ไชยาไม่ทน! บุกโรงพักศรีบุญเรือง แจ้งความพี่ชายผู้สมัครพรรคใหญ่ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ไชยาไม่ทน! บุกโรงพักศรีบุญเรือง แจ้งความพี่ชายผู้สมัครพรรคใหญ่ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ

ไชยาไม่ทน! บุกโรงพักศรีบุญเรือง แจ้งความพี่ชายผู้สมัครพรรคใหญ่ เผยแพร่ข้อมูลเท็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

“ไชยา” ขึ้นโรงพัก สภ.ศรีบุญเรือง  ร้องทุกข์ดำเนินคดีพี่ชายผู้สมัคร สส.พรรคใหญ่ เขต 2 เผยแพร่ข้อมูลเท็จ สร้างความเกลียดชัง  หวังผลต่อคะแนนเสียง 

วันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 19:00 น นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร  สส.เบอร์ 7  เขต 2  พรรคกล้าธรรม ได้เดินทางเข้าแจ้งความต่อร้อยเวร สภ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู  ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับพี่ชายผู้สมัคร สส.พรรคใหญ่ เขต 2 หนองบัวลำภู  ด้วยการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเผยแพร่ในคอมพิวเตอร์ ใส่ร้ายและทำลายชื่อเสียงต่อความนิยมของประชาชนในเขตเลือกตั้งที่มีต่อนายไชยา พรหมา โดยหวังผลทางการเมือง ทำให้ตนเอง เสื่อมเสีย ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังต่อสาธารณะ ส่งผลต่อคะแนนในการเลือกตั้ง จึงเข้าร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมายต่อไป 

นายไชยา กล่าวว่า ตนผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง เพิ่งเจอครั้งแรกที่คู่ต่อสู้ ทางการเมือง ใช้วิธีสกปรกทำลายชื่อเสียงเพื่อหวังผลต่อคะแนนเลือกตั้ง อีกทั้งเป็นการทำลายเกียรติยศความน่าเชื่อถือต่อภาพลักษณ์ของตนเองโดยปราศจากความเป็นจริง ดังนั้น ตนจึงขอใช้อำนาจและสิทธิตามกฎหมาย ดำเนินคดีกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องจนถึงที่สุดต่อไป

สีหศักดิ์ ผลักดันความร่วมมือสากลแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์

สีหศักดิ์ ผลักดันความร่วมมือสากลแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์

สีหศักดิ์ ผลักดันความร่วมมือสากลแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.48 น.

”สีหศักดิ์“ ผลักดันความร่วมมือสากลแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ในการประชุม World Economic Forum 2026

วันที่ 22 มกราคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมเป็นผู้เสวนาในหัวข้อ “Cybercrime Has Real Victims” ในห้วงการประชุม World Economic Forum 2026 ร่วมกับเลขาธิการองค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ (INTERPOL) ผู้บริหารองค์กร International Justice Mission และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ต่อปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชน

โดยนายสีหศักดิ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า อาชญากรรมไซเบอร์ในปัจจุบันมิได้จำกัดเพียงการประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน แต่ได้ขยายตัวเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในระดับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งประเทศไทยในฐานะรัฐแนวหน้าได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ  โดยมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 3.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา 
 อย่างไรก็ดี ไทยได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการให้ความช่วยเหลือและส่งกลับเหยื่ออาชญากรรมจากกว่า 40 ประเทศ จำนวนกว่า 11,000 คน กลับสู่ภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ รมว.กต. ยังได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้กลไกทางการทูตเพื่อสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดนระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ในการกำหนดบรรทัดฐานสากลเพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง โดยย้ำว่าปัญหาดังกล่าวคือความท้าทายด้านธรรมาภิบาลระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไขเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการตอบสนองเชิงรับไปสู่การคุ้มครองสวัสดิภาพประชาชนเชิงรุก ทั้งนี้ ไทยพร้อมต่อยอดพันธกรณีจากการลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ ณ กรุงฮานอย และการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมร่วมกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อสกัดกั้นเส้นทางการเงินและทำลายวงจรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม International Conference on the Global Partnership against Online Scams ระหว่างวันที่ 17 – 18 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพ
 

น้าเดชประกาศเลิกแ-ก ร้านแม่นักการเมืองดัง

น้าเดชประกาศเลิกแ-ก ร้านแม่นักการเมืองดัง

น้าเดชประกาศเลิกแ-ก ร้านแม่นักการเมืองดัง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.27 น.

วันที่ 22 มกราคม 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัว “ยิ่งรัก ยิ่งลุ่มหลง” ระบุว่า เคยไปกินอาหารที่ร้านของอดีตนางสาวไทยหลายครั้ง เพราะชื่นชมที่ไม่เคยมีข่าวเสียหาย

แต่เพิ่งมารู้เมื่อวานนี้เองว่า มีลูกชายโตแล้ว แถมยังเล่นการเมือง และมีข่าวจริงเท็จอย่างไรไม่รู้ ลูกชายพูดว่า “ร้านอาหารกูไม่ต้องมีรูปใครมาแปะฝาผนังก็ขายได้”  รู้มาแค่นั้น กูไม่ต้องไปสอบถามว่าจริงหรือไม่ บอกได้เพียงแค่ว่า “กูจะไม่ไปแดกร้านนั้นอีกแล้ว” หรือผมเข้าใจอะไรผิดไป

หมอวรงค์ย้ำ! รัฐธรรมนูญปี 2560 เอาไว้ตรวจสอบ คนที่มีอำนาจรัฐ

หมอวรงค์ย้ำ! รัฐธรรมนูญปี 2560 เอาไว้ตรวจสอบ คนที่มีอำนาจรัฐ

หมอวรงค์ย้ำ! รัฐธรรมนูญปี 2560 เอาไว้ตรวจสอบ คนที่มีอำนาจรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.06 น.

วันที่ 22 มกราคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เอาไว้ตรวจสอบ คนที่มีอำนาจรัฐ

ตอนนี้ครอบคลุมหลัก ๆ แค่นายกฯ และรัฐมนตรี เลยไม่ควรเหมารวมว่า ใครโกงได้เพราะรัฐธรรมนูญไม่ดี เพราะมันไม่ได้มีไว้จัดการคนทั้งประเทศ ถ้าจะทำให้เข้มขึ้น ก็แค่ แก้ให้ตรวจสอบได้ครอบคลุมคนมีอำนาจทุกระดับ โดยเฉพาะ ส.ส.และสว. ไม่จำเป็นต้องฉีกแล้วเขียนใหม่ เขียนใหม่ทั้งฉบับ มีแต่เสี่ยง เพราะกลไกตรวจสอบที่กระทบคนมีอำนาจ อาจถูกยกเลิกไม่ถูกใส่กลับมาเลย

ยศชนัน ปิดทัวร์อีสานเหนือ ประกาศล้างหนี้เสีย ตัดจบหนี้ผู้สูงอายุ

ยศชนัน ปิดทัวร์อีสานเหนือ ประกาศล้างหนี้เสีย ตัดจบหนี้ผู้สูงอายุ

ยศชนัน ปิดทัวร์อีสานเหนือ ประกาศล้างหนี้เสีย ตัดจบหนี้ผู้สูงอายุ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.59 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และคณะแกนนำพรรคเพื่อไทยร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรคเพื่อไทย ณ ทุ่งศรีเมือง จ.อุดรธานี เป็นเวทีสุดท้ายของทริปทัวร์อีสานเหนือ 2 วัน 3 จังหวัด 7 เวที ตั้งแต่ บึงกาฬ หนองคาย และอุดรธานี มีมีประชาชนร่วมนับหมื่นมาร่วมฟังปราศรัย มอบพวงมาลัยดอกดาวเรือง หมูยอ แจ่วบอง ข้าวแต๋น บรรยากาศคึกคัก

นายยศชนัน ขึ้นปราศรัย ขอพี่น้องชาวอุดรธานี “เหมาทั้งจังหวัด” และกล่าวว่า 8 กุมภาพันธ์นี้ วันแห่งความหวังจะเริ่มขึ้น ขออาสาเปลี่ยนความหวังให้เป็นความจริง เปลี่ยนอุดรธานีไปตลอดกาล วันนี้ผมมาแสดงวิสัยทัศน์ให้เห็นว่า “แดงทั้งแผ่นดิน” เป็นอย่างไร เราจะทำประเทศให้มีรายได้สูง โดยเริ่มที่ “อุดรธานี” เมืองหลวงของเพื่อไทย เพราะหัวใจคือประชาชน วันนี้มีความสุขเหมือนได้กลับบ้าน ขอฝากเนื้อฝากตัว ถ้าได้เป็นนายกฯ จะมาหาตลอด แต่ผมเดินคนเดียวไม่ได้ ต้องขอ ส.ส. ยกทั้ง 10 เขต

ยศชนัน

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า ต้องเดินหน้าปรัชญา “ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” เปลี่ยนอุดรฯ สู่จังหวัดรายได้สูง โดยเริ่ม “รดน้ำที่ราก ไม่ใช่รดที่ใบ” เพราะคนรากหญ้าสำคัญที่สุด รอบนี้ จะแก้หนี้ทั้งระบบ: หนี้เสีย 200,000 บาทตัดจบ, ผู้สูงอายุมีหนี้เสียตัดจบทันที, และพักชำระหนี้เกษตรกร ท่านใดรายได้ไม่ถึง 3,000 บาท รัฐบาลพร้อมสมทบคืนศักดิ์ศรีให้ “คนไทยไร้จน” พร้อมแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งทั้งระบบ

พร้อมเน้นย้ำเรื่องเศรษฐกิจว่า จะช่วย SME ให้ค้าขายดีขึ้น ส่วนโครงการคนละครึ่ง ในยามลำบากพี่น้องจ่าย 50 ไม่ไหว เพื่อไทยขอกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ด้วยสูตร “รัฐบาล 70 พี่น้อง 30” นอกจากนี้ จะปั้นอุดรฯ ทำเกษตรมูลค่าสูงแปรรูปเป็น “เมืองหลวงสมุนไพร” สร้างโรงเรียนกีฬาปั้นอาชีพ และปักหมุดเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยวที่ทั่วโลกต้องมาเยือน

ในช่วงท้าย นายยศชนัน สรุปว่า “อุดรธานีต้องค้าขายดี เป็นศูนย์กลางการลงทุนของอีสาน แต่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าอุดรฯ ไม่ใช่อุดรฯ ของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นขออุดรฯ 10 เขตไปเลยได้หรือไม่ครับ”

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวเปรียบเปรยพื้นที่แห่งนี้ว่าเป็นเสมือน “สนามกีฬาทั้งชาติของคนเสื้อแดง” และหากจะนับอุดรธานีเป็นเมืองหลวงของจิตวิญญาณนักต่อสู้ก็คงไม่ผิดนัก โดยนายณัฐวุฒิได้เริ่มต้นด้วยการส่งความคิดถึงถึงพี่น้องประชาชนหลังจากห่างหายจากเวทีใหญ่ไปกว่า 2 ปี

ยศชนัน

พร้อมกันนี้ยังได้ตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าคนเสื้อแดงทิ้งพรรคเพื่อไทยหรือพรรคกำลังจะสูญพันธุ์ โดยท้าให้ผู้ที่สบประมาทมาฟังเสียงตะโกนและดูพลังที่หนาแน่นในวันนี้ เพื่อเป็นหลักฐานว่าความผูกพันยังคงแข็งแกร่งไม่เปลี่ยนแปลง

ในส่วนของการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ นายณัฐวุฒิระบุว่า คือโอกาสสำคัญที่ประชาชนต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดด้วยการเลือกพรรคเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ เพื่อผลักดันให้พรรคเป็นรัฐบาลเข้าไปแก้ปัญหาหนี้สิน ลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้

นอกจากนี้นายณัฐวุฒิยังได้ให้ความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้คือครั้งแรกที่ประชาชนจะหย่อนบัตรในขณะที่ “ดร.ทักษิณ ชินวัตร” ยังอยู่ในเรือนจำ ดังนั้นการเลือกพรรคเพื่อไทยจึงเปรียบเสมือนการยืนยันว่าคนอุดรธานียังไม่ลืมผลงานและนโยบายในอดีต โดยระบุว่า “กาเพื่อไทย 2 ใบ เพื่อประกาศว่าคนอุดรธานียังมีทักษิณอยู่ในหัวใจ”

