‘ธนาธร’เยือนนราธิวาส สู้ไม่ท้อเปิดโปงทุนเทา ‘ตั๋วช้างของพี่น้องตำรวจ-ทหารเกณฑ์ถูกซ้อม’

'ธนาธร'เยือนนราธิวาส สู้ไม่ท้อเปิดโปงทุนเทา 'ตั๋วช้างของพี่น้องตำรวจ-ทหารเกณฑ์ถูกซ้อม'

‘ธนาธร’เยือนนราธิวาส สู้ไม่ท้อเปิดโปงทุนเทา ‘ตั๋วช้างของพี่น้องตำรวจ-ทหารเกณฑ์ถูกซ้อม’

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.05 น.

“ธนาธร”เยือนนราธิวาส ย้ำจุดยืน “เราเอาจริง” สู้ไม่ท้อ ตั้งแต่ตั๋วช้างของพี่น้องตำรวจ ทหารเกณฑ์ถูกซ้อมในค่ายทหาร เปิดโปงทุนเทา สู้กับทุนผูกขาดพลังงานไฟฟ้า นราธิวาสดีกว่านี้ได้ ขอให้เชื่อมือพรรคประชาชน กาส้มสองใบ

23 มกราคม 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน และรอมฎอน ปันจอร์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ได้เดินทางมาที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชน

โดยระหว่างการปราศรัย นายธนาธรได้กล่าวขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่ให้กำลังใจมาตลอดทาง และกล่าวต่อว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ พรรคประชาชนต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตั๋วช้างของพี่น้องตำรวจ เรื่องทหารเกณฑ์ถูกซ้อมจนเสียชีวิตในค่ายทหาร ต่อสู้กับกลุ่มนายทุนพลังงานที่ผูกขาดไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟแพง ต่อสู้กับสแกมเมอร์ไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพวกเราเอาจริง

นายธนาธร กล่าวต่อว่า ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังพยายามทำลายพรรคประชาชน เพราะกลัวว่าหากพรรคประชาชนได้เข้าไปเป็นรัฐบาล จะเข้าไปจัดการเช็คบิลบุคคลที่เคยกระทำผิดไว้ในอดีต กลัวว่าพรรคประชาชนจะเข้าไปจัดระเบียบระบบผลประโยชน์ ทำให้การทุจริตคอร์รัปชันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังขอให้พี่น้องชาวนราธิวาสอย่ายอมทนต่อการซื้อสิทธิขายเสียง เพราะเป็นสิ่งที่ผิดทั้งหลักศาสนาและผิดกฎหมาย อย่าทำให้เรื่องที่ไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ การซื้อสิทธิขายเสียงคือการขายอนาคตของลูกหลาน หากอยากได้อนาคตที่สว่างไสว ไม่มีอิทธิพลทั้งสีเทาหรือสีดำ ก็ขึ้นอยู่กับทุกท่านว่าจะตัดสินใจให้อะไรกับอนาคตของประเทศไทย

หากสังคมดีขึ้น อยากเห็นนราธิวาสกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง มีนักท่องเที่ยว มีนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่ อยากเห็นสันติภาพที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงต่อชาวนราธิวาส ก็ขอให้เลือกพรรคประชาชน และขอให้ความสันติสุขจงมีแด่ชาวนราธิวาส

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวในพื้นที่ได้สอบถามว่า หากเลือกพรรคประชาชนแล้ว จะโหวตให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือไม่ นายธนาธรกล่าวว่า จะไม่มีการขานชื่ออนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชนอีกแล้ว พร้อมวอนพี่น้องประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว

นราธิวาสมีทั้งหมด 5 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาชนส่งผู้สมัครครบทุกเขต ดังนี้ 
อามีเน๊าะ อารง เขต 1 (เบอร์ 6)
ฮัมรัน เทพลักษณ์ เขต 2 (เบอร์ 3)
มูฮัมหมัดอัสมัน โดยสมาน เขต 3 (เบอร์ 5)
อักบัร เชราลี เขต 4 (เบอร์ 4)
ลุกมาน มูซอ เขต 5 (เบอร์ 6) 

‘เพื่อไทย’แถลงศูนย์ปราบโกง รับแจ้งทุจริตเลือกตั้ง 61 เรื่อง ส่งร้อง กกต.แล้ว 7 เรื่อง

‘เพื่อไทย’แถลงศูนย์ปราบโกง รับแจ้งทุจริตเลือกตั้ง 61 เรื่อง ส่งร้อง กกต.แล้ว 7 เรื่อง

‘เพื่อไทย’แถลงศูนย์ปราบโกง รับแจ้งทุจริตเลือกตั้ง 61 เรื่อง ส่งร้อง กกต.แล้ว 7 เรื่อง

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.52 น.

“เพื่อไทย”แถลงศูนย์ปราบโกง รับแจ้งทุจริตเลือกตั้ง 61 เรื่อง ส่งร้อง กกต.แล้ว 7 เรื่อง ซื้อเสียงปทุมธานี-สตูล-สุพรรณบุรี-บึงกาฬ-กทม. / พบ 26 จังหวัดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าเพิ่มจากปี 66 เกิน 100% สั่งจับตา 1 ก.พ. ด้าน”ประเสริฐ”ยื่นฟ้อง”ศุภชัย”หมิ่นประมาทกรณี MOU ศาลนัด 23 มี.ค. “ภูมิธรรม”ฝาก ขรก.เป็นกลาง

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง , นายประเสริฐ จันทรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมแถลงข่าวการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เปิดศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา ถึงปัจจุบัน ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ตั้งแต่วันที่ 5 – 22 มกราคม ศูนย์ได้รับแจ้งเรื่องการทุจริตเลือกตั้งรวมประมาณ 61 เรื่อง คัดแยกแล้วเป็นเรื่องที่มีมูลความผิด

