นายชวน เขย่าสนาม กทม. หนุน หลานจุรินทร์เข้าสภาฯ ชูธง บ้านเมืองสุจริต ปลูกฝังคนรุ่นใหม่

นายชวน เขย่าสนาม กทม. หนุน หลานจุรินทร์เข้าสภาฯ ชูธง บ้านเมืองสุจริต ปลูกฝังคนรุ่นใหม่

นายชวน เขย่าสนาม กทม. หนุน หลานจุรินทร์เข้าสภาฯ ชูธง บ้านเมืองสุจริต ปลูกฝังคนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.15 น.

’ชวน‘เขย่าสนามกทม. หนุน ‘ภาณุพงศ์’หลานจุรินทร์เข้าสภาฯ ชูธง‘บ้านเมืองสุจริต’ลั่น ปชป.กลับมาแล้วหลังตกต่ำเป็นพรรคอะไหล่

21 มกราคม 2569 ที่เขตลาดพร้าว – บึงกุ่ม กทม.นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงผู้สมัคร กทม. นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฏ์ 
โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับ จำนวนมาก

นายชวน เปิดเผยว่า สาเหตุที่ตนลงพื้นที่ กทม. ในวันนี้ แม้จะมีกำหนดการเดินทางไปช่วยหาเสียงทั่วประเทศทั้งชลบุรี ระยอง ภาคอีสาน และภาคใต้ แต่ก็ต้องขอแบ่งเวลามาช่วยนายภาณุพงศ์ ผู้สมัครเบอร์ 8 เนื่องจากเคยเป็นผู้ช่วย สส. ของตนมาก่อน และเป็นหลานชายของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“เขตนี้ไม่ได้เป็นตัวเก็ง แต่ดีขึ้นเรื่อยๆ จึงขอร้องพี่น้องว่า นอกจากเลือกเบอร์ 27 ของพรรคแล้ว ก็กรุณาช่วยเบอร์เขตด้วย เขาเป็นคนมีความรู้พื้นฐานดีพอที่จะเป็นตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติได้ ที่สำคัญที่สุดคือเขามีความเชื่อมั่นในเรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งเป็นเรื่องที่บ้านเมืองเราต้องการมากที่สุดในขณะนี้” นายชวน กล่าว 

นายชวน กล่าวด้วยว่า โชคดีที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ นายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ย้อนไป 2 ปีที่แล้วพรรคตกต่ำที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคมาเพราะผู้บริหารพรรคชุดที่แล้ว จากพรรคที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นพรรคที่ดีที่สุดต้องกลายเป็นพรรคอะไหล่ พรรคเล็กๆ ซึ่งอยู่ในสถานะนั้น 2 ปีกว่าจนกระทั่งหลายคนทนไม่ไหวลาออกไป แต่ตนได้ประกาศว่า แม้จะเหลือคนเดียวตนก็ไม่ออกจะอยู่อยู่สู้ และเพราะตนยังอยู่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ถึงได้กลับมาแบบทุกวันนี้ ไม่ว่าจะได้กี่ที่นั่ง แต่วันนี้จะไม่เป็นพรรคอะไหล่ พรรคสำรอง  จะมี สส.กี่คน ก็ถือว่าเป็นพรรคหลักของบ้านเมือง และเป็นพรรคที่อยู่คู่บ้านคู่เมือง ยึดมั่นความถูกต้อง ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

“ผมก็หวังให้มีจำนวน สส.มากที่สุด แต่ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขอะไรก็ตาม ขอให้พรรคประชาธิปัตย์ได้กลับสู่พรรคที่มั่นคง ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตเหมือนเมื่อ 79 ปีที่แล้วที่ก่อตั้งมา”นายชวน กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ลั่นกลางเวทีโคราช พูดแล้วต้องทำ ประกาศยืนเคียงข้าง เกษตรกร-คนตัวเล็ก

ร.อ.ธรรมนัส ลั่นกลางเวทีโคราช พูดแล้วต้องทำ ประกาศยืนเคียงข้าง เกษตรกร-คนตัวเล็ก

ร.อ.ธรรมนัส ลั่นกลางเวทีโคราช พูดแล้วต้องทำ ประกาศยืนเคียงข้าง เกษตรกร-คนตัวเล็ก

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.07 น.

“ร.อ.ธรรมนัส”ลั่นกลางเวทีโคราช พูดแล้วต้องทำ ! ซัดทุนกดราคาอ้อย–มันสำปะหลัง กางแผนปฏิรูปที่ดิน แก้หนี้เกษตรกรทั้งระบบ ย้ำอโคราชคือประตูสู่อีสาน ถ้าคนฐานรากอยู่ไม่ได้ ประเทศก็ไม่รอด

เมื่อเวลา 18.30 น.พรรคกล้าธรรม จัดเวทีปราศรัย ที่โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด ตำบลด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีช่วยหาเสียงให้ นายมารุต ชุ่มขุนทด ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา เขต 15 เบอร์ 1 พรรคกล้าธรรม ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมรับฟังอย่างคึกคัก

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวโคราชที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมย้ำว่าโคราชเป็น ประตูสู่อีสาน หากเมืองนี้เข้มแข็ง มีความเจริญ การพัฒนาทั้งภาคอีสานก็จะเดินหน้าได้ พร้อมเปรียบเทียบว่าบ้านเมืองก็เหมือนบ้านคน หากรั้วมั่นคง บ้านย่อมอยู่ดีมีสุข แต่ถ้ารั้วพัง บ้านย่อมมีปัญหา เช่นเดียวกับการบริหารประเทศที่ต้องเริ่มแก้จากฐานราก จากนั้นได้กล่าวถึงปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ โดยเฉพาะข้อพิพาทระหว่างรัฐกับชาวบ้านในหลายอำเภอของโคราช ซึ่งประชาชนอยู่ในพื้นที่มานาน แต่กลับถูกดำเนินคดี

“ที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะที่ดิน ส.ป.ก. ต้องมีไว้เพื่อจัดสรรให้ผู้ไร้ที่ดินทำกินอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเครื่องมือเอื้อกลุ่มทุน ผมทำนโยบายการเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรสำเร็จมาแล้ว และจะเดินหน้าผลักดันต่อยอดสู่โฉนดครุฑสีแดง เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินของเกษตรกร”ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ร.อ.ธรรมนัส ยังกล่าวถึง ปัญหาภัยแล้งและน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ด่านขุนทด ซึ่งกระทบต่ออ้อย มันสำปะหลัง และข้าว โดยยืนยันว่าจะเร่งแก้ไขระบบชลประทานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่นโยบายสวยหรูที่ทำไม่ได้ พร้อมวิพากษ์นโยบายแจกเงินที่ไม่สร้างงานและไม่แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ในประเด็นราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะอ้อย ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ปีที่ผ่านมาเกษตรกรขายอ้อยได้ราวตันละ 1,300 บาท แต่ปีนี้ราคากลับลดลงเหลือเพียง 500–800 บาท ทั้งที่ราคาน้ำตาลในตลาดสูงขึ้น จึงตั้งคำถามถึงโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเปิดเผยว่า ได้เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวงอุตสาหกรรมเรียกโรงงานน้ำตาลทั้งระบบมาหารือ เพื่อหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน รวมถึงพิจารณาการกำหนดพื้นที่รับซื้อ ลดภาระค่าขนส่งของเกษตรกร และยืนยันว่ามาตรการเยียวยาไร่อ้อยยังต้องเดินหน้าต่อ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาราคามันสำปะหลังในโคราช ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของประเทศ โดยระบุว่าได้สั่งการให้ตรวจสอบการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้านที่อาจกระทบต่อราคาภายในประเทศ พร้อมย้ำว่าผลผลิตของเกษตรกรไทยต้องได้รับการคุ้มครอง ไม่ให้กลุ่มทุนร่ำรวยบนความเดือดร้อนของชาวบ้าน

ในช่วงท้าย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรและครู โดยยืนยันแนวคิดการตั้งกลไกกลางรับซื้อหนี้จากสถาบันการเงินในราคาที่เป็นธรรม แล้วนำมาปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ลดภาระดอกเบี้ยให้คนฐานราก พร้อมตั้งคำถามถึงระบบการเงินที่ปล่อยให้เกษตรกรเป็นหนี้สะสม ขณะที่กลุ่มทุนกลับได้ประโยชน์ พร้อมกันนี้ยังวิพากษ์โครงสร้างราคาพลังงาน ไฟฟ้า และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ราคาผลผลิตของชาวบ้านกลับถูกกดต่ำ ย้ำว่าหากพรรคกล้าธรรมได้รับโอกาส จะเดินหน้าปฏิรูปกระทรวงเกษตรและโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างจริงจัง

ก่อนปิดเวที ร.อ.ธรรมนัส ฝากถึงประชาชนว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ขอให้พี่น้องออกมาใช้สิทธิ์ เลือกผู้แทนที่ “พูดแล้วทำ” เพื่อให้โคราชและภาคอีสานเดินหน้าอย่างมั่นคง พร้อมย้ำว่า พรรคกล้าธรรมจะยืนอยู่ข้างเกษตรกรและคนตัวเล็กตลอดไป

ยศชนัน ขนทัพเพื่อไทยปลุกกระแสเลือกตั้ง วันแห่งความหวัง

ยศชนัน ขนทัพเพื่อไทยปลุกกระแสเลือกตั้ง วันแห่งความหวัง

ยศชนัน ขนทัพเพื่อไทยปลุกกระแสเลือกตั้ง วันแห่งความหวัง

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.05 น.

