‘จุลพันธ์’ลุยตลาดห้วยขวาง รับฟังปัญหาปากท้อง เชื่อมั่นทวงคืนพื้นที่ กทม.

'จุลพันธ์'ลุยตลาดห้วยขวาง รับฟังปัญหาปากท้อง เชื่อมั่นทวงคืนพื้นที่ กทม.

‘จุลพันธ์’ลุยตลาดห้วยขวาง รับฟังปัญหาปากท้อง เชื่อมั่นทวงคืนพื้นที่ กทม.

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

“จุลพันธ์”ลุยตลาดห้วยขวาง รับฟังปัญหาปากท้อง เชื่อมั่นทวงคืนพื้นที่ กทม. เตรียมเปิดนโยบายใหม่ปราศรัยใหญ่เย็นนี้

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณตลาดห้วยขวาง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล (แมน) ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 6 เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย เพื่อรับฟังปัญหาปากท้องของประชาชน และสื่อสารนโยบายด้านเศรษฐกิจ มีประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าออกมาจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก บรรยากาศคึกคัก ระหว่างการเดินพบปะประชาชน มีหลายร้านค้าทักทายและเชิญชิมอาหาร อาทิ ร้านข้าวหน้าเป็ด “เฮงเฮงเป็ดย่าง” และร้าน “เพ้งเย็นตาโฟ”

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยได้สื่อสารนโยบายสำคัญ อาทิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นโยบายปลดหนี้คนไทย โครงการคนละครึ่งยิ่งกว่าพลัส รวมถึงมาตรการลดค่าครองชีพอื่นๆ ได้รับการตอบรับจากพี่น้องประชาชนเป็นอย่างดี

นายจุลพันธ์ ให้สัมภาษณ์ระหว่างการลงพื้นที่ว่า การตอบรับของประชาชนในวันนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งพรรคเชื่อมั่นว่าจะสามารถทวงคืนพื้นที่กลับมาได้จำนวนมาก พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมรับฟังการปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทยในช่วงเย็นวันนี้ ณ สยามพารากอน ซึ่งจะมีการนำเสนอแนวทางการต่อสู้ทางการเมือง และการเปิดนโยบายใหม่ของพรรค

ขณะเดียวกัน นายจุลพันธ์ ระบุว่า มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนในต่างจังหวัดให้ อาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ลงพื้นที่พบปะประชาชนมากขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคทุกคนลงพื้นที่อย่างทั่วถึง และหากพรรคเพื่อไทยได้รับความไว้วางใจจัดตั้งรัฐบาล จะสามารถเข้าถึงประชาชนทุกหมู่บ้าน เพื่อนำปัญหามาแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับคณะพรรคเพื่อไทยที่ร่วมลงพื้นที่ ประกอบด้วย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ได้แก่ นายดนุพร ปุณณกันต์, นายประเมศฐ์ พิชญ์พันธ์เดชา, นายอุเมสนัส ปานเดย์, นายพลนนชชา จักรเพ็ชร, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค และ น.ส.ดุษณี เทียรเดช สมาชิกพรรคเพื่อไทย

– 006

กกต.ทัวร์นอก สังเกตการณ์เลือกตั้ง-ประชามตินอกราช

กกต.ทัวร์นอก สังเกตการณ์เลือกตั้ง-ประชามตินอกราช

กกต.ทัวร์นอก สังเกตการณ์เลือกตั้ง-ประชามตินอกราช

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.46 น.

กกต.ทัวร์นอก สังเกตการณ์เลือกตั้ง-ประชามตินอกราช รวมถึงพบปะตอบข้อสงสัยคนไทยในต่างแดน ขณะที่หลายสถานทูตได้รับบัตรลงคะแนนแล้ว รอแยกประเภทบัตร

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 มีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดการร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร โดย นายฐิติเชษฐ์ นุชนาฎ เดินทางไปดูงานที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งเพจของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนไทยในกรุงบรัสเซลส์ ร่วมพบปะหารือกับ กกต.รวมทั้งเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ในวันที่ 25 มกราคม เวลา 10.30 น.

ขณะที่ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง ได้เดินทางไปสังเกตการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งที่ซิดนีย์มีคนไทยลงทะเบียนเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรมากที่สุด โดยเพจของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนไทยร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ กกต.เกี่ยวกับการใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ในวันที่ 24 มกราคม เวลา 14.00 – 16.00 น.

ส่วน กกต.อีก 2 คน นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เดินทางไปสังเกตการณ์เลือกตั้งและการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรที่นครลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ประชาสัมพันธ์เชิญชวนชุมชนไทยพบปะ กกต.ในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม ที่ห้องประชุม ศาลาพระธรรมราชานุวัตร วัดไทยลอสแอนเจลิสเวลา 09.30 – 11.00 น.

ส่วนความความคืบหน้าในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรของสถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ในประเทศต่างๆ นั้น ได้เริ่มทยอยรับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติที่ลงคะแนนแล้วกลับจากประชาชน และอยู่ระหว่างการแยกประเภทของบัตรเพื่อจัดส่งบัตรเลือกตั้งกลับมานับที่ประเทศไทย ส่วนบัตรออกเสียงประชามติจะนับที่ต่างประเทศและรวมคะแนนส่งกลับมาที่ กกต.

โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น สถานทูตได้รับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติที่ลงคะแนนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3,000 คน ได้ส่งกลับมายังสถานทูต พร้อมแจ้งให้คนไทยที่ยังไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ให้ติดต่อสอบถามเข้ามายังสถานทูต เนื่องจากอาจมีปัญหาซองเอกสารถูกตีกลับมายังสถานทูต เพราะข้อมูลการจัดส่งไม่ถูกต้อง ส่วนปัญหาที่สถานทูตพบคือการลงชื่อในช่องกรรมการ การแก้ไขข้อความที่เขียนผิดบนแบบฟอร์ม กรอกที่อยู่ที่ประเทศไทยในแบบฟอร์ม การลืมลงชื่อหลังซองไปรษณีย์ที่ส่งกลับ รวมถึงมีการฉีกขาด เปียก และเปื้อน หากไม่กระทบต่อการลงคะแนนบัตรที่ลงคะแนนแล้วก็จะมีการส่งกลับประเทศหรือมีการนับคะแนนตามปกติ พร้อมแจ้งขั้นตอนหลังได้รับบัตรที่ลงคะแนนแล้วก็จะมีการตรวจสอบเอกสารยืนยันตัวตน ทำการคัดแยกบัตรเลือกตั้งตามเขตและจังหวัด เพื่อส่งกลับประเทศโดยบรรจุในถุงเมล์ทางการทูตโดยส่งกลับผ่านสายการบินไทย ซึ่งได้มีการประสานงานกับบริษัท การบินไทย และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อส่งต่อให้ กกต.เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่สถานทูตไทย ณ กรุงเฮก ซึ่งหน่วยเคลื่อนที่หรือ mobile unit สำหรับเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ 5 วัน ใน 5 เมือง ระหว่างวันที่ 22 – 26 มี.ค.ซึ่งเมื่อวานนี้เป็นวันแรกของการเปิดหน่วยเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ที่โรงแรม NH Groningen สำหรับคนไทยที่พำนักในบริเวณทางเหนือของเนเธอร์แลนด์ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมี นายอสิ ม้ามณี เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก มาใช้สิทธิเป็นคนแรก พร้อมกันนี้ก็ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะมาใช้สิทธิเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อให้การเลือกตั้งและออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร สถานเอกอัครราชทูตได้พบปัญหาการจัดส่งบัตร และได้ขึ้นประกาศหน้าเพจให้ประชาชนที่ยังไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติติดต่อกลับมายังสถานทูต เช่น สถานเอกอัครราชทูตณกรุงโซล ได้ประกาศให้คนไทยที่พำนักในเกาหลีติดต่อกลับสถานทูต เนื่องจากบางคนเขียนที่อยู่ของตนเองไม่ชัดเจนและไม่ครบถ้วน รวมถึงสถานทูตไม่สามารถติดต่อได้ และเน้นย้ำให้คนไทยติดตามข่าวสารจากสถานจากสถานทูตอย่างใกล้ชิด และช่วยประชาสัมพันธ์คนไทยให้มาใช้สิทธิตามที่ได้ลงทะเบียนไว้

เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ประชาสัมพันธ์ไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติที่ได้ลงทะเบียนไว้กับสถานทูต หลังพบปัญหาไม่สามารถจัดส่งซองบรรจุบบัตรส่งให้ทางไปรษณีย์ได้ เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนกรอกที่อยู่ไม่สมบูรณ์ หรือกรอกที่อยู่ที่ประเทศไทย ทำให้สถานทูตไม่สามารถติดต่อได้โดยขอให้ติดต่อกลับมายังสถานทูต และแจ้งที่อยู่เพื่อสามารถจัดส่งบัตรเลือกตั้งและออกเสียงประชามติไปให้ได้เพื่อให้สามารถใช้สิทธิออกเสียงได้ทันเวลา

ต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมซะเลย! ‘เชตวัน’ทำภาพหน้าดำหาเสียง จี้กกต.ทำเลือกตั้งฟรีและแฟร์

ต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมซะเลย! 'เชตวัน'ทำภาพหน้าดำหาเสียง จี้กกต.ทำเลือกตั้งฟรีและแฟร์

ต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมซะเลย! ‘เชตวัน’ทำภาพหน้าดำหาเสียง จี้กกต.ทำเลือกตั้งฟรีและแฟร์

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.30 น.

