ช่วยพ่อหาเสียง! ซาบีดา ควง ชาดา ลุยบ้านไร่ อุทัยธานี

ช่วยพ่อหาเสียง! ซาบีดา ควง ชาดา ลุยบ้านไร่ อุทัยธานี

ช่วยพ่อหาเสียง! ซาบีดา ควง ชาดา ลุยบ้านไร่ อุทัยธานี

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.38 น.

ช่วยพ่อหาเสียง! “ซาบีดา” ควง “ชาดา” ลุยบ้านไร่ อุทัยธานี อ้อนขอคะแนนเลือก “ชาดา” กลับเข้าสภาฯ เลือก “ภูมิใจไทย” ได้ “ซาบีดา”  แก้ปัญหาคุณภาพชีวิต คนละครึ่งพลัส มาแน่ ขณะ ชาวบ้านเหน็บรูปชาดา ใส่กระเป๋าอกซ้าย บอกขอเก็บไว้ในหัวใจ

วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ จังหวัดอุทัยธานี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียง พร้อมกับนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย  เพื่อพบปะพูดคุย นำเสนอนโยบายกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอบ้านไร่ โดยมีจุดปราศรัยสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณวัดหูช้าง ตำบลหูช้าง และศาลาบ้านใหม่โพธิ์งาม ตำบลหนองจอก อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชน พร้อมเชิญชวนให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่ทราบข่าว และให้ความสนใจเดินทางมาร่วมรับฟังนโยบายเป็นจำนวนมาก

โดยทันทีที่มาถึงนางสาวซาบีดา ได้ไหว้ขอคะแนนประชาชน พร้อมพูดติดตลกว่า ”เหมือนพ่อไหมจ๊ะ“  ก่อนที่ชาวบ้านจะเหน็บใบปลิว รูปนายชาดา ไว้ที่กระเป๋าเสื้อมุมซ้าย พร้อมระบุ “ขอเก็บไว้ที่หัวใจ” 

โดย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย  เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทย เข้ามาทำงานเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น แต่เราสามารถทำผลงานได้มากมาย คนละครึ่งพลัส ดีหรือไม่ และพรรคภูมิใยไทย เรามี สโลแกน พูดแล้วทำพลัส คือ พูดแล้วทำมากยิ่งกว่าเดิม 

พรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการสร้างงาน สร้างรายได้ และการแก้ไขปัญหาสังคม ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคมุ่งมั่นผลักดัน สำหรับนโยบายด้านผู้สูงวัย พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงวัยที่มีคุณภาพและมีค่าใช้จ่ายที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลแบบครบวงจร หากพรรคได้รับความไว้วางใจให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล  

ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย 1 หมู่บ้าน พยาบาลอาสา เพื่อเพิ่มอัตราการจ้างงานประมาณ 100,000 อัตรา โดยพยาบาลอาสาจะทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ในชุมชน กำหนดรูปแบบการจ้างงานเป็นสัญญาระยะเวลา 4 ปี พร้อมค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท รวมไปถึงด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่จะมีการจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดในทุกอำเภอ อำเภอละ 10 ศูนย์ เพื่อรองรับการบำบัดผู้เสพอย่างทั่วถึง โดยมุ่งเน้นกระบวนการฟื้นฟู คืนคนดีสู่สังคม และลดผลกระทบจากปัญหายาเสพติดในชุมชนอย่างยั่งยืน

และอีกหนึ่งในนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการต่อเนื่อง ก็คือโครงการ คนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม โดยมุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้ารายย่อยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการศึกษา ภายใต้ชื่อ การศึกษาเท่าเทียมพลัส โดยจะจัดตั้งแพลตฟอร์มการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่เสียค่าใช้อินเทอร์เน็ต พร้อมส่งเสริมแนวคิดเรียนฟรี เรียนได้จริง และจบแล้วมีงานทำ

และประเด็นด้านพื้นที่ชายแดน พรรคภูมิใจไทยได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่ เกี่ยวกับผลกระทบจากการตั้งด่าน และปัญหาความมั่นคง จึงมีนโยบายมุ่งเน้นการสร้างแนวป้องกัน เช่น การติดตั้งรั้วตาข่าย เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย การลักลอบค้ายาเสพติด รวมถึงการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า แนวทางการดำเนินนโยบายด้านชายแดนจะครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัย และความมั่นคงให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

‘กกต.’ถกพรรคการเมืองแบ่งกลุ่มดีเบตประชามติฝ่ายเห็นต่าง กลุ่มละ 5 พรรค ร่วมประชันเวทีเดียวกัน

'กกต.'ถกพรรคการเมืองแบ่งกลุ่มดีเบตประชามติฝ่ายเห็นต่าง กลุ่มละ 5 พรรค ร่วมประชันเวทีเดียวกัน

‘กกต.’ถกพรรคการเมืองแบ่งกลุ่มดีเบตประชามติฝ่ายเห็นต่าง กลุ่มละ 5 พรรค ร่วมประชันเวทีเดียวกัน

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

‘กกต.’ประชุมพรรคการเมืองแบ่งกลุ่มดีเบตประชามติฝ่ายเห็นต่าง กลุ่มละ 5 พรรค ร่วมประชันบนเวทีเดียวกัน  เชื่อมีข้อมูลเพียงให้ประชาชนตัดสินใจ ลั่นจับตาพรรค-กลุ่มต่างๆแสดงความเห็นผ่านสื่อ

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 นายเกรียงไกร พานดอกไม้ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นประธานในการประชุมจับสลากผู้แทนในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่จะออกเสียงประชามติ โดยเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ไปยังตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มที่ลงทะเบียนเพื่อขอเข้าร่วมการแสดงความคิดเห็น โดยมีการชี้แจงขั้นตอนและมีการจับสลากแบ่งกลุ่มแสดงความคิดเห็น

