ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง’ดร.อานนท์’ คดีโพสต์’ธนาธร’ปมถือครองที่ดินป่าสงวนฯ

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง'ดร.อานนท์' คดีโพสต์'ธนาธร'ปมถือครองที่ดินป่าสงวนฯ

ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง’ดร.อานนท์’ คดีโพสต์’ธนาธร’ปมถือครองที่ดินป่าสงวนฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Arnond Sakworawich ระบุว่า วันนี้เช้านี้ ผมมาศาลอาญารัชดา ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

โจทก์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ฟ้องผมว่าหมิ่นประมาท จากการที่ผมโพสต์วิจารณ์การถือครองที่ป่าสงวนแห่งชาติ บริเวณป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เพราะเป็นการวิจารณ์โดยสุจริต ในฐานะนักวิชาการ ใช้หลักวิชาการปกป้องประโยชน์สาธารณะคือทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติอันเป็นการทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50( [] พิพากษายืน ยกฟ้อง

ปล. โจทก์ไม่มาศาลสักคนครับ

ธนาธรฟ้องอานนท์มาสามคดี คดีทั้งสาม ศาลชั้นต้นยกฟ้องทั้งสิ้น สองคดีศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เหลือหนึ่งคดีรอฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คดีแรก ศาลยกฟ้อง เพราะ ไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท
(คดี ธนาธรพาลูกชายไปต่างประเทศ)

คดีสอง ศาลยกฟ้อง เพราะทำหน้าที่ปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50( [] ปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชาติ
(ธนาธรถือครองที่ป่าสงวน)

คดีสาม ศาลยกฟ้อง เพราะทำหน้าที่ปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50(1) ปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รอฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(ธนาธรเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์)

จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ

‘บิ๊กเล็ก’มอบ กต.โต้กลับแล้ว ปมจดหมายเปิดผนึก’สว.กัมพูชา’พาดพิงสถาบันฯ

'บิ๊กเล็ก'มอบ กต.โต้กลับแล้ว ปมจดหมายเปิดผนึก'สว.กัมพูชา'พาดพิงสถาบันฯ

‘บิ๊กเล็ก’มอบ กต.โต้กลับแล้ว ปมจดหมายเปิดผนึก’สว.กัมพูชา’พาดพิงสถาบันฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.58 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่องค์การทหารผ่านศึก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีสมาชิกวุฒิสภากัมพูชา เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันกษัตริย์ไทย ทางกระทรวงกลาโหมได้พูดคุยกับรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา และคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน AOT หรือไม่ ว่า เรื่องนี้กระทรวงต่างประเทศ (กต.) ได้ดำเนินการชี้แจงตอบโต้ไปแล้วถึงความไม่เหมาะสม

เมื่อถามว่า ทางกระทรวงกลาโหมต้องดำเนินการเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่จำเป็น โดยมอบให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงต่างประเทศ เมื่อถามว่า การกระทำของ สว.กัมพูชา ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว เชื่อว่าคนไทยทุกคนทราบดีในเรื่องนี้ ตนขอไม่พูดอะไรให้เป็นการย้ำประเด็นขึ้นมาอีก

รักชนก ชวนคว่ำร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ถ้าทำไม่สำเร็จมีโครงการแปลกๆเกิดขึ้นแน่

รักชนก ชวนคว่ำร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ถ้าทำไม่สำเร็จมีโครงการแปลกๆเกิดขึ้นแน่

รักชนก ชวนคว่ำร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ชี้ถ้าทำไม่สำเร็จมีโครงการแปลกๆเกิดขึ้นแน่

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

“รักชนก-เซีย” ชวนผู้ประกันตนร่วมประชาพิจารณ์คว่ำร่างระเบียบเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมลดทอนเสียงผู้ประกันตน ชี้เป็นการรัฐประหารดึงบอร์ดเดิมกลับทำมาหากินต่อ ถ้าคว่ำไม่สำเร็จ ภายใน 2 ปีมีตึกสกายไนน์ใหม่-ปฏิทิน-โครงการแปลกๆ เกิดขึ้นอีกแน่ ย้ำถ้าเป็นรัฐบาลประชาชนพร้อมล้างบางให้เรียบ-เอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการแน่นอน

วันที่ 22 มกราคม 2569 ไอซ์  น.ส. รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, นายเซีย จำปาทอง ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ, น.ส.ธนพร วิจันทร์ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ ผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขต 1 เบอร์ 5 พรรคประชาชน ร่วมรณรงค์เชิญชวนประชาชนร่วมโหวตไม่เห็นด้วยในการประชาพิจารณ์ของสำนักงานประกันสังคม กรณีการแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่มีสาระสำคัญเป็นการเปลี่ยนสัดส่วนคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ

โดยกิจกรรมการรณรงค์ในวันนี้ เริ่มต้นที่สถานีรถไฟฟ้าบางหว้า คณะรณรงค์ได้ร่วมกันขึ้นขบวนรถ พร้อมชูป้ายรณรงค์และแจกแผ่นพับให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา ก่อนที่จะลงจากขบวนรถที่สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง สีลม พร้อมกับเดินรณรงค์จากสถานีรถไฟฟ้าผ่านธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่  ไปจนถึงซอยละลายทรัพย์ โดยตลอดกิจกรรมในวันนี้ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนที่สัญจรไปมา รับเอกสารไปอ่าน และเข้าพูดคุยถึงความสำคัญของการร่วมประชาพิจารณ์ในครั้งนี้และขอเซลฟี่ด้วย

น.ส.รักชนก  ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ร่วมติดตามกิจกรรมในวันนี้  ว่า การคว่ำร่างระเบียบเลือกตั้งใหม่นี้สำคัญมาก สาระสำคัญคือการรัฐประหารบอร์ดประกันสังคมผ่านระเบียบเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะบอกว่าถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายทุกประการก็ได้ แต่สาระสำคัญคือคนที่เคยอยู่ในบอร์ด ทำมาหากินในประกันสังคมมาอย่างยาวนาน วันหนึ่งเมื่อเลือกตั้งแล้วแพ้ ไม่สามารถที่จะกลับมาเข้าสู่บอร์ดประกันสังคมได้ จึงพยายามทำทุกวิถีทาง ตั้งแต่พยายามล้มการเลือกตั้ง เมื่อไม่สำเร็จก็พยายามเปลี่ยนเป็นแบบเลือก สว.  พอถูกต่อต้านก็เปลี่ยนมาเป็นแบบ 1 เลือก 1 ซึ่งสาระสำคัญคือ การทำลายความเป็นเอกภาพของผู้ประกันตน จาก 1 ใน 3 เหลือ 1 ใน 21

ถ้าระเบียบเลือกตั้งใหม่นี้ผ่าน คนที่จะได้กลับเข้าไปจะเป็นคนเดิมๆ ที่เคยเวียนว่ายตายเกิดในบอร์ดประกันสังคม ตนรับรองได้เลยว่าไม่เกิน 2 ปีจะมีตึกออกมาอีก 4-5 ตึกแน่นอน ได้กลับมาทำปฏิทินประกันสังคมแบบเดิม ได้เป็นเจ้าของโรงอาหารครบทุกกระทรวงแน่นอน

น.ส.รักชนก กล่าวต่อไปว่า สำหรับคนที่อยู่ในบอร์ดประกันสังคมมาหลายสิบปี ออกมาแสดงความกังวลกับการที่ตนเปิดเผยรายชื่อ ตนถามว่าจะอายทำไม ถ้าทำประโยชน์ให้ผู้ประกันตนและนายจ้าง ถ้าทำประโยชน์ก็ไม่ต้องอาย ออกมาโฆษณาเลยว่า วันที่มีการผลักดันซื้อตึกสกายไนน์ พวกตัวเองได้ทำอะไรบ้างเพื่อขัดขวางกระบวนการซื้อตึก เอาบันทึกการประชุมออกมาบอกเลยว่าพวกตัวเองนี่แหละที่เป็นคนขวางซื้อตึกสกายไนน์ ทุกการกระทำถูกบันทึกเอาไว้ในบันทึกการประชุมหมด

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามบอกว่าอย่าเอาการเมืองมายุ่งกับบอร์ดประกันสังคม แต่ตนขอถามกลับว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานทุกยุคทุกสมัยก็มาจากพรรคการเมืองหมดไม่ใช่หรือ พรรคการเมืองแต่งตั้งรัฐมนตรีไปนั่ง แล้วรัฐมนตรีสามารถควบคุมเสียงบอร์ดได้ 1 ใน 3 แถมยังแต่งตั้งที่ปรึกษาได้อีก 7 คน ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาตลอด 30 ปี ตั้งแต่มีประกันสังคมคือการเมืองทั้งนั้น

ที่ผ่านมาที่ผลักดันตึกสกายไนน์ออกมา ผลักดันปฏิทินประกันสังคมออกมา หลาย 10 ปีได้ ก็เพราะการเมืองไม่ดี แต่สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เกลียดกลัวนักการเมือง แต่ต้องเติมน้ำใสเข้าไปไล่น้ำเสีย การเปลี่ยนสิ่งดีให้เกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ สร้างสรรค์สังคมและประเทศนี้ ทำให้ประกันสังคมโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรมกับผู้ประกันตน ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ต้องมาจากการเมืองที่ดี ไม่ใช่บอกว่าอย่าเอาการเมืองมาเกี่ยวข้อง 

“คนที่พูดว่าอย่าเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับประกันสังคม เอาตรรกะอะไรมาใช้ ในเมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ก็มาจากพรรคการเมือง และที่สำคัญมันก็ไม่ใช่กลุ่มองค์กรการเมืองหรือที่เข้าไปนั่งในบอร์ดประกันสังคม แล้วผลักดันตึกสกายไนน์ ปฏิทิน และโครงการแปลกประหลาดออกมา สิ่งนี้ไม่ใช่การเมืองหรือ” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส. รักชนก ยังกล่าวต่อไปว่า สิ่งที่พรรคประชาชนพยายามทำคือการเติมน้ำใสเข้าไปไล่น้ำเสีย แต่จะเติมไม่สำเร็จถ้าประชาชนและผู้ประกันตนไม่ตื่นตัว ตลอดการทำงาน 2 ปีของพรรคประชาชนที่ผ่านมา ทุกคนคงเห็นแล้วว่ามีตั้งแต่การจัดกิจกรรมแฮ็กงบประมาณประกันสังคม พยายามที่จะเปิดเผยในสิ่งที่ผู้ประกันตนควรรู้มาตลอด ไม่ใช่อยากให้ยกเลิกประกันสังคม ตนยืนยันว่าอยากให้ทุกคนส่งประกันสังคม เพราะนี่คือประกันที่คุ้มที่สุดที่จะมีได้ เป็นหลังพิงสุดท้ายในวันที่เจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ มีลูก หรือต้องหยุดงาน นี่จะเป็นหลังพิงสุดท้าย ในวันที่ท่านทำงานไม่ไหวแล้ว

แต่ส่งแล้วทำอย่างไรให้คุ้มค่าสำหรับทุกคน ให้เงินของทุกคนปลอดภัยจากการทุจริต ในอีก 25 ปีข้างหน้าส่งไปแล้วต้องได้ใช้ ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ จากการปราบปรามการทุจริตที่เกิดขึ้นในสำนักงานประกันสังคม เพราะทุก 1 ล้านบาทที่สามารถประหยัดได้ ผ่านไปอีก 30 ปีลงทุนให้ได้ 5% ทุกปี จะงอกจาก 1 ล้านเป็น 4.32 ล้านบาท ขอให้ช่วยกันทำประชาพิจารณ์ให้ถล่มทลาย อย่างน้อยที่สุดต้องได้ 90-95% เพื่อเป็นฉันทามติของประเทศนี้ ว่าไม่เอาระเบียบเลือกตั้งแบบนี้ เพราะถ้าไม่ทำให้ถล่มทลายก็จะขวางสิ่งนี้ไม่สำเร็จ และเมื่อใกล้ๆ ปิดการประชาพิจารณ์ จะมีการใช้บ็อทมายิงเหมือนกับตอนที่ทำกับบำนาญสูตร CARE แน่นอน

