กกต.สู้ด้วยความจริง แสวง เผย รอคำชี้แจงพยาน 5 คน สู้คดีบาร์โค้ด เมิน สมชัย จ่อฟ้องกลับ

กกต.สู้ด้วยความจริง  แสวง เผย รอคำชี้แจงพยาน 5 คน สู้คดีบาร์โค้ด  เมิน สมชัย จ่อฟ้องกลับ

กกต.สู้ด้วยความจริง แสวง เผย รอคำชี้แจงพยาน 5 คน สู้คดีบาร์โค้ด เมิน สมชัย จ่อฟ้องกลับ

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“แสวง”เผยรอคำชี้แจงพยาน 5 คน สู้คดีบาร์โค้ด ย้ำ“กกต.สู้ด้วยความจริง” เมิน “สมชัย”จ่อฟ้องกลับหมิ่นประมาท ยันแจ้งความจับ 6 ประชาชน เพื่อปกป้องกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ใช่ปกป้องตัวเอง

วันนี้ 16 พ.ค. 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิ การคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กล่าวถึงการส่งคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรม นูญในคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดว่า ในส่วนที่สำนักงานฯต้องรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้ถูกกล่าวหานั้น ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วให้ส่งคำชี้แจงของพยานที่กกต.กล่าวอ้างกลับไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน ขณะนี้จึงอยู่ในระยะเวลาที่พยานกำลังทำคำชี้แจงกลับมา ซึ่งพยานมีจำนวน 5 คน เป็นนักกฎหมาย หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 4 คน ส่วนอีก 1 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

แสวง บุญมี เลขาธิ

เมื่อถามว่าประเด็นข้อต่อสู้ของกกต.คือเรื่องความลับใช่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า เราต่อสู้กับความจริง เราเอาความจริงมาสู้

ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. มีหนังสือขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีบาร์โค้ดรวม 20 รายการนั้น นายแสวง กล่าวว่าตนยังไม่ได้เห็นหนังสือ แต่ทราบว่าท่านมาขอเอกสาร ซึ่งต้องดูหลักเกณฑ์การขอเอกสารจะรู้ว่าใครที่สามารถขอเอกสารได้บ้าง หรือบางเอกสารกกต.ก็มีการเปิดเผยไปแล้ว เช่น เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆเปิดเผยให้ประชาชนทราบไปแล้ว กกต.ยังยืนยันเหมือนเดิมว่าเราอยู่ในสายตาของประชาชน และทำตามกฎหมาย ซึ่งก็ต้องรอดูว่าผลของคดีจะเป็นอย่างไร

แสวง บุญมี เลขาธิ

นายแสวง ยังกล่าวถึงกรณีกกต.แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชน 6 รายที่ ขณะนี้ผ่านมา 3 เดือนแล้ว ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า อยู่ในชั้นของพนักงานสอบ สวนดำเนินการเพื่อที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษ และที่มีการมองว่าการแจ้งความดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานที่จะใช้ชี้แจงต่อศาลฯว่า กกต.พยายามทำให้การเลือกตั้งเป็นความลับ ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกัน

“การดำเนินคดีเป็นเรื่องของความพยายามที่จะปกป้องสิ่งที่เราทำ คือกระบวนการการเลือกตั้ง ไม่ใช่ปกป้องตัวเอง จึงแจ้งความ เพราะกกต.มีหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อมีอะไรมากระทบต่อกระบวนการก็ต้องดำเนินการ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเขามาหมิ่นประมาท กกต.” นายแสวง กล่าว

สำหรับที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.และเจ้าของfb ปั่นไปไหน พร้อมคณะจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับกกต. ในสัปดาห์หน้าในความผิดฐานหมิ่นประมาททำให้เสียชื่อเสียง นายแสวง มองว่า กกต. ก็ถูกฟ้องเป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่ได้หนัก ใจอะไร และที่กลุ่ม we watch เรียกร้อง ขอให้ถอนฟ้องประชาชนที่ประท้วงการเลือกตั้งในเขต 1 ชลบุรีนั้น ยืนยันว่าสิ่งที่กกต.ดำเนินการเป็นเรื่องของการปกป้องกระบวนการในการเลือกตั้งที่เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกกต. กกต.มีหน้าที่ทำให้การเลือกตั้งเต็มไปด้วยความเรียบร้อย และประชาชนทุกคนควรอยู่ภายใต้กฎหมาย

ไทยต้องไม่มีวันลืม พร้อมพงศ์ ย้ำ บทเรียนพฤษภาทมิฬ 34 ปี

ไทยต้องไม่มีวันลืม พร้อมพงศ์ ย้ำ บทเรียนพฤษภาทมิฬ 34 ปี

ไทยต้องไม่มีวันลืม พร้อมพงศ์ ย้ำ บทเรียนพฤษภาทมิฬ 34 ปี

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.31 น.

