ทวี ลั่นความจริงชนะทุกสิ่ง! ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญให้ความยุติธรรม

ทวี ลั่นความจริงชนะทุกสิ่ง! ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญให้ความยุติธรรม

ทวี ลั่นความจริงชนะทุกสิ่ง! ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญให้ความยุติธรรม

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.49 น.

“ทวี” ลั่นความจริงชนะทุกสิ่ง หลังศาล รธน.วินิจฉัยพ้นผิด เดินหน้าคืนความยุติธรรม ชี้กระบวนการกฎหมายต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

วันที่ 21 มกราคม 2569 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เปิดแถลงการณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องกรณีข้อกล่าวหาแทรกแซงการทำงานของ DSI ในคดีฮั้วเลือก สว. โดยศาลยืนยันไม่พบพฤติการณ์สั่งการหรือข่มขู่ตามที่ถูกกล่าวหา

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง ระบุว่า ก่อนอื่นผมขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญสำหรับความยุติธรรม คำวินิจฉัยในวันนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นชัยชนะของ “หลักนิติธรรม” ที่พรรคประชาชาติและตนเองยึดถือมาโดยตลอด พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ความยุติธรรมต้องมีความศักดิ์สิทธิ์และต้องเข้าถึงประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

“ตลอดชีวิตการรับราชการจนถึงบทบาททางการเมือง อุดมการณ์เดียวที่ผมยึดถือคือ ‘ความยุติธรรมต้องนำการเมือง’ ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาคือบทพิสูจน์ความอดทน ต่อความพยายามใช้นิติสงครามเข้ามาสั่นคลอนการทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต วันนี้เมื่อความจริงปรากฏชัดว่าผมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ผมขอประกาศตรงนี้ว่า ผมจะไม่ลดละความพยายามในการกวาดล้างการทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร หรืออยู่ฝ่ายไหนก็ตาม” พ.ต.อ.ทวีกล่าว

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง กล่าวเพิ่มเติมถึงอุดมการณ์ของพรรคว่า “พรรคประชาชาติเกิดมาเพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม การที่ทำงานที่ผ่านมา ที่ผมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าไปตรวจสอบกรณีการเลือก สว. นั้น เป็นไปเพื่อรักษาความสะอาดบริสุทธิ์ของที่มาแห่งอำนาจนิติบัญญัติ หากเรานิ่งเฉยต่อข้อสงสัยของประชาชน นั่นต่างหากคือการทรยศต่ออุดมการณ์”

“ผมไม่เคยกลัวการตรวจสอบ เพราะคนทำงานสุจริตย่อมมีเกราะคุ้มกันคือความจริง หลังจากนี้ผมจะเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่ากฎหมายจะถูกใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ถูกใช้เพื่อปิดปากหรือขัดขวางผู้ที่ลุกขึ้นมาสู้กับความไม่ถูกต้อง” พ.ต.อ. ทวี กล่าว

อนุทิน เดินตลาดศรีสงคราม แฟนคลับมอบพวงมาลัย กล้วยฉาบ บอก ทำอะไรจะได้กล้วยๆ

อนุทิน เดินตลาดศรีสงคราม แฟนคลับมอบพวงมาลัย กล้วยฉาบ บอก ทำอะไรจะได้กล้วยๆ

อนุทิน เดินตลาดศรีสงคราม แฟนคลับมอบพวงมาลัย กล้วยฉาบ บอก ทำอะไรจะได้กล้วยๆ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

‘อนุทิน’ เดินตลาดศรีสงคราม แฟนคลับมอบพวงมาลัยกล้วยฉาบ บอก ‘ทำอะไรจะได้กล้วยๆ’  อ้อนกาเบอร์ 1 ส่ง ‘ขวัญ-ศุภพานี’ เข้าสภา  ย้ำอย่ากังวลปมชายแดน ลั่น ‘เขมร’ยุ่งเมื่อไหร่รับบทเรียนแสนสาหัส

วันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 15.30 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางด้วยรถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำทะเบียน ชง 8889 กรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่หาเสียงตลาดสดศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม พร้อมด้วยนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับน.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ​ ผู้สมัคร​ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย​ เขต 1 หาเสียง​ 

ทั้งนี้ได้มีบรรดาแฟนคลับมายืนรอให้การต้อนรับอยู่บริเวณหน้าตลาด ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทักทายพ่อค้าและแม่ค้าตามร้านขายของต่างๆ และแวะซื้อส้ม 1 กิโลกรัม ปลารากกล้วย  1 กิโลกรัม ข้าวโพดต้ม และน้ำมะพร้าว โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ยังคงมีประชาชนเข้ามาขอถ่ายภาพเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายอนุทิน เดินพบปะ พ่อค้าและแม่ค้าภายในตลาด โดยนายอนุทิน ได้ขอให้พ่อค้าและแม่ค้าในตลาดขายดีๆ พร้อมกล่าวว่า “รอคนละครึ่งนะเดี๋ยวมา” ขณะเดียวกันได้มีชาวบ้านนำกล้วยฉาบทำเป็นพวงมาลัยมามอบให้กับนายอนุทินด้วย พร้อมบอกว่า “ทำอะไรจะได้กล้วยๆ”

ภายหลังจากเดินตลาด นายอนุทิน ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น วันนี้มาเดินตลาดศรีสงครามด้วยความม่วนมาก ได้เห็นของที่อยากจะกินอยากจะได้ อยู่กรุงเทพฯไม่รู้จะหาซื้อที่ไหน แต่ที่ อ.ศรีสงคราม มีความอุดมสมบูรณ์ มีความมั่งคั่งในข้าวปลาอาหาร ขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาสภาพแวดล้อมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อโอกาสในการสร้างรายได้     
      
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าถ้าได้ขวัญ น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ เบอร์ 1 เข้าไปเป็นผู้แทน จะดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความมั่งคั่งปากท้องดีปัญหาต่างๆได้รับการแก้ไข ตนมีความสนิทสนมกับบ้านของขวัญทั้งบ้าน วันนี้พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจให้ครูแก้ว นายศุภชัย โพธิ์สุ ผ่านการสืบทอดการรับใช้พี่น้องประชาชนไปยังลูกสาว ซึ่งอยู่ในวัยขยันขันแข็งร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีประสบการณ์เคยเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.) นครพนม รู้วิธีการแก้ไขปัญหาประสานงานต่างๆ ถ้าวันนี้ได้เข้าไปเป็นผู้แทนของพี่น้องชาวศรีสงคราม และมอบความไว้วางใจให้พรรคภูมิใจไทยได้เข้าเป็นรัฐบาล พวกเราจะทำให้จังหวัดนครพนม มีความเจริญรุ่งเรืองในทุกๆด้านอย่างสุดความสามารถ มีความก้าวหน้ารุ่งเรืองสร้างรายได้ลดรายจ่าย 
      
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ถ้าเราได้เข้าไปบริหารจะรีบทำคนละครึ่งพลัส 2 ทันที จะได้จับจ่ายใช้สอยกันอย่างคล่องมือ ส่วนการค้าชายแดนไม่ต้องกังวล รัฐบาลจะดูแลการค้าชายแดนให้เป็นอย่างดี ไม่ให้มีสินค้าเถื่อนภายนอกประเทศเข้ามากดราคาสินค้า และผลผลิตของเรา รวมถึงการป้องกันไม่ให้มียาเสพติดเข้ามา ซึ่ง 4-5 เดือนนี้ จับยาบ้าไป 330 ล้านเม็ด จะให้หยุดผลิตคงไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในบ้านเรา และมีการเปลี่ยนวิธีการขนส่งเข้ามาอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่เกินความสามารถของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองของเรา สิ่งเหล่านี้ทำได้เพราะรัฐบาลไม่เล่นด้วย ไม่สนับสนุนให้ใครก็ตามมีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้าอยากได้รัฐบาลที่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลที่นึกถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ บ้านเมืองเราจะปราศจากของอัปมงคลได้อย่างแน่นอน


     
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องชายแดนก็ไม่ต้องเป็นห่วง เรามีชัยชนะทุกตารางนิ้ว ไม่มีใครสามารถเข้ามาล่วงล้ำอธิปไตยหรือมายึดครองแผ่นดินของเราได้ เราทำให้เห็นแล้วว่าถ้าเขาเข้ามายุ่งกับเราเมื่อไร จะได้รับบทเรียนที่แสนสาหัส แต่เราไม่รุกรานใคร เราเคารพในสิทธิอธิปไตยของทุกประเทศ แต่อย่าฉวยโอกาสเข้ามาเป็นอันขาด ตนไม่อยากเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะจะหาว่าเอาเรื่องชายแดนมาหาเสียง ซึ่งไม่จำเป็น เพราะพี่น้องทุกคนทราบดีอยู่แล้ว ว่าถ้าไม่ใช่รัฐบาลนี้ก็คงไม่เป็นแบบนี้ จึงขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ
     
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงนโยบายของพรรค ว่ามีให้เห็นอยู่แล้ว ทั้งคนละครึ่งพลัส พยาบาลอาสาทุกตำบล ทหารอาสาประจำการ 4 ปี มีเงินเดือน เรื่องพลังงานสะอาดจะเร่งให้เกิดขึ้น ทั้งมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ผ่อนได้ระยะยาว และพลังงานสีเขียวในระดับชุมชน ของพวกนี้อยู่ในนโยบายของพรรคภูมิใจไทย พ่อแม่พี่น้องอยากจะรู้เมื่อไรก็กดเข้าไปอ่านได้
  
