสันติภาพ ไม่พูดถึงคนไทยที่ต้องบาดเจ็บล้มตาย จะรับผิดชอบชดเชยอย่างไร นี่เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลหน้าจะต้องดำเนินการ มันไม่เกี่ยวกับสงคราม แต่คนไทยเหล่านี้ต้องได้รับการชดเชยจากกัมพูชา”

นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า ผู้นำกัมพูชาเข้าข่ายเป็น “อาชญากรสงคราม” เนื่องจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนและโรงพยาบาล ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร ส่งผลให้ประชาชนไทยเสียชีวิตจำนวนมาก

ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน! จุลพันธ์ ย้ำปมโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน

ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน! จุลพันธ์ ย้ำปมโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน

ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน! จุลพันธ์ ย้ำปมโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน! “จุลพันธ์”ย้ำปมโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ยกเคสบราซิลเพิ่มจัดเก็บภาษีราว 8-9% ชี้ดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านขึ้นมาบนดิน

เมื่อวันที่ 25 มกราคม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงกรณีโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ว่า นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศในระยะยาว มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือการลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอยๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8 – 9% หรือไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20% กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้แรงจูงใจให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ

นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8 – 9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน กล่าวอีกแบบคือลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า เปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1 – 2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5 – 25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล

นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ Big Data สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นข้อมูลระดับจุลภาค ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้องคาดเดาหรือหว่านแห จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง

นายจุลพันธ์ ระบุต่อว่า สำคัญที่สุดคือสามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และสร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง

นายจุลพันธ์ ระบุอีกว่า ผลลัพธ์คือ ประชาชนได้ลุ้นรางวัล รัฐได้ฐานภาษีใหม่ ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win – Win ทุกฝ่าย เลิกปั่นวาทกรรมล็อกผล แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่หว่านแห และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม

“นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว” นายจุลพันธ์ ระบุ

อภิสิทธิ์ บุกร่มเกล้า-มีนบุรี ลั่นต้องทำงานหนักช่วงโค้งสุดท้าย

อภิสิทธิ์ บุกร่มเกล้า-มีนบุรี ลั่นต้องทำงานหนักช่วงโค้งสุดท้าย

อภิสิทธิ์ บุกร่มเกล้า-มีนบุรี ลั่นต้องทำงานหนักช่วงโค้งสุดท้าย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.53 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 ที่ตลาดเกรียงไกร เคหะร่มเกล้า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ลงพื้นที่ช่วย นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง ผู้สมัคร สส.กทม.เขตเลือกตั้งที่ 20 เขตลาดกระบัง (ยกเว้นแขวงลำปลาทิว) ซึ่งได้รับความสนใจจากพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดอย่างคึกคัก บางคนบอกว่าตั้งใจมามารอ , ขอให้ได้กลับเข้าสภาฯ , ดีใจที่ได้กลับมา , เป็นแฟนคลับตามมาตั้งแต่หนุ่มๆ , เมื่อคืนนอนไม่หลับเลยพอรู้ว่าจะมาที่ตลาด

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ และคณะ ได้เดินพบปะประชาชนที่มาออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ 60 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ มีแฟนคลับ ชมรมร้องเพลงในสวน ตะโกนว่า อภิสิทธิ์มาแล้ว , คนดีของสังคมกลับมา พร้อมขอถ่ายรูปกันยกใหญ่ ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ และคณะ ยังได้สักการะศาลท่านท้าวมหาพรหมร่มเกล้า และไหว้ศาลแม่สไบทอง เพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ได้เดินทางไปยังตลาดมีนบุรี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน ช่วย น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล ผู้สมัคร สส.เขต 19 เขตมีนบุรี (ยกเว้นแขวงแสนแสบ) เขตสะพานสูง (ยกเว้นแขวงทับช้าง) เบอร์ 11 ครอบคลุมพื้นที่ โดยนายอภิสิทธิ์ได้พูดถึงนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านเสียงตามสายในตลาดให้ประชาชนรับฟังด้วย

โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ก็ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชน ถึงลาดกระบังประชาชนก็มาให้การต้อนรับอย่างดี ขอบคุณทุกความสัมพันธ์ที่มีระหว่างพรรคกับคนกรุงเทพฯ และคนที่นี่มาโดยตลอด

เมื่อถามว่า ทำให้มีความมั่นใจในพื้นที่กรุงเทพมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นกำลังใจให้เราต้องเดินหน้าทำงานหนัก เพราะช่วงสุดท้ายของการเลือกตั้ง ขณะนี้ก็จะมีการนำเสนอประเด็นในลักษณะที่อาจจะคิดว่ามาเร้าใจ แต่อยากจะย้ำกับพี่น้องประชาชนว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนแปลงการเลือกตั้งจากครั้งที่ผ่านๆ มา พอช่วงสุดท้ายหลายครั้งก็จะมีเรื่องของกระแส หรืออะไรก็ตาม แต่ทำให้เราลืมว่า การเลือกตั้งสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศแบบยั่งยืนได้ ครั้งนี้อยากจะเห็นการจริงจังในการสนับสนุนคนที่จะไปปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน กับคนที่มีแผนเศรษฐกิจระยะยาว

“วันนี้มาเดินตลาด ทั้งเจ้าของตลาด และแม่ค้าก็พูดตรงกัน การกระตุ้นทั้งหลายก็ได้ระยะสั้นจริงๆ พอจบไปก็กลับมาสู่สภาพที่มันเงียบ ถ้าเราไม่ทำให้เสร็จกิจโตแบบยั่งยืน รายได้ประชาชนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นก็อยากให้ช่วงสุดท้าย ทุกคนมาจริงจังกันมากขึ้นกับเรื่องที่เป็นอนาคตระยะยาวของประเทศ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เห็นว่าอาทิตย์หน้าจะไปลงใต้ นายอภิสิทธิ์ กล่าว ใช่ จะมีช่วงต้นเดือนที่จะลงไป เพราะว่าไม่ได้ไปมาสักพักหนึ่งแล้ว ก็จะไปทั้งนครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง ตรัง ส่วนพรุ่งนี้ (26 ม.ค.) ไปสุราษฎร์ฯ กับ ชุมพร เมื่อถามย้ำว่า ไปตอกย้ำฐานที่มั่นเดิมใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไปพบปะกับพี่น้องที่ให้การสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อย่างดีตลอดมา ส่วนในพื้นที่สู้กันหนักนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คราวที่แล้วก็มีการพูดกันว่าหนักหน่วงมาก แต่เที่ยวนี้ดูประชาชนเข้มแข็งขึ้น ในการที่จะตอบทุกเวทีที่เราปราศรัย เราก็ย้ำในเรื่องของการอย่าไปเลือกคนที่ซื้อเสียง ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี

– 006

สุ่มแจกรวยล้านทำคนเพ้อฝัน จตุพร ฟาด เพื่อไทย คิดนโยบายทำบ้านเมืองด้อยพัฒนา

สุ่มแจกรวยล้านทำคนเพ้อฝัน จตุพร ฟาด เพื่อไทย คิดนโยบายทำบ้านเมืองด้อยพัฒนา

สุ่มแจกรวยล้านทำคนเพ้อฝัน จตุพร ฟาด เพื่อไทย คิดนโยบายทำบ้านเมืองด้อยพัฒนา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊คไลฟ์รายการ ประเทศไทยต้องมาก่อน ว่า พรรคเพื่อไทยหาเสียงแบบขายฝันด้วยนโยบายสุ่มแจกเงินคนละหนึ่งล้านบาท จำนวน 9 คนต่อวัน โดยหวังจะได้เสียงพลิกแซงหน้าพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย แต่ยังไม่เป็นพรรคอันดับหนึ่ง อย่างเก่งแค่พรรคที่สองเท่านั้น

