จุดยืนหายไปไหน? ‘ครูวีระ’ฟาดพรรคส้ม ทำตัวน้ำเน่าไม่ต่างพรรคเก่า ซ้ำยังเดินสะดุดขาตัวเอง

จุดยืนหายไปไหน? 'ครูวีระ'ฟาดพรรคส้ม ทำตัวน้ำเน่าไม่ต่างพรรคเก่า ซ้ำยังเดินสะดุดขาตัวเอง

จุดยืนหายไปไหน? ‘ครูวีระ’ฟาดพรรคส้ม ทำตัวน้ำเน่าไม่ต่างพรรคเก่า ซ้ำยังเดินสะดุดขาตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.51 น.

วันที่ 23 มกราคม 2569 นายวีระ สุดสังข์ หรือ “ฟอน ฝ้าฟาง” ศิลปินมรดกอีสาน ปี 2558 อดีตครูสอนภาษาไทย นักเขียนอิสระ ผู้ก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลและสโมสรนักเขียนภาคอีสาน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าจุดยืนหายไปไหน?

ตอนแรกๆส่งเสียงประกาศกร้าวว่า ขอเป็นรัฐบาลพรรคเดียว 250-300 เสียง อ้างว่าประชาชนอยากให้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ยิ่งออกทีวี ยิ่งแถ ยิ่งแก้ตัว คะแนนยิ่งหดหายโดยไม่รู้ตัว

โดยความไม่รู้ตัวจึงประกาศอย่างอหังการ์ว่า “มีส้มไม่มีเทา” ไม่จับมือกับพรรคใดๆทั้งสิ้น เสมือนว่าพรรคนี้ขาวสะอาดอยู่พรรคเดียว

ต่อมาปรากฏว่า ในพรรคตัวเองมีเทาอยู่ทนโท่ ถูกจับขังคุก ณ บัดดลและมีรอคิวถูกจับอีก เจ้าของพรรคและหัวหน้าพรรคควรลาออกด้วยความรับผิดชอบ แต่หาไม่ ! ยังดื้อด้านอยู่ต่อ เจ้าของพรรคออกดีเบต ลูกพรรคออกหาเสียงโดนโห่ โดนขับไล่ โดนตั้งคำถามจากประชาชน บางคนตั้งหน้าตั้งตาเถียงกับประชาชน

และล่าสุดพลิกลิ้นประกาศว่า สามารถจับมือได้กับทุกฝ่าย รับได้กับทุกพรรค อะไรกันนี่? จุดยืนหายไปไหน?

เจ้าของพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เป็นได้แค่ผู้ช่วยหาเสียง แต่บทบาทของเจ้าของพรรคบดบังหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคไปหมดสิ้น เจ้าของพรรคเก่งอยู่คนเดียว

จากการเป็นพรรคการเมืองของคนรุ่นใหม่ ประกาศตนเป็นฝ่ายความคิดก้าวหน้า กลายเป็นพรรคน้ำเน่าเหมือนพรรคเก่าๆโดยทั่วไปแถมยังเดินสะดุดขาตัวเองอีกด้วย ขอให้โชคดี…

ความจริงเป็นดังนี้ ไม่มีเจตนาต่อว่าต่อขาน

เอ็ดดี้ สอนมวยพอล เปลี่ยนนายกฯถี่ เพราะนักการเมืองไม่ใช่รธน.60

เอ็ดดี้ สอนมวยพอล เปลี่ยนนายกฯถี่ เพราะนักการเมืองไม่ใช่รธน.60

เอ็ดดี้ สอนมวยพอล เปลี่ยนนายกฯถี่ เพราะนักการเมืองไม่ใช่รธน.60

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ อัษฎางค์ นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นต้นเหตุผลทำให้เปลี่ยนนายกฯ บ่อย ถึง 4 คน พอล เข้าใจผิด หรือ บิดเบือนใส่ร้ายเรื่องรัฐธรรมนูญ ว่า….