เมื่อวันที่ 21 มกราคม เวลา 19.40 น. พรรคเพื่อไทยยกทัพใหญ่เปิดเวทีปราศรัยหาเสียง ณ โรงเรียนพรเจริญวิทยา อ.พรเจริญ จ.บึงกาฬ มีประชาชนหลายพันคนเดินทางมาปักหลักรอรับฟังนโยบายและการปรากฏตัวของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เนืองแน่นเต็มพื้นที่ ให้การต้อนรับอบอุ่นและเสียงเชียร์สนั่น

นายยศชนัน เริ่มต้นการปราศรัยด้วยประกาศ “บึงกาฬแดงทั้งแผ่นดิน” และ “ขอเป็นคนบึงกาฬและอยากจะอยู่ที่นี่นานๆ เพราะสัมผัสได้ถึงหัวใจที่เชื่อมโยงกันของคนในพื้นที่และพรรคเพื่อไทย” และกล่าวว่า วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ไม่ใช่เพียงแค่วันเลือกตั้งทั่วไป แต่มันคือ “วันแห่งความหวังของพ่อแม่พี่น้องประชาชน” ซึ่งตนมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมที่จะนำเอาความไว้วางใจที่ได้รับมา “เปลี่ยนความฝันความหวังของพ่อแม่พี่น้องให้กลายเป็นความจริง” ให้จงได้

ยศชนัน

นายยศชนัน กล่าวถึงนโยบายเร่งด่วน ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาหนี้สินที่กัดกินชีวิตประชาชน โดยยืนยันว่าเรื่องหนี้สิน “ไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่พี่น้อง แต่จะเป็นความรับผิดชอบของผม” ที่จะต้องเข้ามาดูแลจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่หนี้เสีย หนี้ในระบบ ไปจนถึงหนี้นอกระบบที่สร้างความไม่ปลอดภัย โดยจะมีการปล่อยสินเชื่อภาครัฐเข้ามาช่วยเยียวยา พร้อมทั้งสานต่อการพักชำระหนี้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง 

และยังเสนอแนวคิดการบริหารจัดการต้นน้ำด้านอาหารด้วยการ “ประกันกำไร 30% ให้กับเกษตรกร” เพื่อให้คนทำงานหนักมีผลตอบแทนที่คุ้มค่า ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย ข้าวโพด โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีวันลืมรากหญ้าที่เป็นจุดกำเนิดของพรรคอย่างแน่นอน

ยศชนัน

ด้านปัญหายาเสพติด นายยศชนัน ประกาศพรรคเพื่อไทยพร้อมทำ “สงครามต่อกับยาเสพติด ไม่หมดไม่เลิก” โดยมีแผนสแกนทุกหมู่บ้านภายใน 3 เดือน เพื่อแยกผู้เสพออกมารักษาสร้างอาชีพในศูนย์บำบัด และส่งคืนลูกหลานที่สะอาดกลับสู่ครอบครัว ส่วนกลุ่มผู้ผลิตและผู้ค้าที่ทำลายอนาคตของชาติ ขู่ว่าหากใครหนีไปต่างประเทศจะ “ตามไปหาเอง” เพื่อกวาดล้างให้สิ้นซากและคืนความสงบสุขให้ชายแดนบึงกาฬอย่างถูกกฎหมาย

ด้านสาธารณสุขและการศึกษา นายยศชนัน นำเสนอ 30 บาทรักษาทุกโรค มาสู่ยุค “30 บาท AI” ให้คนบึงกาฬเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกับคนในเมืองใหญ่ ควบคู่ไปกับนโยบายการศึกษาที่ย้ำว่าเด็กบึงกาฬต้องได้เรียนในสิ่งที่ดีที่สุดและตรงตามความต้องการของตนเอง

ยศชนัน

ช่วงท้าย นายยศชนัน ฝากตัวแทนของพรรคทั้ง 3 เขต โดยย้ำว่า การจะเข้าไปทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศได้อย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องได้รับพลังสนับสนุนอย่างท่วมท้นทั้งจาก ส.ส. เขต และบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 เพื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปตลอดกาล

สำหรับการลงพื้นที่ภาคอีสานในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดการเดินสายปราศรัย 2 วัน 3 จังหวัด 6 เวที เริ่มต้นที่บึงกาฬ หนองคาย และจะไปสิ้นสุดภารกิจที่จังหวัดอุดรธานี โดยทางพรรคมีกำหนดการจะจัดเวทีปราศรัยปิดท้ายทริปนี้ในช่วงเย็นของวันพรุ่งนี้ (22 ม.ค.) ณ ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุดรธานี เพื่อประกาศยุทธศาสตร์โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

ยศชนัน

สำหรับ ผู้สมัคร สส. จ.บึงกาฬ 3 เขต ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรีภูมิพันธ์ บุญมาตุ่น ผู้สมัครเขต 1 เบอร์ 2, นางสาวมลฤดี จันทร์แดง ผู้สมัครเขต 2 เบอร์ 2 และนายนิพนธ์ คนขยัน ผู้สมัครเขต 3 เบอร์ 2 

ยศชนัน
ยศชนัน

ฉบับเต็มมาแล้ว! คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิน’ภูมิธรรม-ทวี’ ไม่ผิดคดีฮั้ว สว.

ฉบับเต็มมาแล้ว!  คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิน'ภูมิธรรม-ทวี' ไม่ผิดคดีฮั้ว สว.

ฉบับเต็มมาแล้ว! คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิน’ภูมิธรรม-ทวี’ ไม่ผิดคดีฮั้ว สว.

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

อ่านเต็ม!!ภูมิธรรม -ทวี”  รอด ศาลรัฐธรรมนูญชี้ยุ่งคดีฮั้วเลือกสว.ไม่พบพฤติการณ์ไม่ซื่อสัตย์ ฝ่าฝืนจริยธรรม ระบุ แค่ความสัมภาษณ์ความคืบหน้าคดี ไม่ได้แทรกแซงการทำงานของกกต.และกฎหมายให้อำนาจดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษได้

วันที่ 21 มกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา170 วรรคหนึ่ง(4)ประกอบมาตรา 160 (4 )และ(5)จากกรณีทั้งสองถูกร้องว่าใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการ ตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งจึงถือว่าทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม

โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคดีไว้วินิจฉัยรับคำร้องไว้พิจารณาตาม มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบที่วุฒิสมาชิกจำนวน 92 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1ใน10ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภาเข้าชื่อร้องต่อผู้ร้อง (ประธานวุฒิสภา) เพื่อขอให้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อ วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรี ตาม ม.160 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง และ พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (9) ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งรับคำร้องไว้วินิจฉัย สำหรับคำร้องขอให้ผู้ถูกร้องทั้ง2 หยุดปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบยังไม่เกิดเหตุกรณีอันควรสงสัยว่า มีกรณีอันเกิดเหตุตามที่ถูกร้อง ศาลจึงยังไม่สั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้ผู้ถูกร้องทั้งสองยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ต่อมา ผู้ร้องยื่นคำร้องและเอกสารเพิ่มเติมประกอบฉบับลงวันที่ 14 พ.ค.2568 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้งสองหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำสั่งวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังไม่เกิดเหตุอันควรสงสัยว่า กรณีตามที่ถูกร้องในชั้นนี้ยังไม่สามารถสั่งให้ผู้ถูกร้องที่ 1 หยุดการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนผู้ถูกร้องที่ 2 ดำรงตำแหน่งหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีอำนาจและหน้าที่ในการสั่งให้ปฏิบัติการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการกระทรวงยุติธรรม อันรวมไปถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ข้อเท็จจริงตามคำร้องเพิ่มเติมและเอกสารประกอบ อันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องที่ 2 มีกรณีตามที่ถูกร้อง จึงให้ผู้ถูกร้องที่ 2 หยุดการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เฉพาะในฐานะผู้กำกับดูแลกรมสอบสวนคดีพิเศษ และรองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ ตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2568 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย

ขณะที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 17/2568 ลงวันที่ 29 ส.ค.2568 เป็นผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 ก.ย. 2568 และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ ตามประกาศเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2568 โดยผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีอีก ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองจึงสิ้นสุดลงแล้ว แต่เหตุดังกล่าวเป็นคนละเหตุกับเหตุตามคำร้องนี้ ซึ่งเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ( 5 )

หากนำเหตุความเป็นรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 168 (1) วรรคหนึ่ง มาใช้เพื่อพิจารณาจำหน่ายคดีย่อมมีผลทำให้ผู้ถูกร้องไม่ต้องถูกตรวจสอบคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามความเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา160 (4) และ(5) ในขณะที่การขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามดังกล่าว ทำให้ผู้ถูกร้องไม่อาจดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไปตลอดชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกป้องกันตรวจสอบและขจัดการทุจริตประฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรมจริยธรรมและธรรมมาภิบาลเข้ามามีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ จึงมีบทบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อนในลักษณะที่มีความเข้มงวดมากกว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไว้สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5) ก็เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความโปร่งใสแก่สังคม อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่วางกลไกป้องกันตรวจสอบ และขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบอันเข้มงวดเอาไว้ 

นอกจากนี้ กรณีคำร้องนี้มีประเด็นปัญหาการทับซ้อนระหว่างอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา กับอำนาจและหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญาในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ปัญหาการพิจารณาขอบเขตการใช้อำนาจของแต่ละองค์กร ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจของผู้ถูกร้องทั้งสองในฐานะฝ่ายบริหารเข้าแทรกแซงการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ รวมไปถึงข้อกล่าวหาว่า เป็นการใช้อำนาจอันมิชอบในทางการเมืองของรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารกระทำต่อสมาชิกวุฒิสภาในฐานะองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ปัญหาการทับซ้อนของอำนาจตามกฎหมาย และปัญหาขอบเขตอันชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นปัญหาอันละเอียดอ่อน ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการบังคับใช้กฎหมายที่เที่ยงธรรม ดังนั้นด้วยเหตุดังกล่าวจึงพิจารณาคดีต่อไป ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 51  

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจงข้อกล่าวหาเพิ่มเติม คำชี้แจงและเอกสารของบุคคลและหน่วยงาน พยานบุคคลที่บันทึกถ้อยคำ บันทึกการไต่สวนพยานบุคคล คำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่กรณีและเอกสารประกอบ แล้ว มีประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) หรือไม่ ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีผู้ถูกร้องทั้งสอง กล่าวอ้างว่า การเสนอคำร้องในคดีนี้ของผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากผู้เข้าชื่อเสนอคำร้องต่อผู้ร้อง(ประธานวุฒิสภา) ในคดีนี้ เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษกำลังดำเนินการสอบสวนนั้น เห็นว่า ในคดีทางกฏหมายมหาชนการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาว่า การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตในกรณีนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้ร้องเท่านั้น หรือเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย กรณีที่ศาลเห็นว่า เป็นเรื่องผลประโยชน์ของผู้ร้องเท่านั้น ศาลย่อมมีดุลพินิจที่จะไม่พิจารณาในประเด็นหลักแห่งคดีได้ แต่ถ้าหากเรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์เฉพาะของผู้ร้องแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนรวมด้วย กรณีเช่นนี้ศาลย่อมจะมีดุลพินิจพิจารณาในประเด็นหลักแห่งคดีนี้ต่อไปได้ ดังนั้น เมื่อคำร้องคดีนี้มีประเด็นหลักแห่งคดี ในกรณีที่กล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองดำเนินการให้คณะกรรมการคดีคดีพิเศษมีมติชี้ขาดว่า ความผิดฐานฟอกเงินที่เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 นั้น เป็นคดีพิเศษตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเษ พ.ศ.2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) เป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจ และมีพฤติกรรมที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตราฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่ กรณีนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สังคมโดยรวม ศาลย่อมมีดุลพินิจพิจารณาประเด็นนี้ต่อไปได้ ดังนั้นการใช้สิทธิของผู้ร้องในกรณีนี้ มีสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอคำร้องจำนวน 92 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าจำนวน 1ใน10ของสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่ เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง ประธานวุฒิสภาจึงส่งคำร้องดังกล่าวมาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กรณีนี้จึงถือได้ว่า การใช้สิทธิของผู้ร้องเป็นไปโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ และศาลย่อมมีอำนาจหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ต่อไป

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี โดยมาตรา 160 บัญญัติว่า รัฐมนตรีตาม (4) ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (5) ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ(4) ขาดคุณสมบัติหรือมีคุณสมบัติต้องห้ามตาม มาตรา 160 บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมรณ์ ที่กำหนดบทบัญญัติจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐ หรืออำนาจทางการเมืองที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวางทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตของปัจเจกชน ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากประชาชน และในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะต้องถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องส่วนตัว และความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ทุกแง่มุม ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งด้วย รัฐธรรมนูญยังปรากฎเจตนารมณ์ตามคำปรารภว่า มีการวางกลไกป้องกันตรวจสอบและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบที่เข้มงวด เด็ดขาด เพื่อมิให้ผู้บริหารที่ปราศจากคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล เข้ามามีอำนาจปกครองบ้านเมือง ใช้อำนาจตามอำเภอใจ จึงบัญญัติคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมก่อนๆ ในลักษณะที่เข้มงวดมากกว่าบุคคลที่ใช้สิทธิรับสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 ซึ่งต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยเพิ่มเติมทั้งในส่วนที่กำหนดว่า ต้องมีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์ และไม่มัพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) รวมทั้งต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้ต้องติดคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สิ้นสุด หรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่ในความผิดอันกระทำโดยประมาทความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท และต้องไม่เป็นผู้เคยต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุกระทำการต้องห้ามตามมาตรา 186 และ มาตร 187 มาแล้วยังไม่ถึง 2ปีนับถึงวันแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (7) และ (8)

คำปรารภและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ เห็นเจตนารมรณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติสูงกว่าบุคคลที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นการวางมาตรฐานหรือยกระดับคุณสมบัติของรัฐมนตรีให้สูงขึ้น เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นส่วนประกอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งนี้ตามบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 วรรคหนึ่ง ข้อปฏิบัติหลักเกณฑ์และมาตรฐานที่ถูกต้อง และเป็นที่ยอมรับในสังคม เป็นเรื่องในสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ซึ่งเป็นสำนึกความรับผิดชอบส่วนบุคคลที่อยู่บทบาท ฐานะ หรือตำแหน่งต่างๆ จะยึดถือปฏิบัติ

รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)และ (5) จึงกำหนดกรอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ และหลักเกณฑ์ทั้งสองประการจำเป็นต้องพิจารณาให้สอดรับกัน ในส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) บัญญัติให้รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ โดยคำว่า “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้น คำว่า “ซื่อสัตย์” หมายความว่า ประพฤติตรง จริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง ส่วนคำว่า “สุจริต” หมายความว่า ความรับผิดชอบโดยความซื่อสัตย์นี้ เป็นคุณธรรมขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของความยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม ทั้งนี้การมีความ “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” ย่อมหมายถึง แต่เพียงว่า รัฐมนตรีย่อมต้องไม่มีพฤติกรรมที่บกพร่องจากมาตรฐาน หรือขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีสิ่งบ่งชี้ถึงความประพฤติไม่สุจริต บิดเบือน เพื่อให้ตัวเองสมประโยชน์ของส่วนรวมหรือของคนอื่นโดยมิชอบ แต่ไม่ถึงต้องแสดงให้ปรากฏว่า บุคคลนั้นประพฤติดีงามอย่างชัดเจนอย่างไร เพียงแต่ต้องไม่ประพฤติตนให้ขัดแย้งกับสิ่งที่สังคมคาดหวังอย่างชัดเจน โดยในที่นี้จึงหมายถึง พฤติกรรมที่ปรากฏในทางมิชอบ หรือไม่สอดคล้องกับภารกิจหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นส่วนรวม

ส่วนกรณีที่ต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5 )นั้นเป็นกรณีเฉพาะเจาะจงที่กำหนดไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรมซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและ

องค์กรอิสระร่วมการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้างานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระและเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้วให้ใช้บังคับได้ ทั้งนี้มาตรฐานการจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติและต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง วรรคสอง บัญญัติว่าในการจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยและเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  สมาชิกวุฒิสภาและคณะรัฐมนตรีด้วย  แต่ไม่ห้สมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาหรือคณะรัฐมนตรีที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มขึ้นให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระรวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระพ.ศ 2561 ข้อ 3 วรรคสอง กำหนดว่ามาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้ใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 219 วรรคสอง ด้วย คือหมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ข้อ 5 กำหนดว่าต้องยึดมั่นและดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยข้อ 6 กำหนดว่าต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มหากษัตริย์เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย  เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน  ข้อ 7 กำหนดว่าต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน ข้อ 8 กำหนดว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

สำหรับหมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลักข้อ 11 กำหนดว่าไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม ข้อ 12 กำหนดว่ายึดมั่นหลักนิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อ 13 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรมเป็นอิสระ เป็นกลางและปราศจากอคติโดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคมหรือแรงกดดัน โดยมิชอบด้วยกฎหมายโดยคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งนี้ตามความเหมาะสมแก่สภาพ สถานภาพ ข้อ 14 กำหนดว่า รักษาไว้ซึ่งความลับในการประชุม การพิจารณาวินิจฉัย รวมทั้งเคารพต่อมติของที่ประชุมฝ่ายข้างมากและเหตุผลของทุกฝ่ายอย่างเคร่งครัด ข้อ 16 กำหนดว่าไม่ให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอก หรือแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่อสื่อ  สื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือความเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร ข้อ17 กำหนดว่าไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง  หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป ข้อ 21 กำหนดว่าปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถและยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมายระเบียบแบบแผนทางราชการโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ข้อ 25 กำหนดว่ารักษาความลับของทางราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของราชการ  ข้อ 26 กำหนดว่าปฏิบัติกำกับดูแลหรือบังคับบัญชาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลการงบประมาณและการดำเนินการอื่นให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบและระบบคุณธรรมรวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความสามัคคีในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม  หมวด 4การฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมข้อ 27 วรรคหนึ่งกำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง วรรคสอง กำหนดว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่  ให้พิจารณาถึงพฤติการณ์ของการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ เจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น  

หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 วรรคหนึ่ง(2)(3) ประกอบพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 มาตรา 41 และมาตรา 42 โดยกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่และอำนาจ ควบคุม ดูแลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม  มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนได้ตามที่จำเป็นหรือที่เห็นสมควรและเมื่อผลการสืบสวนหรือไต่สวน หรือเมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้มีอำนาจสั่งระงับยับยั้ง แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลิกสมาชิกวุฒิสภาและสั่งให้ดำเนินการเลือกสมาชิกสภาใหม่ในหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยหรือทุกหน่วย  และหากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีผู้กระทำการตามที่มีการสืบสวนหรือไต่สวนให้สั่งให้ดำเนินคดีโดยเร็ว หรือในกรณีจำเป็นจะสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้กระทำการดังกล่าวไว้ในการชั่วคราวก็ได้ ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 มาตรา 49 กำหนดว่าเมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าหน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองไว้พิจารณาและกรรมการเห็นว่าเป็นการสมควรที่คณะกรรมการการดำเนินการเองตามพระบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานสอบสวนนั้นโอนเรื่องหรือส่งสำนวนการสอบสวนเกี่ยวกับการกระทำความผิดนั้นไปให้คณะกรรมการเพื่อดำเนินการต่อไปในกรณีเช่นนี้ให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวนโอนเรื่องหรือส่งสำนวนการสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองไปให้คณะกรรมการภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งดังกล่าว

นอกจากนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาวุฒิพ.ศ 2561 มาตรา 77 กำหนดให้ผู้ใด จัด ทำ ให้  เสนอให้ สัญญาว่าจะให้  หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดทำการแนะนำตัวด้วยการจัดให้มีมหรสพ  หรือการรื่นเริงต่างๆ เลี้ยงหรือ รับจะจัดเลี้ยง ผู้ใดหลอกลวงบังคับขู่เข็ญใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้สมัครใด เพื่อจูงใจให้ผู้อื่นสมัครเข้ารับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือถอนการสมัคร หรือกระทำใดๆอันไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ผู้นั้นหมดสิทธิ์ที่จะเลือกหรือได้รับเลือก หรือเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิ์เลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใดต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่20,000 บาทถึง 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี  โดยความผิดกรณีจัดทำให้เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจะเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใดให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและให้คณะกรรมการฯมีอำนาจส่งเรื่องให้สำนักงานป้องกันปราบปรามการฟอกเงินดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจได้

กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นส่วนราชการระดับกรมมีภารกิจการดำเนินงานเกี่ยวกับการป้องกัน การปราบปรามการสืบสวนและการสอบสวนคดีพิเศษที่ต้องดำเนินการสืบสวนและสอบสวนให้โดยใช้วิธีการพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  มีพนักงานสอบสวนคดีพิเศษซึ่งมีอำนาจสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษและเป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากฎหมายดังกล่าว กำหนดให้มีคณะกรรมการคดีพิเศษหรือโดยเรียกย่อว่ากพค.เป็นคณะกรรมการที่จัดขึ้นตามมาตรา 5 ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งจำนวน 12 คนและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวน 9 คน ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านเศรษฐศาสตร์ การเงิน การธนาคารเทคโนโลยีสารสนเทศ และกฎหมายและมีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นกรรมการและเลขานุการมีหน้าที่และอำนาจกำกับสนับสนุนการดำเนินงานคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 ทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหน้าสอบสวนคดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 21 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่ (1)ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ซึ่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจอนุมัติรับเป็นคดีพิเศษ ประกอบไปด้วยคดีความผิดทางอาญาตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในบัญชีขายพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 และที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยการเสนอแนะของกพค.คดีความผิดทางอาญาดังกล่าวต้องมีลักษณะตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1) (ก) (ข) (ค)( ง) แลั(จ) กล่าวคือเป็นคดีความผิดทางอาญาที่มีความซับซ้อนจำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ คดีความผิดทางอาญาที่มีหรืออาจมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนความมั่นคงของประเทศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือระบบเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ  คดีความผิดทางอาญาที่มีลักษณะเป็นการกระทำความผิดข้ามชาติที่สำคัญหรือเป็นการกระทำขององค์กรอาชญากรรม คดีความผิดทางอาญาที่มีผู้ทรงอิทธิพลที่สำคัญเป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน หรือคดีความผิดทางอาญาที่มีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ซึ่งไม่ใช่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือเจ้าหน้าที่คดีพิเศษเป็นผู้ต้องสงสัย เมื่อมีหลักฐานอันสมควรว่าน่าจะได้กระทำความผิดอาญาหรือเป็นผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องหา 

อีกทั้งต้องมีรายละเอียดของลักษณะการกระทำความผิดตามที่กพค.กำหนด ปัจจุบันคือประกาศกพค.ฉบับที่ 8 พ.ศ 2565 เรื่องกำหนดรายละเอียดลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1)แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 และประกาศกพค.ฉบับที่ 9 พ.ศ 2566 เรื่องการกำหนดรายละเอียดลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1)แห่งการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 โดยในบัญชีท้ายประกาศก.พฉบับที่ 8 พ.ศ 2565 ดังกล่าวข้อ 7กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดในคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินว่า คดีความผิดที่มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 60 และมาตรา 61 และที่แก้ไขเพิ่มเติมที่มีความผิดฐานมูลฐาน เป็นคดีพิเศษซึ่งอยู่ในอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือคดีความผิดมูลฐานที่เป็นคดีอาญาอื่น ที่มีมูลน่าเชื่อว่ามีทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่มีมูลค่าตั้งแต่ 300 ล้านบาทขึ้นไปและ(2)คดีพิเศษตามมาตรา 21วรรคหนึ่ง(2)  ซึ่งเป็นคดีความผิดทางอาญาอื่นนอกจากคดีความผิดทางอาญาตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง(1)ตามที่กพค.มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่  และปัจจุบันกพค.

ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาคดีพิเศษตามประกาศกพค.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้กพค.มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษพ.ศ 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรก็ตามในกรณีที่มีข้อโต้แย้งหรือข้อสงสัยว่าการกระทำความผิดใดเป็นคดีพิเศษตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง(1)หรือไม่ให้ก.พ.คเป็นผู้ชี้ขาดตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 21 วรรคห้า 

การดำเนินการสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภานั้นรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้อย่างชัดแจ้งเพื่อให้องค์กรที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางเข้ามารับผิดชอบโดยปราศจากจากการแทรกแซงของอำนาจทางการเมืองอำนาจทางปกครองเพื่อให้การเลือกวุฒิสภาเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม ในการนี้รัฐธรรมนูญจึงกำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ทั้งในรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอันมีลำดับศักดิ์สูงกว่าพระราชบัญญัติการใช้อำนาจตามพระบัญญัติจึงต้องไม่ขีดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ 2561 บัญญัติเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะให้เป็นอำนาจขององค์กรใด ทั้งยังไม่มีบทบัญญัติให้นำพระราชบัญญัติทั่วไปมาใช้บังคับจึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 กฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ร่วมมีสถานะที่สูงกว่ากฎหมายไว้ด้วยการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 จึงไม่อาจตีความหรือใช้กฎหมายการสอบสวนคดีพิเศษให้ขัดต่อกฎหมายที่มีสถานะสูงกว่าเช่นรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้  การที่หน่วยงานใดในฝ่ายบริหารดำเนินการเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภารายใดว่าไม่เป็นโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมไว้พิจารณาอาจจะถูกโต้แย้งว่าเกินขอบอำนาจอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยเจตนารมณ์และบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือเป็นการใช้อำนาจฝ่ายบริหารแทรกแซงทางการเมืองขององค์กรอิสระ อีกทั้งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 224(2)(3)  ที่กำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อให้การควบคุมดูแลการเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งเป็นโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสองร่วมกันพิจารณาและมีมติให้กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กระทำผิดเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2567 เป็นคดีพิเศษ ถือว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมในการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) โดยผู้ถูกร้องทั้งสองใช้อำนาจสั่งการกรมสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการคดีพิเศษในการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและมีมติรับไว้เป็นคดีพิเศษ เพื่อเป็นเครื่องมือแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งในการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สมคบกันกระทำความผิดด้วยการวางแผนร่วมกันใช้อำนาจสอบสวนโดยไม่ชอบเพื่อกลั่นแกล้ง แทรกแซง กดดัน ข่มขู่และครอบงำ และละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของสมาชิกวุฒิสภา  

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏภายหลังการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2567 และระดับประเทศเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2567 มีผู้ยื่นเรื่องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่าหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของพล.ต.ต.อนุชา จารยะพันธุ์ กรณีจัดการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานีลงวันที่ 18 มิ.ย. 2567 และลงวันที่ 24 มิ.ย.2567 มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงด้วยลายมือให้นำส่งสำเนาและหนังสือดังกล่าวให้แก่ผู้ถูกร้องที่ 2 โดยตรง เอกสารหมาย ถ 10/3 ประกอบกับแต่บันทึกข้อความของกองกิจการอำนวยความยุติธรรม ฉบับลงวันที่ 14 ส.ค. 2567 ให้เสนอกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เสนอขออนุมัติสืบสวนตามมาตรา 23/1 วรรคสอง เอกสารหมาย ส33/1 ปรากฏข้อความทำนองว่า สำนักงานรัฐมนตรีกลุ่มงานสนับสนุนวิชาการมีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 มิ.ย. 2567 ส่งเรื่องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม โดยพล.ต.ต.อนุชา ฉบับวันที่ 18 มิ.ย.2567และฉบับตรงวันที่ 24 มิ.ย.2567  

กรณีการคัดเลือกวุฒิสภาจังหวัดปทุมธานีเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2567 เพื่อให้กรมสอบสวนที่พิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงและแจ้งผลการตรวจสอบให้ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทราบเพื่อประกอบการพิจารณาตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมต่อไปกรณีดังกล่าวเป็นการบ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการการแทรกแซงในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เห็นว่าเมื่อพิจารณาเนื้อหาของหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของพล.ต.ต.อนุชา ฉบับลงที่ 18 มิ.ย. 2567 ดังกล่าวปรากฏว่าเป็นหนังสือที่ผู้ถูกร้องเรียนเสนอต่อหลายหน่วยงานรวมถึงกระทรวงยุติธรรมและผู้ร้องเรียนได้แก้ไขข้อความเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพร้อมทั้งลงนามกำกับรับรองการแก้ไขผู้ร้องเรียนขอให้กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดและผู้ถูกร้องที่ 2 สั่งการในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าวว่า มอบที่ปรึกษาพิจารณาส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2567 ซึ่งหมายถึงการมอบหมายที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในการดำเนินการดังกล่าว ขณะที่หนังสือร้องเรียนและผู้ถูกร้องที่ 2 พิจารณาหนังสือดังกล่าวเป็นวันก่อนวันเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ ในวันที่ 26 มิ.ย.2567 ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 2 มิอาจทราบได้ว่าผลการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร บุคคลใดจะได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา และเนื้อหาเรื่องร้องเรียนเป็นกรณีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัดของจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ร้องเรียนขอให้กระทรวงยุติธรรมโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบเรื่องเส้นทางการเงิน อันเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเสนอเรื่องร้องเรียนต่อหน่วยงานของรัฐโดยมิได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการขอให้รับเป็นคดีพิเศษในข้อหาอั้งยี่หรือฟอกเงินแต่อย่างใด เมื่อผู้ถูกรางวัลที่ 2 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้รับเรื่องร้องขอความเป็นธรรมจึงมอบหมายให้กับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาในการดำเนินการส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อเท็จจริงถ้อยคำตามหนังสือสำนักงานรัฐมนตรี กลุ่มงานสนับสนุนวิชาการฉบับลงวันที่ 25 มิ.ย 2567

ซึ่งปรากฏคำว่าข้อสั่งการเป็นข้อความที่นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้จัดทำขึ้นเองตามรูปแบบและวิธีการปฏิบัติงานปกติของตน กรณีมีประชาชนร้องขอความธรรมต่อกระทรวงยุติธรรมมิใช่ข้อความที่ระบุโดยผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารประกอบคำแถลงการณ์ปิดคดีของผู้ถูกร้องที่ 2 กรณีนายสมบูรณ์ ทำบันทึกข้อความโดยมีข้อความทำนองว่าตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในคดีอื่นๆมาโดยตลอดไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการร้องดำเนินคดีสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น อีกทางบันทึกข้อความที่ผู้ร้องกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ได้มีข้อความสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำการสืบสวนสอบสวนแต่อย่างใดเพียงแต่แจ้งให้กรมสอบสวนสิทธิพิเศษดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของผู้ร้องเรียนตามระเบียบของราชการเท่านั้น ประกอบกับไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 สมคบกับผู้ยื่นหนังสือร้องเรียนฉบับต่างๆข้างต้นในการเสนอเรื่องต่อกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่อาจบ่งชี้ได้ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการสั่งการเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนสิทธิพิเศษเป็นเครื่องมือ

ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องเรียนทั้ง 3 ราย เมื่อวันที่ 3 ก.ย.2568 คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนไต่สวนและดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ประชุมกำหนดแนวทางการแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยอนุกรรมการในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้แจ้งต่อคณะอนุกรรมการว่าได้มีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้ตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่มีกระบวนการและพฤติการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อันอาจเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 และประมวลกฎหมายอาญาจำนวน 3 คำร้อง และต่อมาเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2567 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้อนุมัติให้กองกิจการอำนวยความยุติธรรมทำการสืบสวนกรณีการร้องเรียนการกระทำความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนสิทธิพิเศษ 2547 และแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 23/1 วรรคสอง เพื่อให้มีข้อเท็จจริงเบื้องต้นเพียงพอในการเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้คดีอาญาใดเป็นสิทธิพิเศษ พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กรณีอนุมัติให้มีการสืบสวนดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยกองกิจการอำนวยความยุติธรรมศึกษาพฤติการณ์และลักษณะการทำความผิดที่เป็นคดีอาญาแล้ว เห็นว่ามีพฤติการณ์ที่อาจเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมายหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. 2561 มาตรา 76 มาตรา 77 และมาตร 81 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 209 ประกอบมาตรา 83 มาตรา 84 และมาตรา 86 และอาจเข้าลักษณะมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) (ก,ข,ง) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ตามประกาศกคพ. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการร้องขอและเสนอให้กคพ.มีมติให้คดีอาญาใดเป็นคดีพิเศษพ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและระเบียบกคพ. ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญา เพื่อเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติเป็นคดีพิเศษ 2551 ซึ่งเกี่ยวพันกับคดีความผิดทางอาญาอื่น นอกจากคดีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) ที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีอำนาจอนุมัติรับเป็นคดีพิเศษได้ เนื่องจากจะต้องเป็นคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ในการรับเป็นคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนสิทธิพิเศษจึงเห็นสมควรให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษแสวงหาพยานหลักฐานเบื้องต้นเพื่อนำเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ

ข้อเท็จจริงดังกล่าวสอดคล้องกับความคิดเห็นของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษฉบับลงวันที่ 30 พ.ค. 2568 เอกสารหมายส. 5/13 ที่ชี้แจ้งว่าหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคำร้องจากผู้ร้องจำนวน 3 ราย กรมสอบสวนคดีพิเศษศึกษาพฤติการณ์และลักษณะการกระทำความผิดที่เป็นคดีความผิดอาญา ประกอบกับปรึกษาหรือกับผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วที่ปรึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผลปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่สามารถสอบสวนคดีอาญาอื่นได้ ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ก.ย.2567 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ อนุมัติให้ทำการสืบสวนกรณีตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 มาตรา 23/1 วรรคสอง อย่างไรก็ดีภายหลังจากการอนุมัติให้มีการสืบสวน อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับลงวันที่ 25 ก.ย.2567 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอกสารหมาย ส34 แจ้งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบเป็นการอนุมัติให้มีการสืบสวนกรณีที่มีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมทั้ง 3 รายดังกล่าว เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ทราบตามในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริง หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่าพูดถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจสืบสวนกรณีดังกล่าว เพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ภายหลังที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 25 ก.ย.2567 ไม่ปรากฏว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้เรียก หรือสั่งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่งเรื่องกรณีมีผู้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมจำนวน 3 เรื่อง มายังคณะกรรมการการเลือกตั้ง จนกระทั่งวันที่ 22 ม.ค.2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เอกสารหมาย ส. 42 แจ้งว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเกี่ยวกับกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเรื่องไว้สืบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนต่อการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับคำร้องแต่ละคำร้องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับไว้ดำเนินการ

รวมทั้งความคืบหน้าว่าได้ดำเนินการอยู่ในขั้นตอนใด เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2568 กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งเอกสารส. 35 แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 แม้ว่าหนังสือฉบับดังกล่าวจะระบุเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 ยังอยู่ระหว่างการสืบสวน และกรมสอบสวนคดีพิเศษประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวนต่อไปเนื่องจากจำเป็นต้องใช้วิธีการรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ เอกสารหมายส 35 แต่หนังสือฉบับดังกล่าวปรากฏข้อความชัดเจนสรุปได้ว่า เนื่องจากกรณีจำเป็นต้องใช้วิธีการรวบรวมหลักฐานเป็นพิเศษประกอบกับการกระทำความผิดทางอาญาดังกล่าว กระทำต่อบทกฎหมายอื่น นอกจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 ที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจโดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงประสงค์จะรับดำเนินการสอบสวนในส่วนที่พบการกระทำความผิดทางอาญาไว้ดำเนินการ พร้อมทั้งขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาว่า มีความผิดทางอาญาใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะรับไว้ดำเนินการสอบสวนเอง และความผิดทางอาญาใดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประสงค์จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้ดำเนินการสอบสวน หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งจะรับดำเนินการสอบสวนเองในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหา และทุกฉบับกฎหมาย หรือประสงค์จะให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนในการกระทำความผิดทางอาญาทุกข้อกล่าวหาและทุกฉบับกฎหมาย ข้อความดังกล่าวบ่งชี้ว่านอกจากกรมสอบสวนคดีพิเศษจะจำกัดกรอบอำนาจตนเองที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบกรณีที่เป็นความผิดทางอาญาเท่านั้น ไม่รวมถึงความผิดอื่นๆตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ในส่วนของความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย เกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง กรมสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อให้พิจารณาว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้ดำเนินการเองทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนหรือไม่ เพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองกำหนดไว้ 

นอกจากนี้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ แจ้งขอรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา อีกทั้งภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือฉบับดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ก.พ.2568 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เอกสารหมายส 43 แจ้งว่ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการสืบสวนขั้นต้น เรื่องดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ จึงยังไม่ได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 49 กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานอื่นใดที่บ่งชี้ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อำนาจในการแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่อย่างใด 

ภายหลังที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ก.พ.2568 คณะกรรมการคดีพิเศษ ได้มีการประชุมครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2568 โดยในส่วนของการกำหนดระเบียบวาระการประชุมดังกล่าวนั้น เมื่อพิจารณาตามระเบียบกรมสอบสวนคดีพิเศษว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการเสนอเรื่อง ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ 2567 ข้อ 6 ประกอบข้อ 19 กำหนดให้กองบริหารคดีพิเศษในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ รวบรวมเรื่องที่จะเสนอต่อคณะกรรมการคดีพิเศษ ที่ผ่านเลขานุการคณะกรรมการปฏิพิเศษตรวจเรื่องตามหมวด 6 แล้ว และจัดทำบันทึกความเห็นเสนออธิบดีเพื่ออนุมัติระเบียบวาระการประชุม โดยกรณีที่เรื่องใดอธิบดีไม่อนุมัติ ให้บรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุมให้แจ้งคำสั่งไม่อนุมัติ พร้อมส่งเรื่องคืนเจ้าของเรื่องในขณะที่ประธานกรรมการคดีพิเศษมีอำนาจในการกำหนดไว้ในข้อ 11 ที่กำหนดให้กองบริหารคดีพิเศษดำเนินการเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษเพื่อกำหนดวัน เวลา สถานที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ระเบียบดังกล่าวบ่งชี้ว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดและอนุมัติระเบียบวาระการประชุมนอกจากนี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ชี้แจงตามหนังสือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ฉบับลงวันที่ 30 พ.ค.2568 เอกสารหมายส 5/4 ว่าเมื่อฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษรวบรวมเรื่องได้พอสมควรแล้ว จะเสนอร่างระเบียบวาระการประชุมต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบวาระการประชุมดังกล่าวเพื่อเสนอประธานกรรมการคดีพิเศษพิจารณาอนุมัติร่างระเบียบวาระการประชุม รวมทั้งกำหนดวันเวลาและสถานที่ประชุมต่อไปและเมื่อประธานคดีพิเศษอนุมัติระเบียบวาระการประชุม ในกำหนดวันเวลาและสถานที่ประชุมแล้ว ฝ่ายเลขานุการจะจัดทำหนังสือเชิญประชุมพร้อมระเบียบวาระการประชุมที่ได้รับอนุมัติ เสนออธิบดีกรมสอบสวนสิทธิพิเศษ ลงนามถึงกรรมการคดีพิเศษทุกท่านเพื่อเชิญเข้าร่วมประชุมต่อไป 

ในประเด็นดังกล่าวเมื่อพิจารณาถ้อยคำในชั้นการไต่สวนพยานบุคคลของผู้ถูกร้องที่ 1 และพ.ต.อ.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปรากฏข้อเท็จจริงไปในทางเดียวกันว่า แนวทางปฏิบัติที่ผ่านมาต้องการรวบรวมและกำหนดระเบียบวาระการประชุมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ส่วนประธานกรรมการคดีพิเศษจะรับผิดชอบเฉพาะวันและเวลาในการประชุม กรณีอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงประธานกรรมการคดีพิเศษเพื่อขออนุมัติร่างระเบียบวาระการประชุมรวมทั้งกำหนดวัน เวลา สถานที่ประชุมนั้น เป็นเพียงการเสนอว่ามีระเบียบวาระการประชุมเรื่องใดที่เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการตามระเบียบแบบแผนของทางราชการมาแล้วเท่านั้น ประกอบกับกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2568 เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องสืบสวน และภายหลังที่กรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือถึงคณะกรรมการการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2568 เพื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับผลการสืบสวนในเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 และแจ้งว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษประสงค์ที่จะรับดำเนินการสอบสวนในส่วนที่พบการกระทำความผิดทางอาญาไว้ดำเนินการ กรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้งสองสั่งการให้มีการบรรจุระเบียบวาระการประชุมเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ 

ส่วนกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมดังกล่าว ผู้ถูกร้องทั้ง 2 เร่งรัดหรือสั่งการให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนำเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 เข้าสู่ที่ประชุมโดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกรองตามระเบียบกคพ.ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดอาญาเพื่อเสนอกคพ.เพื่อมีมติเป็นคดีพิเศษ พ.ศ.2551 ทำให้การเสนอระเบียบวาระและการพิจารณารับเรื่องสืบสวน ที่ 151/2567 เป็นคดีพิเศษ ในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ 2/2568 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บ่งชี้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังกระบวนการสั่งการ คณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น เห็นว่าเมื่อพิจารณาตามระเบียบกคพ.ว่าด้วยการสืบสวนคดีความผิดทางอาญาเพื่อเสนอกคพ.มีมติเป็นคดีพิเศษ พ.ศ 2551 ข้อ 11 กำหนดให้การนำเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้คดีที่ได้สืบสวนใดเป็นคดีพิเศษ ให้ถือตามประกาศกคพ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และพิธีการในการร้องขอและเสนอให้กคพ.มีมติให้คดีความผิดทางคดีอาญาใดเป็นคดีพิเศษ ซึ่งปัจจุบันคือประกาศกคพ.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการร้องขอและเสนอให้กคพ.มีมติให้คดีความผิดทางอาญาใดเป็นคดีพิเศษพ.ศ 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แม้ในข้อ 11 กำหนดให้เมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีคำสั่งใดให้รับคำร้องขอไว้ดำเนินการแล้วให้รีบส่งคำร้องขอพร้อมพยานหลักฐานและสำนวนการสืบสวน ถ้ามี ไปยังคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเพื่อดำเนินการโดยเร็ว

แต่อย่างไรก็ตามในข้อ 8 กำหนด ให้ในกรณีที่มีผู้ร้องขอเป็นคดีพิเศษ หรือเป็นเรื่องที่อธิบดีเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณา อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการคดีพิเศษ อาจนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการคดีพิเศษได้ โดยไม่ต้องเสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรองก็ได้ กรณีดังกล่าวจึงเป็นอำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะนำเรื่องสืบสวนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษโดยไม่ผ่านคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง สอดคล้องกับรายงานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษครั้งที่ 2/2568 เอกสารหมาย ส. 18/74-ส.18/75 โดย ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มอบหมายให้กองบริหารคดีพิเศษพิจารณาว่าเรื่องตามกรณีนี้ มีความจำเป็นและเร่งด่วนหรือไม่ โดยในเรื่องดังกล่าวมีความจำเป็นต้องนำหารือว่ากรณีเรื่องสอบสวนที่ 151/2567 เข้าองค์ประกอบของการแจ้งการรับเรื่องในคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งพ.ศ 2560 มาตรา 49 หรือไม่ ซึ่งคำชี้แจงสอดคล้องกับหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ที่แจ้งกรมสอบสวนคดีพิเศษว่า กรณีเรื่องการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้วหรือไม่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560 มาตรา 49

และสอดคล้องกับถ้อยคำในการไต่สวนพยานบุคคลของพันตำรวจตรียุทธนาแพรดำอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและ ร้อยตำรวจเอก สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมามีกรณีที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนำเรื่องเสนอโดยไม่ผ่านอนุกรรมการกลั่นกรอง ไม่เฉพาะแต่กรณีความผิดทางอาญาจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภา เท่านั้น โดยจะมีการชี้แจงเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วนต่อที่ประชุม อันเป็นวิธีปฏิบัติปกติ ตั้งแต่เริ่มใช้พระราชบัญญัติสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ 2547 แม้ว่าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ 2 /2568 จะมีมติให้ถอนเรื่องการสอบสวนที่ 151/2567 กลับไปพิจารณาในชั้นอนุกรรมการกลั่นกรอง แต่ประเด็นสำคัญที่ขอให้อนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาคือ ประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตหน้าที่และอำนาจในการสอบสวนคดีอาญาระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งและกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการพิจารณาเนื่องจากที่ประชุม ยังมีมติให้เรียนเชิญผู้แทนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมาเข้าร่วมประชุมในคราวต่อไป เพื่อให้ทราบความชัดเจนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างหน่วยงานทั้งสอง โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมีหนังสือลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอกสารหมายส. 36 เพื่อขอเชิญเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ และขอหารือเกี่ยวกับการตีความพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 49 อีกทั้งเพื่อมิให้เกิดข้อโต้แย้งใดๆ เกี่ยวกับความถูกต้องรัดกุมของกระบวนการซึ่งผู้ถูกร้องทั้งสองเห็นชอบร่วมกับคณะกรรมการคดีพิเศษว่า ให้นำเรื่องสืบสวนที่ 151/2567 กลับไปพิจารณาในชั้นอนุกรรมการกลั่นกรอง

‘ศุภมาส-ซาบีดา’ ลุยหนองจอก กระแสตอบรับดี มั่นใจปักธง กทม. ได้

‘ศุภมาส-ซาบีดา’ ลุยหนองจอก กระแสตอบรับดี มั่นใจปักธง กทม. ได้

‘ศุภมาส-ซาบีดา’ ลุยหนองจอก กระแสตอบรับดี มั่นใจปักธง กทม. ได้

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

‘ซาบีดา – ศุภมาส’ ลุยหาเสียงช่วยผู้สมัครสส.กทม.เขต17หนองจอก ชี้ ‘ภูมิใจไทย’ โตขึ้น เติมเต็มจิ๊กซอว์สำเร็จพร้อมดูแลพี่น้องประชาชน ย้ำไม่เปิดด่านชายแดนแน่นอน สร้างรั้วป้องกันประเทศจากภัยต่างๆ หยอดมุกพูดแล้วเสียงหาย แต่คะแนนยังมีให้กัน มั่นใจปักธงเมืองกรุงฯได้

วันที่ 21 มกราคม 2568 ที่มัสยิดนูรุดดีน (บ้านเกาะคลอง 13 ล่าง) เขตหนองจอก น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่กทม. พร้อมด้วย นายเกรียงยศ สุดลาภา ผู้รับผิดชอบการเลือกตั้ง พื้นที่ กทม. ลงพื้นที่ช่วย นายสุขสันต์ แสงศรี เขต 17  เขตหนองจอก  ที่มัสยิดนูรุดดีน (บ้านเกาะคลอง 13 ล่าง) เขตหนองจอก 

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีอะไรดี ทำไมถึงต้องเลือกพรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยวันนี้เติบโตขึ้นและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มีบุคคลที่มีความสามารถไหลเข้ามาสู่พรรคภูมิใจไทย ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่เข้มแข็งที่สุด และที่สำคัญจิ๊กซอว์ที่เราพยายามหามาเติมเต็ม ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยต่อจิ๊กซอว์สำเร็จแล้ว เรามีความพร้อมที่จะมาดูแลพี่น้องประชาชนมาทำงานเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน พรรคภูมิใจไทยจึงเป็นคำตอบสุดท้าย  

“เมื่อสักครู่ได้นั่งคุยกับมะ มะบอกว่า หนูขออย่าให้เปิดด่านนะ เลยถามกลับไปว่า บอกหนู อนุทิน หรือ หนู ซาบีดา แต่ไม่ว่าจะบอกหนูไหน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไม่มีการเปิดด่านอย่างแน่นอน” น.ส.ซาบีดา กล่าว 

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยเราจะทำลายยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง นโยบายในรอบนี้ สร้างรั้วชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบยาเสพติด ลักลอบสินค้าเกษตร ลักลอบแรงงานเถื่อนและที่สำคัญเพื่อรักษาความมั่นคงของชายแดนของประเทศไทย  นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยคิดมาอย่างรอบด้านแล้ว 

น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า พรรคภูมิใจไทย ให้ความสำคัญกับพี่น้องมุสลิมเป็นอย่างมาก  โดยได้เล็งเห็นถึงปัญหาราคาฮัจย์ ที่สูงเกินไปทำให้บางส่วนไม่สามารถเข้าถึงได้  โดยวันนี้ราคาฮัจย์ถูกลงแล้ว 3 ปีที่ผ่านมา ราคาลดลงไปแล้ว300 ล้านบาท นี่คือปรากฏการณ์ครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับมุสลิม เราทำด้วยความจริงใจและจริงจัง  ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เพราะเอาความจริงใจมาเป็นตัวนำ พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ และประสบความสำเร็จมาแล้ว นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย มีมือเศรษฐกิจ อย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ประกาศจะสร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางฮาลาล ทั้งเวชภัณฑ์ เรื่องยาวันนี้มีฮาลาลหรือไม่ เราไม่สามารถรับรู้ได้ไม่เคยมีมาตรฐานรองรับ แต่วันนี้นางศุภจี ระบุว่า เรื่องเวชภัณฑ์ต้องมีมาตรฐานฮาลาล ควบคุมเรื่องของการท่องเที่ยวต้องเป็นการท่องเที่ยวที่เป็นฮาลาลและสามารถสร้างเศรษฐกิจดึงพี่น้องจากประเทศมุสลิมทั้งในเอเชียและตะวันออกกลาง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฮับ ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและเป็นการดึงดูดชาวมุสลิมมาประเทศไทย นี่ถือเป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันหากได้เป็นรัฐบาล

ทั้งนี้ ระหว่าง ที่น.ส.ซาบีดา ได้ปราศรัย แล้วเสียงหาย น.ส.ซาบีดา จึงออกปากแซวกับพี่น้องประชาชนที่มาร่วมรับฟังว่า เสียงหายแล้วคะแนนมีหรือไม่ ทำให้ได้รับเสียงตอบรับเสียงดัง น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า พรรคภูมิใจไทยพร้อมมาทำหน้าที่ให้กับประชาชน เพราะเราพูดแล้วทำพลัส พร้อมขอให้ทุกคนทำท่าพลัสไปพร้อมๆกัน

น.ส.ซาบีดา ยังกล่าวถึงการปักธงในพื้นที่ กทม. ว่า คงไม่กล้าตั้งความหวังไว้สูง ขอแค่พี่น้องประชาชนให้ความไว้วางใจ เพราะเราหาเสียงแบบออร์แกนิค ได้พบได้ทักทายและรับฟังเสียงสะท้อนที่ดี แต่ก็มั่นใจว่าจะคว้าที่นั่งใน กทมได้ 

หลังจากนั้น เดินทางไปยัง ตลาดริมสวน เขตหนองจอก พบปะประชาชน โดยตลอด 2 ข้างทางมีประชาชน ให้การต้อนรับทักทาย พร้อมตะโกนเชียร์ พรรคภูมิใจไทย พร้อมทวงถามโครงการคนละครึ่งพลัส ที่อยากให้กลับมาทำอีกเพราะค้าขายดีขึ้นมาก 

กต. มอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แก่ชาวยูเครนครั้งที่ 6 จำนวน 5 ล้านบาท

กต. มอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แก่ชาวยูเครนครั้งที่ 6 จำนวน 5 ล้านบาท

กต. มอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แก่ชาวยูเครนครั้งที่ 6 จำนวน 5 ล้านบาท

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.28 น.

วันที่ 21 มกราคม 2569 กระทรวงการต่างประเทศ มอบเงินให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเพิ่มเติมแก่ชาวยูเครน ครั้งที่ 6 จำนวน 5 ล้านบาท (ประมาณ 160,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านสภากาชาดไทย 

นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นตัวแทนประเทศไทยมอบเงินให้ความช่วยเหลือแก่นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย โดยมี นายวิกตอร์ เซเมนอฟ อุปทูตฯ ยูเครนประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน โดยสภากาชาดไทยจะส่งมอบเงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมนี้ให้แก่สภากาชาดยูเครน เพื่อจัดซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ตามความต้องการของชาวยูเครนต่อไป

ที่ผ่านมา ไทยสนับสนุนความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ในรูปแบบเงินบริจาคและสิ่งของบรรเทาทุกข์แก่ชาวยูเครนอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ อาทิ สภากาชาดไทย สภากาชาดยูเครน สภากาชาดสาธารณรัฐโปแลนด์ และกองทุนเด็กแห่งสหประชาชาติ รวมมูลค่า 26 ล้านบาท (ประมาณ 910,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ทั้งยังสนับสนุนความพยายามร่วมกับประเทศอื่นในการหาแนวทางการยุติความขัดแย้งในกรอบต่าง ๆ รวมถึงสนับสนุนยูเครนในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม ผ่านสมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย

ทนาย เผย ภูมิธรรม-ทวี ลงเลือกตั้งได้ ดีเอสไอ ลุยคดีฮั้ว สว.ต่อตามกฎหมาย

ทนาย เผย ภูมิธรรม-ทวี ลงเลือกตั้งได้ ดีเอสไอ ลุยคดีฮั้ว สว.ต่อตามกฎหมาย

ทนาย เผย ภูมิธรรม-ทวี ลงเลือกตั้งได้ ดีเอสไอ ลุยคดีฮั้ว สว.ต่อตามกฎหมาย

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.20 น.

“วัฒนา” เผย “ภูมิธรรม-ทวี”  ไม่ขาดคุณสมบัติลงเลือกตั้งต่อได้   ดีเอสไอ  สามารถเดินหน้าคดีฮั้ว สว.ต่อตามหน้าที่และกฎหมาย 

วันที่ 21 มกราคม 2569 นายวัฒนา เตียงกูล ผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงภายหลังฟังคำวินิจฉัยในคดีแทรกแซงฮั้วเลือก สว.ว่า ศาลยกคำร้อง ผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ได้กระทำการเข้าข่ายฝ่าฝืนคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) ไม่ได้มีพฤติกรรมตามคำร้อง ไม่มีผลต่อสถานะทางการเมือง

เมื่อถามถึงแนวทางการต่อสู้ว่ามาถูกทางแล้วหรือไม่ นายวัฒนา กล่าวว่า พยายามชี้แจงถึงข้อเท็จจริงและเหตุผลทางกฎหมาย นายภูมิธรรม ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ไม่มีการก้าวก่ายแทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่อย่างใด และในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญจบในประเด็นนี้ไปแล้ว คำวินิจฉัยมีผลผูกพันทุกองค์กร องค์กรที่เกี่ยวข้องคงต้องนำไปพิจารณาต่อ 

ส่วนคำวินิจฉัยจะเป็นบรรทัดฐานในการทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษในการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ต่อไปอย่างไร นายวัฒนา กล่าวว่า เป็นเรื่องรายละเอียดต้องดูในประเด็นปลีกย่อย แต่ประเด็นตามคำร้องกล่าวหาว่าไม่มีอำนาจศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการดำเนินการโดยชอบ ท่านทำตามหน้าที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรผิดปกติในการดำเนินการ ก็คงต้องทำหน้าที่ต่อไป เพราะเรื่องนี้ก็ต้องผ่านการตรวจสอบ สอบสวนคดีพิเศษมีมติอย่างไรก็ต้องผ่านชั้นอัยการเพื่อพิจารณา มีกระบวนการที่กลุ่มผู้เสียหายและ สว.ต้องไปต่อสู้ในกระบวนการ ซึ่งกรณีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องรายงาน กกต.ด้วยว่า มีการดำเนินการไปถึงไหน กกต.บอกว่าจะนำเรื่องไปสอบสวนเอง เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย

เมื่อถามว่าเมื่อมีคำวินิจฉัยเช่นนี้จะทำให้การทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความชอบธรรมมากขึ้นหรือไม่ นายวัฒนา กล่าวว่า ในเวลานี้การสอบสวนในคดีพิเศษก็สามารถทำไปได้ต่อ

สยบดรามาพรรคสีฟ้า ชวน ออกโรงป้อง ชัยชนะ แจงชัดปมคนร่วมนามสกุลโยงคดียา

สยบดรามาพรรคสีฟ้า ชวน ออกโรงป้อง ชัยชนะ แจงชัดปมคนร่วมนามสกุลโยงคดียา

สยบดรามาพรรคสีฟ้า ชวน ออกโรงป้อง ชัยชนะ แจงชัดปมคนร่วมนามสกุลโยงคดียา

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.49 น.

21 มกราคม 2569 ที่ตลาดรวมโชค​ และตลาดเจ้าแม่กวนอิม​ โชคชัย​ 4 นายชวน หลีกภัย อดีตประธานรัฐสภาและแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ช่วยนาย​ภาณุ​พงศ์​ ลักษณวิศิษฏ์​ ผู้สมัคร​ สส.กทม.เขต  เบอร์ 8 เขตลาดพร้าว – บึงกุ่ม 

โดยนายชวน เปิดเผยถึงกระแสการตอบรับของพรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า​ แม้ว่าผู้สมัครเขตนี้จะไม่ใช่ตัวเต็ง แต่ทราบจากผู้ที่ช่วยหาเสียง ว่ากระแสดีขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากถือโอกาสขอร้องประชาชน ที่นอกจากจะเลือกหมายเลข 27 ของพรรคแล้วให้เลือกเบอร์ 8 ของเขตนี้ด้วย ซึ่งต้องยอมรับว่าในพื้นที่ต่างจังหวัดมีการใช้เงินที่รุนแรง ซึ่งเวลาจะวินิจฉัยว่าใครจะได้หรือไม่ได้ต้องนำส่วนนี้ไปประกอบด้วย ระหว่างคนใช้ 50 ล้านกับคนใช้ 1 ล้าน ผลก็รู้ว่าคืออะไร หากไปวิเคราะห์แบบธรรมดาว่า พรรคนั้นคะแนนเสียงดี ต้องดูหลายองค์ประกอบด้วยกัน พร้อมย้ำว่าต้องช่วยกันเป็นส่วนหนึ่งทำให้การเมืองดีขึ้น มีการต่อต้านระบบวงจรเลวร้ายที่เกิดขึ้นจากนักการเมือง แล้วเอาเงินไปซื้อเสียง ซึ่งตนคิดว่าต้องให้คำแนะนำกับประชาชน และขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้ซึ่งตนคิดว่าไม่สูญเปล่า แม้ว่าอาจจะไม่ได้ร้อยทั้งร้อย และขออย่าไปเชื่อบางคนซื่อสัตย์สุจริต แต่พอทำอีกเรื่องหนึ่ง จะเห็นได้จากการดูด สส.​ พร้อมฝาก กกต.ว่าต้องหาหลักฐานเองด้วยไม่รอเพียงการส่งหลักฐานเข้าไป

ชวน หลีกภัย

ส่วนมองอย่างไรเรื่องการ ทำโพลซื้อคะแนนเสียง ที่สูงถึงหัวละ 7,500 บาทในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล​ นายชวนบอกว่าการซื้อเสียงโดยทั่วไปตนมองว่าไม่ถึง​ แต่ว่าหากเป็นเรื่องการเมืองท้องถิ่นแพ้ชนะกัน 5 คะแนน สส.โดยทั่วไปไม่เคยเห็นถึงขนาดนั้น อย่างที่เห็นชัดๆคือการเลือกตั้งที่นครศรีธรรมราชเขต 8 จำนวน 500 บาท แต่วันต่อมาก็กลับมีการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว พร้อมยอมรับว่าการเมืองท้องถิ่นเคยได้ยินว่ามีการซื้อเสียงหลายพันบาท

เมื่อถามว่าถึง มีเพจ ออกมาระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมออกหมายค้นบ้านรองหัวหน้าพรรคสีฟ้าอักษรย่อ​ “ท.​” เกี่ยวข้องขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดแล้ว นั้น​ นายชวน กล่าวว่า ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายชัยชนะ ในการชี้แจง ซึ่งมีการระบุแล้วว่าเป็นการขอใช้นามสกุลนี้จากบุคคลอื่น คงจะเป็นเพียงคนร่วมนามสกุล ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะคนนามสกุลใหญ่ๆก็มีโอกาสที่มี ทั้งคนดีและคนร้ายที่ต้องให้ความเป็นธรรม

ชวน หลีกภัย

ส่วนกังวลหรือไม่ จากกรณีดังกล่าวจะถูกนำ มาดิสเครดิตทางการเมือง นายชวน กล่าวยอมรับว่าอาจจะมีในการเมืองที่ไม่ค่อยตรงไปตรงมา ใช้วิธีซื้อเสียง หรือใช้วิธีสกปรก แต่คนการเมืองจริงๆอย่างพวกตนนั้นไม่มี ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมหรืออะไร นอกจากจะขึ้นเวทีปราศรัยชี้แจงให้คนเข้าใจมากขึ้น

ชวน หลีกภัย
ชวน หลีกภัย

ฉัตรวรรษเคารพคำวินิจฉัยศาล ภูมิธรรม-ทวี รอด หัวเราะแล้วแต่พวกท่านไม่กล้าคิดเป็นคดีการเมือง

ฉัตรวรรษเคารพคำวินิจฉัยศาล ภูมิธรรม-ทวี รอด หัวเราะแล้วแต่พวกท่านไม่กล้าคิดเป็นคดีการเมือง

ฉัตรวรรษเคารพคำวินิจฉัยศาล ภูมิธรรม-ทวี รอด หัวเราะแล้วแต่พวกท่านไม่กล้าคิดเป็นคดีการเมือง

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.19 น.

“สว.ฉัตรวรรษ” เผยเคารพคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ”ภูมิธรรม-ทวี”รอด คดีแทรกแซงฮั้ว สว. ชี้ หลังจากนี้ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำตามหน้าที่ตัวเอง หัวเราะ”แล้วแต่พวกท่านไม่กล้าคิดเป็นคดีการเมือง”

วันที่ 21 มกราคม 2569 พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ หลังฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรรมนูญ ที่ระบุว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพ.ต.อ. ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่แทรกแซงการทำหน้าที่ของกรมสอบสวนพิเศษ ในคดีฮั้วเลือก สว. ว่า เคารพในคำวินิจฉัยของศาล ส่วนจะมีการร้องต่อหรือไม่ ก็น่าจะสิ้นสุดแล้ว ซึ่ง คดีฮั้ว สว. ก็อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใครมีหน้าที่ก็ทำไปตามหน้าที่ ทำไปตามอำนาจ ทุกอย่างเป็นไปตามอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ

เมื่อถามว่าปลายทางของคดีฮั้ว สว.จะไปจบที่ตรงไหน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ตนไม่สามารถคาดการได้ 

เมื่อถามว่าวันนี้พอใจหรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ต้องเคารพทุกอย่าง

ส่วนที่ในคำร้องศาลระบุว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอนั้น พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ไม่ได้ 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าฝั่งตรงข้ามจะเอาไปร้องต่อหน่วยงานอื่นนั้น พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญใครเป็นผู้เสียหายก็ว่ากันไปตามรัฐธรรมนูญ ประชาชนทุกคนก็มีสิทธิ์ทั้งนั้น ตามอำนาจ รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ให้อำนาจประชาชน ตั้งเยอะแยะแต่ก็ต้องใช้อำนาจหน้าที่ไปตามที่ไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

เมื่อถามว่าเรื่องนี้เป็นคดีการเมืองหรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ หัวเราะก่อนกล่าวว่า แล้วแต่พวกท่านจะไปคิดเอาเอง ไม่กล้าที่จะพูดอย่างนั้น 

เมื่อถามว่าเป็นการประชันอำนาจระหว่างสีน้ำเงินและสีแดงใช่หรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ไม่ทราบ 

แรง! ทูตรัศม์ ช่วยฟื้นความจำ ปิยบุตร ส้มแป้กตั้งรัฐบาลเอง 2 ครั้งแถมเอา 14 ล้านเสียงส่งอนุรักษ์นิยมนั่งนายกฯ

แรง! ทูตรัศม์ ช่วยฟื้นความจำ ปิยบุตร ส้มแป้กตั้งรัฐบาลเอง 2 ครั้งแถมเอา 14 ล้านเสียงส่งอนุรักษ์นิยมนั่งนายกฯ

แรง! ทูตรัศม์ ช่วยฟื้นความจำ ปิยบุตร ส้มแป้กตั้งรัฐบาลเอง 2 ครั้งแถมเอา 14 ล้านเสียงส่งอนุรักษ์นิยมนั่งนายกฯ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.58 น.

“ทูตรัศม์” ช่วยฟื้นความจำ “ปิยบุตร” ส้มแป้กตั้งรัฐบาลเอง 2 ครั้ง แถมเอา 14 ล้านเสียงส่งอนุรักษ์นิยมนั่งนายกฯ แบบนี้เรียกมีโอกาสแต่ไม่ทำ

วันที่ 21 มกราคม 2569 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการปราศรัยหาเสียงของนายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ที่ปราศรัยถึงการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2566 ที่พรรคก้าวไกล ได้ 14.4 ล้านเสียง แต่ถูกสกัดขัดขวางว่า ประชาชนให้โอกาสคุณไปแล้ว แต่คุณล้มเหลวที่จะตั้งรัฐบาลเอง และเมื่อได้โอกาสเป็นรัฐบาลอีกครั้ง แทนที่เข้าไปทำนโยบายของตัวเองให้เป็นผลสำเร็จ แต่กลับเอา 14 ล้านเสียงที่ประชาชนมอบโอกาสให้ไปพินอบพิเทาให้พรรคเทาที่เป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยมทางอ้อม ที่เขาไม่ได้ต้องการความเจริญที่คุณเองเคยด่าไว้ จึงไม่ทราบว่า สมองมีปัญหาเรื่องความจำหรือไม่ 

ส่วนกรณีที่นายปิยบุตร ปราศรัยตั้งคำถามในลักษณะที่พรรคการเมือง ที่เคยเป็นรัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาใด ๆ ตามที่หาเสียงไว้นั้น นายรัศม์ ชี้แจงว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่เป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ได้พัฒนาประเทศชาติให้รุ่งเรือง ยกระดับชีวิต และสวัสดิการประชาชนไทยได้จริงอย่างไม่มีใครทำได้มาก่อน ผ่านโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค และกองทุนหมู่บ้าน รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจประเทศเข็มแข็ง แต่ก็โดนขัดขวางกลั่นแกล้งจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่ไม่อยากให้ประเทศเจริญ จึงทำรัฐประหาร และต่อมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะเริ่มทำโครงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อไม่ให้ต้องเผชิญอุทกภัยรุนแรง และใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และจะทำเครือข่ายรถไฟยกระดับโครงสร้างการคมนาคมเพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวกระโดด ก็ถูกขัดขวางอีก ไม่เช่นนั้น ประเทศคงพัฒนาไปถึงไหนแล้ว คงไม่ต้องเผชิญโศกนาฏกรรมน่าเศร้าจากภัยน้ำท่วม และรถไฟที่ถูกเครนทับจากการก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างทุกวันนี้