อีกทั้งกล่าวว่า นโยบายสุ่มแจกเงินล้าน 9 คนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3,240 ล้านบาท ถ้าอยู่ครบวาระ 4 ปี จะเป็นเงิน 12,960 ล้านบาท โดยมีประชาชนถูกสุ่มแจกได้ประโยชน์เพียง 12,960 คน จากประชากรทั้งประเทศเกือบ 70 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม การหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคเพื่อไทยชูนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจ่ายคนละหมื่นตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ใช้เงิน 5.4 แสนล้านบาท แต่มาหนนี้จะแจกแค่ 1.2 หมื่นล้าน ในเวลา 4 ปี เท่ากับทำให้ประชาชนต้องตั้งตารอลุ้นกันเป็นรายวัน แล้วอธิบายใหญ่โตว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ

“การหาเสียงแบบนี้ ประชาชนต้องตั้งหลักตรึกตรองให้พอสมควร ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความหวัง การหาเสียงต้องหาทางแก้ปัญหาชาติ ไม่ใช่ให้คนกว่า 60 ล้านต้องมาลุ้นว่าจะเป็นหนึ่งใน 9 คนหรือไม่ ถามว่าทีมเศรษฐกิจคิดให้ตายได้แค่นี้เหรอ”

นายจตุพร กล่าวว่า การหาเสียงปี 2566 ทำอะไรได้บ้าง บอกว่าเงินเดือนปริญญาตรีเริ่มต้น 25,000 บาทต่อเดือน ค่าแรงจะลากไปให้ถึงวันละ 600 บาท รถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ลดค่าแก๊ส น้ำมัน ค่าน้ำ ค่าไฟทันที แล้วเป็นไงทำได้หรือไม่ มาคราวนี้เราจะปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ด้วยการลุ้นแบบนี้ไม่ได้

“การผูกติดกับการเสี่ยงโชค ยิ่งทำตัวเหมือนประเทศด้อยพัฒนาหนักเข้าไปทุกที ไทยแต่ก่อนเศรษฐกิจแซงหน้าเวียดนาม แต่ปัจุบันอยู่ตามหลังมากแล้ว เราต้องการรัฐบาลมีศักยภาพการบริหารนำพาชาติ ไม่ใช่ให้คนมาลุ้นลมๆ แล้งๆ ในสภาพแบบนี้”

สิ่งสำคัญคือ หลังจากพรรคเพื่อไทยเจอคลิปเสียงอังเคิล ทำให้พรรคการเมืองอื่นๆ มองว่าเป็นพรรคไม่อยู่ในสายตา แล้วมาเสนอนโยบายแบบวูบวาบ ซึ่งน่าจะมีสติปัญญามากกว่านี้ การเสนอให้คนมารอลุ้นว่า ใครจะเป็น 9 คน วันๆ ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว

“ถามจริงๆ เถอะ ทำไมไม่ยอมรับผิดตั้งแต่ครั้งที่แล้วที่ประกาศนโยบายแล้วทำอะไรได้บ้าง ระหว่างการจะแจกเงินดิจิทัลหมื่นบาทรวม 5.4 แสนล้าน แต่วันนี้แจก 4 ปีหมื่นกว่าล้านทำเป็นเรื่องใหญ่โต ถ้าประชาชนจะเลือกการเมืองพวกพันธุ์อย่างนี้ก็สุดแท้แต่”

พร้อมทั้งกล่าวว่า พรรคอื่นปรามาสเพื่อไทย ปล่อยให้เล่นเกมหาเสียงแบบสบายๆ เอาแต่ตะคอกกราดใส่พรรคอื่น ก็ไม่มีใครสวนกลับสักคน เพิ่งเห็นพรรคประชาชนสวนกลับเอาบ้าง ดังนั้น ใครประกาศนโยบายไปเป็นรัฐบาลเมื่อครั้งที่ผ่านมาแล้วทำไม่ได้ ประชาชนต้องลงทัณฑ์ ไม่ใช่เรื่องเก่าทำไม่ได้ ก็มาสร้างเรื่องใหม่แทนอีก ประชาชนไม่ควรปล่อยให้มีการหาเสียงกันแบบนี้

“เรื่องลุ้นคนละล้านต่อวันแจก 9 คน ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาเงินของประเทศมาปู้ยี่ปู้ยำกับเรื่องแบบนี้ การบอกว่า ลุ้นหนึ่งล้านต่อวัน กระตุ้นให้คนจ่ายภาษี แต่ประชาชนจ่ายภาษีกันทุกคนอยู่แล้ว โดยผ่านแวต 7% จากการซื้อสินค้า แล้วจะกระตุ้นอะไรอีก คนก็ซื้อตามปกติอยู่แล้ว”

หมอวี ขอบคุณ สปสช. เตรียมเคาะงบ 200 ล้าน นำร่องวัคซีน IPD ฟรีให้เด็กไทย

หมอวี ขอบคุณ สปสช. เตรียมเคาะงบ 200 ล้าน นำร่องวัคซีน IPD ฟรีให้เด็กไทย

หมอวี ขอบคุณ สปสช. เตรียมเคาะงบ 200 ล้าน นำร่องวัคซีน IPD ฟรีให้เด็กไทย

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.45 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ขอบคุณ สปสช. เตรียมเคาะงบ 200 ล้าน นำร่อง “วัคซีน IPD” ฟรีให้เด็กไทย ประชุม 2 ก.พ. นี้

ผมขอขอบคุณ สปสช. และกระทรวงสาธารณสุข ล่วงหน้า แทนพ่อแม่และหมอเด็กทั่วประเทศครับ ที่เตรียมบรรจุวาระวัคซีนป้องกันโรค IPD (เชื้อนิวโมค็อกคัส) เข้าที่ประชุมบอร์ด วันที่ 2 ก.พ. นี้ เพื่อพิจารณาเป็นสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับเด็กเล็ก (2, 4 และ 12 เดือน)

• เป้าหมาย: ป้องกันโรคปอดอักเสบรุนแรง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด

• งบประมาณ: เตรียมไว้แล้วกว่า 200 ล้านบาท

• รูปแบบ: เริ่มต้นแบบ “พื้นที่นำร่อง (Pilot Project)” ในปีงบประมาณ 2569 นี้ทันที เพื่อประเมินผลก่อนขยายทั่วประเทศ

ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบสุขภาพไทย ขอบคุณที่รับฟังเสียงของกุมารแพทย์และผู้ปกครองครับ เราจะหลุดพ้น 19 ประเทศสุดท้ายในโลกซะที

รอติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิดครับ!
#สปสช #วัคซีนเด็ก #drv #IPD

คนไทยกับประชามติ สวนดุสิตเผยคนไทยมอง รธน. เป็นเรื่องใกล้ตัว ยังขาดความเข้าใจ

คนไทยกับประชามติ สวนดุสิตเผยคนไทยมอง รธน. เป็นเรื่องใกล้ตัว ยังขาดความเข้าใจ

คนไทยกับประชามติ สวนดุสิตเผยคนไทยมอง รธน. เป็นเรื่องใกล้ตัว ยังขาดความเข้าใจ

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.41 น.