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า ไม่ว่าทุกคนจะเลือกพรรคประชาชนหรือไม่ นี่คือเงินที่ทุกคนต้องจ่ายทุกเดือน เวลาเห็นบิลใบเสร็จเงินเดือนมันตัดไป 750-875 บาท ทุกคนหวังว่านี่จะเป็นหลังพิงสุดท้ายในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่เงยหน้าขึ้นมาเจอตึกสกายไนน์ เจอปฏิทิน เจอโรงอาหารที่กระทรวงแรงงาน เจอเว็บแอป 850 ล้านบาท ที่ทุกวันนี้ใช้งานไม่ได้ โอนเงินให้คนว่างงานไม่ได้

สุดท้ายตนขอฝากไปถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่าสูตร CARE ทำไมถึงไม่เอาเข้าคณะรัฐมนตรีเสียที มีคนที่รอใช้เงินอยู่ และฝากไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่องตึกสกายไนน์ ข้อเท็จจริงชัดเจนจนทิ่มตาจะบอด ทั้งประเทศรู้หมดแล้วว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น เมื่อไหร่จะตั้งคณะกรรมการสอบแล้วลากคอคนผิดมาลงโทษ หรือตอนนี้จะรวมกันหมดแล้ว หรือกลัวว่าถ้ารื้อไปแล้วจะเจอคนรู้จักหรือไม่

น.ส.รักชนกิยังกล่าวว่า ในรัฐบาลพรรคประชาชน จะไม่มีใครสามารถเป็นเห็บหมัดกัดกินสำนักงานประกันสังคมได้อีก ถ้าพรรคประชาชนได้เข้าไปบริหาร สิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนต้องได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผลตอบแทนการลงทุนจะต้องได้มากกว่า 10 ปีเฉลี่ยที่ผ่านมา การเอาประกันสังคมออกนอกระบบราชการพรรคประชาชนทำแน่ รวมทั้งการปราบปรามการทุจริตและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น และสิ่งที่ทำไปแล้วอย่าหวังว่าในอนาคตจะรอด 10 ปีที่ผ่านมาลอยหน้าลอยตาอยู่ไม่มีใครจับได้ แต่ในรัฐบาลพรรคประชาชน ถ้ามีรัฐมนตรีที่มาจากพรรคประชาชน อย่าหวังว่าจะเสวยสุขอยู่ต่อไปได้ง่ายๆ อีก

‘รมว.กห.’สั่ง’กองทัพ’คุมเข้ม! ดูแลชายแดน-จชต.โค้งสุดท้ายสยบลือไร้เลือกตั้ง

'รมว.กห.'สั่ง'กองทัพ'คุมเข้ม! ดูแลชายแดน-จชต.โค้งสุดท้ายสยบลือไร้เลือกตั้ง

‘รมว.กห.’สั่ง’กองทัพ’คุมเข้ม! ดูแลชายแดน-จชต.โค้งสุดท้ายสยบลือไร้เลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

รมว.กห.กำชับกองทัพเข้มดูแลชายแดน-จชต.โค้งสุดท้ายสยบลือไร้เลือกตั้ง ขอมั่นใจหน่วยงานมั่นคง พร้อมเปิดหน่วยทหารให้พรรคการเมืองหาเสียงหากประสานมา เผยเอาผิดเพจโจมตีเรื่องไร้สาระ พบเป็นผู้พิการใจอ่อนถอนแจ้งความ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่องค์การทหารผ่านศึก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการเปิดพื้นที่หน่วยทหาร เพื่อให้พรรคการเมืองได้เข้าไปนำเสนอนโยบายหาเสียง ว่า ได้กำชับไปตั้งแต่การประชุมสภากลาโหมครั้งที่ผ่านมา ในเรื่องการวางตัวเป็นกลาง และสนับสนุนกระบวนการในการเลือกตั้ง แต่ในเรื่องการเปิดพื้นที่กรณีที่พรรคการเมือง หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ประสานมา ก็จะพิจารณาเป็นกรณีไป

สำหรับในเรื่องการดูแลความมั่นคงตามแนวชายแดน และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ได้เน้นย้ำมาตลอดอยู่แล้วไม่ใช่เฉพาะก่อนการเลือกตั้ง เพียงแต่เมื่อใกล้ช่วงเลือกตั้งก็ได้เน้นย้ำเป็นกรณีพิเศษ โดยให้เพิ่มความเข้มข้น ซึ่งต้องยอมรับว่าโครงสร้างในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีนายกรัฐมนตรีเป็น ผอ.รมน.เป็นประธาน และมีผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นรองประธาน ลงไปถึงระดับเสนาธิการทหารบก และแม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่ได้อยู่ในโครงสร้าง เพียงแต่มีหน้าที่ให้การสนับสนุน ไม่สามารถให้นโยบายหรือสั่งการได้

พล.อ.ณัฐพล ยังย้ำว่า สำหรับการดูแลพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หากเป็นพื้นที่ชายแดนก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงกลาโหม และกองทัพ แต่หากเป็นพื้นที่ชั้นใน เป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย และฝ่ายปกครอง และนายกรัฐมนตรีก็ได้เน้นย้ำไปแล้ว

ขณะที่การจัดรถรับส่งประชาชนจากพื้นที่ทุรกันดารไปยังหน่วยเลือกตั้ง พล.อ.ณัฐพล ย้ำถึงความเหมาะสม เนื่องจากสุ่มเสี่ยงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในเรื่องการกระทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ซึ่งต้องรอให้พื้นที่หรือกระทรวงมหาดไทย ประสานขอรับการสนับสนุน กองทัพไม่สามารถริเริ่มเองได้

ส่วนที่มีทหารถูกทำร้ายร่างกายในหน่วย ที่ถูกเผยแพร่ในช่วงการเลือกตั้งนั้น พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า มีเพียง 2 – 3 เคส ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกองทัพไปแล้ว ทั้งวินัยทหารและคดีอาญา ซึ่งต้องเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้ เพราะเรามีกฎหมายเรื่องซ้อมทรมานมาบังคับใช้แล้ว และได้มีการเตือนมาหลายครั้งแล้ว พร้อมที่จะให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกระทำ ส่วนจะเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่นั้น ตนไม่อยากมองเช่นนั้น ขอให้สื่อมวลชนไปพิจารณากันเอาเอง พร้อมปฏิเสธการแสดงความคิดเห็นถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคการเมืองนำมาหาเสียง

เมื่อถามว่า มีข่าวลือว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง บอกว่ามีเหตุหรือปัจจัยอะไรหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ปัจจุบันมีข่าวลือเยอะมาก แต่ขอให้เชื่อมั่นในหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะหน่วยความมั่นคง โดยเฉพาะพื้นที่ที่กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบตามแนวชายแดน ให้มีความสงบเรียบร้อย เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี เพื่อให้บรรยากาศอำนวยการเลือกตั้ง พร้อมขอความร่วมมือในการกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารเสนอข้อเท็จจริงที่มาจากข้อมูลรัฐ เนื่องจากที่ผ่านมาตนถูกโซเชียลโจมตีอย่างต่อเนื่อง บางเรื่องก็ไร้สาระ ซึ่งตนได้ให้ฝ่ายกฎหมายไปแจ้งความดำเนินคดี ปรากฏว่าเจ้าของเพจเป็นผู้พิการ ก็ต้องถอนแจ้งความ เพราะเขาอ้างว่าทำเพื่อหารายได้ แต่อยากเตือนประชาชนว่าปัจจุบันข่าวปลอม ที่มีการโจมตีบิดเบือนในโซเชียลมีเดีย มีจำนวนมาก อยากให้หนักแน่นฟังด้วยเหตุและผล

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ คำสั่ง อย. สั่งเพิกถอน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาแคปซูลยี่ห้อดัง

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ คำสั่ง อย. สั่งเพิกถอน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาแคปซูลยี่ห้อดัง

ราชกิจจาฯ เผยแพร่ คำสั่ง อย. สั่งเพิกถอน ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาแคปซูลยี่ห้อดัง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

วันที่ 22 มกราคม 2569 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่ 21/2569 เรื่อง การเพิกถอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร จำนวน 1 ทะเบียน ลงนามโดย รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ปฏิบัติราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา

เนื่องจากผลการตรวจสอบและการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาแคปซูลโสมปู่เซิน เลขทะเบียนที่ G 427/52 พบยาแผนปัจจุบัน ซิลเดนาฟิล (Sildenafil) และทาดาลาฟิล (Tadalafil) เข้าข่ายเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือวัตถุที่ทำเทียมทั้งหมดหรือบางส่วน

เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรแท้ ตามมาตรา 59 (1) และเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่แสดงว่าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามตำรับที่ขึ้นทะเบียน แจ้งรายละเอียดหรือจดแจ้งไว้ซึ่งไม่ใช่ความจริง ตามมาตรา 59 (5) จึงเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภคและเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม ตามมาตรา 58 (1) ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 43 (3) แห่งพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการผลิตภัณฑ์สมุนไพร ในการประชุมครั้งที่ 6/2568 วันที่ 4 ธันวาคม 2568 มีคำสั่งเพิกถอนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยาแคปซูลโสมปู่เซิน เลขทะเบียนที่ G 427/52

อนึ่ง หากผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ อาจใช้สิทธิยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้ โดยให้ทำคำฟ้องเป็นหนังสือไปยื่นต่อศาลปกครองกลางโดยตรงหรือส่งทางไปรษณีย์ ลงทะเบียนไปยังศาลปกครองกลางภายในเก้าสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งนี้

ทั้งนี้ นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

น้ำเงิน-ส้ม-แดง วัดกันที่ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

น้ำเงิน-ส้ม-แดง วัดกันที่ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

น้ำเงิน-ส้ม-แดง วัดกันที่ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้งชัดที่ภูมิใจไทย เลือนรางในเพื่อไทยและพรรคส้ม

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเคลื่อนเข้าสู่ช่วงที่การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งเปลี่ยนลักษณะไปจากรอบก่อนหน้าอย่างชัดเจน ไม่ได้เกิดจากความซบเซาทางการเมือง แต่เกิดจากการประเมินผลลัพธ์หลังวันเลือกตั้งที่จริงจังขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเมืองและหัวเมืองใหญ่

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ไม่ได้ผูกพันกับพรรคใดเป็นพิเศษ และไม่ได้ตัดสินใจจากอารมณ์หรือความรู้สึกร่วมเป็นหลัก พวกเขาใช้ข้อมูล เปรียบเทียบทางเลือก และชะลอการตัดสินใจจนใกล้วันเลือกตั้ง สิ่งที่คนกลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากขึ้น คือภาพของรัฐบาลชุดถัดไปว่าจะเริ่มทำงานได้เร็วและเป็นระบบเพียงใด

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงถูกขับเคลื่อนด้วยประเด็นเรื่องความพร้อมในการบริหารประเทศ ไม่ใช่ความพร้อมในเชิงถ้อยคำหรือท่าทีทางการเมือง แต่เป็นความพร้อมเชิงโครงสร้าง ใครมีทีม ใครจัดวางคนกับงานไว้แล้ว และใครสามารถรับภาระรัฐได้โดยไม่ต้องเสียเวลาปรับตัว

แม้จะมีหลายพรรคลงเลือกตั้ง แต่ในการประเมินของสังคมและผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก การแย่งชิงอันดับหนึ่งและบทบาทแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถูกจับตามองอยู่ที่สามพรรค คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และ พรรคประชาชน หรือพรรคส้ม

เมื่อพิจารณาเฉพาะสามพรรคที่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ภาพความพร้อมที่ถูกส่งไปถึงสายตาคนที่ยังลังเล โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ กลับมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ทำให้โครงสร้างรัฐบาลหลังเลือกตั้งปรากฏเป็นรูปธรรมล่วงหน้า ไม่ได้หยุดอยู่ที่การสื่อสารเชิงนโยบาย แต่ผูกบุคคลเข้ากับภารกิจของรัฐอย่างตรงตัว และต่อเนื่อง

“อนุทิน ชาญวีรกูล” ถูกวางเป็นแกนการบริหารและการประสานอำนาจรัฐ ภาพของอนุทินทำหน้าที่เป็นจุดค้ำที่ทำให้การจัดวางบุคลากรในส่วนอื่นมีน้ำหนักตามมา เพราะสังคมรับรู้ถึงประสบการณ์การคุมระบบและการตัดสินใจในระดับบริหาร

“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ถูกเชื่อมโยงกับภารกิจด้านเศรษฐกิจ การค้า และการหารายได้ประเทศ

ภาพของศุภจีตอบโจทย์คนเมืองที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจจริง การขับเคลื่อนรายได้ และความสามารถในการทำงานร่วมกับภาคเอกชน

