ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าความร่วมมือ 3 เสาหลัก อุดมศึกษา-วิจัย-นวัตกรรม

ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าความร่วมมือ 3 เสาหลัก อุดมศึกษา-วิจัย-นวัตกรรม

ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้าความร่วมมือ 3 เสาหลัก อุดมศึกษา-วิจัย-นวัตกรรม

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.36 น.

อว. จับมือสถานทูตฝรั่งเศส จัดงาน Franco-Thai Symposium on Higher Education, Research and Innovation เฉลิมฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. พร้อมด้วย นายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ร่วมเปิดงาน 2026 Thailand-France International Collaboration: Franco-Thai Symposium on Higher Education, Research and Innovation โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. คณะผู้บริหารกระทรวง อว. ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาคเอกชน และองค์กรความร่วมมือจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมกว่า 300 คน ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว กรุงเทพฯ

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ตนมีความผูกพันและชื่นชมในศักยภาพด้านวิทยาการของฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน ในฐานะประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของนวัตกรรม วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สานต่อความสัมพันธ์ทางการทูตที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 170 ปี และมีความผูกพันกันมาถึง 340 ปี นับตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยกระทรวง อว. มุ่งหวังที่จะยกระดับความร่วมมือให้เป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้จริงผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ

“เรื่องแรกคือด้านอุดมศึกษา ที่มุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรปริญญาร่วม (Double Degree) และการดูแลวิทยานิพนธ์ร่วมกัน (Cotutelle) เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาและคณาจารย์ทั้งสองประเทศได้เคลื่อนย้ายและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม ประการต่อมาคือการเชื่อมโยงอุดมศึกษาเข้ากับการวิจัยที่ล้ำสมัย (Cutting-edge) และสร้างการเปลี่ยนแปลง (Disruptive) โดยใช้โมเดลความร่วมมือแบบ Win-Win ที่ผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีและเครื่องมือระดับสูงของฝรั่งเศส เข้ากับฐานข้อมูลทรัพยากรที่สำคัญของไทย อาทิ ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และเวชศาสตร์เขตร้อน ซึ่งจะเป็นการ ‘เชื่อมต่อจุด’ (Connect the dots) ของนักวิชาการจากหลากหลายสาขา ทั้งวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสังคมศาสตร์ เพื่อค้นพบนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์โลก

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สุดท้ายคือด้านนวัตกรรม โดยไทยมุ่งถอดบทเรียนความสำเร็จจากแนวคิด Station F ในปารีส เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูง (High-income country) ภายใน 4-10 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนระดับสากลและโครงการร่วมทุนจากสหภาพยุโรป (EU) เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นทางออกของปัญหาในโลกจริง ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่มิติด้านวิชาการ แต่ยังครอบคลุมถึงสายสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่แน่นแฟ้นในทุกมิติ” รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าว

ภายในงานมีพิธีลงนามความร่วมมือ ครอบคลุมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ การวิจัยร่วม นวัตกรรม และความเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ในสาขาสำคัญ เช่น วิศวกรรม สุขภาพ เกษตรกรรม ความยั่งยืน และเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมกันนี้ มีการประชุม Franco-Thai Joint Committee on Higher Education, Research and Innovation หารือ 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ อุดมศึกษา การพัฒนาบุคลากร โครงสร้างสนับสนุนการวิจัย วิทยาศาสตร์เพื่อความยั่งยืน และมนุษยศาสตร์ โดยเห็นพ้องส่งเสริมหลักสูตรและปริญญาร่วม การเคลื่อนย้ายนักศึกษาและนักวิจัย การเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือของทั้งสองประเทศ รวมทั้ง ที่ประชุมยังหารือการพัฒนาระบบนิเวศวิจัยที่ยั่งยืน ผ่านทุนและโครงการร่วมในสาขาศักยภาพ เช่น ภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ เทคโนโลยีขั้นสูง และมรดกวัฒนธรรม ก่อนสรุปทิศทางความร่วมมือระยะต่อไป มุ่งผลักดันจากนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ภราดร ยัน รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้

ภราดร ยัน รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน  4 แสนล้านบาทได้

ภราดร ยัน รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทได้

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.24 น.