25 มกราคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง“คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,269 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 20-23 มกราคม 2569 ในประเด็นเกี่ยวกับการทำประชามติ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 53.15 เคยอ่าน/ศึกษารัฐธรรมนูญ 2560 บางส่วน โดยรวมคิดว่าตนเองเข้าใจรัฐธรรมนูญ 2560 เล็กน้อย ร้อยละ 47.82 มองว่าข้อดี คือ มีกลไกตรวจสอบนักการเมืองเข้มแข็ง ร้อยละ 37.99 ข้อจำกัด คือ เปิดช่องให้กลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจสูง ร้อยละ 41.65 ข้อมูลเพิ่มเติมที่ต้องการรู้เพื่อช่วยในการตัดสินใจโหวตประชามติ คือบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนในรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 50.29 ทั้งนี้มองว่ารัฐธรรมนูญค่อนข้างเกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชน ร้อยละ 38.70

เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างจะเลือกพรรคประชาชน ร้อยละ 33.14 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 20.76 ภูมิใจไทย ร้อยละ 16.57 ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 31.16 รองลงมาคือ เพื่อไทยร้อยละ 21.20 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.11 และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 33.80

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญยังเป็นเรื่องไกลตัวในด้านความเข้าใจแต่ใกล้ตัวในด้านผลกระทบ ส่วนใหญ่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเพียงบางส่วนและรับรู้แค่คร่าว ๆ จึงต้องการข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีบทบาทอย่างไร และรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันอย่างไร ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 กระแสความนิยมยังไปในทิศทางเดียวกันทั้งปาร์ตี้ลิสต์ เขต และตัวบุคคลโดยพรรคประชาชนยังคงนำโดยไม่เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

ผศ.กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัย สวนดุสิต อธิบายว่าจากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2569 สามารถสะท้อนภาพความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับระบบการเมืองไทยในภาพรวมได้อย่างชัดเจนในส่วนของการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่าประชาชนอยู่ในภาวะสนใจแต่ยังไม่มั่นใจมีความเข้าใจในข้อมูลระดับหนึ่งแต่ยังไม่ลึกซึ้ง ซึ่งไม่ได้เกิดจากความไม่ตื่นตัวทางการเมืองหากแต่สะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของรัฐธรรมนูญที่มีความซับซ้อนและห่างไกลจากชีวิตประจำวันเมื่อพิจารณาควบคู่กับทัศนคติในการเลือกตั้ง จะเห็นว่าประชาชนประเมินทั้ง “กติกา” และ “ผู้เล่นทางการเมือง” ไปพร้อมกัน

โดยเลือกพรรคการเมืองจากความคาดหวังต่ออนาคตและความสามารถในการตอบโจทย์ปัญหาปากท้องมากกว่าความผูกพันทางการเมืองแบบเดิมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองจึงมีลักษณะเปราะบางแต่เปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงนโยบาย ในบริบทนี้

สรุปวิเคราะห์ผลโพล : คนไทยกับการทำประชามติและการเลือกตั้ง 2569 การทำประชามติและการเลือกตั้งปี 2569 จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตยหากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจ เสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและยกระดับความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยไทย

อภิสิทธิ์ฟีเวอร์ เทพไทยอมรับกระแสแรงจริงในภาคใต้

อภิสิทธิ์ฟีเวอร์ เทพไทยอมรับกระแสแรงจริงในภาคใต้

อภิสิทธิ์ฟีเวอร์ เทพไทยอมรับกระแสแรงจริงในภาคใต้

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.35 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ยอมรับ กระแสอภิสิทธิ์ แรงจริงในภาคใต้

หลังจากได้มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดภาคใต้หลายจังหวัด พบความจริงว่า กระแสนิยมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับความนิยมสูงมาก ซึ่งเป็นไปตามผลการสำรวจของสำนักต่างๆว่า ความเชื่อมั่นและศรัทธาของคนภาคใต้ ได้กลับคืนมายังพรรคประชาธิปัตย์ จนมีการพูดในหมู่ประชาชนคนภาคใต้ว่า พรรคประชาธิปัตย์คือสมบัติของพ่อเฒ่าบ้าง สมบัติของแม่เฒ่าบ้าง ความหมายก็คือ พรรคประชาธิปัตย์เป็นมรดกทางการเมืองของคนภาคใต้ และเป็นทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษที่สืบต่อกันมาให้กับลูกหลาน จากรุ่นสู่รุ่น

จนทำให้ผู้สมัคร พรรคการเมืองอื่นหวาดกลัวว่า จะได้รับคะแนนนิยมน้อยลง จึงมีการใช้วิธีการหาเสียงแบบเจาะคะแนนเอาตัวเองรอด คือหาเสียงกับประชาชนว่า บัตรส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ถ้าจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ขัดข้อง แต่ส.ส.ในระบบเขต ขอให้เลือกตัวเอง ซึ่งวิธีการหาเสียงเช่นนี้ เกิดขึ้นในหลายเขตของพื้นที่ภาคใต้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ของบางพรรค ไม่กล้าพูดถึงชื่อพรรคที่ตัวเองสังกัด ไม่ยอมใส่เสื้อพรรคที่ตัวเองสังกัด และไม่ยอมขึ้นป้ายประกบคู่กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคที่ตัวเองสังกัด มีการใช้เล่ห์เพทุบายอ้างกับประชาชนผู้สูงอายุว่า เป็นผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ แต่ส.ส. ในระบบเขต แนะนำให้เลือกเป็นเขตของตัวเอง ซึ่งเป็นการหลอกลวงผู้มีสิทธิ์ใช้เสียงเลือกตั้ง

จากนี้ไปจะต้องพิสูจน์กันว่า กระแสนิยมของนายอภิสิทธิ์ หรืออภิสิทธิ์ฟรีเว่อร์ จะพัดพาคะแนนทะลุ ไปยังผู้สมัครส.ส.ระบบเขตหรือไม่ ถ้าหากกระแสทะลุไปยังผู้สมัครส.ส.เขต จนเป็นกระแสให้ประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง2ใบ จะทำให้ผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตของพรรคประชาธิปัตย์ได้จำนวนเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถปั่นกระแส หรือปลุกอภิสิทธิ์ฟีเวอร์ให้ประชาชนเลือกประชาธิปัตย์ทั้ง2ใบได้ พรรคประชาธิปัตย์ก็จะได้เฉพาะ ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อเป็นอันดับ1 ของภาคใต้เท่านั้น

อดีตบิ๊ก ศรภ.ฉายภาพซ้ำ อุ้มหายวันเฉลิม ภายใต้ร่มเงาของฮุนเซน

อดีตบิ๊ก ศรภ.ฉายภาพซ้ำ อุ้มหายวันเฉลิม ภายใต้ร่มเงาของฮุนเซน

อดีตบิ๊ก ศรภ.ฉายภาพซ้ำ อุ้มหายวันเฉลิม ภายใต้ร่มเงาของฮุนเซน

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.20 น.

