‘ยศชนัน’หาเสียงตลาดโพธิ์ชัย ลวกเส้นเฝ๋อ-นั่งสกายแล็บ ชูเศรษฐกิจชายแดน

'ยศชนัน'หาเสียงตลาดโพธิ์ชัย ลวกเส้นเฝ๋อ-นั่งสกายแล็บ ชูเศรษฐกิจชายแดน

‘ยศชนัน’หาเสียงตลาดโพธิ์ชัย ลวกเส้นเฝ๋อ-นั่งสกายแล็บ ชูเศรษฐกิจชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.19 น.

”ยศชนัน“ หาเสียงตลาดโพธิ์ชัย หนองคาย ลวกเส้นเฝ๋อ นั่งสกายแล็บ ชูเศรษฐกิจชายแดน-ปราบยาเสพติด มั่นใจพาไทยไปข้างหน้า ขอเหมายกจังหวัด

22 มกราคม 2569 ที่ตลาดโพธิ์ชัย จ.หนองคายนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และนายภูมิธรรม เวชชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทยทั้ง 3 เขต ประกอบด้วย เขต 1 นายกฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เบอร์ 3 , เขต 2 นางสาวชนก จันทาทอง เบอร์ 1 และเขต 3 นายเอกธนัช อินทร์รอด เบอร์ 4 ของ จ.หนองคาย เดินหาเสียงที่ตลาดพบปะประชาชนและร่วมรับประทานอาหารเช้ากับพ่อค้าแม่ค้าและผูัมาจับจ่ายใช้สอยในตลาดยามเช้า ได้รับการต้อนรับจากชาวหนองคาย มอบพวงมาลัยดอกไม้และพวงมาลัยกล้วยฉาบ

ก่อนเดินตลาดนายยศชนัน ได้ปราศรัยสื่อสารนโยบายต่างๆ อาทิ คนไทยไร้จนเติม เติมเงินประชาชนให้เลยเส้นความยากจน , ประกันกำไร 30% ร่วมถึงนโยบายการปราบยาเสพติด เศรษฐกิจชายแดน ซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่ และนโยบายอื่นๆ โดยย้ำว่า ประเทศไทยต้องไปข้างหน้าเสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ ขอให้เลือกคนที่ทำงานเพื่อจะทำให้ภาพรวมของรัฐบาลและการส่งมอบนโยบายของประชาชนเป็นไปได้ไม่ยาก และวันนี้อาสาเข้ามาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน ขอให้เลือกทั้งคนทั้งพรรค ขอเหมายกจังหวัด ก่อนจะเดินเข้าไปกราบขอคะแนนพี่น้องประชาชนภายในตลาด

ช่วงหนึ่ง นายยศชนัน ได้รับประทานเฝ๋อร้านเจ๊นงเยาว์ ซึ่งเป็นร้านดั้งเดิมภายในตลาด และได้ลวกเส้นเฝ๋อร่วมกับแม่ค้า พูดคุยกับชาวบ้านที่มาเดินตลาด สอบถามสภาพเศรษฐกิจและการค้าขายในพื้นที่ ล้อมวงกินกาแฟ และพูดคุยกับผู้ขับขี่รถสกายแล็บ ก่อนจะนั่งไปนมัสการหลวงพ่อพระใส ที่วัดโพธิ์ชัย ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน และได้กราบนมัสการพระเทพวชิรคุณ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย และเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย เจ้าคณะได้ประพรมน้ำมนต์และบอกว่า “ขอให้โชคดี” ขณะที่ นางสาวชนก บอกว่า อยากได้ 3 เขตยกจังหวัด ซึ่งเจ้าคณะบอกว่า “ได้สิทธิ์นั้น”  ทั้งนี้ระหว่างทางตั้งแต่ตลาดถึงวัด ได้รับเสียงเชียร์จากประชาชนในพื้นที่ตลอดทาง และมีชาวบ้านขอเซลฟี่เป็นระยะ

จากนั้น นายยศชนันเดินสายไปปราศรัยต่อ ตลอดวันนี้ 5 เวที ที่ทุ่งศรีเมืองบ้านดุง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี , โรงเรียนเพ็ญพิทยาคม อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี , วัดโพนงาม อ.สระใคร จ.หนองคาย , วัดศรีนคราราม อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และ ทุ่งศรีเมือง อ.เมืองจ.อุดรธานี

‘อนุทิน’ยิ้มปลื้ม ชาวนครพนมใจร้อนรอกาภูมิใจไทย ถาม’เลือกวันนี้เลยได้มั้ย’

'อนุทิน'ยิ้มปลื้ม ชาวนครพนมใจร้อนรอกาภูมิใจไทย ถาม'เลือกวันนี้เลยได้มั้ย'

‘อนุทิน’ยิ้มปลื้ม ชาวนครพนมใจร้อนรอกาภูมิใจไทย ถาม’เลือกวันนี้เลยได้มั้ย’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.07 น.

22 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ลาราชการวันที่ 21 มกราคม 2569 เพื่อลงพื้นที่หาเสียงในเขตภาคอีสานครั้งแรก โดยปักหมุดนครพนมเป็นจังหวัดแรก กำหนดการปราศรัยในอำเภอนาแก นาหว้า ศรีสงคราม บ้านแพง และอำเภอเมืองฯ เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.นครพนมของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 4 เขตหาเสียง ประกอบด้วย น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ เขต 1 นายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ เขต 2 นายแพทย์อลงกต มณีกาศ เขต 3 และนายชูกัน กุลวงษา เขต 4

จุดแรกนายอนุทินเดินทางลงพื้นที่หาเสียงที่สวนสาธารณะดอนตาทองใกล้อ่างเก็บน้ำ ต.หนองสังข์ อ.นาแก ช่วยหาเสียงให้กับนายชูกัน กุลวงษา ผู้สมัคร สส.นครพนม เขต 4 เบอร์ 3 ถือเป็น สส.ที่ห่วงใยประชาชนอีกคนหนึ่ง ที่มักจะมาปรึกษาในหลายๆเรื่อง ล่าสุดการก่อสร้างอาคารผู้ป่วย 5 ชั้นโรงพยาบาลนาแก ในปีงบประมาณ 2570 จำนวน 189 ล้านบาท

นอกจากนี้นายอนุทินได้เดินทางไปยังอาคารโดมโรงเรียนนาหว้าพิทยาคม อ.นาหว้า หาเสียงช่วย น.ส.ศุภพานี โพธ์สุ ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 1 ก็ได้กล่าวถึงความผูกพันกับชาวจังหวัดนครพนม ว่า ปี พ.ศ.2518 ตอนอายุ 10 ขวบได้ออกทีวีครั้งแรก 15 วินาที เพราะทุบกระปุกนำเงิน 2 พันบาทไปบริจาคที่ช่อง 7 สี เพื่อสมทบทุนสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่

ตอนจะสอบเข้าสถาบันการศึกษา ก็กลัวสอบไม่ผ่าน พระท่านแนะนำให้ไปสร้างพระประธานที่จังหวัดนครพนม ก็เลือกวัดดงคราม อ.ธาตุพนม สร้างถวายร่วมกับเพื่อน เจ้าอาวาสตั้งชื่อว่าพระกตัญญูชัย

ปี 2563 ขณะดำรงตำแหน่งเป็น รมว.สาธารณสุข ได้ร่วมพิธีเปิดศูนย์ไตเทียม ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิฟ้าสั่ง เป็นการนำร่องฟอกไตฟรีเป็นแห่งแรกของประเทศ โดยนายศุภชัย โพธิ์สุ เห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องเข้าจ่ายเงินค่าฟอกไต เดือนละหลายพันบาท จึงเปิดเป็นศูนย์ฟอกไตฟรีที่โรงพยาบาลอำเภอศรีสงคราม ก่อนจะขยายเป็นฟอกไตฟรีทั่วประเทศในปัจจุบัน

นายอนุทินกล่าวต่อว่า ขอชื่นชมอาสาสมัครชาวนครพนมกว่า 4 พันราย ที่เข้าร่วมโครงการทดลองวัคซีนโควิด-19 สัญชาติไทย (วัคซีนขององค์การเภสัชกรรม) ในรูปแบบการฉีดเข็มกระตุ้นระยะที่ 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยพัฒนาวัคซีนใช้เองได้สำเร็จ แสดงถึงความเสียสละเพื่อส่วนรวมของชาวจังหวัดนครพนม และยังได้พัฒนาเป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อีกด้วย

ส่วนการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศไม่ต้องห่วง พูดแล้วเหมือนไปหาเรื่องกัน ตอนนี้สงบแล้ว ไม่กล้ามาวุ่นวาย ก็ปล่อยให้อยู่เช่นนี้ เพราะถ้าเขาเข้ามาก็รู้แล้วว่าเราไม่ยอม ไม่ได้มาจากใครคนใดคนหนึ่งมีต้นทุนทั้งหมด สิ่งที่เสียใจที่สุดคือชีวิตของทหารหาญ ไม่ใช่บอกว่าให้ลุยอย่างเดียว อะไรเลี่ยงได้ก็เลี่ยง เพราะพี่น้องหรือลูกของตนเองไม่ได้ไปรบ ไทยเป็นประเทศที่รักสงบแล้ว

อย่างไรก็ตาม ถ้าตนเป็นคนกำกับดูแลประเทศนี้ ยังร้องเพลงชาติไทยทุกวัน โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่า “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” เรื่องนี้จะตัดสินใจแบบสะใจไม่ได้ เราอยู่ตรงนี้อย่ามายุ่งกับเรา แต่ถ้ามาเมื่อไหร่เจอกัน เอาเป็นว่า ถ้าไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศนี้ต่อไป ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามแนวชายแดน และต้องเป็นสิ่งที่ดีขึ้นสำหรับคนไทย ศักดิ์ศรีของคนไทยจะไม่ถูกย่ำยี

ระหว่างนั้นีชาวบ้านตะโกนขึ้นมาว่า “เลือกวันนี้เลยได้หรือไม่” นายอนุทินตอบเลือกไม่ได้ เพราะเป็นบัตรเถื่อน ต้องเลือกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่ขออย่าเปลี่ยนใจ ตั้งแต่วันนี้ (21 มกราคม) จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ให้เลือกผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย และอย่าลืมเลือกเบอร์ 37 ไม่เช่นนั้น ตนมานครพนมไม่ได้อายเขา

นายอนุทินได้ปราศรัยต่อว่า พอปิดด่านทำให้ราคาสินค้าเกษตรหลายตัวดีขึ้น เพราะสินค้าเถื่อนเข้ามาไม่ได้ คนที่เป็นเจ้าของโรงงานก็ชอบ เพราะราคาตกต่ำ แต่พรรคภูมิใจไทย เห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพืชผลทางการเกษตร ดังนั้นนโยบายนี้ยังอยู่ และหาช่องทางขายให้กับประชาชนให้มากที่สุด สมัยก่อนขายไม่ได้ เพราะทำตัวเป็นเบี้ยล่างเขาตลอด ไม่กล้าพูดและไม่อยากออกไปข้างนอก ไม่กล้าต่อรองและเจรจา ต้องการคำเดียวคือคำว่ากล้า พอออกไปเราทำให้ลูกหลานเห็นว่าประเทศนี้ไม่ได้อยากมาคุกคามเมื่อไหร่ก็มาได้ “กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย” เรารักษาอธิปไตย ไม่มีอะไรต้องกลัว เราไปรุกรานเขาก่อนหรือไม่ ก็ไม่เคย ไปรุกรานดินแดนหรือไม่ก็ไม่เคย หรือยิงใส่ก่อนไม่ก็ไม่เคย เขาทำเราก่อนทั้งนั้น พอเราสู้บ้างกลับบอกว่าเรารุนแรง เราไม่ให้ใครเข้ามาย่ำยีเราแม้แต่นิดเดียว เรายอมไม่ได้ ต้องเลิกเกรงใจเขา พอต่างชาติไปบอกให้เขาหยุดแต่กับคนไทยไม่เกรงใจได้อย่างไร

โดยนายอนุทินยังย้ำว่าหากได้เข้าไปเป็นรัฐบาล โครงการแรกที่จะทำคือโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ซึ่งไม่ใช่การแจกเงิน เพราะประชาชนมีศักดิ์ศรี คราวที่แล้ว มีประชาชนบางคนเข้าโครงการไม่ได้ ตนเองจึงจะเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คราวที่แล้วมีช่องโหว่นิดหนึ่ง แต่ครั้งหน้าจะทำให้พอใจมากที่สุด เงินเหล่านี้ไม่ได้ไปไหน ไม่เหมือนกับเงินแจก เงินแจกพอเข้าไปเงินในบัญชี มีเจ้าหนี้มายืนรอ เลยได้แต่ดูว่า เงินหมื่นก็มา แต่กี่คนจะได้แตะ เพราะไปๆ มาๆ มันเยอะเกิน แต่โครงการคนละครึ่งพี่น้องได้จ่าย รัฐก็ไม่ต้องเติม และเงินนี้เจ้าหนี้ก็ทวงเงินไม่ได้ เพราะอยู่ในระบบต้องซื้อของฯลฯ

‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’เตือนสติคนไทย! หยุดเลือก’นักการเมือง’ที่เข้ามาทำงานให้โคตรเหง้า

'อดีตบิ๊ก ศรภ.'เตือนสติคนไทย! หยุดเลือก'นักการเมือง'ที่เข้ามาทำงานให้โคตรเหง้า

‘อดีตบิ๊ก ศรภ.’เตือนสติคนไทย! หยุดเลือก’นักการเมือง’ที่เข้ามาทำงานให้โคตรเหง้า

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.50 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก สหรัฐฯ จีน เขมร VS ไทย

1.ความสำเร็จในการบุกเวเนซูเอรา ของ สหรัฐฯนั้น เป็นผลมาจาก ความผิดพลาดในการใช้เครื่องมือต่อต้านอากาศยานที่ผลิตจากจีนของทหารเวเนซูเอรา ในลักษณะ “อ่อนซ้อม “ จนทำให้ระบบการเชื่อมต่อ กับอาวุธนำวิถีหลากหลายชนิดไม่ได้ผล ผนวกกับ การขาดวินัย และการได้ข้อมูลสำคัญ จาก สายลับในระดับสูงของผู้คุมงานข่าวกรอง ที่ขายตัวให้สหรัฐฯ จึงเป็นผลทำให้ มีการทิ้งระเบิดหายจุด ทำลายที่ตั้งฐานทัพ สนามบิน ท่าเรือ และเสาส่งสัญญาณโทรคมนาคม ด้วยอาวุธนำวิถีต่างๆก่อนที่จะเข้าทำการจับตัว ประธานาธิบดีมาดูโร และภรรยา ในที่พักของตัวเอง โดยสหรัฐฯใช้หน่วยรบพิเศษต่อต้านการก่อการร้าย เป็นหน่วยหลักในการปฏิบัติงาน ซึ่งกองทัพเวเนซูเอราล้มเหลวในการปกป้อง ทั้งประธานาธิบดี และสถานที่ทางยุทธศาสตร์ จนเป็นผลทำให้ ผู้คนครึ่งโลกเข้าใจไปว่า ”อาวุธจีนห่วย“ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่จริง

2.เวเนซุเอรา แตกเพราะคนทรยศภายในประเทศ และ ความอ่อนซ้อมของทหาร ทางด้านอิหร่านประเทศก็เกือบแตกไปเพราะเงิน CIA
ส่วนพี่ไทยนั้น เอาตัวรอดมาได้จากเหตุการณ์ คลิ้ปหลุดของ”ลุงกับหลาน“ ที่หลุดมาออกอากาศมาช่วยให้คนไทยตาสว่าง อย่างเฉียดฉิว
แม้ไทยจะรบชนะมา2ครั้ง ก็แค่ทวงแผ่นดินไทยที่กัมพูชา บุกรุก มาเรื่อยๆเอาคืนกลับมา เท่านั้น
แต่ ในปัจจุบัน ไทยก็ต้องระวังกัมพูชา ซึ่งมีผู้นำลิ้น2แฉกให้ดี เพราะกัมพูชายังมี จุดแข็งทางทะเลที่สหรัฐฯ อยากจะได้ไว้ปิดล้อมจีน (ท่าเรือเรียม) สหรัฐฯจึงโกรธ กัมพูชาได้ไม่เต็มที่ ส่วนจีนแม้จะรักไทยมากกว่า แต่ความจำเป็นที่จะต้องรักษา จุดยุทธศาสตร์นอกประเทศของจีนไว้ (ท่าเรือเรียม) ทำให้จีนยังทิ้งกัมพูชาไม่ได้ แม้อยากจะทิ้งก็ตาม

3.ปัจจุบัน อิหร่าน กับ กรีนแลนด์ยังเป็นปัญหาหลักของทรัมป์ เกินกว่าจะมายุ่งกับไทยและกัมพูชา จีนก็เช่นกัน กำลังเคร่งเครียดกับ การติดตั้งเครื่องมือต่อต้านฝูงบินล่องหนของ สหรัฐฯ ให้อิหร่านอยู่

– ด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเลือกตั้งในประเทศไทย จึงยังจะมีต่อไป ดังนั้น พวกเรา จงตั้งใจเลือก คนดีเข้ามาบริหารประเทศครับ ถ้าคิดว่าไม่มีคนดีก็เอาที่เลวน้อยที่สุดก็ได้ เพราะในอนาคตอันใกล้นี้ ผลกระทบของสงคราม จากประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย จะลามมาถึงไทย หนักหนาขนาดไหน ไม่มีใครคาดคะเนได้ แต่ก็จะกระทบถึงเมืองไทยแน่ๆ ฉะนั้นไอ้พวกนักการเมือง ที่เข้ามาทำงานให้โครตเหง้า ตัวเอง คนไทยต้องหยุดเลือกพวกเขาไว้ชั่วคราวก่อนครับ

ฉะยับไร้มารยาท วุฒิสภาไทยประณามสว.เขมร เหิมดึง‘สถาบัน’เอี่ยวชายแดน

ฉะยับไร้มารยาท วุฒิสภาไทยประณามสว.เขมร เหิมดึง‘สถาบัน’เอี่ยวชายแดน

ฉะยับไร้มารยาท วุฒิสภาไทยประณามสว.เขมร เหิมดึง‘สถาบัน’เอี่ยวชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฉะยับไร้มารยาท วุฒิสภาไทยประณามสว.เขมร เหิมดึง‘สถาบัน’เอี่ยวชายแดน

“วุฒิสภาไทย” ไม่ทน! แถลงการณ์ประณาม“สว.เขมร” ไร้มารยาท-จุ้นแทรกแซง ลามดึง “สถาบัน”มาเชื่อมโยงสถานการณ์ชายแดน ซัดเป็นสิ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง บี้หยุดการกระทำ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การทหารและความมั่นคงของรัฐและประธานกมธ.วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมนายวิรัตน์ อยู่ภักดี สว. ในฐานะประธานกมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา และสมาชิกสว. ร่วมแถลงกรณีสว.กัมพูชาทำหนังสือเปิดผนึกมีเนื้อพาดพิงสถาบันไทยในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

โดยพล.อ.สวัสดิ์เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ว่า กรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ และกมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา เห็นร่วมกันว่า การกระทำของนักการเมืองระดับสูงกัมพูชาที่นำสถาบันมาเชื่อมโยง ใช้เป็นข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหาร และข้อพิพาทไทย-กัมพูชา เป็นการกระทำไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่สามารถยอมรับได้ ไม่สอดคล้องหลักราชประเพณี หลักการรัฐธรรมนูญไทย และมรรยาทพื้นฐานการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ขัดกฎบัตรอาเซียนไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอื่น

“กมธ.ทั้ง 3 คณะขอเรียกร้องให้กัมพูชากำชับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล และรัฐสภากัมพูชา ยุติการออกแถลงการณ์ แสดงความเห็นเชิงยั่วยุ ไร้ความจริงใจ ขอให้กัมพูชาแสดงความจริงใจ สุจริตใจปฏิบัติตามผลลัพธ์จากการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย สร้างบรรยากาศเอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ดีระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชนทั้ง 2ฝ่าย” พล.อ.สวัสดิ์ กล่าว

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 มกราคม เพจเฟซบุ๊ก “กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand” โพสต์ข้อความระบุถึงกรณีจดหมายเปิดผนึกในสื่อกัมพูชาที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า เป็นสิ่งที่ไม่สมควรและไม่สามารถยอมรับได้”

ซึ่งนายนิกรเดช พลางกูร เอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่านายสีห์ศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เร่งชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง พร้อมทั้งมีหนังสือประท้วงไปยังรัฐบาลกัมพูชา และส่งหนังสือตอบโต้ไปยังสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวข้องแล้ว

“กรณีนี้ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการแทรกแซงกิจการภายในของไทยโดยกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ขัดมารยาทพื้นฐานของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ขัดกฏบัตรอาเซียน และขัดแถลงการณ์ร่วมในข้อ 6 ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมลงนามเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ไทยเรียกร้องให้กัมพูชากำชับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาลและรัฐสภากัมพูชามีวิจารณญาณ ยุติการออกแถลงการณ์หรือการแสดงความเห็นเชิงยั่วยุใดๆ และแสดงความจริงใจและสุจริตใจในการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย เพื่อสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน”นายนิกรเดชระบุ

และย้ำว่า ที่ผ่านมาไทยปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมอย่างเคร่งครัดและจริงใจ อีกทั้ง ยังเคยช่วยกัมพูชามาตลอด ตั้งแต่กัมพูชาผ่านพ้นวิกฤตการเมืองต่างๆ ไทยหวังว่าจะเห็นฝ่ายกัมพูชาแสดงความจริงใจและสร้างบรรยากาศที่เอื้อในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน เพื่อประโยชน์สุขของประเทศและประชาชนทั้งสองฝ่ายา

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพบกจารึกชื่อทหารที่เสียชีวิตจากการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งสองรอบของปี 2568 ลงบนกำแพงอนุสรณ์กองทัพบก (Army Memorial Wall) เรียบร้อยแล้ว และทำพิธีวางพวงมาลารำลึกถึงวีรกรรมของผู้เสียสละไปเมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมาในการงานวันกองทัพบก

สำหรับรายชื่อทั้งหมดถูกจารึกลงในส่วนสมรภูมิป้องกันประเทศทั้งหมด 43 ชื่อ แบ่งเป็นห้วงแรกระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม-23 สิงหาคม 2568 จำนวน 16 นาย จากการสู้รบในจ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ และห้วงที่ 2 จากการสู้รบทั้ง 4 พื้นที่อีสานใต้และจ.สระแก้ว ระหว่างวันที่ 7-27 ธันวาคม2568 จำนวน 27 นาย

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ตัวผมเองยืนยันว่า ถ้าผมมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะเรื่องยาเสพติด ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย ผมยินดีที่จะให้เข้าสู่การตรวจสอบในกระบวนการยุติธรรม และถ้าเพียงแค่สงสัยหรือมีการเชื่อมโยงกันได้ ผมยินดีแสดงความรับผิดชอบอยู่แล้ว”

นายชัยชนะ เดชเดโช

รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘ชัยชนะ’ฟ้องเรียบ! หลังถูกโยงคดียาเสพติด โวยโดนดิสเครดิตการเมือง

‘ชัยชนะ’ฟ้องเรียบ! หลังถูกโยงคดียาเสพติด โวยโดนดิสเครดิตการเมือง

‘ชัยชนะ’ฟ้องเรียบ! หลังถูกโยงคดียาเสพติด โวยโดนดิสเครดิตการเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชัยชนะ’ฟ้องเรียบ! หลังถูกโยงคดียาเสพติด โวยโดนดิสเครดิตการเมือง

เพจดังโพสต์ ตำรวจเตรียมเข้าค้นบ้านนักการเมืองอักษรย่อ“ท.” หลังจับกุมเอเย่นต์ ยาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ด้าน “ชัยชนะ” โร่แจ้งความที่ สภ.ร่อนพิบูลย์ ยืนยันไร้เอี่ยวยาเสพติด ถึงแม้ผู้ต้องหาจะนามสกุลเดียวกัน ซัดดิสเครดิตการเมือง ไม่สร้างสรรค์ ยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการหากเกี่ยวข้อง ลั่น “ปชป.” บรรทัดฐานสูง เตรียมแจ้งความเอาผิดทุกเพจและทุกคนที่ทำให้เสียหาย “สาทิตย์”ซัดจับแพะชนแกะ เป็นเรื่องการเมือง 100% “อนุทิน”พูดติดตลก“ท.”ไม่ใช่“ทิน” บอก“ภท.”ไม่มีพัวพันยาเสพติด “จตุพร” ฟันธง สัปดาห์นี้ มีจับนักการเมืองเทา ชี้โคราช–กาฬสินธุ์นำร่อง ก่อนถึงคิว 2 “ปชน.” ปลายเดือนนี้

จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดไล่ล่า สภ.เมืองนครศรีธรรมราช ได้ปิดล้อมจับกุมเอเยนต์ค้ายาเสพติดรายใหญ่ ในพื้นที่ชุมชนทุ่งจีน ต.นาเคียน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ทราบชื่อต่อมาคือ นายจักรกฤษณ์ เดชเดโช หรือ ซัน หรือ ซัน ทุ่งจีน อายุ 30 ปี ชาวเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมของกลาง ยาไอซ์ 2 ถุงๆ ละ 1 กิโลกรัม รวม 2 กิโลกรัม , อาวุธปืนขนาด 9 มม. 1 กระบอก พร้อมกระสุน 8 นัด จึงตรวจยึดทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ก่อนควบคุมตัวไปสอบสวนที่ สภ.สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เบื้องต้นได้แจ้ง 4 ข้อกล่าวหา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ขณะที่ เพจเฟซบุ๊กชื่อดังแห่งหนึ่ง โพสต์ข้อความระบุว่า “ด่วน ตำรวจเตรียมเข้าค้นบ้าน “รองหัวหน้าพรรคสีฟ้า” คนดังภาคใต้ อักษรย่อ ท. พัวพันขบวนการค้ายาเสพติด” ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

“ชัยชนะ”โพสต์ยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ดูแลพื้นที่ภาคใต้ โพสต์ข้อความระบุว่า “หยุดวิธีการที่ไม่สร้างสรรค์ แบบนี้เถอะครับ มานำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนดีกว่าครับ ชีวิตผมไม่เคยเกี่ยวข้องเรื่องแบบนี้ครับ”

นายชัยชนะ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ผมขอยืนยันด้วยเกียรติว่า ผม สส.ชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ต้องหารายนี้ ไม่ว่าจะทางพฤตินัยหรือนิตินัย หากท่านหรือใครก็ตามมีหลักฐานเส้นทางการเงิน หรือหลักฐานการติดต่อที่เชื่อมโยงว่าเราเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็ขอให้นำออกมาแสดงต่อสาธารณชนหรือยื่นต่อพนักงานสอบสวนได้เลยครับ เรายินดีให้ตรวจสอบ แต่หากเป็นการกล่าวหาลอยๆ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง ผมขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความถูกต้องครับ”

ปชป.ซัด“จับแพะชนแกะ”

ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการโพสต์ข้อความที่ทำให้หลายคนพุ่งเป้าไปที่ นายชัยชนะว่า ข่าวนี้จากการตรวจสอบพบว่าไม่มีข้อเท็จจริงใดๆ เป็นเพียงการจับแพะชนแกะ ข้อเท็จจริงคือ เมื่อช่วงเย็นวานนี้ (20 ม.ค.2569) เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าจับกุมคดียาเสพติด ซึ่งผู้ต้องหานามสกุลเดชเดโช เป็นนามสกุลเดียวกับนายชัยชนะ ซึ่งในรายละเอียดของข่าวพบว่า ตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม ยืนยันว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับนายชัยชนะ เพียงแต่นามสกุลเดียวกัน แต่มีการนำเอาข่าวนี้ไปจับแพะชนแกะ ผสมกับเรื่อง 10 นักการเมืองและมีการลงในเพจข่าวบางเพจ ในทำนองว่าจะเข้าไปค้นบ้านของรองหัวหน้าพรรคสีฟ้า พร้อมยืนยันว่า จากการตรวจสอบแล้วไม่มีความจริงแต่ประการใด้ ซึ่งคนเข้าใจว่าเป็นการทำให้เกิดความเสียหายกับรองหัวหน้าพรรคมากกว่า

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ในวันนี้จะมีการให้ฝ่ายกฎหมายของนายชัยชนะ แจ้งความเอาผิด กับผู้ที่จงใจทำให้เกิดความเสียหายยืนยันว่า เป็นเรื่องการเมือง 100 % เนื่องจากพรรคมีคะแนนเสียงที่ดีในพื้นที่ภาคใต้ จึงอาจมีบางฝ่ายจงใจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและส่งผลต่อคะแนนเสียงทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยืนยันเรื่องการเมืองสุจริต ไปหาเป็นคนของพรรคจริงก็ไม่ปล่อยไว้อย่างแน่นอน

“อนุทิน”พูดติดตลก“ท.”ไม่ใช่“ทิน”

ที่อ่างเก็บน้ำหนองสังข์ ต.หนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเปิดเผยถึงนักการเมืองอักษรย่อ “ท.” พัวพันขบวนการค้ายาเสพติดว่า ตำรวจยังไม่ได้รายงาน แต่ทราบมาจากข่าว แต่ไม่ใช่ “ทิน”

เมื่อถามว่า ขณะนี้นักการเมือง ท. มองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการดิสเครดิตทางการเมืองในช่วงเลือกตั้ง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้เกิดจากพรรคภูมิใจไทย และไม่ได้เกิดจากการเป็นรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการได้ทำหน้าที่อย่างต่อเนื่อง และเต็มที่ เพราะขณะนี้รัฐบาลมีอำนาจจำกัดอยู่ในช่วงยุบสภา ซึ่งทุกวันนี้ตนไปหาเสียงก็ไม่มีรถนำขบวน ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ก็ไม่กล้ามาต้อนรับ ซึ่งตนก็ไม่กล้าให้เขามาด้วย เพราะถ้าหากเขามาเดี๋ยวซวย ตอนนี้ตนได้ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน ส่วนการบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องของการปฏิบัติ เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ก็ทำหน้าที่ของเขาไป

เมื่อถามต่อว่า กรณี 10 นักการเมืองรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์และยาเสพติดอยู่พรรคใดบ้าง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรายงานบ้างหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนใช้นโยบายปิดชื่อถือพฤติกรรม ตอนนี้ตนไม่ถามใครทั้งสิ้น เปิดมาเจอใครก็เป็นคนนั้น ไม่มีข้อยกเว้น ตนไม่ถาม แต่แค่สั่งการ ให้ดำเนินการกับผู้ทำผิดกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่ต้องรายงานตนว่าเป็นใคร และไม่ต้องมาถามว่าเป็นคนนี้แล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อ และตนก็ยึดถือแนวทางนี้มาตลอด

“จตุพร”เผยจ่อจับนักการเมืองเทาเพิ่ม

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Jatuporn Prompan – จตุพร พรหมพันธุ์” ระบุในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน คาดว่า ภายในสัปดาห์นี้นักการเมืองเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาจะถูกจับกุมตามหมายจับ โดยผู้สมัครใน จ.นครราชสีมา หรือ กาฬสินธุ์ ต้องลุ้นจังหวัดไหนจะโดนรวบตัวก่อนกัน อีกทั้งกล่าวว่า การจับกุมนักการเมืองสีเทาตามระบุมีถึง 10 รายชื่อนั้น รอบแรกยังไม่จับกุม 2 ผู้สมัครของพรรคประชาชน เพราะล่าสุดได้เรียงคิวหมายจับนักการเมืองสีเทากันใหม่แล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดจะจับผู้สมัครในพรรคระดับท๊อป 5 ในจังหวัดนครราชสีมา หรือกาฬสินธุ์ก่อน คงต้องรอลุ้นกัน

“ไม่ใช่ว่าหมายจับพรรคประชาชนตามเป็นข่าว 2 คนจะไม่มี แต่จะถูกขยายผลถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นสิบคน และเป็นคนละเรื่องกับนักการเมืองสีเทาตัวตั้ง 10 คนในท๊อป 5 ที่คาดจะถูกจับ เมื่อขยายผลแล้วคงโดนกันหลายพรรค แต่ในสัปดาห์นี้อาจจะมี 1-4 รายชื่อ ในโคราชกับกาฬสินธุ์ ซึ่งใครในจังหวัดไหนจะโดนก่อนกัน”

สิ่งสำคัญหมายจับสีเทาจะปิดเกมกันก่อนสิ้นเดือนมกราคม ถ้าลากไปจัดการในสัปดาห์สุดท้ายเลือกตั้งจะโจ่งแจ้งกันเกินไป อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วประชาชนคงรับรู้ว่า หมายจับสีเทาไม่ใช่เรื่องกลั่นแกล้งกัน เพราะมีจับกันถ้วนหน้าผู้เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อยกเว้น

ชี้“เขมร-กัมพูชา”มีข้อมูลสแกมเมอร์

อย่างไรก็ตาม การเปิดรายชื่อนักการเมืองถูกหมายจับสีเทานั้น ไม่ได้เป็นหน้าที่ของนายไชยชนก ชิดชอบ รักษาการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ “กระทรวงดีอี” แต่เป็นหน้าที่ของตำรวจไซเบอร์ต้องขออนุมัติหมายจับจากศาล แล้วไปแจ้งข้อกล่าวหา และจับกุม คัดค้านการประกันตัว ซึ่งเป็นเส้นทางตามกระบวนการยุติธรรมปกติ

พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวถึงนักการเมืองใหญ่และข้าราชการระดับสูงเกี่ยวข้องธุรกิจสีเทาว่า ถ้าเป็นรายชื่อที่เฉิน จื้อ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าเครือข่ายสแกมเมอร์ เปิดเผยแล้ว จะโยงใยใครบ้างคงไม่รู้ แต่กัมพูชาย่อมมีข้อมูลลึกลับประเภทนี้อยู่แล้ว ดังนั้นคงเป็นข้อมูลเดียวกับทางจีนรู้นั่นเอง

“ชัยชนะ”ซัดดิสเครดิต-ไม่สร้างสรรค์

วันเดียวกัน ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายชัยชนะ ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางไปแจ้งความที่ สภ.ร่อนพิบูลย์ ถึงกรณีที่มีเพจดังนำเสนอว่าจะมีการตรวจค้นบ้านรองหัวหน้าพรรคการเมืองสีฟ้า เชื่อมโยงกับการจับกุมยาเสพติดที่มีผู้ต้องหานามสกุลเดียวกัน โดยยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ และแม้ว่าบุคคลที่โดนจับกุมดำเนินคดีเรื่องยาเสพติดจะมีนามสกุลเหมือนตนจริง แต่ตนไม่มีความเกี่ยวข้องหรือรู้จักสนิทสนมแต่อย่างใดทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย

นายชัยชนะ กล่าวด้วยว่า ย้อนไปในอดีตคุณพ่อ คุณปู่ของตนนามสกุลแซ่ด่าน คุณแม่นามสกุลแซ่ลิ้มถึงแม้ตนจะผิวคล้ำแต่ก็เป็นจีน100% แต่หลังจากนั้นคุณพ่อได้ไปขออนุญาต พ.ต.อ.ยอง เดชเดโช เพื่อขอใช้นามสกุลเดชเดโช และต้องยอมรับว่ามีคนนามสกุลเดชเดโชเหมือนกันจำนวนมากในประเทศนี้ เพราะฉะนั้นการกระทำความผิดโดยทางกฎหมายเป็นความผิดส่วนบุคคลไม่ใช่ความผิดส่วนรวม ดังนั้นตนคิดว่าการหยิบยกประเด็นการจับกุมยาเสพติดแล้วมาเชื่อมโยงเกี่ยวกับตนเพื่อหวังผลดิสเครดิตทางการเมือง ถือว่าเป็นวิธีการที่ไม่สร้างสรรค์

ลั่นเอาผิดทุกเพจ-ทุกคนที่ทำให้เสียหาย

“การเลือกตั้งเวลาแข่งขันเขาบอกว่าต้องนำเสนอเรื่องนโยบาย เรื่องผลงาน เรื่องที่จะแก้ปัญหาวิกฤติอะไรของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นตัวผมเองยืนยันว่าถ้าผมมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะเรื่องยาเสพติด ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายผมยินดีที่ให้เข้าสู่การตรวจสอบในกระบวนการยุติธรรม และถ้าเพียงแค่สงสัยหรือมีการเชื่อมโยงกันได้ผมยินดีแสดงความรับผิดชอบอยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ของเรามีบรรทัดฐานที่สูงอยู่แล้วในเรื่องนี้” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายชัยชนะ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่า จะมีการดำเนินคดีกับเพจทุกเพจ และกับทุกคนที่แชร์แล้วนำไปกล่าวถึงในทางที่ตนได้รับความเสียหาย ทำให้ประชาชนและสังคมเข้าใจผิดตน ตนจึงต้องสงวนสิทธิ์ในฐานะผู้บริสุทธิ์ โดยจะแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ตร.ยันไม่ได้เข้าตรวจค้นบ้าน“ชัยชนะ”

ด้าน พล.ต.ต.พรชัย ขจรกลิ่น รอง ผบช.ภ.8 รรท.ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช เผยว่า คดีนี้ตำรวจ สภ.เมืองนครศรีธรรมราช มีการจับกุมผู้ต้องหานามสกุลเดชเดโชจริง แต่ไม่ได้มีการเข้าตรวจค้นบ้านพักของ นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามที่เป็นข่าวในโซเชียล แต่อย่างใด ซึ่งคดีอยู่ระหว่างการขยายผล

‘อนุทิน’ลั่น‘กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย’ คุกคามไทยไม่ได้ เลือกภท.ไม่มีปัญหาชายแดน

‘อนุทิน’ลั่น‘กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย’ คุกคามไทยไม่ได้ เลือกภท.ไม่มีปัญหาชายแดน

‘อนุทิน’ลั่น‘กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย’ คุกคามไทยไม่ได้ เลือกภท.ไม่มีปัญหาชายแดน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘อนุทิน’ลั่น‘กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย’ คุกคามไทยไม่ได้ เลือกภท.ไม่มีปัญหาชายแดน ปชป.ชูดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย ‘สุดารัตน์’ลุยปราบโคตรโกง

“หนู”ประเดิมหาเสียง“นครพนม”ย้ำนายกฯคนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว ขอให้เลือกภูมิใจไทย 4 เขต ยกจังหวัด ลั่นต่ำไป ต้องเกิน 150 เก้าอี้ หลังนิด้าโพลประเมินได้ 150 ที่นั่ง ยันสู้ทุกเขต-ไม่มีใครยอมได้-ไม่มีแบ่งพื้นที่‘พรรคร่วมรบ.-คู่แข่ง‘ขอเล่นตามกติกา ด้าน‘อภิสิทธิ์’ชูนโยบายดูแลคนตั้งแต่เกิดจนตาย ออก พ.ร.ก.อายัดทรัพย์ ปราบทุนเทา โว4ปีศก.โต5เปอร์เซ็นต์ ชาดา’เปิดเหตุผล ทำไมกา‘ภท.’ยันฝากผีฝากไข้ได้จริง ชู‘อนุทิน’ไร้ประโยชน์ทับซ้อน-ได้มือโปรทำงาน‘สุดารัตน์’อาสาสกัด‘นักกินเมือง-ราชการโคตรโกง’ ลั่น‘ทสท.’พร้อมบริหารประเทศ ไม่เน้นโปรเจกต์ใหญ่กินใต้โต๊ะ กระจายงบตรงสู่ประชาชน

เมื่อวันที่ 21มกราคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ลาราชการเพื่อใช้เวลาตลอดทั้งวันลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.นครพนม ถือเป็นการลงพื้นที่หาเสียงภาคอีสานครั้งแรกใน อ.นาแก อ.นาหว้า อ.ศรีสงคราม อ.บ้านแพง อ.เมืองนครพนม ช่วยผู้สมัคร สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 4 เขต หาเสียง ประกอบด้วย น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ เขต 1 , นายณพจน์ศกร ทนัพยสิทธิ์ เขต2,นายอลงกต มณีกาศ เขต 3 , และนายชูกัน กุลวงษา เขต4 จุดแรกเวลา 10.43น.นายอนุทิน พร้อม น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เดินทางถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองสังข์ อ.นาแก เมื่อเดินทางถึงชาวบ้านได้นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอและผ้าขาวม้าผูกเอวต้อนรับตามธรรมเนียมอีสาน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก

‘อนุทิน’ลั่นเลือกภท.ต่อยอดคนละครึ่ง

จากนั้น นายอนุทิน ได้ขึ้นเวทีเริ่มต้นการปราศรัย ว่า จำกันได้หรือไม่ เมื่อ 2 ปีที่แล้วตนมาที่แห่งนี้ มาขอให้ไว้วางใจตน เลือกผู้สมัครของพรรค ให้เป็นผู้แทนของพี่น้องนายชูกัน เป็นคนที่ตนถูกชะตา โกรธไม่ลง จังหวะนี้ นายอนุทิน น่าจะหมายถึง ช่วงที่ นายชูกัน โหวตสวนมติพรรค ปมกาสิโน ก่อนที่ นายอนุทิน จะถามชาวบ้านว่า อยากให้เปิดด่านชายแดนหรือไม่ ชาวบ้านตอบว่า ไม่ พร้อมย้ำว่า ผลประโยชน์แฝง ที่ทำให้รัฐบาลยังไม่ยอมเปิดด่าน คือ ข้าวผิดกฎหมาย ก็ไม่เข้ามา ทำราคาข้าวในประเทศสูงขึ้น ข้าวเถื่อนไม่เข้ามา พืชผลการเกษตรไม่เข้ามา แล้วรัฐบาลนี้ก็เอาข้าวไปขายได้อีก 600,000ตัน ทำให้ข้าวราคาดีขึ้น รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ กับรายได้ของประชาชน ช่วงไหนพอมีงบประมาณที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เกิดความคล่องตัว มีเงินหมุนเวียนให้จับจ่ายใช้สอย เราก็คิดต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัสโอเคไหมล่ะ ถึงแม้จะ50:50 แต่ไม่ใช่การนำเงินมาไล่แจกให้พี่น้อง เราไม่ใช่วณิพก อยู่ดีๆให้คนเอามาใส่ให้ เราเป็นประชาชนมีศักดิ์ศรี เราต้องดูแลอย่างให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วม จึงออกคนละครึ่งพลัส พรรคภูมิใจไทยถือว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ เฟสหนึ่งเสร็จแล้ว จริงๆจะออกเฟสสอง แต่ดันยุบสภาฯ เสียก่อน เพราะฉะนั้น หากพ่อแม่พี่น้องอยากได้เฟสสอง ก็ขอให้เลือกภูมิใจไทย กลับไปเป็นรัฐบาล

เล็งสร้างรพ.นาแก-ไว้ดูแลชาวอีสาน

ช่วงหนึ่ง นายอนุทิน ปราศรัยว่า มีข่าวดีด้วยความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง ที่ต้องการโรงพยาบาลนาแก ที่มีคุณภาพ มาตรฐานสูงมากขึ้น ผู้สมัครของพรรครับฟังความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง เข้าไปพูดในสภาฯ และที่ประชุมของพรรค นาแกต้องมีโรงพยาบาลที่ดีกว่านี้ งบประมาณปี70 วงเงิน 200กว่าล้านบาท เพื่อโรงพยาบาลนาแก ดังนั้นชาวนาแกมีโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสูงแน่นอน งบเข้าแล้ว สธ.เห็นชอบแล้ว แต่ต้องให้สภาฯ เห็นชอบ แล้วใครจะต้องเข้าไปเห็นชอบ นี่ไง ชูกัน กุลวงศา ถ้าใครบังอาจคิดจะตัดอีก รับรองว่า ถ้าเลือกคนนี้ไป ไม่มีใครแย่งงบโรงพยาบาลชาวนาแกไปจากพี่น้องได้ และตนก็จะกำกับดูแลอย่างเต็มที่ เพื่อจะปกป้องงบประมาณที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวนาแก ดังนั้นพี่น้องชาวนครพนม ถ้าเลือก ก็เลือก ภูมิใจไทย ให้ยกพรรคเลย นครพนม มี สส.4คน ก็ให้เลือกทั้ง4พรรคเดียว เพราะถ้าเลือกหลอมแหลมก็มีโอกาสขัดขากันเอง นี่คือความคิดของพรรคอื่น แต่พรรคภูมิใจไทยต่อให้เป็นสส.พรรคอื่นมาบอกว่าต้องทำแบบนี้ ให้ประชาชน นี่คืองานหลักของภท.ขอโอกาสอีกครั้ง นายกฯคนนี้ ได้ทำสิ่งเหล่านี้ให้กับท่านแล้ว เราทำให้โลกรับรู้ศักดิ์ศรีของประเทศเรา ทำให้ประเทศเราสามารถไปต่อรองเจรจาการค้ากับต่างชาติได้ เราทำให้คนเขาเห็นคุณค่าสินค้าการเกษตรของไทยทำทุกอย่างให้กับพ่อแม่พี่น้อง

ไม่หวั่นพท.บุกหนัก-โวซิวยกจว.

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งเป้าจำนวน ส.ส.นครพนม ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่า พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครที่มีความใกล้ชิดกับชาวนครพนม จึงตั้งเป้าว่าน่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนครบทุกเขต เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยรุกหนักในพื้นที่ พร้อมประกาศว่าจะตีพรรคภูมิใจไทยเหมือนกัน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ตีหรอก เป็นธรรมดาในการแข่งขัน ซึ่งทุกพรรคต้องใช้ศักยภาพของตัวเอง สร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่เป็นโหวตเตอร์ให้เต็มที่ ไม่ใช้การใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน แต่ใช้ผลงานใช้นโยบาย และใช้ความใกล้ชิดเพื่อสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำอยู่ตลอด เราไม่เคยโจมตีใครเมื่อถามว่า ถ้านครพนมกวาดส.ส.ได้ครบทั้ง4เขต จะมีรัฐมนตรีหรือไม่ว่า นายอนุทิน กล่าวว่า มีมาตลอดอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า หมายความว่าพื้นที่ใดใน จ.นครพนม ที่พรรคภูมิใจไทยยังไม่ได้ส.ส.จะเอามาให้ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ต้องเล็งผลเลิศ

ลั่นต่ำไปต้องได้สส.เกิน150เก้าอี้

ที่อ่างเก็บน้ำหนองสังข์ ต.หนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีผลสำรวจนิด้าโพล คาดการณ์ผลคะแนนการเลือกตั้ง2569 โดยพรรคภูมิใจไทยมาอันดับ1 จะได้150 ที่นั่ง เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ว่า ต่ำกว่าเป้าหมาย พร้อมกับหัวเราะ เมื่อถามว่า ต้องการ500ที่นั่งเลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน ถามกลับว่า“ใช่ไหมล่ะ”พร้อมกล่าวต่อว่า เป้าหมายของทุกคนต้องการเท่าไหร่ ก็ต้องเกิน 150 แต่ผลสำรวจก็เอาไว้เป็นตัวชี้วัด และเป็นเครื่องมือในการประเมินว่าเราได้ทำงานไปในระดับไหน ถ้าตรงกับสิ่งที่คิดก็ไม่ต้องสงสัย และเดินหน้าต่อได้ แต่หากไม่ตรงกับที่คิดก็ต้องมานั่งทบทวนแก้ไข

เมื่อถามต่อว่า 150 ที่นั่งเพียงพอต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นาอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เอาไว้หลังผลเลือกตั้งออกมา เราไม่เคยประกาศว่าจะ50-200ที่นั่ง ซึ่งเราไม่ประกาศแต่เราใช้ความทุ่มเท และความจริงใจ ขอความมั่นใจจากประชาชน ซึ่งพี่น้องประชาชนจะตัดสินใจในวันที่ 8ก.พ.นี้ และคืนนั้นเราจะทราบว่าเราอยู่ในบทบาทไหน เมื่อถามย้ำว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่มีการแบ่งพื้นที่ให้กับคู่แข่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ถามกลับว่า แบ่งพื้นที่แปลว่าอะไร เราสู้ทุกเขตอยู่แล้ว ทุกคนในพรรคภูมิใจไทยลงไปช่วยกันขอเสียงจากประชาชน เมื่อถามอีกว่า พรรครัฐบาลเดิม ได้มีการติดต่อขอแบ่งในบางพื้นที่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า ไม่มี พร้อมถามกลับว่า เล่นกอล์ฟเป็นหรือไม่ ก่อนกล่าวว่า การแข่งขันต้องแข่งกันตามกติกา แข่งขันด้วยความสามารถของตนเอง ไม่มีใครมาขอได้ และไม่มีใครยอมได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20มกราคมที่ผ่านมา ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล คาดการณ์ผลคะแนนเลือกตั้ง2569 ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้ 150ที่นั่ง พรรคประชาชน 130 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทย 90 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม 40 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 40ที่นั่ง

ปท.นี้คุกคามไม่ได้-กูไม่ใช่หลานมึง

เวลา 14.00 น. นายอนุทิน เดินทางถึงโรงเรียนบ้านนาหว้า ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยจุดที่ 2 ของวันนี้ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับน.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ ผู้สมัครสส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย เขต 1 โดยทันทีที่เดินทางมาถึงมีประชาชนนำผ้าขาวม้า มา
ผูกเอวให้นายอนุทิน รวมถึงได้มอบพวงมาลัยและสวมกอดด้วย 

โดยนายอนุทินปราศรัยว่า ความรักความผูกพันกับคนนครพนม ไม่มีวันเสื่อมคลายแน่นอน แค่อยากบอกพี่น้องว่า เลือกพรรคภูมิใจไทย เลือกคนที่มีทั้งประสบการณ์ มีทั้งความรู้ มีผลงาน ไปรับใช้พ่อแม่พี่น้อง วันนี้จึงต้องเลือก” ขวัญ ศุภพานี โพธิ์สุ” คนรุ่นใหม่ไปทำงาน และอย่าลืมเลือกตนเองด้วย เบอร์ 37 พอปิดด่านทำให้ราคาสินค้าเกษตรหลายตัวดีขึ้น เพราะสินค้าเถื่อนเข้ามาไม่ได้ คนที่เป็นเจ้าของโรงงานก็ชอบ เพราะราคาตกต่ำ แต่พรรคภูมิใจไทย เห็นว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพืชผลทางการเกษตร ดังนั้น นโยบายนี้ยังอยู่ และหาช่องทางขายให้กับประชาชนให้มากที่สุด สมัยก่อนขายไม่ได้ เพราะทำตัวเป็นเบี้ยล่างเขาตลอด ไม่กล้าพูดและไม่อยากออกไปข้างนอก ไม่กล้าต่อรองและเจรจา ต้องการคำเดียวคือคำว่ากล้า พอออกไปเราทำให้ลูกหลานเห็นว่าประเทศนี้ไม่ได้อยากมาคุกคามเมื่อไหร่ก็มาได้

“กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย“ เรารักษาอธิปไตย ไม่มีอะไรต้องกลัว เราไปรุกรานเขาก่อนหรือไม่ ก็ไม่เคย ไปรุกรานดินแดนหรือไม่ ก็ไม่เคย หรือยิงใส่ก่อนหรือไม่ ก็ไม่เคย เขาทำเราก่อนทั้งนั้นพอเราสู้บ้างกลับบอกว่าเรารุนแรง เราไม่ให้ใครเข้ามาย่ำยีเราแม้แต่นิดเดียว เรายอมไม่ได้ ต้องเลิกเกรงใจเขาพอต่างชาติไปบอกให้เขาหยุดแต่กับคนไทยไม่เกรงใจได้อย่างไร”

เงินหมื่นบาทได้มาก็ไหลไปหมด

“เงินเหล่านี้ไม่ได้ไปไหนไม่เหมือนกับเงินแจก เงินแจกพอเข้าไปเงินในบัญชี มีเจ้าหนี้มายืนรอเลยได้เงินหมื่นมา แต่กี่คนจะได้แตะ เพราะไปๆมาๆ มันเยอะเกิน แต่โครงการคนละครึ่งพี่น้องได้จ่าย รัฐก็ไม่ต้องเติม และเงินนี้เจ้าหนี้ก็ทวงเงินไม่ได้ เพราะอยู่ในระบบ ต้องซื้อของ ถ้าผมเป็นคนกำกับดูแลประเทศนี้ ยังร้องเพลงชาติไทยทุกวัน โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่าไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เรื่องนี้จะตัดสินใจแบบสะใจไม่ได้ เราอยู่ตรงนี้อย่ามายุ่งกับเรา แต่ถ้ามาเมื่อไหร่เจอกัน เอาเป็นว่า ถ้าไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย บริหารประเทศนี้ต่อไป ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามแนวชายแดน และต้องเป็นสิ่งที่ดีขึ้นสำหรับคนไทย ศักดิ์ศรีของคนไทยจะไม่ถูกย่ำยี” นายอนุทิน กล่าว

‘พิพัฒน์’ดันแลนด์บริดจ์-SEC-นิคมจะนะ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรค ภท.ดูแลพื้นที่ภาคใต้ กล่าวถึงสิ่งที่อยากจะบอกประชาชนในภาคใต้ ว่า ขอทวงคืนโอกาสและความยุติธรรมให้พี่น้องชาวใต้ที่หายไปกว่า 30ปี แม้ภาคใต้จะมีความเจริญ แต่ยังขาดการสนับสนุนที่เพียงพอจากรัฐด้านคมนาคม และสาธารณูปโภค หากได้รับการสนับสนุนทัดเทียมภาคอื่นมั่นใจว่าภาคใต้จะสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากกว่าปัจจุบันอย่างมหาศาล เหตุผลทำไมต้องเลือกพรรคภูมิใจไทยยกภาคทั้ง 14จังหวัดว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะผลักดันโครงการสำคัญ อาทิ แลนด์บริดจ์ ชุมพร ระนองและเชื่อมสุราษฎร์ธานี การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) การจัดสรรพื้นที่สาธารณะราว 6แสนไร่ สร้างอาชีพด้านปศุสัตว์ และพืชพลังงานควบคู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่ง และการลงทุน ซึ่งทั้งหมดมีการศึกษามาแล้วแต่ยังไม่เคยได้รับการผลักดันจริงจัง การเลือกตั้งไม่ใช่การเลือกจากกระแส แต่เลือกอนาคตภาคใต้บ้านเรา

‘ชาดา’เปิดเหตุผลทำไมกา‘ภูมิใจไทย’

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. อุทัยธานี แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีทำไมต้องเลือกพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีปัญหาเหมือนพรรคบางสี อยากขอให้ประชาชนเปิดใจ และทำใจให้เป็นกลางนำ นายอนุทิน มาเป็นตัวตั้งในการเปรียบเทียบ แล้วพิจารณาผลงานที่ประจักษ์ในปัจจุบัน โดยให้ประชาชนพิจารณาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของบางพรรคว่า มีความเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกับกัมพูชาหรือไม่และให้ดูให้ดีว่า พรรคใดทำให้เกิดเหตุรุนแรงหรือการสูญเสีย ซึ่งสะท้อนว่าใครคือผู้ที่รักแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง ดังนั้นหากประชาชนเลือกพรรคภูมิใจไทย เลือก นายอนุทิน จะได้ทีมรัฐมนตรีที่มีความชัดเจนอย่าง รมว.พาณิชย์ รมว.คลังและรมว.ต่างประเทศ ถามว่าทำไมนายชาดา มี สส.อุทัยธานีเพียง2คน ถึงได้เป็นรัฐมนตรี นั่นคือความใจกว้างของพรรคที่มองคนรอบด้าน ไม่ได้มองเฉพาะคะแนนเสียง แต่มองคนทำงานจริง พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำพลัสและทำมากกว่าที่บอกไว้อีกอยู่ร่วมกันแล้วมีความสุขเหมือนครอบครัวเดียวกัน ฝากผีฝากไข้ให้กับประเทศนี้ได้ต้องภูมิใจไทยเบอร์37เท่านั้น คนอื่นฝากผีฝากไข้ไม่ได้ ทำกันมาหลายปีไม่เห็นผล แต่ นายอนุทิน เข้ามาไม่กี่เดือนกลับทำได้ นายอนุทิน ไม่ได้เก่งวิเศษวิโสมาจากไหน แต่รู้จักใช้คนเก่งมาทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่ทำให้ตัวเอง

‘สุดารัตน์’สกัด‘นักกินเมือง-โคตรโกง’

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) กล่าวถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ว่า เป็นกระดุมเม็ดแรก ถ้าเราแก้ไม่ได้ ประเทศก็ไปต่อไม่ได้ ทุกวันนี้บ้านเมืองเราตกเหว เพราะนักการเมืองบางกลุ่มเลิกกินข้าวแต่หันไป“กินอิฐ กินหิน กินปูน กินทราย”แทน งบประมาณที่ควรจะเอามาดูแลพี่น้องประชาชนถูกปล้นไปปีละกว่า 5แสนล้านบาท เงินทอนโครงการก่อสร้างพุ่งไปถึง 40% ส่วนงานขุดลอกแหล่งน้ำมีเงินทอนกัน60-70% จนเหลือเนื้องานไม่กี่บาท พอฝนตกมาน้ำท่วม พอถึงหน้าแล้งน้ำหมด เพราะโกงกันจนไม่เหลือคุณภาพ ทิ้งความทุกข์ไว้ให้ชาวบ้านแบกรับ นี่คือเหตุผลที่ยอมเหนื่อย ออกมาทำพรรคไทยสร้างไทย เพื่อมาปราบนักการเมืองโคตรโกงเหล่านี้ให้หมดไป

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวอีกว่า หัวใจสำคัญที่จะทำคือ “การให้อำนาจประชาชน” โดยแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับปราบโกงที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่เขียนไว้แค่ชื่อ โดยพรรคไทยสร้างไทยจะเสนอให้ประชาชน 5 หมื่นคนมีสิทธิ ลงชื่อถอดถอนนักการเมือง นายกฯหรือแม้แต่องค์กรอิสระ ทั้งนี้ เราต้องมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ปปช.) ภาคประชาชน เข้ามาตรวจสอบงบประมาณ เพราะคนเหล่านี้รู้ดีที่สุดว่าใครโกงตรงไหน ที่สำคัญ ทสท.ยังเตรียมกฎหมายเพื่อสั่งพักการใช้ใบอนุญาตกว่า 1,000ฉบับ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน เพราะใบอนุญาตพวกนี้ คือช่องทางเรียกรับส่วย เรียกรับใต้โต๊ะ ทำให้คนตัวเล็กทำมาหาเลี้ยงชีพลำบาก ต้นทุนชีวิตแพงขึ้นเพียงเพราะต้องจ่ายเงินให้ข้าราชการและนักการเมืองเลวๆ

จัดสรรงบดูแลคนไทยครบวงจร

บรรยากาศย่านเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพฯตั้งแต่แยกลาดพร้าว สยามสแควร์ ไปจนถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กลับมาคึกคักและเต็มไปด้วยสีสัน เมื่อพรรคไทยสร้างไทย หมายเลข48 นำโดย นายวรวุฒิ โตวิรัตน์ และนางสาวตรัยฉัตร ธนะสารไตรภพ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพร้อมทีมคนรุ่นใหม่ ขนทัพเดินสายเปิดตัวมาสคอตเสือม่วง 48 สัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อสื่อสารกับคนเมือง โดยเน้นย้ำว่าถึงเวลาที่ประเทศต้องเปลี่ยนจากระบบเดิมสู่แพลตฟอร์มใหม่ที่พร้อมดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง พรรคไทยสร้างไทยมุ่งมั่นที่จะเข้าไปบริหารงบประมาณแผ่นดินซึ่งมาจากภาษีอากรของประชาชนให้เกิดความคุ้มค่าและสุจริตที่สุด โดยพรรคไทยสร้างไทยวางระบบดูแลคนไทยทุกช่วงวัยผ่าน 4 นโยบายหลัก เริ่มต้นด้วย คูปองสร้างเด็กไทย 2,000 บาท ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ถึง 6 ปี เพื่อพัฒนาการที่สมบูรณ์ ต่อด้วยนโยบาย เรียนฟรีจบปริญญาตรี โดยไม่เป็นหนี้ กยศ. และลดเวลาเรียนเพื่อให้เข้าสู่ตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น

สำหรับวัยสร้างตัว พรรคพร้อมสนับสนุนด้วย กองทุนตั้งตัว เพื่อให้คนตัวเล็กและ SMEs เข้าถึงแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำในการทำธุรกิจ และปิดท้ายด้วยนโยบาย บำนาญประชาชน 3,000 บาท เพื่อให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดภาระลูกหลานและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนไปพร้อมกัน พร้อมชูจุดแข็งในการเป็นพรรคที่ประชาชนไว้วางใจได้ว่าจะไร้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันหรือการจ่ายส่วยใต้โต๊ะ ซึ่งเป็นต้นเหตุให้รัฐเสียหายนับแสนล้านบาทต่อปี เพื่อส่งต่อเงินทุกบาททุกสตางค์ให้ถึงมือประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

‘อภิสิทธิ์’ชูนโยบายดูแลเกิดจนตาย

ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน มีการจัดงานเปิดเวทีสาธารณะประชันโยบายวิสัยทัศน์ โดยมีพรรคการเมืองต่างๆ ส่งตัวแทนเข้าร่วม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แคนดิเดตนายกฯ อันดับหนึ่งและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ขึ้นโชว์วิสัยทัศน์ว่า ประเทศถูกรายล้อมด้วยปัญหาต่างๆ และเป็นสิ่งที่ตนได้สัมผัสกับประชาชน ถ้ามีโอกาสนำพาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ถามว่าสิ่งที่ประชาชนต้องทนจะหมดไปได้อย่างไร ตนอยากพูดจากใจว่า รับรู้ถึงความทนของคนไทยทุกคนและอยากพูดใน4ประเด็นหลักที่เชื่อว่า อยู่ในใจคนไทยทุกๆคน ทุกคนวิตกกังวลว่า ทำไมประเทศเราเต็มไปด้วยทุจริต และไม่น่าเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คำว่า ทุนเทา เป็นคำที่ทุกคนต้องพูดถึง ถัดมาเป็นการทนในเรื่องความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และไปที่ไหนก็ถูกสอบถามว่าเมื่อไหร่เศรษฐกิจจะดี เมื่อเจาะลงเฉพาะกลุ่ม เด็ก แม่ คนทำงาน ผู้สูงวัย แต่ละกลุ่มล้วนมีความทุกข์เป็นของตนเองแทบทั้งสิ้น และสุดท้ายในฐานะคนไทย สัมผัสกับความรู้สึกว่าทำไมประเทศไทยไม่มีความโดดเด่นและมีบทบาทมากกว่านี้ ทั้งที่เราเชื่อในศักยภาพของประเทศ และมั่นใจในความสามารถของคนไทย

มุ่งปราบทุจริตรักษางบ-ทุนสีเทา

‘ทั้งหมดจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม ผมจึงเริ่มรณรงค์เริ่มกลับมาสู่การเมืองครั้งใหม่ สิ่งสำคัญที่สุดบ้านเมืองต้องสุจริต เพราะตราบใดบ้านเมืองไม่สุจริต ไม่ต้องคิดจะแก้ปัญหาอื่นจะแก้ได้ การทุจริตคอรร์รัปชั่นทำให้สูญเสียงบประมาณ ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน ทำให้คนเล็กคนน้อย ซึ่งควรจะได้ประโยชน์จากภาครัฐก็ถูกนำไปไว้ข้างหลังและทำให้ประเทศไทยในสายตาโลกไม่สู้ดีนัก แต่การปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะเรื่องทุนเทา ทุกคนพูดตอนหาเสียง แต่ทำอย่างไร จากประสบการณ์ที่ผ่านการเมืองมา ผมตัดสินใจแล้วว่า ครั้งนี้ต้องทำอย่างเป็นระบบ ตอบโจทย์ ตอบความกังวล ซึ่งภาคธุรกิจเอกชนบอกว่า จะไม่ทนคอร์รัปชั่นอีกต่อไป นั่นหมายถึงทุกระดับมีมาตรการชัดเจน“นายอภิสิทธ์ กล่าว

เปลี่ยนระบบงานรัฐ-แก้คอร์รัปชั่น

นายอภิสิทธ์ กล่าวต่อว่า เริ่มตั้งแต่ปัญหาคอร์รัปชั่นระดับล่างสุด เจ้าหน้าที่เรียกรับเงิน มีการส่งส่วยเพื่อแลกกับการกระทำความผิด แลกกับความสะดวก แนวทางพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจน จะเปลี่ยนระบบการทำงานของรัฐที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ แต่จะทำให้ระบบอนุมัติ อนุญาตเป็นอัตโนมัติ ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่น้อยลง ปิดช่องทางการเรียกรับเงินในรูปแบบนี้ยกระดับขึ้นมา เราพูดถึงการทุจริตในโครงการต่างๆ ซึ่งเราสงสัยว่าอยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมในโครงการใหญ่ๆ พรรคประชาธิปัตย์จะเอาแพลตฟอร์มส่องรัฐมาเปิดให้ประชาชนดู เพราะเราจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดที่ของรัฐที่ไม่กระทบสิทธิส่วนบุคคลให้ประชาชนทุกคนสามารถตรวจสอบได้ ทุกโครงการที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ราคากลาง ใครประมูล ประมูลได้ในราคาเท่าไหร่ คนประมูลได้เป็นใคร เชื่อมโยงกับใคร และบรรดาผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องหรือไม่ มี AI ช่วยจับความผิดปกติเพื่อไม่ให้เกิดทุจริตในรูปแบบนี้

ออก’พรก.อายัดทรัพย์’พวกโกง

โดยออกพระราชกำหนดเพิ่มเขี้ยวเล็บ ทั้งเรื่องอายัดทรัพย์ในกรณีที่ไม่สามารถอธิบายที่มาได้ เรื่องการที่ทำธุรการต่างๆ ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่แท้จริงคือใครและต้นทางคือใคร คริปโต ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ ช่องทางอื่นๆ ที่ใช้ในการฟอกเงินปัจจุบัน จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบมากขึ้น และต้องแน่ใจว่า เราประกาศบ้านเมืองสุจริตจะทำเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่เพราะไม่เกี่ยวกับทุนเทา“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

โว4ปีเศรษฐกิจโตอย่างน้อยร้อยละ5

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องเศรษฐกิจปากท้อง เป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเศรษฐกิจโตร้อยละ2ต่อปี ต่ำกว่าในอดีตมาก ต่ำกว่าศักยภาพที่ตนเชื่อว่าไทยทำได้ ตำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ต่ำกว่าประเทศในอาเซียนมาหลายปีแล้ว เราจึงกล้าประกาศว่าคนที่มาเป็นรัฐบาล คนที่มาเป็นนายกฯ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน สำหรับเราใน4ปี เศรษฐกิจต้องเติบโตอย่างน้อยร้อยละ5 หนี้ครัวเรือนต้องกลับมาสู่ร้อยละ60

ออกนโยบายครอบคลุมเกิดจนตาย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า เรามีชีวิตของคนทุกกลุ่มที่ต้องดูแล จึงมีนโยบายที่ครอบคลุมชีวิตคนตั้งแต่เกิดจนตาย แม่ที่กำลังจะคลอดลูก มั่นใจได้ว่าปีแรกจะได้รับเงินจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เดือนละ5,000บาท บวกกับแรกเกิด5,000บาท ปีแรก 65,000บาท ชดเชยรายได้ที่สูญเสียระหว่างดูแลลูกแรกเกิด และเพื่อมีเงินไปสนับสนุนเรื่องโภชนาการ หลังจากนั้นเราจะเติมเงินในบัญชีให้กับเด็กเดือนละ500บาท จนถึงอายุ18ปี เขาจะมีเงินออม1แสนบาท เพื่อตั้งตัวได้และนำไปประโยชน์ในการเรียนรู้ เด็กที่เติบโตมาจะเรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายแฝง จะได้เรียนในสิ่งที่อยากเรียน เมื่อทำงานเงินเดือน 4หมื่นบาทแรกไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เมื่อถึงวัยเกษียณกลายเป็นผู้สูงอายุเราเพิ่มเบี้ยยังชีพให้เป็น1,000บาทถ้วนหน้า และยังมีเงิน 50,000บาท กับทุกบ้านที่มีผู้สูงวัยอายุเกิน70ปี ผู้สูงวัยที่อยากทำฟันต้องมีฟาสต์แทรกให้ คนพิการทุกกลุ่มจะต้องได้เบี้ยคนพิการเพิ่มขึ้นเท่าตัว

‘ชวน’รับตจว.ใช้เงินที่รุนแรง

ที่ตลาดรวมโชค และตลาดเจ้าแม่ กวนอิม โชคชัย 4 นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ช่วยนายภาณุพงศ์ลักษณวิศิษฏ์ ผู้สมัคร สส.กทม.เบอร์ 8 เขตลาดพร้าว-บึงกุ่ม

โดยนายชวน เปิดเผยถึงกระแสการตอบรับของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า แม้ว่าผู้สมัครเขตนี้จะไม่ใช่ตัวเต็ง แต่ทราบจากผู้ที่ช่วยหาเสียง ว่ากระแสดีขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากถือโอกาสขอร้องประชาชนที่นอกจากจะเลือกหมายเลข 27 ของพรรคแล้วให้เลือกเบอร์ 8 ของเขตนี้ด้วย ต้องยอมรับว่าในพื้นที่ต่างจังหวัดมีการใช้เงินที่รุนแรง ซึ่งเวลาจะวินิจฉัยว่าใครจะได้หรือไม่ได้ต้องนำส่วนนี้ไปประกอบด้วย ระหว่างคนใช้ 50 ล้านกับคนใช้ 1 ล้าน ผลก็รู้ว่าคืออะไร หากไปวิเคราะห์แบบธรรมดาว่า พรรคนั้นคะแนนเสียงดี ต้องดูหลายองค์ประกอบด้วยกัน

ปลุกต้านซื้อเสียง-จี้กกต.จัดการ

พร้อมย้ำว่า ต้องช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งทำให้การเมืองดีขึ้น มีการต่อต้านระบบวงจรเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากนักการเมือง แล้วเอาเงินไปซื้อเสียง ซึ่งตนคิดว่าต้องให้คำแนะนำกับประชาชน และขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ซึ่งตนคิดว่าไม่สูญเปล่า แม้ว่าอาจจะไม่ได้ร้อยทั้งร้อยและขออย่าไปเชื่อบางคนซื่อสัตย์สุจริตแต่พอทำอีกเรื่องหนึ่ง จะเห็นได้จากการดูดสส. พร้อมฝาก กกต.ว่าต้องหาหลักฐานเองด้วยไม่รอเพียงการส่งหลักฐานเข้าไป

ซื้อเสียงหลายพันมี แต่ไม่ถึง7,500

ส่วนมองอย่างไรเรื่องการทำโพลซื้อคะแนนเสียง ที่สูงถึงหัวละ 7,500 บาทในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล นายชวนบอกว่า การซื้อเสียงโดยทั่วไปตนมองว่าไม่ถึง แต่ว่าหากเป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่นแพ้ชนะกัน 5 คะแนน สส.โดยทั่วไปไม่เคยเห็นถึงขนาดนั้น อย่างที่เห็นชัดๆ คือ การเลือกตั้งที่นครศรีธรรมราชเขต 8 จำนวน 500 บาทแต่วันต่อมาก็กลับมีการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวพร้อมยอมรับว่าการเมืองท้องถิ่นเคยได้ยินว่ามีการซื้อเสียงหลายพันบาท

รับมีวิธีสกปรกหวังดิสเครดิต

เมื่อถามว่าถึง มีเพจ ออกมาระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมออกหมายค้นบ้านรองหัวหน้าพรรคสีฟ้าอักษรย่อ “ท.”เกี่ยวข้องขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดแล้ว นั้น นายชวน กล่าวว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายชัยชนะ ในการชี้แจง ซึ่งมีการระบุแล้วว่าเป็นการขอใช้นามสกุลนี้จากบุคคลอื่น คงจะเป็นเพียงคนร่วมนามสกุล ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะคนนามสกุลใหญ่ๆ ก็มีโอกาสที่มี ทั้งคนดีและคนร้ายที่ต้องให้ความเป็นธรรม

ส่วนกังวลหรือไม่จากกรณีดังกล่าวจะถูกนำมาดิสเครดิตทางการเมือง นายชวนกล่าวยอมรับว่าอาจจะมีในการเมืองที่ไม่ค่อยตรงไปตรงมา ใช้วิธีซื้อเสียง หรือใช้วิธีสกปรกแต่คนการเมืองจริงๆ อย่างพวกตนนั้นไม่มี ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรืออะไร นอกจากจะขึ้นเวทีปราศรัยชี้แจงให้คนเข้าใจมากขึ้น

‘พระปกเกล้าโพล’กางผลสำรวจ ‘เท้ง-หนู’บี้สูสี วัยรุ่นเทให้ปชน.-สูงวัยหนุนภท. ‘ยศชนัน’อันดับ3-‘มาร์ค’ที่4

‘พระปกเกล้าโพล’กางผลสำรวจ ‘เท้ง-หนู’บี้สูสี วัยรุ่นเทให้ปชน.-สูงวัยหนุนภท. ‘ยศชนัน’อันดับ3-‘มาร์ค’ที่4

‘พระปกเกล้าโพล’กางผลสำรวจ ‘เท้ง-หนู’บี้สูสี วัยรุ่นเทให้ปชน.-สูงวัยหนุนภท. ‘ยศชนัน’อันดับ3-‘มาร์ค’ที่4

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘พระปกเกล้าโพล’กางผลสำรวจ ‘เท้ง-หนู’บี้สูสี วัยรุ่นเทให้ปชน.-สูงวัยหนุนภท. ‘ยศชนัน’อันดับ3-‘มาร์ค’ที่4 26.2%ชี้ยังไม่มีคนเหมาะสม

“พระปกเกล้าโพล”เผยผลสำรวจ 26.2% ยังไม่พบคนเหมาะสมนั่งเก้าอี้นายกฯ รองมาคือ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”18.8% ขณะที่กลุ่มวัยรุ่น หนุน หัวหน้าพรรคปชน.นั่งผู้นำ ส่วนกลุ่มคนทำงาน ช่วงอายุ 44-59 ปีและกลุ่มผู้สูงอายุ 60ปีขึ้นไป หนุน“อนุทิน”นั่งเก้าอี้นายกฯ ‘KPI Poll’ เผยคนไทย 67.1%มอง’นโยบายแจกเงินพรรคการเมือง’ไม่ค่อยมีผลต่อการลงคะแนน และพบว่า 66.4 % ไม่ค่อยเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ “เลือกตั้ง69 ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ในสายตาของประชาชน” ตามที่นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการ เพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความเป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์ โดยสำรวจ ระหว่างวันที่ 8-11ม.ค.2569 จากประชาชนอายุ 18ปีขึ้นไปตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000ตัวอย่าง

มีบทสรุปสำคัญดังนี้ ตัวเลือกที่ประชาชนเห็นว่า สามารถแก้ปัญหาประเทศได้จริง พบว่า ประชาชน 26.2% ระบุว่า ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม รองมาคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน 18.8% นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย 16.9% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย 10.9% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ 10.2% ส่วนเมื่อแยกตามกลุ่มอายุที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใครนั้น พบว่า กลุ่มเจนY (28-43ปี) ยังไม่ตัดสินใจสูงสุด 29.5% รองมาคือ เจนX (44-59ปี) 25.9% เจนZ (18-27ปี) 24.5% และ Baby Boomer (60 ปี ขึ้นไป) 24.5%

ขณะที่การเลือกผู้นำตามช่วงอายุพบว่า เจนZ (18-27ปี) เลือกนายณัฐพงษ์ เป็นอันดับ 1 33.8% รองมาคือ นายอนุทิน 11.3% นายยศชนัน 8.1% กลุ่มเจนY(28-43ปี) เลือกนายณัฐพงษ์ เป็นอันดับ1 19.6% รองมาคือนายอนุทิน 14.1% นายยศชนัน 10.8% เจนX (44-59ปี) เลือกนายอนุทินอันดับ1 21.2% รองมาคือนายณัฐพงษ์ 11.9% นายยศชนัน 11.4% กลุ่มBaby Boomer (60ปีขึ้นไป) อันดับ1 เลือกนายอนุทิน 20.4% รองมา คือ นายอภิสิทธิ์ 15.1% นายยศชนัน 14.1%

นอกจากนี้สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง1,244 คน จากผู้ใช้งาน Line Today เท่านั้น ในหัวข้อ “นโยบายแจกเงินมีผลต่อการลงคะแนน?” พบว่า ร้อยละ 67.1ไม่ค่อยมีผล – ไม่มีผลเลย ร้อยละ 29.8 ค่อนข้างมีผล – มีผลอย่างมาก ร้อยละ 3.1 ไม่มีความคิดเห็น

ขณะที่ “ผลสำรวจนโยบายแจกเงินเชื่อมั่นได้แค่ไหน” พบว่า ร้อยละ 66.4 ไม่ค่อยเชื่อมั่น- ไม่เชื่อมั่นเลย ร้อยละ 22.6 ค่อนข้างเชื่อมั่น- เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 11 ไม่มีความเห็น

ส่วนความเห็นว่า “เห็นด้วยหรือไม่ว่า นโยบายแจกเงิน แค่เพื่อหาเสียง” ผลสำรวจพบว่าร้อยละ 58.6 ค่อนข้างเห็นด้วย- เห็นตัวอย่างยิ่ง ร้อยละ 30.9 ไม่ค่อยเห็นด้วย- ไม่เห็นด้วยเลย ร้อยละ 10.5 ไม่มีความเห็น

และความเห็นว่า “นโยบายแจกเงินช่วยพัฒนาประเทศหรือไม่” พบว่าร้อยละ 66.6 ค่อนข้างน้อย- น้อยที่สุด ร้อยละ 20.5 ค่อนข้างมาก- มากที่สุด ร้อยละ 12.9 ไม่มีความเห็น

นอกจากนี้ ยังมีผลสำรวจของคนไทยในแต่ละภูมิภาค ที่มีความเห็นว่า “นโยบายแจกเงิน ‘ไม่มี’ ผลต่อการลงคะแนน” นั้น พบว่า ภาคเหนือ ร้อยละ 55.3 ภาคอีสานร้อยละ 54.5 ภาคกลางร้อยละ 70.2 ภาคตะวันออก ร้อยละ 72.5 และภาคใต้ร้อยละ 80.5

‘ภูมิธรรม-ทวี’รอด ไม่ผิดจริยธรรมคดีฮั้วสว.

‘ภูมิธรรม-ทวี’รอด ไม่ผิดจริยธรรมคดีฮั้วสว.

‘ภูมิธรรม-ทวี’รอด ไม่ผิดจริยธรรมคดีฮั้วสว.

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ภูมิธรรม-ทวี’รอด
ไม่ผิดจริยธรรมคดีฮั้วสว.

“ภูมิธรรม-ทวี” รอด!ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ไม่ฝ่าฝืนจริยธรรม จุ้นคดีฮั้ว เลือก สว.ไม่เป็นเหตุพ้นตำแหน่ง รมต. ของจริงพ้นแล้ว ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.เวลา 15.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัว หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องทั้งสองขณะดำรงตำแหน่งได้ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของ กกต. อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ จนถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรม เป็นการฝ่าฝืน ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศหน้าศาลรัฐธรรมนูญ มีสื่อมวลชนปักหลักรอทำข่าวอยู่เป็นจำนวนมาก ขณะที่นายภูมิธรรม และพ.ต.อ.ทวี มอบอำนาจให้ผู้แทนมาร่วมรับฟัง ส่วน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร เดินทางมารับฟังคำวินิจฉัยของศาลฯ ด้วยตัวเอง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ชู 2 นิ้วให้กับผู้สื่อข่าวพร้อมพยักหน้ารับว่ามาคนเดียว แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชน

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 มีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อันขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 160 (4) และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานจริยธรรมฯ ข้อ 27 ประกอบข้อ 5 6 7 8 11 12 13 14 16 17 21 25 และ 26 ไม่มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) (5)อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) แต่อย่างไรก็ดีความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงก่อนแล้ว ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 และรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้อ่านคำร้องของผู้ถูกร้องหลายประเด็น โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ตีตกหมดทุกประเด็น โดยชี้ให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 2 มิได้ข่มขู่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ในการแทรกแซงการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ในชั้นสำนักงาน กกต. และในชั้นดีเอสไอ แต่อย่างใด.

พีระพันธุ์ ลุยฝั่งธนฯใต้ ประกาศท้าชน ทุนปีศาจ รื้อโครงสร้างพลังงาน

พีระพันธุ์ ลุยฝั่งธนฯใต้ ประกาศท้าชน ทุนปีศาจ รื้อโครงสร้างพลังงาน

พีระพันธุ์ ลุยฝั่งธนฯใต้ ประกาศท้าชน ทุนปีศาจ รื้อโครงสร้างพลังงาน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.26 น.

“พีระพันธุ์” ลุยฝั่งธนฯใต้ ประกาศท้าชน “ทุนปีศาจ” รื้อโครงสร้างพลังงาน กู้เศรษฐกิจปากท้องประชาชน

วันที่ 21 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. กทม. ประกอบด้วย นางสาวปราณี ธรรมนิยม เบอร์ 12 เขต 25 (ทุ่งครุ-ราษฎร์บูรณะ) นายชัยณรงค์ ธีรการุณวงศ์ เบอร์ 5 เขต 26 (บางขุนเทียน-จอมทอง) นายทรงยศ บุญบำรุงชัย เบอร์ 9 เขต 27 (บางบอน-บางขุนเทียน) และนายจักรทิพย์ วงษ์งามสวย เบอร์ 5 เขต 28 (จอมทอง-บางบอน-หนองแขม) ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนและแนะนำนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ

บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนเข้ามาทักทาย ขอถ่ายรูป และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยพ่อค้าแม่ค้าได้สะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา ตลาดเงียบเหงา และกำลังซื้อที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง

นายพีระพันธุ์ ระบุว่าต้นเหตุสำคัญของค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาจากปัญหาด้านพลังงาน โดยย้ำว่าในช่วง 2 ปีที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไม่เคยปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้ม และตรึงราคาไว้ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กก. มาโดยตลอด ขณะที่ปัจจุบันต้นทุนลดลง แต่กลับมีการประกาศขึ้นราคาเป็น 480 บาท

นายพีระพันธุ์ยังระบุอีกว่า ปัญหาค่าครองชีพของประชาชนในวันนี้ เป็นผลจากการอยู่ภายใต้อำนาจของทุนพลังงาน ทุนปีศาจ ซึ่งพรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมยืนหยัดต่อสู้กับทุนเหล่านี้ให้ค่าครองชีพถูกลง ทั้งค่าแก๊สหุงต้ม ค่าน้ำมัน และค่าไฟฟ้า เพื่อประโยชน์ของคนไทยทุกคน

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้พูดคุยกับผู้ขับรถแท็กซี่บริเวณพระราม 2 ที่สะท้อนปัญหาราคาแก๊ส LPG ที่ปรับสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ ขณะที่ไม่สามารถใช้ NGV ได้ เนื่องจากสถานีการไม่เพียงพอ พร้อมฝากความหวังให้นายพีระพันธุ์ช่วยแก้ปัญหาปากท้องเพื่อให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น