ข้อเท็จจริงก็เห็นกันอยู่ชัดๆ เพราะเหตุการณ์ก็เพิ่งผ่านไปไม่นาน 

นายกฯ คนที่ 1
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (24 ส.ค. 2557 – 4 ก.ย. 2566): 
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ เกือบครบเทอม (รัฐบาลหลังเลือกตั้งปี 2562) โดยยุบสภาในวันที่ 20 มีนาคม 2566 (เพียง 3 วันก่อนที่รัฐบาลจะครบวาระปกติในวันที่ 23 มีนาคม 2566)
สาเหตุที่ยุบสภาเพื่อ “เคลียร์ทางให้นักการเมืองย้ายพรรคได้ทัน“ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ถึงจะมีสิทธิ์ลงเลือกตั้ง ถ้าไม่ยุบสภาตอนนั้นนักการเมืองจะย้ายพรรคไม่ได้
ดังนั้น การเปลี่ยนนายกฯ คนที่ 1 หลังรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญมีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวนักการเมือง

นายกฯ คนที่ 2
เศรษฐา ทวีสิน:
สาเหตุที่ต้องออก: ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญกลั่นแกล้ง แต่เพราะตัดสินใจ ตั้งบุคคลที่มีมลทินมัวหมอง (ทนายถุงขนม – พิชิต ชื่นบาน) เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าสังคมกังขาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต
นี่คือความผิดพลาดใน “วิจารณญาณทางจริยธรรม” ของผู้นำเอง รัฐธรรมนูญเพียงแค่ทำหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองไม่ให้คนที่มีประวัติไม่ดีเข้ามามีอำนาจ หากนายกฯ เลือกคนดีมีความสามารถมาทำงานแต่แรก ก็จะไม่มีใครถอดถอนได้ รัฐบาลก็จะอยู่ครบเทอมได้ตามปกติ
ดังนั้น การเปลี่ยนนายกฯ คนที่ 2 หลังรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญมีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวนักการเมือง

นายกฯ คนที่ 3
แพทองธาร ชินวัตร:
ประเด็นปัญหา: ความกังวลเรื่องการโทรศัพท์คุยกับ สมเด็จฮุนเซน ซึ่งเป็นผู้นำต่างชาติ ในลักษณะที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวทับซ้อนกับผลประโยชน์ของชาติ หรือประเด็นพื้นที่ทับซ้อน
ปัญหาความไม่เชื่อมั่นหรือความเสี่ยงที่รัฐบาลจะ “สะดุด” ในกรณีนี้ เกิดจาก “พฤติกรรมส่วนบุคคล” และความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่อาจก้าวล่วงผลประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้เกี่ยวกับว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร หากผู้นำวางตัวเป็นกลางและยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ทำอะไรไม่ได้
ดังนั้น การเปลี่ยนนายกฯ คนที่ 3 หลังรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญมีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวนักการเมือง

นายกฯ คนที่ 4
อนุทิน ชาญวีรกุล
รัฐบาลภอนุทิน มีข้อตกลง MOA กับพรรคประชาชน ตามบันทึกความเข้าใจ (MOA) ที่ลงนามกับพรรคประชาชนก่อนจัดตั้งรัฐบาล อนุทินสัญญาจะยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย (นับจาก 1 ตุลาคม 2568) หรือไม่เกิน 31 มกราคม 2569 เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน แต่เร่งยุบก่อนกำหนดเนื่องจากวิกฤตการเมือง เพราะรัฐบาลอนุทินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เกิดปมเห็นต่างกับพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้าน จึงต้องยุบสภา
ดังนั้น การเปลี่ยนนายกฯ คนที่ 4 หลังรัฐธรรมนูญ 60 ไม่ใช่เพราะรัฐธรรมนูญมีปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่ตัวนักการเมือง

จะเห็นได้ว่า 
นายกฯ คนที่ 1 อยู่จนครบเทอม
นายกฯ คนที่ 2 และ 3 ทำผิดกฎหมาย
นายกฯ คนที่ 4 มี MOA ที่จะอยู่เพียงสี่เดือน 
“รัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้สะดุด แต่ ‘พฤติกรรมของตัวนายกฯ คนที่ 2 กับ คนที่ 3 เองที่เป็นปัญหา” 
ถ้าจะพูดเรื่องเปลี่ยนนายกฯ บ่อย  ต้องนับแค่ 3 ไม่ใช่ 4 เพราะนายกฯ พลเอกประยุทธ์อยู่ครบเทอม
 