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สถานการณ์อุ้มหาย นายวันเฉลิม ภายใต้ร่มเงาของฮุนเซน

1.เมื่อกลับมาดูเรื่องเก่าๆ กันหน่อย เมื่อ 4 มิ.ย.2563 ผู้สื่อข่าวประชาไทรายงานว่า เจน สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาว ของวันเฉลิม อายุ 37 ปี ผู้ลี้ภัยทางการเมืองชาวไทยที่พักอาศัยอยู่ประเทศกัมพูชา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า วันเฉลิม ถูกอุ้มหายตัวไปจากหน้าคอนโด ที่กรุงพนมเปญ เมื่อเวลา 16.40 น. ขณะที่ เดินลงมาซื้อลูกชิ้นปิ้งหน้าคอนโด  สิตานัน ยังแจ้งว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพยายามเข้าไปช่วย แต่กลุ่มคนที่มาอุ้มตัวมีอาวุธปืนด้วย (ก็น่าสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ไทยหน่วยไหนจะกล้าทำแบบนั้น แต่ฝั่ง 3 นิ้วโมเมว่าไทยเป็นคนทำทันที)

2.สื่อ NGO หลายแหล่ง ในไทย อ้างว่า นายวันเฉลิม หนีไปเพราะเกี่ยวข้องการละเมิดสถาบันฯ ( ในข้อเท็จจริงแล้ว คสช.ไม่ได้เอาผิดนายวันเฉลิมในฐานความผิด มาตรา 112 ) ความผิดมีแค่ ขัดคำสั่ง คสช.เนื่องจากไม่มารายงานตัวตามคำสั่ง และความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 เท่านั้น โดยคดีความต่างๆ ใกล้สิ้นสุดแล้ว เป็นไปตามขั้นตอนปกติของศาลยุติธรรม โดยนายวันเฉลิมไม่ต้องขึ้นศาลทหารแต่อย่างใด

3.ในกรณีนี้ นายดอน รมว.กต.ในขณะนั้น ยังย้ำว่า ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมา 6 ปี มีโอกาสเห็น“รายชื่อ”ผู้มีปัญหาด้านความมั่นคง มาตลอด แต่นายดอนยืนยันว่าไม่เคยเห็นชื่อนายวันเฉลิมมาก่อน “เรื่องของคุณวันเฉลิมไม่ได้มีความสำคัญมากนักในมุมของการต่างประเทศก็ดี หรือความมั่นคงก็ดี ความหมายคือไม่น่าจะเป็นผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง”

4.ความผิดแค่นี้ วันเฉลิม ควรเดินทางกลับไทยได้แล้ว แต่ที่ไม่กลับอาจเป็นเพราะ อ่านแต่สื่อฝ่าย ต่อต้านรัฐบาลมากเกินไป ซึ่งสื่อเหล่านี้พยายามยกยอให้ วันเฉลิม เป็นฮีโร่ เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา ซึ่งก็มีผู้ที่คิดผิด จากคำยกยอแบบนี้มาแล้วหลายสิบคน เช่น นายภาสกร ญี่นาง นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เขียนบทความ ในเรื่องนี้ โทษรัฐไทย ทันทีโดยไม่ได้ทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ถึงกับ อ้างว่า

“บทความนี้จะลองพิจารณาศึกษาปรากฏการณ์อุ้มหาย ผ่านมุมมองทางอาชญาวิทยา เพื่อฉายให้เห็นภาพสังคมไทยที่กำลังป่วยไข้อย่างหนัก และความเป็นรัฐอาชญากรของรัฐไทยที่สามารถใช้ความรุนแรงกำจัดผู้เห็นต่างได้ โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมและกฎหมาย” (ไม่ได้คิดเลยว่า เรื่องเกิดในกัมพูชา ชัดๆ และ กัมพูชาไม่มีกฏหมายไดๆเหนือกว่าคำสั้งฮุนเซน)

5.ในช่วงที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ กำลังพลาดพลั้ง จากการโจมตีของ ม็อบ 3 นิ้ว ทำให้สถาบันฯพลอยฟ้าพลอยฝนโดนไปด้วย การก่อม็อบ ก่อกวนทางการเมืองเกิดขึ้นทุกสัปดาห์ “วันเฉลิม” ก็ถูกอุ้ม เพื่อหวังผลอะไรคงคาดเดากันได้ มันทำโดยไม่ได้คำนึงถึงคุณธรรมแต่อย่างไร ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่า คนอุ้ม น่าจะเกี่ยวข้องกับ พี่ฮวด ( นาย เคลียง ฮวด ) คนใกล้ชิด ทั้งนักการเมืองฝั่งกัมพูชาและ ฝั่งไทย

อนึ่ง พี่สาวนายวันเฉลิมบอกว่า ระหว่างลี้ภัยที่กัมพูชา นายฮวด ทำหน้าที่ดูแลน้องชายรวมถึงผู้ลี้ภัยชาวไทยคนอื่น ๆ วันที่นายวันเฉลิมหายไป ปรากฏภาพวงจรปิดของรถสีขาวแล่นออกไป จากนั้น 1 นาทีต่อมา รถเอสยูวีสีดำที่คาดว่าเป็นคันที่อุ้มวันเฉลิม จึงแล่นออกไป พี่สาวนายวันเฉลิม อ้างว่า รถคันสีขาว เป็นรถคันเดียวกับที่นายฮวด ใช้ไปรับผู้ลี้ภัยที่ด่านปอยเปตเป็นประจำ หลักฐานใหม่ชี้ คดีวันเฉลิม “เคลียง ฮวด” ล่ามฮุนเซน น่าจะมีส่วนรู้เห็นการ อุ้มหาย

สิตานัน พี่สาวของวันเฉลิม ได้ยื่นหลักฐานใหม่ต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งชี้ว่า “เคลียง ฮวด” ล่ามคนสำคัญของสมเด็จฮุนเซน อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญหายวันเฉลิม

“หลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง คือ คลิปเสียงจากสำนักข่าว Al Jazeera ที่ระบุว่า นายเคลียง ฮวด มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้เห็นต่างจากรัฐบาลกัมพูชาในประเทศไทย และภาพถ่ายคู่ของวันเฉลิมกับ เคลียง ฮวด ขณะอยู่ในประเทศกัมพูชา นอกจากนี้ ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ผู้ใกล้ชิดวันเฉลิม ยืนยันว่า เคลียง ฮวด เคยช่วยเหลือผู้ลี้ภัยชาวไทยในกัมพูชาหลังรัฐประหาร 2557 รวมถึงวันเฉลิมด้วย“

นี่ก็ใกล้การเลือกตั้งแล้ว ทั้งแดง และ ส้มจะงัดอะไรมาแสดงอีก ก็ควรระวังกันให้ดีครับ อย่าเชื่ออะไรไปง่ายๆ แม้กระทั้งสัญญาแจกเงินสารพัด ในนโยบายของพรรคการเมืองที่แข่งขันกัน เสนอออกมา รวมทั้งข่าวปล่อยต่างๆ ด้วยครับ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ผมเชื่อในเกียรติและศักดิ์ศรีของข้าราชการ และขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันปกป้องความเป็นกลาง ความยุติธรรม และประชาธิปไตย ไม่ให้ผลการเลือกตั้งถูกบิดเบือนโดยอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมือง”

นายภูมิธรรม เวชยชัย

ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

ขายฝัน‘รวยทุกวัน9ล้าน9คน’ ‘มารค-กรณ’ฉะพท. ชี้นโยบายส่อเอื้อพวกพ้อง ภท.ตามยำเข้าข่ายมัวเมา

ขายฝัน‘รวยทุกวัน9ล้าน9คน’ ‘มารค-กรณ’ฉะพท. ชี้นโยบายส่อเอื้อพวกพ้อง ภท.ตามยำเข้าข่ายมัวเมา

ขายฝัน‘รวยทุกวัน9ล้าน9คน’ ‘มารค-กรณ’ฉะพท. ชี้นโยบายส่อเอื้อพวกพ้อง ภท.ตามยำเข้าข่ายมัวเมา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ขายฝัน‘รวยทุกวัน9ล้าน9คน’ ‘มารค-กรณ’ฉะพท. ชี้นโยบายส่อเอื้อพวกพ้อง ภท.ตามยำเข้าข่ายมัวเมา ‘ยศชนัน’อ้างศึกษาดีแล้ว