สำหรับเรื่องที่มีมูล ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแจกสิ่งของ การให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด รวมถึงการใส่ร้ายด้วยความเท็จ ซึ่งล้วนเป็นความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ศูนย์ได้รวบรวมข้อเท็จจริงและยกร่างคำร้อง เพื่อแจ้งพนักงานสอบสวนและแจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในแต่ละจังหวัดที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้ได้มีการแจ้งเรื่องร้องเรียนแล้วประมาณ 7 เรื่อง ในจังหวัดต่างๆ เช่น ปทุมธานี สตูล สุพรรณบุรี บึงกาฬ และกรุงเทพมหานคร 3 เรื่อง เป็นกรณีการให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อจูงใจในการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดถือเป็นการทุจริตเลือกตั้ง

ศูนย์รับแจ้งเบาะแสดำเนินการอย่างเข้มข้น และจากสัญญาณที่ปรากฏในขณะนี้เห็นได้ชัดว่ามีการให้เงินทอง หรือทรัพย์สิน เพื่อหวังผลต่อการเลือกตั้ง ขอฝากไปถึง กกต.ให้พิจารณาดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ศูนย์ปราบโกงได้วิเคราะห์ข้อมูลการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า พบว่า มี 26 จังหวัด ที่มีจำนวนผู้ลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 บางจังหวัดเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เช่น จ.พะเยา ปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า 5,717 คน ในการเลือกตั้งปี 2569 เพิ่มเป็น 13,030 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 127.99 และ จ.ขอนแก่น ปี 2566 มีผู้ลงทะเบียน 6,540 คน แต่ปีนี้เพิ่มเป็น 14,279 คน การเพิ่มขึ้นในลักษณะนี้อาจเป็นสัญญาณของการซื้อเสียงล่วงหน้าหรือการซื้อเสียงข้ามเขต ใน 26 จังหวัด เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ นครปฐม นครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ปทุมธานี รวมถึงกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ศูนย์ปราบโกงได้แจ้งผู้สมัครของพรรค ให้จัดตั้งผู้สังเกตการณ์ประจำหน่วยเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เพื่อสังเกตกระบวนการลงคะแนน การถ่ายภาพ และการขนส่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พร้อมทั้งแจ้ง กกต.ให้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับจังหวัดที่มีการลงทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ

ด้าน นายประเสริฐ กล่าวว่า ช่วงนี้เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามจากฝ่ายผู้มีอำนาจในการทำให้ประเด็นต่างๆ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะกรณี MOU ซึ่งตนขอชี้แจง 3 ประเด็น

ประเด็นแรก ขณะนี้ได้ยื่นฟ้องนายศุภชัย ใจสมุทร ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ในข้อหาหมิ่นประมาทและความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง จากกรณีการแถลงข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงและใส่ร้ายด้วยความเท็จเกี่ยวกับการลงนามใน MOU เมื่อวันที่ 6 และ 8 มกราคม 2569 รวมถึงการนำข้อมูลอันเป็นเท็จไปเผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ตนเองและพรรคเพื่อไทยได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลได้นัดพิจารณาคดีในวันที่ 23 มีนาคม 2569 และอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม หากมีผู้ใดกระทำในลักษณะเดียวกัน จะดำเนินคดีตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

ประเด็นที่สอง ได้รับหนังสือจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เรียกให้ไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ MOU ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการใช้อำนาจทางการเมืองในการตรวจสอบ โดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นส่วนใหญ่เป็นบุคคลจากฝ่ายการเมือง อีกทั้งการกำหนดเวลาให้ชี้แจงภายใน 1 วัน ถือเป็นเรื่องผิดปกติ จึงตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายและระเบียบราชการหรือไม่

ประเด็นที่สาม เชื่อว่าการตั้งคณะกรรมการดังกล่าวอาจเกิดจากอคติส่วนตัว จากกรณีที่ตนเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาเรื่องการเสนอเงินจำนวน 40 ล้านบาท ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งขณะนี้ยังไม่ทราบความคืบหน้า จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ

ส่วน นายภูมิธรรม กล่าวถึงข้าราชการ ว่า ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา มักมีการใช้กลไกราชการไปเอื้อประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งในช่วงนี้พบว่ามีมากเป็นพิเศษ โดยมีรายงานทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการว่ามีการใช้อำนาจเรียกข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปหารือหรือสั่งการในที่ว่าการอำเภอ รวมถึงการนำเสื้อของพรรคการเมืองไปแจก โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายเลือกตั้ง ตนเชื่อในเกียรติและศักดิ์ศรีของข้าราชการ และขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันปกป้องความเป็นกลาง ความยุติธรรม และประชาธิปไตย ไม่ให้ผลการเลือกตั้งถูกบิดเบือนโดยอำนาจหรืออิทธิพลทางการเมือง พร้อมเตือนว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลย่อมเกิดขึ้นได้ และการกระทำที่ไม่สุจริตจะถูกตรวจสอบตามกฎหมายในที่สุด

เมื่อถามกรณีข่าวการซื้อเสียงในราคา 7,500 บาท นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้รับแจ้งตัวเลขดังกล่าว มีเพียงการร้องเรียนเรื่องการซื้อเสียงในหลายพื้นที่ โดยจำนวนเงินแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 500 1,000 หรือ 2,000 บาท ส่วนตัวเลข 7,500 บาท ถือว่าสูงมาก หากเป็นจริงจะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล เนื่องจากหนึ่งเขตเลือกตั้งมีผู้มีสิทธิประมาณ 100,000 คน

ส่วนพื้นที่ที่พบการร้องเรียนมาก ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันสูง เป็นเป้าหมายของการแพ้ชนะ รวมถึงบางจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันตกด้วย โดยเท่าที่ทราบไม่ใช่ เป็นการจ่ายรายหัวในอัตรา 7,500 บาท มากกว่านั้น เป็นการให้กับแกนนำ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในระดับหลักหมื่นถึงหลายหมื่นบาท

‘อนุทิน’ลั่นไม่ทำ‘โพล ภท.’ บอกแฮปปี้ลงพื้นที่ออร์แกนิกมากกว่า

‘อนุทิน’ลั่นไม่ทำ‘โพล ภท.’ บอกแฮปปี้ลงพื้นที่ออร์แกนิกมากกว่า

‘อนุทิน’ลั่นไม่ทำ‘โพล ภท.’ บอกแฮปปี้ลงพื้นที่ออร์แกนิกมากกว่า

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.41 น.

