ธิษะณา ชุณหะวัณ ทายาทรุ่น 4 ซอยราชครู ดาบเดียวเสียวทั้งพรรค

ธิษะณา ชุณหะวัณ ทายาทรุ่น 4 ซอยราชครู ดาบเดียวเสียวทั้งพรรค

ธิษะณา ชุณหะวัณ ทายาทรุ่น 4 ซอยราชครู ดาบเดียวเสียวทั้งพรรค

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.54 น.

ในแวดวงการเมืองนาทีนี้ ชื่อของ แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส. กทม. พรรคประชาชน กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตาพูดถึงอย่างมาก หลังจากที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.ในครั้งนี้ เธอตัดสินใจหันหลังให้ต้นสังกัดเดิม พร้อมเปิดปฏิบัติการ “แฉ” ขบวนการภายในอย่างเผ็ดร้อน

นอกเหนือจากการปะทะคารม ในโซเชียลมีเดีย อย่างดุเดือดแบบชนิดด่ามาด่ากลับไม่โกง กับ ตัวตึงของพรรคอย่าง ไอซ์ รักชนก และอดีต สส.รุ่นใหญ่ของพรรคส้มอย่าง อมรัตน์ โชคปมิตกุล ไปแล้ว

เธอยังเปิดประเด็น ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ และถูกสื่อและฝ่ายตรงข้ามกับพรรคส้มไปขยี้ต่ออย่างเมามัน นั่นคือการออกมาเปิดโปงเรื่อง IO (Information Operation) และความเชื่อมโยงกับบริษัท สเปคเตอร์ซี (Spectre C) ที่เธอระบุว่าเป็นกลไกในการปั่นกระแสและโจมตีผู้เห็นต่าง ที่มีที่ตั้งอยู่บนอาคารอนาคตใหม่ อันเป็นอาคารเดียวกับที่ทำการพรรคประชาชน ที่ทำให้บรรดาสมาชิกพรรคส้ม ตลอดจนด้อมส้มทั้งหลายที่ยังไม่หายตกตะลึงกับความพ่ายแพ้แบบยับเยินของพรรค ต้องตกใจซ้ำซ้อนอีกครั้ง เพราะปฏิบัติการ “ดาบเดียวสะเทือนทั้งพรรค” ครั้งนี้

เป็นความจริงที่ว่า เรื่องการทำไอโอ กับพรรคส้มนั้น สังคมทั่วไปมีความเชื่อเรื่องนี้กันอยู่แล้ว หากแต่การที่มีคนในที่เคยเป็นถึงอดีต สส.ของพรรคออกมาแฉแบบละเอียด ระบุชื่อบริษัท ระบุพฤติกรรมเช่นนี้ ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำข้อสงสัยดังกล่าวให้ “มีน้ำหนัก”มากขึ้น

การเดินสายให้สัมภาษณ์สื่อ ของแก้วตา โดยมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์บรรดาแกนนำพรรคหลายคน รวมถึง ด้านลบของระบบภายในพรรค อย่างต่อเนื่อง ต้องถือว่า สามารถเขย่าพรรคส้มให้สะเทือนได้มากทีเดียว

ทายาทรุ่นที่ 4 แห่ง “ซอยราชครู”

หลังการเลือกตั้ง ปี 66  แก้วตา เดินเข้าสู่สภาในฐานะ สส.หน้าใหม่ แต่จากพื้นฐานครอบครัวแล้ว เธอคือ “ลูกไม้ใต้ต้น” รุ่นที่ 4 ของตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของไทย โดยเธอเป็นบุตรสาวของ อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ปัญญาชนและนักการเมืองชื่อดัง กับ คุณอโนทัย ชุณหะวัณ ศิลปินนักวาดภาพ

และยังเป็นหลานปู่ของ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 17 ของไทย เจ้าของสโลแกน “No Problem ไม่มีปัญหา”

หากจะเข้าใจตัวตนของเธอ ต้องย้อนไปดูรากเหง้าของ “กลุ่มซอยราชครู” ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีบทบาทกำหนดทิศทางประเทศไทยมาหลายทศวรรษ

รุ่นที่ 1 – จอมพลผิน ชุณหะวัณ : ต้นตระกูลผู้มีบทบาทสำคัญในการรัฐประหาร พ.ศ. 2490 และนายทหารที่อยู่ในกลุ่มศูนย์กลางอำนาจในยุคนั้น

รุ่นที่ 2 – พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ : บุตรชายของจอมพลผิน และเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 เจ้าของนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ผู้สร้างยุคทองทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย นอกจากนี้ พลเอกชาติชาย ยังเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งพรรคชาติไทย ร่วมกับพลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร เมื่อปี 2517

รุ่นที่ 3 – อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ : บุตรชายพลเอกชาติชาย  นักวิชาการและนักการเมืองสายสิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม เคยเป็นทั้งสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง และสส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นผู้ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของตระกูลเชื่อมโยงกับความเป็นประชาธิปไตยและการตรวจสอบอำนาจรัฐมากขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีนักการเมืองที่ถือเป็นเครือญาติทั้งสายตรง และเกี่ยวดองกันจากการแต่งงานกับคนในตระกูลนี้ และมีบทบาทสำคัญในการเมืองไทยอีกหลายคน เช่น พลตำรวจเอกประมาณ อดิเรกสาร อดีต รมว.มหาดไทย, นายกร ทัพพะรังสี อดีตรองนายกฯและรัฐมนตรี หลายกระทรวง ,ดร.ปรานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตรองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ เป็นต้น

ไม่ใช่ “ตะเกียงไร้น้ำมัน” การคัมแบ็กที่เหนือความคาดหมาย

หากพิจารณาจากประวัติการศึกษาจะพบว่าเธอมีพื้นฐานทางวิชาการที่เข้มข้นในระดับสากล โดยเฉพาะด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกฎหมาย 

โดยศึกษาระดับปริญญาตรีที่ คณะศิลปศาสตรบัณฑิต (สังคมศาสตร์) สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกิจการทั่วโลก วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC)

ระดับปริญญาโท : MA in Public International Law (Human Rights concentration) จาก SOAS University of London สหราชอาณาจักร

SOAS (School of Oriental and African Studies) เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นทางวิชาการสาย “การเมือง-สังคมศาสตร์” ซึ่งส่งผลต่อวิธีคิดและการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชนของเธออย่างชัดเจน

ด้วยดีกรี ด้านกฎหมายมหาชนระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน ทำให้บทบาทของเธอในสภาไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมืองภายในพรรค แต่เธอยังเป็นหนึ่งใน สส. ที่มีบทบาทโดดเด่นในด้านงานด้านผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ

ในช่วงแรกของการเป็น สส. ภาพพจน์ของแก้วตาอาจดูไม่สู้ดีนักในสายตาชาวเน็ตบางกลุ่ม เธอเคยถูกล้อเลียนเรื่อง “การนับเลขผิดกลางสภา” ซึ่งภายหลังเธอได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่า เป็นเพราะเธอไปใช้ชีวิตและเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็ก ทำให้การสื่อสารภาษาไทยบางคำหรือการนับตัวเลขในที่สาธารณะเกิดความประหม่า รวมถึงประเด็นภาพหลุด “สูบบุหรี่ไฟฟ้า” ที่ทำให้เธอถูกโจมตีอย่างหนัก