“อภิสิทธิ์-กรณ์” ผนึกกำลังถล่ม นโยบาย “รวยทุกวัน9 ล้าน 9 คน” ของพรรคเพื่อไทย ชี้ขายฝัน ไม่ยั่งยืน ส่อเอื้อพวกพ้อง ขณะที่ “ยศชนัน” เผยศึกษามาดีแล้วไม่ผิดกฎหมายและทำได้จริง กระแสตอบรับดียกทัพเยือนอีสานหลายจังหวัดประกาศปั้นเศรษฐีใหม่ 

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นางสาวอรอนงค์ การญจนชูศักดิ์ อดีต สส. กทม. เขต2 และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พร้อมผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 เบอร์ 11 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร ลงพื้นที่หาเสียงโค้งสุดท้าย ในย่านสาทรและตลาดกิตติ ใจกลางกรุงเทพฯ ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น

นายอภิสิทธิ์เปิดเผยถึงภาพรวมการตอบรับของพรรคช่วงโค้งสุดท้ายว่าจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลุยพื้นที่ภาคตะวันออก 4 จังหวัดเมื่อวานนี้พบว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากเกินคาด ซึ่งเดิมทีหลายฝ่ายอาจมองว่าฐานเสียงของพรรคจำกัดอยู่เพียงภาคใต้ แต่ปัจจุบันพบว่าทั้งในกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก หรือแม้แต่ภาคเหนืออย่างสุโขทัยพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ยืนยันว่าจะหันกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

“หากเทียบเชิงปฏิกิริยาของผู้คนในกทม.ครั้งนี้ ถือว่าดีกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมามาก แม้การประเมินจำนวน สส.ผ่านโพลที่เป็นวิทยาศาสตร์จะยังมีความเป็นไปได้หลายทาง เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อและเขตอาจไม่สัมพันธ์กัน แต่บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นกำลังใจสำคัญให้พวกเราอย่างมาก”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สับพท.ชู‘รวยทุกวัน9ล้าน9คน’

ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบาย“รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน”ของพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าในแง่การปฏิบัติอาจทำได้จริง แต่ในมุมของนโยบายสาธารณะและประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ ยังเป็นเครื่องหมายคำถาม โดยตั้งข้อสังเกตว่า เงินงบประมาณกว่า 3,000ล้านบาทต่อปี หากนำไปแจกเพื่อให้คนมีโอกาสรวยทางลัดวันละ 9คน อาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการนำไปพัฒนาศักยภาพของคน

“ถ้าจะทำ ก็คงทำได้ แต่ว่าผมก็พยายามคิดอยู่ว่าเหตุผลในเชิงนโยบายสาธารณะเชิงประโยชน์ทางเศรษฐกิจเนี่ยมันคืออะไร ถ้าสมมุติเราตีคร่าวๆว่าวันละ 9ล้านบาท ปีนึงสัก 3,000กว่าล้าน ผมก็คิดว่าเอาเงิน3,000 มาให้คนล้านคน เขาปรับปรุงทักษะเขามันจะไม่ดีกว่าหรือเราคิดว่าเอ่อ การอาจจะทำให้คนมีความรู้สึกว่ามีโอกาสรวยขึ้นมาเฉลี่ยได้ วันละ 9 คน แต่จริงๆแล้วในแง่ของเศรษฐกิจภาพรวม ความยั่งยืน ความเป็นธรรม คิดว่าเงินจำนวนนี้ไปใช้อย่างอื่น น่าจะดีกว่า” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

อุบ‘หมัดเด็ด’ช่วงโค้งสุดท้าย

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงท้ายของการหาเสียงนั้น พรรคมีทั้งเชิงนโยบายและแนวทางทางการเมืองที่เตรียมจะสื่อสารเพิ่มเติม แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้

เมื่อถามต่อว่า ส่วนกรณีพรรคคู่แข่งเริ่มโจมตีกันเองหรือมีท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัยกับบางขั้วการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่วิจารณ์เพราะเป็นสิทธิ์และทางเลือกของแต่ละพรรค ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในการนำเสนอแนวทางที่สุจริตและสร้างสรรค์เพื่อเป็นทางเลือกหลักให้ประชาชน

‘กรณ์’ยำสุ่มแจกเงินวันละ9ล้าน’

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบาย สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน ล่าสุด ของพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัว ณ เวทีสยามพารากอนโดยระบุว่าเป็นนโยบายที่สร้างความผิดหวังและทำลายระบบการคลังของประเทศ นายกรณ์ระบุว่าที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงการวิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาโดยตลอด แต่กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก

“หลายวันที่ผ่านมาผมเจอคุณจุลพันธุ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือ การเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

“รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง…แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ9ล้านบาท นี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธิการ‘สุ่มเลือก’จากกลุ่มต่างๆก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย”

เงินดิจิทัลแพ้มาแล้วรอบนี้ขายฝัน

พร้อมระบุอีกว่า“ก่อนหน้านี้ ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน lookใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร.ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยอาจจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอล ก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

ทั้งนี้การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งถูกมองจากหลายฝ่ายว่าเป็นการใช้กลไกการ”สุ่ม”มอบเงินช่วยเหลือ ซึ่งนายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าอาจไม่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบงบประมาณของประเทศ

‘ยศชนัน’นำทัพพท.บุกร้อยเอ็ด

เมื่อเวลา10.30น.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรค นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย และนายพานทองแท้ ชินวัตร ลงพื้นที่ช่วย ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.ร้อยเอ็ด น.ส.ชญาภา สินธุไพร เขต 8 เบอร์ 6 ที่รร.จตุรพักตรพิมาน รัชดาพิเษก จ.ร้อยเอ็ด มีประชาชนมารอต้อนรับ มอบพวงมาลัย ผูกผ้าขาวม้าให้กำลังใจและรอฟังปราศรัยล้นหลามเต็มพื้นที่

แจงนโยบาย‘เศรษฐีเงินล้าน

นายยศชนันปราศรัยชูวิทยาศาสตร์แก้น้ำ-ดินพร้อมแจงละเอียดสิทธิ์”เศรษฐีวันละ 9 ล้าน” โดยระบุว่าถึงเวลาแล้ว ที่ความยุติธรรมต้องกลับคืนสู่แผ่นดินร้อยเอ็ด และคนทำดีต้องได้ดี ตนมีความตั้งใจที่จะเข้ามารายงานตัวกับพี่น้องทั้ง 8เขตเพื่อขอโอกาสเข้าไปดูแลลูกหลานชาวร้อยเอ็ดในสภา หลังจากที่รูปของตนติดอยู่บนเสาไฟฟ้าทำความรู้จักกับทุกคนมานานกว่า 2เดือน

โดยเน้นย้ำว่าพรรคเพื่อไทยจะนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาพื้นฐานอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำท่วมน้ำแล้ง รวมถึงการแก้ปัญหาดินเหนียวและดินเค็มซึ่งเป็นเรื่องที่ตนมีความถนัด เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ รัฐบาลจะดึงข้อมูลการค้านอกระบบกลับเข้าสู่ฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณลงไปถึงท้องถิ่นในการพัฒนาถนน น้ำ และไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำและทั่วถึง