“อนุทิน”บอกปกติ”พท.”ประกาศอุดรฯเป็นเมืองหลวง ลั่นไม่ทำ”โพล ภท.” บอกแฮปปี้ลงพื้นที่ออร์แกนิกมากกว่า การันตีได้เลือกตั้งแต่นอน

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) ประกาศ จ.อุดรธานี เป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง จะส่งผลกระทบอะไรต่อการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่ ว่า แต่ละคนก็มีความผูกพันกับพื้นที่ มีสิทธิอยู่แล้ว พรรคภูมิใจไทยเวลาไปบุรีรัมย์ก็บอกว่าบุรีรัมย์เป็นต้นกำเนิดของพรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นแปลกตรงไหน ทุกคนมีความผูกพัน มีความดีใจภูมิใจที่ได้พูดในสิ่งที่ตัวเองภาคภูมิใจ ไม่ได้บอกว่าอุดรฯเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย เขาบอกว่าเป็นเมืองหลวงของเสื้อแดง เวลาไปบุรีรัมย์พอบอกว่าเป็นต้นกำเนิดของภูมิใจไทยคนก็เฮ เวลาอยู่บนเวทีแล้วชาวบ้านเฮก็มีกำลังใจ แต่ถ้าเงียบคนพูดเหงื่อตกและขาดกำลังใจ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อถามว่า หลายคนบอกว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะเป็นม้ามืด นายอนุทิน ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เพียงแต่กล่าวว่า “ถามเสียงน่ากลัวมากเลย”

เมื่อถามว่า หลายพรรคทำโพลของตัวเอง ในส่วนของภูมิใจไทยมีการทำโพลของพรรคหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่คอยสนใจเรื่องนี้ ตนสนใจไปหาเสียงแบบออร์แกนิกมากกว่า และมีความสุขที่ได้ไปแบบนี้ ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้พูดคุยได้รับฟังข้อเสนอแนะของประชาชนบางอย่าง เรานึกไม่ถึงเขาคิดแบบนี้ และตนกลับมาอันไหนที่เป็นเรื่องของงานประจำที่หน่วยงานราชการต้องทำตนก็บอกปลัด อธิบดี ให้ทำไปตามความต้องการของประชาชน รู้สึกว่าใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้มันเกิดประโยชน์โดยตรงกับประชาชน และรัฐบาลก็ได้ผลงานด้วย หน่วยงานก็ได้ผลงานด้วย ทำอย่างนี้มีความสุขแฮปปี้

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่แบบออร์แกนิกจะโน้มน้าวประชาชนได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถนัดอย่างไร แฮปปี้อย่างไร สบายใจอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง เมื่อถามว่า เวลาลงพื้นที่แบบออร์แกนิกมีการพูดถึงการแก้ปัญหาชายแดน และพรรคภูมิใจไทยก็มีแนวทางยกเลิกเอ็มโอยู 43 – 44 ทำไม่ไม่ใช้เรื่องนี้หาเสียงด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ตนเป็นนายกฯ ด้วย หากไม่ได้เป็นนายกฯ มันส์กว่านี้อีก เพราะเป็นนายกฯ พูดอะไรก็ต้องนึกถึงประเทศด้วย จึงมีข้อจำกัดบางอย่าง ถ้าตนไม่มีความรับผิดชอบต่อเกียรติภูมิของประเทศ ถ้าเขาไปตีความว่าเป็นคำพูดของนายกฯแล้วไปพูดสนุกสนานเร้าใจมันไม่ได้ ตนจึงเลือกที่จะระมัดระวัง และไม่ได้เอาเรื่องพวกนี้มาเป็นสาระในการหาเสียง การหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยคือทำอย่างไรให้ประชาชนแก้ไขปัญหาปากท้องได้

เมื่อถามว่า ขณะนี้ใกล้วันเลือกตั้งทำไมยังมีกระแสไม่ได้เลือกตั้งอีก นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี อย่าเสพโซเชียลเยอะ กกต.ได้หารือกับรัฐบาล และกระทรวงมหาดไทย ว่าหากมีเหตุการณ์อะไรไม่พึงประสงค์หรือทำให้การเลือกตั้งของประชาชนตามชายแดนมีปัญหา กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการจัดให้มีการเลือกตั้งด้วยการอำนวยความสะดวกต่างๆ กกต.ได้ลงนามและแจ้งรัฐบาลมาแล้ว เราก็รับทราบไปหมดแล้วก็ไม่มีอะไรแล้ว

เลขาฯส้มเดิมพัน 200 เก้าอี้! ตั้งเงื่อนไขบนความถดถอย?

เลขาฯส้มเดิมพัน 200 เก้าอี้! ตั้งเงื่อนไขบนความถดถอย?

เลขาฯส้มเดิมพัน 200 เก้าอี้! ตั้งเงื่อนไขบนความถดถอย?

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.40 น.

คำพูดของ ศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน หรือพรรคส้ม ที่ระบุว่าหากการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 พรรคได้ สส. ไม่ถึง 200 ที่นั่ง ตนพร้อม “พิจารณาตัวเอง” ฟังในชั้นแรกอาจดูเหมือนท่าทีรับผิดทางการเมือง

แต่เมื่อวางลงบนสภาพสนามเลือกตั้งจริง คำพูดนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเป้าหมาย หากทำหน้าที่เป็นคำอธิบายล่วงหน้ามากกว่า

การเมืองที่มั่นใจว่าจะชนะ มักพูดถึงการขยายฐาน วิธีปิดเกม หรือการจัดการกับความกังวลของสังคมให้จบก่อนวันเลือกตั้ง

แต่การเมืองที่ไม่แน่ใจ มักเริ่มต้นด้วยการตั้งเงื่อนไขความรับผิดเอาไว้ก่อน และนี่คือสิ่งที่สะท้อนออกมาจากประโยค “200 ที่นั่ง” ของเลขาธิการพรรคส้ม

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พรรคส้มเคยพูดถึงเป้าหมายเกิน 250 ที่นั่ง เคยพูดถึงการตั้งรัฐบาลพรรคเดียว และเคยใช้ภาษาที่เชื่อว่ากระแสจะพาไปไกลกว่าการเลือกตั้งปี 2566