“วันที่ 8 ก.พ.นี้ ขอให้กาเบอร์ 1 ให้ขวัญได้เข้าไปเป็นผู้แทนของพ่อแม่พี่น้อง ที่สำคัญถ้าเลือกขวัญ เท่ากับได้ตัวผมด้วย เพราะเห็นกันมาตั้งแต่ฝึกงานการเมืองใหม่ๆจนถึงวันนี้เป็นสิบๆปีแล้ว เห็นความทุ่มเท ความรู้ความสามารถ และมีจิตใจที่อยากจะทำงานให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน ขอให้พวกท่านเหนื่อยวันเดียวคือวันที่ 8 ก.พ. ช่วยไปกาเบอร์ 1 ให้ขวัญ และขอให้เหนื่อยอีกครั้งในวันเดียวกันคือกาเบอร์ 37 ให้ผมด้วย ถ้ากาเบอร์ 1 เบอร์เดียว ขวัญเข้าไปก็โดดเดี่ยว กาเบอร์ 37 ด้วยเพื่อที่จะเข้าไปทำงานรับใช้พี่น้องชาวศรีสงคราม“ นายอนุทิน กล่าว

ต่อมานายอนุทิน ลงพื้นที่หาเสียงช่วยนายณพจน์ศกร ทนัพยสิทธิ์ เขต 2  และนายอลงกต มณีกาศ เขต 3 ที่อ.บ้านแพง และอ.เมือง จ.นครพนม ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

โอกาสใหม่ มั่นใจปักธงภาคใต้ ประกาศใช้กระแส นโยบายสู้กระสุน

โอกาสใหม่ มั่นใจปักธงภาคใต้  ประกาศใช้กระแส นโยบายสู้กระสุน

โอกาสใหม่ มั่นใจปักธงภาคใต้ ประกาศใช้กระแส นโยบายสู้กระสุน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

“จุตพร” ลงพื้นที่ภาคใต้ ประกาศปักธงสำเร็จ ไม่สนกระแสข่าวการเมืองทุ่มซื้อเสียงหัวละ 7,500 มั่นใจคุณภาพผู้สมัคร และนโยบายพรรคที่อยู่เหนือความขัดแย้ง มุ่งทำงานเพื่อส่วนรวม  มัดใจประชาชนได้

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ลงพื้นที่ภาคใต้เพื่อช่วยหาเสียงผู้สมัคร ประกอบด้วย จังหวัดชุมพรเขต 2  นายสมมิตร ทองเหลือ จังหวัดนครศรีธรรมราช 3 เขต คือ เขต 3 ดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง เบอร์ 5 เขต 4 นายสิทธิรัก ทิพย์อักษร เบอร์ 4 เขต 7 นายไสว เลื่องสีนิล เบอร์ 4

นายจตุพร กล่าวหลังจากลงพื้นที่ว่า มีความมั่นใจสูงมากที่พรรคจะสามารถปักธงในพื้นที่ได้ เนื่องจากพรรคได้รับการต้อนรับจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี ต่อคำถามมีความกังวลหรือไม่ที่พรรคโอกาสใหม่เป็นพรรคที่เพิ่งก่อตั้งไม่นาน แต่ต้องต่อสู้กับพรรคที่ทำการเมืองมายาวนาน นายจตุพร กล่าวว่า แม้พรรคของตนจะก่อตั้งได้ไม่นาน แต่เชื่อมั่นว่าจะสามารถเข้าถึงใจประชาชนได้ เพราะพรรคมีผู้สมัครคุณภาพทำงานเต็มที่ ยังมีนโยบายพรรคที่ตรงใจประชาชนที่สุด ทั้งด้านคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจปากท้องประชาชน ที่สำคัญพรรคโอกาสใหม่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแท้จริง โดยมุ่งเป้าทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก

ต่อข้อซักถามกรณีกระแสข่าวว่าพื้นที่ภาคใต้มีการซื้อสิทธิขายเสียงกันอย่างรุนแรง จะเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของพรรคหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า “หากกระแสข่าวดังกล่าวเป็นความจริงถือเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยที่รุนแรงมาก หัวละ 7,500 บาท คนที่ซื้อต้องใช้เงินมากมายขนาดไหน แล้วคิดหรือว่าเขาจะไม่โกงกินถอนทุนคืน พรรคโอกาสใหม่ขอเรียกร้องประชาชนสั่งสอนผู้ซื้อเสียง โดยการไม่ลงคะแนนให้ และพรรคก็จะไม่ก้มหัวให้คนโกง ขณะเดียวกันเชื่อว่าแนวทางทำการเมืองสร้างสรรค์ นโนบายที่ดี ผู้สมัครที่ทำเพื่อประชาชน สามารถต่อสู้กับการซื้อเสียงได้”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร ได้กล่าวบนเวทีปราศรัยโชว์วิสัยทัศน์ที่ อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช ว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ที่สามารถพัฒนาเพื่อประโยชน์สุขประชาชน ตัวอย่างในพื้นที่ลานสกา มีของดีทั้งมังคุด ทุเรียน อากาศดีที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ และในฐานะที่เคยบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติมาก่อน เห็นปัญหาที่ขวางกั้นอยู่ เช่นวันนี้ ประชาชนมีหนี้สินมาก ขาดที่ดินทำกิน น้ำท่วมน้ำแล้ง สิ่งเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขทันทีหากเลือกพรรคโอกาสใหม่       

ด้านผู้สมัครพรรคโอกาสใหม่นครศรีธรรมราชเขต 3 ดร.สัณหพจน์ สุขศรีเมือง เขต 4 นายสิทธิรัก ทิพย์อักษร เขต 7 นายไสว เลื่องสีนิล แสดงความคิดเห็นตรงกันว่า ขอยืนยันว่าขณะนี้มีกระบวนการซื้อเสียงในพื้นที่รุนแรงมาก จึงอยากให้ กกต. เข้มแข็งในการตรวจสอบป้องกันการทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้งอย่างจริงจัง เพราะการซื้อเสียงนอกจากทำลายระบบประชาธิปไตยแล้ว ยังนำไปสู่การคอร์รัปชัน โกงกินงบประมาณที่จะพัฒนาให้พี่น้องประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“ผมยืนยันได้ว่าขณะนี้กระบวนการซื้อเสียงเลือก ส.ส. เกิดขึ้นรุนแรงมาก การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาสูงถึงหัวละ 2,000 บาท และครั้งนี้จะต้องสูงกว่าหัวละ 2,000 อย่างแน่นอน ซึ่งไม่แน่ว่าอาจสูงถึง 7,500 บาทตามที่เป็นข่าว” นายสัณหพจน์ กล่าว

บก.ลายจุดเสียงอ่อย ยอมรับโพสต์เท็จคดีซื้อเสียงปี38โยงญาติเนวิน

บก.ลายจุดเสียงอ่อย ยอมรับโพสต์เท็จคดีซื้อเสียงปี38โยงญาติเนวิน

บก.ลายจุดเสียงอ่อย ยอมรับโพสต์เท็จคดีซื้อเสียงปี38โยงญาติเนวิน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

บก.ลายจุดเสี่ยงอ่อย ยอมรับโพสต์ข้อความผิดพลาดดคีซื้อเสียงปี38 โยงน้องเขยเนวิน 

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด ได้โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีนายศุภชัย ใจสมุทร ประธานฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย แถลงว่านายสมบัติ โพสต์ข้อความเป็นเท็จ กรณีคดีซื้อเสียงปี 2538 และนายเนวิน ชิดชอบ จะดำเนินคดีว่า

“ผมทราบจากสื่อว่าทางคุณเนวินจะฟ้องผมโดยมอบหมายให้คุณศุภชัย ใจสมุทร อดีต สส. พรรคภูมิใจไทย เรื่องที่ผมเขียนบทความเกียวกับข่าวการซื้อเสียงปี 38 ที่พล.ต.ต.เสรี เตมีย์เวส (ยศขณะนั้น) ได้จับกุมบุคคลที่นำแบงค์ 100 และ แบงค์ 20 เย็บติดกันโดยมีใบแนะนำผู้สมัคร สส แนบไปด้วย แล้วผมให้ข้อมูลผิดพลาดเรื่องบุคคลดังกล่าวว่าเป็นน้องสาวและน้องเขยคุณเนวิน จึงขอยอมรับข้อมูลที่ผิดพลาดและขออภัยและแก้ไขในครั้งนี้ ส่วนข้อเท็จจริงอื่นในคดี ผมยังยืนยันว่าเป็นไปตามนั้น และเป็นการนำข่าวสารเหตุการณ์สำคัญมาเล่าสู่กันฟังโดยสุจริต และหากผมกระทำให้เกิดความเสื่อมเสียโดยไม่เป็นข้อเท็จจริง ผมยินดีรับผิดชอบตามกฎหมาย”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมบัติ บุญงามอนงค์, เฟซบุ๊ก ลุงเนวิน

อนุทิน เหน็บเงินหมื่น​มาแล้วไปเลย​ กร้าวประเทศนี้คุกคามไม่ได้ ‘กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย’

อนุทิน เหน็บเงินหมื่น​มาแล้วไปเลย​ กร้าวประเทศนี้คุกคามไม่ได้ ‘กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย’

อนุทิน เหน็บเงินหมื่น​มาแล้วไปเลย​ กร้าวประเทศนี้คุกคามไม่ได้ ‘กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.12 น.

‘อนุทิน’อ้อนคนนาหว้า​ เมตตา​เลือก ‘ขวัญ​ ศุภพานี’เข้าสภาฯ​ เหน็บเงินหมื่น​มาแล้วไปเลย​ เจ้าหนี้​ยืนรอทวง​ ประกาศ​เลือก‘ภูมิใจไทย’บริหารประเทศ ไม่มีปัญหาชายแดนแน่นอน​  กร้าวประเทศนี้คุกคามไม่ได้ ‘กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย’

วันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. นายอนุทิน​ ชาญ​วี​รกูล​ ​หัวหน้า​พรรค​ภูมิใจ​ไทย​ เดินทางถึงโรงเรียนบ้านนาหว้า​ ตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม เพื่อขึ้นเวทีปราศรัยจุดที่ 2 ของวันนี้​ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับน.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ​ ผู้สมัคร​ สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย​ เขต 1​ โดยทันทีที่เดินทางมาถึง​มีประชาชนนำผ้าขาวม้า​ มาผูกเอวให้​นายอนุทิน รวมถึงได้มอบพวงมาลัยและสวมกอด​ด้วย

โดยนายอนุทิน​  ปราศรัยด้วยการขอโทษเด็กนักเรียน​ เพิ่งทราบจัดใกล้โรงเรียน​ และมีการเรียนการสอนอยู่​ แต่ทราบว่า​ ผู้อำนวยการโรงเรียนได้อนุญาตแล้ว​ โดยตนจะพยายามพูดปราศรัยเสียงเบาๆ​ เพื่อไม่ให้รบกวนลูกหลาน​พร้อมหันไปบอกน.ส.ศุภพานี ว่า”ไอ้ขวัญเอ้ยที่ดีๆ ไม่ไป เสือกมาจัดที่โรงเรียน”  พร้อมกล่าวต่อว่า ความรักความผูกพันกับคนนครพนม​ ไม่มีวันเสื่อมคลายแน่นอน แค่อยากบอกพี่น้องว่า เลือกพรรคภูมิใจไทย​ เลือกคนที่มีทั้งประสบการณ์​ มีทั้งความรู้​ มีผลงาน​ ไปรับใช้พ่อแม่พี่น้อง วันนี้จึงต้องเลือก” ขวัญ ศุภพานี โพธิ์สุ” คนรุ่นใหม่ ไปทำงาน​ และอย่าลืมเลือกตนเองด้วย​ เบอร์ 37​ 

นายอนุทิน​ ยังกล่าวต่อว่า​ พอปิดด่านทำให้ราคาสินค้าเกษตรหลายตัวดีขึ้น เพราะสินค้าเถื่อนเข้ามาไม่ได้ คนที่เป็นเจ้าของโรงงานก็ชอบ​ เพราะราคาตกต่ำ​ แต่พรรคภูมิใจไทย​ เห็นว่า​ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพืชผลทางการเกษตร ดังนั้​น​ นโยบายนี้ยังอยู่ และหาช่องทางขายให้กับประชาชนให้มากที่สุด สมัยก่อนขายไม่ได้​ เพราะทำตัวเป็นเบี้ยล่างเขาตลอด​ ไม่กล้าพูดและไม่อยากออกไปข้างนอก​  ไม่กล้าต่อรองและเจรจา ต้องการคำเดียวคือคำว่า​กล้า พอออกไปเราทำให้ลูกหลานเห็นว่าประเทศนี้ไม่ได้อยากมาคุกคามเมื่อไหร่ก็มาได้ ”กูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย“ เรารักษาอธิปไตย ไม่มีอะไรต้องกลัว เราไปรุกรานเขาก่อนหรือไม่ ก็ไม่เคย ไปรุกรานดินแดนหรือไม่ก็ไม่เคย หรือยิงใส่ก่อนไม่ก็ไม่เคย เขาทำเราก่อนทั้งนั้น พอเราสู้บ้างกลับบอกว่าเรารุนแรง เราไม่ให้ใครเข้ามาย่ำยีเราแม้แต่นิดเดียว เรายอมไม่ได้ ต้องเลิกเกรงใจเขา พอต่างชาติไปบอกให้เขาหยุดแต่กับคนไทยไม่เกรงใจได้อย่างไร”  

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า มีการปราศรัยด่าพรรคอื่น​ ทั้งที่ตัวเองทำผิดเยอะแยะ ด้อยค่าพรรคอื่นซึ่งการที่ผู้แทนราษฎรทะเลาะกันก็เหมือนประชาชนทะเลาะกัน​ จึงอยากขอให้ประชาชนให้ความไว้วางใจ​ โครงการแรกที่จะทำคือโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส​ 2 ซึ่งไม่ใช่การแจกเงิน เพราะประชาชนมีศักดิ์ศรี​ คราวที่แล้ว มีประชาชนบางคนเข้าโครงการไม่ได้​ ตนเองจึงจะเติมในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คราวที่แล้วมีช่องโหว่นิดหนึ่ง​ แต่ครั้งหน้าจะทำให้พอใจมากที่สุด

“เงินเหล่านี้ไม่ได้ไปไหน ไม่เหมือนกับเงินแจก​ เงินแจกพอเข้าไปเงินในบัญชี มีเจ้าหนี้มายืนรอ​เลยได้เงินหมื่นมา​ แต่กี่คนจะได้แตะ​ เพราะไปๆมาๆมันเยอะเกิน​ แต่โครงการคนละครึ่งพี่น้องได้จ่าย รัฐก็ไม่ต้องเติม​ และเงินนี้เจ้าหนี้ก็ทวงเงินไม่ได้ เพราะอยู่ในระบบ​ ต้องซื้อของ​ ถ้าผมเป็นคนกำกับดูแลประเทศนี้ ยังร้องเพลงชาติไทยทุกวัน โดยเฉพาะท่อนที่บอกว่าไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เรื่องนี้จะตัดสินใจแบบสะใจไม่ได้ เรา​อยู่ตรงนี้อย่ามายุ่งกับเรา ​แต่ถ้ามาเมื่อไหร่เจอกัน เอาเป็นว่า​ ถ้าไว้วางใจพรรคภูมิใจ​ไทย​ บริหารประเทศนี้ต่อไป​ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามแนวชายแดน และต้องเป็นสิ่งที่ดีขึ้นสำหรับคนไทย ศักดิ์ศรีของคนไทยจะไม่ถูกย่ำยี” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้น​ชาวบ้านตะโกน​ ว่า​ เลือก​วันนี้เลยได้หรือไม่ แต่นายอนุทิน ตอบว่า​ เลือกไม่ได้​ เพราะเป็นบัตรเถื่อน ต้องเลือกวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แต่ขออย่าเปลี่ยนใจ ตั้งแต่วันนี้ 21 ม.ค. จนถึงวันที่ 8 ก.พ.นี้ ให้เลือกขวัญน.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ และอย่าลืมเลือกเบอร์ 37 ไม่เช่นนั้น ตนมานครพนมไม่ได้อายเขา.

ตีกลับคดีสินบนทองคำให้ตร. ปปช.ชี้ต้องให้ปธ.สภาส่งศาลตั้งผู้ไต่สวนอิสระ

ตีกลับคดีสินบนทองคำให้ตร. ปปช.ชี้ต้องให้ปธ.สภาส่งศาลตั้งผู้ไต่สวนอิสระ

ตีกลับคดีสินบนทองคำให้ตร. ปปช.ชี้ต้องให้ปธ.สภาส่งศาลตั้งผู้ไต่สวนอิสระ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

ป.ป.ช.มีมติ ส่งคดีสินบนทองคำ เกี่ยวโยง ‘บิ๊กโจ๊ก’ กับกรรมการ ป.ป.ช. คืนพนักงานสอบสวน ให้ไปใช้ช่องทางรัฐสภายื่นประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษเพื่อดำเนินการกับพลตำรวจเอกสุรเชชษฐ์  หักพาล กรณีให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือในทางคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ นั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงความคืบหน้าเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ดังนี้

ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณากรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบุคคลสองกลุ่ม คือ กรรมการ ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มาตรา 167 และ มาตรา 201 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 128 ประกอบมาตรา 169 มาตรา 172 มาตรา 173 และมาตรา 176 แล้ว มีความเห็นดังนี้

ตีกลับคดีสินบนทองคำ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

กรณีที่มีการกล่าวโทษว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดอาญาตามฐานความผิดข้างต้น เห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่ากรรมการ ป.ป.ช. ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย รวมทั้งมีบุคคลอื่นเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดทางอาญา รวมทั้งผู้ให้ ผู้ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่กรรมการ เพื่อจูงใจให้กระทำการไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะไต่สวนความผิดและดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องในคดีไปในคราวเดียวกัน

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องเดียวกัน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหากรรมการผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยยื่นต่อประธานรัฐสภา พร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560

ตีกลับคดีสินบนทองคำ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 บัญญัติว่า ในกรณีกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าได้กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะต้องดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัย ซึ่งคดีมีลักษณะของการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันและความผิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน จึงเข้าองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ที่จะต้องให้ประธานรัฐสภาพิจารณาเพื่อเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาในการตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ที่ประชุมจึงมีมติส่งเรื่องกล่าวหาคืนพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป

ตีกลับคดีสินบนทองคำ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก สุรเชษฐ์ หักพาล

บก.ลายจุดเจอดี ! เนวินฟ้องโพสต์เท็จคดีซื้อเสียงปี38

บก.ลายจุดเจอดี  ! เนวินฟ้องโพสต์เท็จคดีซื้อเสียงปี38

บก.ลายจุดเจอดี ! เนวินฟ้องโพสต์เท็จคดีซื้อเสียงปี38

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

บก.ลายจุดเจอดี ประธานฝ่ายกฎหมายภท. เลย ‘เนวิน’ เตรียมดำเนินคดี ฐานโพสต์ความเท็จ กรณีซื้อเสียงปี 2538

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด  นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้สนับสนุนพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีผู้ติดตามกว่า 3.1 แสนคน พาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ เกี่ยวกับเหตุการณ์การเลือกตั้งเมื่อปี 2538 ว่ามีการบุกค้นบ้านน้องสาวและน้องเขยของนายเนวินที่จังหวัดบุรีรัมย์ และพบของกลางธนบัตรใบละ 100 และ 20 บาท เย็บติดกับใบแนะนำตัวหาเสียงของนายเนวินจำนวนมาก

นายศุภชัย กล่าวว่า ข้อความที่นายสมบัติ โพสต์ เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยในข้อเท็จจริงแล้ว ไม่เคยมีการตรวจค้นบ้านของนายเนวินเอง ของน้องเขยหรือน้องสาวของนายเนวิน เนื่องจากนายเนวินไม่มีน้องสาว จึงไม่มีน้องเขย

บก.ลายจุดเจอดี

“ข้อความดังกล่าวถือเป็นการหมิ่นประมาทและใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนที่ติดตามนายสมบัติ เชื่อว่านายเนวินมีการทุจริตเลือกตั้ง มีการซื้อเสียง ซึ่งนายเนวิน จะดำเนินคดีกับนายสมบัติ และขอเตือนไปยังผู้ที่แชร์ข้อความดังกล่าวต่อ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาด้วยเช่นกัน” นายศุภชัย กล่าว

บก.ลายจุดเจอดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก สมบัติ บุญงามอนงค์, เฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย

เปิดคำวินิจฉัย! ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิน ภูมิธรรม-ทวี ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมแทรกคดีฮั้ว สว.

เปิดคำวินิจฉัย! ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิน ภูมิธรรม-ทวี ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมแทรกคดีฮั้ว สว.

เปิดคำวินิจฉัย! ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสิน ภูมิธรรม-ทวี ไม่ผิดจริยธรรมร้ายแรง ปมแทรกคดีฮั้ว สว.

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

วันที่ 21 มกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ประชุมปรึกษาคดีที่สำคัญและเป็นที่สนใจ คือ ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

สมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) โดยกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้งสอง มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม จึงถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสอง สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

ผลการพิจารณากรณีผู้ถูกร้องที่หนึ่ง คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ประเด็นว่าผู้ถูกร้องที่ 1 มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีมติโดยเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล วินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 1 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)

ประเด็นว่าผู้ถูกร้องที่ 1 มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้วมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายวิรุหห์ แสงเทียน นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต และนายสุเมธ รอยกุลเจริญ วินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องที่หนึ่งไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 2 คน คือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)

กรณีผู้ถูกร้องที่สอง (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) ประเด็นว่าผู้ถูกร้องที่สองมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้วมีมติโดยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ นายอุดม รัฐอมฤต นายสุเมธ รอยกุลเจริญและนายสราวุธ ทรงศิวิโล วินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องที่สองไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายจิรนิติ หะวานนท์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่สองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)

ประเด็นว่าผู้ถูกร้องที่สองมีพฤติกรรมอัมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้วมีมติโดยเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม นายนภดล เทพพิทักษ์ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัฐอมฤต วินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องที่สอง ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 4 คน คือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายจิรนิติ หะวานนท์ นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่สองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา160 (5)

ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) แต่อย่างไรก็ดี ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงไปก่อนแล้วตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูที่ *17/2568 และรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170

ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันอ่านคำนินิจฉัย

เท้งVSอนุทิน หายใจรดต้นคอ พระปกเกล้าโพลชี้ยังไม่เลือกอีก26%

เท้งVSอนุทิน หายใจรดต้นคอ พระปกเกล้าโพลชี้ยังไม่เลือกอีก26%

เท้งVSอนุทิน หายใจรดต้นคอ พระปกเกล้าโพลชี้ยังไม่เลือกอีก26%

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

‘พระปกเกล้าโพล’เผยผลสำรวจ 26.2% ยังไม่พบคนเหมาะสมนั่งเก้าอี้นายกฯ รองมาคือ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” 18.8%  ขณะที่กลุ่มวัยรุ่น หนุนหัวหน้าพรรคประชาชนนั่งผู้นำ  ส่วนกลุ่มคนทำงาน ช่วงอายุ 44-59ปี และกลุ่มผู้สูงอายุ 60ปีขึ้นไป หนุน “อนุทิน”นั่งเก้าอี้นายกฯ 