ลั่นเดินหน้าปั่นเศรษฐีคลุม5กลุ่ม

ในส่วนของนโยบายใหม่ที่สร้างเสียงฮือฮา โครงการ”สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ9คน” นายยศชนันขยายความว่า ไม่ใช่เพียงการลุ้นโชคทั่วไป แต่คือ การรวบรวมข้อมูลเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยในทุกวันจะมีผู้โชคดีได้รับเงินรางวัลคนละ1ล้านบาท รวมมูลค่า 9 ล้านบาทต่อวัน ครอบคลุมประชาชน 5 กลุ่มสำคัญได้แก่ กลุ่มสายช้อปปิ้งที่ใช้จ่ายผ่านใบเสร็จซึ่งมีสิทธิ์รับรางวัลถึง 5 คนต่อวัน รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป พี่น้องเกษตรกรที่ลงทะเบียนไว้ กลุ่มผู้ทำงานจิตอาสาช่วยเหลือสังคม และผู้ที่ยื่นแบบภาษีอย่างถูกต้อง โดยรัฐบาลจะใช้ข้อมูลจากใบเสร็จเหล่านี้มาวิเคราะห์ราคาสินค้าและความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อวางแผนค่าใช้จ่ายและฉีดงบประมาณลงไปช่วยเหลือให้ถูกจุดที่สุด พร้อมประกาศปักหมุดวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้ชาวร้อยเอ็ดเลือกพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 ทั้งจังหวัด

‘เต้น’ควง‘โอ้ค’ตัวแทนขึ้นเวที

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อขึ้นเวทีร่วมกับนายพานทองแท้ ชินวัตร เพื่อเป็นตัวแทนของอดีตนายกฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร มาคารวะหัวใจชาวร้อยเอ็ดที่ยืนหยัดเคียงข้างต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน โดยนายณัฐวุฒิกล่าวฝากฝัง นางสาวชญาภา สินธุไพร ในฐานะเลือดเนื้อเชื้อไขนักต่อสู้ของคนอีสานที่ไม่เคยทิ้งพื้นที่ พร้อมย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คือการชี้ชะตาประเทศไทย จึงขอให้ประชาชนเข้าคูหากาเพื่อไทยทั้งสองใบเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง พร้อมส่งต่อความคิดถึงจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ไปยังกลุ่มผู้สนับสนุนที่ชูภาพถ่ายอดีตนายกฯ กันอย่างเนืองแน่นบริเวณหน้าเวทีปราศรัย

ชูนโยบายนำความหวังสู่มือประชาชน

นายณัฐวุฒิยังได้ช่วยทำความเข้าใจนโยบาย “เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” ว่า นี่คือนวัตกรรมการสร้างฐานข้อมูลประชาชนที่ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายงบประมาณอย่างสูญเปล่า แต่เป็นการใช้รางวัลเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนช่วยกันส่งข้อมูลการใช้จ่ายเข้าระบบ นอกจากนโยบายใหม่นี้แล้ว

พรรคเพื่อไทย ยังมีความพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เคยประกาศไว้ทันทีเมื่อเป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟฟ้าให้เหลือเพียง 3.70 บาทต่อหน่วย นโยบายยิ่งกว่าพลัส 70:30 โครงการหวยเกษียณที่เปลี่ยนเงินซื้อหวยเป็นเงินออม รวมถึงมาตรการล้างหนี้เพื่อปลดล็อกพันธนาการทางการเงินให้ประชาชน โดยยืนยันว่าทุกนโยบายของเพื่อไทยคือการนำความหวังกลับมาสู่มือประชาชนอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

‘ดร.เชน’แจงยิบมุ่งดึงคนสู่ระบบภาษี

ที่ รร.จตุรพักตรพิมาน รัชดาพิเษก จ.ร้อยเอ็ด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “เศรษฐีเงินล้าน”ของพรรคเพื่อไทยที่เปิดเมื่อวานนี้ว่าประเด็นเป้าหมายของนโยบายนี้ คือการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายต่างๆเพื่อให้เห็นกลไกราคาได้อย่างชัดเจน เมื่อทุกคนรับใบเสร็จและนำเข้าสู่ระบบแล้ว ข้อมูลต่างๆตั้งแต่เรื่องของเกษตรกร ผู้สูงอายุ ไปจนถึงการดึงคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบ จะถูกรวบรวมไว้ทั้งหมด

ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องการผลักดัน “รัฐบาลดิจิทัล” เพราะเมื่อเรารู้ข้อมูลของแต่ละคนแล้ว จะทำให้สามารถคาดการณ์เรื่อง GDP รายรับ รายจ่ายต่างๆได้ และสามารถออกแบบนโยบายการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้ดีขึ้น โดยหากนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบก็จะสามารถดูแลในส่วนของเงินที่ให้คนไทย9ล้าน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการพิจารณาไว้แล้ว และจะส่งข้อมูลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เมื่อถามว่าถ้าเป็นมุมกลับไม่สามารถจัดเก็บภาษีเข้าระบบได้จะนำเงินส่วนไหนมาดำเนินโครงการ นายยศชนันกล่าวว่า เรื่องนี้มีความมั่นใจและได้มีการประเมินทำการศึกษามาระยะหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะปล่อยนโยบายนี้ออกมา

ไม่ขายฝันหวังดึงคะแนนเลือกตั้ง

เมื่อถามต่อว่า นโยบายนี้จะเป็นเพียงนโยบายขายฝันเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่สำเร็จหรือไม่ อาจจะเป็นการดึงคะแนนเสียงมากกว่า นายยศชนันกล่าวว่า ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่านี่คือการทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ โดยหากวันนี้เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายต่าง ๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ สิ่งที่พยายามทำคือการนำข้อมูลของทุกคน ทั้งรายรับและรายจ่าย มาใช้เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงจุด และมีงบประมาณหมุนเวียนจากนอกระบบเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะทำให้สามารถดูแลตรงนี้ได้ ส่วนการแจกจะมีกี่รอบนั้น จะทำไปเรื่อยๆ ทุกปี ดูตามระบบฐานภาษี

น้อมรับปม‘มาร์ค-กรณ์’วิจารณ์

เมื่อถูกถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากอดีตรมว.คลัง นายกรณ์ รวมถึง นายอภิสิทธิ์ ที่มองว่าเป็นการใช้เงินภาษีโดยไม่เกิดประโยชน์และไม่ตรงเป้าด้านเศรษฐกิจ นายยศชนันกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องของการรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศดำเนินการ โดยให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี หากวันนี้เรารู้ค่าใช้จ่ายของประชาชน และรู้ว่าการค้าในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร ก็จะสามารถช่วยเหลือประเทศได้มาก จึงอยากให้มองว่านี่คือการรวบรวมข้อมูลเพื่อพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสามารถดำเนินการได้จริง

เมื่อถามว่ามีการมองว่านโยบายกล่องสุ่ม ไม่ได้ไปปรับเรื่องโครงสร้างความยากจนแต่ไปเปลี่ยนชีวิตของคนบางคนมากกว่านายยศชนัน กล่าวว่าเรามีนโยบายออกมาทุกรูปแบบ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ตนพยายามสื่อสารเรื่องเศรษฐกิจ wellness เพื่อให้เป็นประเทศที่มีรายได้สูง เรื่องการบริหารจัดการน้ำ เรื่องที่เรานำเสนอเกี่ยวกับรัฐบาลดิจิทัล เรายังเปิดเรื่องของคนไทยไร้จน การดูแลผู้ป่วยติดเตียง การจะทำให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้ จำเป็นต้องช่วยเหลือคนกลุ่มนี้