วันนี้ ตัวเลข 250 หายไปโดยไม่มีคำอธิบาย เหลือเพียง 200 พร้อมเงื่อนไขการพิจารณาบทบาทของคนหนึ่งคน

การขยับจาก 250 ลงมาเหลือ 200 ไม่ใช่แค่การปรับตัวเลข หากคือการถอยระดับความเชื่อมั่นของพรรคเอง โดยไม่ได้พูดกับสังคมตรง ๆ ว่าอ่านสนามใหม่อย่างไร

การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มในเวลานั้นได้ 151 ที่นั่ง ตัวเลขนี้เกิดขึ้นในช่วงที่กระแสแรงที่สุด ความหวังสูงที่สุด และแรงต้านจากฝั่งตรงข้ามยังไม่จัดระบบเต็มที่

151 ที่นั่งคือเพดานที่เกิดในวันที่ทุกอย่างเอื้อ ไม่ใช่วันที่สนามซับซ้อนแบบวันนี้

คำถามจึงเกิดขึ้น ในปี 2569 ที่บรรยากาศการเมืองเปลี่ยน ความกังวลด้านความมั่นคงเพิ่ม และฝ่ายอื่นแสดงภาพความพร้อมมากขึ้น

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขนั้นจะกระโดดขึ้นอีกเกือบ 50 ที่นั่ง

แม้แต่ตัวเลขระดับ 100 ที่นั่ง ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่การันตีได้ง่าย ในช่วงที่กระแสความมั่นคงเด่นขึ้น และผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้น้ำหนักกับบทบาทของกองทัพมากกว่าเดิม ขณะที่แกนนำพรรคส้มมีการวิจารณ์และด้อยค่าบทบาทของกองทัพและทหารมาอย่างต่อเนื่อง

ในบริบทเช่นนี้ คำถามว่าใครกำลังได้เปรียบจึงไม่อาจประเมินจากคำประกาศหรือคำอธิบายของพรรคใดพรรคหนึ่งได้ หากต้องมองไปที่พฤติกรรมการตัดสินใจจริงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ว่ากำลังให้ความสำคัญกับประเด็นใด และรู้สึกไว้วางใจกับท่าทีของใครมากกว่า

เมื่อหยิบผลสำรวจจาก สถาบันพระปกเกล้า มาวางในภาพเดียวกัน ต้องย้ำให้ชัดก่อนว่านี่คือสถาบันวิชาการด้านการเมืองและการปกครอง ทำหน้าที่ศึกษา วิจัย และสำรวจทัศนคติประชาชน เพื่อสะท้อนสภาพการเมืองในช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ใช่องค์กรพยากรณ์ผลเลือกตั้ง

ผลสำรวจพบว่า ประชาชน 26.2% ระบุว่ายังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม

รองลงมาคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 18.8%, อนุทิน ชาญวีรกูล 16.9%, ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 10.9% และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.2%

หากอ่านแค่ตัวเลข อาจดูเหมือนสนามยังเปิด ทุกฝ่ายพอมีพื้นที่หายใจ

แต่เมื่ออ่านผ่านพฤติกรรมผู้เลือกตั้งจริง ภาพกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ต้องยอมรับก่อนว่า คนที่เลือกพรรคส้มจำนวนมาก ตัดสินใจไปแล้ว เลือกจากจุดยืน และไม่ได้อยู่ในโหมดลังเล คะแนนในมือจึงเป็นคะแนนที่ตกผลึก มากกว่าคะแนนที่พร้อมเคลื่อน

ตัวแปรสำคัญของสนามจึงอยู่ที่ 26.2% ที่ยังไม่เลือกใคร ซึ่งเป็นก้อนคะแนนที่ใหญ่กว่าของผู้สมัครทุกคน และสามารถเปลี่ยนสมการทั้งกระดานได้

คนกลุ่มนี้ไม่ได้ชั่งใจว่าจะเลือกส้มหรือไม่เลือกส้ม แต่กำลังถามตัวเองว่าจะฝากประเทศไว้กับใครในฝั่งที่ไม่ใช่ส้ม ระหว่างอนุทิน ยศชนัน หรืออภิสิทธิ์

เมื่อดูรายละเอียดตามช่วงวัย จะเห็นว่ากลุ่มที่ลังเลมากที่สุดคือวัยทำงาน ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของประเทศ คนกลุ่มนี้ไม่ได้รอฟังพรรคส้มอธิบายอุดมการณ์เพิ่ม แต่กำลังพิจารณาเรื่องความมั่นใจ ความมั่นคง และภาพการคุมสถานการณ์จริง

ในกลุ่มลังเล ยังมีอดีตผู้เลือกส้มปะปนอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนแนวคิดทางการเมือง แต่เพราะเริ่มไม่มั่นใจบางประเด็น โดยเฉพาะท่าทีด้านความมั่นคงและการสื่อสารเรื่องบทบาททหารในช่วงที่สังคมอ่อนไหว

ภาพรวมที่เห็นจึงชัด ฐานพรรคส้มยังอยู่ แต่ไม่ขยาย และในเกมเลือกตั้ง ฐานที่ไม่ขยายคือความเสี่ยงสูง เพราะอีกฝั่งยังมีพื้นที่ดึงคนลังเลไปตัดสินใจในช่วงท้าย

เมื่อกลับมาที่คำว่า “พิจารณาตัวเอง” ความย้อนแย้งจึงยิ่งชัด เพราะหากจะพิจารณากันจริง คำถามนี้ควรเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์ผู้สมัครสส. ของพรรคถูกออกหมายจับในข้อหาฟอกเงินและเว็บพนัน ไม่ใช่เพิ่งถูกหยิบมาเป็นเงื่อนไขหลังวันเลือกตั้ง

การหยิบคำนี้ขึ้นมาในจังหวะปัจจุบัน จึงไม่ได้สะท้อนความรับผิดที่เกิดขึ้นจริง หากสะท้อนวิธีอธิบายตัวเองทางการเมืองมากกว่า และยิ่งเมื่อถ้อยคำดังกล่าวออกจากตำแหน่งเลขาธิการ ซึ่งทำหน้าที่จัดการโครงสร้าง ไม่ใช่ขับเคลื่อนมวลชน น้ำหนักของมันยิ่งเป็นการจัดวางความเข้าใจต่อผลลัพธ์ มากกว่าการเดินเกมเพื่อชนะ

เมื่อมองทั้งภาพรวม คำประกาศ “ต่ำกว่า 200 ที่นั่งจะพิจารณาตัวเอง” จึงไม่ได้ถูกอ่านในฐานะความกล้า แต่ถูกอ่านว่าเป็นภาษาของคนที่ประเมินเพดานตัวเองไว้แล้วล่วงหน้า ว่าผลลัพธ์สุดท้ายมีข้อจำกัดอยู่ตรงไหน

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘ไอซ์’เดินสวน’เสรีพิศุทธ์’ไม่ไหว้ โดนเมนต์แรงไร้มารยาท แห่อวย’อนุทิน’จอดรถทักพรรคส้มยิ้มแย้ม

'ไอซ์'เดินสวน'เสรีพิศุทธ์'ไม่ไหว้ โดนเมนต์แรงไร้มารยาท แห่อวย'อนุทิน'จอดรถทักพรรคส้มยิ้มแย้ม

‘ไอซ์’เดินสวน’เสรีพิศุทธ์’ไม่ไหว้ โดนเมนต์แรงไร้มารยาท แห่อวย’อนุทิน’จอดรถทักพรรคส้มยิ้มแย้ม

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

‘ไอซ์’แค้นฝังหุ่น! หาเสียงเดินสวน’เสรีพิศุทธ์’ไม่ไหว้-ไม่ทัก โดนเมนต์แรงไร้มารยาท เจ้าตัวโผล่ย้อนคำพูด ลั่น’ไม่มีวันลืม’ อีกฟากชาวเน็ตแห่อวย’อนุทิน’จอดรถทักผู้สมัครสส.พรรคส้ม ยิ้มแย้ม-เป็นกันเอง 

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยทีมผู้สมัคร สส.พรรค ได้เดินหาเสียงภายในซอยละลายทรัพย์ ย่านสีลม โดยขณะเดินหาเสียงนั้น ได้เดินสวนแบบระยะประชิดกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่กำลังหาเสียงในพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน แต่ น.ส.รักชนก และทีมงาน ไม่มีการยกหรือไหว้ หรือกล่าวทักทายใดๆ กลับเดินผ่านไปเฉยๆ ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เพียงแต่มองเหลียวหลังตามไป พร้อมสีหน้างงงวย

ทั้งนี้ คลิปเหตุการณ์ดังกล่าวถูกพูดถึงในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก โดยชาวเน็ตบางส่วนคอมเมนต์ในเชิงมองว่า น.ส.รักชนก ไม่มีมารยาท ไม่รู้จักเด็กหรือผู้ใหญ่

ขณะที่ น.ส.รักชนก ได้โผล่คอมเมนต์คลิปดังกล่าวในเพจข่าวดังช่องหนึ่ง ระบุว่า “คนหนุ่มต้องสละเรือ ให้ประชาธิปไตยได้ไปต่อ ไม่มีวันลืมค่ะ” 

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เคยกล่าวช่วงประกาศร่วมจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล ที่เริ่มถึงทางตันหลังจากไม่ยอมถอยเรื่องการแก้มาตรา 112 โดยระบุช่วงหนึ่งว่า “เหมือนเรืออยู่กลางทะเล เรือล่ม มีคนแก่ ผู้หญิง เด็ก แล้วคนหนุ่ม เราจะต้องขึ้นเรือก่อนเหรอ ต้องให้เด็ก คนแก่ ผู้หญิง ขึ้นไปก่อน เราก็ยอมเสี่ยงภัย เรือลำที่สองมาก็ไป ไม่ใช่ไอ้หนุ่มขึ้นเรือก่อน ปล่อยให้ผู้หญิง เด็ก ผจญกรรมไม่ได้ ตอนนี้ต้องมีผู้เสียสละให้ประชาธิปไตยไปได้ ไม่งั้นไม่มีการเสียสละก็ไปไม่ได้”

นอกจากนี้ ยังปรากฎคลิปขณะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะเดินทางหาเสียงในพื้นที่ จ.นครราชสีมา โดยระหว่างทางได้เจอกับผู้สมัคร สส. จากพรรคประชาชน นายอนุทิน ได้เปิดกระจกรถ พร้อมทักทายอย่างเป็นกันเอง โดยผู้สมัคร สส.พรรคประชาชนคนดังกล่าว ก็เข้าไหว้ทักทายด้วยความอ่อนน้อม ทำให้ชาวเน็ตต่างชื่นชม ทั้งนายอนุทิน และผู้สมัคร สส.คนดังกล่าว โดยมีการเปรียบเทียบกับกรณีของ น.ส.รักชนก ที่เดินผ่าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ที่ไม่มีการไหว้หรือทักทายใดๆ เลย

‘มาร์ค’บุกตราด ทวงคืนเก้าอี้ สส. ย้ำตั้งใจพาประเทศออกจากหล่มคอร์รัปชัน-แก้ทุนเทา

‘มาร์ค’บุกตราด ทวงคืนเก้าอี้ สส. ย้ำตั้งใจพาประเทศออกจากหล่มคอร์รัปชัน-แก้ทุนเทา

‘มาร์ค’บุกตราด ทวงคืนเก้าอี้ สส. ย้ำตั้งใจพาประเทศออกจากหล่มคอร์รัปชัน-แก้ทุนเทา

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.50 น.