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ถูกวางในบทบาทด้านการเงินการคลัง วินัยงบประมาณ โครงสร้างภาษี และเสถียรภาพทางการคลัง ประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ใช้เป็นตัวชี้วัดความจริงจังของรัฐบาล

“สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” ถูกผูกกับงานด้านต่างประเทศ การเจรจา และภาพลักษณ์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่คนเมืองมองว่าเป็นตัวสะท้อนความเป็นมืออาชีพของรัฐบาล

การจัดวางบุคคลลักษณะนี้ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถมองเห็นโครงสร้างรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องอาศัยการคาดเดาหรือการอธิบายเพิ่มเติม ภาพของการแบ่งงาน ความต่อเนื่อง และทิศทางการบริหาร ถูกวางให้เห็นเป็นชุดเดียวกัน

ลักษณะเช่นนี้ไม่ได้ดึงเฉพาะฐานเสียงเดิมของพรรคภูมิใจไทย แต่เริ่มมีผลกับกลุ่มที่ยังชั่งน้ำหนัก และพร้อมตัดสินใจจากความพร้อมเชิงระบบมากกว่าอารมณ์ทางการเมือง

ในทางกลับกัน ภาพของพรรคส้มยังคงหยุดอยู่ที่การเปิดรายชื่อบุคคลที่จะเข้าไปคุมกระทรวง แต่ยังไม่ทำให้เห็นความพร้อมในการบริหารรัฐในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเมืองใหญ่ ความตั้งใจและอุดมการณ์เป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการเลือกพรรคที่จะบริหารประเทศทั้งระบบ การทำงานของรัฐต้องอาศัยประสบการณ์กับกลไกจริง การประสานหน่วยงานจำนวนมาก และการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

พรรคส้มยังไม่ทำให้คนกลุ่มนี้เห็นว่าทีมที่นำเสนอสามารถเชื่อมโยงการทำงานของระบบราชการขนาดใหญ่ได้อย่างราบรื่น และสามารถเริ่มเดินงานได้โดยไม่สะดุดเมื่อเข้าบริหารประเทศ

เมื่อโครงสร้างยังต้องอธิบายเพิ่มเติม ความรู้สึกไม่มั่นใจจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ตัดสินใจจากความชัดของระบบมากกว่าความเชื่อส่วนตัว

กรณีของพรรคเพื่อไทย ภาพที่ออกมาอาจดูแตกต่างจากพรรคอื่นในรายละเอียด แต่ผลที่สะท้อนออกมากลับไม่ต่างกัน พรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่เคยบริหารประเทศมาก่อน กลับไม่แสดงให้เห็นภาพทีมรัฐบาลทั้งชุดอย่างชัดเจนว่า หลังการเลือกตั้งแล้ว ใครจะทำงานอะไร และจะเดินงานร่วมกันอย่างไร

การสื่อสารของพรรคเพื่อไทยยังคงเน้นไปที่บุคคลอย่าง “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ภาพที่ถูกนำเสนอคือความเป็นนักวิชาการและความเชื่อมโยงกับตระกูลชินวัตร

แต่ภาพเหล่านี้ไม่ได้บอกให้เห็นประสบการณ์คุมงานด้านรัฐ ไม่เห็นบทบาทในการสั่งการระบบราชการ และไม่เห็นการตัดสินใจในเรื่องใหญ่ที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์จริง

เมื่อการนำเสนอหยุดอยู่ที่ชื่อบุคคล โดยไม่มีภาพทีมเศรษฐกิจ การคลัง และต่างประเทศออกมาให้เห็นพร้อมกัน ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยจึงยังไม่ชัด คนที่ติดตามการเมือง โดยเฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ มองไม่ออกว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำงานกันอย่างไร และจะคุมประเทศได้จริงหรือไม่

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ การเลือกพรรคไม่ได้ตัดสินจากความคุ้นชื่อหรือภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่ดูว่าใครจะคุมงานได้จริง การขายชื่อบุคคลเพียงคนเดียว โดยไม่แสดงทีมบริหารประเทศทั้งชุด ยังไม่เพียงพอให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะคุมการบริหารประเทศได้จริง

เมื่อพฤติกรรมการตัดสินใจของกลุ่มคนกลางในเมืองใหญ่ให้น้ำหนักกับความพร้อมเชิงโครงสร้างมากขึ้น ภาพของแต่ละพรรคจึงเริ่มส่งผลต่อทิศทางการเลือกตั้ง พรรคที่จัดวางรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ล่วงหน้า ย่อมได้เปรียบในการช่วงชิงความเชื่อมั่นจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ

พรรคภูมิใจไทยแสดงภาพการจัดวางรัฐที่ต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม พรรคส้มยังอยู่ในระดับการเสนอแนวคิดและรายชื่อ ส่วนพรรคเพื่อไทยยังไม่แสดงโครงสร้างทีมให้ชัดในระดับที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้เป็นหลักในการตัดสินใจ

ความแตกต่างนี้อาจไม่ทำให้ฐานเสียงดั้งเดิมเปลี่ยนทั้งหมด แต่มีน้ำหนักมากพอที่จะขยับการตัดสินใจของกลุ่มที่ยังเปิดรับข้อมูล และพร้อมเลือกจากความพร้อมที่มองเห็นได้มากที่สุด

ในบริบทที่คะแนนเสียงจากกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ยังมีความหมายต่อการจัดตั้งรัฐบาล ความชัดของโครงสร้างและความพร้อมในการบริหารประเทศ จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังถูกนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างจริงจัง

และในจังหวะเวลานี้ ภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้งที่ปรากฏต่อสายตาคนกลุ่มดังกล่าว มีความชัดเจนในฝั่งพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ยังคงเลือนรางในพรรคเพื่อไทยและพรรคส้ม.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

นายกฯลั่นปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว ขรก.ตั้งใจทําผิดกม. ชี้โทษหนักกว่าคนปกติ

นายกฯลั่นปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว ขรก.ตั้งใจทําผิดกม. ชี้โทษหนักกว่าคนปกติ

นายกฯลั่นปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว ขรก.ตั้งใจทําผิดกม. ชี้โทษหนักกว่าคนปกติ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

นายกฯลั่นปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว ชัดเจนขรก. ตั้งใจทําผิด กม.ชี้โทษหนักกว่าคนปกติ โว 4 เดือน จัดการอาชญากรรมทุกกระบวนการ ขู่ ภท.กลับมาเป็นรบ. ใครเอี่ยว ส่วย-ทุจริตโดนแน่ 

22 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 11.40 น. ที่เทศบาลตำบลโนนสูง อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีอธิบดีกรมการปกครอง สนธิกําลังเจ้าหน้าที่ 5 หน่วยงานเปิดปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว นําหมายจับเข้าจับกุมปลัดอําเภอ และเจ้าหน้าที่เทศบาล ในพื้นที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ รวม 6 ราย จากกรณีการสวมสิทธิ์ ใบถิ่นที่อยู่ถาวร กลุ่มชาติพันธุ์ และสัญชาติไทย ให้ต่างชาติอย่างน้อย 9 รายว่า ตนบอกแล้วว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ตามที่ตนได้พูดไว้ว่าพูดแล้วทํา ที่เคยบอกในเรื่องการจับยาเสพติด ตนก็ดําเนินการไปในช่วงเวลา 4 เดือนนี้ 330 ล้านเม็ดแล้ว เป็นยาบ้ามูลค่าหมื่นล้าน ยังไม่รวมยาไอซ์ ยาอี เฮโรอีน และอื่น ๆ อีก ส่วนเรื่องของสแกมเมอร์ ก็มีทั้งยึดทรัพย์และดําเนินคดี เพิกถอนสัญชาติ  และเนรเทศ ซึ่งมีครบทุกกระบวนการ ในเรื่องของการก่ออาชญากรรม การพนัน และอาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และอาชญากรรมทางการเงิน ก็สามารถดําเนินคดีแทบไม่หวาดไม่ไหว 

เมื่อถามว่า ได้มีการสั่งการให้ขยายเพิ่มเติมอย่างไรบ้าง นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องขยายผลหรอก ใครทําผิด คนที่รับผิดชอบ เขามีหน้าที่ที่ต้องดําเนินการ 

เมื่อถามว่า ได้รับรายงานการเชื่อมโยงเกี่ยวกับสแกรมเมอร์ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนให้นโยบายไปแล้วว่าการปฏิบัติเป็นเรื่องของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อถามว่า อยากฝากเตือนอะไรข้าราชการ ที่ยังกระทําความผิดอยู่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ต้องเตือนหรอก พวกเขาทราบดีว่าถ้าเขาทําผิดเขาจะโดนอะไร ทุกคนที่เป็นข้าราชการถ้ามาถึงระดับปลัดอําเภอ นายอําเภอ เขาทราบกันดี และนี่ ก็ง่ายสําหรับตนอีกเหมือนกันในการที่จะให้นโยบาย และการให้กําลังใจกับผู้ปฏิบัติการ ซึ่งพวกนี้รู้หมด ถ้าเลือกที่จะเดินผิดซอย หรือถ้าเลือกที่จะเดินไปในทางที่ไม่ดี จะไม่สามารถมาบอกได้ว่าไม่รู้ ไม่ทราบ หลงผิดไป แบบนี้ไม่ใช่ และนี่เป็นการตั้งใจทําผิด  โดยเฉพาะถ้ายิ่งเป็นข้าราชการ เป็นผู้มีอํานาจ ในการที่จะอนุมัติอะไรด้วยแล้ว ในทางกฎหมายก็เขียนชัดเจนว่า จะต้องได้รับโทษเพิ่มมากกว่าคนปกติด้วยซ้ำ ซึ่งเราจะทําเต็มที่ 

เมื่อถามว่า เห็นว่าจะแถลงเรื่องนี้ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นายกฯ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของอธิบดีกรมการปกครอง ตนเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ให้นโยบายไป

เมื่อถามว่านายกฯ จะแถลงเองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า โอ้ย! อย่างนี้ตายเลยถ้าต้องไปรู้รายละเอียดทุกอย่าง ซึ่งนโยบายของตนคือห้ามมีการทําผิดกฎหมาย ห้ามมีการคุกคามผู้คน ห้ามทําสแกมเมอร์ ห้ามทําบ่อน ยาเสพติด ซึ่งเขาก็ทําตามนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างดี 

เมื่อถามว่า ถ้าในการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล คิดว่าเรื่องส่วยสัญชาติ การทุจริตของข้าราชการ จะหมดไปหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เราก็ต้องพยายามทําทุกอย่าง ที่เป็นอุปสรรค ไม่ให้เขาทําผิด ส่วนจะหมดไปหรือเปล่า เราก็ไม่รู้จะไปวัดตรงไหนว่าหมดหรือยัง แต่ถ้าใครทําก็โดนแน่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

กองทัพไทย-สหรัฐฯ ฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ระดมกำลังทหาร 8,000 นาย

กองทัพไทย-สหรัฐฯ ฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ระดมกำลังทหาร 8,000 นาย

กองทัพไทย-สหรัฐฯ ฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ระดมกำลังทหาร 8,000 นาย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

กองทัพไทย-สหรัฐฯ เดินหน้าร่วมฝึก “คอบร้าโกลด์ 2026” ปีที่ 45 (Heavy Year) ระดมกำลัง 8,000 นาย จาก 7 ประเทศ “จีน อินเดีย และออสเตรเลีย” โผล่ร่วมฝึกด้วย “เวียดนาม-ลาว” ร่วมสังเกตการณ์ฝึกไร้เงา “กัมพูชา” เข้าร่วม

21 กองทัพไทย และกองกำลังทางบกสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก เตรียมพร้อมการฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 (CG.26) เป็นการฝึกร่วมผสมแบบพหุภาคีระหว่างกองทัพไทย กองทัพสหรัฐอเมริกาและกองทัพมิตรประเทศ ในปีนี้ เป็นปีที่ 45 (Heavy Year) มีประวัติยาวนานที่สุด ซึ่งเป็นการฝึกหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กองทัพไทย และกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก (US PACOM) ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการฝึกในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี 

      โดยมีประเทศเข้าร่วมการฝึกหลัก จำนวน 7 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนิเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย ประเทศร่วมการฝึกเพิ่มเติม จำนวน 3 ประเทศ ประกอบด้วย จีน อินเดีย และออสเตรเลีย 

สำหรับกลุ่มประเทศที่หมุนเวียนเข้ามาร่วมกิจกรรมได้แก่ ประเทศในโครงการเสนาธิการผสม ส่วนเพิ่มนานาชาติ หรือ MPAT (Multinational Planning Augmentation Team) จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บังกลาเทศ แคนดา ฟิจิ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อิตาลี มองโกเลีย เนปาล นิวซีแลนด์ และฟิลิปปินส์ และประเทศที่เข้าร่วมในโครงการสังเกตการณ์ฝึก(Combined Observer Liaison Team : COLT) จำนวน 10 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน เยอรมนี จอร์แดน ลาว เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย สวีเดน ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม รวมทั้งสิ้น 30 ประเทศ จำนวนผู้เข้าร่วมการฝึกฯ มากกว่า 8000 นาย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมิตรประเทศที่เข้าร่วมการฝึกฯ และพัฒนาขีดความสามารถทางทหารด้านการอำนวยการยุทธ์ร่วม และยุทธ์ผสม เชื่อมโยงองค์กรความรู้ประสบการณ์ และรูปแบบการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน ดำเนินการฝึกการปฏิบัติการร่วม/ผสมในทุกมิติ (Combined Joint All Domain Operations : CJADO) โดยครอบคลุมการปฏิบัติการร่วมทั้งมิติทางบก มิติทางทะเล มิติทางอากาศ มิติห้วงอวกาศ (Space) และมิติทางไซเบอร์ (Cyber) 

โดยกำหนดการฝึกหลักระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึง 6 มีนาคม พ.ศ.2569 ประกอบด้วยการฝึกสำคัญดังนี้

1.การฝึกและควบคุมบังคับบัญชา(Command and Control Exercise : C2X) มุ่งเน้นการปฏิบัติการทุมิติโดยการควบคุมการปฏิบัติการของ กกล.ทบ กกล.นย. ในการยกพลขึ้นบกบริเวณพื้นที่ หาดยาว จังหวัดระยอง รวมถึงการควบคุมมิติทางห้วงอวกาศและมิติทางไซเบอร์ร่วมอีกด้วย

2.โครงการช่วยเหลือประชาชน (Humanitarian Civil Assistance : HCA) ได้แก่ โครงการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์สำหรับโรงเรียนในพื้นที่การฝึก จำนวน 5 พื้นที่ การฝึกการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) ประกอบด้วย การฝึกแก้ปัญหาบนโต๊ะ (HADR-TTX) และการฝึกสาธิตช่วยเหลือประชาชน (HADR-Demo) ซึ่งเป็นการฝึกสาธิตแนวทางในการปฏิบัติเป็นสถานี ตามกลไกการประสานงานพลเรือน-ทหาร และการสนับสนุนจากนานาชาติยามเกิดภัยพิบัติ

3.การฝึกภาคสนาม (Field Training Exercise : FTX) มีกิจกรรมที่สำคัญประกอบด้วย การฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก (AMPHIBEX) การฝึกอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ขัดแย้ง (NEO/RJNO) การฝึกดำเนินกลยุทธ์ด้วยกระสุนจริง (CALFEX) การฝึกยิงอาวุธระยะไกล (HIRAIN) การฝึกโจมตีเป้าทางทะเล (Maritime Strike) การฝึกยิงป้องกันภัยทางอากาศ (IAMD) การต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (C-UAS) การฝึกต่อต้านการยกพลขึ้นบก (Counter Landing) และการฝึกปฏิบัติการยุทธวิธีด้านข่าวกรองสัญญาณ (SIGINT)

การฝึกร่วม/ผสม คอบร้าโกลด์ ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เป็นการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของกำลังพลที่เข้าร่วมการฝึกในส่วนของกองทัพไทย และกองทัพมิตรประเทศเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการ ความชำนาญ และเทคโนโลยีทางทหาร รวมทั้งเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กับกำลังพลของกองทัพไทยและกองทัพมิตรประเทศ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยในภูมิภาคได้อย่างมีปะสิทธิภาพ ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีของประเทศไทยในสายตามิตรประเทศ และประชาคมโลกต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันจันทร์ที่ 26 ม.ค.นี้ จะมีการจแถลงข่าวการฝึกร่วมผสมคอบร้าโกลด์ 2026 ที่อนุสรณ์สถานฯ ดอนเมือง โดยมี นายฌอน โอนีล เอกราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคนใหม่ และพลเอกอุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการ ทหารสูงสุด หรือผู้แทน ชี้แจงถึงวัตถุประสงค์และโปรแกรมการฝึก

การฝึกปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibious Operation) คือ การฝึกโจมตีจากทางทะเลขึ้นฝั่งข้าศึก โดยกองทัพเรือจะยกพลขึ้นบกด้วยกำลังเรือและยานรบสะเทินน้ำสะเทินบก เพื่อยึดหัวหาดและขยายการรุกเข้าสู่ดินแดนศัตรู ถือเป็นภารกิจหลักของนาวิกโยธิน มีการฝึกซ้อมร่วมกับกำลังพลและยุทโธปกรณ์จากเหล่าทัพอื่นๆ รวมถึงมิตรประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรบและการปฏิบัติการร่วมกัน

‘รทสช.’ยันไม่เอารธน.ใหม่ ยํ้า‘กาเห็นชอบ’เท่ากับฉีกทิ้ง-เซ็นเช็คเปล่า

‘รทสช.’ยันไม่เอารธน.ใหม่ ยํ้า‘กาเห็นชอบ’เท่ากับฉีกทิ้ง-เซ็นเช็คเปล่า

‘รทสช.’ยันไม่เอารธน.ใหม่ ยํ้า‘กาเห็นชอบ’เท่ากับฉีกทิ้ง-เซ็นเช็คเปล่า

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.09 น.