ดูแนวทางแล้วไม่ติดข้อกฎหมาย

เมื่อถามว่าได้ดูเรื่องข้อกฎหมายแล้วหรือไม่ว่าจะไม่ติดล็อกเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นายยศชนัน กล่าวว่า ไม่ติด ได้ดูวิธีแนวทางเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถามว่าไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะออกนโยบายอะไรมาก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดนายยศชนัน กล่าวว่า เป็นสิทธิของทุกท่าน เราน้อมรับและได้ศึกษามาเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้พยายามพูดคุยกับพี่น้องประชาชน วันนี้ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเงินอย่างเดียว แต่ต้องหารายได้เข้ามาในประเทศด้วย นี่คืออีกหนึ่งกลไก หนึ่งหมุดหมาย และหากเราดูเรื่องข้อมูลสาธารณสุข 30 บาทเอไอ เรารู้ข้อมูลต่างๆ จะทำให้รู้ว่าประเทศควรเดินไปทางไหน ซึ่งจะทำให้การส่งมอบนโยบายตรงจุดมากขึ้น ตรงนี้เรามองว่าเป็นการทำทั้งระบบ และสามารถทำได้

ยันศึกษามาอย่างรอบคอบแล้ว

เมื่อถามว่าจะดูขัดกับภาพลักษณ์ที่เป็นนักวิชาการหรือไม่เพราะดูเหมือนจะให้คนพึ่งดวงนายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของการรวมข้อมูลของรัฐบาลดิจิทัล เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกัน คนไทยมี 60ล้านคน เราสามารถดูแลคนได้ทั้งหมดไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ำ ซึ่งตรงนี้เป็นกฎหมายหลัก ส่วนการที่เราออกนโยบายนี้ออกมา ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่มาเติมเต็มให้กลไกนี้ เพื่อดึงดูดให้คนเข้าสู่ระบบภาษี

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน นายยศชนัน กล่าวว่ามั่นใจ เราพร้อมสื่อสาร ซึ่งเราสื่อสารเสมอว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อมูล การใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาหนุน และในหลายประเทศก็มีธุรกิจที่เข้าสู่ระบบภาษีมากกว่าเรา จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เราพยายามผลักดัน ขอให้มองเรื่องเกี่ยวกับฐานข้อมูลเป็นหลัก การเข้ามาของเอไอจะไม่มีประโยชน์ หากวันนี้เราไม่รู้จักคนไทย เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่คนไทยกรอกข้อมูลเองและข้อมูลจะเชื่อมกัน เราศึกษามาอย่างรอบคอบแล้ว

เมื่อถามว่าทำไมจึงไม่ไปแก้ไขเรื่องภาษีที่ต้นเหตุ นายยศชนัน กล่าวว่า เราแก้ทั้งระบบ เราสื่อสารตลอดว่าเป็นการยกเครื่องประเทศไทย ทุกสิ่งทุกอย่างในครั้งนี้เราไม่สามารถทำเรื่องเดียวได้ ต้องแก้ทั้งระบบ อยากให้ทุกคนมองไปที่นโยบายตั้งแต่วันแรกที่เราเปิดมา นี่เป็นอีกหนึ่งนโยบายที่เราเปิด

‘จุลพันธ์’ลุยหาเสียงตลาดมหาสิน

เมื่อเวลา06.30น.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตลาดมหาสิน ร่วมกับ นายกวีวงศ์ อยู่วิจิตร ผู้สมัครสส.กทม.เขต 23 เบอร์11เพื่อรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนและสื่อสารนโยบายของพรรคเพื่อไทย บรรยากาศช่วงเช้ามีผู้ประกอบการทยอยออกมาตั้งร้าน และมีประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก ประชาชนและผู้ประกอบการให้การต้อนรับขอถ่ายรูป กอด และมอบดอกไม้ให้กำลังใจ

นอกจากนี้ พบว่านโยบายใหม่‘สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน’ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี มีผู้เข้ามาพูดคุยและสอบถามรายละเอียดของนโยบายดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ระหว่างการเดินพบปะพูดคุยกับประชาชน นายจุลพันธ์ยังได้สื่อสารถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาปากท้องของพรรคเพื่อไทยอาทินโยบายคนละครึ่งยิ่งกว่าพลัส แพ็กเกจแก้ไขปัญหาหนี้สินและนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

จากนั้น คณะได้ขึ้นรถแห่เดินทางต่อไปยังตลาดสายหยุด หน้าวัดวชิรธรรมสาทิต เพื่อพบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนที่ออกมาจับจ่ายใช้สอยซึ่งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นอีกครั้งโดยคณะได้แวะรับประทานอาหารเช้าที่ร้าน‘โจ๊กกวัดทุ่ง’ก่อนเข้าพบปะพูดคุยกับผู้นำชุมชนสุภาพงษ์และเข้ากราบนมัสการเจ้าอาวาส พระราชวชิรธรรมาภรณ์ (บุญศักดิ์ สิริปุญโญ)

คณะพรรคเพื่อไทย ที่ร่วมลงพื้นที่ประกอบด้วยผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ ได้แก่ พลนชชา จักรเพ็ชร, ประเมศฐ์ พิชญ์พันธ์เดชา, สุรเกียรติ เทียนทอง และพัทธนัย จิวรวิวัฒน์ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตพระโขนง พรรคเพื่อไทย

‘ไหม’ชำแหละเพื่อไทย

ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึง โครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ของพรรคเพื่อไทยว่าถ้าดูจากตัวนโยบายที่พรรคเพื่อไทย ได้แถลงออกมาแล้ว จะสามารถแบ่งออกมาได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่แจกให้กับคนที่มีใบเสร็จรับเงินก็จะคล้าย ๆกับ“โครงการหวยใบเสร็จ”ของพรรคประชาชนแต่กลไกในการสร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจขนาดย่อมหรือsmeเข้ามาอยู่ในระบบภาษี ไม่ได้จบแค่ การออกใบเสร็จ เพราะกว่าจะออกใบเสร็จไปถึงขั้นตอนของการออกใบกำกับภาษีต้องใช้ระยะเวลาและต้องมีระบบที่ทำให้ธุรกิจขนาดย่อมเหล่านั้นเติบโตได้ ซึ่งพรรคประชาชนได้พิจารณาเป็นขั้นตอน มาแล้วทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่จะต้องจ่ายลดลงมีกลไกที่จะให้ขอสินเชื่อได้ในอัตราดอกเบี้ยดอกเบี้ยต่ำหรือเป็นเงินกู้ฉุกเฉิน

แค่2พันคน อาจไม่สร้างแรงจูงใจ

“ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ยังไม่เห็นว่ามีอะไรต่อเนื่องจากโครงการแม้จะเป็นการคล้ายแต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ส่วนที่แจกให้กับเกษตรกรหรือผู้สูงอายุไม่แน่ใจว่าจะให้ลงทะเบียนอะไรเพราะว่าที่ผ่านมาโครงการต่างๆของประเทศไทยก็มีการเปิดให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้ลงทะเบียนเพื่อรับเงินจากทางรัฐบาลไปแล้วที่เหลือก็เหมือนว่าเป็นการหาที่จะแจกเงินเท่านั้น”น.ส.ศิริกัญญา

พร้อมระบุอีกว่า หากมองในแง่งบประมาณ ใช้ไม่มาก ทั้งโครงการใช้เพียงแค่ปีละ 3,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น แต่ต้อง ไปที่ประสิทธิภาพของโครงการมากกว่า เพราะคนที่ได้รับประโยชน์มีเพียงแค่ 2,000 คนต่อปีเท่านั้น และหาก โอกาสที่จะถูกรางวัลมีน้อยก็อาจจะ ไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้คนเข้าไปอยู่ในระบบ