“มาร์ค”บุกตราด ทวงคืนเก้าอี้ สส. ย้ำตั้งใจพาประเทศออกจากหล่มคอร์รัปชัน-แก้ทุนเทา ยันได้เป็นรัฐบาลสร้างการเมืองโปร่งใส เปลี่ยนระบบราชการไม่ให้เรียกรับเงินจากประชาชน บอกเข้าใจปัญหาความรุนแรงชายแดน หนุนรัฐบาลใช้งบกลางแก้ปัญหาสู้รบ

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ตลาดแสนตุ้ง จ.ตราด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย , นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรค ตามภารกิจ พร้อมด้วย นายธีระ สลักเพชร อดีต สส.ตราด พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัย ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ที่ตลาดสดเทศบาลแสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด เพื่อช่วย นายปรีชาวิญช์ ฉิมผกา ผู้สมัคร สส.ตราด เบอร์ 7

โดยทันทีที่คณะของนายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึง ในเวลาที่บรรยากาศภายในตลาดที่เคยสัญจรตามปกติกลับคึกคัก มีประชาชนและพ่อค้าแม่ขายต่างเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมมอบดอกกุหลาบและพวงมาลัยเพื่อเป็นการให้กำลังใจ ส่งเสียงเชียร์ “สู้ๆ นะคะประชาธิปัตย์ เบอร์ 27” “ขวัญใจเลยค่ะ หลอของจริงนะคะ” และขอถ่ายรูปเป็นระยะๆ พร้อมนำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาขอถ่ายภาพที่ระลึกอย่างเนืองแน่น

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยย่อยบนรถแห่ ว่า ขอบคุณพี่น้องชาวตราดสำหรับมิตรภาพที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนาน และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่ถึง 20 วัน ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าสำหรับสถานการณ์สู้รบระหว่างไทยกัมพูชา ที่ชาวตราดได้รับผลกระทบ แม้ขณะนี้สถานการณ์ จะคลี่คลายไประดับหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ตนเป็นคนหนึ่งซึ่งเรียกร้องว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในช่วงนั้น ควรที่จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็ว เราในฐานะพรรคการเมืองไม่ติดใจถ้ารัฐบาลจะใช้งบกลางในการเร่งรัดในเรื่องเหล่านี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า วันนี้ที่มาต้องบอกว่าเหลือเวลาไม่ถึง 20 วัน จะมีการเลือกตั้ง พรรรคประชาธิปัตย์หวังว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประชาชนและประเทศได้ วันนี้บ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม มีปัญหามาก เรื่องใหญ่คือ ติดหล่มปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน ความไว้วางใจ ระบบยุติธรรม ที่ทำให้ชีวิตประชาชนมีปัญหากว่า 10 ปี ทั้งนี้ มีสิ่งที่ประชาชนเปลี่ยนแปลงได้ หากเอาคนมุ่งมั่นตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต เข้าปราบปรามการทุจริต และทุนเทา ตนเข้ามาทำงานช่วงสั้นๆ และยังไม่มีอำนาจ สามารถแกะรอยเส้นทางการเงิน และธุรกรรมที่ต้องสงสัยเกี่ยวกับทุนเทา ยื่น ก.ล.ต.และ ปปง. หากเป็นรัฐบาลการทำงานจะรวดเร็ว เรื่องอุปสรรค คน กฎหมาย จะดำเนินการเฉียบขาด จริงจังทันที และจะเดินหน้าสร้างบ้านเมืองสุจริต ปราบทุจริต ครบวงจร เปลี่ยนกฎระเบียบการติดต่อราชการ อนุญาต ไม่ให้ราชการเรียกเงินจากประชาชน เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนตรวจสอบ ทำเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงให้โปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งที่นำไปสู่คอร์รัปชัน

“นักการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่ง และมีอำนาจต่างๆ ต้องเปิดเผยเรื่องผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจทั้งหมด ถ้าทำได้ เรียกความเชื่อมั่นได้ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ตนหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน เพื่อเข้าไปผลักดันเรื่องดังงกล่าว เพื่อให้การเมืองสุจริตนำไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาพบปะกับพี่น้องที่ จ.ตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี เราให้ความสำคัญกับภาคตะวันออก เพราะว่าภาคตะวันออกก็เป็นแบบจำลองเล็กๆ ของประเทศไทย ในเรื่องของปัญหาต่างๆ เราอยากเห็นภาคการเกษตรได้รับการยกระดับขึ้น เพราะว่าเราอยากให้การแปรรูปอาหาร ผลไม้ ให้มีมูลค่าสูง สามารถที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ในการทำให้เศรษฐกิจโตได้เร็ว แบบที่เคยเป็นในอดีต เราอยากเห็นการปรับฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรม มาเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เราอยากเห็นการได้รายได้จากการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งเกือบทุกจังหวัดในภาคตะวันออกมีประเด็นเหล่านี้อยู่ทั้งสิ้น วันนี้ก็จะมีโอกาสได้นำสิ่งเหล่านี้มาพูดคุยกับพี่น้องภาคตะวันออกและหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนให้เราไปผลักดันเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้การเมืองสุจริตนำไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

– 006

‘นายกฯ’ยก‘สมุนไพรไทย’อันดับ 1 อาเซียน มั่นใจ‘อย.ทั่วโลก’เชื่อมั่น

‘นายกฯ’ยก‘สมุนไพรไทย’อันดับ 1 อาเซียน มั่นใจ‘อย.ทั่วโลก’เชื่อมั่น

‘นายกฯ’ยก‘สมุนไพรไทย’อันดับ 1 อาเซียน มั่นใจ‘อย.ทั่วโลก’เชื่อมั่น

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.03 น.

“นายกฯ”เปิดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ ยก”สมุนไพรไทย”อันดับ 1 อาเซียน มั่นใจ อย.ทั่วโลกเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ฮอลล์ 2 อาคารชาเลนเจอร์ 2 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดงานมหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ ประจำปี 2569 (มหกรรม อย. EXPO 2026 “From Local to Global”) โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายอนุทิน กล่าวว่า อาหารและยาเป็นปัจจัยพื้นฐานของความมั่นคงของมนุษย์และความมั่นคงของชาติวิกฤตการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ ภัยพิบัติ ภาวะโลกร้อน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก สะท้อนบทเรียนสำคัญให้พวกเราได้ทราบว่าประเทศใดสามารถพึ่งพาตนเองด้านอาหารและยาได้ ประเทศนั้นย่อมมีความมั่นคง และพร้อมรับมือกับวิกฤตและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน และยิ่งในปัจจุบันนี้ถ้าพูดแบบเข้าใจง่ายง่ายต้องบอกว่าโลกกำลังทะเลาะกันอย่างใหญ่โต หลายประเทศมีปัญหาการขาดซัพพลายทางอาหารและยาหรือ ต่อให้ไม่ขาดเขาก็ต้องซื้อในราคาที่แพงขึ้นมากจากมาตรการทางภาษีและการกีดกันทางการค้า ซึ่งประเทศไทยถือว่ามีความโชคดี นอกจากมีความมั่นคงทางอาหาร เรามีภาคเกษตรกรรมเป็นสัดส่วนที่สำคัญมีองค์การอาหารและยา หรือ องค์การอาหารและยา (อย.) คอยดูแลทั้งเรื่องมาตรฐานและการจำหน่ายยา เรายังเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารรายใหญ่ของโลกมีศักยภาพทางด้านทรัพยากรธรรมชาติความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เข้มแข็ง