ต้านไม่ได้ก็เข้าร่วมซะเลย! ‘เชตวัน’ทำภาพหน้าดำหาเสียง จี้กกต.ทำเลือกตั้งฟรีและแฟร์

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 นายเชตวัน เตือประโคน ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เขต 5 พรรคประชาชน เบอร์ 3 ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “อยากให้ “เชตวัน เบอร์ 3“ หน้าดำ ก็ทำป้ายให้เหมือนซะเลย

จากกรณีรูปของ ผม-เชตวัน เตือประโคน ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี เบอร์ 3 พื้นที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา และ ต.หลักหก, ต.บ้านใหม่ อำเภอเมืองปทุมธานี ซึ่งมีสีเข้มและดำกว่ารูปต้นฉบับที่ส่งให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวันรับสมัคร โดยเฉพาะในส่วนของรูปที่อยู่ในเอกสารที่จัดส่งให้กับคนไทยในประเทศอังกฤษนั้น ที่มืดจนมองไม่ออกนั้น

ล่าสุด ผมนำทีมงานหาเสียง โดยมีการจัดทำป้ายถือที่มีรูปใบหน้าสีดำเข้ม ขึ้นรถแห่งไปตาม ซอยเปียนนท์ ถ.ลำลูกกา ถ.พหลโยธิน หมู่บ้านเมืองเอก ตลาดสัมมากร ก่อนกลับมายืนตรงแยกปากทาง ถ.เสมาฟ้าคราม เพื่อปราศรัยกับประชาชนที่สัญจรไปมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่กำลังจะกลับเข้าบ้าน

กรณีรูปของผมที่มีสีเข้มเกินไป อยากให้มีการแก้ไข ให้ตามภาพของต้นฉบับที่ใช้สมัครรับเลือกตั้งกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะตอนนี้ คนเริ่มคิดว่าเป็นความจงใจที่จะกลั่นแกล้งกันหรือไม่? มีการปรับสีให้เข้มขึ้นจนผิดเพี้ยนจนทำให้คนจำไม่ได้หรือไม่ ?

อยากให้แก้ไขทั้งในส่วนของ กกต. และสถานเอกอัคราชทูต ซึ่งในส่วนหลังนี่หนักเลย เพราะรูปในเอกสารที่จัดส่งให้กับคนไทย ซึ่งกรณีที่มีผู้ส่งรูปให้ผมดูนี้มาจากประเทศอังกฤษนั้น ดำมืดจนน่าเกลียดมาก
แน่นอนว่ารูปที่ไม่ชัดแบบนี้ ย่อมทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดได้ ทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างแน่นอน การเลือกตั้งที่ควรจะฟรีและแฟร์ คือมีเสรีภาพเท่าเทียมกันและเป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการปกครองระบบอบประชาธิปไตย

รวมถึงเรื่องของการจัดกิจกรรมต่างๆ ของเทศบาล หรือหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ก็อยากให้ฟรีและแฟร์เช่นกัน นายกเทศมนตรีที่จัดงานถ้าจะเชิญผู้สมัครเข้าไป ก็ควรต้องเชิญทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่มีแต่ผู้สมัครที่ตนเองเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายเดียว”

ลีลาปลาไหลตัวใหม่! ‘ชูวิทย์’ซัด’ธนาธร’เปลี่ยนพรรคส้ม ไม่ปิดประตู เปิดรับทุกพรรค

ลีลาปลาไหลตัวใหม่! 'ชูวิทย์'ซัด'ธนาธร'เปลี่ยนพรรคส้ม ไม่ปิดประตู เปิดรับทุกพรรค

ลีลาปลาไหลตัวใหม่! ‘ชูวิทย์’ซัด’ธนาธร’เปลี่ยนพรรคส้ม ไม่ปิดประตู เปิดรับทุกพรรค

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.28 น.

ลีลาปลาไหลตัวใหม่! ‘ชูวิทย์’ซัด’ธนาธร’เปลี่ยนพรรคส้ม ไม่ปิดประตู เปิดรับทุกพรรค ลั่นการเมืองเปลี่ยนเขาไปแล้ว

เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

“ไม่ปิดประตู เปิดรับทุกพรรค 

ธนาธรเปลี่ยนพรรคส้ม

ผมมองธนาธรกับ “คนอื่นๆ ในพรรคส้ม“ แตกต่างกัน

หัวใจอยู่ที่ธนาธร เด็กๆ ไม่เกี่ยว อย่าชกข้ามรุ่น

ธนาธรลงทุนทั้งเงินทั้งแรงไปมาก ถึงกับยืนยันว่า “ทางออกประเทศไทย มี 2 ทาง”

พรรคภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ก็พรรคประชาชน

มีสองทางนี้เท่านั้น ไม่งั้นประเทศไทยถึงทางตัน อดตายกันทั้งประเทศ

หากให้ผมพูดแทนธนาธร คือ

“ไม่เลือกเรา เขามาแน่” หรือ

“ไม่เลือกส้ม น้ำเงินมาแน่“

ลีลาอย่างนี้ไม่เก่าไปหน่อยหรือ?

พรรคประชาธิปัตย์เขาต้นตำรับ ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ดันจบไม่สวย

ไหนว่าตัวเองเป็น “การเมืองใหม่” เกลียดนักเกลียดหนา ”การเมืองเก่า“

เข้าทำนอง ”เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลซดน้ำแกง” ชัดๆ

สวนทางกับตอนแรกที่ลูกน้องในคราบหัวหน้าพรรคชื่อ “เท้ง” บอกหนักแน่นกลางเวทีแสดงวิสัยทัศน์ว่า

“ไม่เอาพรรคกล้าธรรม ไม่เอาเทา”

หรือ “หากพรรคน้ำเงินคะแนนเป็นอันดับ 1 จะไม่โหวตให้อนุทินเป็นครั้งที่ 2”

แต่หากพรรคส้มเป็นอันดับ 1 แล้วพรรคน้ำเงินอยากมาร่วม ก็ต้องทำตามเงื่อนไขของพรรคส้ม ไม่งั้นไม่เอา

เสี่ยธนาธรใหญ่กว่าเท้งลูกน้อง ที่แปะตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค” แต่ทำได้แค่ร้องแบะๆ เป็น “นอมินี“ เล่นไปตามบท

แต่ตอนนี้พูดสวนกันไปคนละทางกับธนาธร

ไม่ต้องมีมติพรรคอะไรแล้ว เอาแค่ “มติกู“ ก็พอ

เพราะธนาธรเพิ่งพูดให้เข้าใจใหม่ว่า

“เปิดกว้าง ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีหลักการ ไม่ต้องการบีบทางให้แคบลง”

อย่างนี้จะไหลไปทางไหนอีกล่ะเสี่ย?

“ลีลาปลาไหลตัวใหม่ของการเมืองไทยนี่เอง“

อยากเป็นรัฐบาลจนเอาประชาชนคนไทยมาบังหน้าว่า

“เขาอยากให้พรรคส้มเป็นรัฐบาลใจแทบขาด“

เลยต้อง ”เสียสัตย์เพื่อชาติ” ไม่งั้นบ้านเมืองถึงทางตัน

ตอนนี้ไม่เอ่ยกระทั่งชื่อ ”พรรคกล้าธรรม“ เพราะพรรคส้มเรามีเทาแล้ว ถือว่าเป็นเทาพวกเดียวกัน

ที่สำคัญที่เคยพูดไว้ว่า ”จะเป็นรัฐบาลพรรคเดี่ยว“ แต่พอกระแสไม่มา รู้ตัวว่าไม่ได้แน่ ก็ต้องกระดิกหางเปลี่ยนสีไปร่วมกันผสมพันธุ์ของแท้แน่นอน

แค่อ้าปากก็เห็นไปถึงไส้ถึงพุงธนาธร

แล้วที่เท้งบอกว่า ”ต้องพูดมาให้ชัด ว่าจะร่วมหรือไม่ร่วมกับพรรคไหนก่อนเลือกตั้ง ไม่งั้นก็เป็นเทา“

ตอนนี้เลยรีบเปลี่ยนสโลแกนอย่างไว

จาก ”มีเราไม่มีเทา” ลดระดับลงเป็นแค่ ”มีเทาเราไม่เอาไว้“

ธนาธรทุบโต๊ะแก้ตัวน้ำขุ่นคลั่กว่า

“นี่ไงให้ สส. เทาพรรคส้มลาออกจากสมาชิกพรรคแล้ว เราไม่เอาไว้”

ก็ถูกตำรวจจับ ศาลไม่ให้ประกันตัว ถ้าไม่ให้ออกจะให้มันอยู่เป็นผู้สมัคร สส. เดินหาเสียงในคุกหรือ?

ทุกครั้งธนาธรมักจะเอา ”ความซื่อ“ มาบังหน้า “ความลื่น“ ได้เก่งแท้

ปัดโธ่ แล้วเราจะเอาอนาคตลูกหลานไทยไปฝากกับคนลื่นไหลกะล่อนอย่างธนาธรไหวหรือ?