“การเติบโตในต่างแดนอาจทำให้ภาษาไทยไม่คล่องแคล่ว แต่ไม่ได้แปลว่าความเข้าใจทางการเมืองของเธอนั้นอ่อนด้อย”

แต่บทเรียนจากความผิดพลาดเหล่านั้น กลับกลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้เธอแกร่งขึ้น วันนี้ ธิษะณา ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอคือ “ของจริง” การออกมาโต้กลับพรรคเดิมด้วยข้อมูลเชิงลึก แสดงให้เห็นถึงดีเอ็นเอของตระกูลชุณหะวัณที่ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

แก้วตา หรือ ธิษะณา ในวันนี้ไม่ใช่ นักการเมือง หน้าใหม่ที่ใครจะรังแกหรือบูลลี่ได้ง่ายๆ อีกต่อไป แต่เธอคือทายาทรุ่น 4 แห่งซอยราชครูที่พร้อมจะ สวนกลับทุกดอก ตอกกลับทุกคน อย่างถึงพริกถึงขิง

จริงไม่จริง ปรากฎการณ์ดาบเดียวเสียวทั้งพรรค การจุดพลุประเด็น Spectre C จนทำให้สังคมตั้งคำถามกัลป์พรรคส้ม และแกนนำพรรคหลายคนต้องพากันออกมาแก้ตัวกันพัลวัน น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ถึง พลังงานแห่งการตอบโต้ของเธอได้เป็นอย่างดี

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

หยุดแถ!!! โบว์ ณัฏฐา จี้ กกต. ควรยอมรับความผิดพลาด ปมบาร์โค้ด

หยุดแถ!!! โบว์ ณัฏฐา จี้ กกต. ควรยอมรับความผิดพลาด ปมบาร์โค้ด

หยุดแถ!!! โบว์ ณัฏฐา จี้ กกต. ควรยอมรับความผิดพลาด ปมบาร์โค้ด

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ นักวิเคราะห์ข่าว และนักกิจกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เรื่องบาร์โค้ดที่ทำให้ระบุได้จริงว่าใครโหวตให้ใคร อยากถาม กกต.ว่า ถ้าคิดว่ามันคือสิ่งที่ทำได้ คราวหน้าจะทำต่อมั้ยคะ? 

คนทั้งประเทศรู้แล้วว่าเขามีความเสี่ยงที่จะถูกเช็คว่าโหวตให้ใครไป คราวนี้ใครรับเงินซื้อเสียงมาก็ยิ่งไม่กล้าโหวตคนอื่น เพราะรู้แล้วว่าถ้าคนซื้อเส้นใหญ่พอ ก็มีช่องทางให้เข้าไปเช็คบัตรได้เลยว่าได้กาตามที่จ่ายไปมั้ย … 

การออกแบบบัตรแบบนี้ทำให้การโหวตไม่เป็นความลับเพราะมีช่องทางให้เช็คได้ และต่อให้ไม่มีใครเช็คก็ยังใช้ขู่ชาวบ้านให้กลัวได้ มันเป็นวิธีคิดที่ผิดหลักการจัดการเลือกตั้งมาแต่ต้น 
ไม่มีเหตุผลให้ทำและไม่มีใครทำ ทุกคำแถที่อ้างมาฟังไม่ขึ้น ควรยอมรับว่าผิดค่ะ

อนุทิน เยือนถิ่นเก่าอัสสัมชัญ ฉลองครบรอบ 141 ปี โบกมือทักทายศิษย์ปัจจุบัน

อนุทิน เยือนถิ่นเก่าอัสสัมชัญ ฉลองครบรอบ 141 ปี โบกมือทักทายศิษย์ปัจจุบัน

อนุทิน เยือนถิ่นเก่าอัสสัมชัญ ฉลองครบรอบ 141 ปี โบกมือทักทายศิษย์ปัจจุบัน

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.35 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเวลา 13.40 น. ที่โรงเรียนอัสสัมชัญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งนายอนุทินเป็นศิษย์เก่า เมื่อมาถึงมีผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้บริหาร เพื่อนร่วมรุ่นนายกฯ และตัวแทนเด็กนักเรียนมาต้อนรับ โดยนายอนุทินได้หันมาโบกมือทักทายเด็กๆที่ออกมาส่งเสียงตะโกนทักทายนายกฯด้วยความดีใจ 

นายกฯยังได้แซวนักข่าวที่มาติดตามทำข่าวว่านี่งานโรงเรียนไม่ใช่งานการเมือง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ปี 2569 โต 2% นายกฯ กล่าวว่า ใช่ๆ มันดีขึ้นจริง

เปิดเบื้องลึกวงประชุมภูมิใจไทย ว่าที่ สส.ส่งสัญญาณอึดอัด หากร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม

เปิดเบื้องลึกวงประชุมภูมิใจไทย ว่าที่ สส.ส่งสัญญาณอึดอัด หากร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม

เปิดเบื้องลึกวงประชุมภูมิใจไทย ว่าที่ สส.ส่งสัญญาณอึดอัด หากร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.26 น.

เปิดเบื้องลึกวงประชุม”ภูมิใจไทย” “ว่าที่ สส.”ส่งสัญญาณอึดอัด หากร่วมรัฐบาลกับ”กล้าธรรม” หวั่นลามกระทบถึง”อนุทิน”ถูกยื่นตีความคุณสมบัติปมตั้ง รมต.เคลือบแคลง-มีข้อกังขา สยบข่าวดีล”พท.”ตกลง 5 เก้าอี้ แจงแค่ขอเข้าพบแสดงความยินดี-หนุน”เสี่ยหนู”เป็นนายกฯ ย้ำกำกับกระทรวง”ความมั่นคง-เศรษฐกิจ” เดินหน้าสนองนโยบาย ปชช. เปิดกว้างคุยทุกพรรค

16 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แจ้งว่า กรณีแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นเพียงการขอเข้าพบเพื่อแสดงความยินดีต่อพรรคภูมิใจไทย และแสดงท่าทีพร้อมสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องการแบ่งกระทรวงร่วมรัฐบาลตามที่มีกระแสข่าว ว่าพรรคเพื่อไทยเสนอ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เนื่องจากต้องรอหารือกับพรรคการเมืองตามลำดับ และเมื่อทราบความต้องการของแต่ละพรรคแล้ว จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยต่อไป

ทั้งนี้ ในวันดังกล่าว แกนนำพรรคภูมิใจไทยได้แจ้งกับแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า พรรคภูมิใจไทยมีความประสงค์จะกำกับกระทรวงด้านความมั่นคง รวมถึงกระทรวงด้านเศรษฐกิจทั้งระบบ เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพตามนโยบายที่ประกาศต่อประชาชน