ส่วนอีก 3 นายกฯ ที่เปลี่ยนบ่อย 2 ใน 3 นั้นไม่ใช่เพราะ “กฎหมายบกพร่อง” แต่เพราะ “ระบบตรวจสอบกำลังทำงาน” เพื่อคัดกรองคนที่ไม่เหมาะสมออกไปต่างหาก พอล เข้าใจผิด หรือ บิดเบือนใส่ร้ายเรื่องรัฐธรรมนูญ

นักการเมืองใหญ่ดอดผ่ามะเร็ง ยังเดินหน้าหาเสียง หวังนำพรรคเข้าร่วมรัฐบาล

นักการเมืองใหญ่ดอดผ่ามะเร็ง ยังเดินหน้าหาเสียง หวังนำพรรคเข้าร่วมรัฐบาล

นักการเมืองใหญ่ดอดผ่ามะเร็ง ยังเดินหน้าหาเสียง หวังนำพรรคเข้าร่วมรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

ช็อค! นักการเมืองชื่อดัง เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ดอดผ่าตัดโรงพยาบาลใหญ่กลางกรุง แต่ยังเดินหน้าหาเสียงต่อ

รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วง 3 เดือนก่อนหน้านี้ มีนักการเมืองที่มีชื่อเสียงมากรายหนึ่ง ได้ไปผ่าตัดรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 2 กำลังจะลุกลามเป็นระยะ 3 ที่โรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งกลางกรุงเทพ โดยหลังจากผ่าตัดจะต้องรักษาด้วยการทำคีโมเดือนละ 1 ครั้ง ต่อเนื่อง 6 ครั้ง

อย่างไรก็ตามการป่วยของนักการเมืองระดับสูงรายดังกล่าว ทราบกันเพียงแค่คนใกล้ชิด ส่วนคนในพรรคไม่ได้รับทราบ โดยขณะนี้นักการเมืองรายดังกล่าวยังเดินหน้านำลูกพรรคหาเสียงอย่างขมักเขม้น และตั้งเป้าว่าจะได้ สส. เพียงพอที่จะร่วมรัฐบาลผสม หลังการเลือกตั้งด้วย

สุดารัตน์ ปลุกคนไทยร่วมทวงคืนงบ 5 แสนล้านที่ถูกปล้น กลับคืนประชาชน

สุดารัตน์ ปลุกคนไทยร่วมทวงคืนงบ 5 แสนล้านที่ถูกปล้น กลับคืนประชาชน

สุดารัตน์ ปลุกคนไทยร่วมทวงคืนงบ 5 แสนล้านที่ถูกปล้น กลับคืนประชาชน

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

“สุดารัตน์” นำทัพไทยสร้างไทยบุกย่านธุรกิจอโศก-รามคำแหง ปลุกคนไทยร่วมทวงคืนงบ 5 แสนล้านที่ถูกปล้น กลับคืนประชาชน ชูประสบการณ์บริหาร4กระทรวง งบล้านล้านไร้ทุจริต อาสาดับเครื่องชนพวกโกงกิน 

วันที่ 23 มกราคม 2569 บรรยากาศการลงพื้นที่หาเสียงของพรรคไทยสร้างไทยในวันนี้เป็นไปอย่างคึกคัก โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้เดินสายพบปะพี่น้องประชาชนในย่านธุรกิจสำคัญอย่างอโศก ก่อนจะเคลื่อนขบวนต่อไปยังพื้นที่หน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งตลอดเส้นทางได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากคนวัยทำงานและนักศึกษาที่เข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง โดยคุณหญิงสุดารัตน์ได้ใช้โอกาสนี้ในการสื่อสารนโยบายเชิงรุก เน้นย้ำความตั้งใจที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงบประมาณแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่เรื้อรังมานาน

คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดตัวและประชาชนต้องเผชิญกับความยากจน ทั้งที่งบประมาณประเทศพุ่งสูงเกือบ 4 ล้านล้านบาท เป็นเพราะเงินภาษีของประชาชนถูกทุจริตคอรัปชั่นไปปีละกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนมหาศาลนี้ควรจะถูกส่งตรงไปถึงมือประชาชนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่กลับถูกนักการเมืองบางกลุ่มปล้นไปสร้างความมั่งคั่งส่วนตัว พรรคไทยสร้างไทยจึงขออาสาเข้ามาทวงคืนเงินก้อนนี้กลับคืนสู่กระเป๋าของคนไทยทุกคน เพื่อยุติวงจรความเหลื่อมล้ำที่กัดกินประเทศมาอย่างยาวนาน