ความผาสุกที่ธนาธรเอามาล่อคนไทยหัวใจส้มมันสลายหายไปแล้ว ยังไม่ทันได้กากันเลย

กลายเป็น ”ธนาธรทุบโต๊ะพรรคส้มไม่มีใครกล้าเถียง“

ถึงเวลาเรียกทุนคืน ที่ตั้งรัฐบาลคว้าลมไม่ทันเกม ต้องทบต้นทบดอก 2 ครั้งที่พลาดไป

แถมรอบหลังดีลกันแล้วกับอนุทิน ต่อหน้าดูเสีย แต่ลับหลังไม่ได้บอกว่าได้อะไรมา?

ก็ได้แต่สงสารเด็กพรรคส้ม ที่ตามนายทุนพรรคไม่ทัน เพราะเล่นเดินสายขึ้นเวทีปล่อยของทุกวันตามหาทุนคืน

ไม่ใช่แค่ฝันลมๆ แล้งๆ แต่เป็น “ฝันเปลี่ยนทุนทางลัด“ เสียมากกว่า

กลับไปกลับมาจนอุดมการณ์ค่อยๆ หายไปภายในไม่กี่วัน

ของธนาธรเขาแรงจริง

นึกถึงตอนที่ โรม ไอซ์ วิโรจน์ คนไฟแรง แต่เงินไม่แรง ต้องฝืนเอ่ยชื่อโหวต “อนุทิน” ไปครั้งแรก เห็นหน้าแล้วเข้าใจน้อง

แต่หากให้โหวตอีกครั้ง คงต้องกลืนทั้งน้ำลายทั้งสเลด

รับไหวไหมไม่รู้ สู้ๆ นะน้อง

อำนาจการเมือง คือ กิเลส ยั่วทุกวันมันทนไหวไหม?

อยากจะเปลี่ยนประเทศ ทำเพื่อบ้านเมืองจนมือไม้สั่น

ใจธนาธรเจ้าของพรรคเขาจะเอาแบบนี้ ไปงัดเขาได้ที่ไหน

เหมือนเอา ”ไม้จิ้มฟัน ไปงัดไม้ซุง“

ผมถึงย้ำนักย้ำหนาว่า

”อย่าคิดไปเปลี่ยนการเมือง เพราะการเมืองเปลี่ยนธนาธรไปเรียบร้อยแล้ว”

ฤทธิ์เดช’รธน.60′ ‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’ฉายภาพชัด สิ่งที่นักการเมืองชั่วเกลียดกลัว

ฤทธิ์เดช'รธน.60' 'อดีตบิ๊ก ศรภ.'ฉายภาพชัด สิ่งที่นักการเมืองชั่วเกลียดกลัว

ฤทธิ์เดช’รธน.60′ ‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’ฉายภาพชัด สิ่งที่นักการเมืองชั่วเกลียดกลัว

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.36 น.

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครจะเอารัฐธรรมนูญ ร่างใหม่ก็ลองคิดดูกันใหม่ครับ เมื่ออ่านจบแล้ว

*เอาอย่างนี้ ดูกันง่ายๆชัดๆ

ถ้าไม่มีรธน. 60 ป่านนี้ นังหลานสาวอิ๊งคงเอาประเทศไทยใส่พานถวาย Uncle ฮุนไปแล้วจริงไหม

นี่เพราะรธน. 60 แท้ๆ รัฐบาลไส้ศึกถึงได้กระเด็นออกไป และเลือกนายกฯใหม่ที่เป็นหนึ่งเดียวกันกับกองทัพไทย ทำให้ไทยทวงคืนแผ่นดินไทยที่โดนเขมรยึดครองมานานกลับคืนมา

พรรคส้วมที่ได้รับเลือกมามากมาย แต่ดลับตั้งหน้าบ่อนทำลายกองทัพ เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันกษัตริย์ ก็ถูกยุบพรรคไป

นี่คือฤทธิ์เดชของ รธน. 60 ที่นักการเมืองชั่วเกลียดกลัวนักหนา จึงพยายามล้มรธน. 60 ให้จงได้ ไม่ใช่แค่ส้มแดง แต่น้ำเงิน-ฟ้า ก็เอากับเขาด้วย มี iLaw กับกกต.ผสมโรง

#ไม่เห็นชอบให้มีรธน.ใหม่
#saveรธน60
ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

ความแม่นไปเสี่ยงเอาข้างหน้า! ‘สมชัย’มอง’สำนักโพล’กับผลการเลือกตั้ง

ความแม่นไปเสี่ยงเอาข้างหน้า! 'สมชัย'มอง'สำนักโพล'กับผลการเลือกตั้ง

ความแม่นไปเสี่ยงเอาข้างหน้า! ‘สมชัย’มอง’สำนักโพล’กับผลการเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.17 น.

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า สมชัยโพล

โพลทุกโพลในไทย ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะคาดการณ์ผลการเลือกตั้งรวมที่มี สส. เขต 400 ที่ และบัญชีรายชื่อ 100 ที่ได้

สิ่งที่พอทำได้คือ การคาดการณ์ สส.บัญชีรายชื่อจากการทำโพลโดยสุ่มตัวอย่างจากทั้งประเทศตามวิธีการทางสถิติเกี่ยวกับคะแนนนิยมแคนดิเดตนายก เกี่ยวกับนโยบายพรรค หรือถามตรง ๆ ว่าจะเลือกพรรคไหน แล้วมาคำนวณเป็นร้อยละ ก่อนสรุปเป็นตัวเลข สส.บัญชีรายชื่อ ว่าแต่ละพรรคน่าจะได้ปาร์ตี้ลิสต์กี่เสียง

ส่วนการทำนาย สส. เขต ยังไม่มีโพลใดที่มีศักยภาพพอที่จะเก็บข้อมูลครบทุกเขต สมมติเขตละ 1,000 ตัวอย่าง 400 เขต ก็ 400,000 ตัวอย่าง ไม่มีใครลงทุนได้มากขนาดนั้น

การทำนาย สส. เขต จึงใช้การคาดการณ์ (estimation)ผสมการคาดเดา (guestimation) โดยอาศัยข้อมูลจากทุกแหล่ง เช่น สื่อมวลชน การเจาะข่าว การประเมินของพรรค การรวมความเห็นจากผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง

ส่วนความแม่นไปเสี่ยงเอาข้างหน้า หากไม่แม่นก็มีคำอธิบายถึงปัจจัยในโค้งสุดท้ายได้อย่างน่าเชื่อถือ

เดี๋ยวมีสมชัยโพลมั่ง เล่นไม่ยาก

ค้านพักโทษ‘ทักษิณ’ คปท.บุกยธ.ให้ทบทวน

ค้านพักโทษ‘ทักษิณ’  คปท.บุกยธ.ให้ทบทวน

ค้านพักโทษ‘ทักษิณ’ คปท.บุกยธ.ให้ทบทวน

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ค้านพักโทษ‘ทักษิณ’

คปท.บุกยธ.ให้ทบทวน

จี้ตรวจพฤติกรรมชั้น14

ปรับลดชั้นก่อนพิจารณา

ม็อบคปท.บุกกระทรวงยุติธรรมค้านพักโทษเทวดาทักษิณ ชินวัตร จี้นำพฤติกรรมย้อนหลังกรณีเหาะไปชั้น 14 มาพิจารณาปรับลดชั้นก่อน ด้านทนายยันพักโทษเป็นสิทธิ์
ของผู้ต้องขังตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล และนายนัสเซอร์ ยีหมะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือคัดค้านกรณีคุณสมบัติของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จะได้รับการพิจารณาพักการลงโทษในเดือน พ.ค.69 หลังถูกคำสั่งศาลฎีกาฯบังคับโทษ1ปี ซึ่งจะครบกำหนดพ้นโทษวันที่ 9ก.ย.69 ต่อรมว.ยุติธรรม โดยมีนายกิตติวิทย์ คงบุญรักษ์ หัวหน้าศูนย์บริการร่วม กระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนรับเรื่อง

นายพิชิต กล่าวว่าได้ ขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบในเรื่องของการพิจารณาพักการลงโทษทั่วไปกรณีนายทักษิณ เนื่องจากก่อนหน้านี้ รมว.ยุติธรรม ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีการพิจารณาพักการลงโทษนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากเข้าเงื่อนไขการพักการลงโทษ จากการรับโทษ 2 ใน 3 ตามระเบียบการพักการลงโทษของกรมราชทัณฑ์นั้น และจะได้พักโทษในเดือน พ.ค.69 ทาง คปท. เห็นว่าหากนับย้อนไปดูคำสั่งของศาลฎีกาฯ ที่ได้มีคำสั่งบังคับโทษนายทักษิณ 1 ปี ก็มองว่าอาจเข้าเงื่อนไขนั้น แต่เพียงแค่ว่ากรณีของนายทักษิณ จะพิจารณาเฉพาะโทษที่ได้รับ 1 ปี จากการถูกคำสั่งศาลให้กลับมารับโทษใหม่ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 เพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ศาลเคยออกหมายขังนายทักษิณไปแล้วครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 ส.ค.66 แต่กลับมีขบวนการร่วมกันสนับสนุนช่วยเหลือให้นายทักษิณไม่ต้องรับโทษตามความจริง ไปอยู่ที่ รพ.ตำรวจ ชั้น 14 จนศาลฎีกาฯ ได้มีคำสั่งให้นายทักษิณกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำฯ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 ฉะนั้น พฤติการณ์การกระทำผิดปรากฏชัดแจ้งแล้ว