นายณัฐวุฒิยังได้เปิดใจถึงการยืนหยัดอยู่กับพรรคเพื่อไทยว่า สำหรับตนที่นี่คือ “บ้าน” ที่เติบโตและต่อสู้มา ตราบใดที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังอยู่ ตนก็ไม่อาจทิ้งไปไหนได้ พร้อมยืนยันว่าตนคือคนเสื้อแดงแท้จริงที่อยู่ด้วยหัวใจ ไม่ใช่อามิสสินจ้าง และยกตัวอย่าง “ขวัญชัย ไพรพนา” ที่แม้ร่างกายจะบอบช้ำแต่ก็ยังมาร่วมเวทีด้วยจิตวิญญาณ

ยศชนัน

นอกจากนี้ยังได้ชี้แจงข้อครหาเรื่องการเยียวยาคนเสื้อแดงในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ใน 3 ด้านหลักภายใน 7 เดือนแรก คือ 1. การประสานสภาทนายความประกันตัวผู้ต้องขังการเมือง 2.การจัดตั้งเรือนจำชั่วคราวหลักสี่เพื่อแยกนักโทษการเมือง 3.การอนุมัติเงินเยียวยาทุกสีเสื้อรายละ 7.75 ล้านบาท ส่วนความล่าช้าในคดีความอื่นๆ นั้นเกิดจากขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่การละเลยของพรรค

ทางด้าน นายสุทิน คลังแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ขึ้นปราศรัยเน้นย้ำถึงปัญหายาเสพติด โดยระบุว่านอกจากนโยบายเพื่อไทยจะทำให้ประชาชน “กินอิ่มและนอนอุ่น” แล้ว เรายังใส่ใจปัญหายาเสพติดที่กำลังระบาด เราจะบำบัดผู้ติดยาเสพติดด้วยการตั้งศูนย์บำบัดยาเสพติดประจำจังหวัดทุกแห่ง เพื่อนำลูกหลานกลับคืนสู่ครอบครัว

นอกจากนี้ยังได้แจ้งเตือนประชาชนเกี่ยวกับ “เงินสีเทา” และขบวนการซื้อเสียงที่กำลังระบาด โดยระบุว่ามีรายงานการซื้อเสียงใน กทม. สูงถึงหัวละ 7,500 บาท แต่มาถึงอุดรฯ กลับเหลือเพียง 2,500 บาท พร้อมแนะวิธีรับมือว่า “ถ้าเขาเอาเงินมาให้ก็รับไว้ แต่เวลาเข้าคูหาให้กาเพื่อไทย”

นายสุทินยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยระบุว่าแม้จะเป็นคนเก่งแต่ “มือไม่ถึง” ในการจัดการวิกฤต เห็นได้จากเหตุการณ์ถนนสามเสนทรุด น้ำท่วมหาดใหญ่ และเหตุการณ์เครนตกทับรถไฟ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการ

ยศชนัน

ในขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย คือ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถระดับโลก มีผลงานวิจัยมากมาย และเป็นผู้บริหารระดับรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำ มีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาชาติ จึงขอแรงสนับสนุนจากพี่น้องชาวอุดรธานีในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ให้กาพรรคเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ เพื่อส่งต่อความหวังให้ ดร.ยศชนัน เข้าไปทำงานในฐานะนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ สำหรับผู้สมัคร สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทยทั้ง 10 เขต ประกอบด้วย นายโกเมนทร์ ทีฑธนานนท์ เขต1 เบอร์2 , นางหทัยรัตน์ เพชรพนมพร เขต2 เบอร์1 , นายสมัคร บุญปก เขต3 เบอร์2 , นายไตรภพ คำเพชร เขต4 เบอร์3 , นายกรวีร์ สาราคำ เขต5 เบอร์2 , นายประชาชาติ แสนแก้ว เขต6 เบอร์2 , นายธีระชัย แสนแก้ว เขต7 เบอร์6 , นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เขต8 เบอร์8 , นายวัชรพล ขาวขำ เขต9 เบอร์6 และ นางเทียบจุฑา ขาวขำ เขต10 เบอร์5

ชลสิทธิ ผู้สมัครสส. พรรคกล้าธรรม กราบขอโทษชาวภูเก็ต หลังศาลสั่งถอนชื่อ ปมถือหุ้นสื่อ

ชลสิทธิ ผู้สมัครสส. พรรคกล้าธรรม กราบขอโทษชาวภูเก็ต หลังศาลสั่งถอนชื่อ ปมถือหุ้นสื่อ

ชลสิทธิ ผู้สมัครสส. พรรคกล้าธรรม กราบขอโทษชาวภูเก็ต หลังศาลสั่งถอนชื่อ ปมถือหุ้นสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.34 น.

วันที่ 22 มกราคม 2569 นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 1 พรรคกล้าธรรม ได้ออกมาโพสต์ข้อความ  หลังถูก ถอนชื่อจากการลงสมัครเนื่องจากขาดคุณสมบัติกรณีถือหุ้นสื่อ 

โดยระบุว่า ผม นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส. ภูเก็ต  เขตเลือกตั้งที่ 2 หมายเลข 1 ขอกราบขอโทษพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตทุกท่าน จากใจจริง กรณีที่ผมถูกให้ถอนชื่อจากการลงสมัคร เนื่องจากขาดคุณสมบัติ กรณีถือหุ้นสื่อ ซึ่งเป็นความบกพร่องที่ผมต้องยอมรับและน้อมรับการตัดสินตามกติกา

ผมขอขอบพระคุณอย่างสุดหัวใจ สำหรับทุกกำลังใจ ความเชื่อมั่น และแรงสนับสนุนที่พ่อแม่พี่น้องมอบให้ตลอดมา สิ่งเหล่านี้มีคุณค่าและความหมายกับผมอย่างยิ่ง

แม้วันนี้ผมจะไม่สามารถเดินต่อในสนามเลือกตั้งได้ แต่ผมยังคงตั้งใจทำประโยชน์เพื่อสังคมภูเก็ตและยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องประชาชนเสมอ

ขอบคุณและขออภัยจากใจครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม คดีถือหุ้นสื่อ

ก้องเกียรติ หลุดโผ กกต เคาะถอนชื่อสมัคร สส เมืองคอน เขต 7

ก้องเกียรติ หลุดโผ กกต เคาะถอนชื่อสมัคร สส เมืองคอน เขต 7

ก้องเกียรติ หลุดโผ กกต เคาะถอนชื่อสมัคร สส เมืองคอน เขต 7

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

วันนี้(22ม.ค.) มีรายงานว่าสำนักงานกกต.ได้มีหนังสือแจ้งไปยังสำนักงานกกต. ประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า กกต.ได้พิจารณาเรื่องการวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งส.ส.จ.นครศรีธรรมราชเขต 7โดยสั่งให้ถอนชื่อนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ จากพรรคกล้าธรรม ออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครศรีธรรมราชดำเนินการแจ้งผู้เกี่ยวข้องตามระเบียบกกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติมทราบโดยเร็ว และให้แจ้งสิทธิ์ในการอุทธรณ์แก่ผู้สมัครที่ถูกถอนชื่อ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับนายก้องเกียรติ ถูกร้องว่าไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัครเนื่องจากมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครเพราะ เคยต้องคำพิพากษาศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงวันที่ 16 ธ.ค. 2542 จำคุก1 ปีปรับ 3,000 บาทในคดีลักต้นไม้ 4ต้น โดยโทษจำคุกให้รอการลงอาญา 2 ปี ซึ่งขณะนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกำลังดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งถอนชื่อนายก้องเกียรติออกจากบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง

บิ๊กโอ

ทางนี้นายก้องเกียรติได้โพสต์คลิปวีดีโอชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว “บิ๊กโอ สจ.ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ” ระบุว่า กรณีดังกล่าวไม่เหนือความคาดหมายของตนเองและผู้ใหญ่ในพรรคกล้าธรรมและมองว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นเป็นขบวนการภายหลังการเจรจาย้ายพรรคไม่ประสบผลสำเร็จ และมีความพยายามตัดสิทธิคุณสมบัติในการลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. รอบล่าสุด ซึ่งขณะนี้ผู้ใหญ่ของพรรค ฝ่ายกฎหมาย และทีมทนายความ ได้เตรียมข้อมูลและพยานหลักฐานไว้พร้อมแล้ว หากถูกถอดถอนรายชื่อการเป็นผู้สมัคร ตนมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายกำหนดกรอบเวลาไว้ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ กกต.มีมติ โดยศาลจะพิจารณาคดีโดยเร็ว

บิ๊กโอ
บิ๊กโอ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก บิ๊กโอ ก้องเกียรติ เกตุสมบัติ

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม คดีถือหุ้นสื่อ

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม คดีถือหุ้นสื่อ

ศาลฎีกาสั่งถอนชื่อ ชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.พรรคกล้าธรรม คดีถือหุ้นสื่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

ผอ.กกต.ภูเก็ต เผยศาลฎีกามีคำวิจฉัยสั่งถอนชื่อ’ชลสิทธิ แก้วยะรัตน์’ ผู้สมัคร สส. ภูเก็ต เขต 2 พรรคกล้าธรรม ปมถือหุ้นสื่อ 

เวลา 17.30 น. วันที่ 22 มกราคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประ จำจังหวัดภูเก็ต(กกต.ภูเก็ต) น.ส.อรพิน  อาชีวะสุข ผอ.กกต.ภูเก็ต เปิดเผยว่า วันนี้ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยและมีคำสั่งให้ถอนชื่อนายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส. ภูเก็ต เขต 2 หมายเลข 1 พรรคกล้าธรรม เนื่องจากว่าเข้าลักษณะต้องห้ามมาตรา 42 (3) กรณีของการเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ถอนชื่อ  เป็นไปตามคำร้องของ กกต. ภูเก็ต หลังตรวจพบว่า นายชลสิทธิ เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน ภายหลังประกาศรับรองผู้สมัคร สส.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 7ม.ค.69

ผอ.กกต.ภูเก็ต  กล่าวว่า ตอนนี้ ถือว่าผู้สมัครเขต 2 หมายเลข 1 ได้สิ้นสภาพการเป็นผู้สมัครเรียบร้อยแล้วและทางผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเขต 2 จะมีประกาศถอนชื่อเป็นทางการอีกครั้งหนึ่งสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งเขตเลือกตั้งที่ 2 เนื่องจากหมายเลข 1 ถูกถอนชื่อแล้ว ถ้ากากบาทหมายเลข 1 ก็จะกลายเป็นบัตรเสีย ดังนั้น ท่านก็ไปเลือกหมาย เลขอื่นที่ท่านชื่นชอบเพราะหมายเลข 1 ถูกถอนชื่อแล้ว

โดย รายชื่อผู้สมัคร สส.เขต 2 จ.ภูเก็ต ประกอบด้วย 

หมายเลข1  นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ พรรคกล้าธรรม
หมายเลข 2 นายอินทร์ เพชรหิน พรรคเศรษฐกิจ
หมายเลข 3 นายษณกร กี่สิ้น พรรคภูมิใจไทย
หมายเลข 4 นางณัฐพร ผาณิตพิเชฐวงศ์ พรรคเพื่อไทย
หมายเลข5  นายสมชาติ สมนาม พรรคประชาธิปัตย์
หมายเลข6 นายเฉลิมพงศ์ แสงดี พรรคประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเลือกตั้ง สส.เขตเลือกตั้งที่ 2 จ.ภูเก็ต จะเหลือผู้สมัคร เพียง 5 คน ได้แก่ นายอินทร์ เพชรหิน พรรคเศรษฐกิจ นายษณกร กี่สิ้น พรรคภูมิใจไทย นางณัฐพร ผาณิตพิเชฐวงศ์ พรรคเพื่อไทย นายสมชาติ สมนาม พรรคประชา ธิปัตย์ และนายเฉลิมพงศ์ แสงดี พรรคประชาชน

อนุทิน ดีใจด้วย ภูมิธรรม-ทวี รอดคดีแทรกแซงฮั้วสว. ย้อนถามเกี่ยวอะไรกับภูมิใจไทย

อนุทิน ดีใจด้วย ภูมิธรรม-ทวี รอดคดีแทรกแซงฮั้วสว. ย้อนถามเกี่ยวอะไรกับภูมิใจไทย

อนุทิน ดีใจด้วย ภูมิธรรม-ทวี รอดคดีแทรกแซงฮั้วสว. ย้อนถามเกี่ยวอะไรกับภูมิใจไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

“อนุทิน” ดีใจด้วย “ภูมิธรรม-ทวี” หลุดพ้นคดี แทรกแซงฮั้วสว. ย้อนถามเกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย

วันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 15.00 น. ที่ อ.คง จ.นครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณี ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.มหาดไทย และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม หลุดพ้นคดี แทรกแซงฮั้วสว. ว่า ดีแล้ว เป็นไปตามคำพิพากษา 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถูกพุ่งเป้ามาที่พรรคภูมิใจไทย อนาคตจะมีปัญหาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันเลย ” เกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวโยง ดีใจด้วย” 

ทนกระแสไม่ไหว! ม.พะเยา ยกเลิกเวทีนโยบายพรรคส้ม ลดข้อกังขา

ทนกระแสไม่ไหว! ม.พะเยา ยกเลิกเวทีนโยบายพรรคส้ม ลดข้อกังขา

ทนกระแสไม่ไหว! ม.พะเยา ยกเลิกเวทีนโยบายพรรคส้ม ลดข้อกังขา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

วันที่ 22 มกราคม 2569 สืบเนื่องจากกรณี คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เชิญร่วมรับฟังนโยบายพรรคประชาชน! ประเด็นด้านการกระจายอำนาจและด้านอื่นพร้อมรับฟังข้อคิดเห็น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับ บูรพา เล็กล้วนงาม ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปีกกระจายอำนาจ) ณัฐดนัย วัดเกี้ยวพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปีกสาธารณสุข) คุณวิสา บุญนัดดา ผู้สมัคร ส.ส.พะเยา เขต1 ในวันที่ 23 มกราคม 2569 นั้น

ล่าสุด คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้พิจารณา ยกเลิกการจัดเวทีนำเสนอ นโยบายของพรรคประชาชน  ในวันที่ 23 มกราคม 2569 

โดยระบุว่า ประกาศคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

สืบเนื่องจากการเกิดปัญหาการจัดเวทีสัมมนาเชิงเศรษฐกิจการเมือง ของหน่วยงานอื่นที่ได้จัดไปก่อนหน้า  และปัญหาการแข่งขันในเชิงการนำเสนอนโยบายระหว่างพรรคการเมืองที่อาจคลุมเครือซึ่งจัดเวทีในพื้นที่ของสถาบันการศึกษา

จากผลจากเหตุการณ์ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น  คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์พิจารณาแล้ว เห็นว่าเพื่อให้เป็นที่ลดข้อกังขา เกิดความโปร่งใสและดำรงความเป็นกลางทางการเมืองที่คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้ยึดมั่นมาตลอด

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ จึงพิจารณา ยกเลิกการจัดเวทีนำเสนอนโยบายของพรรคประชาชน  ในวันที่ 23 มกราคม 2569 

ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569  เคยมีประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ภาพประชาสัมพันธ์กิจกรรมชื่อ “ไทยเทา ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มอง (ไม่) เห็น” ซึ่งระบุว่ากำหนดจัดขึ้นในวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยพะเยา โดยมีวิทยากรหลักคือ รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 3

ประเด็นที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง คือข้อความขนาดเล็กท้ายโปสเตอร์ที่ระบุว่า “นิสิตที่เข้าร่วมได้รับชั่วโมงกิจกรรม 3 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการจบการศึกษาหรือการทำกิจกรรมของนิสิต (เอาคะแนนมาล่อ? ชาวเน็ตฉะยับ พรรคส้มชวนฟังเสวนา พ่วงแจกชั่วโมงกิจกรรมนิสิต)