คุณหญิงสุดารัตน์ ยืนยันว่า การปราบโกงไม่ใช่เพียงแค่คำพูดสวยหรู แต่ต้องอาศัยคนที่มือสะอาดและมีประสบการณ์จริง ซึ่งตนเองเคยบริหารกระทรวงสำคัญมาแล้วถึง 4 กระทรวง ดูแลฐานงบประมาณรวมกว่าล้านล้านบาทโดยไม่มีประวัติการทุจริตแม้แต่ครั้งเดียว ที่สำคัญคือพรรคไทยสร้างไทยมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงเพราะไม่ได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มทุนสีดำหรือสีเทา ทำให้มีความกล้าที่จะจัดการกับข้าราชการและนักการเมืองขี้โกงได้อย่างเด็ดขาดโดยไม่ต้องเกรงใจใคร เพราะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมและช่องโหว่ทางกฎหมายเป็นอย่างดี

 เป้าหมายสูงสุดของการเข้ามาทำงานการเมืองในครั้งนี้คือการสร้างการเมืองที่สุจริตและโปร่งใส เพื่อไม่ให้ระบบคอรัปชั่นกลายเป็นมรดกบาปที่ตกทอดไปถึงคนรุ่นลูกรุ่นหลาน จึงอยากขอโอกาสจากประชาชนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ ให้พิจารณาเลือกพรรคไทยสร้างไทยเพื่อให้คะแนนเสียงทุกคะแนนกลายเป็นพลังในการปกป้องภาษีของทุกคน และมั่นใจได้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า แต่จะได้คนทำงานที่จริงจังและซื่อสัตย์เข้าไปดูแลผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างเต็มความสามารถ 

น้าเดช ลั่นการเมืองด่ากันไม่ว่า แต่ถ้าแซะสถาบัน-ด้อยค่าไทย กูไม่ยอม

น้าเดช ลั่นการเมืองด่ากันไม่ว่า แต่ถ้าแซะสถาบัน-ด้อยค่าไทย กูไม่ยอม

น้าเดช ลั่นการเมืองด่ากันไม่ว่า แต่ถ้าแซะสถาบัน-ด้อยค่าไทย กูไม่ยอม

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.36 น.

วันที่ 23 มกราคม 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” ระบุว่า  นักการเมืองด่ากันเอง แขวะกันเอง ผมไม่เกี่ยว แต่ถ้าแซะสถาบัน ด้อยค่าความเป็นไทย กูไม่ยอม

หมอวรงค์ พูดแล้ว ทำไมต้องค้านฉีก รัฐธรรมนูญปี 60

หมอวรงค์ พูดแล้ว ทำไมต้องค้านฉีก รัฐธรรมนูญปี 60

หมอวรงค์ พูดแล้ว ทำไมต้องค้านฉีก รัฐธรรมนูญปี 60

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.

วันที่ 23 มกราคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี และ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้พูดถึง เรื่องทำไมต้องค้านฉีก รัฐธรรมนูญปี 60  แต่แก้รายมาตราได้ ผ่านรายการ เกาะติดเลือกตั้ง’69 และการออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 

โดยหมอวรงค์ เปิดเผยว่า เราไม่เห็นชอบในการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผมก็ต้องถามตรงๆไปกับฝ่ายที่เห็นชอบ คือประชาชนเดือดร้อนตรงไหน คือเห็นเขาอ้างประชาชน ผมเคยท้านักการเมืองพวกนี้ คุณมาจูงมือไปกับผมสิ จะไปที่ไหนก็ได้ ถามว่าประชาชนเดือนร้อนอะไรกับรัฐธรรนูญ ผมบอกนึกไม่ออกว่าประชาชนเดือดร้อนอะไร แต่ผมนึกออกว่านักการเมืองเดือดร้อน

ผมให้ข้อสังเกตุ พรรคการเมืองที่เป็นหลัก ผลักดันไม่ยอมเป็นรัฐบาลแต่จะเอาแต่รัฐธรรมนูญ คือพรรคการเมืองที่มีบาดแผลจากรัฐธรรมนูญ เช่น ยุบพรรค จะถูกถอดถอน หรือจะถูกตัดสิทธิ์ พวกนี้มีปัญหา แต่อย่าลืมเราในฐานะประชาชน การตรวจสอบนักการเมืองที่เข้มข้นเป็นสิ่งที่ดีมาก

ผมจีงอยากให้การตรวจสอบคุณสมบัติ เช่นความซื่อสัตย์ สุจริต หรือเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เอามาบังคับ สส.ด้วย ไม่งั้นโจรเต็มสภา

ในความเห็นส่วนตัว สรุปเบื้องต้นมองไม่เห็นประโยชน์อันใด มองเห็นแต่ว่านักการเมืองกำลังเอาประชาชนมาอ้าง และนำไปสู่ยกร่างใหม่ เพื่อไปยัดไส้สิ่งที่ทำลายขบวนการตรวจสอบ รวมทั้งคืนสิทธิ์ให้กับนักที่กำลังถูกตัดสิทธิ์ รวมทั้งแก้ปัญหาคดีทุจริตที่ไม่มีอายุความ สำหรับนักการเมืองกลุ่มหนึ่ง

ส่วนนักการเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง อาจจะมีปัญหาเรื่องหมวด 1 หมวด 2 เพราะเราเห็นเขาคัดแย้งของนักการเมืองพวกนี้ ดังนั้น กลุ่มหมวด 1 หมวด 2 ผมว่าอันตราย เพราะมันจะไปเกี่ยวกับความเป็นรัฐเดียว และไปเกี่ยวข้องกับสถาบัน

เตือนอย่าตกหลุมพราง ประกันสังคมออกนอกระบบ วิกฤตซ้ำรอย สปสช.

เตือนอย่าตกหลุมพราง ประกันสังคมออกนอกระบบ วิกฤตซ้ำรอย สปสช.

เตือนอย่าตกหลุมพราง ประกันสังคมออกนอกระบบ วิกฤตซ้ำรอย สปสช.

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.40 น.

วันที่ 23 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “หมออนามัยขี้mouth” โพสต์ข้อความระบุว่า บทวิเคราะห์แนวคิด “เอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการ” ระวังซ้ำรอย สปสช.

ช่วงที่ผ่านมา แนวคิดของพรรคสีส้มที่เสนอให้“ดึงกองทุนประกันสังคมออกนอกระบบราชการ”  ถูกนำเสนอในกรอบคำสวยหรูว่าเป็นการ “คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน” และ “เพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร” ฟังเผิน ๆ อาจดูดี  แต่หากมองจากประสบการณ์จริงของระบบสุขภาพไทย โดยเฉพาะ บทเรียนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

คำถามสำคัญคือ เรากำลังจะสร้างระบบใหม่ที่ดีกว่า หรือกำลังจะเดินซ้ำรอยปัญหาเดิม…ในเวอร์ชันที่ใหญ่กว่า?

บทเรียนจาก สปสช.

อิสระจากราชการ = ก่อปัญหาใหม่?

สปสช. ถูกออกแบบมาให้เป็น “องค์กรอิสระ”

เพื่อหลุดพ้นจากความล่าช้าแบบระบบราชการ และบริหารงบประมาณด้านสุขภาพอย่างคล่องตัว

แต่ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา เราเห็นอะไรเกิดขึ้นจริงบ้าง?

1.โรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง

2.งบไม่พอ เบิกจ่ายล่าช้า ต้องของบกลางเพิ่มแทบทุกปี

3.ภาระเอกสารและเกณฑ์ที่เปลี่ยนไปมา

4.ระบบตรวจสอบซับซ้อน หลักเกณฑ์ปรับกลับไปกลับมา

5.เพิ่มภาระให้ผู้ให้บริการโดยตรง

6.การจัดซื้อจัดจ้างจำนวนมากที่ถูกตั้งคำถาม
ภายใต้กลไกกำกับที่  “ไม่ใช่ราชการ แต่ก็ไม่ใช่เอกชน” ซึ่งตรวจสอบยาก และท้วงติงยากกว่าระบบราชการเดิม

7.การแทรกแซงของกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ ทั้ง NGOs ขาประจำ และ “ผู้ทรงคุณวุฒิขาประจำ” ที่หมุนเวียนสลับบทบาทระหว่าง บอร์ดหลัก กับบอร์ดควบคุมมาตรฐาน ต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี

8.การบริหารของ สปสช. ในการใช้งบประมาณในกิจกรรมที่ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็น เช่น
-การจัดสรรงบให้ NGOs และเครือข่ายบางกลุ่ม
-งบดูงานต่างประเทศ
-งบเรียนต่อ งบเรียนภาษา งบกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ เช่นเรียนโยคะ ทอดผ้าป่าฯลฯ

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ชื่อของ “องค์กรอิสระ”

อย่าลืมว่า กองทุนประกันสังคมมีเงินสะสมระดับ “ล้านล้านบาท”และครอบคลุมประชาชนจำนวนมากที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศ การย้ายกองทุนออกจากระบบราชการ โดยไม่ออกแบบกลไกคุ้มกันความเสี่ยงให้รัดกุม อาจสร้างปัญหาที่ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า

คำถามต่อมาคือ ความคล่องตัวนั้น ต้องแลกกับอะไร…. ความโปร่งใสที่ลดลงหรือไม่? การเมืองและผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาแทรกแซงผ่านบอร์ด? การจ้างเอกชนบริหารกองทุน คุ้มทุนจริงหรือ? การจัดซื้อจัดจ้างที่ห่างจากการตรวจสอบของรัฐ? ความเสี่ยงที่ NGOs ซึ่งมีแรงหนุนจากต่างประเทศ จะเข้ามาฝังตัวในโครงสร้างอำนาจของกองทุน? หากคำตอบของคำถามเหล่านี้คือ “ใช่”นั่นไม่ใช่การปฏิรูป แต่คือ การเปลี่ยนรูปแบบของปัญหา เพราะฉะนั้น ปฏิรูปได้…แต่ต้องไม่หลงทาง

บทเรียนจาก สปสช. ชัดเจนมากว่า การออกนอกระบบที่ดูสวยในเชิงแนวคิด อาจมีปลายทางคือ โรงพยาบาลลำบาก บุคลากรถูกกดดันและผู้ป่วยได้รับผลกระทบในที่สุด

หากประกันสังคมเดินเส้นทางเดียวกัน เราอาจเห็นภาพซ้ำเดิม แต่ในระบบที่มีเม็ดเงินสูงกว่า และผู้ประกันตนท่ได้รับผลกระทบมากกว่าอย่างมหาศาล การปฏิรูปประกันสังคม จำเป็น แต่ไม่ใช่ทุกการ “ออกนอกระบบราชการ” จะเป็นคำตอบ บางครั้ง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบ แต่อยู่ที่ คนที่อยากเข้ามากุมระบบ เพราะไม่ว่ากองทุนจะถูกย้ายไปอยู่ที่ใด หากโครงสร้างอำนาจยังเหมือนเดิม
ปัญหาก็มักจะย้ายตามไปเสมอ และอาจกลายเป็นปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่า แก้ยากกว่า และถอยกลับไม่ได้อีกต่อไป

อ.อัจฉราวดี รู้สึกมีความหวัง ชี้ 2 คำที่ชอบยามนี้ ทั้งบ้าน-ตระกูล เลือกภูมิใจไทย

อ.อัจฉราวดี รู้สึกมีความหวัง ชี้ 2 คำที่ชอบยามนี้ ทั้งบ้าน-ตระกูล เลือกภูมิใจไทย

อ.อัจฉราวดี รู้สึกมีความหวัง ชี้ 2 คำที่ชอบยามนี้ ทั้งบ้าน-ตระกูล เลือกภูมิใจไทย

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

วันที่ 23 มกราคม 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า  เวลาอ่านคอมเม้นท์แล้วมีใครบอกว่า “เลือก37 ทั้งบ้าน” หรือ เลือก 37  ทั้งตระกูล รู้สึกมีความหวังอย่างบอกไม่ถูก  

เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้มันคือการออกรบระหว่างฝั่งดีกับฝั่งชั่ว

ฝั่งรักชาติปล่อยให้ฝั่งไม่ดีเหิมเกริมมานาน  

กว่าจะตื่นก็ปลุกกันจนเหนื่อย กว่ากระแสรักชาติจะมาก็รอถึง 27 ปี 

เป็นเวลาเกิน 1 เดือนที่อาจารย์ออกจากการเขียนเรื่องธรรมะ  มาเขียนรณรงค์ให้ลงคะแนนอย่างมีเอกภาพ  เพื่อรักษาคุณธรรมไม่ให้ส้มแดงส้มแดงเสี้ยนหนามแผ่นดิน มากัดกร่อนทำลายได้ 

อาจารย์ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน คือเขียนโพสต์ถึง 90 โพสต์!

เบรกทุกกำแพงเพื่อชาติจริงๆ

พอเห็นคำว่า ทั้งบ้าน ทั้งตระกูลคือขอบคุณแทนชาติ 

ทำให้มีความหวังว่าสถาบันคุณธรรมและความรักชาติ จะไม่ต้องตกอยู่ใต้อำนาจสามานย์อีกต่อไป

ทั้งบ้าน ทั้งตระกูล ทั้งตำบล ทั้งอำเภอ ทั้งเมือง ทั้งจังหวัด

แลนด์สไลด์ให้ 37 ภูมิใจไทย

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

22 มกราคม 2569

‘ประธาน กกต.’ตรวจการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.-บัตรออกเสียงประชามติ ยันถูกต้อง โปร่งใส ปลอดภัย

'ประธาน กกต.'ตรวจการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.-บัตรออกเสียงประชามติ ยันถูกต้อง โปร่งใส ปลอดภัย

‘ประธาน กกต.’ตรวจการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.-บัตรออกเสียงประชามติ ยันถูกต้อง โปร่งใส ปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

‘ประธาน กกต.’ตรวจดูการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.และบัตรออกเสียงประชามติ ยืนยันมาตรฐานความถูกต้อง โปร่งใส และปลอดภัย

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ที่ จ.สมุทรปราการ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมคณะ ไปตรวจเยี่ยมกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบัตรออกเสียงประชามติ รวมทั้งกระบวนการส่ง และรับมอบบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ที่โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน สังกัดกรมการปกครอง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยมี นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง ให้การต้อนรับ 

โดยประธาน กกต. ได้ตรวจสอบขั้นตอนการพิมพ์ การควบคุมคุณภาพ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ

จากนั้น เวลา 14.30 น. ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ  เดินทางไปตรวจเยี่ยมกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ณ โรงพิมพ์จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการจัดพิมพ์และตรวจสอบความเรียบร้อยในทุกขั้นตอน

สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

เศรษฐา โพสต์ครบรอบ 1 ปี สมรสเท่าเทียม ยินดีกับชาว LGBTQ+ สร้างครอบครัวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เศรษฐา โพสต์ครบรอบ 1 ปี สมรสเท่าเทียม ยินดีกับชาว LGBTQ+ สร้างครอบครัวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เศรษฐา โพสต์ครบรอบ 1 ปี สมรสเท่าเทียม ยินดีกับชาว LGBTQ+ สร้างครอบครัวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

วันที่ 23 มกราคม 2569 นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเอ็กซ์ Srettha Thavisin @Thavisin ว่า #MarriageEquality วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปีของ #สมรสเท่าเทียม ครับ

วันนี้ของปีที่แล้ว เราสะท้อนอย่างชัดเจนว่าสังคมไทยกำลังก้าวไปข้างหน้า เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ และการแสดงออกอย่างภาคภูมิใจของผู้คนจำนวนมาก

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งกับพี่น้องชาว LGBTQ+ ทุกคน วันที่เราทุกคนสามารถสร้างครอบครัวของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในเพียง 5 วันแรก มีคู่รัก LGBTQIA2S+ เข้าจดทะเบียนมากกว่า 3,000 คู่ ตัวเลขนี้สะท้อนความหมายของ “สิทธิ” และ “ความสุข” ได้อย่างแท้จริง

แต่ความเท่าเทียมไม่ควรหยุดอยู่เพียงแค่การสมรส ยังมีอีกหลายมิติที่สังคม รวมถึงนโยบายยังต้องร่วมกันผลักดันต่อไป

เมื่อไหร่ที่อัตลักษณ์ทางเพศจะได้รับการรับรองอย่างครบถ้วน เมื่อไหร่ที่สิทธิด้านการเป็นพ่อแม่และการสร้างครอบครัวจะเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง เราจะรอระบบที่จะคุ้มครองพวกเราทุกคนต่อไปครับ

Happy one-year anniversary of Marriage Equality in Thailand