และกรณีที่ผู้ต้องขังมีการกระทำผิดวินัยดังกล่าว ย่อมทำให้สถานะการเป็นผู้ต้องขังต้องถูกลดชั้นจากผู้ต้องขังชั้นกลางลงมาเป็นผู้ต้องขังชั้นต้องปรับปรุง หรือต้องปรับปรุงมาก แต่ในกรณีของนายทักษิณกลับพบว่าในการกลับเข้าไปเรือนจำฯครั้งนี้ ราชทัณฑ์กลับไม่มีการปรับลดชั้น ดังนั้น กรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์ว่าการพักโทษที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค.69 เป็นไปตามระเบียบกฎหมายนั้น ตนมองว่าเป็นเรื่องที่จะต้องมีการกลับไปพิจารณาทบทวนพฤติกรรมของนายทักษิณนับแต่เดือน ส.ค.66 เช่นตอนวันที่ 22 ส.ค.66 นายทักษิณอาจเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง แต่เมื่อมีคำสั่งศาลฎีกาฯ วันที่ 9 ก.ย.68 โทษครั้งนี้ นายทักษิณไม่ควรยังอยู่ในสถานะผู้ต้องขังเด็ดขาดชั้นกลาง เพราะมีการกระทำความผิด ไม่อย่างนั้นศาลฎีกาฯ คงไม่สั่งบังคับโทษ 1 ปี อีกทั้งนักโทษที่จะได้รับการพักโทษจะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นดีเท่านั้น

นายพิชิต เผยอีกว่า เมื่อพิจารณาจากการออกหมายขังตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.66 และมีคำสั่งศาลให้กลับมารับโทษใหม่เมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 นั้นย่อมเป็นที่ทราบว่ามีการกระทำผิดในระหว่างต้องขังในครั้งแรก เหตุดังกล่าวย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษตามปกติได้ จึงขอให้ รมว.ยุติธรรมได้พิจารณาและชี้แจง ดังนี้ 1.)ขอให้ท่านได้ชี้แจงการจัดชั้นผู้ต้องขังแรกรับครั้งที่ 2 ของนายทักษิณ ชินวัตร ว่าอยู่ในสถานะชั้นผู้ต้องขังสถานะไหน เลื่อนชั้นกี่ครั้ง 2.)ขอให้พิจารณาการกระทำ ความผิดในระหว่างถูกหมายขังเมื่อวันที่ 22 ส.ค.66 ประกอบการพิจารณาพักการลงโทษว่าเข้าหลักเกณฑ์การพักการลงโทษหรือไม่อย่างไร เนื่องจากคดีดังกล่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนความผิดเพิ่มเติม หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำสั่งให้บังคับโทษจำคุกนายทักษิณ ชินวัตร

นายพิชิต เผยต่อว่า ไม่ต้องลุ้นว่า พ.ค.นี้ นายทักษิณจะได้เข้าเกณฑ์พักโทษหรือไม่ เพราะแค่นี้ก็ถือว่านายทักษิณไม่ควรได้รับสิทธิ์แล้ว ส่วนกรณีเงื่อนไขที่นายทักษิณ ปัจจุบันอายุเกินกว่า 70 ปีและมีอาการเกี่ยวกับเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวนั้น นายพิชิต ส่ายหัวก่อนระบุว่า คราวที่แล้วก็อ้างอาการเจ็บป่วยแบบนี้ มีอ้างแขนยกไม่ขึ้น เส้นเอ็นเปื่อยยุ่ย ถึงขนาดบอกว่าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หากย้อนไปในตอนนั้นนายทักษิณได้รับการพักโทษกรณีมีเหตุพิเศษจนได้มาคุมประพฤติที่บ้านจันทร์ส่องหล้า แต่ในข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เห็นหรือไม่ว่ามันตรงกันข้ามทั้งหมด ตนจึงมองว่าในครั้งนี้หากกระทรวงยุติธรรมไม่หลับตาข้างเดียว หรือแม้ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมตอนนี้ก็เหมือนอธิบายแบบหลับตาหนึ่งข้าง อ้างเฉพาะว่านายทักษิณอาจเข้าเงื่อนไขเพราะได้จำคุกมา 2 ใน 3 ซึ่งก็จะตรงกับเดือนพฤษภาคมนี้ แต่เป็นการอ้างเพียงเงื่อนไขเดียว

เมื่อถามว่าการมาร้องครั้งนี้เป็นเหมือนกันค้านนักโทษนายทักษิณ ชินวัตร ใช่หรือไม่ นายพิชิต ระบุว่า ถ้ามีสิทธิ์ในการพักโทษ ตนก็มองว่า คปท. ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด หากเขาถูกต้องตามสิทธิ์ ตนก็มองว่าเป็นสิทธิ์ที่นักโทษทั่วไปควรได้รับ แต่เพียงแค่ว่าเรามีข้อสงสัยต่อนายทักษิณ ตามที่ได้เรียนไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำความผิดซ้ำหรือการปรับเลื่อนชั้นนักโทษ ซึ่งถ้าหากสองเงื่อนไขดังกล่าวที่เราได้ยื่นสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วรัฐมนตรีสามารถชี้แจงสังคมได้ ตนคิดว่าคงไม่มีใครคัดค้าน

นายพิชิต กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ นายทักษิณยังมีคดีค้างอยู่ในชั้นของ ป.ป.ช. ซึ่งถือว่าเป็นพลเรือนที่สนับสนุนการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ในข้อหามาตรา 157 กรณีการไปนอนพักรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ หรือไม่ โดยตนได้มีโอกาสไปสอบถามกับทาง ป.ป.ช. ทราบว่าจะมีการไต่สวนพยานเสร็จสิ้นภายใน 2-3 เดือน ดังนั้น นายทักษิณ อาจตกเป็นผู้ต้องหาในคดีของ ป.ป.ช. ซึ่งหากตกเป็นผู้ต้องหาก็อาจไม่เข้าเงื่อนไขได้พักโทษ หรือไม่

เมื่อถามว่ามองการปล่อยข่าวช่วงนี้ว่านายทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการพักโทษในเดือน พ.ค.นี้ ในช่วงใกล้ช่วงเลือกตั้งใหญ่ 2569 เพื่อเป็นการหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายพิชิต ระบุว่า คนที่ปล่อยข่าวเรื่องนี้ก่อนใคร คือ ลูกเขยนายทักษิณเอง ที่ไปเยี่ยมนายทักษิณในเรือนจำกลางคลองเปรมแล้วออกมาพูด ทำให้เหมือนเป็นการเรียกคะแนนสงสารนายทักษิณ และเหมือนให้ความหวังสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่านายทักษิณ เดี๋ยวก็จะกลับมา เหมือนใช้นายทักษิณมาหาเสียงทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การพิจารณาพักโทษทั่วไปในกรณีของนายทักษิณ ซึ่งอยู่ระหว่างคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม ตามคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาฯ จะครบกำหนดได้ปล่อยตัวพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 โดยปัจจุบันนายทักษิณ ถูกคุมขังมาแล้ว 4 เดือน (นับแต่วันที่ 9 ก.ย.68) และจะคุมขังครบ 8 เดือนในวันที่ 9 พ.ค.69 ซึ่งเป็นระยะเวลาคุมขัง 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี ตามเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาในโครงการพักการลงโทษทั่วไป และจะได้ปล่อยตัวคุมประพฤติก่อนครบกำหนดโทษ อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ต้องขังจะได้พักโทษทั่วไปนั้น ต้องผ่านขั้นตอนพิจารณาเห็นชอบทั้งสิ้น 3 ลำดับ ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 คณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำ ขั้นที่ 2 คณะทำงานเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำกรมราชทัณฑ์ และขั้นที่ 3 คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ก่อนจะมีการปล่อยตัวคุมประพฤติตามสถานที่ผู้อุปการะแจ้งต่อกรมราชทัณฑ์ และกรมกรมประพฤติ ซึ่งปัจจุบันนี้นายทักษิณ ยังเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง และยังไม่ได้มีการปรับเลื่อนเป็นชั้นดีแต่อย่างใด

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว พร้อมญาติๆ เข้าเยี่ยมนายทักษิณ และให้สัมภาษณ์ว่า นายทักษิณมีสุขภาพแข็งแรง กำลังใจดี และยังติดตามสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ พร้อมฝากความห่วงใยและอยากให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันให้มาก เพื่อร่วมกำหนดทิศทางประเทศ การพูดคุยครั้งนี้ นายทักษิณ ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดหรือทิศทางทางการเมืองใดๆ โดยประเด็นที่สนทนากัน เป็นเรื่องคดีและหน้าที่ตามกฎหมายที่ทีมงานรับผิดชอบอยู่

ส่วนความคืบหน้ากรณีการพักโทษ นายวิญญัติระบุว่า ขณะนี้เป็นขั้นตอนของกระบวนการรวบรวมและคัดกรองรายชื่อผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย หลังจากนั้นจะมีการเสนอรายชื่อไปยังกรมราชทัณฑ์ เพื่อพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามระเบียบ ซึ่งเป็นไปตามกรอบกฎหมายและแนวทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้านี้

นายวิญญัติ ย้ำว่า การพักโทษถือเป็นสิทธิและประโยชน์ของผู้ต้องขังทุกคนที่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมาย ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลหรือมีการเลือกปฏิบัติ และขึ้นอยู่กับระยะเวลาการถูกคุมขังเป็นสำคัญ หากไม่เข้าเงื่อนไข ก็ไม่สามารถได้รับการพิจารณา ทั้งหมดเป็นกระบวนการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ส่วนที่กลุ่ม คปท.ยื่นหนังสือต่อรมว.ยุติธรรม เพื่อคัดค้านคุณสมบัติการพักโทษของนายทักษิณนั้น นายวิญญัติกล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของกลุ่มดังกล่าว แต่เห็นว่าเป็นการไปขวางการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งข้อสังเกตว่าหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไปหรือครอบครัวของผู้ยื่นคัดค้านเอง ก็คงไม่เป็นที่ยอมรับ

ยืนยันว่าไม่กังวลต่อการเคลื่อนไหวของ คปท. เนื่องจากการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และการพิจารณาของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะยึดหลักคุณสมบัติและข้อกฎหมายเป็นสำคัญ หากเข้าเกณฑ์ก็สามารถพิจารณาได้ โดยไม่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากภายนอก

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มีนักการเมืองหลายคนถามว่าทำอย่างไรให้ชาวอุทัยธานีรัก ซึ่งผมไม่อาจตอบได้ว่าประชาชนรักหรือไม่ แต่เชื่อว่าหากนักการเมืองทำงานจริง ประชาชนก็จะให้การยอมรับ”

นายชาดา ไทยเศรษฐ์

ผู้สมัคร สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย

‘รับเงินพันบาท เสียโอกาสไป4ปี’ ‘มาร์ค’ปลุกปชช. ปชป.ชูประกันสินค้าเกษตร

‘รับเงินพันบาท เสียโอกาสไป4ปี’  ‘มาร์ค’ปลุกปชช.  ปชป.ชูประกันสินค้าเกษตร

‘รับเงินพันบาท เสียโอกาสไป4ปี’ ‘มาร์ค’ปลุกปชช. ปชป.ชูประกันสินค้าเกษตร

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘รับเงินพันบาท เสียโอกาสไป4ปี’ ‘มาร์ค’ปลุกปชช. ปชป.ชูประกันสินค้าเกษตร ‘หนู’บุกโคราชอ้อนเลือกภท. ‘ยศชนัน’ขออุดรฯยกจังหวัด

“อนุทิน” บุกหาเสียงโคราช อ้อนขอเป็นนายกฯคนที่ 2 ของโคราชจะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หวังภท.ปักธงที่นั่งเพิ่ม ยึดคำ“คนโคราช” ตัวแทนอีสานใต้ ไม่ให้เปิดด่าน ลั่นตามนั้น-จัดไป ประกาศรัฐบาลร่วมกองทัพ ทวงคืนผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้ว ขออย่าเลือกแบบครึ่งๆ ปล่อยให้ “คนละครึ่งพลัส” เป็นเรื่องของพวกผมอ้อนเลือก “ภท.” ยกจังหวัด เพื่อพลังในการบริหาร‘อภิสิทธิ์’เปิดลานปราศรัยกลางทุ่งสุโขทัย ขอคะแนนปลุกอย่าขายเสียง รับเงิน สูญเสียโอกาสไปอีก4ปี ชูนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร เอาใจเกษตรกร ยันไม่เลือกปฏิบัติชลบุรีคึก “ชวน” ปลุกแฟนคลับสู้เลือกตั้ง‘ยศชนัน’นำทีมเพื่อไทย ลุยหาเสียง หนองคาย มั่นใจพาไทยไปข้างหน้า ขอเหมายกจังหวัดและขึ้นเวทีอุดรฯประกาศเมืองหลวง‘พท.’ขอเลือกทั้งคนทั้งเขต ยกชาวอุดรฯมีบุญคุณ ตั้งแต่ไทยรักไทยถึงเพื่อไทย

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)พร้อมคณะลงพื้นที่หาเสียงจ.นครราชสีมาเป็นครั้งแรก เพื่อปักธงในพื้นที่เพิ่ม หลังจากปี 2566 พรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้ สส.ในพื้นที่นครราชสีมาได้เพียงเขตเดียว จากทั้งหมด 16 เขตโดยจุดแรกที่อาคารโดม เทศบาลตำบลโนนสูง อ.โนนสูง ด้วยรถตู้โตโยต้าอัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน งจ191 นครราชสีมา เพื่อขึ้นปราศรัยช่วย นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 5 พรรคภูมิใจไทย ทันทีที่เดินทางมาถึงนายอนุทินได้ทักทายพ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่มารอฟังการปราศรัย เป็นที่น่าสังเกตว่า ในเวทีปราศรัยครั้งนี้ได้ใช้สัญลักษณ์ธงชาติไทย มาโบกสะบัดเต็มพื้นที่ พร้อมเปิดเพลงแผ่นดินไทยประกอบด้วย

‘หนู’อ้อนหวังปักธงสส.โคราชเพิ่ม

นายอนุทินเริ่มเวทีการปราศรัยด้วยการขอบคุณชาวโคราช อ.โนนสูง ,อ.พิมายและอ.เฉลิมพระเกียรติที่ต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่ง พรรคภูมิใจไทยยังไม่เคยมีผู้แทนจากโนนสูงเลยขอว่าเที่ยวนี้ขอพ่อแม่พี่น้องมอบสส.ให้กับพรรคภูมิใจไทยครั้งแรกได้หรือไม่ คิดแล้วคิดอีก ไปขอคุณพ่อคุณแม่ของเขาสุดท้ายใจอ่อนมอบ”ทวิรัฐรัตนเศรษฐ” น้องคลัง นามยังมงคล พี่น้องจะได้มีคลังใหญ่ กันถ้วนหน้า

ขอเป็นนายกฯคนที่2ของจังหวัด

นายอนุทินย้ำว่า ตนไม่ใช่คนอื่นไกล อยู่ปากช่อง ถือว่าเป็นคนโคราชได้หน่า ก่อนหน้านี้อยู่กับพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยเป็นลูกน้องท่านสุวัฒน์ลิปตพัลลภดังนั้นจ.นครราชสีมา ไม่ใช่จังหวัดที่ไม่คุ้นเคยกัน

“โคราชเคยมีนายกฯคือนายกฯชาติชาย วันนี้ถ้าท่านจะพูดก็ไม่ผิดนะ นายกฯประเทศไทยก็อยู่โคราช ปากช่องนี้เอง” นายอนุทินกล่าว

ลั่นร่วมกองทัพทวงคืนผืนแผ่นดิน

นายอนุทินกล่าวอีกว่าโคราชเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ ที่คนจะเข้ามาบริหารประเทศต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ตนเข้ามา 3- 4เดือนถือว่าโชคดีมีพี่น้องชาวนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อีสานใต้ ที่มีแนวเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือกัมพูชา ที่ตอนหลังไม่ค่อยจะเป็นเพื่อนบ้านเท่าไหร่เป็น”ศัตรูบ้าน”ซะมากกว่า แต่ตนมั่นใจว่าพ่อแม่พี่น้องอยู่ข้างหลัง ตนจึงกล้าที่จะตัดสินใจให้กองทัพต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องบ้านเมืองเรา ตนทราบดีในที่นี้มีญาติของหลายคนไปเป็นทหารไปเป็นรั้วของชาติ ปกป้องบ้านเมืองเรา

“วันนี้ขอประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า ในช่วง 4 เดือนตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา รัฐบาลชุดนี้ร่วมกับกองทัพได้ทวงคืนผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้วกลับคืนมา เป็นของไทยอย่างเรียบร้อย จุดไหนเป็นที่สงสัย ถือว่าเป็นของไทยไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องวิตกกังวลว่าใครจะไปซ่อน รอบทำร้ายพวกเรา ตรงนี้มีความชัดเจนแล้ว และพ่อแม่พี่น้องที่โคราชเป็นตัวแทนของพี่น้องอีสานใต้ อยากเปิดด่านหรือปิดด่าน นายอนุทินถามว่าใครอยากเปิดด่านให้ยกมือขึ้น ไม่ให้เปิดใช่หรือไม่ ประชาชนไม่ให้เปิดแล้วใครจะกล้าเปิดดังนั้นตามนั้น จัดไป”นายอนุทินย้ำหนักแน่น

ปลุกให้เอารัฐบาลนี้ไปสานงานต่อ

นายอนุทินกล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปิดด่านมา ตอนแรกกลุ้มใจเพราะถ้าเปิดด่าน คนค้าขายได้แต่ประโยชน์ไปตบกับคนฝั่งโน้นมากกว่า แต่พอปิดด่านประโยชน์ตกกับไทยล้วนๆ แล้วนี่คือ รัฐบาลไทยใช่หรือไม่ตั้งแต่ปิดด่าน มันสำปะหลัง ราคาดีใช่หรือไม่ แต่ที่ผ่านมา โรงงานมันแป้งรวย ตอนนี้ขอให้พี่น้องชาวโคราช รวยเท่าโรงงานมันแป้งได้หรือไม่เพราะไม่มีมันเถื่อน ข้าวเถื่อน จากต่างประเทศ ทำราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ได้ทั้งเรื่องรายได้และความสงบสุข พวกเราขายมันไปถูก แต่ต้องไปซื้อแป้งแพง ยอมหรือไม่ ถ้าไม่ยอมก็ต้องเอารัฐบาลนี้ไปทำให้ หลังจากที่เรามีนโยบายชัดเจนว่าจะยังไม่เปิดด่านก็มาคิดต่อว่า จากนี้ไปจะทำให้ราคาสินค้าขึ้นไปอีก ด้วยการหาตลาด โดยการให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ช่วงนี้เดินสายต่างประเทศเจรจาการค้า เราไปบอกกับเขาได้เต็มที่ว่า เราขายข้าวไปเป็นข้าว ไม่ใช่ขายข้าวไปเป็นแป้ง เป็นอาหารสัตว์ ถึงทำให้มีราคา

ย้ำภท.มีบุคลากรพร้อมบริหารปท.

นายอนุทินระบุว่า หลายคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เพราะเรามั่นใจว่ารั้วของเรามีคนดูแลอย่างดี ความมั่นคงทางเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้นได้ เมื่อประเทศไทยของเราสามารถให้โอกาสกับคนในพื้นที่ ประชาชนมีกินมีใช้ ผลิตอะไรมาได้ราคา แล้วความมั่นคงทางอาหารประเทศไทยก็มี เห็นอยู่แล้วว่าเหลือเพียงแค่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากเลือกพรรคภูมิใจไทยเข้าไปบริหารจะสามารถเติมเต็มทั้ง 3 ปัจจัยได้ ไม่มีใครสามารถกดขี่เราได้ไปทำอะไรที่ไหนค้าขายที่ไหนก็จะเป็นประโยชน์ของเรา เพราะพรรคภูมิใจไทย มีบุคลากรที่มีมีความรู้มีความตั้งใจจะเข้ามาบริหารประเทศให้ประชาชนอยู่แล้ว

เลือกภท.‘คนละครึ่งพลัส’มาแน่

และมีโครงการที่จะส่งเสริมให้เราได้ใช้จ่าย ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เช่นโครงการคนละครึ่งพลัส ตนเชื่อว่าทุกคนมีความพึงพอใจกับโครงการนี้ ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยกลับเข้าไปโครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ก็จะกลับมาอีก และก็จะมีสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนมากขึ้น โครงการนี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและรัฐมีส่วนร่วม ทำให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนได้ ไม่ได้เป็นการแจกเงินเอาเงินไปให้เฉยๆถ้าประชาชนไม่จ่าย รัฐก็ไม่ได้สมทบ ไม่ได้เกิดการกระตุ้นให้กับประชาชน ถ้าแจกเงินเฉยๆคนละ10,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารก็มีเจ้าหนี้มายืนรอเฝ้า

ลั่นจะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ช่วงท้ายนายอนุทินให้คำมั่นสัญญาว่าสิ่งที่เป็นกำลังใจเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจที่พี่น้องประชาชนมีต่อพวกตนให้เข้าไปทำงานได้เป็นรัฐบาลรับใช้ประชาชน พวกเราจะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะพวกเราต้องการให้ท่านเลือกเราอีกทุกครั้งในอนาคต ขอให้พวกเราได้มีวาสนาในการรับใช้พวกท่านทุกคนตลอดไป ก่อนให้พรประชาชนว่าขอให้ร่ำรวย ให้ได้คนละครึ่งพลัสเฟส2ขอให้มีกำแพงชายแดนโดยประชาชนขานรับว่า”สาธุ”

‘วิรัช’นั่งวิลแชร์อ้อนให้เลือกภท.

ขณะเดียวกัน นายวิรัช รัตนเศรษฐ ปรากฏตัวครั้งแรก หลังหายหน้าจากวงการการเมืองไปเนื่องถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาลงโทษจำคุกในทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอล ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอยื่นอุทธรณ์โดยนายวิรัช นั่งรถเข็น ขึ้นปราศรัย ช่วงหนึ่งขอให้เลือกนายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ และพรรคภูมิใจไทย เพราะพูดแล้วทำไม่เหมือนบางพรรคที่พูดแล้วไม่ทำ ขณะเดียวกันนายอนุทินก็พร้อมที่จะจัดการสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แต่อีกฝั่งเลือกที่จะให้น้องสาวไปแต่งงานกับกัมพูชา

มั่นใจภท.เจาะโคราชได้เก้าอี้เพิ่ม

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง จ.นครราชสีมาซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเมื่อการเลือกตั้งปี 66 พรรคภูมิใจไทยเจาะพื้นที่ได้น้อย ครั้งนี้มีความมั่นใจจะได้เก้าอี้เพิ่มหรือไม่ว่า โคราชคราวที่แล้วพรรคภูมิใจไทยได้มาแค่หนึ่งที่ ครั้งนี้เรามั่นใจว่าได้มากกว่าเดิม เราต้องมีช่องไม่ไปกดดันตัวเอง ไม่ไปกดดันพรรคคู่แข่งจนเกินไป และเราสรรหาผู้สมัครที่ดีที่สุดที่เรามีในแต่ละเขต และให้ผู้สมัครเหล่านั้นได้นำเสนอนโยบายต่อพี่น้องประชาชน

เมื่อถามต่อว่า จากการเป็นบ้านใหญ่เชื่อว่าจะสามารถปักธงได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เราไม่ได้เสนอบ้านใหญ่ นายทวิรัฐ มีความรู้ ความสามารถ มีความทุ่มเทตั้งใจจะมาทำงานให้กับพี่น้องประชาชน มีครบคุณสมบัติที่จะมาเป็นผู้แทนราษฎร เราไม่ได้พิจารณาเพราะเขาเป็นลูกของบ้านใหญ่

‘อนุทิน’บุกช่วยหาเสียงบัวใหญ่

จากนั้น เวลา12.55น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางมาเพื่อช่วยนายโกศล ปัทมะ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 6 จ.นครราชสีมา หาเสียง ที่โดมอเนกประสงค์สระใหญ่ เทศบาลเมืองบัวใหญ่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา โดยมีนายพงศกร อรรณนพพรและน.ส.สรัสนันท์ อรรณนพพร ผู้สมัคร ส.ส.เขต 9 จ.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย มารอต้อนรับซึ่งเขตพื้นที่ติดกับ จ.ขอนแก่น

นายอนุทินปราศรัยตอนหนึ่งว่า ขออภัยที่เดินทางมาล่าช้า เจอแบบนี้ทุกอำเภอ กว่าจะฝ่ามาได้ มีคนเอาดอกไม้มาให้ เอาผ้าขาวม้ามาผูก มาจับมือ เหลืออย่างเดียวคือหอมแก้ม ยังไม่โดน แต่ถ้าจะโดนก็ยินดี โดนแบบนี้เมียไม่ว่า แต่ถ้าโดนแบบสาวๆ กลับบ้านหูขาดข้างนึง

ถ้าปชช.เอาด้วย เห็นช้างตัวเท่าเชื้อโรค

นายอนุทินยอมรับว่าใจไม่แข็งพอ ชาวบ้านเข้ามาแล้วแค่ทักทาย“ห๊ะ ครับ”คนอื่นทำหมดแต่ตนทำไม่ได้ ต้องอยู่ทักทายพี่น้องรายคนจึงต้องเผื่อเวลาได้ครึ่งชั่วโมงแรกและครึ่งชั่วโมงหลัง อย่าโกธรเลย อยากพบกับพี่น้องจริงๆไม่ใช่พบเป็นพิธีแบบแตะๆมือแล้วไปอยากให้มือของพี่น้องวางบนหัวเป็นสิริมงคลทำให้รู้ว่ามีพี่น้องประชาชนอยู่ใกล้ชิดเราตลอดเวลา การจะตัดสินใจทำอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้เป็นนายกฯจะตัดสินใจเรื่องสำคัญ ต้องอยู่บนพื้นฐานประชาชนว่าเอาด้วยหรือไม่ ถ้ามั่นใจว่าเอาด้วยไม่มีกลัวเห็นช้างตัวเท่าเชื้อโรค

ย้ำปลื้มที่ปชช.ชื่นชมเรื่องชายแดน

นายอนุทินกล่าวอีกว่าเรื่องชายแดนก็เหมือนกันที่พี่น้องประชาชนชื่นชม ถ้าไม่มีพี่น้องข้างหลัง ตนคงไม่กล้าขนาดนี้ เข้าใจว่าพ่อแม่พี่น้องต้องการอะไร และจะทำสิ่งนั้นด้วยความมั่นใจ วันนี้ต้องขอบคุณชาวอ.บัวใหญ่ ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น การลงรถที่ท้ายเวทีเพราะต้องการใกล้ชิดกับประชาชน เราไม่ใช่คนอื่นไกล

ทั้งนี้ ได้เชิญนายโกศลมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย เพราะเห็นว่าประชาชนยังให้ความมั่นใจ ซึ่งตนสนิทกับพี่ชายนายนพดล ปัทมะ มานาน เจอนายโกศลในสภาผู้แทนราษฎรตอนทำงานและเห็นความขยันขันแข็งความทุ่มเทที่มีให้กับประชาชนชาวบัวใหญ่ ตนมีความประทับใจจึงอยากให้มาร่วมงานกัน และสุดท้ายก็เห็นว่าการมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยน่าจะทำให้การแก้แก้ไขปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นวันนี้มาสร้างความคุ้นเคย เวลาที่เข้ามาเป็นรัฐบาลตนในฐานะนายกรัฐมนตรีก็คุ้นเคยกับส.ส.และส.ส.ไม่ได้มาคนเดียว แต่มาจากประชาชนเป็นคนเลือก ดังนั้นเมื่อเสนออะไรเข้ามาก็จะได้รับการปฎิบัติอย่างเต็มที่

ขออย่าเลือก‘ภูมิใจไทย’แบบครึ่งๆ

นายอนุทินกล่าวด้วยว่าส่วนนโยบายด้านการศึกษา ตอนนี้มีความมั่นใจว่าหากเราเข้าไปบริการประเทศจะให้คนไทยทุกคนสามารถเรียนได้ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ถ้าอยากเรียนเรียนได้ พรรคภูมิใจไทยทำได้เรื่องการศึกษาตลอดชีวิต ขอแค่วันที่ 8 ก.พ.นี้ ให้พี่น้องประชาชนกาเลือก ส.ส.พรรคภูมิใจไทยและเลือกพรรคภูมิใจไทยกลับเข้ามาทำงานให้กับพี่น้องประชาชน ขออย่าเลือกแบบครึ่งๆ เพราะคนละครึ่งพลัสขอให้ตนได้ทำให้ทุกท่าน แต่เลือก ส.ส.ให้เลือกทั้งคนทั้งพรรค

นายอนุทินได้ขอบคุณประชาชนที่มาให้การต้อนรับวันนี้จะไม่ลืมรอยยิ้มและจะใส่ใจกับพี่น้องชาวอ.บัวใหญ่อย่างเต็มที่ ไม่ต้องห่วงนครราชสีมาเพราะบ้านตนก็อยู่นี่เหมือนกัน อยากให้ตรงนี้เจริญขอให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจว่าพวกเราพูดแล้วทำ

‘อภิสิทธิ์’เปิดลานปราศรัยกลางทุ่งสุโขทัย

ที่ทุ่งนาหน้าอ่างเก็บน้ำเขาหลวงท่าดินแดง จ.สุโขทัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคและนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคฯตามภารกิจ ลงพื้นที่ จ.สุโขทัย เพื่อช่วยผู้สมัครส.ส.สุโขทัย หาเสียง พร้อมเปิดลานปราศรัยกลางทุ่งนาหน้าอ่างเก็บน้ำเขาหลวงท่าดินแดงโดยมีประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วมฟังจำนวนมาก

โดยนายอภิสิทธิ์สวมเสื้อม่อฮ่อมปราศรัยว่าความตั้งใจแรกที่กลับมาที่ จ.สุโขทัย คืออยากกลับมาทำให้บ้านเมืองสุจริต เพราะช่วงที่ตนไม่อยู่การเมือง เจอคนบ่นว่าการเมืองทุจริต มีการตกลงโดยประชาชนไม่รู้อยู่ตรงไหน ทั้งนี้ การเลือกตั้งเหลือเวลาไม่ถึง 20 วัน อย่าให้การเมืองเป็นเรื่องการนำเงินมาซื้อ

ปลุกอย่าขายเสียง เสียโอกาสอีก4ปี

“ผมไม่รู้ใครให้เท่าไรเป็นพันบาท ลองคิดดู4ปีได้เงินพันบาทตกวันละไม่ถึงบาท แต่ต้องแลกกับการสูญเสียหลายอย่าง เพราะการทุจริตคอร์รัปชั่นทำให้สิ่งที่อยากได้มานานไม่เกิดขึ้น ใครมาซื้อเสียงเราไป เขาจะไม่รู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณเรา เพราะถือว่าจบกันไปแล้วด้วยเงิน แต่ประชาธิปัตย์ไม่ทำแบบนั้น เพราะเราต้องการเป็นหนี้ใจที่จะต้องกลับมาดูแลตลอดไป การคอร์รัปชั่นปัจจุบันร้ายกว่าเดิม เพราะมีทุนเทามาจากสแกมเมอร์ หลอกลวงเอาเงินมาซื้ออำนาจเพื่อไม่ถูกดำเนินคดี ไม่ถูกจับ แม้จะมีการยื่นเรื่องให้ดำเนินการแต่ถูกจัดการช้ามาก”นายอภิสิทธิ์กล่าว

ชูนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร

นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงนโยบายด้านการเกษตรด้วยว่าประกันราคาข้าว 1 หมื่นบาท หากขายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท รัฐบาลจ่ายเงินเพิ่มให้ครบ 1 หมื่น นอกจากนั้นมีการจ่ายล่วงหน้า คือช่วยต้นทุน ตั้งแต่การเพาะปลูก 1,000 บาท แต่จะไม่หยุดแค่นี้ เพราะมีนโยบายลดต้นทุนการทำนา ผ่านการใช้เทคโนโลยีที่เกษตรกรเข้าถึงได้ โดยอาศัยท้องถิ่น สภาเกษตรสหกรณ์มีเครื่องมือให้ยืมไปใช้ ขณะที่ผลผลิตต้องแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

“ผมขอเสียงหากอยากได้บ้านเมืองสุจริตและนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ขอให้ช่วยเลือกและให้โอกาสผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เพื่อเข้าไปทำงานให้ประชาชน”นายอภิสิทธิ์กล่าว

ในตอนท้ายมีชาวบ้านตั้งคำถามถึงเงินอุดหนุนส่วนต่างราคามันสำปะหลังที่ไม่เคยได้รับ ไม่เคยดูแลอย่างทั่วถึงจากรัฐบาลก่อนๆนายอภิสิทธิ์ตอบว่าไม่เลือกปฏิบัติแน่นอน จะมีทั้งมันสำปะหลัง ข้าว ยางพาราต้องได้รับการประกันราคา

ชลบุรีคึก‘ชวน’ปลุกแฟนคลับสู้เลือกตั้ง

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายอลงกรณ์ พลบุตร นายสาธิต ปิตุเตชะ น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ลงพื้นที่เทศบาลเมืองชลบุรีอาทิตลาดทรัพย์สิน เทศบาลตำบลบางทรายเพื่อช่วย ร.อ.จองชัย วงศ์ทรายทอง หรือผู้กองเบิร์ด ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2 ชลบุรี เบอร์ 5 พรรคประชาธิปัตย์หาเสียง โดยมีประชาชนมาต้อนรับกันอย่างหนาแน่น ทำให้ตลาดในพื้นที่อ.เมืองชลบุรีคึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

นายชวนกล่าวว่าตนเคยเป็นทนายความอยู่ที่ จ.ชลบุรีอยู่กับนายวัฒนา แจ่มแจ้ง สมัยที่ศาลากลางจังหวัดชลบุรีและศาลจังหวัดชลบุรียังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถือว่าเป็นสถานที่หนึ่งที่อยู่กันมา พี่น้องชาวชลบุรีขอฝากผู้ลงสมัคร ส.ส.ชลบุรี ทุกเขตเลือกตั้งด้วย โดยเฉพาะร.อ.จองชัย เบอร์ 5 ส่วนบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์เบอร์ 27

‘ดร.เชน’ลุยช่วยหาเสียงหนองคาย

ที่ตลาดโพธิ์ชัย จ.หนองคายนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทยทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เบอร์ 3 , เขต 2 น.ส.ชนก จันทาทอง เบอร์ 1 และเขต 3 นายเอกธนัช อินทร์รอด เบอร์ 4 ของ จ.หนองคาย เดินหาเสียงที่ตลาดพบปะประชาชนและร่วมรับประทานอาหารเช้าในตลาดยามเช้า ได้รับการต้อนรับจากชาวหนองคาย มอบพวงมาลัยดอกไม้และพวงมาลัยกล้วยฉาบ

‘ยศชนัน’ถึงอุดรฯโดนรุมกอดหอม

ต่อมานายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย พร้อมคณะขึ้นเวทีปราศรัยที่โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม ช่วยนายสมัคร บุญปก ผู้สมัคร สส.อุดรธานี เขต 3 เบอร์ 2 หาเสียง โดยก่อนขึ้นเวทีปราศรัยได้เดินพบปะทักทายประชาชนที่มาฟังปราศรัยซึ่งประชาชนทั้งกอดทั้งหอมขอถ่ายรูปต้องใช้เวลากว่าจะเดินถึงเวที

เมืองหลวงพท.อ้อนเลือกยกทั้งจว.

