พีระพันธุ์ ซัดรัฐบาล ทำได้แต่แรก แต่ไม่ทำ ปล่อยรอเงินเยียวยาชายแดน ชี้กระทุ้งวงดีเบต กดดันชงเข้า ครม.

พีระพันธุ์ ซัดรัฐบาล ทำได้แต่แรก แต่ไม่ทำ ปล่อยรอเงินเยียวยาชายแดน ชี้กระทุ้งวงดีเบต กดดันชงเข้า ครม.

พีระพันธุ์ ซัดรัฐบาล ทำได้แต่แรก แต่ไม่ทำ ปล่อยรอเงินเยียวยาชายแดน ชี้กระทุ้งวงดีเบต กดดันชงเข้า ครม.

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.00 น.

‘พีระพันธุ์’ ซัดรัฐบาล “ทำได้แต่แรก แต่ไม่ทำ” ปล่อยชาวบ้านรอเงินเยียวยาชายแดน ชี้ผลกระทุ้งกลางเวทีดีเบต กดดันชงเข้า ครม. 

วันที่ 21 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลเตรียมเสนอเรื่องการเยียวยาประชาชนตามแนวชายแดนต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)  หลังจากที่มีกระแสกดดันในสังคมต่อเนื่องจากการดีเบตที่ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (18 มกราคม 2569)  

นายพีระพันธุ์ระบุว่า ในเวทีดีเบตดังกล่าว ตัวแทนฝ่ายรัฐบาลได้ชี้แจงว่า เงินเยียวยาผู้ประสบเหตุชายแดนยังไม่สามารถดำเนินการในขณะนี้ เพราะติดขั้นตอนหลังการยุบสภา ซึ่งต้องรอ กกต.  อนุมัติ เนื่องจากเป็นงบฉุกเฉินที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบใหม่   แต่ตนได้โต้แย้งว่า รัฐบาลมีอำนาจดำเนินการได้ตั้งแต่ก่อนยุบสภา เพราะความเดือดร้อนของประชาชนเกิดขึ้นก่อนการยุบสภา  แต่ทางตัวแทนรัฐบาลก็ยังยืนยันว่าทำไม่ได้

“นี่คือการยืนยันสิ่งที่ผมพูดในเวทีดีเบตว่า ‘ทำได้’  และสิ่งที่ทางตัวแทนรัฐบาลบอกบนเวทีว่า ‘ทำไม่ได้’ นั้น ไม่จริง” นายพีระพันธุ์กล่าว 

นายพีระพันธุ์ระบุอีกว่า การที่รัฐบาลเพิ่งมานำเรื่องเข้า ครม. ในตอนนี้ เกิดจาก “แรงกดดันและเสียงวิจารณ์” มากกว่าความตั้งใจจริง เพราะรัฐบาลสามารถ “ทำได้ตั้งแต่แรก แต่ไม่ทำ” และปล่อยให้ล่าช้ามาจนทุกวันนี้ 

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ได้แสดงความยินดีกับประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนที่จะได้รับการเยียวยา พร้อมขอบคุณเวทีดีเบตที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการสะท้อนปัญหาและเรียกร้องสิทธิให้กับประชาชน จนนำไปสู่การพิจารณาของรัฐบาลในที่สุด

‘ภูมิธรรม-ทวี’รอด! ศาลรธน.ชี้ไม่ผิดจริยธรรม ปมถูกร้องแทรกแซงคดี‘ฮั้ว สว.’

‘ภูมิธรรม-ทวี’รอด! ศาลรธน.ชี้ไม่ผิดจริยธรรม ปมถูกร้องแทรกแซงคดี‘ฮั้ว สว.’

‘ภูมิธรรม-ทวี’รอด! ศาลรธน.ชี้ไม่ผิดจริยธรรม ปมถูกร้องแทรกแซงคดี‘ฮั้ว สว.’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.28 น.

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 21 มกราคม 2569 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย กรณี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีแทรกแซงคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องทั้งสอง ประกอบด้วย นายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไมได้กระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของทั้งสองไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัว แต่อย่างไรก็ดี ความเป็นรัฐมนตรีของทั้งสองสิ้นสุดไปก่อนแล้ว

โดยให้เหตุผลว่า เป็นการตรวจสอบเรื่องที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม เกี่ยวกับการสรรหา สว.ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งเป็นคดีพิเศษ อีกทั้งการตั้งเป็นคดีพิเศษ เนื่องจาก กกต.แจ้งว่าไม่สามารถสอบสวนคดีอาญาอื่นได้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงอนุมัติให้สอบสวน และหลังจากนั้นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงทำหนังสือแจ้งเลขาธิการ กกต. ไม่มีเหตุว่า ผู้ถูกร้องทั้งคู่เข้าไปแทรกแซงให้ดีเอสไอรับทำคดี และกำหนดประเด็นแค่คดีอาญาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อีกทั้งในการประชุมและกำหนดวาระประชุม ก็เป็นอำนาจอธิบดีดีเอสไอนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม เข้าสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ คณะกรรมการพิจารณาแค่วันและเวลาการประชุม ไม่ปรากฎว่าผู้ถูกร้องทั้งสอง สั่งให้บรรจุวาระสู่คณะกรรมการคดีพิเศษ หรือข่มขู่ ก้าวก่ายกรรมการคดีพิเศษอื่นๆ