“พร้อมพงศ์” ย้ำ บทเรียนพฤษภาทมิฬ 34 ปี “ไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองใดคุ้มค่ากับชีวิตประชาชน” วอนทุกฝ่ายหาทางออกให้ประเทศ ชี้ “การเมืองจะขัดแย้งกันอย่างไร แต่ปากท้องประชาชนรอไม่ได้”

วันที่ 16 พ.ค.69 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรุ่งนี้ 17 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 34 ปีเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คือบทเรียนสำคัญที่สังคมไทยต้องไม่มีวันลืม เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองเดินไปถึงทางตัน คนที่ต้องรับผลกระทบและความสูญเสียมากที่สุด คือประชาชน

พร้อมพงศ์

“ไม่มีความขัดแย้งทางการเมืองใดคุ้มค่ากับชีวิตของประชาชน บทเรียนจากพฤษภาทมิฬไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรำลึกถึงอดีต แต่เพื่อเตือนทุกฝ่ายในปัจจุบันว่า การเมืองต้องมีทางออกบนหลักประชาธิปไตย การรับฟัง และความรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้ความเห็นต่างนำไปสู่ความสูญเสียอีก” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่า การเมืองอาจมีผู้ชนะหรือผู้แพ้ได้ แต่ถ้าประชาชนต้องสูญเสีย ประเทศก็ไม่มีผู้ชนะที่แท้จริง

“วันนี้ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ราคาพลังงาน ค่าเดินทาง และภาระค่าใช้จ่ายที่กดทับชีวิตประจำวัน สิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ แต่คือทางออกให้ประเทศ ความหวังทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

นายพร้อมพงศ์ กล่าวเรียกร้องว่า รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชนอย่างจริงจัง เพราะ “การเมืองจะขัดแย้งกันอย่างไร แต่ปากท้องประชาชนรอไม่ได้” และทิ้งท้ายว่า “บทเรียนจากพฤษภาทมิฬไม่ได้มีไว้แค่รำลึกถึงอดีต แต่เพื่อเตือนปัจจุบันว่า ความเห็นต่างทางการเมืองต้องไม่จบลงด้วยความสูญเสียของประชาชนอีก

ปชป. เปิด คลินิกทนายอาสา คิกออฟ ‘พังงา’ – เล็งเปิดทั้ง 5 ภูมิภาค

ปชป. เปิด คลินิกทนายอาสา คิกออฟ ‘พังงา’ - เล็งเปิดทั้ง 5 ภูมิภาค

ปชป. เปิด คลินิกทนายอาสา คิกออฟ ‘พังงา’ – เล็งเปิดทั้ง 5 ภูมิภาค

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.10 น.

“ชัยชนะ” คิกออฟ “คลินิกทนายอาสาพรรคประชาธิปัตย์” แห่งแรกที่พังงา ช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย บรรเทาความเดือดร้อนเข้าถึงความยุติธรรม 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดพังงา นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภาคใต้ เป็นประธานเปิด “โครงการทนายอาสาพรรคประชาธิปัตย์” ศูนย์ภาคใต้ ณ สำนักงานบริษัท สรรเพชรทนายความและเพื่อน จำกัด จังหวัดพังงา โดยมี นางกันตวรรณ ตันเถียร รองเลขาธิการพรรค นายสาคร เกี่ยวข้อง หัวหน้าสาขาภาคใต้ ดร.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล อดีต สส. นายสรรเพชร ทิพย์มณเฑียร ประธานสภาทนายความจังหวัดพังงาและอดีตผู้สมัคร สส. รวมถึงทนายอาสาและประชาชนร่วมในพิธี

ชัยชนะ เดชเดโช

นายชัยชนะ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นดำริของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ที่เพื่อเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย บรรเทาความเดือดร้อน และสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างทั่วถึง โดยเริ่มต้นจะเปิดให้ครอบคลุมทั้ง 5 ภูมิภาค ส่วนเหตุผลที่มาเปิดที่จังหวัดพังงาเป็นที่แรก เพราะในพื้นที่อันดามันเป็นเมืองท่องเที่ยว มีการสร้างรายได้ให้กับประเทศมากที่สุด ดังนั้นการที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาเขาจะต้องมีความเชื่อมั่นว่ามีความยุติธรรม อีกทั้งยังมีปัญหาข้อพิพาทมากเช่นกัน โดยเฉพาะระหว่างประชาชนกับรัฐ

“ประชาชนจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาด้านกฎหมาย ทั้งเรื่องที่ดิน หนี้สิน คดีความ หรือปัญหาในชีวิตประจำวัน แต่ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องการให้มีพื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้ามาปรึกษาและได้รับความช่วยเหลืออย่างจริงจัง” นายชัยชนะ กล่าว

ชัยชนะ เดชเดโช

นายชัยชนะ ยังแสดงความเชื่อมั่นว่าคลินิกทนายอาสานี้จะ เป็นแสงสว่างความเท่าเทียมและความยุติธรรมให้กับประชาชน และหลังจากนี้จะเดินหน้าเปิดคลินิกให้ความรู้กับประชาชนในทุกพื้นที่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการดูแลทุกข์สุขของประชาชนอย่างใกล้ชิด รวดเร็ว และเป็นธรรม

ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช
ชัยชนะ เดชเดโช

หวั่นยกเลิก VISA E-8 ถาวร นักวิชาการ มธ. แนะ รัฐถกปรับเงื่อนไขกับเกาหลีใต้

หวั่นยกเลิก VISA E-8 ถาวร นักวิชาการ มธ. แนะ รัฐถกปรับเงื่อนไขกับเกาหลีใต้

หวั่นยกเลิก VISA E-8 ถาวร นักวิชาการ มธ. แนะ รัฐถกปรับเงื่อนไขกับเกาหลีใต้

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.00 น.

​นักวิชาการธรรมศาสตร์ หวั่นเกาหลีใต้ยกเลิก “VISA E-8” อย่างถาวร สังเวยแรงงานไทยหนีนายจ้างจนถูก Blacklist 4 จังหวัด แนะเร่งเจรจาปรับเงื่อนไข พร้อมเสนอ 5 มาตรการแก้ปัญหา ระบุปัญหา “ผีน้อย” สะท้อนภาพเศรษฐกิจไทยไม่แข็งแรง

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเหตุการณ์เกาหลีใต้ขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาลภายใต้ VISA E-8 ตลอดปี 2569 จาก 4 จังหวัดของประเทศไทย ได้แก่ อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และชัยภูมิ เนื่องจากพบปัญหาแรงงานหลบหนีนายจ้าง คือความเสี่ยงที่เกาหลีใต้จะพิจารณายกเลิก VISA E-8 อย่างถาวร เนื่องจากแรงงานไทยที่ถูก Blacklist นี้ ถือเป็นแรงงานกลุ่มแรกภายใต้โครงการความร่วมมือในการส่งแรงงานไทยไปทำงานในภาคเกษตร/ประมงแบบระยะสั้น 5 เดือนที่เกาหลีใต้ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานไทยกับท้องถิ่นเกาหลีใต้ MOU กันไปเมื่อปี 2566 ซึ่งจากเดิมจะมีแค่ระบบ EPS (Employment Permit System) หรือ VISA E-9 สำหรับแรงงานต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่เป็นการจ้างงานระยะยาว