ด้านแหล่งข่าวในการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยยังเปิดโอกาสให้ทุกพรรคเข้ามาร่วมกันทำงานเพื่อประชาชน ส่วนการพูดคุยกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังไม่มีการติดต่อเข้ามา และมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพูดคุยหลัง กกต.ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.อย่างเป็นทางการ ดังนั้น กระแสข่าวว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะนั่งรองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ พร้อมกำกับดูแลกระทรวงเกษตรฯ จึงเป็นเพียงการคาดการณ์ที่เร็วเกินไป รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลและสัดส่วนรัฐมนตรีต่างๆ จะพิจารณาหลังจากลงมติสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร

แหล่งข่าวฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นด่านแรกหลังเปิดประชุมสภาฯ นัดแรก กรณีมีชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ว่าที่ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ยังไม่มีข้อยุติ แม้ยอมรับว่า นายโสภณ เป็นตัวเลือกหนึ่งที่เหมาะสม เพราะมีความเก๋าเกมทางการเมือง เป็น สส.มานาน และเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาแล้ว แต่ภายในพรรคยังมี สส.คนอื่นที่มีความสามารถ ทั้ง สส.หลายคนที่มีประสบการณ์ รวมถึง สส.ที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ทำหน้าที่ในสภาฯ มาหลายสมัย ยังเป็นตัวเลือกที่มีความเหมาะสม รวมทั้งตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ก็จะเป็นโควตาพรรคด้วย โดยคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยจะเป็นผู้พิจารณาและชี้ขาดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทย จำนวน 193 คน เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา นายอนุทินได้แจ้งสถานการณ์ว่า จะทยอยเชิญพรรคการเมืองต่างๆ ที่ได้คะแนนตามลำดับจากมากไปน้อย โดยจะเชิญพรรคเพื่อไทย , พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ แต่จะไม่เชิญพรรคประชาชน (ปชน.) เนื่องจากแสดงเจตนาชัดเจนว่าต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน โดยในที่ประชุม มีว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทยหลายคน แสดงความอึดอัดใจกับการร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม เพราะเกรงว่าจะมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรี หากมีการทูลเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลหรือแกนนำของพรรคกล้าธรรมที่มีประวัติเป็นที่เคลือบแคลงทั้งข้อกฎหมาย รวมถึงพฤติกรรมต่างๆ ที่สังคมยังคงกังขา

สนธิญา ป้องระบบบาร์โค้ด เชื่อมั่นเลือกตั้งสุจริต วอนอย่าเหมาเข่งทำโมฆะ

สนธิญา ป้องระบบบาร์โค้ด เชื่อมั่นเลือกตั้งสุจริต วอนอย่าเหมาเข่งทำโมฆะ

สนธิญา ป้องระบบบาร์โค้ด เชื่อมั่นเลือกตั้งสุจริต วอนอย่าเหมาเข่งทำโมฆะ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.58 น.

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(สนง.กกต.) นายสนธิญา สวัสดี เคลื่อนไหวทางการเมืองได้เดินทางมายื่นเรื่องต่อกกต. ระบุว่าสนับสนุนการมีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด เพื่อป้องกัน การมีบัตรผี การทุจริต และไม่สามารถนำบัตรออกมาเพื่อที่จะสแกนหาบุคคล ชื่อ บุคคลที่ลงคะแนนได้ในจำนวนมาก ที่บุคคลธรรมดาพึงกระทำได้  และประเด็นการนำเรื่องหน่วยเลือกตั้งปทุมธานี เข้ามาเสนอข่าว สุดท้ายมีการแก้ไขแล้ว รวมทั้งมีการซูมภาพเข้าไปถึงบุคคลที่กาหมายเลขเลือกตั้งอยู่ นอกจากนี้ เรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ พรป.การเลือกตั้ง สส. กฎข้อบังคับ และคำสั่งอย่างเคร่งครัด และดำเนินการกับกลุ่มบุคคลที่ใส่ร้ายด้วยความเท็จอย่างเด็ดขาดต่อไป

โดยนายสนธิญา กล่าวว่า กรณีการที่คิดไม่เหมือน คิดต่างไม่ใช่เป็นเรื่องโง่ แต่คือความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย ขอฝากเรียนไปถึงการชุมนุมที่สกายวอล์คเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 ก.พ.ที่ผ่าน มาและขณะนี้ด้วยว่า เมื่อปี 2562 ศาลสั่งจำคุก 4 เดือน รอลงอาญา 2 ปี อดีตแกนนำพรรคอนาคตใหม่ 4 คน คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล น.ส.พรรณิการ์ วานิช นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ผมเรียนเตือนไปยังน้องๆหลานๆลูกๆที่ชุมนุมอยู่ที่sky walk ผมรอดูอยู่ถ้าหากเกินเลยเมื่อไหร่ เพราะตรงนั้นกับหน้าวังสระปทุม ห่างกันไม่เกิน 150 เมตร  ซึ่งขัด พ.ร.ป.ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ และ 4 คนที่ตนกล่าวถึงนั้น โดนศาลพิพากษาตัดสินไปแล้ว

สนธิญา

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 คือต้องการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาและดำเนินคดีทั้งพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากกรณีที่มีผู้บอกว่าเหตุการณ์ไฟฟ้าดับระหว่างนับคะแนนเกิดขึ้นที่จังหวัดชลบุรี ทั้งที่ความจริงแล้วเกิดขึ้นที่จังหวัดปทุมธานี และกรณีการนำใบขีดคะแนนมาโชว์แล้วระบุว่าพบในกองขยะ ตนขอเรียกร้องให้กกต. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพราะเชื่อว่าปุถุชนคนธรรมดาไม่อยากจะเข้าไปกองขยะแน่นอน อีกทั้งจะได้ทราบว่าที่มา ที่ไปของเรื่องดังกล่าวเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้นำใบขีดคะแนนไปทิ้งขยะ รวมถึงกรณีที่เกิดขึ้นที่เทศบาลท่าโขลง อำเภอเมืองปทุมธานี มีสื่อโทรทัศน์แห่งหนึ่ง มีความพยายามที่จะซูมเข้าไปเพื่อจะให้เห็นถึงผู้มีสิทธิเลือกตั้งกาหมายเลข  ซึ่งตนได้นำคลิปนี้ส่งให้กกต.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากสื่อดังกล่าวการกระทำเหล่านั้นเพื่อที่กำลังจะบอกว่า กกต.จัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริต ยืนยันว่าตนไม่ได้รับประโยชน์ใดๆจาก กกต.และหากมีการเลือกตั้งเป็นโมฆะตนก็จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์คนหนึ่งเหมือนกัน 