วันที่ 21 มกราคม 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ “เลือกตั้ง69 ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ในสายตาของประชาชน” ตามที่นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการ เพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความเป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์  โดยสำรวจ ระหว่างวันที่ 8-11ม.ค.2569 จากประชาชนอายุ 18ปีขึ้นไปตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000ตัวอย่าง มีบทสรุปสำคัญดังนี้ ตัวเลือกที่ประชาชนเห็นว่า สามารถแก้ปัญหาประเทศได้จริง พบว่า ประชาชน 26.2% ระบุว่า ยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม   รองมาคือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน 18.8% นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย 16.9% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย 10.9% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ 10.2% ส่วนเมื่อแยกตามกลุ่มอายุที่ยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใครนั้น พบว่า กลุ่มเจนY (28-43ปี) ยังไม่ตัดสินใจสูงสุด  29.5%  รองมาคือ เจนX (44-59ปี) 25.9% เจนZ (18-27ปี) 24.5% และ Baby Boomer (60 ปี ขึ้นไป) 24.5%

ขณะที่การเลือกผู้นำตามช่วงอายุพบว่า เจนZ (18-27ปี) เลือกนายณัฐพงษ์ เป็นอันดับ 1 33.8% รองมาคือ นายอนุทิน 11.3%  นายยศชนัน 8.1%  กลุ่มเจนY(28-43ปี) เลือกนายณัฐพงษ์เป็นอันดับ1 19.6% รองมาคือนายอนุทิน 14.1% นายยศชนัน 10.8%  เจนX (44-59ปี) เลือกนายอนุทินอันดับ1 21.2%  รองมาคือนายณัฐพงษ์ 11.9% นายยศชนัน 11.4%  กลุ่มBaby Boomer (60ปีขึ้นไป) อันดับ1 เลือกนายอนุทิน 20.4%  รองมาคือนายอภิสิทธิ์ 15.1% นายยศชนัน 14.1% 
 

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ฐนภัทร อดีต สส.จันทบุรี ปมถือครองที่ดินเขาสอยดาว

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ฐนภัทร อดีต สส.จันทบุรี ปมถือครองที่ดินเขาสอยดาว

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พ.ต.ท.ฐนภัทร อดีต สส.จันทบุรี ปมถือครองที่ดินเขาสอยดาว

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

วันที่ 21 มกราคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดพันตำรวจโท ฐนภัทร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.จังหวัดจันทบุรี ถือครองที่ดินจำนวน 3 แปลง เนื้อที่รวม 94 – 1 – 59 ไร่ ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี โดยไม่มีคุณสมบัติที่จะครอบครองได้ตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปี พ.ศ. 2557 พันตำรวจโท ฐนภัทร ได้ซื้อที่ดินในท้องที่ตำบลปะตงและตำบลทับช้าง อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี จำนวน 3 แปลง เนื้อที่รวม 94 – 1 – 59 ไร่ จากผู้ครอบครองเดิม ซึ่งเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 200 ลงวันที่ 26 สิงหาคม 2515

และได้เข้าถือครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยการทำสวนลำไยและปลูกสร้างบ้านโดยเป็นผู้ร้องขอเลขที่บ้านด้วยตนเอง และภายหลังจากที่พันตำรวจโท ฐนภัทร ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง สส.จังหวัดจันทบุรี เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 พันตำรวจโท ฐนภัทรก็ยังคงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดังกล่าวต่อเนื่องเรื่อยมา และได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินกรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยแสดงรายการที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิจำนวน 3 แปลงดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของคู่สมรส

ต่อมาเมื่อคณะทำงานสำรวจการครอบครองที่ดินระดับพื้นที่ได้เข้าทำการสำรวจการครอบครองที่ดินของราษฎรในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 พันตำรวจโท ฐนภัทร ได้ให้บุตรชายแสดงตนเป็นผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์แทน ทั้งที่ทราบดีว่าตน คู่สมรส และบุตร มิใช่บุคคลที่ได้รับอนุญาตหรือได้รับการผ่อนผันให้อยู่อาศัยหรือทำกินตามกฎหมาย

เนื่องจากมิใช่ผู้ครอบครองที่ดินเดิมและทำประโยชน์มาโดยต่อเนื่อง ตามที่กรมป่าไม้ได้สำรวจและขึ้นทะเบียนไว้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 หรือเป็นทายาททางมรดกตามกฎหมายของผู้ครอบครองที่ดินเดิม เนื่องจากไม่สามารถซื้อขายกันได้ รวมทั้งมิได้เป็นผู้ยากไร้มีรายได้น้อยและไร้ที่ดินทำกินตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2557

การกระทำของพันตำรวจโท ฐนภัทร ในฐานะ สส.และได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน แต่กลับยึดถือครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ในเขตป่าอนุรักษ์ซึ่งสงวนไว้เพื่อทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต อันเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติว่า การกระทำของพันตำรวจโท ฐนภัทร เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ข้อ 8 และข้อ 17 ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เสนอเรื่องการกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามฐานความผิดดังกล่าว ต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 ต่อไป