”ภราดร“ ยัน รัฐบาลเดินหน้า พ.ร.ก.กู้เงิน  4 แสนล้านบาทได้ เผย คณะกรรมการกลั่นกรองถกนัดแรกวันนี้ ส่วนสภารอคำวินิจฉับศาล รธน.

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาบ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสภาผู้แทนราษฎร ยังไม่พิจารณาให้ความเห็นชอบพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการ กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่ารัฐบาลยังคงสามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 8 พฤษภาคม 2569  และวันนี้ช่วงบ่ายคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.ชุดนี้ได้มีการประชุมไปแล้ว ก็เดินหน้าต่อ ส่วนขั้นตอนในสภาผู้แทนราษฎรจะรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย 

เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

เอกนิติ ยัน พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​ ปัดเอื้อนายทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

“เอกนิติ​ ” ย้ำ​ออก พ.ร.ก.กู้เงิน​ เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ ช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน​   ก่อนยกการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจำเป็น เปรียบเหมือนกันกินยา หากรอคงไม่ทันการ​ โต้ตีเช็กเปล่า ปัดเอื้อนายทุน ระบุ เขียนกลไกชัดเจน มีคกก.กลั่นกรอง ลั่น ไม่ได้แค่เยียวยา แต่ช่วยปชช.เปลี่ยนผ่านในระยะยาว ย้ำ พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว เดินหน้าต่อ

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา​ 15.35 น. ที่​ทำเนียบ​รัฐบาล​ นายเอกนิติ​ นิติทัณฑ์​ประภาศ​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง​ กล่าวถึง​กรณี​ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาท​ ว่า เรายืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะวันนี้มีความชัดเจนแล้วว่า เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตทั้งโลก ทุกคนยอมรับว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตพลังงาน ซึ่งกำลังจะลามไปถึงเรื่องปากท้องของประชาชน พร้อมย้ำว่า พ.ร.ก. กู้เงินมีความจำเป็นในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ​ 

ส่วนที่มีการยกประเด็นไปเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ครั้งที่ผ่านมาในอดีตที่ผ่านมา​ ซึ่งตนก็อยู่ในทุกวิกฤต ทั้งปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่เกิดจากวิกฤตค่าเงินสำรองหมด จึงต้องมีการลอยตัวค่าเงิน เกิดวิกฤตธนาคารล้มละลายที่มองว่าล้มบนฟูก เพราะเป็นวิกฤตของคนรวย และวิกฤตปี 2552 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เกิดจากการที่สหรัฐอเมริกา ส่งออกติดลบทำให้เศรษฐกิจไทยติดลบตามไปด้วย แต่วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตปากท้องประชาชน และเป็นวิกฤตที่มาจากค่าครองชีพ ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐกิจติดลบ แต่เริ่มจากอัตราเงินเฟ้อ​ พร้อมย้ำถึงเหตุผลที่ทำให้มั่นใจว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่เกิดกับทุกประเทศ ซึ่งชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากวิกฤตสงคราม 

ซึ่งวันนี้ยังไม่จบ และลามมาสู่วิกฤตพลังงานในช่วงหนึ่งที่น้ำมันขาด​ ส่งผลต่อราคาน้ำมันที่สูงขึ้น​ และขยายสู่การเป็นวิกฤตต้นทุนสินค้า เราเห็นเงินเฟ้อจากการติดลบในไตรมาสแรก ขึ้นมาเป็น 2.9% และจะสูงขึ้น ซึ่งต่อไปจะเป็นวิกฤตค่าครองชีพ จะกระทบกับประชาชนจำนวนมาก ฉะนั้น พ.ร.ก.ที่ออกมาก็เพื่อดูแลปากท้องประชาชน

นายเอกนิติ​ ยังระบุอีกว่า กรณีที่มีการทักท้วงว่าเหตุใด นอกจากการนำเงินมาเยียวยา​ประชาชน 2 แสนล้านบาท แล้วจะยังนำมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาทอีกด้วย ตนขออย่ามองจำนวนเงินดังกล่าว แยกเป็น 2 ส่วน แต่ให้มองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งคู่ แต่เงินเยียวยาในการที่นำไปเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นการยิงนกครั้งเดียว ได้นก 2 ตัว​ คือ​ ช่วยประชาชนและช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่าน พร้อมเปรียบเทียบเหมือนยา​ วันนี้ประเทศต่างๆยอมรับว่า วันนี้คือวิกฤตปากท้อง จึงขอให้ไปถามประชาชนว่าวันนี้ต้นทุนค่าครองชีพสูงขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าปล่อยไป ธุรกิจอาจจะกระทบ​ คนจะตกงาน เพราะหากค่าต้นทุนสูงขึ้นกำไร สินค้าจะลดลง หรือบางคนขาดทุน​ ธุรกิจใหญ่ๆ อาจรองรับได้แต่ธุรกิจขนาดเล็กไม่มีอะไรรองรับ โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอะไรรองรับ หากปล่อยไปถึงตรงนั้น จะยิ่งเกิดความวุ่นวาย​ การออกพ.ร.ก.กู้เงินมาในวันนี้ก็เหมือนกับยา​ เพื่อบรรเทาผลกระทบ และทำให้แข็งแรงขึ้น พร้อมระบุว่าหากให้รออีก 5 เดือนแล้วค่อยกินยา​ก็ไม่ใช่​ การที่คนป่วยแล้วให้ยาวันนี้ กว่ายาจะออกฤทธิ์ มีประสิทธิผลอาจจะ 4-5 เดือน แต่ต้องกินยาวันนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยเจอวิกฤตรัสเซีย​-ยูเครนที่ทำให้เงินเฟ้อสูง และส่งผลให้ค่าไฟสูงขึ้น ซึ่งเราควรจะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ตอนนั้น หากเราทำให้ประชาชนและธุรกิจเปลี่ยนเป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น วันนี้การที่เราช่วยคนในการติดโซล่าร์​ รถขนส่งเติมไบโอดีเซล จะช่วยทำให้มีการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และสามารถช่วยลดค่ากล่องชีพและค่าใช้จ่าย   

นายเอกนิติ​ ยังมองว่า​ การที่มาบอกว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานรอได้ จนมองว่าไม่ใช่​ เพราะรอไม่ได้​ ซึ่งควรทำตั้งแต่ 3 ปีที่แล้วด้วยซ้ำ และหากเราทำวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าวิกฤตจะจบเมื่อใด ถ้ามีการสู้รบขึ้นมาอีก ราคา พลังงานสูงขึ้นอีก​ ก็ต้องไปช่วยเยียวยาเขาอีก​ ถ้ามาบอกว่า วันนี้อย่าเพิ่งกินยาเม็ดที่ 2 แล้วรอไปอีก 5 เดือน ตนว่ามันไม่ใช่​ เพราะหากวิกฤตลุกลามขึ้นอีก​ ซึ่งก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตนว่ารับไม่ได้ วันนี้เราต้องช่วยคน การให้ยาต้องช่วยตั้งแต่วันนี้ แล้วพอช่วยยาวันนี้หลังจากวิกฤตมันจบให้เขากลับมาแข็งแรงมากขึ้น เราจะได้ลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมัน นำเข้าแก๊สธรรมชาติ ช่วยเขาลดค่าใช้จ่ายค่าไฟ มาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น คนป่วยตอนนี้ต้องให้ยาวันนี้ ไม่ใช่รอให้ยาอีก 4-5 เดือน รองบประมาณปี 2570 มันไม่ทัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ฝ่ายค้านติดใจในประเด็นงบเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ไม่มีรายละเอียดชัดเจน เหมือนเป็นการตีเช็กเปล่า ช่วยนายทุนมากกว่าช่วยประชาชน นายเอกนิติ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่า ไม่ได้ช่วยนายทุน และที่บอกว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นการตีเช็กเปล่านั้น ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการตีเช็กเปล่าเลย พ.ร.ก.ทุกฉบับมีการเขียนกลไกอย่างชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรอง ตอนนี้คณะกรรมการกลั่นกรองประชุมอยู่ว่า จะมีกลไกอย่างไร ตนเน้นเรื่องของความโปร่งใส เพราะฉะนั้น จะให้เปิดเผยข้อมูลทุกอย่างว่า เราพิจารณาอะไรไป และการขอรายละเอียดของโครงการมา ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดสักโครงการหนึ่ง เราถึงให้กระทรวงต่างๆ หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการมา 1.โครงการต้องช่วยประชาชน เยียวยาประชาชน ต้องช่วยให้ตรงเป้า ตรงจุด 2.ไม่ได้แค่ช่วยอย่างเดียว หรือเยียวยาอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านได้ด้วย 

นายเอกนิติ กล่าวว่า 3.ต้องช่วยให้เขาปฏิรูป หลังวิกฤตต้องให้เขาฟื้นกลับมาได้ดียิ่งขึ้น ถึงมีโครงการเกี่ยวกับเรื่องพัฒนาทักษะแรงงานเข้ามาด้วย พร้อมกับการช่วยเหลือเขา โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่กำลังพิจารณาอยู่ตอนนี้ที่มีคำว่า พลัสเข้ามาด้วย เพราะหลังจากช่วยบรรเทาผลกระทบแล้ว เราจะพลัสด้วยการสอนทักษะต่างๆ ให้ด้วย ช่วยทำให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ขายของตามตลาดสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารออมสิน ธนาคารของรัฐได้ด้วยเช่นเดียวกัน จะทำให้ช่วยลดการกู้นอกระบบ นี่คือความตั้งใจ 4.จะเน้นเรื่องความโปร่งใส ตนอยากให้โครงการทุกอย่างมีความโปร่งใส และเปิดเผย และ5.ให้เอกชนมาร่วมนำเสนอได้ด้วย จะใช้ความโปร่งใสทำงานร่วมกับเอกชน ฉะนั้น จะมาบอกว่า ตีเช็กเปล่านั้น ไม่ใช่เลย โครงการทุกอย่างต้องโปร่งใส เป็นกระบวนการอนุมัติตามปกติ

เมื่อถามว่า เมื่อฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จะกระทบโครงการต่างๆ ที่จะออกมาหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของศาล แต่เราต้องยึดหลักว่า ตามกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลบังคับใช้เรียบร้อยแล้วหลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา 1 วัน ถือว่า มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา เราดำเนินการไปตามขั้นตอนปกติ ซึ่งเราต้องชี้แจงไป ตนคิดว่า วันนี้ พ.ร.ก.มีจุดประสงค์อย่างชัดเจนคือ ไม่ใช่แค่บรรเทาผลกระทบประชาชน แต่ช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายไม่ใช่แค่สั้นๆ แต่เป็นการช่วยระยะยาวด้วย ดังนั้น ยิงทีเดียวได้นกสองตัว คือ ช่วยบรรเทาผลกระทบและเปลี่ยนผ่านระยะยาวด้วย เพราะแค่เยียวยาอย่างเดียวไม่พอ นี่คือเหตุผลที่ตนมั่นใจในเรื่องการเปลี่ยนผ่าน หรือช่วงที่ช่วยเขาเปลี่ยนผ่าน มันมีความจำเป็น และต้องทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่รออีก 5 เดือน 

เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนี้ ศุภชัย-สารัชถ์ มาด้วย

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.45 น.

เปิดรายชื่อบิ๊กเนมกลุ่มธุรกิจ ร่วมหารือรัฐบาลพรุ่งนั้ “ศุภชัย-สารัชถ์” มาด้วย  เดินหน้าผนึกกำลังเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจ พลิกฟื้น เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าการจัดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เรื่องแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในวันศุกร์ที่ 15 พ.ค. 2569  ซึ่งรัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญเข้าร่วม 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่รับฟัง เข้าถึงง่าย และทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารระดับสูงของภาคธุรกิจสะท้อนปัญหา ข้อเสนอ และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้รัฐบาลนำไปประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบโจทย์ภาคเศรษฐกิจจริง

การหารือครั้งนี้เป็นพัฒนาการสำคัญต่อเนื่องจากแนวทางที่รัฐบาลประกาศไว้ในการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและเอกชนให้เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้กำกับดูแลกับผู้ประกอบการ โดยนายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อเสนอจากผู้นำภาคธุรกิจ ทั้งภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที รากฐานยุทธศาสตร์ในระยะ 4 ปี นโยบายหรือกฎระเบียบที่ควรยกเลิก ข้อความตรงถึงนายกรัฐมนตรี รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนขีดความสามารถของประเทศในช่วง 12 เดือนข้างหน้า

สำหรับผู้บริหารภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วม อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) 

นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)  นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป  นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

โฆษกฯกล่าวว่า หลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เวลา 19.00 น.  ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา ซึ่งนอกจากเป็นการรับรองภาคเอกชนแล้ว ยังเป็นโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพ ทักษะวิชาชีพ และความพร้อมของสถาบันการศึกษาไทยในการผลิตกำลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาคบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

น.ส.รัชดากล่าวว่า หลังเวทีครั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าหารือรายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเจาะลึกปัญหา ผลักดันมาตรการให้เกิดผลจริง และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข่งขันได้ โดยนายกรัฐมนตรียืนยันแนวทางการทำงานแบบเปิดกว้าง รับฟังเสียงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าถึงได้ และพร้อมทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และสร้างโอกาสใหม่ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ภราดร แย้ม ภท.เตรียมถกร่างแก้รัฐธรรมนูญ 19 พ.ค. แจงครม.ไม่ยืนยันร่างเดิม หวั่นตกวาระ 3 ซ้ำรอยเสียเวลา

ภราดร แย้ม ภท.เตรียมถกร่างแก้รัฐธรรมนูญ 19 พ.ค. แจงครม.ไม่ยืนยันร่างเดิม หวั่นตกวาระ 3 ซ้ำรอยเสียเวลา

ภราดร แย้ม ภท.เตรียมถกร่างแก้รัฐธรรมนูญ 19 พ.ค. แจงครม.ไม่ยืนยันร่างเดิม หวั่นตกวาระ 3 ซ้ำรอยเสียเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

“ภราดร” แย้ม ภท.เตรียมถกร่างแก้รธน.ให้ที่ประชุมพรรคเคาะ 19 พ.ค. ชงสภาฯตามผลประชามติ 21 ล้านเสียง แจง เหตุครม.ไม่ยืนยันร่างเดิมเพราะกลัวความขัดแย้งเดิมถูกตีตกวาระ 3 พาเสียเวลา 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 เวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี ฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับเสียงประชามติประชาชน 21 ล้านเสียงที่ให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังคณะรัฐมนตรี(ครม.)ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภาชุดที่ผ่านมาว่า ตนเคยแสดงความเห็นไปแล้ว มุมของรัฐบาลที่ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในรัฐสภา เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาฯที่ผ่านมาเป็นเหตุนำไปสู่การยุบสภาฯสมัยที่ผ่านมา

เนื่องจากเกิดความขัดแย้งเกี่ยวกับการตัดอำนาจ สว. 1ใน 3 ในการให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลยืนยันกลับไปก็คาดเดาว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในสภาฯคงไม่ต่างกับเหตุการณ์ก่อนยุบสภาฯและเชื่อว่าวาระ 3 ก็คงไม่สามารถโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ส่งผลให้เสียเวลา เนื่องจากจะไม่สามารถเสนอญัตติที่มีลักษณะเหมือนกันในสมัยประชุมเดียวกันได้ และทำให้เจตนารมณ์ของผู้ออกไปทำประชามติเสียไป และเมื่อมีสภาฯชุดใหม่จึงเป็นเหตุอันชอบธรรมที่สส.และพรรคการเมืองจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ พรรคภูมิใจไทยจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมพรรคในวันที่ 19 พ.ค. โดยขณะนี้ได้ร่างไว้แล้ว หากที่ประชุมพรรคเห็นด้วยก็จะลงชื่อสส.จำนวน 192 เสนอชื่อแก้ไขเพียงพรรคเดียวเนื่องจากเสียงเพียงพอในเงื่อนไขยื่นแก้ 1 ใน 5 ของสภาฯ ซึ่งเนื้อหาหลักๆที่ร่างไว้นั้นคือจะไม่นำปัญหาในร่างที่ผ่านมามาเขียนไว้ในร่างใหม่เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันและเดินไปได้ และกำหนดให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการคัดเลือกโดยกลไกรัฐสภาฯโดยให้ผู้สนใจสมัครเข้ามา 

อย่าเพิ่งแชร์ ข่าวต่อใบอนุญาตแรงงานกัมพูชา 2 แสนคน ยันยังไม่มีมติ เป็นเพียงข้อเสนอ

อย่าเพิ่งแชร์ ข่าวต่อใบอนุญาตแรงงานกัมพูชา 2 แสนคน ยันยังไม่มีมติ เป็นเพียงข้อเสนอ

อย่าเพิ่งแชร์ ข่าวต่อใบอนุญาตแรงงานกัมพูชา 2 แสนคน ยันยังไม่มีมติ เป็นเพียงข้อเสนอ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.23 น.

14 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าตามที่มีการแชร์ข้อมูลทางออนไลน์เกี่ยวกับการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบนั้น เป็นเพียงข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่สะท้อนความต้องการแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานนำไปพิจารณาอย่างรอบด้านและรอบคอบ ขอย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีการอนุญาตหรือมีมติใดๆในเรื่องดังกล่าว ตามที่มีการเผยแพร่ไป.

พบปลาหมอคางดำพัทยาแค่ชั่วคราว วัชระพล มั่นใจไม่กระทบนิเวศทางทะเล

พบปลาหมอคางดำพัทยาแค่ชั่วคราว วัชระพล มั่นใจไม่กระทบนิเวศทางทะเล

พบปลาหมอคางดำพัทยาแค่ชั่วคราว วัชระพล มั่นใจไม่กระทบนิเวศทางทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.50 น.

“วัชระพล ”ยอมรับกรมประมงรายงานพบปลาหมอคางดำบริเวณชายหาดพัทยาจริง บอกเป็นการกระจายตัวชั่วคราวตามกระแสน้ำจืดในช่วงฤดูฝน มั่นใจไม่กระทบระบบนิเวศทางทะเลและวิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่ง

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังสั่งการให้กรมประมงเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่มีประชาชนรายงานว่าพบปลาหมอคางดำบริเวณชายหาดพัทยา จังหวัดชลบุรีนั้น ว่ากรมประมงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ และพบว่าพบปลาหมอคางดำจริงในบริเวณดังกล่าว แต่ในส่วนที่สังคมมีความกังวลว่าการพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ดังกล่าวจะทำให้ ระบบนิเวศทางทะเล และวิถีชีวิตชาวประมงชายฝั่งจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหรือไม่นั้น ได้รับการยืนยันจากกรมประมงแล้วว่า สถานการณ์ยังสามารถควบคุมได้ 

วัชระพล

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างน้ำกร่อยกับน้ำเค็มซึ่งมีการพบปลาชนิดดังกล่าวในพื้นที่นั้นอยู่แล้ว แต่เนื่องด้วยในช่วงนี้มีฝนตกทำให้น้ำจืดไหลลงสู่ทะเล ที่อาจเป็นปัจจัยเอื้อต่อการกระจายตัวของปลา ประกอบกับโดยธรรมชาติของปลาหมอคางดำไม่สามารถดำรงชีวิตหรือแพร่พันธุ์ในน้ำเค็มจัดได้ ซึ่งจะเป็นการจำกัดบริเวณให้อยู่เพียงแหล่งน้ำเดิมหรือต้องกลับไปที่น้ำกร่อย จึงเชื่อว่าจะไม่มีการแพร่กระจายลงสู่ทะเลน้ำลึกตามที่สังคมมีความกังวล พร้อมยืนยันว่าปัจจุบันยังไม่พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเพิ่มเติมในพื้นที่อื่น โดยพบเพียงใน 17 จังหวัดตามที่กรมประมงเคยได้รายงานไปแล้วเท่านั้น

ส่วนแนวทางการจัดการปลาหมอคางดำ รัฐบาลยังคงมุ่งเน้นในการกำจัดควบคู่กับการใช้ประโยชน์โดยมีแนวทางในการส่งเสริมให้มีการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าและรายได้แก่ประชาชน  และยังคงมีมาตรการทางชีวภาพด้วยการส่งเสริมการเลี้ยงปลากระพงซึ่งเป็นปลานักล่าตามธรรมชาติที่จะช่วยกำจัดปลาหมอคางดำได้ ทั้งนี้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการดำเนินการผลักดันทุกมาตรการให้เกิดความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

กำจัดให้สิ้นซาก! นายกฯ เรียก บิ๊กต่าย-บิ๊กก้อง เข้าทำเนียบฯ จี้เร่งสางปัญหานอมินีสวมสิทธิ์ที่ดิน

กำจัดให้สิ้นซาก! นายกฯ เรียก บิ๊กต่าย-บิ๊กก้อง เข้าทำเนียบฯ จี้เร่งสางปัญหานอมินีสวมสิทธิ์ที่ดิน

กำจัดให้สิ้นซาก! นายกฯ เรียก บิ๊กต่าย-บิ๊กก้อง เข้าทำเนียบฯ จี้เร่งสางปัญหานอมินีสวมสิทธิ์ที่ดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.38 น.

นายกฯ เรียก บิ๊กต่าย-บิ๊กก้อง เข้าทำเนียบฯ จี้เร่งสางปัญหานอมินีสวมสิทธิ์ที่ดิน ขยายอิทธิพล กำชับจัดการให้สิ้นซาก

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)  และพล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผบ.ตร. เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้า โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์

ต่อมาเวลา 13.50 น.พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า นายกฯ ได้เรียกหน่วยงานมากำชับเรื่องการปราบปรามชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย ทั้งหาดฟรีด้อม จ.ภูเก็ต และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมสั่งการให้จัดการอย่างสิ้นซาก 

“นายกฯ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายในการจัดการและดูแลสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหาดฟรีด้อม และเกาะพะงัน ที่มีนอมินีต่างชาติ ซึ่งการทำงานจะนำโดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. รวมถึงทีมงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ช่วยกันปราบปรามอย่างจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำว่าจะต้องจัดการให้สิ้นซาก

เมื่อถามว่า ได้มีการหารือถึงมาตรการด้านวีซ่าด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า มีบ้าง เพราะถือเป็นนโยบายภาพใหญ่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งขณะนี้นายกรัฐมนตรี กำลังดำเนินการอยู่ โดยในรายละเอียด เป็นเรื่องที่ผบ.ตร.  และรองผบ.ตร. ได้มีการพูดคุยรายละเอียดกันอยู่ตลอด

โรม ขู่เอาผิด ม.157 รมว.ยุติธรรม ปมสางเครือข่ายสแกมเมอร์ ฮุ่ยวัน-ฮุน โต ไร้คืบหน้า

โรม ขู่เอาผิด ม.157 รมว.ยุติธรรม ปมสางเครือข่ายสแกมเมอร์ ฮุ่ยวัน-ฮุน โต ไร้คืบหน้า

โรม ขู่เอาผิด ม.157 รมว.ยุติธรรม ปมสางเครือข่ายสแกมเมอร์ ฮุ่ยวัน-ฮุน โต ไร้คืบหน้า

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

‘โรม’ ขู่เอาผิด ‘รมว.ยุติธรรม’ ละเว้นม.157 สางเครือข่าย ’ฮุ่ยวัน-ฮุน โต‘ โยงสแกมเมอร์-ฟอกเงิน ไร้คืบหน้า ด้าน ’รุทธพล‘ รับเจอข้อจำกัดไม่ได้รับร่วมมือจาก ’กัมพูชา‘ เผยเตรียมตั้งคกก.ปราบปรามเรื่องนี้
  
14พ.ค.2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามนายกรัฐมนตรี เรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ และการฟอกเงินของเครือข่ายบริษัทฮุ่ยวัน ซึ่งนายกฯ ได้มอบหมายพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นผู้มาตอบชี้แจง

รังสิมันต์ โรม

โดยนายรังสิมันต์ กล่าวว่า การฟอกเงินของบริษัท ฮุ่ยวัน เชื่อมโยงทุนเทาในกองทุนCAI อยากได้คำตอบความคืบหน้าคดีนายเบน สมิธที่ได้ออกหมายจับแล้ว มีการออกหมายแดงนำไปสืบต่อในอินเตอร์โพลหรือไม่ และจะขยายผลถึงนักการเมืองในประเทศไทยอย่างไร เพราะผ่านไป 9 เดือน ไม่มีความคืบหน้าขยายผลอายัดทรัพย์ การอ้างว่า นายฮุน โต หลานสมเด็จฮุนเซน เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทนี้ ได้ออกหมายจับดำเนินคดีหรือไม่ 

ด้าน รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า การดำเนินคดีเครือข่ายนายเบนสมิธ และฮุ่ยวัน เพย์ มีความเชื่อมโยงนายยิม เลียก เป็นเครือข่ายเดียวกัน การดำเนินคดีบริษัท ฮุ่ยวัน เป็นการดำเนินการของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) เบื้องต้นยึดทรัพย์กลุ่มผู้ต้องหา 46 ล้านบาท ได้ส่งฟ้องต่ออัยการแล้ว คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอาญา ข้อจำกัดคดีนี้คือกัมพูชาไม่ร่วมมือส่งข้อมูลผู้ถือหุ้นฮุ่ยวันที่ตั้งอยู่ที่กัมพูชาให้ปอท. จึงติดตามรายละเอียดไม่ได้เท่าที่ควร ส่วนนายฮุน โตที่เป็นผู้ถือหุ้นนั้น หลักฐานที่จะนำมาพูดในสภาฯได้ ต้องมีข้อมูลยืนยันรองรับได้ รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการปราบปรามเรื่องนี้ จะประสานงานหน่วยงานขอข้อมูลจากสมาชิกต่อไป 

รมว.ยุติธรรม

ทั้งนี้นายรังสิมันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เกรงว่า หากรัฐมนตรีทราบว่า นายฮุน โต เป็นผู้ถือหุ้นฮุ่ยวัน  แต่ไม่เอาผิด อาจเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากรัฐมนตรีรู้แต่ไม่ทำ ก็พร้อมเอาจริงเรื่องนี้แน่นอน

พิสูจน์ดีเอ็นเอ ปลากระป๋องไม่ตรงปก ณัฐชา ส่งแลป สวทช. ข้องใจเป็นปลานิลหรือไม่

พิสูจน์ดีเอ็นเอ ปลากระป๋องไม่ตรงปก ณัฐชา ส่งแลป สวทช. ข้องใจเป็นปลานิลหรือไม่

พิสูจน์ดีเอ็นเอ ปลากระป๋องไม่ตรงปก ณัฐชา ส่งแลป สวทช. ข้องใจเป็นปลานิลหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

‘ณัฐชา’ ส่งแลป สวทช. ตรวจปลากระป๋องไม่ตรงปกพิสูจน์ดีเอ็นเอหลังข้องใจเป็นปลานิลหรือไม่

เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบปลากระป๋อง ว่า ได้มีการส่งตัวอย่างปลากระป๋อง ที่เก็บมาจากท้องตลาด จำนวน 2 กระป๋อง 2 ยี่ห้อ ส่งไปตรวจทางห้องแลป ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อพิสูจน์สายพันธ์ปลาที่นำมาทำปลากระป๋องว่าเป็นปลานิล หรือปลาชนิดอื่น ซึ่งผลยังไม่ออก จริง ๆ มีการประสานไปยังแลปมหาวิทยาลัยเพื่อส่งตรวจด้วย แต่ได้รับแจ้งว่าไม่สามารถตรวจได้ เนื่องจากปลากระป๋องผ่านการต้มมาแล้ว อย่างไรก็ตาม หากผลการตรวจสอบจากแลป สวทช.ออกมาจะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้ง 

ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ก่อนหน้านี้ปรากฏว่ามีปลากระป๋องที่ใช้ใช้ปลาชนิดอื่นมาเป็นวัตถุดิบ แต่เขียนฉลากอาหารว่าผลิตจากปลาซาดีน หรือ หรือปลาแมคเคอเรล ซึ่งทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ถือว่าเข้าข่ายเป็นอาหารปลอม อย่างไรก็ตาม ต่อมามีการนำตัวอย่างไปตรวจสอบ ที่กรมประมง ผลการตรวจสอบรายงานว่าปลาที่นำมาเป็นวัตถุดิบนั้นคือปลานิล แต่ยังมีนักวิชาการบางส่วน รวมถึงนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ยังมีข้อสงสัยว่าเป็นปลานิลจริงหรือไม่ จึงได้เก็บตัวอย่างปลากระป๋อง และส่งตรวจในห้องแลป เป็นการตรวจสอบคู่ขนานอีกทางหนึ่ง.