นายยศชนันปราศรัยว่ายศชนันมารายงานตัว วันนี้อบอุ่นจริง ๆ ตอนแรกจะถามว่าขอ 10 เขตได้หรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่ถามแล้ว เพราะอุดรฯแดงทั้งแผ่นดินและจะแดงไปตลอดกาล วันนี้ผูกพันจริงๆ ที่ได้กลับมาที่อุดรฯอีกครั้งหนึ่ง นี่คือเมืองหลวงของเพื่อไทยจริงๆยศชนันกลับบ้านมาแล้ว ฝากเนื้อฝากตัวลูกหลานชาวอุดรฯได้หรือไม่

“เราประมาทไม่ได้เพราะครั้งที่แล้วไม่เข้าเป้า ครั้งนี้ขอเดินวนดูหน้าดูตากัน รอบนี้ขอให้เลือกเพื่อไทยทั้งคนทั้งเขต ตอนเลือกอย่าเลือกผิดเพราะถ้าเลือกผิดพรรคจะไม่ได้ทั้งคนทั้งเขต”

ชูยิ่งกว่าพลัส70:30พร้อมทำทันที

นายยศชนัน กล่าวอีกว่าวันนี้ถ้าไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อไทยไม่ได้เข้าไปแบบถล่มทลาย ก็ทำไม่ได้ เรามองเห็นเรื่องคนละครึ่ง 50:50 แต่บางคนก็ไม่ไหว วันนี้ยิ่งกว่าพลัส รัฐบาลจ่าย 70 ประชาชนจ่าย 30 ครั้งนี้เป็นศึก สำคัญที่สุดของพี่น้องชาวอุดรฯ ความสามัคคีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เดินหน้าสื่อสารนโยบายที่ดีให้พี่น้องประชาชน และลงมาพบปะกับพี่น้องประชาชน เห็นความเดือดร้อนของพี่น้องและพร้อมทำทันที

‘รักชาติ’บุกภูเก็ตย้ำจุดยืนไม่แก้รธน.

ช่วงเช้าที่ จ.ภูเก็ต นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เบอร์ 35 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมนายเจษฎ์โทณะวณิกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อและทีมพรรครักชาติ อาทิ นายชนินทร์ ปิ่นทอง ผู้อำนวยการพรรค นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เลขาธิการพรรค หาเสียงที่ตลาดสาธารณะ 2 (ตลาดเกษตร) ถ.ภูเก็ต ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต พร้อมแนะนำหมายเลขพรรค และย้ำจุดยืน “ไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ปี 2560” แต่แก้ปากท้องดีกว่า ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่น พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนทั่วไป เข้ามาขอจับมือให้กำลังใจแคนดิเดตนายกฯของพรรคพร้อมขอถ่ายรูป และเป็นกำลังใจกับความตั้งใจของคนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นทางเลือกของการเมืองไทย

‘รทสช.’ย้ำจุดยืนไม่เอารธน.ใหม่

ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค , นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค รวมถึงคณะผู้บริหารพรรค แถลงย้ำจุดยืนของพรรคในการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ว่าขอยืนยันต่อสื่อมวลชนและประชาชนว่าพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นชอบที่สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรายังยืนยัน เพราะเป็นการเซ็นเช็คเปล่าโดยที่ไม่รู้ว่าเซ็นเช็คกับใคร เพราะคำถามประชามติไม่ได้มีกรอบว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญในรูปแบบใด และถือเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญปี 60 ทิ้งทันที ทั้งที่การปรับปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ โดยไม่ต้องฉีกของเก่าทิ้ง

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้มีอะไรดีไปหมด แต่ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหนก็มีข้อบกพร่อง ที่สามารถแก้ไขเป็นเรื่องๆ พรรครวมไทยสร้างชาติเห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่เราไม่เห็นด้วยกับการฉีกทิ้งและเขียนใหม่ ถ้าเราเห็นว่าสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เท่ากับเห็นด้วยกับการฉีกทิ้งทั้งฉบับ โดยเฉพาะหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ ที่อยู่ในมาตราต่างๆ ซึ่งไม่มีหลักประกันว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีผลกระทบสิ่งเหล่านี้

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่าต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการฉีกรัฐธรรมนูญเป็นคนละเรื่องกันอีกประเด็นสำคัญคือหากรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง คนผิดที่เคยเสียสิทธิ หรือขาดคุณสมบัติต่างๆ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญปี 60 ก็จะกลับคืนมาทั้งหมด เราจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงแบบนี้จริงหรือ

พาดพิงสถาบันไม่เหมาะสม ‘บิ๊กเล็ก’ซัดเขมร มอบกต.ทำหนังสือตอบโต้

พาดพิงสถาบันไม่เหมาะสม  ‘บิ๊กเล็ก’ซัดเขมร  มอบกต.ทำหนังสือตอบโต้

พาดพิงสถาบันไม่เหมาะสม ‘บิ๊กเล็ก’ซัดเขมร มอบกต.ทำหนังสือตอบโต้

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พาดพิงสถาบันไม่เหมาะสม ‘บิ๊กเล็ก’ซัดเขมร มอบกต.ทำหนังสือตอบโต้ กรมศิลป์สำรวจซากหินตาควาย ค้ำยันตัวปราสาทป้องกันพังถล่ม

ทภ.2 จับมือสำนักงานศิลปากร ที่ 10 โคราช เข้าตรวจสอบเก็บข้อมูล“ปราสาทตาควาย” เพิ่มเติม โดยพร้อมลำเลียงซากหินที่พังถล่มออกมาตรวจสอบสภาพ และจัดการค้ำยันโบราณสถานป้องกันการพังทลาย เตือนทหารห้ามเข้าไปอยู่หรือเข้าใกล้ตัวปราสาท เพราะไม่แข็งแรง

เมื่อวันที่ 22 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) ร่วมกับสำนักงานศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เข้าดำเนินการตรวจสอบปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพิ่มเติม โดยนายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปากรฯเผยว่าจะนำผลการตรวจสอบเข้าเสนอต่อที่ประชุมฯเพื่อหารือ รวมถึงขออนุมัติการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอื่น ระหว่างนี้ได้ทำการค้ำยันโบราณสถาน เพื่อป้องกันการพังทลาย อีกทั้งยังเปิดเส้นทางไปจนถึงตัวปราสาท เพื่อทำการลำเลียงซากหินที่พังถล่ม ออกมาตรวจสอบสภาพ แล้วจึงจะทำการบูรณะ ซ่อมแซมลำดับต่อไป

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ได้รับคำแนะนำจากผู้อำนวยการสำนักงานศิลปากรฯว่าให้ระวัง ห้ามเข้าไปอยู่ในตัวปราสาท และให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ตัวปราสาทเพราะตัวปราสาทไม่แข็งแรงอาจจะพังถล่มได้

ก่อนหน้านี้ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปกรเคยกล่าวถึงการบูรณะปราสาทตาควายที่ได้รับความเสียหายว่า กรมศิลปากรบูรณะได้ พร้อมเปรียบเทียบกับเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเคยสูญเสียพระธาตุพนมจากภัยธรรมชาติส่งผลให้พระธาตุพนมพังลงมา กรมศิลป์ฯสามารถบูรณะให้องค์พระธาตุฯ กลับมามั่นคงแข็งแรง และสวยงามได้ ซึ่งการบูรณะนั้นใช้เทคนิค “อนัสติโลซีส” (Anastylosis)เป็นวิธีรื้อโครงสร้าง ทำผังตำแหน่งหินแต่ละก้อน และนำชิ้นส่วนเดิมกลับมาประกอบใหม่บนโครงสร้างที่แข็งแรง เทคนิคดังกล่าวเคยใช้มาแล้วในการบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินพิมาย และปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทตาควาย มีขนาดเล็กและซับซ้อนน้อยกว่า จึงไม่เกินขีดความสามารถของกรมศิลปากร

วันเดียวกัน กองบัญชาการกองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 1 จัดชุดปฏิบัติการเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ร่วมกับกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 12 ลงพื้นที่ตรวจสอบและกวาดล้างสรรพาวุธระเบิดในพื้นที่ทำกินของประชาชน บ้านหนองหญ้าแก้ว ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

จากการเข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบหลุมสรรพาวุธระเบิดชนิด BM21 และลูกยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิด ขนาด 82 มิลลิเมตร ทั้งที่ทำงานแล้วและยังไม่ทำงานรวม 6 จุด ในพื้นที่หมู่ 9 บ้านหนองหญ้าแก้ว มีรายละเอียดสำคัญ ได้แก่ พื้นที่การเกษตรของนางนิยม พบหลุม BM21 ที่ทำงานแล้ว พื้นที่การเกษตรของนายขวัญชัย ตรวจพบลูกยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 82 มิลลิเมตร ยังไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการทำลายที่จุดตรวจพบ

นอกจากนี้ บริเวณบ้านนายอำนาจและบ้านนางนิยมตรวจพบหลุม BM21 ที่ทำงานแล้ว ส่วนพื้นที่การเกษตรของนายประดุลย์พบลูกยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาด 82 มิลลิเมตร ยังไม่ทำงาน เจ้าหน้าที่จึงเก็บกู้และเคลื่อนย้ายไปทำลายที่จุดปลอดภัย ขณะที่พื้นที่การเกษตรของนายสุชาติ ตรวจพบลูกยิงจากเครื่องยิงลูกระเบิดขนาดเดียวกัน และได้ทำลายที่จุดตรวจพบ

ที่องค์การทหารผ่านศึกพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหมให้สัมภาษณ์กรณีสว.กัมพูชาเผยแพร่จดหมายเปิดผนึกมีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์ไทยว่า เรื่องนี้กระทรวงต่างประเทศได้ชี้แจงตอบโต้ไปแล้วถึงความไม่เหมาะสม ส่วนกระทรวงกลาโหมต้องดำเนินการเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่นั้น พลเอกณัฐพล กล่าวว่า ไม่จำเป็น มอบให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศ และแน่นอนอยู่แล้วว่าการกระทำของ สว.กัมพูชา ถือว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม เชื่อว่าคนไทยทุกคนทราบดีเรื่องนี้ ตนขอไม่พูดอะไรให้เป็นการย้ำประเด็นขึ้นมาอีก