ส่วนกรณีที่กกต. จัดทำ QR code และบาร์โค้ดบนบัตร นายสนธิญา ระบุว่าตนเห็นด้วยเพราะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถตรวจสอบที่มาของบัตรเลือกตั้งได้ยังมีคุณภาพ พร้อมถามกลับว่าถ้ากรณี QR code หรือบาร์โค้ด เป็นความลับตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในกระบวนการเลือกตั้งมีตั้งแต่การที่ประชาชนไปที่คูหาแล้วดูว่ามีชื่อของตนเองอยู่หรือไม่  แล้วนำบัตรประชาชนแสดงตนแล้วรับบัตรเลือกตั้งและเข้าไปกาในคูหา และเดินออกมา เมื่อเลือกตั้งแล้วเสร็จเวลา 17.00 น.ก็มีการเปิดหีบนับคะแนน เมื่อนับแล้วเสร็จก็จะมีการรวมคะแนน ซึ่งกระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการลับหรือไม่ ซึ่งการรวมคะแนนในแต่ละหน่วยและนำไปรวมรวมกันในเขตเลือกตั้งก่อนนำไปรวมในระดับอำเภอ ดังนั้น ต้องตีประเด็นในตรงนี้ก่อนว่าความลับไม่สามารถที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมนั้นอยู่ที่ว่าตรงนั้นเป็นความลับระดับไหน 

สนธิญา

นายสนธิญา กล่าวว่า ตนจึงเห็นว่ากรณีบาร์โค้ดและ QR code เป็นเรื่องของการตรวจสอบที่มาของบัตร ส่วนใครที่จะมีอำนาจหรือนำบัตรเลือกตั้งที่มีอยู่ถึง 32 ล้านใบหรือแต่ละหน่วยเลือกตั้งที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 100,000 คนนำไปสแกน QR หรือ barcode ตนคิดว่าสามารถทำได้แต่ขอถามว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ ต้องใช้คนกี่คนในการสแกน ต้องใช้อาคารสำนักงานขนาดไหนและที่สำคัญจะนำบัตรนั้นออกมาได้อย่างไร เพราะปัจจุบันต้องยอมรับความเป็นจริงการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นการเลือกตั้งที่ซื้อเสียงมากที่สุดครั้งหนึ่ง

“และการซื้อเสียงก็เป็นการร่วมมือกันระหว่างพรรคการเมืองผู้สมัคร สส.และผู้รับเงินและประสิทธิภาพของการทำงานไม่ต้องพึ่งบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด อย่างปัจจุบัน บ้านใหญ่ก็มี ผู้ใหญ่ บ้านกำนัน อสม. อบต.สท. มีนายกอบต. นายกเทศบาล ซึ่งมีรายชื่อของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดอยู่แล้ว ถามว่าใครจะมาปัญญาอ่อนนำเอาบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดไปสแกนข้อมูล แล้วใช้คนเป็นสิบเป็นร้อย ผมไม่เชื่อ แต่หากถามว่าสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองจะต้องพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้เมื่อเทียบกับคดีที่ผมเคยไปร้องศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง ซึ่งศาลไม่รับคำร้องเนื่องจากมองว่าไม่เข้าเงื่อนไขในการยื่นคำร้อง และถ้า 2 หน่วยงานนี้ไม่รับ ผมเรียกร้องไปยังผู้ที่ยื่นและพรรคการเมืองที่สนับสนุน อย่าไปบอกว่าองค์กรอิสระเป็นพวกเดียวกันอีก เพราะขณะนี้กระบวนการนี้เมื่อกล่าวหาว่า กกต.เป็นองค์กรที่ไม่เที่ยงตรงไม่เที่ยงธรรม” นายสนธิญา กล่าว

สนธิญา

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า นิด้าโพลล์ ระบุว่าประชาชนเกือบร้อยละ 60 ระบุว่ามีความน่าเชื่อถือ แต่ขณะเดียวกันถ้าเมื่อไหร่ที่ศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง ก็อย่าไปกล่าวหาว่าองค์กรเหล่านั้นไม่ยุติธรรมอีก และกำลังจะนำไปสู่การจัดชุมนุมในประเด็นนี้ต่อเนื่องกันไป ตนไม่คิดว่ากรณี 44 สส.ซึ่งตนเป็นหนึ่งในผู้ร้องที่ให้ ปปชส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยและอาจจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แม้จะมีพรรคการเมืองนั้นบอกว่าจะยื่นเพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อตนก็จะคัดค้านในประเด็นนี้เช่นกัน 

นายสนธิญา ยังขอเรียกร้องว่าให้มีการดำเนินการตามกฎหมาย หากจะยื่นคำร้องหรือคำฟ้องใดๆ ซึ่งตนมีแนวคิดเช่นนี้ ขออย่ามองว่าตนรับเงินจาก กกต.เพราะตนไม่ได้อะไรสักบาทนอกจากคนที่ด่าตน ขณะเดียวกันหลังเลือกตั้งก็ต้องดำเนินการต่อไป เพราะขนาดนี้มีหน่วยเลือกตั้งกว่า 99,400 กว่าหน่วยเลือกตั้ง หรือเกือบแสนหน่วย แต่มีหน่วยเลือกตั้งเพียงไม่กี่หน่วยที่เกิดปัญหา และจะนำไปสู่การโมฆะทั้งกระดานนั้น เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ออกไปใช้สิทธิ 32 ล้านคนหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงมายื่นให้กกต.พิจารณาวินิจฉัยและดำเนินและดำเนินคดีดำเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยที่ระบุกรณี กกต.แจ้งความผู้หนึ่งผู้ใด แล้วบอกว่าปิดปาก ขณะที่ก็ร่วมหัวกันฟ้อง กกต.ขณะนี้ กี่คดีแล้ว ซึ่ง กกต.ก็จำเป็นต้องรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของ กกต.ไว้ด้วย และเห็นว่าเมื่อภาคประชาชนให้ข้อมูลกับประชาชนเรื่องหนึ่งเรื่องใดกกต.ก็จำเป็นที่จะต้องมีการให้ข้อมูลกับประชาชนได้ด้วย เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลครบถ้วนจากทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกันเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของประชาชน 

สนธิญา
สนธิญา

2 ผู้สมัคร สส.ส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ

2 ผู้สมัคร สส.ส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ

2 ผู้สมัคร สส.ส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.50 น.

2 ผู้สมัคร สส.พรรคส้ม บุก กกต. ยื่นหลักฐานใบขีดคะแนนโผล่บ่อขยะสมุทรปราการ “วีรภัทร”จี้ถ้าไม่นับคะแนนใหม่ ก็เลือกตั้งใหม่ งง!มีใบรายชื่อคนเลือกตั้ง“บุรีรัมย์”ด้วย ด้าน“ประสิทธิ์”ร้อง PDPA จากปมบาร์โค้ด ล้วงข้อมูลทัศนคติการเมือง เชื่อพรรคไหนได้ข้อมูลไปชนะเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งการเลือกตั้ง (กกต.) 2 ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ได้แก่ นายวีรภัทร คันธะ ผู้สมัคร สส.สมุทรปราการ และนายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี เข้ายื่นหนังสือต่อ กกต.ขอให้ตรวจสอบกรณีพบใบขีดคะแนนในพื้นที่สมุทรปราการ และตรวจสอบบาร์โค้ดที่ปรากฎบนบัตรเลือกตั้งว่าเข้าข่าย PDPA หรือไม่ กรณีของตนเป็นกรณีที่สืบเนื่องจากที่มีการนำใบขีดคะแนนและป้ายต่างๆ ทิ้งที่บ่อขยะในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ วันนี้จึงได้นำเอกสารขอคัดค้านผลการเลือกตั้งและขอให้นับคะแนนใหม่ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นตนได้รวบรวมข้อมูลหลักฐานที่นำไปสู่การนับคะแนนใหม่ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากหน่วยใดหรือเขตเลือกตั้งใดที่มีความรู้สึกว่าไม่สุจริตไม่โปร่งใส สามารถนับคะแนนใหม่ได้

นายวีรภัทร กล่าวต่อว่า ตนได้รับรายงานจากหลายคนที่พบความผิดปกติในการเลือกตั้งพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ใช่แค่ใบขีดคะแนนเท่านั้น แต่พฤติกรรมของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) และอีกหลายเรื่อง เช่น ใบลงคะแนนที่มีปัญหา แม้แต่หน้าหน่วยเลือกตั้งที่มีการนำเอาชื่อคนอื่นมาติดแทนชื่อของตน ซึ่งข้อมูลเบื้องต้น ตนได้ยื่นต่อ กกต.จังหวัดไปแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะใบขีดคะแนน ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญ ได้นำไปทิ้งที่บ่อขยะที่อยู่ในพื้นที่ปิดของเทศบาลเมืองลัดหลวง ตนเข้าใจว่าเป็นการเช่าพื้นที่จากเทศบาลตำบลพระสมุทรเจดีย์

นายวีรภัทร ระบุว่า ยังมีเอกสารอื่นๆ ด้วย เช่น ใบรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจ ว่าเหตุใดถึงมาปรากฎที่บ่อขยะแห่งนี้ และถ้าเราไม่ได้พบพลเมืองดี เราคงไม่ทราบว่ามีการนำเอาขยะมาทิ้ง เอาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมาทิ้ง เรื่องนี้ตนคิดว่าต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบไม่ใช่แค่หน่วยใดหน่วยหนึ่ง เอกสารที่พบนี้อาจเป็นแค่บางส่วนด้วยซ้ำ ยังมีที่เราไม่พบอีกจะเป็นอย่างไร จึงนำรายละเอียดมายื่นต่อ กกต.เพื่อร้องขอถ้าไม่นับคะแนนใหม่ ก็ควรจะเลือกตั้งใหม่

นายวีรภัทร ยังกล่าวว่า กกต.เองเคยดูงานที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตนได้รับรายงานมาว่า กกต.ไปดูงานเรื่องประชามติ ซึ่งประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีการกระจายอำนาจ โดยเฉพาะเรื่องการจัดประชามติอย่างโปร่งใส แต่ กกต.เองในที่นั้น มีการพูดในลักษณะที่ว่าความโปร่งใสแบบนี้ไม่น่าจะทำได้ที่ประเทศของเรา หรือไม่อย่างไร ซึ่งตนคิดว่าสมควรตั้งข้อสงสัยมากๆ ว่าในการดูงานของ กกต.เสียเปล่าหรือไม่

“ผมทราบว่าจริงๆ แล้ว กกต.น่าจะสนุกสนานกับการไปดูงานบนยอดเขาที่สวิตเซอร์แลนด์ หรือเมืองที่อยู่ในทะเลสาบ มากกว่าการทำประชามติหรือการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส เรื่องนี้ผมมีหลักฐาน และทราบมาว่าหลายต่อหลายคนที่เดินทางไปในครั้งนี้ น่าจะท่องเที่ยวมากกว่าการตั้งใจไปดูงาน” นายวีรภัทร กล่าว

เมื่อถามว่า เอกสารที่มาจากจังหวัดบุรีรัมย์ มีรายละเอียดอย่างไร นายวีรภัทร กล่าวว่า เราได้รับข้อมูลจากสื่อมวลชนที่ลงพื้นที่ไปช่วยตรวจสอบ ทราบว่าเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ซึ่งปกติชื่อเหล่านี้จะอยู่ที่บริเวณหน้าหน่วยเลือกตั้ง รายละเอียดชัดๆ ไม่สามารถตอบได้ เนื่องจากเอกสารเหล่านี้อยู่ในเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระสมุทรเจดีย์ ตนไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของการจัดการเอกสารหรือการเข้าตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า แบบนี้จะมีน้ำหนักหรือไม่ เพราะกรณีที่ชลบุรี หลักฐานที่อ้างอิงมาจากสื่อมวลชน ก็ถูกปัดตก นายวีรภัทร กล่าวว่า ถ้าตนไปเจอแล้วไปหยิบมา ตนอาจจะโดนปั้นหลักฐานเท็จด้วยซ้ำ แต่กรณีนี้ พี่น้องสื่อมวลชนไปลงพื้นที่ และมีภาพปรากฎไม่ใช่การลงพื้นที่แค่ครั้งเดียว ดังนั้นแล้วเรื่องนี้มีน้ำหนักสูงในข้อเท็จจริงที่ปรากฎ เพราะส่วนหนึ่งตนเชื่อว่าทาง กกต.เอง หรือทางผู้ที่จัดเก็บคงไม่คาดว่าจะมีคนไปพบเอกสารเหล่านี้อยู่ในกองขยะ ซึ่งเป็นพื้นที่พื้นที่ปิด

เมื่อถามว่า ต้องการให้มีการสืบเสาะหาผู้กระทำผิดเพื่อเอาผิดหรือไม่ นายวีรภัทร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของ กกต. แค่ส่วนเดียว กกต.จำเป็นจะต้องตามหาผู้ที่กระทำความผิด เพราะเอกสารเหล่านี้ไม่ควรจะมาพบที่บ่อขยะ อีกส่วนหนึ่งเจ้าหน้าที่ก็มีการปล่อยปะละเลย ควรจะการลงโทษให้เป็นเยี่ยงอย่าง ว่าการกระทำลักษณะนี้เป็นการละเมิดสิทธิประชาชน ผู้ที่มาลงคะแนนออกเสียง

“ผมเชื่อว่าเป็นเป็นอย่างยิ่งว่า กกต.ในฐานะที่เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่ใช่แค่มีหน้าที่ในการสั่งให้นับคะแนนใหม่ แต่ควรจะสืบเสาะหาความจริงว่าการนำเอกสารเหล่านี้มากระทำด้วยเหตุผลอะไร และมีความจำเป็นอะไรที่จะนำมาทิ้งในที่ลักษณะดังกล่าว แล้วที่เราไม่ได้เจอพื้นที่อื่นที่เกิดเหตุในลักษณะเดียวกัน มีการกระทำแบบนี้อีกทั่วประเทศหรือไม่” นายวีรภัทร กล่าว

ขณะที่ นายประสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้มีเรื่องที่ต้องผิด กกต. วันนี้ตนมาแจ้ง PDPA ซึ่งมีโทษอาญาถึงขั้นจำคุกคดี เราเห็นแล้วว่ามีการใช้บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ซึ่งจะผิดกฎหมายข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ที่ผ่านมาเคยมีการเอาผิดแล้วเรื่องข้อมูลรั่วไหล แต่ยังไม่มีการเอาผิดเรื่องขั้นตอนการรวบรวมข้อมูล ซึ่งคำร้องของตนจะเอาผิดตั้งแต่ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล จนถึงขั้นตอนการเผยแพร่

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้ทราบก่อนล่วงหน้า ซึ่งไม่มีการแจ้งให้ประชาชนรับทราบ และที่สำคัญที่สุด ห้ามไม่ให้เก็บข้อมูลความคิดเห็นทางการเมือง ตามมาตรา 26 ถือเป็นคดีอาญาจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท

นายประสิทธิ์ ยังขอให้ลงโทษ กกต.ทั้งทางปกครองคือการจัดทำข้อมูลบาร์โค้ดออกมา และทางอาญาคือการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่ง กกต.อาจจะมีข้อโต้แย้งว่าการจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของ กกต.สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ แต่ตามกฎหมาย รัฐสภาหรือองค์กรที่แต่งตั้งโดยรัฐสภาสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ได้เพื่อการพิจารณาคดี ไม่ใช่เก็บรวบรวมเพื่อการบริหารจัดการ เพราะการที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด เป็นขั้นตอนการบริหารจัดการ การนับคะแนนก็อยู่ในขั้นตอนการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ กกต.จะพูดว่าสามารถทำได้ จะต้องตกไป

ส่วนที่มีข้ออ้างว่าพิมพ์บาร์โค้ด เพื่อเป็นการสร้างความปลอดภัย ตนมีข้อโต้แย้งอีกว่า การสร้างความปลอดภัย ป้องกันการปลอมแปลง มีวิธีการอื่นอีกเยอะแยะมากมาย ไม่จำเป็นต้องมีการพิมพ์บาร์โค้ด เพราะความปลอดภัยไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยกันละเมิดสิทธิข้อมูลพื้นฐานของประชาชน

“ผมไม่ได้มาร้องเรียนเพื่อตัวเอง อย่างที่ทราบข้อมูลส่วนนี้มีประชาชนที่ไปเลือกตั้งทั่วประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคะแนนเลือกตั้งได้อย่างไร ไม่ได้เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง แต่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูลและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล การล้วงความเห็นทางการเมือง ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงมาก” นายประสิทธิ์ กล่าว

นายประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ตนยื่นให้ศาลปกครองแล้ว ตนเป็นกังวลว่าพรรคการเมืองที่ได้ข้อมูลเหล่านี้ไป เขาจะรู้ว่าใครเลือกหรือไม่เลือกพรรคไหน หรือการซื้อเสียง เขาจะรู้ว่าคนที่ซื้อเสียงเลือกเขาหรือไม่ รอบหน้าเขาจะทำได้ตรงเป้ามากขึ้น และจะทำให้ชนะการเลือกตั้งไปอีกหลายครั้ง

“การที่รู้ทัศนคติทางการเมือง รู้ว่าข้าราชการคนไหนเลือกพรรคอะไร มีผลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย ถือว่าเป็นอันตรายมาก และประชาชนไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน คูหาเลือกตั้งควรจะเป็นที่ปลอดภัยไม่ใช่คูหาสอดแนม” นายประสิทธิ์ กล่าว

พี่เต้ ร้องผู้ตรวจการฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัยด่วน เหตุบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

พี่เต้ ร้องผู้ตรวจการฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัยด่วน เหตุบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

พี่เต้ ร้องผู้ตรวจการฯ ส่งศาล รธน.วินิจฉัยด่วน เหตุบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.39 น.

“มงคลกิตติ์”ร้องผู้ตรวจการฯ ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด่วน เหตุบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด ขัด รธน.ไม่ใช่การลงคะแนนโดยตรงและลับ

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคทางเลือกใหม่ แถลงว่า จะไปยื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ในกรณีที่ กกต.มีการติดบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ทั้งบัญชีรายชื่อและเขต ซึ่งสามารถตรวจสอบจากต้นขั้วได้ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้เป็นของใครและลงคะแนนให้ใคร ซึ่งเป็นการขาดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่เป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับ

ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจเสนอต่อศาลปกครอง หรือยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยพลัน ซึ่งนำเอกสารหลักฐานในการเลือกตั้งปี 69 ที่พบปัญหาหลายอย่าง ทั้งบัตรเขียวเกินกว่าบัตรชมพู , คะแนนลงบันทึกสวนทางกับคะแนนที่ติดอยู่หน้าบอร์ด และคะแนนที่ลงบันทึกไม่ตรงกับคะแนนระบบออนไลน์ เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้มีอะไรที่ไม่สมบูรณ์หลายอย่าง มีการไม่สั่งให้นับคะแนนใหม่ในบางหน่วย และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วย แม้จะเป็นอำนาจของ กกต.ก็จริง แต่กรณีที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ได้ชี้แจงว่าหากจะเช็ครหัสที่อยู่บนบัตรลงคะแนนกับต้นขั้วได้ แต่ กกต.ก็ปิดเป็นความลับ ก็ถือว่าเป็นการลงคะแนนโดยตรงและลับนั้น คงไม่ใช่ เพราะคำว่าลับ ไม่ว่าใครก็ตาม แม้ว่าจะตรวจสอบในภายหลังก็จะไม่รู้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร เหมือนกับการเลือกตั้งในปี 2549 ที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะ ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งนี้จะเห็นว่าภาคประชาชน มีหน่วยงาน มีพรรคการเมือง มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และไม่เป็นความลับ

“เรื่องนี้เป็นประเด็นสังคมขนาดนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินคงไม่ช้า และสิ้นสุดการเลือกตั้งครั้งนี้เชื่อว่าสิ้นสุดที่ศาล ถ้าศาลตัดสินเป็นไปด้วยหลักนิติรัฐนิติธรรม บ้านเมืองก็จะไม่วุ่นวาย ถ้าศาลตัดสินสวนกระแสกับประชาชนที่เห็นไปตามข้อเท็จจริง ตนมองว่าศาลก็จะอยู่ไม่ได้” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นายมงคลกิตให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น ได้ลงไปวิดพื้นตามนโยบายของพรรคทางเลือกใหม่ จำนวน 20 ครั้ง ก่อนจะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

– 006

เท้ง ท้า กกต. เปิดรายชื่อ กปน. แสนหน่วยทั่วประเทศ พิสูจน์ความโปร่งใส

เท้ง ท้า กกต. เปิดรายชื่อ กปน. แสนหน่วยทั่วประเทศ พิสูจน์ความโปร่งใส

เท้ง ท้า กกต. เปิดรายชื่อ กปน. แสนหน่วยทั่วประเทศ พิสูจน์ความโปร่งใส

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.19 น.

เท้ง จี้ กกต.เปิดชื่อ กปน. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส กกต. เชื่อ ดีที่สุด กกต.ต้องเร่งทำลายบัตรให้เร็วที่สุด

16 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ที่ศาลอาญารัชดา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน  กล่าวถึงกรณีที่ กกต.เรียกสอบ กปน.ที่มีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่แสดงบาร์โค้ด นายณัฐพงษ์ มองว่า หากเป็นการเรียกสอบโดยสุจริตว่า กปน.ทำถูกระเบียบหรือไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมกำลังตั้งคำถามเพราะ กกต.มีการแสดงความเห็นว่าจะขู่ฟ้อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 กับประชาชนทั่วไปรวมถึง กปน.ที่ทำหน้าที่สุจริตด้วย ซึ่งโดยระเบียบการถ่ายภาพหลังคูหาที่เห็นการลงคะแนนหรือการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งผิดกฎหมายแน่นอน แต่การถ่ายภาพขั้นตอนก่อนการลงคะแนนไม่ได้ผิดอะไร ฉะนั้นการที่ กกต.พุ่งเป้าไปเรียกสอบ กปน.อาจจะมีการเผยแพร่ภาพต้นขั้วออกมา ต้องดูว่าเขาทำผิดระเบียบจริงหรือไม่ หรือพยายามเรียกสอบเพื่อกดดันเจ้าหน้าที่ ทำให้ กกต.มีความสุ่มเสี่ยงพิสูจน์ให้เห็นว่า บาร์โค้ดที่ติดอยู่ในบัตรเลือกตั้งที่ กกต.ออกแบบมา ไม่ได้ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ จึงอยากเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการทุกอย่างตรงไปตรงมา ไม่อยากให้ใช้อำนาจของตนเองในการไปปิดปากคนอื่น 

ในส่วนที่ประชาชนร่วมลงชื่อถอดถอน กกต.พรรคประชาชนจะทำในสิ่งที่พรรคการเมืองหนึ่งทำได้อย่างเต็มที่  โดยเฉพาะการดำเนินคดีอาญามาตรา 157 และ 172 ต่อ กกต. ขณะที่ช่องทางอื่นมีภาคประชาสังคม หรือประชาชนโดยทั่วไปที่ไปยื่นร้องเรียนแล้วในหลายช่องทาง ทั้งผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย และการยื่นต่อศาลปกครอง ซึ่งพรรคประชาชนจะไม่ยื่นร้องให้ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น  แต่เราพร้อมจะติดตามเรื่องนี้ เรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลให้มีความโปร่งใสมากที่สุด

ทั้งนี้ ที่หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับบาร์โค้ด สิ่งที่ทุกคนกำลังกังวลคือ ข้อมูลอาจจะรั่วไหลตั้งแต่ในชั้นคูหาเลือกตั้ง หากมี กปน.บางส่วนที่ทุจริตมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง อาจทำให้ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงในแต่ละบัตรรั่วไหล ตั้งแต่การนับคะแนน ซึ่ง กกต.พยายามชี้แจงว่ากระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งเป็นความลับและมีการแยกจัดเก็บ 

“ส่วนตัว ผมเชื่อมั่นในความสุจริตของคนส่วนใหญ่ แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ได้ว่า กปน.ทุกหน่วยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มก้อนการเมือง คือ การเปิดเผยชื่อ กปน.ทั่วทั้งประเทศ เพราะปกติก็เปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว และต้องมีลายเซ็น กปน.กำกับหน้าหน่วย จึงไม่ใช่ข้อมูลที่มีชั้นความลับแต่อย่างใด กกต.เป็นคนเดียวในประเทศนี้ที่ถือชื่อ กปน.แสนหน่วยทั่วทั้งประเทศ ดังนั้น ถ้าอยากให้เกิดความโปร่งใส กกต.ต้องเปิดรายชื่อ กปน. หากย้อนหลังไปหลายปีจะได้เห็นว่ามีรายชื่อต่างจากปีก่อน ๆ หรือไม่ ซึ่งจะทำให้สังคมคลายความสงสัยไปได้มากยิ่งขึ้น”  

เมื่อถามว่า ปัญหาจะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อาจเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ทั้งศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ ในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเรามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเราแพ้การเลือกตั้ง แล้วออกมาเรียกร้องหรือไม่  สิ่งที่เราเรียกร้องได้คือ การเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสยุติธรรม ปกป้องสิทธิ์ของประชาชนให้ถึงที่สุด  ขณะนี้บัตรเลือกตั้งมีปัญหา กกต.ต้องพยามดำเนินการอย่างเต็มที่ ดีที่สุด ให้เก็บรักษามีความลับ ดีที่สุด คือต้องเร่งทำลายบัตรให้เร็วที่สุด ส่วนจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตนเองอยู่ในฐานะที่ไม่เหมาะสมที่จะพูด ต้องให้หน่วยงานอื่น ๆเป็นผู้ตัดสินแทน

ไชยชนกปัดลือเขี่ยทิ้งกล้าธรรม ถามเนวินเกี่ยวอะไร หลังสะพัดออกโรงนัดคุยธรรมนัส

ไชยชนกปัดลือเขี่ยทิ้งกล้าธรรม ถามเนวินเกี่ยวอะไร หลังสะพัดออกโรงนัดคุยธรรมนัส

ไชยชนกปัดลือเขี่ยทิ้งกล้าธรรม ถามเนวินเกี่ยวอะไร หลังสะพัดออกโรงนัดคุยธรรมนัส

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.20 น.

“ไชยชนก”ปัดลือเขี่ย”กล้าธรรม”ไปเป็นฝ่ายค้าน ถามกลับ”เนวิน”เกี่ยวอะไร หลังสะพัดออกโรงนัดคุย”ธรรมนัส”เอง ยัน”ภูมิใจไทย”ไม่มีเชิญใครร่วมรัฐบาล แต่เปิดให้ทุกพรรคหารือ-แสดงเจตจำนง เผย”เพื่อไทย-พรรคเล็ก”ประสานมาร่วมงานเอง ย้ำยังไม่มึแบ่งกระทรวงฯ รอ”กกต.”รับรองผลเลือกตั้ง ด้าน”2 พรรคเล็ก”หนุนเติมอีก 3 เสียง-ไร้เงื่อนไข ส่งผลให้ขณะนี้รวมเสียงในมือได้แล้ว 278 เสียง

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย , น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย ว่าที่ สส.จากพรรคการเมืองขนาดเล็ก จำนวน 2 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อชาติไทย ได้ว่าที่ สส. 2 คน คือ นายพงษ์ฐวัฒน์ เตชะเดชเรืองกุล ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติไทย และนายอชินาธิรัตน์ ฉัตรทวีวรชัย ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ และพรรคมิติใหม่ ได้ว่าที่ สส. 1 คน คือ นายปรีชา ไข่แก้ว ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคมิติใหม่ ร่วมกันแถลงข่าวเพื่อแสดงเจตจำนงสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการจัดตั้งรัฐบาล และสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการเสนอชื่อเป็นบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดย นายพงษ์ฐวัฒน์ กล่าวว่า ทางพรรคเพื่อชาติไทยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น และพร้อมสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่งผลให้ขณะนี้ พรรคภูมิใจไทยได้รวบรวมและประกาศอย่างเป็นทางการ รวมทั้งสิ้น 278 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง , พรรคเพื่อไทย 74 เสียง , พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง , พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง และพรรคเล็ก จำนวน 6 พรรคๆ ละ 1 เสียง รวม 6 เสียง คือ พรรคใหม่ , พรรครวมใจไทย , พรรคประชาธิปไตยใหม่ , พรรคไทยทรัพย์ทวี , พรรครวมพลังประชาชน และพรรคมิติใหม่