นายกฯ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กล่าวมาไม่ใช่เพียงรากฐานของประเทศ แต่ยังเป็นความมั่นคงด้านอาหารและยาซึ่งมีผลต่อประชาชน สิ่งที่ทำต่อไปคือการมองไปข้างหน้าและวางตำแหน่งสำหรับประเทศไทยโดยต้องถือว่าประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงผู้ส่งออกสินค้าอาหารและยาเพียงอย่างเดียว แต่ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นประเทศที่สามารถเป็นพันธมิตรกับประเทศต่างๆ ในฐานะผู้สร้างความมั่นคงทางอาหาร และเป็นฮับของความมั่นคงทางอาหารให้กับโลกได้ โดยประเทศไทยส่งออกวัตถุดิบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มการแปรรูปและการสร้างหลักฆาตกรรม รวมถึงการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนคุณภาพและความปลอดภัยในทุกห่วงโซ่การผลิต นอกจากนี้ ยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพประเทศไทยมีจุดแข็งที่สามารถต่อยอด โดยเฉพาะสมุนไพรไทยซึ่งอยู่ในอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับ 4 ของเอเชีย

ทั้งนี้ อย.มีบทบาทในฐานะที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ทางด้านอาหารยาและผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพตลอดจนเครื่องมือแพทย์ให้มีการผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้อง มีคุณภาพและมาตรฐานมีความปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและอย่างรวมทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจากทั่วโลกด้วย

ภายหลังพิธีเปิด นายกฯ เยี่ยมชมนิทรรศการและบูธผลิตภัณฑ์สุขภาพภายในงาน

– 006

‘ศุภจี’เผยเคล็ดลับ เจรจาเวที‘WEF’สร้างแต้มต่อ‘ไทย’หนุนเอื้อทำการค้าโลก

‘ศุภจี’เผยเคล็ดลับ เจรจาเวที‘WEF’สร้างแต้มต่อ‘ไทย’หนุนเอื้อทำการค้าโลก

‘ศุภจี’เผยเคล็ดลับ เจรจาเวที‘WEF’สร้างแต้มต่อ‘ไทย’หนุนเอื้อทำการค้าโลก

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

“ศุภจี”เผยเคล็ดลับ เจรจาเวที”เวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม” ยัน”ไทย”มีภูมิศาสตร์ เป็นมิตรกับทุกประเทศ สร้างแต้มต่อในการเป็น”พาร์ทเนอร์”หนุนเอื้อทำการค้าโลก

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงภารกิจที่เข้าร่วมประชุม “เวิลด์ อีโคโนมิกส์ ฟอรั่ม” (WEF) ณ เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ถึงข้อได้เปรียบของประเทศไทย ในการเจรจาการค้าขาย ว่า ประเทศไทยสามารถจะฉวยโอกาสได้ในเรื่องของ Geographic (ภูมิศาสตร์) เนื่องจากว่าประเทศไทยเป็นเหมือนกับหัวใจของเอเชีย สามารถจะเชื่อมโลก ระหว่างข้างบนกับข้างล่าง คือ North กับ South Corridor ได้ คือประเทศจีน ลงไปข้างล่าง หรือว่าเราจะเชื่อมจากขวา ไปซ้าย ซึ่งตอนนี้อินเดีย เซาท์เอเชีย ก็เป็นประเทศที่เป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

“ในแง่ของภูมิศาสตร์ของเราดี และในเรื่องของท่าทีของเราด้วย คือท่าทีของเราเป็นมิตรกับทุกประเทศ เวลาที่กลุ่มของประเทศกลุ่มนี้ต้องการที่จะ Divert (หันเห) ตัวเองออกจากอเมริกา อยากคุยกับเรา อีกกลุ่มที่เราจะเจอวันนี้บอกว่าเขาจะอยาก Divert ออกจากจีน ก็อยากคุยกับเรา เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุที่ว่าเราไม่ได้ Position ของเราเป็นใคร คนใดคนหนึ่ง ตรงนี้มันจะทำให้เรามีแต้มต่อในการที่เป็นพาร์ทเนอร์ได้ทุกอย่าง” นางศุภจี กล่าว

‘ตั๊น-เอ้’ลุยหาเสียง‘หัวหิน’ ชูเมืองท่องเที่ยวต้นแบบรองรับ‘นทท.ต่างชาติวัยเกษียณ’

‘ตั๊น-เอ้’ลุยหาเสียง‘หัวหิน’ ชูเมืองท่องเที่ยวต้นแบบรองรับ‘นทท.ต่างชาติวัยเกษียณ’

‘ตั๊น-เอ้’ลุยหาเสียง‘หัวหิน’ ชูเมืองท่องเที่ยวต้นแบบรองรับ‘นทท.ต่างชาติวัยเกษียณ’

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

“ตั๊น-เอ้”ลุยหาเสียง”หัวหิน” ชูเมืองท่องเที่ยวต้นแบบรองรับ”นทท.ต่างชาติวัยเกษียณ” ดึงสร้างเม็ดเงินเข้าประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น แนะคุมเข้มปัญหาอาชญากรรม