กิริยา กุลกลการ

“เกาหลีใต้เขาฉลาดมากเวลาทำเรื่องนี้ เขาจะไม่ได้พึ่งพาแต่แรงงานของประเทศไทยอย่างเดียว ตัวอย่างเช่นระบบ EPS ทางเกาหลีใต้ก็มีการทำ MOU กับ 17 ประเทศเลย ซึ่งพอไทยมีอัตราการหลบหนีของแรงงานสูง เขาก็จะจัดสรรโควตาในรอบถัดไปให้กับประเทศไทยน้อยลง และเมื่อมามีการเปิดโครงการใหม่ในรอบนี้ก็มาเจอแบบนี้อีก เขาก็ใช้วิธีคล้ายคลึงกัน แต่คราวนี้ Blacklist ทั้งจังหวัดเลย” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวว่า รัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งขอโทษเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ และพูดคุยเจรจาต่อรองให้ได้ พร้อมกันนั้นก็ควรจะวางแผนปรับเงื่อนไขของ VISA E-8 หรือดำเนินการอื่นๆ เพื่อจะได้ไปเสนอถึงทางออกที่ไทยต้องการแก้ไขด้วย โดยอาจพิจารณาดำเนินการใน 5 ประเด็นสำคัญ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1. การสร้างระบบจ้างงานรองรับในช่วงที่แรงงานไทยกลับจากทำงานที่เกาหลีใต้แล้วผ่านโครงการทางเกษตรในระดับพื้นที่/ชุมชน เพื่อสร้างความมั่นคงในช่องว่างที่เหลือ 7 เดือน รวมถึงอีกด้านก็จะเป็นการพัฒนาท้องถิ่นด้วย 2. การพิจารณาทำข้อตกลงกับนายจ้างเกาหลีใต้ว่าให้จ่ายเงินเดือนงวดสุดท้ายหลังกลับถึงไทยเท่านั้น 3. เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัยของแรงงานไทย โดยอาจมีการตรวจตราแรงงานไทยที่ไปทำงานที่เกาหลีใต้อย่างสม่ำเสมอ และหากพบความเสี่ยงที่จะไม่ปลอดภัย ก็อาจเปิดช่องให้เปลี่ยนนายจ้างได้ 4. เพิ่มเงื่อนไขสร้างแรงจูงใจผ่านการกำหนดแรงงานไทยที่เคยไปทำงานมาแล้ว และปฏิบัติอย่างถูกกฎหมายได้รับการพิจารณาเป็นกลุ่มแรกที่จะได้ไปทำต่อในรอบปีถัดไป 5. หารือกับทางเกาหลีใต้เพื่อขอเพิ่มสัดส่วนการส่งแรงงานไทยในช่องทางอื่นๆ เนื่องจากความต้องการของแรงงานไทยมีค่อนข้างมาก แต่ช่องทาง และจำนวนที่เกาหลีใต้เปิดรับแรงงานไทยนั้นมีค่อนข้างน้อย แม้จะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก แต่ถ้าพอเปิดช่องทางเพิ่มได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์มากแล้ว

รศ. ดร.กิริยา กล่าวต่อไปว่า สำหรับสาเหตุสำคัญที่ทำให้แรงงานไทยมีการหลบหนีไปจำนวนมากในครั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเกิดจากระยะเวลาที่ค่อนข้างสั้นของ VISA E-8 ที่กำหนดไว้เพียง 5 เดือน ซึ่งอาจทำให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่คุ้มค่า หรือต้องการรายได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวจึงตัดสินใจหลบหนีนายจ้างเกาหลีใต้ และไปทำงานที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับค่าตอบแทนดีกว่า หรือสภาพการทำงานดีกว่าในภาคการเกษตร/ประมง หรืออีกด้านคือด้วยความเป็นโครงการใหม่ เรื่องสภาพการทำงาน หรือรายได้อะไรต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง รวมถึงนายจ้างที่อาจจะไม่ดีก็เป็นได้

​“จริงๆ เรื่องนี้ก็สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยด้วย คือค่าจ้างของไทย และเกาหลีใต้ต่างกันมาก คือทำที่ไทยภาคเกษตรอาจจะได้ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเกาหลีใต้อย่างต่ำๆ เลย 5 หมื่นบาท ถ้าเป็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตได้ 7 หมื่น และมีโอทีด้วยอาจสูงถึง 1 แสนบาท ฉะนั้นการที่นายกฯ บอกปัดว่าไม่ช่วย หรืออะไรต่างๆ แต่ถ้ามองอีกมุมจะโทษแรงงานที่หลบหนีอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยก็ไม่แข็งแรงด้วย ควรต้องได้รับการแก้ไข” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

จับตาเพื่อไทย เตรียมหารือ แก้รธน.สัปดาห์หน้า ส่งสัญญาณดึงฝ่ายค้านร่วมก๊วน!?

จับตาเพื่อไทย เตรียมหารือ แก้รธน.สัปดาห์หน้า ส่งสัญญาณดึงฝ่ายค้านร่วมก๊วน!?

จับตาเพื่อไทย เตรียมหารือ แก้รธน.สัปดาห์หน้า ส่งสัญญาณดึงฝ่ายค้านร่วมก๊วน!?