‘พีระพันธุ์’ลุยหาเสียงมีนบุรี

วันเดียวกัน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แคนดิเตคนายกฯลงพื้นที่มีนบุรี รณรงค์หาเสียงพร้อมผู้สมัครสส.กทม.เขต16-19โดยได้ขึ้นรถแห่ไปที่หมู่บ้านสัมมากรลงพบปะประชาชนที่หมู่บ้านสัมมากรและขึ้นรถแห่และลงพบปะประชาชนที่ตลาดมีนบุรี เข้าพื้นที่ เขต 17ซึ่งเป็นตลาดที่มีผู้คนมาจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก โดยมีประชาชนให้ความสนใจมาขอถ่ายรูปและให้ดอกไม้กับนายพีระพันธุ์เป็นจำนวนมาก

ลั่นพร้อมแก้ปัญหาให้ประชาชน

โดยนายพีระพันธุ์กล่าวว่าตนอยู่ในการเมืองมา 30 ปีเป็นสส.หลายสมัย ทุกครั้งที่ตนได้ทำงานตนจะพยายามแก้ไขปัญหาที่คนอื่นแก้ไม่ได้ เพราะตนถือที่ว่างานง่ายๆอย่าทำเลยอยู่บ้านดีกว่าวันนี้ตนก็อยากทำพรรคที่เป็นพรรคทำงาน ไม่ใช่พรรคที่มาเล่นการเมือง เพราะตลอดการทำงานการเมืองของตนตนได้เห็นว่าการใช้อำนาจหน้าที่ทางการเมืองแก้ปัญหาให้ประชาชนสามารถทำได้เยอะแต่ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเขามาเล่นการเมืองกัน สิ่งนี้จึงทำให้ตนเหนื่อยหน่ายใจ ตนจึงลาออกจากพรรคเดิมที่สังกัดมา แต่สิ่งที่ทำให้ตนต้องกลับมาการเมืองเพราะตนอยากทำเรื่องโฮปเวลล์

ทั้งนี้ ตอนที่ตนเป็น รมว.พลังงานได้ออกกฏหมายให้ประชาชนติดโซล่าไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ผ่านคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่เปลี่ยนรัฐบาลใหม่ เขาจึงไม่ให้แต่ให้กลับไปซื้อนายทุน แบบนี้แหละประเทศไทยเรา ตนบอกแล้วว่าเขาไม่ทำงานเขามาเล่นการเมืองแต่พรรครวมไทยสร้างชาติเราเห็นและมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่เป็นพรรคที่มาสร้างสถานะหรือสร้างประโยชน์ให้กับตน วันนี้ถ้าเลือกพรรคเราเท่ากับได้ประหยัดพลัง จากนั้นได้ลงพื้นที่ไปยังตลาดหทัยมิตรเพื่อหาเสียงในเขตมีนบุรีต่อไป

ภท.ยำซ้ำเข้าข่ายมัวเมา

นายธนกร วังบุญคงชนะ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นรถแห่และเดินหาเสียงตลาดนัดเย็น ตลาดวังยาว และตลาดบ้านหนองแวง เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนายฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม เขต 1 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยภายในตลาดอย่างมาก

นายธนกร ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบาย รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน คนละ 1 ล้านบาท ของพรรคเพื่อไทยว่า ถ้าคิดจะพูดเพื่อขายฝันอย่างเดียวแบบนั้นมันง่าย แต่พรรคเพื่อไทยต้องตอบคำถามให้ได้ด้วยว่า จะเอาเงินจากที่ไหนมาแจก อย่าบอกว่าจะเอาเงินงบประมาณรัฐมาแจก ถ้าคิดแบบนั้นก็จะดูหน้าหนาไปหน่อย นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยต้องตอบคำถามสังคมด้วยว่า นโยบายนี้จะเข้าข่ายพนันออนไลน์ หรือเข้าข่ายมัวเมาประชาชนหรือไม่ หรือว่าพรรคนี้จากรุ่นสู่รุ่น ดีเอ็นเอเดียวกันหมด คิดวนไปไหนได้ไม่ไกลแล้วจริงๆ เดี๋ยวก็หวยบนดิน เดี๋ยวก็หวยเกษียณ ทั้งๆ ที่วันนี้โลกไปถึงไหนกันแล้ว แต่พรรคเพื่อไทยยังจมปลักอยู่กับการหลอกประชาชนด้วยการเอาหวยมาล่อ หลอกให้ฝันว่าสักวันจะได้ถูกหวยกับเขาบ้าง พรรคเพื่อไทยควรสงสารประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ แต่ต้องมาเจียดเงินเพื่อซื้อฝันที่ท่านสร้างหลอกเขาไว้บ้าง

ส่วนกรณีที่พระปกเกล้าโพลระบุว่า ประชาชน 26.2% ยังไม่เห็นคนที่ใช่ และให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจเป็นอันดับแรกนั้น นายธนกร กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวชี้ชัดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเปิดกว้าง พรรคที่ดีอกดีใจนักหนาว่าตอนนี้ได้คะแนนสูงสุดนั้น มันก็ยังไม่แน่ว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย อาจจะถูกพลิกเกมก็ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เลือกเหล่านี้ จะเป็นตัวแปรชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้แน่นอน อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยนั้น วันนี้หลายๆ เรื่องเราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ ดังนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ตัดสินใจเทคะแนนให้นายอนุทินอย่างล้นหลาม เพื่อเข้าไปขับเคลื่อนประเทศต่อไป

“สุดารัตน์”ลุยคลองจั่น

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนายอุดมเดช รัตนเสถียร ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ เข้าหารือกับผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องผ่าน กองทุนตั้งตัว ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินไปตั้งตัวได้ตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนประกอบอาชีพโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หวังขจัดปัญหาหนี้นอกระบบและสร้างโอกาสทำมาหากินให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าสหกรณ์คือกลไกหลักที่จะเป็นพระเอกกู้เศรษฐกิจฐานราก แต่ที่ผ่านมามักถูกระบบราชการขัดขวางจนไม่สามารถช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างเต็มที่

คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่าแม้งบประมาณแผ่นดินจะพุ่งสูงถึง 4 ล้านล้านบาท แต่กลับไม่สามารถยกระดับชีวิตคนตัวเล็กได้จริง เพราะรัฐยังยึดติดการรวมศูนย์และวิธีคิดแบบเดิมที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐบริหารจนขาดทุน พรรคไทยสร้างไทยจึงมุ่งเปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยเน้นให้ประชาชนและสหกรณ์เข้มแข็งด้วยตนเองผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ พร้อมลดทอนกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยเพื่อให้ภาคประชาชนเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องรอกลไกรัฐที่ล่าช้า ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ท้องถิ่นและเข้าถึงมือประชาชนที่ต้องการโอกาสอย่างแท้จริง

สำหรับแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างพรรคเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎกระทรวงที่เป็นอำนาจโดยตรงของรัฐมนตรี เพื่อทลายอุปสรรคการเติบโตของสหกรณ์ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนสภา เช่น การขยายเพดานการลงทุนให้มากกว่าร้อยละสิบเพื่อให้สหกรณ์มีรายได้มาดูแลสมาชิกเพิ่มขึ้น และการผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางการออมของเยาวชนในพื้นที่ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับชุมชนมากกว่าหน่วยงานอื่น การปลดล็อกกฎระเบียบเหล่านี้ร่วมกับการสนับสนุนจากกองทุนตั้งตัว จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนตัวเล็กสามารถลืมตาอ้าปากและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน