กกต.เรียก ปชน.แจงใช้งบนโยบายหาเสียง ลุยสอบบิ๊กล็อตอีก 51 พรรค

กกต.เรียก ปชน.แจงใช้งบนโยบายหาเสียง ลุยสอบบิ๊กล็อตอีก 51 พรรค

กกต.เรียก ปชน.แจงใช้งบนโยบายหาเสียง ลุยสอบบิ๊กล็อตอีก 51 พรรค

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรค เร่งพิจารณานโยบายหาเสียงที่ใช้งบประมาณให้ทันก่อนการเลือกตั้ง จาก 60 พรรค มี 51 พรรคต้องตรวจสอบ ขณะที่ 9 พรรครอด เพราะไม่มีนโยบายใช้จ่ายเงิน  

วันที่ 22 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง  เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณา  หาเสียงเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้    มีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัคร สส.จำนวน 60 พรรคการเมือง   มีจำนวน 51 พรรคการเมืองที่มีนโยบายใช้จ่ายเงินที่ต้องแจ้ง กกต. และมี พรรคการเมืองที่ไม่นโยบายที่ใช้จ่ายเงินจำนวน  9 พรรคการเมือง   

ซึ่งการประชุมครั้งนี้พิจารณาต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว  โดยมีจำนวน  5 พรรคการเมือง   ที่คณะกรรมการตรวจสอบมีมติให้พรรคชี้แจงข้อมูลและส่งเอกสารเพิ่มเติม ประกอบด้วย พรรคประชาชน  จะต้องชี้เพิ่มเติม  ได้แก่  นโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ  นโยบายจัดการที่อยู่อาศัยทั้งระบบ   นโยบายการแก้ปัญหาหนี้เกษตรกร   โครงการเมกะโปรเจคยกระดับคุณภาพชีวิตทั่วไทย โครงการยกระดับเอสเอ็มอี   โดยการสร้างแต้มต่อด้วยคนละครึ่งและหวยใบเสร็จ   รวมถึงโครงการนโยบายสินเชื่อสร้างตัว เอสเอ็มอี  และกองเพิ่มผลิตคุณภาพเอสเอ็มอี       

พรรคประชากรไทย ต้องชี้แจงเพิ่มเติมได้แก่นโยบายสวัสดิการแห่งรัฐ  ผู้สูงอายุ 5,000 บาทต่อเดือน  และผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง    พรรคประชาไท  ให้ชี้แจงนโยบายค่าตอบผู้สูงอายุเดือนละ 3,000  พรรคไทยธรรม  ชี้แจงนโยบายสวัสดิการเบี้ยบำนาญอายุ  60 ปีขึ้นไป หรือ อายุ  60 ปี เดือนละ 4,000 บาท  ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์     และพรรคประชากรอาสาชาติ ชี้แจงเพิ่มเติมนโยบายให้ทุนการศึกษาเรียนฟรี ม.6 ถึง ปริญญาตรี   1 หมู่บ้าน  1 บัณฑิต และในวันนี้จะพิจารณารวม  23 พรรคการเมือง  และรอพิจารณา   28 พรรค ห้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 3-4 ก.พ. นี้ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลความคุ้มค่าและความเสี่ยงของนโยบายก่อนเข้าคูหาเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

กกต.ยังไม่ฟันธง นโยบาย เต้ มงคลกิตติ์ ขัดกฎหมายหรือไม่

กกต.ยังไม่ฟันธง นโยบาย เต้ มงคลกิตติ์ ขัดกฎหมายหรือไม่

กกต.ยังไม่ฟันธง นโยบาย เต้ มงคลกิตติ์ ขัดกฎหมายหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

“กกต.” ยังไม่ฟันธงนโยบาย “เต้007 ” ขัดกฎหมายหรือไม่ ชี้ต้องตรวจสอบว่าพรรคการเมืองเสนอหรือเป็นความเห็นส่วนบุคคล ย้ำพิจารณากฎหมายควบคู่บริบทสังคมไทย

วันที่ 22 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัครสส. พรรคพลังประชารัฐ ได้ยื่นเรื่องขอให้ กกต. ตรวจสอบนโยบายหาเสียงของ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ผู้สมัคร สส.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคทางเลือกใหม่ ที่เสนอว่าผู้หญิงสามารถมีสามีได้ 4 คน โดยอ้างอิงคล้ายกฎหมายอิสลาม ว่า ตนมองว่าประชาชนมีความฉลาดเลือก ซึ่ง กกต. ได้พิจารณาในเรื่องนี้และได้ตั้งข้อสังเกตไว้บ้างแล้ว แต่ก็เป็นสิทธิของนายเรืองไกร ที่จะร้องเรียนได้ และ กกต. ก็รับทุกเรื่อง ส่วนจะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่นั้น จะต้องมาพิจารณา

สำหรับนโยบายจะขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน นายแสวง กล่าวว่า ยังไม่สามารถวินิจฉัยหรือตัดสินใจได้ในขณะนี้ เพราะต้องดูความเป็นไปได้ตามกฎหมายควบคู่กับลักษณะของสังคมไทยด้วย ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะเห็นว่านโยบายดังกล่าวที่จูงใจให้ลงคะแนนเสียงหรือไม่ หากเป็นนโยบายที่ผิดกฎหมาย ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

“เราต้องไปดูในรายละเอียด เพราะผู้เสนอนโยบายกับพรรคการเมืองอาจเป็นคนละคนกัน จึงต้องตรวจสอบว่าพรรคการเมืองนั้นเสนอนโยบายอย่างไร

ส่วนประเด็นที่นายมงคลกิตติ์ ออกมาพูดเช่นนี้ จะเข้าข่ายหลอกลวงหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ต้องดูว่าพรรคเสนอนโยบายหรือไม่ ทั้งนี้นโยบายที่เป็นไปไม่ได้ หรือหลอกลวงหรือไม่จะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆด้วย

พรรครักชาติ ยกทัพบุกภูเก็ต! เจษฎ์ นำทีมสวมชุด บ่าบ๋า ไหว้พระวัดฉลอง ขอพรหลวงพ่อแช่ม

พรรครักชาติ ยกทัพบุกภูเก็ต! เจษฎ์ นำทีมสวมชุด บ่าบ๋า ไหว้พระวัดฉลอง ขอพรหลวงพ่อแช่ม

พรรครักชาติ ยกทัพบุกภูเก็ต! เจษฎ์ นำทีมสวมชุด บ่าบ๋า ไหว้พระวัดฉลอง ขอพรหลวงพ่อแช่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.03 น.