เพนกวิน ลามปาม วิจารณ์ ‘อ.เจษฎ์’ ปมโชว์รำดาบต่อหน้าพระบรมรูปพระเจ้าตาก

เพนกวิน ลามปาม วิจารณ์ 'อ.เจษฎ์' ปมโชว์รำดาบต่อหน้าพระบรมรูปพระเจ้าตาก

เพนกวิน ลามปาม วิจารณ์ ‘อ.เจษฎ์’ ปมโชว์รำดาบต่อหน้าพระบรมรูปพระเจ้าตาก

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

วันที่ 21 มกราคม 2569  นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ “เพนกวิน” อดีตแกนนำม็อบราษฎร จำเลยคดีมาตรา 112 ซึ่งหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ ได้โพสต์ถึง “อ.เจษฎ์” แคนดิเดตนายกฯ พรรครักชาติ หลังโชว์รำดาบต่อหน้าพระบรมรูปพระเจ้าตาก 

โดยระบุว่า รำดาบเพื่อขอพรให้เจ้าตากคุ้มครองราชวงศ์จักรี คือตัวอย่างการกระทำของคนที่อยากโหนประวัติศาสตร์แต่ไม่ยอมอ่านประวัติศาสตร์

ทำไมมันมืดตึ๊ดตื๋อ!? ‘เชตวัน’งงมาก ภาพแนะนำตัวดำจนดูไม่ออก จี้’กกต.’แก้ไขด่วน

ทำไมมันมืดตึ๊ดตื๋อ!? 'เชตวัน'งงมาก ภาพแนะนำตัวดำจนดูไม่ออก จี้'กกต.'แก้ไขด่วน

ทำไมมันมืดตึ๊ดตื๋อ!? ‘เชตวัน’งงมาก ภาพแนะนำตัวดำจนดูไม่ออก จี้’กกต.’แก้ไขด่วน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

ทำไมมันมืดตึ๊ดตื๋อ!? ‘เชตวัน’งงมาก ภาพในเอกสารแนะนำตัวดำจนดูไม่ออก จี้’กกต.’แก้ไขด่วน บอกคนเมืองนอกเมืองนาเห็นการทำงานแล้วอายเขา 

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 นายเชตวัน เตือประโคน ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.ปทุมธานี ได้โพสต์ภาพเอกสารแนะนำตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง พร้อมระบุว่า “เทคโนโลยีการพิมพ์ทุกวันนี้ไปไกลมากแล้ว แต่ไม่คิดว่าเอกสารแนะนำตัวที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ติดประชาสัมพันธ์ตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ และที่ส่งไปให้กับคนไทยในต่างแดน จะอยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้เช่นนี้

โดยเฉพาะรูปของผม ”เชตวัน เบอร์ 3“ ซึ่งที่ติดตามหน่วยเลือกตั้งนั้นสีออกส้มดำ ขณะที่ประกาศเอกอัคราชทูต ณ กรุงลอนดอน เรื่องรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 5 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีผู้สนับสนุนพรรคประชาชนจากอังกฤษ ส่งมาให้ดู ปรากฏว่าสีดำมืดจนดูไม่ออกว่าผู้สมัครหน้าตาเป็นอย่างไร

งงมากครับ งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งก็ไม่น้อย เครื่องถ่ายเอกสารดีๆ หรือโรงพิมพ์ดีๆ ก็น่าจะหาได้ไม่ยาก หรือถ้าพิมพ์ออกมาแล้วอยู่ในสภาพแบบนี้ควรที่จะมีการแก้ไข ไม่ใช่แจกจ่ายไปตามมีตามเกิด คนเมืองนอกเมืองนาเห็นแล้วอายเขา ว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบการเลือกตั้งของประเทศไทยทำงานได้แย่มาก

การพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัครแบบนี้ ย่อมทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างแน่นอนในการตัดสินใจเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ผมอยากเรียกร้องให้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขโดยเร่งด่วน เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้แข่งกันอย่างเท่าเทียม เป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

วุฒิสภาไทย ไม่ทน! ประณาม สว.เขมร ไร้มารยาท-จุ้นแทรกแซง ลามดึง สถาบัน โยงสถานการณ์ชายแดน

วุฒิสภาไทย ไม่ทน! ประณาม สว.เขมร ไร้มารยาท-จุ้นแทรกแซง ลามดึง สถาบัน โยงสถานการณ์ชายแดน

วุฒิสภาไทย ไม่ทน! ประณาม สว.เขมร ไร้มารยาท-จุ้นแทรกแซง ลามดึง สถาบัน โยงสถานการณ์ชายแดน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

‘วุฒิสภาไทย’ ไม่ทน! แถลงการณ์ประณาม ‘สว.เขมร’ ไร้มารยาท-จุ้นแทรกแซง ลามดึง ‘สถาบัน’ มาเชื่อมโยงสถานการณ์ชายแดน ไม่สมควร บี้ ‘กัมพูชา’ หยุดการกระทำ

วันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การทหาร และความมั่นคงของรัฐ และประธานกมธ.วิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา พร้อมด้วยนายวิรัตน์ อยู่ภักดี สว. ในฐานะประธานกมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา และสมาชิกสว. ร่วมแถลงกรณีสมาชิกวุฒิสภากัมพูชาทำหนังสือเปิดผนึกมีเนื้อพาดพิงสถาบันไทยในบริบทสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยพล.อ.สวัสดิ์ เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ว่า กรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์กรรมาธิการทหารและความมั่นคงของรัฐ และกมธ.ต่างประเทศ วุฒิสภา เห็นร่วมกันว่า การกระทำของนักการเมืองระดับสูงกัมพูชาที่นำสถาบันมาเชื่อมโยง ใช้เป็นข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหาร และข้อพิพาทไทย – กัมพูชา เป็นการกระทำไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่สามารถยอมรับได้ ไม่สอดคล้องหลักราชประเพณี หลักการรัฐธรรมนูญไทย และมรรยาทพื้นฐานการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ขัดกฎบัตรอาเซียนไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอื่น 

“กมธ.ทั้ง 3 คณะขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชากำชับบุคคลที่ดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล และรัฐสภากัมพูชา ยุติการออกแถลงการณ์ แสดงความเห็นเชิงยั่วยุ ไร้ความจริงใจ ขอให้กัมพูชาแสดงความจริงใจ สุจริตใจปฏิบัติตามผลลัพธ์จากการเจรจาระหว่าง 2 ฝ่าย สร้างบรรยากาศเอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ดีระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ประเทศและประชาชนทั้ง 2ฝ่าย” พล.อ.สวัสดิ์ กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สว.เขมรพาดพิงสถาบัน! กต.ประท้วงด่วน ลั่นยอมรับไม่ได้

‘ศุภชัย’ออกโรงโต้‘บก.ลายจุด’ปั่นข่าวเท็จ‘เนวิน’ซื้อเสียงปี38 จ่อดำเนินคดีกลับ ‘คนโพสต์-แชร์’ก็โดน

‘ศุภชัย’ออกโรงโต้‘บก.ลายจุด’ปั่นข่าวเท็จ‘เนวิน’ซื้อเสียงปี38 จ่อดำเนินคดีกลับ ‘คนโพสต์-แชร์’ก็โดน

‘ศุภชัย’ออกโรงโต้‘บก.ลายจุด’ปั่นข่าวเท็จ‘เนวิน’ซื้อเสียงปี38 จ่อดำเนินคดีกลับ ‘คนโพสต์-แชร์’ก็โดน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.07 น.

‘ศุภชัย’ออกโรงโต้‘บก.ลายจุด’ปั่นข่าวเท็จ‘คดีซื้อเสียงปี38 ยัน ‘เนวิน’ ไม่มีน้องสาว-น้องเขย จ่อดำเนินคดีกลับทำเสียหาย ขู่ ‘คนโพสต์-แชร์’ โดนด้วย

เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้สนับสนุนพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวที่มีผู้ติดตามกว่า 3.1 แสนคน พาดพิงถึงนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เกี่ยวกับเหตุการณ์การเลือกตั้งเมื่อปี 2538 มีการบุกค้นบ้านน้องสาว และน้องเขยของนายเนวินที่ จ.บุรีรัมย์ และพบของกลางธนบัตรใบละ 100 และ 20 บาท เย็บติดกับใบแนะนำตัวหาเสียงของนายเนวินจำนวนมากว่าข้อความที่นายสมบัติโพสต์ เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยในข้อเท็จจริงแล้ว ไม่เคยมีการตรวจค้นทั้งบ้านของนายเนวินเอง บ้านของน้องเขย หรือบ้านของน้องสาวของนายเนวิน เนื่องจากนายเนวินไม่มีน้องสาว จึงไม่มีน้องเขย 

“ข้อความดังกล่าวถือเป็นการหมิ่นประมาท และใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้ประชาชนที่ติดตามนายสมบัติ เชื่อว่านายเนวินมีการทุจริตเลือกตั้ง มีการซื้อเสียง ซึ่งนายเนวิน จะดำเนินคดีกับนายสมบัติ และขอเตือนไปยังผู้ที่แชร์ข้อความดังกล่าวต่อ จะต้องถูกดำเนินคดีอาญาด้วยเช่นกัน” นายศุภชัย กล่าว

ชมสด!!! ศาลรธน.อ่านคำวินิจฉัย’ภูมิธรรม-ทวี’ปมแทรกแซงคดีฮั้ว สว.

ชมสด!!! ศาลรธน.อ่านคำวินิจฉัย'ภูมิธรรม-ทวี'ปมแทรกแซงคดีฮั้ว สว.

ชมสด!!! ศาลรธน.อ่านคำวินิจฉัย’ภูมิธรรม-ทวี’ปมแทรกแซงคดีฮั้ว สว.

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.03 น.