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล หลังมีกระแสข่าวว่าจะไม่เชิญพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้าร่วมรัฐบาล นายไชยชนก ในฐานะเลขาฯ ภูมิใจไทย ที่ได้รับมอบหมายให้ประสานงานเพื่อหารือในการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวว่า เราได้แสดงเจตจำนงไปตั้งแต่ต้นว่าจะคุยกับทุกพรรคตามลำดับ แล้วแต่ว่าใครที่แสดงเจตจำนงว่าจะมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ยังไม่มีการประสานงานมาจากพรรคกล้าธรรม ส่วนที่ปรากฎชื่อ นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เตรียมพูดคุยกับพรรคกล้าธรรมนั้น นายเนวินเกี่ยวอะไร เพราะนายอนุทินได้ประกาศไปแล้วว่า จะพูดคุยกับทุกพรรค ประกอบกับต้องรอยืนยันการประกาศผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อย่างเป็นทางการก่อน ก็เป็นไปตามที่ได้แถลงก่อนหน้านี้ว่าขณะนีัมีพรรคเพื่อไทย และพรรคเล็ก ที่เข้ามาแสดงเจตจำนง

เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่จะมีการดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมรัฐบาลแทนพรรคกล้าธรรม นายไชยชนก กล่าวว่า สุดท้ายแล้วต้องรอผลการเลือกตั้ง เพราะโจทย์คือต้องตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุดอยู่แล้วตามสถานการณ์บ้านเมือง แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพรรคว่าจะแสดงเจตจำนง และตัดสินใจได้เร็วแค่ไหน

เมื่อถามว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความจำเป็นจะต้องอยู่กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ต้องดูการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งจาก กกต. ดูสมการ การพูดคุย และข้อเสนอกับทุกพรรคก่อน

เมื่อถามว่า กระทรวงเศรษฐกิจ จะต้องอยู่กับพรรคภูมิใจไทยด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอยู่แล้ว ที่จะมี รมว.คลัง เป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ รมว.พาณิชย์ เป็น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ส่วนจะต้องรวมไปถึงกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม ด้วยหรือไม่นั้น ขอย้ำว่าต้องรอการพูดคุย พรรคภูมิใจไทยต้องรอดูผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพมากพอ สามารถร่วมงานกับใครก็ได้ และคิดว่า ตราบใดพรรคที่มาร่วมรัฐบาล มีเจตนาทำเพื่อประเทศชาติ ก็สามารถร่วมงานกันได้ เช่นเดียวกันกับกระทรวงด้านความมั่นคง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงกลาโหม ซึ่งไม่ว่าจะจับมือกับใคร ก็ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวลเรื่องความมั่นคง เพราะในช่วงที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มี 70 เสียง เราสามารถต่อสู้ยืนหยัด และปกป้องด้านความมั่นคงอธิปไตย และปัญหาอื่นที่รุมเร้าประเทศได้ แต่วันนี้เราเป็นพรรคที่มีเกือบ 200 เสียง จุดยืนเรายังเหมือนเดิม ไม่ว่าจะจับมือกับใครก็ยืนหยัดที่จะทำเพื่อประเทศชาติเหมือนเดิม ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เชิญใครมาร่วมรัฐบาล แต่ได้ประกาศไปว่า พร้อมที่จะพูดคุยกับทุกพรรคที่มีเจตนาจะเข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ก็มีพรรคตามที่ได้แถลงไปเป็นผู้ติดต่อมา

เมื่อถามย้ำว่า เช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย เป็นผู้ติดต่อมาเองใช่หรือไม่ นายไชยนก กล่าวว่า เป็นการประสานงานมา เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ขณะนี้มีการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีให้กับพรรคเพื่อไทยแล้ว เช่น กระทรวงเกษตรฯ หรือกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นายไชยชนก กล่าวว่า ยืนยันว่ายังไม่มีการแบ่งกระทรวงจนกว่าจะมีการยืนยันผลการเลือกตั้ง เมื่อถามว่า แสดงว่าพรรคภูมิใจไทยจะยังคุยกับพรรคกล้าธรรม จนกว่าพรรคกล้าธรรมจะติดต่อมาเองใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า เป็นเช่นเดียวกันกับทุกพรรค

เท้ง ยังไม่ได้คุย แก้วตา เผยส่งคนเคลียร์แล้ว ปัดข่าวลือพรรคทำ IO ส้ม

เท้ง ยังไม่ได้คุย แก้วตา เผยส่งคนเคลียร์แล้ว ปัดข่าวลือพรรคทำ IO ส้ม

เท้ง ยังไม่ได้คุย แก้วตา เผยส่งคนเคลียร์แล้ว ปัดข่าวลือพรรคทำ IO ส้ม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.09 น.

16 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ได้มีการพูดคุยกับ น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต สส.กทม.พรรคประชาชน หรือไม่ ภายหลังจากออกมาให้ข้อมูลโจมตีพรรคประชาชน โดย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีตัวแทนของพรรคได้พูดคุยอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวยังไม่ได้ยกหูคุยกันโดยตรง แต่สิ่งที่สื่อสารออกไปทางสื่อต่างๆ เป็นการบอกถึง น.ส.ธิษะณา อยู่แล้ว ว่าไม่ได้ต้องการทำร้าย น.ส.ธิษะณา แต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกันเขาคงยืนยันในสิ่งที่พูดได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่ส่วนตัวคิดว่าอยากให้ทุกคนลองมองทั้งสองด้าน ว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายออกมาแสดงความคิดความเห็นนั้น มีเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ว่า หลังจากนี้ น.ส.ธิษะณา จะออกมาเปิดเผยข้อมูลของพรรคประชาชนอีก นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หลายอย่างที่ น.ส.ธิษะณา ออกมาสื่อสาร ยืนยันว่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เช่น ที่ใช้คำว่า “IO ส้ม” พรรคประชาชนไม่เคยมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบนั้น สิ่งที่เรามีอาจจะมีทีมที่เรียกว่า Social Monitoring หรือ Social Listening จริง เพื่อติดตามความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ แต่ไม่ได้มีหน่วยงานเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมา เพื่อพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร หรือชี้นำความคิดของสังคม เช่น มีทีมงานไปคอยตอบคอมเมนต์ใต้โพสต์ต่างๆ ที่เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน หรือไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งอันนี้ไม่มีแน่นอน ตนขอปฏิเสธ