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อค่ำวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนและ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยก้าวใหม่ ร่วมเดินทางลงพื้นที่ไปรณรงค์หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ประจวบคีรีขันธ์ พรรคไทยก้าวใหม่ ทั้ง3 เขต ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ตลาดโต้รุ่งหัวหิน ซึ่งได้รับความสนใจจากพี่น้งประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมาก มีพ่อค้าแม่ค้าในตลาดต่างบ่นว่า “คนมาเที่ยวน้อยลง เศรษฐกิจไม่ค่อยดี กำลังซื้อลดลงมาก” ซึ่งพรรคไทยก้าวใหม่มีนโยบายผลักดัน อ.หัวหิน และพื้นที่ใกล้เคียง ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวต้นแบบในเชิงธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในวัยเกษียณแล้ว รวมถึงชาวต่างชาติ เนื่องจากเป็นเมืองชายทะเล และเป็นเมืองค่อนข้างที่จะสโลว์ไลฟ์ มีเอกลักษณ์ของตัวเองที่ต่างจาก จ.ชลบุรี หรือ จ.ภูเก็ต ที่นักท่องเที่ยววัยหนุ่มสาวจะหลั่งไหลไปเที่ยวกัน แต่หัวหินจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่มผู้สูงวัย เหมาะที่จะสนับสนุนให้เป็นเมืองต้นแบบของการทำการท่องเที่ยวคุณภาพของชาวต่างชาติที่เกษียณอายุแล้วมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทย เพื่อที่จะได้นักท่องเที่ยวคุณภาพ มีกำลังจ่ายเพื่อขับเคลื่อนให้เงินหมุนเวียนเศรษฐกิจใน อ.หัวหิน ได้มากกว่านี้

ทั้งนี้ หากมีการสนับสนุนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พรรคไทยก้าวใหม่ตั้งใจจะชูในเรื่องของเอกลักษณ์ของ อ.หัวหิน เพื่อที่จะดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงวัยให้มาพักผ่อนท่องเที่ยวในระยะยาว แต่ อ.หัวหิน เองก็ต้องมีความพร้อมที่จะรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งในเรื่องของปัญหาอาชญากรรมในเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน พรรคไทยก้าวใหม่เน้นในเรื่องของเทคโนโลยี และ AI มาดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

เมื่อถามว่า อ.หัวหิน เป็นแหล่งท่องเที่ยว จะดูแลในเรื่องของความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนที่มาท่องเที่ยวได้อย่างไร เช่น กรณีคดีฆ่าชิงทรัพย์พนักงานโรงแรมในพื้นที่ อ.หัวหิน โดย น.ส.จิตภัสร์ กล่าวว่า อย่างที่เห็นในข่าว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าและน่าเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้ก็สามารถจับกุมตัวคนกระทำความผิดได้แล้ว และพบว่าเป็นคนเร่ร่อนจากต่างจังหวัด ไม่ใช่คนในพื้นที่ อ.หัวหิน ซึ่งอยากฝากไปถึงรัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นที่จะดูแลเรื่องพวกนี้ แต่ปัญหาหลักที่กลับมาคือธนูดอกที่ 1 ของพรรคไทยก้าวใหม่ คือต้นทุนของการสร้างมนุษย์ เพราะหากทุกคนได้การศึกษามีต้นทุนที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น บั่นปลายชีวิตเขาก็จะไม่กลายมาเป็นคนเร่ร่อนที่มาสร้างอาชญากรรมอย่างนี้

– 006

‘ธนาธร’จี้’อนุทิน’เร่งจ่ายเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหาดใหญ่

'ธนาธร'จี้'อนุทิน'เร่งจ่ายเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหาดใหญ่

‘ธนาธร’จี้’อนุทิน’เร่งจ่ายเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหาดใหญ่

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.40 น.

‘ธนาธร’จี้’อนุทิน’เร่งจ่ายเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมหาดใหญ่

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thanathorn Juangroongruangkit-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ระบุว่า “ถึงรักษาการนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล 

เรื่อง เร่งรัดการจ่ายเงินซ่อมแซมน้ำท่วมหาดใหญ่ 

วันนี้ ผมได้เดินทางมาเยี่ยมพี่น้องประชาชนที่หาดใหญ่ ได้มีโอกาสเยี่ยมเยียนชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหลายชุมชน และได้รับฟังข้อร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับเงินซ่อมบ้านน้ำท่วม หลังละ 49,500 บาท ที่จนถึงตอนนี้ยังมีคนไม่ได้รับอีกเป็นจำนวนมาก 

หลายคนเดินเข้ามาคุยกับผมด้วยความคับแค้นใจถึงกับน้ำตาซึม พวกเขาต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในบ้านไม่มีฝาผนังไม่มีม่าน ไม่มีเงินซ่อมบ้าน ซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหม่ และเขาอยู่กันแบบนี้มา 2 เดือนแล้ว 

เงินจำนวน 49,500 บาท นี้เป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับคนที่นี่ แต่เป็นเงินไม่มากเลยสำหรับรัฐบาลที่จะใช้งบประมาณแผ่นดินมาจ่ายเยียวยาประชาชน 

ที่ผ่านมา ความล่าช้าเกิดจากมีการเพิ่มกระบวนการอนุมัติ เทศบาลและท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ต้องเสนอผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองระดับอำเภอ และจังหวัด ก่อนส่งให้ ปภ. กระทรวงมหาดไทยที่ส่วนกลาง และเข้า ครม. อนุมัติ 

กระบวนการที่ซ้ำซ้อนยืดยาว ไม่ตอบสนองต่อความเดือดร้อนจากส่วนกลาง หากไม่มีคนมีอำนาจกำกับสั่งการเร่งรัด ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่จึงจะเสร็จ ปล่อยให้ประชาชนต้องเฝ้ารออย่างไม่รู้จุดหมาย

ผมขอให้นายกฯเร่งจ่ายเงินจำนวนนี้ให้ถึงมือชาวหาดใหญ่โดยเร็วที่สุด ผมเชื่อว่าพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านจะไม่ขัดขวาง ไม่นำมาเป็นประเด็นโจมตีว่าเป็นการหาเสียง หวังคะแนนนิยมทางการเมือง ขอเพียงให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาเร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของคนหาดใหญ่”