นายเกรียงไกร ให้สัมภาษณ์ว่า มีพรรคการเมืองที่ร่วมลงทะเบียนขอแสดงความคิดเห็น 34 พรรค แต่มีการถอนตัวไปบางส่วน เหลือ 30 พรรค แบ่งเป็นพรรคที่เห็นชอบ 17 พรรค ไม่เห็นชอบ 13 พรรค ทั้งนี้มีการตกลงกันว่า ในแต่ละฝ่ายจะส่งผู้แทนกลุ่มมา 5 พรรคการเมือง โดยใช้การจับสลากเนื่องจากไม่สามารถตำลงกันได้ เพราะแต่ละพรรคอยากนำเสนอตนเองเป็นตัวแทนกลุ่ม ทั้งนี้กกต.จะมีการจัดให้แสดงความเห็นเรื่องการทำประชามติในวันที่ 27 ม.ค.2569 เวลา 10.30 น.ห้องออดิทอเรียม รร.เซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ รวมถึงถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT 2HD และทางเพจเฟซบุ๊กของสำนักงาน กกต. และเพจกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมือง รวมถึงมีการนำไปเผยแพร่อีกครั้งผ่านสื่อต่างๆ

นายเกรียงไกร กล่าวต่อว่า ส่วนวันที่ 25 ม.ค. 10.30 น.ห้องออดิทอเรียม รร.เซ็นทาราไลฟ์ จะเป็นความเห็นของภาคประชาชนที่ลงทะเบียน ซึ่งมีตัวแทนจากฝ่ายที่เห็นชอบ 2 คน ฝ่ายไม่เห็นชอบ 1 คน เนื่องจากอีก 1 คนขอถอนตัวออกไป ซึ่งจะไลฟ์ผ่านเพจกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง และนำเทปบันทึกรายได้ไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆอีกครั้ง

สำหรับเวทีแสดงความเห็นระดับภูมิภาค โดยสำนักงาน กกต.จังหวัดเป็นผู้จัด ซึ่งจะมีการประสานผู้ว่าราชการจังหวัดถึงแนวทางการจัดเวทีแสดงความคิดเห็น ขณะนี้อยู่ระหว่างเปิดลงทะเบียนของผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นในทุกจังหวัด ซึ่งจะไลฟ์ผ่านเพจสำนักงาน กกต.จังหวัด ตลอดจนเผยแพร่ผ่านสื่อในพื้นที่ด้วย

ทั้งนี้ จะจัดให้กลุ่มเห็นด้วย กลุ่มไม่เห็นด้วยได้แสดงความเห็นบนเวทีเดียวกัน และให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน ย้ำว่าผู้มาแสดงความคิดเห็นนั้นเรามีการซักซ้อมอยู่แล้วว่าแสดงความเห็นได้แค่ไหนอย่างไร สิ่งต้องพึงระมัดระวัง เชื่อมั่นว่าคนที่เป็นตัวแทนกลุ่มจะเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ สามารถนำเสนอในสิ่งที่ควรจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบได้ ย้ำว่า การจัดเวทีทั้งทำทุกจังหวัด ทั่วประเทศ รวมถึงในส่วนกลาง ตลอดจนสื่อต่างๆ ได้เชิญผู้ที่เป็นฝ่ายเห็นชอบ และไม่เห็นชอบ ไปแสดงความเห็นอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว จะมีข้อมูลเพียงพอให้ประชาชนตัดสินใจ จึงขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะในเรื่องการให้ข้อมูลกับประชาชนนั้นจะได้รับจากทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป กลุ่มองค์กรทางสังคมต่างๆ อย่างทั่วถึง 

เมื่อถามถึงการแสดงความเห็นที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย นายเกียงไกร กล่าวว่า ทุกเวทีทางกกต.มีการมอนิเตอร์อยู่แล้ว ทั้งในภูมิภาค และส่วนกลาง รวมถึงศูนย์ E-War room  มีการตรวจสอบตลอดอยู่แล้ว จึงหายห่วง ไม่ต้องกังวล

​‘ปชป.’ฟื้น-เลิกเป็น​‘อะไหล่’ ​‘ชวน’อัด​‘อดีตหัวหน้า’บอนไซหวังเป็นรมต.

​‘ปชป.’ฟื้น-เลิกเป็น​‘อะไหล่’ ​‘ชวน’อัด​‘อดีตหัวหน้า’บอนไซหวังเป็นรมต.

​‘ปชป.’ฟื้น-เลิกเป็น​‘อะไหล่’ ​‘ชวน’อัด​‘อดีตหัวหน้า’บอนไซหวังเป็นรมต.

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

“ชวน”บุกหาเสียงย่านประชาสงเคราะห์ มั่นใจกระแส”ปชป.”ฟื้น ไม่ใช่พรรคอะไหล่อีกแล้ว เหน็บบางพรรคยังใช้เงินซื้อ สส.

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ย่านประชาสงเคราะห์ นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค ลงพื้นที่เพื่อช่วย น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร หรือ แนน ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ เขตเลือกตั้งที่ 6 (พญาไท ดินแดง) โดยได้เดินหาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนในย่านประชาสงเคราะห์ 16 พร้อมยังได้กล่าวปราศรัยกับประชาชนในชุมชน โดยได้ย้ำถึงปัญหาการทุจริตซื้อสิทธิขายเสียงของผู้สมัคร สส.บางพรรคการเมือง ทำให้การเมืองเปลี่ยนเป็นธุรกิจการเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดัชนีคอร์รับชันประเทศไทยสูงขึ้น นักลงทุนไม่กล้ามาลงทุนในประเทศไทย และหนีไปลงทุนในประเทศอื่น เพราะแม้จะมีกฎหมายที่เข้มงวด แต่ก็ยังมีการเลือกปฏิบัติ และยังโชคดีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ยังสนับสนุนการแก้ปัญหาการทุจริต ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง

นายชวน ยังระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้บางพรรคการเมืองยังใช้เงินซื้อ สส.จากพรรคการเมืองอื่น ซึ่งก็มี สส.ของพรรคฯ ถูกซื้อไปด้วย ซึ่งแม้ผู้ที่ถูกซื้อจะไม่ได้ให้รายละเอียดว่า ถูกซื้อไปเท่าไร ตนก็มั่นใจว่า ได้มีการตกลงกันไปแล้ว เพราะไม่เช่นนั้น คงไม่ย้ายพรรค พร้อมยกตัวอย่างการเลือกตั้ง 2566 ใน จ.นครศรีธรรมราช ที่ นายราชิต สุดพุ่ม อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งปัจจุบันลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้คะแนน้อยที่สุดในการเลือกตั้งครั้งก่อน ซึ่งตนบอกผ่านพรรคพวกไปว่า อย่าใช้เงิน เพราะคนนครศรีธรรมราชไม่รับเงิน ถ้าได้เป็น สส.ก็ไม่น่าภูมิใจ เพราะใช้เงินซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบต่อการเมืองให้บ้านเมืองเสื่อมทรุด เพราะการทุจริต บ้านเมืองไปไหนไม่รอด

นายชวน กล่าวว่า มั่นใจว่ากระแสพรรคประชาธิปัตย์จะดีขึ้น โดยเฉพาะ สส.บัญชีรายชื่อ ภายหลัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคฯ ได้ลาออกไป เพราะที่ผ่านมามีความพยายามทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเล็ก หรือเป็นพรรคอะไหล่ พรรคสำรอง เหมือนที่ผู้บริหารพรรคบางกลุ่มเคยทำ เพื่อหัวหน้าพรรคฯ ได้เป็นรัฐมนตรีทุกยุค ทุกสมัย โจรไปร่วมรัฐบาลก็ไปร่วมกับโจร อะไรก็ได้ขอให้ผู้บริหารพรรคฯ ได้เป็นรัฐมนตรี จนกระทั่งนายอภิสิทธิ์ และบุคลากรคนอื่นๆ ของพรรคก็ทยอยลาออก ทั้ง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย , นายสาธิต ปิตะเตชะ รวมถึง คุณหญิงกัลยา โสภณพณิช ยกเว้นตน เพราะหากตนออกไปด้วยพรรคประชาธิปัตย์จะหมดอนาคต เพราะทนไม่ได้ และหลังนายเฉลิมชัยลาออก ก็ดลบันดาลให้ผู้ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ได้กลับเข้ามา

“จากการฟื้นตัวรอบนี้ มีความหวังที่จะได้ สส.เป็นนความตั้งใจของนายอภิสิทธิ์ แต่สำหรับตนอยากให้พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าต่อ ไม่ใช่พรรคอะไหล่ พรรคสำรอง หรือพรรคประกอบ ที่ผู้บริหารพรรคต้องการทำให้เป็น ซึ่งผมถือว่าผ่านไปแล้ว ต่อไปนี้พรรคจะได้ สส.กี่คนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่พรรคอะไหล่ พรรคสำรอง ไม่ใช่พรรคที่จะเป็นรัฐบาลกับเขาทุกยุคทุกสมัย ร่วมกับใครก็ได้” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวต่อว่า ตนค้านอย่าไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย (พท.) เพราะ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยเลือกปฏิบัติกับคนภาคใต้ เขาไม่มาพัฒนาภาคใต้ เลือกพัฒนาจังหวัดที่เลือกเขา สุดท้ายพรรคเพื่อไทยได้หมดทั้งประเทศ ภาคเหนือ อีสาน ยกเว้นภาคใต้ที่ไม่ได้แม้แต่คนเดียว ดังนั้น ไม่สามารถทรยศกับชาวบ้าน เพราะรณรงค์ไม่ให้เลือก แต่พอเขาเป็นนายกฯ กลับยกมือให้ เท่ากับทรยศหักหลังประชาชน

“เที่ยวนี้ตนคิดว่าสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ทำอย่างไรให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ สส.หลายคน ผมเชื่อว่า บัญชีรายชื่อดีขึ้นแน่ ครั้งก่อนได้ 3 คน เที่ยวนี้คงไม่ใช่ 4 คนแน่นอน คาดว่าจะเพิ่มกว่าเดิมอีกหลายเท่า ส่วนจะกี่เท่าขึ้นกับประชาชน ที่จะบอกกับญาติที่บ้าน ใครรับผิดชอบจังหวัดไหนขอให้ช่วยกัน” นายชวน กล่าว

จากนั้น นายชวน และ น.ส.ศิริภา ยังได้ขึ้นรถแห่ไปตามถนนประชาสงเคราะห์ เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตดินแดง และเดินเท้าต่อ เพื่อขอคะแนนจากประชาชนที่พักอาศัยแฟลตดินแดง และในวันพรุ่งนี้ (24 ม.ค.) นายชวน ยังมีกำหนดไปหาเสียงต่อที่ภาคอีสานด้วย

– 006

‘อนุดิษฐ์’รับ’กล้าธรรม’น้องใหม่ ต้นทุนน้อยกว่าพรรคใหญ่ แต่มั่นใจในตัวผู้สมัคร

'อนุดิษฐ์'รับ'กล้าธรรม'น้องใหม่ ต้นทุนน้อยกว่าพรรคใหญ่ แต่มั่นใจในตัวผู้สมัคร

‘อนุดิษฐ์’รับ’กล้าธรรม’น้องใหม่ ต้นทุนน้อยกว่าพรรคใหญ่ แต่มั่นใจในตัวผู้สมัคร

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.14 น.