​“พรรครักชาติ” ยกทัพบุกภูเก็ต! “เจษฎ์” นำทีมสวมชุด “บ่าบ๋า” ไหว้พระวัดฉลอง ขอพรหลวงพ่อแช่ม  พร้อมปล่อยปลาไหล อโหสิกรรมให้เจ้ากรรมนายเวร 

วันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น.​ ที่จ.ภูเก็ต พรรครักชาติ (เบอร์ 35) จัดทัพลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต นำโดย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรครักชาติ พร้อมคณะ ได้เดินทางไปยัง วัดไชยธาราราม (วัดฉลอง) เพื่อสักการะหลวงพ่อแช่ม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองภูเก็ต เพื่อความเป็นสิริมงคลเอาฤกษ์เอาชัย พร้อม ปล่อยปลาไหล และ ปลาสวาย เพื่ออโหสิกรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวร  

​พร้อมพบปะประชาชนในพื้นที่ ชุมชนริมทะเล ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก และทีมพรรครักชาติ ได้สร้างสีสันด้วยการสวมใส่ ชุดบ่าบ๋า ซึ่งเป็นชุดพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวภูเก็ต สะท้อนถึงความใส่ใจและการให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตท้องถิ่น มาพูดคุย กับชาวบ้าน และประชาชน เรื่องการไม่แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนในพื้น ให้ความสนใจ เป็นอย่างมาก

สำหรับ การหาเสียงของพรรครักชาติ ในวันนี้ ได้รับเสียงตอบรับ อย่างดี จากชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยว มีบรรดาแฟนคลับ  และประชาชนเข้ามาร่วมให้กำลังใจ และขอถ่ายรูปคู่กับ นายเจษฎ์ และทีมพรรครักชาติอย่างเป็นกันเอง โดยทีมพรรครักชาติ ได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะเข้ามารับใช้ประชาชน เป็นพรรคใหม่ พรรคเล็ก ไม่มีนายทุน  ภายใต้สโลแกน “เพราะรักชาติ ไม่ใช่แค่คำพูด” และ “กา รักชาติ รักษาชาติ”

ตรีนุชนำทีมผู้สมัครกาฬสินธุ์ เขต 1 ลุยตลาดทุ่งศรีเมือง ชูนโยบายลดภาระปากท้อง

ตรีนุชนำทีมผู้สมัครกาฬสินธุ์ เขต 1 ลุยตลาดทุ่งศรีเมือง ชูนโยบายลดภาระปากท้อ

ตรีนุชนำทีมผู้สมัครกาฬสินธุ์ เขต 1 ลุยตลาดทุ่งศรีเมือง ชูนโยบายลดภาระปากท้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.58 น.

ตรีนุชนำทีมผู้สมัครกาฬสินธุ์ เขต 1 ลุยตลาดทุ่งศรีเมือง ชูนโยบายลดภาระปากท้อง ดูแลคนไทยทุกช่วงวัย

วันที่ 22 มกราคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายปภัทร เฮงไพบูลย์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาฬสินธุ์ เขต 1 และนายสนั่น พงษ์อักษร ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 ลงพื้นที่ตลาดทุ่งศรีเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ พบปะพี่น้องประชาชนและพ่อค้าแม่ค้า เพื่อรับฟังปัญหาค่าครองชีพและเศรษฐกิจในชีวิตประจำวัน ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนในพื้นที่

โอกาสนี้ พรรคพลังประชารัฐได้นำเสนอนโยบายหลัก “เกิดดี ดูแลดี แก้หนี้ไม่ทิ้ง แก้ให้ตรงจุด หมดภาระที่หนักใจ” มุ่งดูแลประชาชนอย่างครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ เด็กแรกเกิด ไปจนถึงผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย โดยเน้นมาตรการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาปากท้องอย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า พรรคมีนโยบายต่อยอดจากผลงานที่ได้ทำมาของพรรค โดยการเพิ่มความช่วยเหลือด้านค่าครองชีพผ่านบัตรประชารัฐ ปรับวงเงินจาก 300 บาท เป็น 700 บาทต่อเดือน ควบคู่มาตรการค่าไฟฟ้าฟรีไม่เกิน 315 บาทต่อเดือน พร้อมเพิ่มเงินช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุเพิ่ม 100 บาท และผู้พิการเพิ่ม 200 บาท เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน พรรคยังเดินหน้านโยบาย “มารดาประชารัฐ” ดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 4 ด้วยเงินสนับสนุนเดือนละ 1,500 บาท จนถึงวันคลอด และดูแลเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี ด้วยเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เพื่อสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวตั้งแต่ต้นทาง

สำหรับผู้สูงอายุ พรรคเสนอ “นโยบายสูงวัยประชารัฐ” ปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรายได้น้อย อายุ 60 ปีขึ้นไป แบบขั้นบันได ได้แก่ อายุ 60–69 ปี เดือนละ 2,000 บาท อายุ 70–79 ปี เดือนละ 3,000 บาท อายุ 80–89 ปี เดือนละ 4,000 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 5,000 บาท

นอกจากนี้ พรรคพลังประชารัฐยังเสนอนโยบาย “หมู่บ้านเงินล้าน” โดยรัฐออกทุน ประชาชนออกแรง สนับสนุนงบประมาณพัฒนาชุมชนตามขนาดพื้นที่ ตั้งแต่ 1–3 ล้านบาทต่อปี และต่อยอดหมู่บ้านที่มีการบริหารจัดการดีให้ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องสูงสุด 3 ปี เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก

ด้าน นายสนั่น พงษ์อักษร กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการรับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องค่าครองชีพและรายได้ที่ยังเป็นความเดือดร้อนของหลายครัวเรือน พรรคพร้อมผลักดันนโยบายที่ช่วยลดภาระปากท้อง ดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง หากได้รับโอกาสจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้

ขณะที่ นายปภัทร เฮงไพบูลย์ ระบุว่า ตนเข้าใจปัญหาและวิถีชีวิตของพี่น้องชาวกาฬสินธุ์เป็นอย่างดี เพราะเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด พร้อมอาสาเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาบ้านเกิดให้ดีขึ้น โดยจะผลักดันนโยบายที่ช่วยแก้ปัญหาปากท้อง ลดค่าครองชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ตนพร้อมทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ เป็นตัวแทนของชาวกาฬสินธุ์ในสภา เพื่อให้เสียงของคนในพื้นที่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุดและยั่งยืน

‘พิเชษฐ์’ ซัดเคสปูดซื้อเสียงหัวละ 7,500 เตือนสติรับเงินวันนี้ เตรียมเจอคอร์รัปชัน-แบกของแพงยันลูกหลาน

‘พิเชษฐ์’ ซัดเคสปูดซื้อเสียงหัวละ 7,500  เตือนสติรับเงินวันนี้ เตรียมเจอคอร์รัปชัน-แบกของแพงยันลูกหลาน

‘พิเชษฐ์’ ซัดเคสปูดซื้อเสียงหัวละ 7,500 เตือนสติรับเงินวันนี้ เตรียมเจอคอร์รัปชัน-แบกของแพงยันลูกหลาน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.54 น.

มหกรรมลงขันโกงชาติ! ‘พิเชษฐ์’ ซัดเคสปูดซื้อเสียงหัวละ 7,500 คือ ‘โซ่ตรวน’ แลก ‘อนาคตประเทศ’ เปรียบเหมือน ‘ยาพิษเคลือบน้ำตาล’ ลั่น ‘พรรคเล็ก’ แค่หลักร้อยยังไม่มีปัญญา เตือนสติรับเงินวันนี้ เตรียมเจอแรงกระแทกคอร์รัปชัน-แบกของแพงยันลูกหลาน

วันที่ 22 มกราคม 2569 นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่างถึงสมรภูมิเลือกตั้งที่กำลังถูกเขย่าด้วยพลังเงินทุนหนา โดยเฉพาะกระแสข่าวลือเรื่องการทุ่มเงินซื้อเสียงในระดับที่สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 7,500 บาทต่อหัวว่า นี่คือสัญญาณมรณะของประชาธิปไตยไทยที่จะนำไปสู่ยุคข้าวยากหมากแพงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรควิชชั่นใหม่ต้องสู้อย่างโดดเดี่ยวภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ต่างกับพรรคทุนใหญ่ที่เดินเกมด้วยงบประมาณมหาศาล

“ทุกวันนี้พรรคเล็กเราหาเสียงตามกำลังทรัพย์ที่มี ซึ่งมันยากลำบากแสนสาหัส เราไม่มีเงินถุงเงินถังไปเนรมิตป้ายหาเสียงทุกหัวมุมถนน ไม่มีงบพิมพ์ใบปลิวแจกทุกบ้าน หรือเดินเคาะประตูได้ครบทุกตารางนิ้วทั่วไทยเหมือนพรรคใหญ่ เรามีเพียง หัวใจ และนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ย เป็นอาวุธเพียงอย่างเดียวที่ใช้เดินเข้าหาประชาชนด้วยความสัตย์จริง” นายพิเชษฐ์ กล่าว

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวต่อว่า ตนขอเตือนสติคนไทยว่า อย่าหลงกลเงินเพียงหยิบมือที่กลุ่มทุนโยนมาให้ เพราะนั่นคือเงินลงทุนที่พวกเขาเตรียมเข้าไปขุดรีดคืนในภายหลัง ถ้าต้องแข่งกันด้วยเงิน บอกตรงๆ ว่า แค่หัวละหลักร้อยบาทเรายังไม่มีปัญญาจะไปสู้เขาเลย แล้วไอ้พวกที่โปรยเงินถึง 7,500 บาท ท่านคิดว่าเขาเอามาจากไหน เงินเหล่านั้นคือเงินที่เตรียมไว้เพื่อเข้าไปปล้นงบประมาณชาติในวันหน้า ถ้าคนไทยรับเงินเขาในวันนี้ ก็เท่ากับเราเซ็นสัญญาขายชีวิตลูกหลานให้เป็นทาสพวกทุนสามานย์ไปตลอดกาล ซึ่งเงินซื้อเสียงเปรียบเสมือนยาพิษเคลือบน้ำตาล ที่จะส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพโดยตรง

“เงิน 7,500 บาทที่รับไป ประทังชีวิตได้ไม่กี่วัน แต่หลังเลือกตั้งมันจะกลับมาในคราบของค่าข้าวที่แพงขึ้น ค่าน้ำมันที่พุ่งสูง ค่าไฟที่กระโดด และค่าปุ๋ยที่ชาวนาแบกไม่ไหว คนเฒ่าคนแก่รับเงินครั้งเดียว แต่ต้องก้มหน้าชดใช้ด้วยค่าครองชีพที่แพงหูฉี่ไปตลอดชีวิต คนที่รับกรรมหนักที่สุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือลูกหลานของพวกเราที่ต้องมาแบกหนี้ประเทศและแบกภาษีแทนนักการเมืองที่เข้ามาโกงกินถอนทุนคืน” นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายพิเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า ตนขอโอกาสให้พรรคการเมืองที่สู้ด้วยอุดมการณ์เข้าไปล้างระบบการเงินที่ดูดเลือดประชาชน ขอปลุกใจพี่น้องคนไทยทั่วประเทศ ต้องไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเกิดขึ้น อย่าปล่อยให้เงินเพียงไม่กี่พันมาแลกกับความล่มจมของชาติ หากท่านอยากเห็นระบบการเงินที่ยุติธรรม ท่านต้องใช้คะแนนบริสุทธิ์พิสูจน์ให้กลุ่มทุนเห็นว่า คนไทยกินข้าว ไม่ได้กินหญ้า และเงินซื้อศักดิ์ศรีของคนทำงานไม่ได้! เลือกพรรคเล็กที่มีหัวใจ ดีกว่าเลือกพรรคใหญ่ที่จ้องแต่จะเอาทุนคืน

อนุทิน อ้อนชาว อ.คง ชนะขาด 3 หมื่นแต้ม ให้ ภูมิใจไทย กลับมาขอบคุณทุกอำเภอ

อนุทิน อ้อนชาว อ.คง ชนะขาด 3 หมื่นแต้ม ให้ ภูมิใจไทย กลับมาขอบคุณทุกอำเภอ

อนุทิน อ้อนชาว อ.คง ชนะขาด 3 หมื่นแต้ม ให้ ภูมิใจไทย กลับมาขอบคุณทุกอำเภอ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.40 น.

“อนุทิน” ลุยหาเสียง อ.คง อ้อนขอชนะขาด 3 หมื่นแต้มให้ ภท. กลับมาขอบคุณทุกอำเภอ

วันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 14.30 น. วันที่ 22 ม.ค. ที่ลานหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลเมืองคง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงจุดสุดท้ายที่อำเภอคง เพื่อช่วยนายตติรัฐ รัตนเศรษฐ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต16 

นายอนุทิน ขึ้นเวทีปราศรัยว่า วันนี้ไปมา 3 อำเภอ อ.คง คนเยอะมากกว่าเพื่อนเลย เราไม่ใช่คนอื่นไกล ตนเคยมาที่อ.คง หลายครั้งแล้ว และสนิทสนมกับนายกไพศาล เกียรติชัยพัฒน ซึ่งปัจจุบันเป็นนายกเทศบาล เป็นคนที่มีความขยันและบอกกับตนตลอดเวลาว่าพี่น้องอำเภอคงยังไงก็รักหัวหน้าจริงหรือไม่ โดยประชาชนตอบว่าจริง

นายอนุทินจึงกล่าวว่า แต่ละครั้งต้องรักจริงๆนะ ต้องแสดงความรักให้เห็นนะได้หรือเปล่า ชาวบ้านตอบว่าได้ นายอนุทิน จึงกล่าวว่า เห็นแต่ว่าเบอร์3 ให้น้องดราฟได้หรือเปล่า ไม่ตั๋วหน่า ตนเคยมาอ.คงหลายครั้ง นายไพศาล เกียรติชัยพัฒน นายกเทศมนตรีตำบลเมืองคง อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา สมัครในนามพรรคภูมิใจไทยตอนปี 2562 แพ้ไปนิดเดียว เที่ยวนี้ขอชนะสัก 30,000 คะแนนได้ไหม คิดดอกเบี้ยด้วยคราวที่แล้วขาดไป 1,000 กว่าแต้ม พอปี 2566 ขาดไปเยอะ10,000 -20,000กว่าแต้ม ที่บอกว่ารัก แต่แต้มมันไม่พอ เที่ยวนี้ไม่รู้แหละถ้าไม่ถึง 30,000 แต้มไม่มาแล้วนะ เรามาเสนอตัว ไม่ใช่บอกว่าให้กาแล้วเดี๋ยวกลับไปทำ แต่เราทำมาหมดแล้วพรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำเว้าแล้วเฮ็ด สิ่งที่สัญญากับประชาชนทำมาหมดแล้วทุกเรื่องประสบความสำเร็จ ขอโอกาสให้ตนมาขอบคุณชาวโคราชทุกอำเภอในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

อนุทิน บุกถิ่นโคราช อ้อนเลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด เพื่อพลังในการบริหาร

อนุทิน บุกถิ่นโคราช อ้อนเลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด เพื่อพลังในการบริหาร

อนุทิน บุกถิ่นโคราช อ้อนเลือก ภูมิใจไทย ยกจังหวัด เพื่อพลังในการบริหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

วันที่ 22 ม.ค. 2569 เวลา 12.40 น. ที่โดมเอนกประสงค์ เทศบาลเมืองบัวใหญ่ อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หาเสียงช่วยนายโกศล ปัทมะ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 6 เมื่อมาถึงชาวบ้านเข้ามาผูกผ้าขาวม้าให้นายอนุทิน จากนั้นนายอนุทินเดินทักทายประชาชนท่ามกลางประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพด้วยจำนวนมาก 

นายอนุทิน กล่าวปราศรัยว่า ตนต้องขออภัยมาล่าช้าไปเยอะ เจอแบบนี้ทุกอำเภอกว่าจะฝ่ามาได้ต้องขออภัยเหมือนกัน  พ่อแม่พี่น้องทุกคนที่เข้ามาตนจับมือ เข้ามากอด  เหลืออย่างเดียวหอมแก้มยังไม่โดน แต่ถ้าโดนก็ยินดีนะ ถ้าโดนแบบนี้เมียไม่ว่า แต่ถ้าโดนสาวๆกลับบ้านหูขาดข้างหนึ่งแน่ ตนต้องยอมรับว่าใจไม่แข็งพอ พี่น้องเดินเข้ามาแล้วทักทายแค่ห๊ะๆ แค่ครับๆ คนอื่นทำหมด แต่ตนทำไม่ได้ ตนต้องอยู่ทักทายพี่น้อง เมื่อกี้อยู่ในรถยนต์บอกคนจัดงานว่าวันหลังเผื่อไว้ครึ่งชั่วโมงหน้า ครึ่งชั่วโมงหลังด้วยกว่าจะขึ้นเวทีฝ่าเข้ามาได้ก็เกือบครึ่งชั่วโมง และกว่าจะออกจากเวที ขึ้นรถออกไปก็อีกเกือบครึ่งชั่วโมง อย่าโกรธเลย เพราะตนอยากอยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องจริงๆไม่ได้มาพบแบบเป็นพิธี แบบแตะมือไม่ใช่ตนต้องการให้มือของพี่น้องทุกคนสัมผัส  ทำไมรู้ไหมจะได้เอาวางบนหัวเป็นสิริมงคล ทำให้รู้ว่ามีพี่น้องประชาชนอยู่ใกล้ชิดตัวเราอยู่ตลอดเวลา  เวลาตนจะตัดสินใจทำอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นนายกฯ เวลาจะทำอะไรตัดสินใจเรื่องสำคัญสุดท้ายคือเอาด้วยหรือเปล่า ถ้ามั่นใจว่าประชาชนเอาด้วย ไม่มีกลัวเห็นช้างตัวเท่าเชื้อโรค ไม่ใช่ตัวเท่ามด

อนุทิน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ต้องขอบคุณพี่น้องชาวบัวใหญ่ที่ให้การต้อนรับตนอย่างอบอุ่น ตนเลือกเองที่จะจอดรถท้ายเวที ถ้าไม่เจอพี่น้องแล้วขึ้นมาก็เอารถมาจอดข้างเวทีแล้วเดินขึ้นเวทีได้ แต่ตนทำไปก็เท่านั้น เพราะเราต้องใกล้ชิดกันพ่อแม่พี่น้องได้เห็นว่าเราไม่ใช่คนอื่นไกล เมื่อกี้ตนไปพูดที่อำเภอโนนสูง ตนยังยืนยันพ่อแม่พี่น้องชาวโคราช ตอนนี้โคราชก็มีนายกฯอยู่ ตนอยู่แถวปากช่อง นายโกศลมาทำงานพรรคการเมืองร่วมกัน ตนเชิญท่านมาทำงานร่วมกับภูมิใจไทย เพราะเราเห็นแล้วว่าพ่อแม่พี่น้องยังให้ความมั่นใจกับนายโกศลอยู่  ตนสนิทกับพี่ชายของท่าน นายนพดล ปัทมะ มานานแล้ว ตัวนายโกศล ตนเจอท่านในสภาผู้แทนราษฎรตอนทำงานและเห็นความขยันขันแข็ง เห็นความทุ่มเทที่เขามีให้กับพี่น้องประชาชนชาวบัวใหญ่ และชาวโคราชที่เรียกท่านมา ตนก็มีความประทับใจและอยากได้ท่านมาร่วมงานกัน สุดท้ายท่านก็เห็นว่าการมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยน่าจะทำให้การแก้แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนชาวบัวใหญ่ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พี่น้องชาวใหญ่ต้องการอะไรต้องการให้ราคาราคามัน ราคาวัว เพิ่มมากขึ้น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ราคาสินค้าเกษตรซึ่งขนาดนี้ราคาอ้อยยังต่ำอยู่  890 บาทต่อตัน เกษตรกรชาวไร่อ้อยจะต้องได้รับส่วนแบ่งจากกากอ้อยอย่างเป็นธรรม นายโกศล ได้ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายอ้อยและน้ำตาล ตั้งแต่สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว จึงขอโอกาสให้นายโกศลกลับไปเป็นผู้แทนของท่านเหมือนเดิม เขาจะ ไปติดตามงานอย่างจริงจังและนำเรื่องกากอ้อยมาแบ่งปันให้กับเกษตรกร ซึ่งถ้าเขาสามารถทำได้จริง เราจะต้องขายอ้อยได้ไม่ต่ำกว่า1,400 บาทต่อตัน และมันสำปะหลังวันนี้ขึ้นมา 2 บาทกว่าแล้ว จากไม่ถึง 1 บาท เพราะของเถื่อนมันเข้ามา พอเราไม่มีของเถื่อนเข้ามาราคาก็ขึ้น แต่ขึ้นยังไม่พอ เราตั้งเป้าหมายไว้ว่าถ้าพรรคภูมิใจได้กลับเข้าไปบริหารประเทศเป็นรัฐบาลให้กับพี่น้องเราจะต้องให้พ่อแม่พี่น้องขายสำปะหลังได้ไม่ต่ำกว่า 4 บาทต่อกิโลกรัม ขอให้เชื่อมั่นว่าพวกเราจะทำ

อนุทิน

“พรรคภูมิใจไทยเวลากลับเข้าไปเป็นรัฐบาล เราให้ความสำคัญ กับผู้แทนเขาได้รับความเกรงใจจากผู้บริหารทุกคนในพรรค เพราะเขาไม่ได้มาคนเดียวเขามาจากการเลือกของพวกท่าน ดังนั้นสิ่งที่เขานำเสนออะไรต่างๆจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่ากัน ส่วนเรื่องสส. อย่าเลือกครึ่งๆ ให้เลือกพรรคภูมิใจไทยทั้งพรรค” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงท้ายการปราศรัย ทหารที่บาดเจ็บจากการไปสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาและกลับบ้านที่อำเภอบัวใหญ่ ได้ขึ้นมาให้กำลังใจและจับมือทักทายนายอนุทินบนเวที จากนั้นนายอนุทินรับประทานอาหารกลางวันด้านหลังเวที โดยเป็นเมนูส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวเหนียว

อนุทิน

ปิยบุตร ยกเหตุการณ์ปี 62-66 วอนเลือกพรรค ปชน.ให้เกิน 20 ล้านเสียง ป้องกันมหกรรมรุมกินโต๊ะ

ปิยบุตร ยกเหตุการณ์ปี 62-66 วอนเลือกพรรค ปชน.ให้เกิน 20 ล้านเสียง ป้องกันมหกรรมรุมกินโต๊ะ

ปิยบุตร ยกเหตุการณ์ปี 62-66 วอนเลือกพรรค ปชน.ให้เกิน 20 ล้านเสียง ป้องกันมหกรรมรุมกินโต๊ะ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

“ปิยบุตร”ลุยหาเสียง 3 เวที จ.เลย ยกเหตุการณ์ปี 62-66 ขอเลือกพรรคประชาชนให้เกิน 20 ล้านเสียง ป้องกันมหกรรมรุมกินโต๊ะสกัดพรรคประชาชนไม่ให้เป็นรัฐบาล – ถ้าเราได้ใบอนุญาตจากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผู้ทรงอำนาจสูงสุดมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ไม่ต้องมีใบอนุญาตที่สองที่สามที่สี่อีกแล้ว

วันที่ 21 มกราคม 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ปราศรัยหาเสียง 3 จุดในพื้นที่ จ.เลย ได้แก่ จุดแรกที่ศาลาประชาคม บ้านหนองน้ำใส  อ.เอราวัณ จ.เลย จุดที่สองที่ลานวัฒนธรรม อ. เชียงคาน จ.เลย และสุดท้ายที่ลานพญานาคกัณหาโคตมะ อ. เมืองเลย จ.เลย
สำหรับจังหวัดเลย พรรคประชาชนส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรครบทั้ง 4 เขต ได้แก่

เขต 1 วิทยา บุญมีวิเศษ เบอร์ 6 
เขต 2 สมศักดิ์ คำมงคล เบอร์ 3
เขต 3 เอกรินทร์ สีหาบุตร เบอร์ 4
เขต 4 ศวิตา สำลีพันธ์ เบอร์ 3

โดยในตอนหนึ่ง นายปิยบุตร กล่าวปราศรัยว่า ขอโอกาสพี่น้องประชาชนคนเลยไม่ต้องแบ่งให้ใครแล้วได้ไหม โดยเลือกทั้งบัตรสีเขียวและสีชมพู คราวที่แล้วพ่อแม่รักพี่เสียดายน้อง รักทั้งสองพรรค เอาไปคนละครึ่งคนละใบ แต่ครั้งนี้จะใช้การคนละครึ่งคนละใบไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เพราะเราโลภ แต่มันสำคัญต่อการเปลี่ยนรัฐบาล

นายปิยบุตร กล่าวขยายความต่อว่า  อย่างที่พี่น้องทราบกันดี หากย้อนประวัติศาสตร์ไป ในการเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา พรรคการเมืองไหนชนะเลือกตั้งก็จะได้หัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรีและได้เป็นรัฐบาลต่อมา เช่น ปี 2535 พรรคประชาธิปัตย์ชนะเลือกตั้ง คุณชวน หลีกภัย ก็เป็นนายกฯ พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้เป็นรัฐบาล ปี 2538 พรรคชาติไทยชนะเลือกตั้งคุณบรรหาร ศิลปอาชา ก็ได้เป็นนายกฯ พรรคชาติไทยก็ได้เป็นรัฐบาล ปี 2539 พรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เขาชนะเลือกตั้งเขาก็ได้เป็นนายกฯ เป็นรัฐบาล ปี 2544 พรรคไทยรักไทยของท่านทักษิณ ชินวัตร ชนะเลือกตั้ง ท่านทักษิณก็เป็นนายกฯ พรรคไทยรักไทยก็ได้เป็นรัฐบาล ปี 2548 ก็เช่นเดียวกัน ปี 2550 พรรคพลังประชาชนของลุงสมัคร สุนทรเวช ชนะเลือกตั้ง แกก็เป็นนายกฯ พรรคพลังประชาชนก็เป็นรัฐบาล ปี 2554 ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทยก็เป็นเช่นเดียวกัน

มันก็เป็นแบบนี้มาทุกครั้ง คือพรรคที่ชนะอันดับหนึ่งได้เป็นเป็นรัฐบาล หัวหน้าพรรคเขาก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่มันมาผิดมาเพี้ยนเอาตอนเลือกตั้งปี 2562 นี่แหละครับ พรรคที่ได้อันดับหนึ่งเขาไม่ได้เป็นรัฐบาล ต้องมาเป็นฝ่ายค้าน ปี 2566 ก็อีกครั้ง พรรคก้าวไกลได้ที่หนึ่งแต่พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกลต้องเป็นฝ่ายค้าน แถมด้วยการถูกยุบพรรคตัดสิทธิ์ด้วย

ดังนั้นความผิดปกติในปี 2562 และปี 2566 เนี่ย ดูท่าเดี๋ยวจะเอามาใช้กันในปี 2569 อีกหรือเปล่า ดังนั้นการเลือกตั้ง สส. ครั้งนี้ ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นอันดับที่หนึ่งก็ยังไม่แน่เสมอไปว่าจะได้ตั้งรัฐบาลไหม พี่น้องกังวลว่าเลือกไปแล้วจะได้เป็นรัฐบาลหรือเปล่า พี่น้องรู้อยู่ในใจว่าเอาน่าเลือกน่า แต่เดี๋ยวบ้านเมืองนี้มันก็เป็นแบบนี้ เดี๋ยวพวกน้องๆ หลานๆ ทั้งหลายก็คงตั้งรัฐบาลไม่ได้อีก พวกเขาก็ไปรวมตัวกันตั้งอีก ที่เรามีสมมติฐานแบบนี้เพราะเรามีประสบการณ์ในอดีตตอนปี 2562 และ 2566 เพราะเรารู้กันดีว่าพรรคต่างๆ ที่แข่งขันกันเลือกตั้งนั้น เขาพร้อมจะรวมตัวกันออกมหกรรมรุมกินโต๊ะสกัดไม่ให้พรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เพราะเรามีประวัติศาสตร์ในปี 2562 และ 2566 แบบนี้ เราจึงเชื่อไปก่อนแล้วว่าพรรคประชาชนได้ที่หนึ่งแต่ก็อาจจะไม่ได้เป็นรัฐบาล

ในเมื่อปี 2562 และปี 2566 เป็นแบบนี้ วิธีแก้ง่ายๆ นิดเดียว คือช่วยกันเลือกพรรคประชาชนให้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งไม่พอ ต้องทิ้งห่างอันดับสองไปถึง 50 ที่นั่ง พรรคอันดับสองจะต้องเกิดยางอาย นั่งเฉยๆ ไม่กล้าชิงตั้งรัฐบาล พรรคที่สองสามสี่ จะต้องเกิดยางอายนั่งเฉยๆ รอดูให้พรรคประชาชนเขาตัดสินใจว่าจะเอาใครมาเป็นรัฐบาลด้วยกัน มีแต่ทางนี้ทางเดียว ดังนั้นการเป็นที่หนึ่งอาจจะไม่พอ แต่ต้องมีผู้แทนราษฎรให้มากที่สุด

“เราลองคิดกันดูไหมว่าถ้าปี 2562 มี 6.3 ล้านเสียง มี สส. 81 คน ก็แล้ว เขาก็ไม่ให้เป็นรัฐบาล มาถึงปี 2566 เอ้าเฮกันไปให้ถึง 14.4 ล้านเสียง มี สส. 151 คนแล้ว เขาก็ไม่ให้เป็นรัฐบาล แล้วยังยุบพรรคตัดสิทธิ์อีก 

ดังนั้น 8 กุมภาพันธ์ 2569 ลองกันดูอีกสักครั้งไหมครับ เลือกพรรคประชาชนให้ถล่มทลาย ให้ สส. เกิน 200 คน ไปให้ถึง 250 คน เลือกให้คะแนนรวมทั้งประเทศเกิน 20 ล้านเสียง คราวนี้ไม่มีใครขวางการจัดตั้งรัฐบาลประชาชนได้อีกแล้วครับ

มีแต่วิธีการนี้วิธีการเดียวที่เราจะสู้กับพวกเขาได้ พวกเขามีอำนาจ พวกเขามีเครือข่าย พวกเขาเติบโตมาเป็นนักการเมืองแบบเดียวกันเผ่าพันธุ์เดียวกัน พวกเขาขยิบตากันรู้เรื่อง แต่พวกเรา ในสายตาของพวกเขาคือตัวประหลาดในทางการเมือง ดังนั้นจะสู้กับพวกเขาทำได้อย่างเดียว คือเอาเสียงประชาชน เอามติมหาชน เอาเสียงสวรรค์จากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศไปบอกเขาว่าประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของแผ่นดินนี้ ออกใบอนุญาตให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาล แล้วถ้าเราได้ใบอนุญาตจากพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศผู้ทรงอำนาจสูงสุดมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศไทย ไม่ต้องมีใบอนุญาตที่สองที่สามที่สี่อีกแล้วครับ ใบเดียวพอเป็นรัฐบาล”
 

จี้จุดพรรคส้ม! ‘นักวิชาการ’ ถามจุดยืน ‘ปชน.’ พร้อมจับมือทุกฝ่ายเป็นรัฐบาลหรือไม่ หลังท่าทีเปลี่ยนไป 

จี้จุดพรรคส้ม! ‘นักวิชาการ’ ถามจุดยืน ‘ปชน.’ พร้อมจับมือทุกฝ่ายเป็นรัฐบาลหรือไม่ หลังท่าทีเปลี่ยนไป 

จี้จุดพรรคส้ม! ‘นักวิชาการ’ ถามจุดยืน ‘ปชน.’ พร้อมจับมือทุกฝ่ายเป็นรัฐบาลหรือไม่ หลังท่าทีเปลี่ยนไป 

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.11 น.

ถามจี้จุดพรรคส้ม! ‘นักวิชาการ’ จับสังเกต ‘ปชน.’ ลดโทนอุดมการณ์ สื่อสารสับสน ชวนสงสัย เปลี่ยนท่าที หวังเข้าสู่อำนาจ พร้อมจับมือทุกฝ่ายเป็นรัฐบาล?

วันที่ 22 มกราคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวให้ความเห็นถึงท่าทีทางการเมืองของพรรคประชาชน ในระยะหลังว่า เริ่มปรากฏความคลุมเครือทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และการสื่อสารทางการเมือง จนทำให้สังคมตั้งคำถามสำคัญว่า ในที่สุดแล้ว พรรคประชาชนพร้อมจับมือใครก็ได้เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ ภายในพรรคประชาชนมีความแตกต่างของท่าทีอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะความไม่สอดคล้องกันระหว่างถ้อยแถลงของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ซึ่งยืนยันจุดยืนไม่ร่วมมือกับบางกลุ่มทางการเมือง เพื่อรักษาเส้นแบ่งเชิงหลักการและอุดมการณ์ กับท่าทีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และแกนนำบางส่วนที่ส่งสัญญาณเปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับทุกพรรคการเมือง โดยไม่ย้ำเส้นต้องห้าม เหมือนในอดีต

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวต่อว่าว่า ความไม่ตรงกันดังกล่าว ไม่ใช่เพียงปัญหาเชิงภาพลักษณ์ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอำนาจภายในพรรคว่า ใครคือผู้กำหนดยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่แท้จริง ระหว่างผู้นำตามโครงสร้างอย่างเป็นทางการ กับบุคคลที่ไม่มีตำแหน่งบริหารพรรค แต่กลับมีบทบาทนำในทางปฏิบัติ และไม่ได้ต้องรับผิดชอบผ่านกลไกสถาบันของพรรค นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงวาทกรรม “มีเราไม่มีเทา” ซึ่งพรรคประชาชนใช้เป็นฐานสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ว่าเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น จากกรณีผู้สมัครบางรายถูกตั้งข้อกังขาเรื่องความเชื่อมโยงกับธุรกิจหรือเครือข่ายผลประโยชน์สีเทา แม้บางกรณียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและยังไม่ถึงข้อยุติทางกฎหมาย แต่เพียงการปรากฏของข้อร้องเรียน ก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของวาทกรรมดังกล่าวในสายตาสาธารณะ

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวอีกว่า เมื่อเชื่อมโยงความคลุมเครือด้านจุดยืนการจับมือทางการเมือง เข้ากับความไม่ชัดเจนในการคัดกรองผู้สมัคร จะเห็นว่าทั้งสองประเด็นสะท้อนปัญหาแกนเดียวกัน คือโครงสร้างอำนาจและกระบวนการตัดสินใจภายในพรรคประชาชน มีปัญหา และลามไปถึงจุดยืนต่างๆ ของพรรคที่พร้อมเปลี่ยนไป เปลี่ยนมา อย่างเรื่องการจับมือ ดูเหมือนจะลดบาร์ลงแล้ว และเป็นการเปิดทางสู่การเข้าไปมีอำนาจ ซึ่งไม่ผิด แต่ขัดกันกับสิ่งที่เคยพูดไว้ โดยเฉพาะกับพรรคที่ชูตัวเองเป็นการเมืองใหม่ แถมหัวหน้าพรรคไปด่าพรรคอื่น เป็นอีแอบ อาการกลับไป กลับมา เปลี่ยนจุดยืน เปลี่ยนแนวทาง ยิ่งไม่สมควร

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวด้วยว่า หากพรรคประชาชนยังต้องการยืนหยัดในฐานะพรรคการเมืองที่อ้างตนเป็น “การเมืองใหม่” ความเป็นเอกภาพในการสื่อสารและความชัดเจนของเงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่เรื่องรอง พรรคจำเป็นต้องตอบคำถามต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาว่า จะร่วมมือกับใคร ภายใต้เงื่อนไขใด ใครเป็นผู้ตัดสินใจ และกลไกตรวจสอบภายในพรรคอยู่ตรงไหน มิฉะนั้น ความเชื่อมั่นต่อจุดยืน อุดมการณ์ และภาพลักษณ์การเมืองใหม่ ย่อมถูกตั้งคำถามรุนแรงยิ่งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

‘ทนายแม้ว’จวก’คปท.’ขวางพักโทษ ‘บรรณพจน์’เข้าเยี่ยม’ทักษิณ’ครั้งแรก

'ทนายแม้ว'จวก'คปท.'ขวางพักโทษ 'บรรณพจน์'เข้าเยี่ยม'ทักษิณ'ครั้งแรก

‘ทนายแม้ว’จวก’คปท.’ขวางพักโทษ ‘บรรณพจน์’เข้าเยี่ยม’ทักษิณ’ครั้งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชาย คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เป็นตัวแทนครอบครัวชินวัตร เข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร พร้อม นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายส่วนตัวนายทักษิณ

ซึ่งหลังการเข้าเยี่ยมประมาณ 45 นาที นายวิญญัติ ออกมาเปิดเผยว่า ขณะนี้ท่านทักษิณยังกำลังใจดี สบายดี และเฝ้าติดตามว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นภายในวันที่ 8 ก.พ.โดยอยากให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิใช้เสียงกันจำนวนมากขึ้น แต่ไม่ได้พูดลงลึกในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะพูดคุยกันในเรื่องของคดี เรื่องหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ส่วนเรื่องเลือกตั้งท่านทักษิณไม่ได้มีกำชับอะไรเป็นพิเศษ มีแต่ฝากขอบคุณพี่น้องประชาชนที่ยังให้กำลังใจท่าน

ในส่วนขั้นตอนการดำเนินการเรื่องการพักโทษ ตนเข้าใจว่าน่าจะอยู่ในขบวนการคัดกรองรายชื่อของผู้ต้องขัง ว่ามีใครเข้าเกณฑ์บ้าง จากนั้นจะมีการส่งรายชื่อไปยังทางกรมราชทัณฑ์ อย่างที่หลายๆ ท่านได้ติดตามทาง รมว.ยุติธรรม ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้ว ซึ่งรายละเอียดต่างน่าจะเป็นไปตามนั้น แต่อย่างไรก็ดี เรื่องการพักโทษให้เข้าใจว่ามันคือประโยชน์ของผู้ต้องขัง ซึ่งใครเข้าเกณฑ์ก็จะได้ เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว และเป็นไปตามระยะเวลาที่ถูกคุมขังมา

นายวิญญัติ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ไปยื่นหนังสือถึง รมว.ยุติธรรม ถึงคุณสมบัติการพักโทษของท่านทักษิณ อยากจะถามว่า คปท.ไปเกี่ยวอะไร แต่การจะดำเนินยื่นหนังสือก็ถือว่าเป็นสิทธิของเขา แต่ตนมองว่าการไปขวางการใช้กฎหมาย หากเกิดขึ้นกับตนเอง หรือครอบครัวตนเอง ให้คิดดู การขวางกฎหมายไม่มีใครเขาทำกัน อย่างน้อยต้องรู้ว่าการกระทำอะไรที่อยากให้เจ้าหน้าที่ผิดกฎหมาย ไม่มีใครจะเอาด้วย อยากถามว่าทำแล้วได้อะไร ได้ค่าจ้างหรือไม่ หรือว่าได้ ซึ่งนี่เป็นคำถามนะ แต่อย่างไรก็ตามไม่เป็นไรเป็นสิทธิของเขา

– 006