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 21 มกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยกรณี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีแทรกแซงคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

– 006

ชัยชนะ กร้าวฟ้องทุกเพจทุกคนโยงคดียา จับนามสกุลเดียวกัน ดิสเครดิตการเมือง ทำสังคมเข้าใจผิด

ชัยชนะ กร้าวฟ้องทุกเพจทุกคนโยงคดียา จับนามสกุลเดียวกัน ดิสเครดิตการเมือง ทำสังคมเข้าใจผิด

ชัยชนะ กร้าวฟ้องทุกเพจทุกคนโยงคดียา จับนามสกุลเดียวกัน ดิสเครดิตการเมือง ทำสังคมเข้าใจผิด

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

‘ชัยชนะ’ ย้ำไร้เอี่ยวยาเสพติด ถึงแม้ผู้ต้องหาจะ ‘นามสกุลเดียวกัน’ ซัดดิสเครดิตการเมือง ไม่สร้างสรรค์ ยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการ หากเกี่ยวข้อง ลั่น ‘ปชป.’ บรรทัดฐานสูง เตรียมแจ้งความเอาผิดทุกเพจที่ทำให้เสียหาย

วันที่ 21 มกราคม 2569 ที่ จ.นครศรีธรรมราช นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่ภาคใต้ ให้สัมภาษณ์หลังเดินทางไปแจ้งความที่ สภ. ร่อนพิบูลย์ ถึงกรณีที่มีเพจดังนำเสนอว่าจะมีการตรวจค้นบ้านรองหัวหน้าพรรคการเมืองสีฟ้า เชื่อมโยงกับการจับกุมยาเสพติดที่มีผู้ต้องหานามสกุลเดียวกัน โดยยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ และแม้ว่าบุคคลที่โดนจับกุมดำเนินคดีเรื่องยาเสพติดจะมีนามสกุลเหมือนตนจริง แต่ตนไม่มีความเกี่ยวข้องหรือรู้จักสนิทสนมแต่อย่างใดทั้งทาฃนิตินัยและพฤตินัย

ทั้งนี้ย้อนไปในอดีตคุณพ่อ คุณปู่ของตนนามสกุลแซ่ด่าน คุณแม่นามสกุลแซ่ลิ้มถึงแม้ตนจะผิวคล้ำแต่ก็เป็นจีน100% แต่หลังจากนั้นคุณพ่อได้ไปขออนุญาต พ.ต.อ.ยอง เดชเดโช เพื่อขอใช้นามสกุลเดชเดโช และต้องยอมรับว่ามีคนนามสกุลเดชเดโชเหมือนกันจำนวนมากในประเทศนี้ เพราะฉะนั้นการกระทำความผิดโดยทางกฎหมายเป็นความผิดส่วนบุคคลไม่ใช่ความผิดส่วนรวม ดังนั้นตนคิดว่าการหยิบยกประเด็นการจับกุมยาเสพติดแล้วมาเชื่อมโยงเกี่ยวกับตนเพื่อหวังผลดิสเครดิตทางการเมือง ถือว่าเป็นวิธีการที่ไม่สร้างสรรค์ 

“การเลือกตั้งเวลาแข่งขันเขาบอกว่าต้องนำเสนอเรื่องนโยบาย เรื่องผลงาน เรื่องที่จะแก้ปัญหาวิกฤติอะไรของประเทศชาติ เพราะฉะนั้นตัวผมเองยืนยันว่าถ้าผมมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะเรื่องยาเสพติด ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมายผมยินดีที่ให้เข้าสู่การตรวจสอบในกระบวนการยุติธรรม และถ้าเพียงแค่สงสัยหรือมีการเชื่อมโยงกันได้ผมยินดีแสดงความรับผิดชอบอยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ของเรามีบรรทัดฐานที่สูงอยู่แล้วในเรื่องนี้” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว 

นายชัยชนะ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่า จะมีการดำเนินคดีกับเพจทุกเพจ และกับทุกคนที่แชร์แล้วนำไปกล่าวถึงในทางที่ตนได้รับความเสียหาย ทำให้ประชาชนและสังคมเข้าใจผิดตน ตนจึงต้องสงวนสิทธิ์ในฐานะผู้บริสุทธิ์ โดยจะแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

‘อนุทิน’อ้อนอย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ ย้ำ’นายกฯ’คนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว

'อนุทิน'อ้อนอย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ ย้ำ'นายกฯ'คนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว

‘อนุทิน’อ้อนอย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ ย้ำ’นายกฯ’คนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

“อนุทิน”ลาราชการบินนครพนมประเดิมหาเสียงอีสาน เต็มสูบเช้ายันค่ำ ขอคะแนนคนริมโขง ถามโอเคไหลล่ะคนละครึ่งพลัส ลั่นชาวบ้านไม่ใช่วณิพก อยู่ดีๆให้คนเอาเงินมาใส่ ภท.ขอดูแลแบบ ปชช.มีส่วนร่วม ย้ำนายกฯคนนี้ กู้ศักดิ์ศรีประเทศ ทำทุกอย่างให้แล้ว ขอให้เลือกภูมิใจไทย 4 เขต ยกจังหวัด ไปเห็นชอบงบ 200 ล้าน รพ.นาแก ในสภาฯ บอกใจใหญ่กว่า ไม่มีขัดแข้งขัดขา สส.ต่างพรรค อ้อนอย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ลาราชการ เพื่อใช้เวลาตลอดทั้งวันลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.นครพนม ซึ่งถือเป็น การลงพื้นที่หาเสียงภาคอีสานครั้งแรก ในอ.นาแก อ.นาหว้า อ.ศรีสงคราม อ.บ้านแพง อ.เมือง จ.นครพนม ช่วยผู้สมัคร สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 4 เขต หาเสียง ประกอบด้วย  น.ส.ศุภพานี โพธิ์สุ เขต 1 , นายณพจน์ศกร ทนัพยสิทธิ์ เขต 2 , นายอลงกต มณีกาศ เขต 3 , และนายชูกัน กุลวงษา เขต 4

โดยจุดแรกเวลา 10.43 น. นายอนุทิน พร้อมด้วย น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เดินทางถึงบริเวณอ่างเก็บน้ำหนองสังข์ อ.นาแก จ.นครพนม ช่วยหาเสียงให้กับนายชูกัน  กุลวงษา  ผู้สมัครสส.นครพนม เขต 4 โดยเมื่อเดินทางถึงชาวบ้านได้นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอ และผ้าขาวม้าผูกเอวต้อนรับตามธรรมเนียมภาคอีสาน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก ท่ามกลางเพลงหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย เช่น เพลงเลือกแล้วค่ะ

จากนั้น นายอนุทิน ได้ขึ้นเวทีเริ่มต้นการปราศรัย ว่า  จำกันได้หรือไม่ เมื่อ 2 ปีที่แล้วตนมาที่แห่งนี้ มาขอให้ไว้วางใจตน เลือกผู้สมัครของพรรค ให้เป็นผู้แทนของพี่น้อง นายชูกัน เป็นคนที่ตนถูกชะตา โกรธไม่ลง จังหวะนี้ นายอนุทิน น่าจะหมายถึง ช่วงที่นายชูกัน โหวตสวนมติพรรค ปมกาสิโน

นายอนุทิน กล่าวว่า นานชูกัน เวลาพูดถึงพี่น้องชาวนาแก  ยิ้มหน้าเป็นกระด้งเลย เขาเป็นคนที่พูดกับคนนาแก รู้เรื่องเท่านั้น  เวลาตนคุยกับนายชูกัน มั่นใจได้เลยไม่เคยมีเรื่องอื่น มีแต่เรื่องของพี่น้องชาวนาแก นครพนม 2 ปีที่แล้ว พี่น้องก็ให้ความเมตตาตน  เขาทำหน้าที่ผู้แทนได้อย่างดี

ก่อนที่ นายอนุทิน จะถามชาวบ้านว่าอยากให้เปิดด่านชายแดนหรือไม่  ชาวบ้าน ตอบทันทีว่าไม่ พร้อมย้ำว่า ผลประโยชน์แฝง ที่ทำให้รัฐบาลยังไม่ยอมเปิดด่าน คือข้าวผิดกฎหมาย ก็ไม่เข้ามา ทำราคาข้าวในประเทศสูงขึ้น  ข้าวเถื่อนไม่เข้ามา พืชผลการเกษตรไม่เข้ามา แล้วรัฐบาลนี้ก็เอาข้าวไปขายได้อีก 600,000 ตัน ทำให้ข้าวราคาดีขึ้น

ชาวนา ถือเป็นคนสำคัญมากที่สุดสำหรับคนในพรรคภูมิใจไทย เราต้องหาช่องทางการตลาดไม่ใช่ไปขายเพื่อให้เขาไปทำแป้ง หรืออาหารสัตว์ แต่ต้องขายข้าวเป็นข้าว เพราะคนทำนาลำบาก ขายให้เป็นสินค้าที่คงมูลมูลค่า เพราะข้าวไทย คุณภาพดี และอร่อยถึงได้ขายได้ราคาดี

อย่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตนได้บอกว่า เวลาไปเจรจาต่างประเทศ ต้องมีคำว่าข้าวไทยอยู่ในการเจรจา เพราะโลกปัจจุบัน มีภัยพิบัติ เหตุสงคราม ถ้ามีภัยเหล่านี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อาหาร เราไปขายข้าว ต่างประเทศ ตอนนี้เราบอกเขาแล้วว่าไม่ใช่กินอย่างเดียว ต้องสำรองไว้ด้วย  เพื่อให้เกิดความมั่นคงให้กับต่างชาติ ไปใช้แนวนี้ ถึงมีราคา ทำให้ข้าวของเราราคาขึ้น ข้าวหอมมะลิไม่ต้องห่วงอยู่แล้วเพราะอร่อยที่สุดในโลกอยู่แล้ว แต่ต้องพัฒนาสายพันธุ์ เพราะคนอื่นเขาก็แข่งกับเราได้ ต้องพยายามทิ้งห่างคู่แข่ง

รัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจ กับรายได้ของประชาชน ช่วงไหนพอมีงบประมาณ ที่จะทำให้เศรษฐกิจเกิดการขยายตัว เกิดความคล่องตัว มีเงินหมุนเวียนให้จับจ่ายใช้สอยเราก็คิดต่อยอดโครงการคนละครึ่งพลัส โอเคไหมล่ะ ถึงแม้จะ 50:50  แต่ไม่ใช่การนำเงินมาไล่แจกให้พี่น้อง เราไม่ใช่วณิพก อยู่ดีๆ ให้คนเอามาใส่ให้ เราเป็นประชาชนมีศักดิ์ศรี เราต้องดูแลอย่างให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมจึงออกคนละครึ่งพลัส  พรรคภูมิใจไทย ถือว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ เฟสหนึ่งเสร็จแล้ว จริงๆจะออกเฟสสอง แต่ดันยุบสภาฯ เสียก่อน เพราะฉะนั้น หากพ่อแม่พี่น้องอยากได้เฟสสอง ก็ขอให้เลือกภูมิใจไทย กลับไปเป็นรัฐบาล

นครพนมกับตนก็มีความผูกพันอยู่แล้ว โครงการฟอกไต ฟรี ที่โรงบาลศรีสงคราม นครพนม เป็นที่ที่ทำให้รัฐมนตรีสาธารณสุขในขณะนั้น ประกาศว่าการฟอกไตต้องฟรีหมด เกิดที่นครพนม มีอยู่พักหนึ่งเอาออกไปอีก  3 – 4 เดือน พอพรรคภูมิใจไทย กลับเข้ามา ก็กลับคืนแล้ว คราวนี้ไม่ให้ใครเอาออกอีกแล้ว นั่นคือบัตรทองฟอกไตฟรี

นายกฯคนนี้ ได้ทำสิ่งเหล่านี้ให้กับท่านแล้ว เราทำให้โลกรับรู้ศักดิ์ศรีของประเทศเรา ทำให้ประเทศเราสามารถไปต่อรองเจรจาการค้ากับต่างชาติได้ เราทำให้คนเขาเห็นคุณค่าสินค้าการเกษตรของไทยทำทุกอย่างให้กับพ่อแม่พี่น้อง และเมื่อกลับเข้าไป เราก็จะผลักดันคนละครึ่ง พลัส เฟสสอง เข้ามาให้พ่อแม่พี่น้อง

ช่วงหนึ่งนายอนุทิน อ่านโพย มีข่าวดี ด้วยความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง ที่ต้องการโรงพยาบาลนาแก ที่มีคุณภาพ มาตรฐานสูงมากขึ้น ผู้สมัครของพรรครับฟังความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง เข้าไปพูดในสภาฯ และที่ประชุมของพรรค นาแกต้องมีโรงพยาบาลที่ดีกว่านี้ งบประมาณปี 70   200 กว่าล้าน เพื่อโรงพยาบาลนาแก ดังนั้นชาวนาแก มีโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสูงแน่นอน งบเข้าแล้ว สธ.เห็นชอบแล้ว แต่ต้องให้สภาฯ เห็นชอบ แล้วใครจะต้องเข้าไปเห็นชอบ นี่ไง ชูกัน กุลวงศา ถ้าใครบังอาจคิดจะตัดอีก รับรองว่าถ้าเลือกคนนี้ไป ไม่มีใครแย่งงบโรงพยาบาลชาวนาแกไปจากพี่น้องได้ และตนก็จะกำกับดูแลอย่างเต็มที่ เพื่อจะปกป้องงบประมาณที่จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องชาวนาแก ดังนั้นพี่น้องชาวนครพนม ถ้าเลือก ก็เลือก ภูมิใจไทย ให้ยกพรรคเลย  นครพนม มี สส. 4 คน ก็ให้เลือก ทั้ง 4  พรรคเดียว  เพราะถ้าเลือกหลอมแหลม ก็มีโอกาสขัดขากันเอง นี่คือความคิดของพรรคอื่น แต่พรรคภูมิใจไทยต่อให้เป็นสส. พรรคอื่นมาบอกว่าต้องทำแบบนี้  ให้ประชาชน นายกฯคนนี้ ไม่เคยขัด ใจใหญ่กว่า เพราะเป้าหมายคือพี่น้องประชาชน อยู่ดีกิยดี  ตนอะไรก็ได้ เป็นนายกฯ ก็ได้เป็นแล้ว รัฐมนตรีก็ได้แล้ว ไม่ต้องเป็นอะไรก็ได้ แค่ได้ยินว่าพี่น้องชาวนาแกได้ประโยชน์ ตนก็มีความสุขแล้ว มีโรงพยาบาลแล้ว หนี้หมดแล้ว เอ็นจอยคนละครึ่ง เอ็นจอยสวัสดิการรัฐ แค่นี้ก็มีความสุขมากๆแล้ว มีความสุขที่เห็นพี่น้องอยู่ดีกินดี จะให้ไม่เป็นอะไร เพื่อแลกกับสิ่งที่ผมบอก ก็เป็นมาแล้ว จะเป็นอะไรนักหนา แต่ถ้าได้เป็นต่อได้ดูแลต่อ มันก็พลัสพลัสพลัส  บวกบวกบวก

นครพนม มีบุญคุณกับตน คนที่นี่ มาทดลองฉีดวัคซีน 3-4 พันคน หลังจากนั้น ประเทศไทยประกาศได้ว่า เราสามารถผลิตวัคซีนไข้หวัดได้ เพราะใครถ้าไม่ใช่คนนครพนม รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย เราจะดูแลสุขภาพของท่าน ให้มีศักดิ์ศรีในทุกช่วงทุกวัย ส่วนจะหาเงินที่ไหน เป็นหน้าที่ของรัฐบาล เจรจาการค้า ความเมือง นำคนมาเที่ยวในประเทศ  ท่านจึงต้องเลือกรัฐบาลที่ทำงานเป็น

ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ขยายโอกาส นี่คืองานหลักของพรรคภูมิใจไทย ขอโอกาสอีกครั้ง ไม่ยากเลย แค่เลือกผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย และเลือก “อนุทิน“ พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 พี่น้องทำแค่นี้ ส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของพวกผมเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังลงจากเวทีปราศรัย ก่อนเดินทางกลับนายอนุทิน ได้เดินเข้าไปทักทายชาวบ้านซึ่งได้มีคุณยาย นำสายสิญจน์ผูกข้อมือให้กับนายอนุทินตามประเพณีคนอีสาน รวมถึงได้เดินเข้าไปทักทายผู้สูงอายุ ซึ่งน.ส.ธนนนท์ ภริยา ได้ยืนพูดคุยอยู่ก่อนแล้ว พร้อมเรียกนายกฯ บอกว่า เมื่อครู่คุณยายถามว่า นี่ลูกสาวนายกฯหรอ ขณะที่ผู้สูงอายุบอกว่าดีใจได้เห็นตัวจริง พร้อมอวยพรขอให้ได้เป็นนายกฯ เด้อ ขณะที่นายอนุทิน ตอบว่า “อย่าลืมเบอร์ 37 เด้อ” ซึ่งชาวบ้านตอบกลับว่าไม่ลืม

– 006

พระเอกลิเกกลับมาแล้ว! กู้คะแนนหรือเปิดแผลพรรคส้ม

พระเอกลิเกกลับมาแล้ว! กู้คะแนนหรือเปิดแผลพรรคส้ม

พระเอกลิเกกลับมาแล้ว! กู้คะแนนหรือเปิดแผลพรรคส้ม

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.38 น.

การกลับมาของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในพื้นที่หาเสียงของพรรคประชาชนช่วงโค้งสุดท้าย ไม่ได้ถูกทำให้เป็นกิจกรรมตามตารางธรรมดา

แต่ถูกดันขึ้นมาเป็นจุดขายหลัก ในจังหวะที่คะแนนกำลังไหล และสนามกำลังชี้ชะตา

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา บทบาทของพิธาอยู่ต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งเวทีเสวนา การพบเครือข่ายผู้สนับสนุน และการสื่อสารกับฐานเดิมนอกประเทศ

การกลับมาในประเทศครั้งนี้ จึงเป็นการเลือกจังหวะ พรรคเชื่อว่าชื่อของพิธายังสามารถเรียกอารมณ์สนามได้ ในเวลาที่เหลือไม่มาก

อย่างไรก็ตาม สถานะของพิธาในวันนี้ไม่เหมือนเดิม เขาไม่ใช่ผู้สมัคร ไม่ใช่แคนดิเดตนายกฯ และไม่มีเส้นทางเชื่อมไปสู่อำนาจใด ๆ หลังวันลงคะแนน

บทบาทผู้ช่วยหาเสียง เปิดทางให้พูด ขึ้นเวที เดินสาย แต่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังปิดหีบ ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งรัฐบาล หรือแรงต้านจากโครงสร้างการเมืองจริง

คำถามของสนามจึงไม่ใช่ พิธาจะเรียกเสียงเชียร์ได้มากแค่ไหน แต่คือการดึงกลับมา กำลังเปิดแผลเดิมของพรรคส้มอีกครั้งหรือไม่

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพของพิธาถูกวางบทบาทเป็นนักการเมืองที่เด่นบนเวที

ใช้ถ้อยคำหนักแน่น จังหวะน้ำเสียงมั่นใจ หยุดเป็นช่วงเพื่อรอเสียงปรบมือ และเลือกประโยคที่รู้ว่าฐานผู้ฟังอยากได้ยิน

ภาพรวมจึงไม่ต่างจากพระเอกลิเกทางการเมือง ที่รู้จังหวะเร้าอารมณ์ รู้จังหวะหยุด และรู้ว่าคำไหนจะทำให้เสียงเชียร์ดังขึ้น

ภาพแบบนี้เคยสร้างกระแสได้จริง และเคยพาพรรคก้าวไกลขึ้นมาแรงในสนามเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงนี้ไม่มีใครปฏิเสธ

แต่ในเวลาเดียวกัน รูปแบบการเมืองลักษณะนี้ผูกอยู่กับลีลาและอารมณ์ มากกว่าคำตอบที่ทำให้ข้อสงสัยของสังคมลดลง

เมื่อเวทีเงียบลง สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ทิศทางใหม่ แต่เป็นคำถามเดิมที่ยังค้างคา