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

เพื่อไทยเตรียมหารือแนวทางเดินหน้า แก้รธน.สัปดาห์หน้า ”ชูศักดิ์“ เผย มี 2 แนวทาง ยึดร่างเพื่อไทย หรือ ขอเสียงสส.ฝ่ายค้าน-รัฐบาล ให้ได้ 1 ใน 5 

16 พ.ค.2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางของพรรคเพื่อไทยเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ทางพรรคเพื่อไทยเตรียมพูดคุยในคณะทำงานของพรรคฯ เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมอยู่ด้วยในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดแนวทางของพรรคฯ ว่าเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไรต่อ ใน 2 ประเด็นใหญ่ คือตัวร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะใช้ร่างแบบเดิมของพรรคฯ ที่ให้แต่ละจังหวัดเลือก สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มา แล้วให้รัฐสภาเลือกอีกรอบ หรือไม่ ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้เลือกโดยตรง ไม่ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยึดหลักประชาธิปไตยให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกบุคคลมาเป็น สสร. หรือจะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นคือเรามี สส. 74 เสียง ต้องขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองอื่นให้ร่วมลงชื่อในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถึง 1 ใน 5 ซึ่งเชิงหลักการเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนรวมต้องร่วมมือร่วมใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ควรคิดส่าเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ดังนั้นใครคิดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยหลักการไปได้ เป็นผลดีกับการปฏิรูปการเมืองจะขอความร่วมมือในการลงชื่อ แต่ทั้งหมดต้องหารือกันก่อนถึงจะมีผลสรุปออกมาว่าพรรคฯจะดำเนินการอย่างไร แต่เท่าที่ตรวจสอบจากคณะผู้บริหารเข้าใจว่าจะให้เดินหน้าต่อ

โปรดเกล้าฯ วิทยา ขึ้นอธิบดีฝนหลวง แทน ราเชน ลาออก

โปรดเกล้าฯ วิทยา ขึ้นอธิบดีฝนหลวง แทน ราเชน ลาออก

โปรดเกล้าฯ วิทยา ขึ้นอธิบดีฝนหลวง แทน ราเชน ลาออก

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

 โปรดเกล้าฯ “วิทยา” ขึ้นอธิบดีฝนหลวง แทน “ราเชน” ลาออก 

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศโปรดเกล้าฯ เก้าอี้ผู้บริหารระดับสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิทยา แก้วมี ขยับนั่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขณะที่นายราเชน ศิลปะรายะ โยกกลับนั่งผู้ตรวจราชการกระทรวง มีผลทันที 15 พฤษภาคมนี้ ท่ามกลางภารกิจรับมือภัยแล้งและบริหารจัดการน้ำทั่วประเทศ

วิทยา แก้วมี

ประกาศดังกล่าวระบุว่า นายวิทยา แก้วมี พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แทนตำแหน่งเดิม ขณะเดียวกัน นายราเชน ศิลปะรายะ ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้รับการแต่งตั้งให้กลับมาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวลงนามโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการ และเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 120 ง วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

วิทยา แก้วมี

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการสลับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และการช่วยเหลือภาคการเกษตรในช่วงเผชิญปัญหาภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวน ขณะที่ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง มีหน้าที่กำกับ ติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ

วิทยา แก้วมี

สัญญาณเรียกความมั่นใจ วันวิชิต ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

สัญญาณเรียกความมั่นใจ วันวิชิต ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

สัญญาณเรียกความมั่นใจ วันวิชิต ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.43 น.

“วันวิชิต” ชี้ รัฐบาลเปิดโต๊ะคุย CEO ใหญ่ คือสัญญาณ “เรียกความมั่นใจ” ปลุกเอกชนกล้าลงทุน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเปิดทำเนียบหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจและบริษัทชั้นนำของประเทศ ว่า เวทีลักษณะนี้ไม่ควรถูกมองเพียงมิติการเมือง หรือภาพความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มทุน แต่ต้องมองในมิติของ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” ที่รัฐบาลกำลังพยายามสร้างขึ้น เพื่อให้ภาคเอกชนกล้าตัดสินใจลงทุนและเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไป

วันวิชิต บุญโปร่ง

ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระหว่างประเทศ ทำให้ภาคธุรกิจจำนวนมากชะลอการลงทุน หรือระมัดระวังในการขยายกิจการมากขึ้น

ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ ไม่ใช่เพียงออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องสร้าง “ความมั่นใจ” ให้ภาคเอกชนเห็นว่า ประเทศยังมีทิศทาง มีเสถียรภาพ และมีรัฐบาลที่พร้อมรับฟังปัญหา รวมถึงพร้อมร่วมแก้ไขอุปสรรคทางเศรษฐกิจไปด้วยกัน

วันวิชิต บุญโปร่ง

“เวลาที่เศรษฐกิจโลกผันผวน นักลงทุนจะไม่ได้มองแค่ตัวเลขจีดีพี แต่จะมองว่า รัฐบาลมีเสถียรภาพไหม มีทิศทางชัดเจนไหม และพร้อมทำงานร่วมกับภาคธุรกิจหรือเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว ความเชื่อมั่นคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์รายนี้ มองว่า การที่รัฐบาลเชิญ CEO จากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าหารือโดยตรง ยังสะท้อนความพยายามเชื่อม “ภาครัฐ” กับ “เศรษฐกิจจริง” เพราะภาคธุรกิจคือกลุ่มที่เห็นปัญหาหน้างานจริง ทั้งเรื่องต้นทุน การแข่งขัน กำลังซื้อ การจ้างงาน และอุปสรรคในการลงทุน ซึ่งบางครั้งข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถสะท้อนผ่านรายงานราชการเพียงอย่างเดียวได้

วันวิชิต บุญโปร่ง

ดังนั้น เวทีลักษณะนี้จึงมีความสำคัญในฐานะ “ช่องทางรับฟัง” ที่ทำให้รัฐบาลเข้าใจสภาพเศรษฐกิจจากผู้ปฏิบัติจริง และสามารถนำข้อมูลไปออกแบบนโยบายได้ตรงกับสภาพปัญหามากขึ้น

ผศ.ดร.วันวิชิต ยังมองว่า ภาคธุรกิจขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะเชื่อมโยงกับทั้งห่วงโซ่อุปทาน การจ้างแรงงาน การลงทุน และผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมาก หากบริษัทขนาดใหญ่ยังเดินหน้าลงทุน ก็จะช่วยรักษาระดับการจ้างงาน และช่วยให้เศรษฐกิจหมุนต่อได้

วันวิชิต บุญโปร่ง

“ถ้าเอกชนไม่มั่นใจ ไม่ลงทุน เศรษฐกิจก็จะชะลอทันที เพราะรัฐไม่สามารถแบกเศรษฐกิจทั้งประเทศได้เพียงฝ่ายเดียว วันนี้รัฐบาลจึงต้องทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ภาคธุรกิจกล้าตัดสินใจ และรู้สึกว่าการลงทุนในประเทศไทยยังมีอนาคต” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วันวิชิต เห็นว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้ คือรัฐบาลต้องเปลี่ยนการหารือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ทั้งในเรื่องการลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เพราะหากเวทีพูดคุยเกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้างภาพ แต่ไม่มีการผลักดันนโยบายตามมา ก็อาจไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังมองว่า รัฐบาลต้องรักษาสมดุลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ให้การดูแลภาคธุรกิจขนาดใหญ่ถูกมองว่าเป็นการละเลยผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อย หรือภาคประชาชน เพราะเศรษฐกิจไทยจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ต้องอาศัยทั้งทุนขนาดใหญ่ SME ภาคแรงงาน และเศรษฐกิจฐานรากเดินไปพร้อมกัน

“ถ้ารัฐบาลสามารถทำให้เอกชนมั่นใจว่าประเทศมีเสถียรภาพ มีนโยบายที่ต่อเนื่อง และพร้อมสนับสนุนการลงทุนได้จริง ก็จะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งสุดท้ายจะกลับมาในรูปของการจ้างงาน รายได้ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าว 

กกต. ลุยปราบทุจริตเลือกตั้ง ย้ำ โพยซื้อเสียง ต้องสาวไส้ถึงตัวการใหญ่

กกต. ลุยปราบทุจริตเลือกตั้ง ย้ำ โพยซื้อเสียง ต้องสาวไส้ถึงตัวการใหญ่

กกต. ลุยปราบทุจริตเลือกตั้ง ย้ำ โพยซื้อเสียง ต้องสาวไส้ถึงตัวการใหญ่

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

‘ชนินทร์’ เปิดแผน กกต.ลุยปราบทุจริตเลือกตั้ง ย้ำโพยซื้อเสียงต้องสาวให้ถึงต้นตอเหมือนคดียาเสพติด แกะเส้นทางเงิน – เฝ้าบุคคลเป้าหมาย ยกบทเรียนม๊อบชลบุรีเตือนเจ้าหน้าที่ต้องนิ่ง ไม่ปะทะ สู้ด้วยข้อเท็จจริง

วันนี้ 16 พ.ค. 69 ที่โรงแรมทรี ซิกตี้ไฟว์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) บรรยายในหัวข้อ “สืบสวนสอบสวนและไต่สวนในการเลือกตั้งกรุงเทพมหานครและเมืองพัทยา” โดยระบุว่า การเลือกตั้งเมืองพัทยาและกรุงเทพ มหานครครั้งนี้ถือเป็นช่วงเกือบท้ายของฤดูกาลเลือกตั้งใหญ่ หลังที่ผ่านมา กกต.ต้องทำงานหนักและเจอเหตุการณ์พิเศษหลายกรณี