“อนุดิษฐ์”เชื่อกรุงเทพฯไม่มีพรรคไหนแลนด์สไลด์ รับ”กล้าธรรม”เป็นพรรคน้องใหม่ ต้นทุนน้อยกว่าพรรคใหญ่ แต่มั่นใจในตัวผู้สมัคร เชื่อคนกรุงเห็น บอกจัดปราศรัยใหญ่ จ.ตาก พรุ่งนี้ ทัวร์หาเสียงโค้งสุดท้ายเหนือจรดใต้ โว ปชช.สนใจฟัง”ธรรมนัส”นับหมื่น

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงกระแสของพรรคกล้าธรรมในกรุงเทพมหานคร ว่า ตนเองคิดว่าการทำงานหนักของพรรคกล้าธรรม รวมถึงการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เชื่อว่าคนกรุงเทพมหานครจะเห็นความตั้งใจของผู้สมัคร และเห็นถึงนโยบายที่จะเป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพมหานคร เพราะฉะนั้นความหลากหลายในกรุงเทพมหานครและความนิยมของพรรคกล้าธรรมที่ถือว่าเป็นพรรคน้องใหม่ และมีต้นทุนน้อยกว่าพรรคใหญ่ที่ทำงานกันมานาน แต่การได้มีโอกาสทำงานและขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ เชื่อว่าจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้คนกรุงเทพมหานคร หันมามองพรรคกล้าธรรมมากขึ้น

สำหรับการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ น.อ.อนุดิษฐ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการประเมินในช่วงโค้งสุดท้าย จะเห็นพรรคกล้าธรรมเปิดเวทีได้รับความสนใจจากประชาชนทุกภูมิภาค ซึ่งแต่ละเวที ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ลงพื้นที่ด้วยตนเองในการปราศรัยจะมีประชาชนหลาย 10,000 คน ในแต่ละเวที

ทั้งนี้ ช่วงสัปดาห์นี้จะมีการเปิดเวทีที่ จ.ตาก เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง มุกดาหาร ส่วนกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะเป็นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ และวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ จะลงพื้นที่ไปภาคใต้ และช่วงวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ จะมีแผนออกมาอีกครั้งว่าจะจัดปราศรัยที่จังหวัดใด

ส่วนประเมินว่ากรุงเทพมหานคร จะไม่มีพรรคไหนแลนด์สไลด์ ใช่หรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ ยังเชื่อว่า คนกรุงเทพมหานครยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะเลือกพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ รู้ว่าพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคน้องใหม่ในพื้นที่ เชื่อมั่นว่าผู้สมัครทุกคนที่ยืนอยู่รอบตัวตนเองในวันนี้ เราสู้กับตัวเองไม่ได้สู้กับพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ ทุกคะแนนเสียง คือ เมล็ดพันธุ์ของพรรคกล้าธรรม คะแนนที่ได้ถือว่าเป็นต้นทุนในอนาคต จากประสบการณ์ส่วนตัวชื่นชมการทำงานของทุกพรรคการเมือง การหาเสียงเป็นไปอย่างสงบ แข่งขันด้วยนโยบายและความตั้งใจ ส่วนตัวคิดว่าไม่มีพรรคการเมืองใดแลนด์สไลด์ในกรุงเทพมหานคร

กองทัพโต้กัมพูชา ย้ำไทยยึดความปลอดภัยประชาชน-สิทธิมนุษยชนเป็นหลัก

กองทัพโต้กัมพูชา ย้ำไทยยึดความปลอดภัยประชาชน-สิทธิมนุษยชนเป็นหลัก

กองทัพโต้กัมพูชา ย้ำไทยยึดความปลอดภัยประชาชน-สิทธิมนุษยชนเป็นหลัก

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

กองทัพ โต้ ข้อกล่าวหากัมพูชา ลั่นไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยประชาชน สิทธิมนุษยชน -คุ้มครองมรดกวัฒนธรรม แนะ ใช้กลไกทวิภาคี มากกว่ากล่าวอ้างฝ่ายเดียว

เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา  เปิดเผยว่า ไทยยืนยันจุดยืนแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และใช้กลไกทวิภาคีเป็นหลัก พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของประชาชน สิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรม หลังเกิดกระแสข้อกล่าวหาจากฝ่ายกัมพูชาในหลายประเด็น

กรณีที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยทำลายปราสาทตาควายและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้โบราณสถานนั้น ไทยยืนยันไม่สนับสนุนการกระทำใด ๆ ที่กระทบต่อโบราณสถานหรือศาสนสถาน พร้อมขอให้มีการประสานงานตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกันก่อนการเผยแพร่ข้อมูลหรือกล่าวหา เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความตึงเครียด

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดอธิปไตย กรณีการอัญเชิญพระพุทธรูปบริเวณ ช่องอานม้า นั้นยืนยันว่า เราเคารพความเชื่อและวัฒนธรรมของทุกฝ่าย และเห็นว่าประเด็นอ่อนไหวควรอยู่ในกรอบการหารืออย่างเป็นทางการ มากกว่าการกล่าวหาในที่สาธารณะ โดยไทยพร้อมประสานงานตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่านช่องทางที่เหมาะสม เพื่อรักษาบรรยากาศสันติและความไว้วางใจระหว่างกัน

ส่วนในประเด็นที่กัมพูชาร้องขอให้ สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เข้าติดตามสถานการณ์ โดยกล่าวหาว่าไทยทำลายบ้านเรือนและทรัพย์สินประชาชน ขอย้ำว่าเราให้ความสำคัญต่อสิทธิมนุษยชนและหลักมนุษยธรรมสากล และมุ่งลดผลกระทบต่อพลเรือนเป็นลำดับแรก อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบใด ๆ ควรตั้งอยู่บนหลักฐาน ข้อเท็จจริง ความเป็นกลาง และความเป็นมืออาชีพ ไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

สำหรับสถานการณ์ผู้พลัดถิ่น ไทยแสดงความเห็นใจต่อผู้ได้รับผลกระทบ และพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านมนุษยธรรมที่เหมาะสม พร้อมขอให้ทุกฝ่ายสื่อสารข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ไม่สร้างกระแสที่อาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน กรณีที่กัมพูชาขอบคุณ UNESCO และกล่าวหาว่าทหารไทยโจมตีมรดกโลก ไทยยืนยันพร้อมสนับสนุนบทบาทของ UNESCO ในการอนุรักษ์มรดกโลก และเห็นว่าการพิจารณาความเสียหายควรอาศัยการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นกลาง ไม่ใช่ข้อสรุปฝ่ายเดียว ไทยพร้อมให้ความร่วมมือในกระบวนการที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้มรดกวัฒนธรรมถูกนำมาใช้เป็นชนวนเพิ่มความขัดแย้ง

ทั้งนี้ ไทยย้ำขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลฝ่ายเดียวที่อาจเพิ่มความตึงเครียด และร่วมกันรักษาบรรยากาศแห่งสันติภาพ เพื่อส่งเสริมความไว้เนื้อเชื่อใจและเสถียรภาพในภูมิภาค

‘ชาดา-ซาบีดา’อ้อนชาวอุทัยฯ ยัน‘คนละครึ่งพลัส-สารพัดนโยบาย’มาแน่

‘ชาดา-ซาบีดา’อ้อนชาวอุทัยฯ ยัน‘คนละครึ่งพลัส-สารพัดนโยบาย’มาแน่

‘ชาดา-ซาบีดา’อ้อนชาวอุทัยฯ ยัน‘คนละครึ่งพลัส-สารพัดนโยบาย’มาแน่

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

2 พ่อลูกไทยเศรษฐ์คืนถิ่นอุทัยฯ! หาเสียงอ้อนขอคะแนนเลือกกลับเข้าสภาฯ แก้ปัญหาคุณภาพชีวิต ยัน”คนละครึ่งพลัส-สารพัดนโยบาย”มาแน่ ขณะที่ชาวบ้านเอาใบปลิว”รูปชาดา”ใส่กระเป๋าอกซ้าย หยอดขอเก็บไว้ในหัวใจ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ จ.อุทัยธานี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.อุทัยธานี แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลงพื้นที่หาเสียงพร้อมกับ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เพื่อพบปะพูดคุย นำเสนอนโยบายกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ อ.บ้านไร่ โดยมีจุดปราศรัยสำคัญ 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณวัดหูช้าง ต.หูช้าง และศาลาบ้านใหม่โพธิ์งาม ต.หนองจอก อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชน พร้อมเชิญชวนให้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนในพื้นที่ทราบข่าวและให้ความสนใจเดินทางมาร่วมรับฟังนโยบายเป็นจำนวนมาก

โดยทันทีที่มาถึง น.ส.ซาบีดา ได้ไหว้ขอคะแนนประชาชน พร้อมพูดติดตลกว่า “เหมือนพ่อไหมจ๊ะ” ก่อนที่ชาวบ้านจะเหน็บใบปลิวรูปนายชาดา ไว้ที่กระเป๋าเสื้อมุมซ้าย พร้อมระบุ “ขอเก็บไว้ที่หัวใจ”

น.ส.ซาบีดา เปิดเผยว่า พรรคภูมิใจไทยเข้ามาทำงานเพียง 2 – 3 เดือนเท่านั้น แต่เราสามารถทำผลงานได้มากมาย คนละครึ่งพลัส ดีหรือไม่ และพรรคภูมิใจไทย เรามีสโลแกนพูดแล้วทำพลัส คือ พูดแล้วทำมากยิ่งกว่าเดิม พรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะการสร้างงาน สร้างรายได้ และการแก้ไขปัญหาสังคม ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคมุ่งมั่นผลักดัน

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า สำหรับนโยบายด้านผู้สูงวัย พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ และมีค่าใช้จ่ายที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลแบบครบวงจร หากพรรคได้รับความไว้วางใจให้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย 1 หมู่บ้าน พยาบาลอาสา เพื่อเพิ่มอัตราการจ้างงานประมาณ 100,000 อัตรา โดยพยาบาลอาสาจะทำหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงหญิงตั้งครรภ์ในชุมชน กำหนดรูปแบบการจ้างงานเป็นสัญญาระยะเวลา 4 ปี พร้อมค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท รวมไปถึงด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด ที่จะมีการจัดตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดในทุกอำเภอ อำเภอละ 10 ศูนย์ เพื่อรองรับการบำบัดผู้เสพอย่างทั่วถึง โดยมุ่งเน้นกระบวนการฟื้นฟู คืนคนดีสู่สังคม และลดผลกระทบจากปัญหายาเสพติดในชุมชนอย่างยั่งยืน

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งในนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการต่อเนื่อง ก็คือโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม โดยมุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจชุมชนและร้านค้ารายย่อยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ขณะเดียวกันก็สร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับนโยบายด้านการศึกษา ภายใต้ชื่อ การศึกษาเท่าเทียมพลัส โดยจะจัดตั้งแพลตฟอร์มการเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่เสียค่าใช้อินเทอร์เน็ต พร้อมส่งเสริมแนวคิดเรียนฟรี เรียนได้จริง และจบแล้วมีงานทำ

น.ส.ซาบีดา กล่าวด้วยว่า ขณะที่ประเด็นด้านพื้นที่ชายแดน พรรคภูมิใจไทยได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนในหลายพื้นที่ เกี่ยวกับผลกระทบจากการตั้งด่าน และปัญหาความมั่นคง จึงมีนโยบายมุ่งเน้นการสร้างแนวป้องกัน เช่น การติดตั้งรั้วตาข่าย เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย การลักลอบค้ายาเสพติด รวมถึงการลักลอบนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย ทั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า แนวทางการดำเนินนโยบายด้านชายแดนจะครอบคลุมทุกมิติทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัย และความมั่นคงให้กับประชาชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว

– 006

ไม่กระทบหาเสียงพรรค! ปมกกต.ถอนชื่อ’ชลสิทธิ-ก้องเกียรติ’ โว’กล้าธรรม’ส่งกว่า300เขต

ไม่กระทบหาเสียงพรรค! ปมกกต.ถอนชื่อ'ชลสิทธิ-ก้องเกียรติ' โว'กล้าธรรม'ส่งกว่า300เขต

ไม่กระทบหาเสียงพรรค! ปมกกต.ถอนชื่อ’ชลสิทธิ-ก้องเกียรติ’ โว’กล้าธรรม’ส่งกว่า300เขต

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

‘ธรรมนัส’เผยกกต.ถอนชื่อ’ชลสิทธิ’เขต2 ภูเก็ต และ’ก้องเกียรติ’เขต7 นครศรีธรรมราช ผู้สมัคร สส. พรรคกล้าธรรม ไม่กระทบกับการหาเสียงของพรรค เพราะกล้าธรรม ส่งกว่า 300 เขต เชื่อไม่มีใครกลั่นแกล้งพร้อมเดินหาเสียงที่เหลือเต็มที่

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่าจากกรณีที่ วานนี้ (22 ม.ค.) ศาลฏีกาได้มีคำสั่งให้ถอดถอนชื่อของ นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.เขต 2 จ.ภูเก็ต สังกัดพรรคกล้าธรรม กรณีถือหุ้นสื่อ ว่า เรื่องดังกล่าวทางพรรค ได้รับทราบว่า นายชลสิทธิ์ ได้ถือหุ้นภายหลังที่บุคคลดังกล่าวสมัครลงรับเลือกตั้งไปแล้ว พร้อมได้ตรวจสอบแล้วพบว่ายังถือหุ้นในบริษัทสื่อในสัดส่วนร้อยละ 1 และทางพรรคได้แจ้งเตือนไปยังผู้สมัครแล้ว ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ และเมื่อผลปรากฏออกมาตามข่าวที่ปรากฏก็ต้องยอมรับ 

สำหรับกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ที่กกต. ได้มีหนังสือแจ้งให้ถอนชื่อในการสมัครเลือกตั้ง สส. เขต 7 จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจาก เคยต้องคำพิพากษาในคดีลักต้นไม้ 4 ต้น โดยโทษจำคุกให้รอการลงอาญา 2 ปีนั้น มองว่าเป็นเรื่องของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในอดีตของผู้สมัครคนดังกล่าวและคู่กรณี ซึ่งก็จะต้องมีการร้องศาลต่อสู้คดีกันต่อไป แต่ในขณะนี้สิทธิ์ของผู้สมัครคนดังกล่าวยังถือเป็นผู้สมัครอยู่ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งชัดเจน พร้อมย้ำว่าทั้ง 2 กรณีที่เกิดขึ้นกับผู้สมัครสังกัดพรรคฯนั้น ไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง

ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อภาพรวมของพรรคกล้าธรรมในการสมัครลงรับเลือกตั้งในครั้งนี้หรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมส่งผู้สมัครกว่า 300 เขต หากมีผู้สมัครหายไป 2 เขต เชื่อว่าไม่กระทบต่อภาพรวมของการเลือกตั้งในครั้งนี้

‘นายกฯ’เผยรับหนังสือเชิญเข้าร่วมคกก.สันติภาพของ’ทรัมป์’แล้ว โยนรัฐบาลหน้าตัดสินใจ

'นายกฯ'เผยรับหนังสือเชิญเข้าร่วมคกก.สันติภาพของ'ทรัมป์'แล้ว โยนรัฐบาลหน้าตัดสินใจ

‘นายกฯ’เผยรับหนังสือเชิญเข้าร่วมคกก.สันติภาพของ’ทรัมป์’แล้ว โยนรัฐบาลหน้าตัดสินใจ

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.45 น.

‘นายกฯ’เผยรับหนังสือเชิญเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพแล้ว ชมน่ารัก หลัง’โดนัลด์ ทรัมป์’ลงนามชื่อเล่น แจงขอเวลาให้รัฐบาลหน้าตัดสินใจ เหตุเป็นรัฐบาลรักษาการ ชี้ต้องพิจารณาความคุ้มค่า เสียเงินไปต้องได้ประโยชน์ ลั่นคิดมากเปลืองพื้นที่สมองหลังถูกถาม ‘ทรัมป์’ส่งหนังสือถึงกัมพูชาก่อน

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ที่อิมแพคเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่งหนังสือเชิญเกี่ยวกับ Comprehensive Plan to End the Gaza Conflict และข้อริเริ่มของสหรัฐฯ ในการจัดตั้งคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดว่า ตนได้รับจดหมายแล้ว ซึ่งจดหมายน่ารักมาก เพราะนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้ลงลายเซ็นที่เป็นทางการ แต่ลงนามชื่อว่า“โดนัลด์” 

นายอนุทิน กล่าวว่า เรารับทราบเจตนาและได้ตอบไปว่าขณะนี้เราเป็นรัฐบาลรักษาการ คงไม่สามารถไปผูกพันอะไรกับรัฐบาลใหม่ได้ แต่ก็จะส่งเรื่องนี้ไปยังผู้นำรัฐบาลชุดต่อไป หากมีเรื่องนี้ค้างคาอยู่ก็ขอให้ได้พิจารณาให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าเท่าที่ประเมินคิดว่าการเข้าร่วมคณะกรรมการสันติภาพ จะมีผลดีผลเสียอย่างไรกับประเทศไทย  นายอนุทิน กล่าวว่า ผลดีก็เยอะ ทั้งเรื่องของการสร้างสันติภาพ ความสงบสุขและการสร้างเครือข่ายในนานาประเทศ แต่ผลเสียคือเสียเงินเยอะ ก็ต้องอยู่ที่รัฐบาลใหม่ว่าตัดสินใจอย่างไร หากมีการเสียเงินไปแล้วได้ประโยชน์ต่างๆ มากมาย แต่ทำให้ประเทศมีความสงบและไม่เป็นการตอบสนองความต้องการใดๆ ของประเทศใดประเทศหนึ่งก็คงต้องนำมาพิจารณา แต่ขณะนี้ตนทำหน้าที่พียงการส่งต่อ

เมื่อถามว่า ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีการส่งมาในช่วงเวลานี้ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะงานในการเป็นหน้าที่ของรัฐบาลยังคงดำรงอยู่

เมื่อถามว่าจะถูกโยงกับชายแดนที่เรากำลังแก้ปัญหาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จดหมายคงไม่ได้เขียนมาเฉพาะกรณีข้อพิพาทไทยกับกัมพูชาเพราะมีการส่งจดหมายลักษณะนี้ไปอีกหลาย สิบประเทศซึ่งก็มีประเทศที่ตอบรับแล้ว มีประเทศที่พิจารณาอยู่ และก็มีประเทศที่ไม่เห็นด้วย แต่อย่างที่บอกไปว่ากรณีนี้ประเทศไทยยังพิจารณาไม่ได้จึงขอเวลาอีกหน่อย

เมื่อถามว่า ประเทศในกลุ่มอียูส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า คงเนื่องจากภูมิรัฐศาสตร์ของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตถึงหนังสือดังกล่าว มีการส่งให้กับทางกัมพูชาก่อนไทย นายอนุทิน กล่าวว่า “อย่าคิดมาก เพราะไม่ว่าจะส่งใครก่อน ก็ได้รับช่วงเวลาเดียวกัน ขออย่าคิดมากเกินไป การคิดมากเกินไป ทำให้เปลืองพื้นที่สมอง ขอให้คิดอะไรให้เป็นประโยชน์กับประเทศดีกว่า”

เมื่อถามว่าถามว่า หากภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาลในครั้งหน้า จะลำบากใจในการพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องดูตามสถานการณ์ไม่ใช่เฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเรากับเพื่อนบ้าน แต่ต้องดูในภูมิภาคและการเชื่อมโยงกับคนของโลก เพราะประเทศเราไม่ใช่ประเทศที่ถึงขนาดที่พูดแล้วจะไปมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของประเทศอื่น จึงต้องดูเพราะทุกอย่างมีบวก มีลบ 

เมื่อถามย้ำอีกว่าถึงแม้จะบอกว่าอย่าคิดมากแต่ต้องคิดเผื่อหรือไม่เพราะ นายอนุทิน ก็เป็นหนึ่งในคนที่เป็นกระแสจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน 

‘อนุทิน’ตอก’ธนาธร’ไม่ใช่หน้าที่นักการเมืองทวงค่าซ่อมบ้านหาดใหญ่ รับอาจมีตกหล่นต้องคอยสำรวจ

'อนุทิน'ตอก'ธนาธร'ไม่ใช่หน้าที่นักการเมืองทวงค่าซ่อมบ้านหาดใหญ่ รับอาจมีตกหล่นต้องคอยสำรวจ

‘อนุทิน’ตอก’ธนาธร’ไม่ใช่หน้าที่นักการเมืองทวงค่าซ่อมบ้านหาดใหญ่ รับอาจมีตกหล่นต้องคอยสำรวจ

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.27 น.

‘อนุทิน’ตอก’ธนาธร’ไม่ใช่หน้าที่นักการเมืองทวงค่าซ่อมบ้านหาดใหญ่ ย้อนถามสื่อชื่อ’บ่าง’หรือ หลังถามมองเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ รับอาจมีตกหล่นต้องคอยสำรวจ 

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ที่อิมแพค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาเรียกร้องให้เร่งจ่ายเงินค่าซ่อมบ้านที่น้ำท่วมใน อ.หาดใหญ่ ว่าคณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติในเรื่องของเงินเยียวยา เพิ่มเติมที่ อ.หาดใหญ่ ซึ่งบางคนยังไม่ได้แต่หลายคนได้แล้ว คำถามต้องตั้งให้ถูกมีบางคนไม่ได้ตกหล่น ไม่ได้มาขึ้นทะเบียน ช่วงหลังจึงมาขึ้นทะเบียน ก็เลยถือโอกาสนี้ นำเสนอเรื่องน้ำท่วม เกิน 3 เดือน 6 เดือน จำได้หรือไม่อย่างเหตุการณ์ที่ จ.อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา คณะรัฐมนตรีเสนอกรรมการการเลือกตั้งไป กกต. เพิ่งอนุมัติมา ในส่วนนี้พออนุมัติมาแล้ว ก็ดำเนินการต่อไป

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองไม่ใช่หน้าที่ของนักการเมืองที่จะมาทวง มันเป็นงานประจำของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่เราทำตามขั้นตอน เมื่อมันตกหล่นตกสำรวจก็ไปเติมเต็มมา เชื่อว่าตอนนี้อาจจะยังมีคนตกหล่น คนอาจจะยังไม่ขึ้นทะเบียน ซึ่งต้องคอยสำรวจ เพราะต้องใช้งบกลาง และในช่วงนี้ช่วงยุบสภาจะผ่านคณะรัฐมนตรีไม่พอต้องผ่านกกต. ด้วย กกต. พิจารณาเห็นชอบ แล้วถึงจะกลับมา ใครจะมาทวงถาม ให้ไปทวงปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะคณะรัฐมนตรีให้อำนาจเต็มในการดำเนินการเรื่องนี้ หากทำอะไรตอนนี้เดี๋ยวจะหาว่ามาหาเสียง คนที่จะมาหาเรื่องหาได้ทุกเรื่อง แต่ผมทำด้วยเจตนาสุจริต ไม่มีความกังวลใจใดๆ” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าจะเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ ที่ออกมาพูดช่วงนี้ นายกรัฐมนตรีย้อนถามสื่อว่าชื่อเล่นชื่อบ่างหรือเปล่า ไม่เอาไม่ถามอะไรที่ตนตอบไปแล้ว ว่า ครม. อนุมัติแล้ว กกต. อนุมัติแล้ว อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยแล้ว ปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นมติคณะรัฐมนตรี มันก็จบตรงนั้นไม่มีอะไรต้องบอกเพิ่มเติม

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ธนาธร’จี้’อนุทิน’เร่งจ่ายเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหาดใหญ่)

‘รวมไทยสร้างชาติ’โบกธงชัย ปล่อยคาราวานลุยภาคกลาง-ตะวันออก-ตะวันตก

‘รวมไทยสร้างชาติ’โบกธงชัย ปล่อยคาราวานลุยภาคกลาง-ตะวันออก-ตะวันตก

‘รวมไทยสร้างชาติ’โบกธงชัย ปล่อยคาราวานลุยภาคกลาง-ตะวันออก-ตะวันตก

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

“รวมไทยสร้างชาติ”โบกธงชัย ปล่อยคาราวานลุยภาคกลาง-ตะวันออก-ตะวันตก ชู“แก้มลิงทุกจังหวัด”ฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ย้ำจุดยืนพิทักษ์เอกราช สร้างขวัญกำลังใจทหาร

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี , นายนราพัฒน์ แก้วทอง , นายวิทยา แก้วภราดัย , พันเอก เฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค , นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ กรรมการบริหารพรรค และ นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ร่วมพิธีปล่อยขบวนคาราวานมุ่งสู่ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคตะวันตก ท่ามกลางกลุ่มเกษตรกร ชาวนา และประชาชนจากหลายพื้นที่ที่เข้าร่วมสะท้อนปัญหาและให้กำลังใจอย่างคึกคัก

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า พรรคมีนโยบายผลักดัน ศาลที่ดิน เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและความไม่เป็นธรรมในการฟ้องร้องระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ พร้อมประกาศจุดยืน ปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด หากพบเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ต้องได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย

ด้านความมั่นคง นายพีระพันธุ์ ระบุว่า พรรคยึดหลัก พิทักษ์อธิปไตยของชาติ เตรียมสนับสนุนงบประมาณกองทัพ สร้างรั้วแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดระยะทาง 798 กิโลเมตร ป้องกันการรุกล้ำ พร้อมย้ำจุดยืน ยกเลิก MOU 43 และ 44 เพื่อรักษาผลประโยชน์ด้านพลังงานและดินแดนทางทะเลของประเทศ

ในโอกาสนี้ น.ต.ดร.ปุณณัฐส์ นำพา อดีตนักบินขับไล่กองบินที่ 21 จ.อุบลราชธานี และครูการบิน รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย พล.อ.กังวาน สุจินต์ อดีตรองเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร พล.ร.ต.วชิระ ประทีปวานิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือ, อดีตคณะที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม และอนุกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร พล.ร.ต.จตุพร ศุขเฉลิม อดีตรองผู้บัญชาการทัพเรือ ภาค 1 พล.ต.นิวัต ก้อนทอง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก และที่ปรึกษาหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ร่วมกันกล่าวคำปฏิญาณตน เพื่อแสดงจุดยืนที่แน่วแน่ว่าจะร่วมกันปกป้องและรักษามรดกของสถาบัน โดยระบุว่า “ข้าพระพุทธเจ้าจะรักษามรดกของพระองค์ท่านไว้ด้วยชีวิต” และได้ย้ำถึงเจตนารมณ์ที่จะนำความรู้ความสามารถมาช่วยสืบสานและผลักดันนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ขณะที่ นายนราพัฒน์ ระบุว่า พรรคมีแผนยกระดับภาคเกษตรด้วยการปรับปรุงพันธุ์พืชให้สอดคล้องความต้องการตลาด เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ควบคู่ระบบบริหารจัดการน้ำ 3 ระดับ ได้แก่ การใช้เรดาร์พยากรณ์ฝน การสร้างแก้มลิงทุกจังหวัด และการใช้โซลาร์เซลล์ในระบบสูบน้ำ ลดภาระค่าไฟของท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังเตรียมผลักดันการใช้โพแทสเซียมผลิต “ปุ๋ยรัฐ” จำหน่ายในราคาไม่เกิน 500 บาทต่อกระสอบ แก้ปัญหาต้นทุนการผลิตและการผูกขาดของนายทุน พร้อมปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเพื่อการเกษตร

สำหรับการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร นายนราพัฒน์ เสนอแนวคิดเปลี่ยนจากการขายข้าวเปลือกเป็นการขายข้าวสาร โดยรัฐสนับสนุนโรงสีขนาดเล็กและระบบแปรรูปครบวงจร ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เทียบเท่าราคาข้าวเปลือกสูงถึง 15,000 บาทต่อเกวียน รวมถึงส่งเสริมโรงไฟฟ้าชีวมวล ลดปัญหาการเผาในภาคเกษตร

ทั้งนี้ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยจาก 60 จังหวัดทั่วประเทศ สะท้อนวิกฤตความเดือดร้อนต่อพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยยื่นข้อเสนอเร่งด่วน 5 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง 1.5 – 2 ตันต่อไร่, การจัดหาแหล่งน้ำให้ทั่วถึง และการแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงจนถึง 7,000 บาทต่อไร่ พร้อมเสนอให้รัฐกำหนดระเบียบช่วงเวลาการเผาตอซังข้าว แทนการสั่งห้ามเด็ดขาดเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการไถกลบ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ประกันราคารับซื้อข้าวสารไม่ต่ำกว่า 8,000 บาทต่อตัน และผลักดันโครงการ “โซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร” เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและน้ำมันอย่างยั่งยืน

ทางด้านตัวแทนชาวนาจากจังหวัดชัยนาท ได้ร่วมสะท้อนความเชื่อมั่นต่อหัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่เคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือและมอบความเป็นธรรมกรณีถูกโกงเงินค่าข้าวเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขณะที่ตัวแทนจากอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ยืนยันถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ภายใต้การกำกับดูแลของนายพีระพันธุ์เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งในรัฐบาล  และพร้อมสนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติให้เข้ามาสานต่อนโยบายเพื่อยกระดับชีวิตเกษตรกร

สำหรับบรรยากาศในการปล่อยขบวนคาราวาน นายพีระพันธุ์และคณะผู้บริหารพรรค ร่วมกันโบกธงชัย ส่งขบวนคาราวานชุดสุดท้ายออกเดินทาง ปักธงสู้ศึกเลือกตั้งทั่วประเทศ พร้อมย้ำความเชื่อมั่นว่านโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถตอบโจทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง

– 006