คำถามเหล่านี้สะสม และค่อย ๆ กลายเป็นแผลทางการเมือง แผลที่ไม่เคยถูกจัดการอย่างจริงจัง

หนึ่งในแผลที่ลึกที่สุด และยังตามหลอกหลอนทั้งพิธาและพรรคส้ม คือแนวคิดด้านความมั่นคง

ถ้อยคำของพิธาในอดีต ตั้งแต่คำถามตรง ๆ ว่า ทหารมีไว้ทำไม การพูดว่า บางประเทศไม่มีกองทัพ การเสนอความคิดว่า ถ้าผู้นำฉลาดพอ ประเทศอาจไม่จำเป็นต้องมีกองทัพ ไปจนถึงประโยคที่ว่า ถ้ามีการรุกราน รบไปผมก็เชื่อว่าจะชนะ

คำพูดเหล่านี้ถูกจดจำในฐานะชุดความคิดเดียวกัน ที่มองบทบาทกองทัพเป็นเรื่องรอง มองความมั่นคงเป็นสมมติฐาน

และลดทอนคุณค่าของอาชีพทหารกับโครงสร้างป้องกันประเทศอย่างชัดเจน

ต่อมามีความพยายามอธิบายย้อนหลัง อ้างการเปรียบเทียบ อ้างเรื่องทหารในสนามกอล์ฟ และตามมาด้วยการขอโทษในเวทีต่างประเทศ

แต่การขยับเช่นนี้ ไม่เคยแตะสาระของคำพูดตั้งต้น ไม่เคยอธิบายว่าทำไมวิธีคิดเช่นนี้จึงถูกพูดออกมา และไม่เคยทำให้เห็นอย่างชัดว่า กรอบความคิดดังกล่าวถูกเปลี่ยนหรือจัดวางใหม่แล้ว

ปัญหาจึงไม่ใช่ประโยคใดประโยคหนึ่ง แต่เป็นวิธีคิดที่ยังค้างอยู่ และถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีคำตอบใหม่

ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในพื้นที่ปลอดแรงกดดัน ไม่ได้อยู่นอกสมการภูมิรัฐศาสตร์ และไม่ได้มีพื้นที่ให้ตั้งสมมติฐานโดยไม่ต้องรับต้นทุน

แต่พรรคส้มไม่เคยจัดการแผลนี้ตรง ๆ ไม่มีการสื่อสารใหม่ที่หนักแน่น และไม่มีจุดยืนที่ทำให้สังคมเห็นความเปลี่ยนแปลงจริง

เมื่อพรรคเลือกดึงพิธากลับมาเป็นแกนของการหาเสียง แผลนี้จึงถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ไม่ต้องให้ฝ่ายอื่นขยาย ไม่ต้องขุดย้อนหลัง

เพียงแค่ชื่อของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ปรากฏบนเวทีหาเสียง ภาพจำเรื่องรัฐ เรื่องกองทัพ และเรื่องความมั่นคงก็ย้อนกลับมาครบชุด โดยที่พรรคส้มยังไม่มีคำอธิบายใหม่ให้ต่างไปจากเดิม

ไม่มีการจัดวางกรอบความคิดใหม่ และไม่มีสัญญาณที่ทำให้สังคมเห็นว่าคำถามเดิมเหล่านี้ถูกจัดการแล้วอย่างจริงจัง

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางในเมืองใหญ่ คำถามสำคัญไม่ใช่ใครพูดถูกใจ แต่คือใครที่พวกเขายังเชื่อมือได้ในเรื่องรัฐและความมั่นคง

ภาพจำเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องอารมณ์หรือความชอบส่วนบุคคล หากแต่เป็นเกณฑ์การตัดสินใจทางการเมืองที่ผูกอยู่กับความไว้ใจต่อโครงสร้างของประเทศ

การใช้พิธาเป็นผู้ช่วยหาเสียงอาจทำให้ฐานเดิมรู้สึกคุ้น แต่สำหรับคนที่ยังลังเล สิ่งที่เห็นคือพรรคยังเลือกใช้การเมืองแบบเดิม คือดึงชื่อบุคคลที่แบกภาพจำชุดเดิมขึ้นเวที โดยยังไม่คลี่คลายคำถามด้านความมั่นคงที่เคยพูดไว้และยังไม่เคยถูกตอบให้สิ้นข้อสงสัย

การเมืองลักษณะนี้สามารถขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ในระยะสั้นได้ แต่ไม่สามารถลบหรือรักษาแผลที่เกิดจากวิธีคิดของตัวเองได้ เมื่อคำอธิบายใหม่ไม่เกิดขึ้น การเรียกอารมณ์จึงยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาเดิมยังถูกปล่อยทิ้งไว้

การกลับมาของพิธาจึงไม่ได้สร้างศรัทธาใหม่ แต่กลับเร่งให้ศรัทธาที่เหลืออยู่ลดลงเร็วขึ้น

ในความทรงจำทางการเมืองของสังคม ชื่อของพิธายังไม่ใช่ชื่อที่ปิดแผลให้พรรคส้มได้ ตรงกันข้าม การกลับมาครั้งนี้ทำให้แผลเดิมถูกเปิดกว้างและลึกขึ้นกว่าเดิม.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์