กกต

แฟ้มภาพ

ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า กระบวนการสืบสวนสอบสวนของ กกต.ไม่เหมือนกับตำรวจ เพราะมีขั้นตอนหลายชั้นและต้องผ่านการกลั่นกรองตามระเบียบ โดยคำร้องแบ่งเป็น 2 กรณี คือ คำร้องคัดค้านจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือ ใช้ถ้อยคำสุภาพ และเป็นเหตุแห่งคำร้องตามระเบียบ และอีกกรณีคือข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อ กกต. ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด พนักงานสืบสวนสอบสวน หรือข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ

เมื่อพนักงานสืบสวนสอบสวนรับเรื่อง จะทำการตรวจสอบว่าคำร้องเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายหรือมีพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ ก่อนเสนอความเห็นต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดว่าจะรับคำร้องหรือไม่รับคำร้อง หากรับคำร้องจะมีคณะกรรมการไต่สวน 3 คน ทำหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน ก่อนเสนอความเห็นว่าจะลงโทษหรือยกคำร้อง และหาก กกต.มีมติลงโทษผู้กระทำผิด จะต้องส่งสำนวนให้ศาลพิจารณาอีกชั้นหนึ่ง โดยความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งมีทั้งโทษจำคุก ปรับ หรือเพิกถอนสิทธิทางการเมืองตามแต่กรณี

กกต

ช่วงหนึ่ง ร.ต.อ.ชนินทร์ ระบุว่า กกต. พยายามประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ว่าการรับซื้อเสียงเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีโทษถึงจำคุก พร้อมย้ำว่าการปราบซื้อเสียงต้องขยายผลให้ถึงต้นตอ

“โพยซื้อเสียงต้องขยายผลเหมือนเรื่องยาเสพติด” ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าว พร้อมยกตัวอย่างว่า หากพบข้าวสารที่มีการเขียนชื่อพรรคการเมือง หรือพบบัตรประชาชนของบุคคลอื่นเกิน 10 ใบ ก็ถือเป็นข้อพิรุธที่ต้องตรวจสอบว่าพกมาเพื่อเหตุใด

นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า กกต.ทำงานร่วมกับตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของบุคคลเป้าหมาย และการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้ เพราะหากเปิดเผย ผู้กระทำผิดอาจรู้ตัวและปรับตัวได้ก่อน พร้อมยกตัวอย่างว่า หากจะจัดการเรื่องซื้อเสียงให้ได้ผล บางกรณีอาจต้องมีการเข้าตรวจค้นบ้าน เหมือนกรณีที่ “พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์” ลงพื้นที่จับกุมการซื้อเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ โดยระบุว่าแม้บ้านหลังนั้นอาจไม่ใช่บ้านของผู้แจกเงินโดยตรง แต่หากใช้สถานที่ในการกระทำผิด เจ้าของบ้านก็อาจมีความผิดได้เช่นกัน พร้อมกันนี้ ยังกล่าวถึงบทเรียนจากสถานการณ์การชุมนุมในการเลือกตั้งที่ผ่านมาใน จ.ชลบุรี ให้มีการนับคะแนนใหม่ ว่าหากเกิดเหตุบานปลายหรือมีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ากดดัน เจ้าหน้าที่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องนิ่ง ใจเย็น และใช้ข้อเท็จจริงรับมือสถาน การณ์ เราสู้ด้วยความจริง และอดทน ใครไม่อดทน ถือว่าแพ้  

เริ่มวันนี้! 16 พ.ค. กยศ. เปิดระบบ Pre-Approve ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ปี 69

เริ่มวันนี้! 16 พ.ค. กยศ. เปิดระบบ Pre-Approve ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ปี 69

เริ่มวันนี้! 16 พ.ค. กยศ. เปิดระบบ Pre-Approve ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ปี 69

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.43 น.

เริ่มวันนี้  16 พ.ค. กยศ.เปิดระบบ ให้ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ยื่นความประสงค์ขอกู้ยืมปีการศึกษา 2569 ผ่านระบบ Pre-Approve

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมุ่งส่งเสริมการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อพัฒนาคนและพัฒนาชาติ โดยให้ความสำคัญกับการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มของผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทั่วถึง ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดระบบ Pre-Approve เพื่อคัดกรองนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ ที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือเคยได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) หรือผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี และศึกษาในสาขาวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ หรือสาขาวิชาที่กองทุนมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการดูแลผู้ขาดโอกาสได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น 

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ประสงค์จะขอกู้ยืมสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 13 มิถุนายน 2569 ส่วนระดับอุดมศึกษาสามารถเข้าระบบ Pre-Approve ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 – 13 กรกฎาคม 2569  ทางเว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th หากผ่านคุณสมบัติและ กยศ. อนุมัติให้กู้ยืมแล้ว  ให้ยื่นคำขอกู้ยืมในระบบ DSL ต่อไป สำหรับผู้กู้ยืมเงินรายเก่าเลื่อนชั้นปีในสถานศึกษาเดิม สามารถยืนยัน แบบเบิกเงินกู้ยืมในระบบ DSL ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

“ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ จะต้องเป็นนักเรียน นักศึกษาที่ไม่เคยกู้ยืมเงินกองทุนมาก่อน หรือเคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนระดับการศึกษา รวมถึงผู้ที่เคยกู้ยืมเงินมาก่อนและเปลี่ยนสถานศึกษา โดยเตรียมความพร้อมในการเข้าระบบ Pre-Approve  ทั้งนี้ หลังจากที่นักเรียน นักศึกษา ผู้กู้ยืมเงินรายใหม่ดำเนินการในระบบ Pre-Approve แล้ว เมื่อผ่านการอนุมัติให้กู้ยืมให้เข้าระบบ DSL เพื่อดำเนินการยื่นแบบคำขอกู้ยืมต่อไป กยศ. ขอให้นักเรียน นักศึกษาที่ประสงค์ขอกู้ยืมเงิน เตรียมความพร้อมและเอกสารให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ https://www.studentloan.or.th/th/news/1767767963” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

เปิด 5 จังหวัดแชมป์ช้อป ‘ไทยช่วยไทย’ สุรินทร์-ชลบุรี นำลิ่ว รัฐบาลเผยเงินสะพัดทั่วไทย 86 ล้าน

เปิด 5 จังหวัดแชมป์ช้อป 'ไทยช่วยไทย' สุรินทร์-ชลบุรี นำลิ่ว รัฐบาลเผยเงินสะพัดทั่วไทย 86 ล้าน

เปิด 5 จังหวัดแชมป์ช้อป ‘ไทยช่วยไทย’ สุรินทร์-ชลบุรี นำลิ่ว รัฐบาลเผยเงินสะพัดทั่วไทย 86 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.39 น.

นายกฯ “อนุทิน” เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ครั้งที่ 3 ผนึกเครือข่ายรถพุ่มพวงทั่วประเทศ กระจายสินค้าราคาประหยัดครบ 878 อำเภอ ลดค่าครองชีพประชาชนต่อเนื่อง ดันเศรษฐกิจฐานรากคึกคัก

16 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บูรณาการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ผู้ประกอบการท้องถิ่น และเครือข่ายรถพุ่มพวง จัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด “ครั้งที่ 3” พร้อมกันทั่วประเทศ ครอบคลุม 878 อำเภอ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มช่องทางเข้าถึงสินค้าจำเป็นให้ประชาชนในทุกพื้นที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การดำเนินกิจกรรมครั้งที่ 3 ได้รับการตอบรับจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 200,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากกว่า 26 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนได้กว่า 5.77 ล้านบาท สะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ในการนำสินค้าคุณภาพดี ราคาประหยัด กระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ เมื่อรวมผลการดำเนินงานตั้งแต่ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 โครงการสามารถสร้างปริมาณการจับจ่ายใช้สอยรวมกว่า 86.96 ล้านบาท และช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 19.44 ล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าชุมชน SMEs และสินค้า OTOP ควบคู่กับการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับจังหวัดที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดชลบุรี จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดสระบุรี และจังหวัดอ่างทอง ขณะที่อำเภอที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่ อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี และอำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

นอกจากนี้ สินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มห้างค้าส่งและค้าปลีกสมัยใหม่ ได้แก่ น้ำมันสำหรับประกอบอาหาร ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักผ้า ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม และข้าวสาร ขณะที่สินค้า OTOP ที่มียอดจำหน่ายสูง ได้แก่ กลุ่มอาหาร ของใช้ ผ้าและเครื่องแต่งกาย เครื่องดื่ม และสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ส่วนสินค้าชุมชนที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารสด ขนมและเบเกอรี่ เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และอาหารแปรรูป

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลปากท้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายรถพุ่มพวงและช่องทางจำหน่ายสินค้าในระดับชุมชน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้นในราคาที่เป็นธรรม พร้อมทั้งช่วยสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ

“รัฐบาลจะเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว