‘อนุทิน’อ้อนชาวโคราช ขอเป็นนายกฯคนที่ 2 ของจังหวัด ลั่นจะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

'อนุทิน'อ้อนชาวโคราช ขอเป็นนายกฯคนที่ 2 ของจังหวัด ลั่นจะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

‘อนุทิน’อ้อนชาวโคราช ขอเป็นนายกฯคนที่ 2 ของจังหวัด ลั่นจะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

“อนุทิน”อ้อนขอเป็นนายกฯคนที่ 2 ของชาวโคราช จะทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หวังปักธงเติม สส.โนนสูง ดัน”ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ”เข้าสภาฯ ยึดคำ”คนโคราช”ตัวแทนอีสานใต้ ไม่ให้เปิดด่าน ลั่นตามนั้น-จัดไป วันนี้ขอประกาศ รัฐบาลชุดนี้ร่วมกับกองทัพ ทวงคืนผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้ว จุดไหนเป็นที่สงสัย ถือว่าเป็นของไทยไว้ก่อน ด้าน”วิรัช”โผล่ให้กำลังใจลูกชาย นั่งรถเข็นปราศรัย “นายกฯภท.”จัดการกัมพูชาอีกฝั่ง ให้น้องสาวแต่งงานกับเขมร

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล หัวหน้า​พรรค​ภูมิใจ​ไทย​​ (ภท.) ลงพื้นที่หาเสียง​ จ.นครราชสีมา​ เป็นครั้งแรก​ เพื่อปักธงในพื้นที่เพิ่ม​ หลังจากปี 2566 พรรคภูมิใจไทย​ ได้เก้าอี้​ สส.ในพื้นที่นครราชสีมา​ได้เพียงเขตเดียว​ จากทั้งหมด 16 เขต​ จุดแรกมาที่อาคารโดม เทศบาลตำบลโนนสูง​ อ.โนนสูง ด้วยรถตู้โตโยต้าอัลพาร์ด สีขาว ทะเบียน งจ 191 นครราชสีมา เพื่อขึ้นปราศรัยช่วย นายทวิรัฐ ​รัตนเศรษฐ​ ผู้สมัคร​ สส.นครราชสีมา​ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย​ ข​อคะแนนเสียง

ทันทีที่เดินทางมาถึง​ นายอนุทิน​ ได้ทักทายพ่อแม่พี่น้องประชาชน ที่มารอฟังการปราศรัย​ ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า​ ในเวทีปราศรัยครั้งนี้​ ได้ใช้สัญลักษณ์ธงชาติไทย​ มาโบกสะบัดเต็มพื้นที่​ พร้อมเปิดเพลงแผ่นดินไทยประกอบด้วย​

นายอนุทิน​ เริ่มเวทีการปราศรัย ด้วยการขอบคุณชาวโคราช อ.โนนสูง , อ.พิมาย และ อ.เฉลิมพระเกียรติ ที่ต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่ง ที่ผ่านมาภูมิใจไทยยังไม่เคยมีผู้แทนจากโนนสูง เลยขอว่า เที่ยวนี้ขอพ่อแม่พี่น้อง มอบ สส.ให้กับพรรคภูมิใจไทยครั้งแรกได้หรือไม่ คิดแล้วคิดอีก ไปขอคุณพ่อคุณแม่ของเขา สุดท้ายใจอ่อน มอบ “ทวิรัฐ รัตนเศรษฐ” น้องคลัง นามยังมงคล พี่น้องจะได้มีคลังใหญ่ กันถ้วนหน้า

ตนไม่ใช่คนอื่นไกล อยู่ปากช่อง ถือว่าเป็นคนโคราชได้หน่า ก่อนหน้านี้อยู่กับ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยเป็นลูกน้อง ท่านสุวัฒน์ ลิปตพัลลภ ดังนั้น จ.นครราชสีมา ไม่ใช่จังหวัดที่ไม่คุ้นเคยกัน

“โคราชเคยมีนายกฯ คือ นายกฯชาติชาย วันนี้ถ้าท่านจะพูดก็ไม่ผิดนะ นายกฯประเทศไทยก็อยู่โคราช ปากช่องนี้เอง” นายอนุทิน กล่าว

โคราชเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ ที่คนจะเข้ามาบริหารประเทศต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ตนเข้ามา 3 – 4 เดือน ถือว่าโชคดี มีพี่น้องชาวนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี อีสานใต้ ที่มีแนวเขตติดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ กัมพูชา ที่ตอนหลังไม่ค่อยจะเป็นเพื่อนบ้านเท่าไหร่ เป็น “ศัตรูบ้าน” ซะมากกว่า แต่ตนมั่นใจว่าพ่อแม่พี่น้องอยู่ข้างหลัง ตนจึงกล้าที่จะตัดสินใจ ให้กองทัพต่อสู้อย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องบ้านเมืองเรา ตนทราบดีในที่นี้มีญาติของหลายคนไปเป็นทหารไปเป็นรั้วของชาติ ปกป้องบ้านเมืองเรา

“วันนี้ขอประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบว่า ในช่วง 4 เดือนตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา รัฐบาลชุดนี้ร่วมกับกองทัพได้ทวงคืนผืนแผ่นดินทุกตารางนิ้วกลับคืนมา เป็นของไทยอย่างเรียบร้อย จุดไหนเป็นที่สงสัย ถือว่าเป็นของไทยไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องวิตกกังวลว่าใครจะไปซ่อน รอบทำร้ายพวกเรา ตรงนี้มีความชัดเจนแล้ว และพ่อแม่พี่น้องที่โคราช เป็นตัวแทนของพี่น้องอีสานใต้ อยากเปิดด่านหรือปิดด่าน นายอนุทินถามว่า ใครอยากเปิดด่านให้ยกมือขึ้น ไม่ให้เปิดใช่หรือไม่ ประชาชนไม่ให้เปิด แล้วใครจะกล้าเปิด ดังนั้น ตามนั้น จัดไป” นายอนุทิน กล่าวอย่างหนักแน่น

ตั้งแต่ปิดด่านมา ตอนแรกกลุ้มใจ เพราะถ้าเปิดด่าน คนค้าขายได้ แต่ประโยชน์ไปตบกับคนฝั่งโน้นมากกว่า แต่พอปิดด่านประโยชน์ตกกับไทยล้วนๆ แล้วนี่คือ รัฐบาลไทยใช่หรือไม่ ตั้งแต่ปิดด่าน มันสำปะหลัง ราคาดีใช่หรือไม่ แต่ที่ผ่านมา โรงงานมันแป้งรวย ตอนนี้ ขอให้พี่น้องชาวโคราช รวยเท่าโรงงานมันแป้งได้หรือไม่ เพราะไม่มีมันเถื่อน ข้าวเถื่อน จากต่างประเทศ ทำราคาพืชผลทางการเกษตรสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ ได้ทั้งเรื่องรายได้และความสงบสุข พวกเราขายมันไปถูก แต่ต้องไปซื้อแป้งแพง ยอมหรือไม่ ถ้าไม่ยอม ก็ต้องเอารัฐบาลนี้ไปทำให้ หลังจากที่เรามีนโยบายชัดเจนว่าจะยังไม่เปิดด่านก็มาคิดต่อว่า จากนี้ไปจะทำให้ราคาสินค้าขึ้นไปอีก ด้วยการหาตลาด โดยการให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ช่วงนี้เดินสายต่างประเทศเจรจาการค้า เราไปบอกกับเขาได้เต็มที่ว่า เราขายข้าวไปเป็นข้าว ไม่ใช่ขายข้าวไปเป็นแป้ง เป็นอาหารสัตว์ ถึงทำให้มีราคา

หลายคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เพราะเรามั่นใจว่า รั้วของเรามีคนดูแลอย่างดี ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็จะเกิดขึ้นได้ เมื่อประเทศไทยของเราสามารถให้โอกาสกับคนในพื้นที่ ประชาชนมีกินมีใช้ ผลิตอะไรมาได้ราคา แล้วความมั่นคงทางอาหารประเทศไทยก็มี เห็นอยู่แล้วว่าเหลือเพียงแค่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากเลือกพรรคภูมิใจไทยเข้าไปบริหารจะสามารถเติมเต็มทั้ง 3 ปัจจัยได้ ไม่มีใครสามารถกดขี่เราได้ไปทำอะไรที่ไหนค้าขายที่ไหนก็จะเป็นประโยชน์ของเรา เพราะพรรคภูมิใจไทย มีบุคลากร ที่มีมีความรู้มีความตั้งใจจะเข้ามาบริหารประเทศให้ประชาชนอยู่แล้วและมีโครงการที่จะส่งเสริมให้เราได้ใช้จ่าย ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ เช่นโครงการคนละครึ่งพลัส ตนเชื่อว่าทุกคนมีความพึงพอใจกับโครงการนี้ ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยกลับเข้าไป โครงการคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ก็จะกลับมาอีก และก็จะมีสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนมากขึ้น โครงการนี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและรัฐมีส่วนร่วม ทำให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนได้ ไม่ได้เป็นการแจกเงินเอาเงินไปให้เฉยๆ ถ้าประชาชนไม่จ่าย รัฐก็ไม่ได้สมทบ ไม่ได้เกิดการกระตุ้นให้กับประชาชน ถ้าแจกเงินเฉยๆ คนละ 10,000 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก็มีเจ้าหนี้มายืนรอเฝ้า

ช่วงท้าย นายอนุทิน ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าสิ่งที่เป็นกำลังใจ เป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่พี่น้องประชาชนมีต่อพวกตนให้เข้าไปทำงานได้เป็นรัฐบาลรับใช้ประชาชน พวกเราจะมุ่งมั่นทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะพวกเราต้องการให้ท่านเลือกเราอีกทุกครั้งในอนาคต ขอให้พวกเราได้มีวาสนาในการรับใช้พวกท่านทุกคนตลอดไป ก่อนจะให้พรประชาชนว่าขอให้ร่ำรวย ให้ได้คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ขอให้มีกำแพงชายแดน โดยประชาชนขานรับว่า “สาธุ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะเดียวกันเป็นการปรากฏตัวครั้งแรก​ ของนายวิรัช รัตนเศรษฐ​ หลังจากหายหน้าจากวงการการเมืองไป ​เนื่องถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาลงโทษจำคุก​ในทุจริตก่อสร้างสนามฟุตซอล​ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอยื่นอุทธรณ์ โดยวันนี้นายวิรัช​ นั่งรถเข็น​ ขึ้นปราศรัย ช่วงหนึ่งระบุให้เลือก นายทวิรัฐ​ รัตนเศรษฐ​ และพรรคภูมิใจไทย เพราะพูดแล้วทำ​ไม่เหมือนบางพรรคที่พูดแล้วไม่ทำ​ ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ก็พร้อมที่จะจัดการสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา​ แต่อีกฝั่ง​เลือกที่จะให้น้องสาวไปแต่งงานกับกัมพูชา​

– 006

คดีฮั้ว สว.ต้องไปต่อให้จบ! ‘ดิเรกฤทธิ์’สะกิด’DSI-ปปง.-กกต.’ประชาชนรอฟังอยู่

คดีฮั้ว สว.ต้องไปต่อให้จบ! 'ดิเรกฤทธิ์'สะกิด'DSI-ปปง.-กกต.'ประชาชนรอฟังอยู่

คดีฮั้ว สว.ต้องไปต่อให้จบ! ‘ดิเรกฤทธิ์’สะกิด’DSI-ปปง.-กกต.’ประชาชนรอฟังอยู่

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ภูมิธรรม-ทวี ทำตามหน้าที่ฯไม่ได้แทรกแซงการดำเนินคดีฮั้ว สว.แปลว่ามีคดีที่ต้องดำเนินการต่อให้จบ ทั้งใน DSI ปปง.และอาจไปถึงกกต.ซึ่ง “ประชาชนรอทราบผลของคดีอยู่นะครับ”

‘อัษฎางค์’เย้ย’โรม-วิโรจน์’ สว่างจ้าที่สุดในสภาฯ แต่มืดมิดในพรรคตัว

'อัษฎางค์'เย้ย'โรม-วิโรจน์' สว่างจ้าที่สุดในสภาฯ แต่มืดมิดในพรรคตัว

‘อัษฎางค์’เย้ย’โรม-วิโรจน์’ สว่างจ้าที่สุดในสภาฯ แต่มืดมิดในพรรคตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ไฟฉายกับแสงเทียนในไร้ส้มธนาธร #อัษฎางค์ยมนาค #อ่านเกมอำนาจ

ใน Nation Debate สาธิต ปิตุเตชะ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ผู้สมัคร ส.ส.ตาก เขต 2 ของพรรคประชาชน ที่มีพฤติกรรมสีเทา (พัวพันเว็บพนันออนไลน์) โดยระบุว่ามี “คนในพื้นที่” ส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง กก.บห.พรรคก่อนหน้านี้ แต่พรรคตรวจสอบแล้วไม่พบพยานหลักฐานพอ จึงยังส่งลงสมัครเลือกตั้งต่อ จนถูกตำรวจ (บช.สอท.) จับกุมเมื่อ 14 ม.ค. 2569

ธนาธรชี้แจงว่า ไม่เคยมีร้องเรียนใดระบุ “เรื่องนี้” (เว็บพนัน) สู่พรรค ถ้ามีให้เอามาแสดง

_______________________________________________

ถ้าผมอยู่ในเวทีดีเบตนั้น จะถือโอกาสนี้พูดกับธนาธร ในประเด็นที่ว่า

“โรม-วิโรจน์” คือ มือปราบคนเทาๆ ของพรรคส้ม ที่รู้ทุกความเคลื่อนไหวของนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่นักการเมืองในพรรคตัวเองกลับตาบอดสนิท

จุดที่ สาธิต ปิตุเตชะ โจมตีว่า “มีคนร้องเรียนแล้ว” แต่ธนาธรแย้งว่า “หลักฐานไม่พอ” ซึ่งในทางการเมือง นี่คือช่องว่างที่ทำให้ “คนเทาๆ” ลอดผ่านตะแกรงร่อนเข้ามาได้ เพราะพรรครอใบเสร็จที่ชัดเจนเกินไปจนสายเกินแก้

ธุรกิจสีเทายุคเก่า (บ่อน ซ่อง หวย) มักมีสถานที่และผู้มีอิทธิพลที่คนในพื้นที่รู้กันทั่ว แต่ “เว็บพนันออนไลน์” ซับซ้อนกว่านั้น

คนทำเว็บพนันรุ่นใหม่ มักสร้างภาพลักษณ์เป็น “นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง” รวยจากคริปโตฯ หรือธุรกิจออนไลน์ ซึ่งดูผิวเผินแล้ว “เข้ากันได้ดี” กับ DNA ของพรรคประชาชน

ภาพลักษณ์นี้อาจทำให้ระบบตรวจสอบภายในของพรรคเกิด ความลำเอียงเข้าข้าง ว่าคนนี้คือคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ โดยไม่ได้เอะใจถึงที่มาของรายได้

ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ การขยายตัวที่เร็วกว่าระบบคัดกรอง

พรรคประชาชนพยายามส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขต (รวมถึงพื้นที่ยากๆ อย่าง ตาก เขต 2)

เมื่อพรรคต้องการขยายฐานเสียงในต่างจังหวัด จำเป็นต้องพึ่งพา “ตัวตึงในพื้นที่” ซึ่งบางครั้ง ตัวตึงเหล่านั้นอาจมีเบื้องหลังที่พรรคส่วนกลาง ที่นั่งอยู่ กทม. มองไม่เห็น หรือตรวจสอบได้ไม่ลึกซึ้งพอ ยิ่งเป็นพื้นที่ไกลปืนเที่ยง

กรณีนี้สะท้อนว่า “ความสามารถในการแฉรัฐบาล” ไม่เท่ากับ “ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงองค์กร

พรรคประชาชนเล่นเกมรุกกับนพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่ระบบคัดกรองคนของพรรคยังมีรูรั่วใหญ่ที่ปล่อยให้ “ทุนสีเทา” แฝงตัวเข้ามาในคราบ “คนรุ่นใหม่” ได้

นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ทำให้เห็นว่า แม้จะมี “ไฟฉาย” ที่สว่างจ้าที่สุดในสภา (โรม/วิโรจน์) แต่ในพรรคตนเองกลับกลายเป็นเพียง”แสงเทียนมืดๆ ที่มองไม่เห็นอะไรที่มันมีอยู่ชัดๆ “

ไฟฉายคือ เทคโนโลยี

แสงเทียนคือ ความโบราณ

ภายนอกดูเป็นคนร่วมสมัยหรือทันสมัย

แต่ภายใน โบราณสิ้นดี

นี่แหละ ”ไฟฉายกับแสงเทียน ของในไร้ส้มธนาธร“

ยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ! ‘ไทยก้าวใหม่’เดินหน้าชง‘ลดเหลื่อมล้ำ’เป็น‘วาระแห่งชาติ’

ยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ! ‘ไทยก้าวใหม่’เดินหน้าชง‘ลดเหลื่อมล้ำ’เป็น‘วาระแห่งชาติ’

ยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ! ‘ไทยก้าวใหม่’เดินหน้าชง‘ลดเหลื่อมล้ำ’เป็น‘วาระแห่งชาติ’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

ยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ! “ไทยก้าวใหม่”เดินหน้าชง”ลดเหลื่อมล้ำ”เป็น”วาระแห่งชาติ” ดันออกกฎหมาย”ปรับโครงสร้างเมือง-ระบบขนส่ง”รองรับ”อารยสถาปัตย์”เพื่อ”ผู้พิการ-ทุพพลภาพ” ดึง”AI-เทคโนโลยี”เสนอเข้มกฎหมาย-ปรับจริง หนุนบรรจุใน”ยุทธศาสตร์ชาติ 10 ปี”

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่พรรคไทยก้าวใหม่ นางสาวจิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ในฐานะแกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ และหัวหน้าทีมเสมอภาคและความมั่นคงของมนุษย์ แถลงเสนอนโยบายสำคัญเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ว่า นโยบายนี้ มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นเครื่องมือหลักในการปรับโครงสร้างระบบขนส่งสาธารณะและพื้นที่สาธารณะของประเทศ เพื่อให้ผู้พิการทุพพลภาพสามารถเข้าถึงได้อย่างแท้จริง ดังนั้น การเข้าถึงบริการสาธารณะไม่ควรเป็น “สิทธิที่ต้องร้องขอ” แต่ต้องเป็น “มาตรฐานพื้นฐาน” ที่รัฐต้องจัดให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับเรื่องคนพิการให้เป็น “วาระแห่งชาติ” และควรถูกบรรจุลงใน ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 10 ปี เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า

“ถ้าเรายังปล่อยให้คนพิการต้องเจอกับอุปสรรคในการเดินทาง การใช้รถสาธารณะ หรือการเข้าถึงพื้นที่ของรัฐและพื้นที่เมือง เรากำลังปล่อยให้ความเหลื่อมล้ำในการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของเขาอย่างเงียบๆ และนี่คือสิ่งที่ต้องเปลี่ยน” นางสาวจิตภัสร์ กล่าว

นางสาวจิตภัสร์ กล่าวย้ำอีกว่า นอกเหนือจากเบี้ยเลี้ยงผู้พิการฯ ที่จำเป็นต้องคงไว้ต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายพรรคการเมืองมักหยิบยกมาพูดถึงเป็นหลัก แต่ที่ผ่านมา สังคมไทยยังแทบไม่เคยเห็นการพูดถึง “การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง” และ “เชิงนโยบาย” อย่างจริงจัง เพื่อทำให้คนพิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียมในระยะยาว พรรคไทยก้าวใหม่จึงขอเสนอนโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางในการเริ่มต้นปรับโครงสร้างจาก “หัวเมืองหลัก” ก่อน เพื่อให้เป็นต้นแบบการพัฒนา ทั้งด้านระบบขนส่งสาธารณะ ทางเท้าอักษรเบล ทางลาด ป้ายสื่อสาร จุดบริการประชาชน และผู้พิการฯ รวมถึงการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้เป็นอารยสถาปัตย์ที่เป็นมิตรกับทุกคน (Universal Design) ก่อนจะขยายและกระจายไปสู่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้ เทคโนโลยีและ AI จะเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบเมืองยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูลการเข้าถึง การวางแผนเส้นทางที่เหมาะสม การปรับบริการขนส่งให้ตอบโจทย์ผู้พิการฯ การใช้แพลตฟอร์มอัจฉริยะเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งาน รวมถึงการประเมินผลแบบเรียลไทม์ เพื่อให้การพัฒนามีประสิทธิภาพและโปร่งใส และขอเสนอให้ภาครัฐนำเทคโนโลยีและ AI มาใช้ตรวจจับ และประเมินมาตรฐานอาคารและสิ่งปลูกสร้าง โดยเฉพาะอาคารที่ก่อสร้างแล้ว แต่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานอารยสถาปัตย์เพื่อรองรับผู้พิการฯ เช่น ทางลาดไม่ถูกต้อง ลิฟต์ไม่รองรับ ห้องน้ำไม่เหมาะสม หรือเส้นทางสัญจรไม่ปลอดภัย เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินการแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ

นางสาวจิตภัสร์ กล่าวต่อว่า ตนขอเน้นย้ำว่า การพัฒนาสังคมที่เท่าเทียมต้องมาพร้อมการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยต้องมีบทลงโทษ และค่าปรับที่ชัดเจน เข้มงวด และเกิดขึ้นจริงกับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่ละเลยมาตรฐานการเข้าถึงของการบริการผู้พิการฯ เพื่อไม่ให้การออกแบบเพื่อผู้พิการเป็นเพียง “ข้อเสนอเชิงสัญลักษณ์” แต่ต้องเป็น “มาตรฐานที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามได้จริง” ทั้งนี้ หวังว่านโยบายดังกล่าว จะได้รับความสนใจจากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมที่เท่าเทียม และเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเมืองที่เป็นอารยสถาปัตย์ที่จับต้องได้จริง ตอบสนองต่อผู้พิการฯ ให้มีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น ผ่านการผสานเทคโนโลยีและการออกแบบเพื่อคนทุกกลุ่มอย่างเป็นรูปธรรม

– 006

ทำประโยชน์ด้านอื่นได้ดีกว่า! ‘ชาดา’ลั่นไม่อยากเป็นแล้วรัฐมนตรี มั่นใจ‘ซาบีดา’สานงานต่อได้ดี

ทำประโยชน์ด้านอื่นได้ดีกว่า! ‘ชาดา’ลั่นไม่อยากเป็นแล้วรัฐมนตรี มั่นใจ‘ซาบีดา’สานงานต่อได้ดี

ทำประโยชน์ด้านอื่นได้ดีกว่า! ‘ชาดา’ลั่นไม่อยากเป็นแล้วรัฐมนตรี มั่นใจ‘ซาบีดา’สานงานต่อได้ดี

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

ทำประโยชน์ด้านอื่นได้ดีกว่า! “ชาดา”ลั่นไม่อยากเป็นแล้วรัฐมนตรี มั่นใจ”ซาบีดา”สานงานต่อได้ดี มุ่งเป้าพัฒนา”อุทัยธานี” ขอสู้ด้วยผลงาน ชาวบ้านจะยอมรับ

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.อุทัยธานี แกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงเป้าหมายของการเป็น สส.ว่า เป้าหมายของนักการเมือง คือการเป็นรัฐมนตรี ซึ่งตนเองเคยเป็นมาแล้ว 8 เดือน และตอนนี้ไม่อยากเป็นแล้ว เพราะเชื่อว่าสามารถทำประโยชน์ในด้านอื่นได้ดีกว่า ปัจจุบัน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เข้ามาทำงานและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดี ได้รับการยอมรับจากประชาชน โดยเชื่อในแนวคิดว่าหากพัฒนาหมู่บ้านดี ตำบลก็ต้องดี อำเภอดี จังหวัดก็ดี และสุดท้ายประเทศชาติก็จะดีตามไปด้วย โดยตั้งเป้าพัฒนาอุทัยธานีให้เป็นจังหวัดที่ดี ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว และสาธารณูปโภคพื้นฐาน

“ผมเริ่มต้นทางการเมืองจากเด็กเลี้ยงวัว ไม่ได้เป็นลูกนักการเมืองมาก่อน จ.อุทัยธานี เป็นจังหวัดเล็กๆ ท่ามกลางความขาดแคลน แต่ผมก็พยายามทำ ทำให้การเลือกตั้งได้รับการยอมรับจากพี่น้องประชาชน ก็รู้สึกภาคภูมิใจ มีนักการเมืองหลายคนถามว่าทำอย่างไรให้ชาวอุทัยธานีรัก ซึ่งไม่อาจตอบได้ว่าประชาชนรักหรือไม่ แต่เชื่อว่าหากนักการเมืองทำงานจริง ประชาชนก็จะให้การยอมรับ การเลือกตั้งในอุทัยธานี ไม่มีการแจกเงิน เราสู้กับพวกแจกเงินด้วยซ้ำ คนอุทัยธานียืนยันได้” นายชาดา กล่าว

เมื่อโลกเปลี่ยนสนามอำนาจ! ‘ดร.สุวิทย์’เหน็บผู้นำไทยยังพูดนโยบายแบบศตวรรษที่แล้ว

เมื่อโลกเปลี่ยนสนามอำนาจ! 'ดร.สุวิทย์'เหน็บผู้นำไทยยังพูดนโยบายแบบศตวรรษที่แล้ว

เมื่อโลกเปลี่ยนสนามอำนาจ! ‘ดร.สุวิทย์’เหน็บผู้นำไทยยังพูดนโยบายแบบศตวรรษที่แล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.26 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อโลกเปลี่ยนสนามอำนาจ แต่ผู้นำไทยยังพูดนโยบายแบบศตวรรษที่แล้ว

10 คำถามดีเบต: ประเทศไทยในยุค The Age of Variable Geometry

ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่การที่ผู้นำพรรคการเมืองพูดนโยบายคล้ายกัน แต่คือ แทบไม่มีใครพูดถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนสนามอำนาจอย่างสิ้นเชิง

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ The Age of Variable Geometry—โลกที่อำนาจไม่เป็นเส้นตรง ไม่ยึดกติกาเดียว และไม่ทำงานผ่านรูปแบบคงที่อีกต่อไป

การไม่พูดถึงโลกใบนี้ ไม่ใช่แค่ปัญหาการสื่อสาร แต่คือ“ปัญหาเชิงความอยู่รอดของประเทศ”

~ โลกไม่รอให้ไทย “เรียนรู้ไปพร้อมกัน”

การแข่งขันของโลกวันนี้ ไม่ได้วัดกันแค่ GDP หรือโครงการพัฒนา แต่วัดกันที่

• ใครเข้าใจอำนาจรูปแบบใหม่ก่อน

• ใครรู้ว่าอะไรถูก weaponize แล้ว และ

• ใครรู้ว่า “สนามจริง” อยู่ตรงไหน

แต่สิ่งที่ได้ยินจากเวทีหาเสียง ยังวนอยู่กับประชานิยมเวอร์ชันต่าง ๆ และการบริหารรัฐแบบโลกเดิม

ทั้งหมดอาจจำเป็น แต่ไม่เพียงพอในโลกที่อำนาจเปลี่ยนรูปแล้ว

~ The Age of Variable Geometry: โลกที่ไม่มีสมการตายตัว

โลกวันนี้ไม่ใช่โลกของ rule-based order ที่เสถียร ไม่ใช่โลกของมิตร–ศัตรูถาวร และไม่ใช่โลกที่กฎหมายใช้กับทุกคนเท่ากัน

แต่เป็นโลกของการใช้กฎหมายเป็นอาวุธ การแทรกแซงโดยไม่ต้องใช้ทหาร สงครามที่ไม่ต้องประกาศ และ law of the jungle แบบลูกผสม

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “โลกเปลี่ยนหรือไม่” แต่คือ “ผู้นำไทยเข้าใจหรือยัง”

~ เมื่ออำนาจไม่ได้อยู่ที่รัฐ แต่รัฐยังคิดว่าคุมเกมอยู่

วันนี้ ประเทศมหาอำนาจสามารถจับผู้นำประเทศอื่น ตัดประเทศออกจากระบบการเงินโลก และแทรกแซงรัฐอื่นโดยไม่ต้องยึดดินแดน แม้แต่พันธมิตรในค่ายเดียวกัน ยังขัดแย้งกันเองอย่างเปิดเผย

ทั้งหมดสะท้อนความจริงเดียวกัน—อำนาจไม่เคลื่อนเป็นเส้นตรง และไม่เคารพรูปทรงเดิม

แต่ผู้นำไทยจำนวนมาก ยังคิดและพูดราวกับโลกยังเป็น Fixed Geometry

นี่ไม่ใช่ความไร้เดียงสา แต่คือ “ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์”

~ ไทยกำลังเสี่ยงเป็น “พื้นที่” ไม่ใช่ “ผู้เล่น”

ในโลก Variable Geometry ประเทศขนาดกลางไม่จำเป็นต้องถูกโจมตีตรง ๆ แค่ถูกดึงเข้า proxy conflict ถูกใช้เป็นทางผ่านเงิน เทคโนโลยี และอาชญากรรม หรือถูกบ่อนเซาะความชอบธรรมจากภายใน

บริบทไทย–กัมพูชา ความเปราะบางทางการเมือง และเครือข่าย scammer–corruption ไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่คือ “ช่องโหว่เชิงอำนาจ”

~ State Capture แบบใหม่ รัฐยังอยู่ แต่ตัดสินใจเองไม่ได้

อันตรายที่สุดสำหรับไทยไม่ใช่อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คือรัฐที่ยังอยู่ครบ แต่ถูกครอบงำด้วยเงิน เครือข่าย และเทคโนโลยี

โดยไม่รู้ตัว

นี่คือ state capture ยุคใหม่ ไม่ล้มรัฐ แต่ทำให้รัฐไร้อธิปไตยเชิงการตัดสินใจ

~ 10 คำถามดีเบต “ประเทศไทยในยุค The Age of Variable Geometry”

1)โลกวันนี้ไม่ใช่ Fixed Geometry อีกต่อไป เป็นโลกที่กติกาไม่ใช้กับทุกประเทศเท่ากัน และอำนาจเคลื่อนย้ายตามสถานการณ์
ท่านจะนิยาม “ความมั่นคงของชาติ” ใหม่อย่างไร ?

2)ในโลกที่กฎหมายและระบบการเงินถูก Weaponize —มหาอำนาจที่สามารถจับกุมผู้นำประเทศอื่น ตัดออกจากระบบโลก หรือแทรกแซงโดยไม่ต้องทำสงคราม
ไทยควรวางตำแหน่งตนเองอย่างไร และจะป้องกันตนเองจากอำนาจแบบนี้อย่างไร โดยไม่เลือกข้างผิดสนาม

3)หากสงครามยุคใหม่เกิดในสนาม “การรับรู้” ไม่ใช่สนามรบ
รัฐบาลของท่านมี Doctrine ด้าน Cognitive Security หรือไม่ อย่างไร ?

4)โลกกำลังเข้าสู่ยุค Post-truth และ Narrative Warfare
รัฐบาลของท่านจะปกป้องสังคมไทย จากการถูกบ่อนเซาะความจริง โดยไม่กลายเป็นรัฐควบคุมข้อมูลหรือรัฐเซ็นเซอร์ ได้อย่างไร ?

5)ประเทศไทยกำลังเสี่ยงเป็นพื้นที่ Proxy Conflict ทั้งจากความเปราะบางทางการเมือง อาชญากรรมข้ามชาติ และเครือข่าย Scammer–Corruption
ท่านมองความเสี่ยงนี้เป็นปัญหาอาชญากรรม หรือเป็นภัยเชิงยุทธศาสตร์ระดับรัฐ และจะจัดการอย่างไรโดยไม่ทำให้รัฐถูก Capture จากภายใน

6)ในโลก Plurilateral World ที่พันธมิตรเปลี่ยนตามประเด็น ไม่ใช่ค่ายถาวร
ท่านจะทำให้การทูตไทย ยืดหยุ่นโดยไม่ไร้หลัก และเป็นกลางโดยไม่ไร้จุดยืน ได้อย่างไร ?

7)หากแพลตฟอร์ม เทคโนโลยี และเงินข้ามชาติ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสังคมไทยมากกว่ารัฐ
ท่านจะรักษาอธิปไตยทางการตัดสินใจ (Cognitive Sovereignty) ของประเทศไว้ได้อย่างไร โดยไม่ปิดประเทศและไม่ไล่เทคโนโลยีออกไป

8)ในโลกที่ State Capture ไม่ต้องใช้รัฐประหาร แต่เกิดผ่านเงิน เทคโนโลยี และเครือข่ายอิทธิพล
ท่านมีกลไกป้องกัน State Capture แบบใหม่หรือไม่ หรือยังใช้เครื่องมือศตวรรษที่แล้ว

9)นโยบายเศรษฐกิจของท่าน ถูกออกแบบมาเพื่อโลกที่แข่งขันด้วยประสิทธิภาพ หรือโลกที่เศรษฐกิจถูก Weaponize เป็นเครื่องมืออำนาจ
ท่านจะสร้างความมั่นใจอย่างไรว่า ไทยจะไม่กลายเป็นแค่ข้อต่อเล็กๆใน Supply Chain ของผู้อื่น

10) หากโลกกำลังเข้าสู่ The Age of Variable Geometry อย่างเต็มรูปแบบ
ท่านคิดว่าผู้นำประเทศควรถูกประเมินจากอะไร

– ความสามารถในการใช้นโยบายประชานิยม

– ความสามารถในการบริหาร หรือ

– ความสามารถในการ “ไม่พาประเทศเดินผิดสนามอำนาจ”

และท่านมั่นใจได้อย่างไรว่า ท่านคือคนที่เข้าใจสนามนี้จริง

~ บทสรุป

ใน The Age of Variable Geometry การไม่พูดถึงอำนาจรูปแบบใหม่ คือการเลือกให้ประเทศเดินเข้าความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว

การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คือการเลือกใครที่เข้าใจโลกพอที่จะไม่พาประเทศไปผิดสนาม

และถ้าไม่มีใครพูดเรื่องนี้เลย นั่นอาจเป็นคำตอบที่น่ากลัวที่สุดแล้ว

‘เต้-มงคลกิตติ์’งานเข้า! ‘เรืองไกร’ร้อง’กกต.’สอบนโยบายหาเสียง’หญิงมีสามีได้ 4 คน’

'เต้-มงคลกิตติ์'งานเข้า! 'เรืองไกร'ร้อง'กกต.'สอบนโยบายหาเสียง'หญิงมีสามีได้ 4 คน'

‘เต้-มงคลกิตติ์’งานเข้า! ‘เรืองไกร’ร้อง’กกต.’สอบนโยบายหาเสียง’หญิงมีสามีได้ 4 คน’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

“เต้-มงคลกิตติ์”งานเข้า! “เรืองไกร”ยื่นเรื่องร้อง”กกต.”สอบชูนโยบายหาเสียง”หญิงมีสามีได้ 4 คน” ฝ่าฝืน พ.ร.ป.สส.มาตรา 73(5) หรือไม่

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต 4 เบอร์ 5 พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายการหาเสียงของ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 3 และแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 2 พรรคทางเลือกใหม่ ว่าเข้าข่ายกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 สื่อออนไลน์ หัวข้อ เต้ 007 เปิดนโยบายใหม่ ผู้หญิงมีสามีได้ 4 คน โซเชียลแตก ฮือฮาทั้งไทม์ไลน์ ลงข่าวไว้บางส่วนที่เป็นสาระสำคัญว่า นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ และแคนดิเดตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กเปิดนโยบายใหม่ ระบุว่า “นโยบายพรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 ด้านความเท่าเทียมทางเพศของสตรี หญิงสามารถมีสามีได้ไม่เกิน 4 คน ถ้าได้รับการยอมรับ คล้ายกฎหมายอิสลาม” โพสต์นี้ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์แซว ถามกันรัวๆ ว่าเอาจริงหรือเอาฮา ซึ่งมีคนถามตรงๆ ว่า “เอาฮาหรือจริงจังครับ ความคิดแต่ละอย่างมันดูตลกมาก” ซึ่ง “เต้ 007” ตอบสั้นๆ ชัดๆ ว่า “จริง”

นายเรืองไกร ระบุอีกว่า เมื่อตรวจค้นข้อมูลคำว่า กฎหมายอิสลาม หญิงมีสามี 4 คน ซึ่ง AI ใน Google ระบุบางส่วนดังนี้ “ข้อมูลภาพรวมโดย AI กฎหมายอิสลามอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้สูงสุด 4 คน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องปฏิบัติต่อภรรยาทุกคนอย่างยุติธรรมเท่าเทียมกัน (ทั้งเรื่องการเลี้ยงดู ที่พัก และเวลา) หากไม่สามารถทำได้ จะต้องแต่งงานเพียงคนเดียว และในขณะที่อิสลามอนุญาตให้ชายมีภรรยาหลายคน แต่ไม่อนุญาตให้ผู้หญิง มีสามีหลายคนพร้อมกัน เพราะจะเกิดความสับสนเรื่องสายเลือดและครอบครัว

เหตุผลที่ผู้หญิงมีสามีหลายคนไม่ได้

– ความสับสนทางสายเลือด : ศาสนาอิสลามให้ความสำคัญกับการรู้ที่มาของพ่อแม่และครอบครัว

– ความซับซ้อนทางครอบครัว : การมีภรรยาหลายคนสำหรับผู้ชายนั้น มีเงื่อนไขที่เข้มงวดอยู่แล้ว การให้ผู้หญิงมีสามีหลายคนจะทำให้ระบบครอบครัวซับซ้อนและเกิดปัญหามากกว่า ทั้งนี้ สรุป: กฎหมายอิสลามอนุญาต พหุสามี (Polygyny) สำหรับผู้ชาย แต่ไม่อนุญาต พหุภรรยา (Polyandry) สำหรับผู้หญิง”

นายเรืองไกร ระบุด้วยว่า ที่สำคัญ ในมาตรา 73 (5) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 บัญญัติว่า “มาตรา 73 ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้สมัครอื่น ให้งดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ (5) หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง”

“โดยเนื้อหาว่าด้วยการฝ่าฝืน มาตรา มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) เคยมีตัวอย่างจากคำวินิจฉัยของ กกต.มาแล้วหลายกรณี เช่น คำวินิจฉัย กกต.ที่ 91/2562 คำวินิจฉัย กกต.ที่ 107/2562 คำวินิจฉัย กกต.ที่ 127/2562 เป็นต้น ซึ่ง กกต.ทราบดีแล้วนั้น”

นายเรืองไกร กล่าวในตอนท้ายว่า ดังนั้นกรณีที่ นายมงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์ ออกนโยบายพรรคทางเลือกใหม่ เบอร์ 10 ด้านความเท่าเทียมทางเพศของสตรี หญิงสามารถมีสามีได้ไม่เกิน 4 คน ถ้าได้รับการยอมรับ คล้ายกฎหมายอิสลาม ซึ่งมีการตอบยอมรับว่าจริงนั้น แต่นโยบายดังกล่าว ขัดกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏใน Google ว่า กฎหมายอิสลามมิได้มีการอนุญาตให้หญิงสามารถมีสามีได้ไม่เกิน 4 คน กรณีนโยบายดังกล่าว จึงอาจเข้าข่ายกระทำการอันเป็นการหลอกลวง หรือใส่ร้ายด้วยความเท็จ ที่ฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5)

ความจริงอีกด้าน! เคนโด้ซัดแหลกพรรคประชาชน ไร้มารยาท-ดีแต่แขวะ ทำเอาคนทั้งสตูฯเดินหนี

ความจริงอีกด้าน! เคนโด้ซัดแหลกพรรคประชาชน ไร้มารยาท-ดีแต่แขวะ ทำเอาคนทั้งสตูฯเดินหนี

ความจริงอีกด้าน! เคนโด้ซัดแหลกพรรคประชาชน ไร้มารยาท-ดีแต่แขวะ ทำเอาคนทั้งสตูฯเดินหนี

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.46 น.

ความจริงอีกด้าน! ‘เคนโด้’ ซัดแหลกพรรคประชาชน ไร้มารยาท-ดีแต่แขวะ ทำเอาคนทั้งสตูฯ เดินหนี

22 ม.ค.69 ผู้สื่อข่าวรานว่า เฟซบุ๊ก Kendo Photjanasuntorn  ของ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ถึงเบื้องหลังประเด็นร้อน จากรายการแฉ เมื่อวันที่ 20 ม.ค.69 หลังมีภาพหวิดวางมวยระหว่าง เพชร กรุณพล พรรคประชาชน และพิธีกร น็อต วรฤทธิ์  

โดน เคนโด้ เกรียงไกรมาศ ระบุว่า บิดเบือนมาก ข่าวต่างๆ ผมจะพิมเล่าเหตุการณ์หลังจอทั้งหมด ว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้ตาสว่าง !!! 

ผมยังอึ้งกล้าพาดพิง….. ขนาดนี้ หลังจอนี่คือ โหกล้ามาก พี่น็อตกำลังปกป้องใจเขา  เลยของขึ้น ทางนั้นพูดจาไม่โอเค……..

มารยาท ไปถามทุกพรรคดูว่าพรรคไหนไม่มีมารยาท พูดไปเรื่อยใช้เวลาเกิน ไม่สนพิธีกรให้หยุดจะพูดแต่เรื่องตัวเอง แตกแล้ว 1 ไปจับเวลาดูว่าพรรคนั้นใช้เวลาเกิน และ มารยาทพาดพิงไม่มี พาดพิงแบบไม่รู้จริง ผมถึงต้องตอบโต้ทันที 

พาดพิงที่1 พาดพิงทุกพรรคว่าไม่มีพรรคไหนทำเรื่องคอร์รัปชั่นจริงจัง เคลมสุดๆ ผมถึงต้องขอพูด รวมไทยสร้างชาติเราแก้วิกฤตชาติคดีใหญ่ๆมาเยอะ ทั้งโฮปเวลล์ ค่าโง่ 2 หมื่นล้าน และคดีใหญ่ๆทำมาเยอะเรามีนโยบายประหารคนโกงด้วยซ้ำ  รวมทั้งประวัติท่านพีระพันธุ์ 30 ปี ไม่มีประวัติทุจริต ผมไม่ทนการพาดพิงเหมารวมแบบนี้ มันไม่สร้างสรรค์ ควรพูดเรื่องของตนเอง 

พาดพิงที่ 2 คุณพีระพันธุ์เจรจานายทุนพลังงานไม่ได้และชี้ไปในทางท่านไม่มีผลงานเป็นรูปธรรม ผมถึงกับเอาแผ่นพับให้ พี่มดดำอ่าน 1 หน้า ลดค่าไฟ2ปี 2.7 แสนล้าน ตรึงราคาแก๊ซ รื้อต้นทุนน้ำมัน (ดูแผ่นพับในคอมเมนต์) อันนี้ทางเพื่อไทยก็เสริมต่อเพราะเคยทำงานกับคุณพีระพันธุ์ เรื่ิองพลังงาน 

พาดพิงที่ 3 เขาบอกว่ารวมไทยสร้างชาติใช้ภาษีมาอุดค่าพลังงาน  ผมสวนทันทีไม่รอยกมือ เพราะมันคือการใส่ร้าย ใส่ความชัดเจน การลดค่าพลังงานทั้งหมด คุณพีระพันธุ์ลดจากกลไก จากการรื้อต้นทุน รื้อระบบ มิใช่เอาเงินภาษีมาลดค่าพลังงาน อันนี้ผมต้องสวน ( เขาจะพยายามให้ผมเป็นคนไร้มารยาท) 

ถ้าต้องพูดทันทีที่มีFake News ก็ต้องสวนครับ 

เพจบางเพจไม่รู้จริงว่าสถานการณ์ในสตู ใครไร้มารยาท จนทุกพรรคแทบไม่ได้พูด จะเชิญมานั่งฟังเขาทำไม ก็เชิญมาคนเดียวได้นะครับ ให้เขาพูดคนเดียว เพราะการรับฟังผู้อื่นน่าจะยากแล้วครับ 
ส่วนหลังรายการจบ มีการทะเลาะวิวาทกันจริง แต่ไม่ใช่เพจต่างๆลงว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 

แต่เป็นประเด็นอื่นที่พี่น็อตเขารักของเขา ผมได้ยินกับหูหลายประโยคเชิงขนลุก ผมเข้าใจพี่น็อตเพราะแกกำลังปกป้องหัวใจของแก ส่วนอีกฝั่งพูดอะไรผมไม่ขอลงไว้ เพราะทุกคนในสตูได้ยิน และทุกพรรคพยายามเดินหนี จากเหตุการณ์นี้ 

การเมืองสร้างสรรค์จะเกิดขี้นได้ไหม เมือจบรายการ มีคนบอกว่า พวกที่นั่งในสตูเคยเป็นรัฐบาล เคยทำอะไรได้มั้ย ต้องเลือกเขาอย่างเดียว ทำไมไม่บอกข้อดีตนเอง แขวะจนดอกสุดท้าย !!!!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฟาดกันเดือด หวิดวางมวย ‘น็อต’ปะทะ’เพชร’ดีเบตเดือด หลังจี้ถามปม ม.112

นายกฯ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องในอภิลักขิตสมัย คล้ายวันสถาปนาวัดราชบพิธฯ

นายกฯ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องในอภิลักขิตสมัย คล้ายวันสถาปนาวัดราชบพิธฯ

นายกฯ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องในอภิลักขิตสมัย คล้ายวันสถาปนาวัดราชบพิธฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

“นายกฯ” ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในอภิลักขิตสมัย คล้ายวันสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ก่อนมีประชาชน- นักเรียน​ ขอถ่ายรูปร้องเพลงเชียร์ บอก​เดี๋ยวให้แม่เลือกให้ ขณะที่นายกฯ​ ชี้​ อย่าผูกโยงเหตุก่อการร้ายใต้โยงการเมือง​ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่อย่าให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยบึ้มใหญ่ปั๊มน้ำมัน

เมื่อ 22 มกราคม 2569 นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล ​นายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ ร่วมในพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในอภิลักขิตสมัย คล้ายวันสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และมงคลวาระที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อคุคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เจริญอายุ 76 ปี

โดยก่อนเดินทางกลับได้มีประชาชนที่มาร่วมพิธีทำบุญในครั้งนี้​ ขอถ่ายรูปร่วมกับนายกรัฐมนตรี​ และมีนักเรียนชาย​ 2 คน​มาขอเซลฟี่​ และกล่าวว่า​ชอบมากเลยครับ​ พร้อมร้องเพลงหาเสียงของพรรคภูมิใจ​ไทย​ท่อนหนึ่งว่า​ “ถ้าอนุทินได้เป็นนายก​ฯ​ จะพ้นทุกข์​ พ้นโศก​ พ้นโรค​ พ้นภัย” ทำให้นายอนุทินถึงกับร้องไปพร้อมกัน​และหัวเราะเสียงดังชอบใจ​ ก่อนที่นักเรียนจะขอจับมือนายกรัฐมนตรี ​และกล่าวว่า​ “เดี๋ยวผมให้แม่ผมเลือกให้นะ”

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรียังกล่าวถึง สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้​ หลังจากที่วานนี้มีเหตุปะทะกับผู้ก่อเหตุในพื้นที่ จ.ยะลา​ จำเป็นจะต้องกำชับอะไรหรือไม่ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ว่า​ ขออย่าไปผูกโยงกัน​ ซึ่งทาง​ พลโทนรธิป โพยนอก​ แม่ทัพภาคที่​ 4 ได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน​ คอยควบคุมสถานการณ์อย่างเต็มที่

เมื่อถามย้ำว่าแต่ขณะนี้เองใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรี​ ยังคงย้ำว่าอย่าไปผูกโยงกันกับการเลือกตั้ง การเกิดเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นการก่อการร้าย​ พร้อมระบุว่าจะต้องมีการเฝ้าระวังอยู่แล้ว​ ทั้งการเตรียมความพร้อมเสริมกำลัง และจากการก่อเหตุวางเพลิงปั๊มน้ำมันก็คงเห็นได้แล้วว่า เป็นการบั่นทอน​ขวัญกำลังใจของประชาชน ตนก็ได้กำชับไปแล้วว่าอย่าให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีกโดยเฉพาะเรื่องการข่าว​

‘ไชยา’อ้อนขอคะแนนเสียง เป็น สส.อีกสมัย เข้าทำหน้าที่ในสภาฯต่อ

'ไชยา'อ้อนขอคะแนนเสียง เป็น สส.อีกสมัย เข้าทำหน้าที่ในสภาฯต่อ

‘ไชยา’อ้อนขอคะแนนเสียง เป็น สส.อีกสมัย เข้าทำหน้าที่ในสภาฯต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.19 น.

“ไชยา”อ้อนขอคะแนนเสียง เป็น สส.อีกสมัย เข้าทำหน้าที่ในสภาฯต่อ เปรียบชีวิตการเมืองต้องการเหรียญทองโอลิมปิก เป็น รมต.ช่วยงาน ปชช. ย้ำนโยบายพรรคจัดสรรน้ำในอีสานอย่างเหมาะสม

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 นายไชยา พรหมา ผู้สมัคร สส.หนองบัวลำภู เขต 2 เบอร์ 7 พรรคกล้าธรรม (กธ.) ลงพื้นที่หาเสียงปราศรัยย่อย ในพื้นที่บ้านตาดไฮ บ้านโคกม่วง บ้านโนนสัง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เพื่อขอคะแนนเสียงให้ตนเองและพรรค โดยย้ำชูนโยบายการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคอีสานอย่างเป็นระบบ ซึ่งพบว่าพื้นที่ชลประทานใน จ.หนองบัวลำภู มีพื้นที่อยู่ในเขตชลประทาน ประมาณ 20,000 ไร่ พื้นที่นอกเขตชลประทาน มีถึง 1.9 ล้านไร่ ครอบคลุมทั้ง จ.หนองบัวลำภู และอำเภอใกล้เคียง ดังนั้น น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในอนาคตให้ยั่งยืน ซึ่งนโยบายของพรรคกล้าธรรมจะเข้ามาจัดการปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยมองภาพรวมและให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร จัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม เพื่อให้ภาคการเกษตรสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำได้เพียงพอต่อความต้องการ

นอกจากนี้ นายไชยายังขอคะแนนเสียงประชาชนในพื้นที่ ขอเป็น สส.อีกสมัย เพื่อขอโอกาสเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อนำปัญหาไปแก้ให้กับประชาชน

“ผมเป็นคนเรียนหนังสือเก่ง ถ้าเป็นรัฐมนตรีไปสอบเอา จะไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่จะให้เป็นหรือไม่ให้เป็นคือประชาชนเปรียบเป็นเทวดา ซึ่งวันนี้มาขอเทวดาไปลงคะแนนวันที่ 8 ก.พ.นี้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 2 ตัว ไปเลือก สส.และพรรคกล้าธรรม ซึ่งตนเองเคยเป็น สส.มาแล้วถึง 9 สมัย รู้ขั้นตอนในสภาฯ เป็นนักมวยก็เป็นแชมป์มาแล้วหลายเวที วันนี้ไปซีเกมส์ได้เหรียญทองซีเกมส์แล้ว คือเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เปรียบเหมือนซีเกมส์ เหลืออย่างเดียวคือไปคว้าเหรียญทองโอลิมปิก คือรัฐมนตรีว่าการ จึงขอคะแนนประชาชนให้เลือกตนเองไปทำหน้าที่ สส.อีกครั้ง เพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน” นายไชยา กล่าว

– 006