“รทสช.”ยันไม่เอารธน.ใหม่ ยํ้า”กาเห็นชอบ”เท่ากับฉีกทิ้ง-เซ็นเช็คเปล่า ห่วงกระทบพระราชอำนาจนอกหมวด 1-2 ฉะรัฐบาลมั่ว อ้างคำวินิจฉัยศาลรธน. ถามประชามติไม่มีล็อค

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค , นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค รวมถึงคณะผู้บริหารพรรค แถลงย้ำจุดยืนของพรรคในการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ นี้ ว่า ขอยืนยันต่อสื่อมวลชนและประชาชนว่า พรรครวมไทยสร้างชาติไม่เห็นชอบที่สมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เรายังยืนยัน เพราะเป็นการเซ็นเช็คเปล่า โดยที่ไม่รู้ว่าเซ็นเช็คกับใคร เพราะคำถามประชามติไม่ได้มีกรอบว่าจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญในรูปแบบใด และถือเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญปี 60 ทิ้งทันที ทั้งที่การปรับปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ โดยไม่ต้องฉีกของเก่าทิ้ง

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้มีอะไรดีไปหมด แต่ไม่ว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหนก็มีข้อบกพร่อง ที่สามารถแก้ไขเป็นเรื่องๆ พรรครวมไทยสร้างชาติเห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่เราไม่เห็นด้วยกับการฉีกทิ้งและเขียนใหม่ ถ้าเราเห็นว่าสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็เท่ากับเห็นด้วยกับการฉีกทิ้งทั้งฉบับ โดยเฉพาะหมวด 1 และหมวด 2 รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติ ที่อยู่ในมาตราต่างๆ ซึ่งไม่มีหลักประกันว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะไม่มีผลกระทบสิ่งเหล่านี้

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ส่วนที่รัฐบาลจะบอกว่า ตั้งคำถามประชามติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นความจริง เป็นการพูดอย่างทำอย่าง เพราะศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า การทำประชามติครั้งที่ 1 กับ 2 สามารถทำพร้อมกันได้ ไม่ได้บอกว่าต้องถามแยกกัน และศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ห้ามรัฐบาลบอกให้ประชาชนทราบถึงกรอบการแก้ไข ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญกับการฉีกรัฐธรรมนูญ เป็นคนละเรื่องกัน

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือ หากรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง คนผิดที่เคยเสียสิทธิ หรือขาดคุณสมบัติต่างๆ ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญปี 60 ก็จะกลับคืนมาทั้งหมด เราจะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงแบบนี้จริงหรือ

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ จะเดินหน้ารณรงค์ให้ความรู้กับประชาชนอย่างไร นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า นี่เป็นความเห็นของพรรคเท่านั้น ส่วนประชาชนจะเห็นอย่างไร ตนไม่มีสิทธิไปชี้นำ และเราเคารพความเห็นของประชาชน

ด้าน นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ได้ แต่ฉีกทิ้งไม่ได้ และการที่หลายพรรคออกมาบอกว่าจะปกป้องหมวด 1 หมวด 2 ต้องบอกว่าเรื่องของพระราชอำนาจ ไม่ได้อยู่แค่ในหมวด 1 และหมวด 2 แต่พระราชอำนาจสำคัญที่ยึดโยงกับฝ่ายนิติบัญญัติ เช่นสิทธิในการวีโต้กฎหมาย รวมถึงการแต่งตั้งข้าราชการทหารและข้าราชการพลเรือน จึงขอถามว่าแต่ละพรรคการเมืองได้อ่านรัฐธรรมนูญครบหรือยัง และเข้าใจหรือไม่ว่ากำลังเผชิญกับอะไร

‘อนุทิน’มั่นใจสุดๆ รอบนี้‘ภท.’เจาะ‘โคราช’ได้เก้าอี้เพิ่ม ลั่นสรรหาผู้สมัครที่ดีที่สุด

‘อนุทิน’มั่นใจสุดๆ รอบนี้‘ภท.’เจาะ‘โคราช’ได้เก้าอี้เพิ่ม ลั่นสรรหาผู้สมัครที่ดีที่สุด

‘อนุทิน’มั่นใจสุดๆ รอบนี้‘ภท.’เจาะ‘โคราช’ได้เก้าอี้เพิ่ม ลั่นสรรหาผู้สมัครที่ดีที่สุด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.03 น.

“อนุทิน”มั่นใจสุดๆ รอบนี้”ภท.”เจาะ”โคราช”ได้เก้าอี้เพิ่ม ลั่นสรรหาผู้สมัครที่ดีที่สุด ยึดความสามารถ ไม่ใช่บ้านใหญ่ พร้อมนำเสนอนโยบาย ไม่ให้ร้ายสาดโคลน

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ จ.นครราชสีมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียง จ.นครราชสีมา ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเมื่อการเลือกตั้งปี 66 พรรคภูมิใจไทย เจาะพื้นที่ได้น้อย ครั้งนี้มีความมั่นใจจะได้เก้าอี้เพิ่มหรือไม่ ว่า โคราชคราวที่แล้วพรรคภูมิใจไทยได้มาแค่หนึ่งที่ ครั้งนี้เรามั่นใจว่าได้มากกว่าเดิม เราต้องมีช่องไม่ไปกดดันตัวเอง ไม่ไปกดดันพรรคคู่แข่งจนเกินไป และเราสรรหาผู้สมัครที่ดีที่สุดที่เรามีในแต่ละเขต และให้ผู้สมัครเหล่านั้นได้นำเสนอนโยบายต่อพี่น้องประชาชน ไม่ฟาดงวงฟาดงา ไม่ให้ร้ายใช้วาทกรรมในการสาดโคลนใส่กัน ไม่เอา

เมื่อถามว่า พื้นที่นี้ถือว่าเป็นพื้นที่ค่อนข้างยาก นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.พิมาย และ อ.โนนสูง เราได้ นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา ซึ่งเป็นลูกชายของ นายวิรัช รัตนเศรษฐ ที่เป็นผู้ที่ค่ำหวอดอยู่ในแวดวงการเมืองของโคราช เราได้ผู้สมัครที่มีความแข็งแรง มีความรู้ความสามารถมานำเสนอให้กับประชาชนในเขตนี้

เมื่อถามว่า จากการเป็นบ้านใหญ่เชื่อว่าจะสามารถปักธงได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เราไม่ได้เสนอบ้านใหญ่ นายทวิรัฐ มีความรู้ ความสามารถ มีความทุ่มเทตั้งใจจะมาทำงานให้กับพี่น้องประชาชน มีครบคุณสมบัติที่จะมาเป็นผู้แทนราษฎร เราไม่ได้พิจารณาเพราะเขาเป็นลูกของบ้านใหญ่

– 006