โสภณยื่นศาลชี้ขาดพรก. ส่งตีความแล้ว ‘มาร์ค’มันปากดักคออีก เอื้อประโยชน์การเมือง

โสภณยื่นศาลชี้ขาดพรก. ส่งตีความแล้ว ‘มาร์ค’มันปากดักคออีก เอื้อประโยชน์การเมือง

โสภณยื่นศาลชี้ขาดพรก. ส่งตีความแล้ว ‘มาร์ค’มันปากดักคออีก เอื้อประโยชน์การเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โสภณยื่นศาลชี้ขาดพรก. ส่งตีความแล้ว ‘มาร์ค’มันปากดักคออีก เอื้อประโยชน์การเมือง

“ปชป.”ตั้งลำขวางพ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้าน!“อภิสิทธิ์”ชี้เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ หวั่น“รัฐบาล”ใช้เงินเอื้อประโยชน์การเมืองหมดภายใน 4 เดือน ซ้ำเติมวิกฤติ-ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แนะ 3 แนวทางแก้วิกฤติพลังงาน พ่วงลดราคาสินค้า แก้ปมเงินเฟ้อ พร้อมแซะ‘อนุทิน’สางปัญหาตรงจุดจะได้ไม่ต้องขับ‘รถพุ่มพวง’ด้าน‘กรณ์’กางผลกำไร บ.น้ำมันยักษ์ใหญ่ พุ่ง456% สะท้อนวิกฤติ จี้เร่งพิจารณาเก็บ‘ภาษีลาภลอย’ ‘อนุทิน’ชี้แก้รธน.ให้รัฐสภานับหนึ่ง ยัน‘ภท.’ไม่ขวาง แต่ต้องไม่แตะหมวดอธิปไตย-สถาบัน ขณะที่‘เจษฎ์’ชี้‘ทักษิณ’ยังเป็นตัวแปรสำคัญของการเมืองไทย

13 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ยื่นคำร้องผ่าน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่นั้น ล่าสุดมีรายงานว่า นายโสภณ ได้ส่งคำร้องดังกล่าวไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ค.และทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ลงเลขรับทางธุรการไว้แล้ว

ขณะที่การพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 ล้านบาท นั้น แม้ว่ารัฐบาลจะส่งเนื้อหาเพื่อให้บรรจุวาระของสภาฯ ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค. แต่นายโสภณยังไม่สั่งบรรจุวาระ เนื่องจากว่าได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางดำเนินการของสภาฯ ว่าหากมีสมาชิกยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ แม้ว่าการพิจารณาบรรจุวาระดังกล่าวจะทำได้ แต่เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและความเรียบร้อย นายโสภณจึงยังไม่บรรจุวาระ และจะรอให้ศาลรัฐธรรมนนูญมีคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จก่อน

“มาร์ค”มันปากถล่ม4แสนล.

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเดินหน้าโจมตีพรก.เงินกู้ 4 แสนล้านอย่างต่อเนื่อง โดยระบุ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และห่วงว่ารัฐบาล ใช้เงินเอื้อประโยชน์การเมืองหมดภายใน 4 เดือน

กระนั้นก็ตามนายอภิสิทธิ์ กลับเห็นด้วยกับการเติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่งบที่รรัฐบาลใช้ไม่ใช่ส่วนใหญ่ น้อยกว่าไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายโอนงบประมาณได้ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าประชาชนเดือนร้อนแต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ถูก ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนุญ ถูกกฎหมายและถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้

กรณ์แนะเก็บภาษีลาภลอย

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่ามีบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง ประกาศผลประกอบการได้กำไร 9 พันล้าน สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่ นี่คือความชัดเจนว่า กำไรสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และกำไรตรงนี้สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งคือความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ที่รัฐบาลต้องเข้าไปเก็บภาษีลาภลอย

‘หนู’ไม่ขัดแก้รธน.-ต้องเริ่มที่รัฐสภา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีวันที่ 14 พ.ค.จะครบกำหนด 60 วัน ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)จะยืนยันร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาฯชุดที่แล้วให้สภาฯชุดใหม่ดำเนินการต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่อยู่ในการพิจารณาของสภาฯ ชุดที่ผ่านมา รัฐบาลจะยืนยันหรือไม่และท่าทีพรรคภท.ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร ว่า พรรค ภท.ฟังความต้องการของประชาชน กระบวนการทุกอย่างต้องเริ่มที่รัฐสภา อย่ามาผูกกับรัฐบาล เพราะเรื่องดังกล่าวดำเนินการโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว ส่วนประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำพร้อมกับวันเลือกตั้ง ฉะนั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องเริ่มที่รัฐสภาชุดปัจจุบัน ส่วนตนนั้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล

เมื่อถามว่า เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มนับหนึ่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน ย้ำว่า อยู่ที่รัฐสภา เมื่อถามย้ำว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า เราเคยพูดแล้วจะไม่แตะในบางมาตรา อาทิ มาตราที่เกี่ยวกับความเป็นอธิปไตยของไทย และหมวดที่เกี่ยวกับสถาบัน ส่วนที่เหลือว่ากันได้เมื่อถามอีกว่า หากยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ค้างอยู่ในสภาฯ ชุดที่แล้ว จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าได้เร็วกว่าหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่าไม่ทราบ

‘สมชัย’ขู่3เดือนไร้คืบนับหนึ่งไล่รบ.

ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีคนถามผมว่า ถ้าเราใช้เงิน 3,000 ล้าน เพื่อทำประชามติและมีผลประชามติแล้วว่า ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ แต่รัฐบาลที่ริเริ่มทำประชามติกลับนิ่งเฉย จะมีบทลงโทษตามกฎหมายอย่างไรได้บ้าง คำตอบคือ ไม่มี แต่ถามว่า ความเชื่อมั่น ศรัทธา ไว้วางใจในคำพูดของรัฐบาลจะเป็นอย่างไรคำตอบคือ สำหรับคนทั่วไป หากรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าได้ คนทั่วไปอาจไม่รู้สึกว่ารัฐบาลทำผิด แต่สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาเห็นปัญหาหนักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเคยฝากความหวังว่า นักการเมืองจะมีสัจจะรักษาจุดยืนคำพูด แต่ยังมีส่วนหนึ่งที่คิดบวก ให้โอกาสว่า การรักษาสัจจะยังจะเกิดขึ้นจริง โดย ครม.หรือพรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยเร็ว คือ 1 สัปดาห์ควรมี roadmap บอกประชาชน ควรมีร่างแก้ไขเพิ่มเติม 3 เดือน ควรบรรจุเป็นวาระการประชุมของรัฐสภาและเริ่มวาระหนึ่งได้ หากทุกอย่างยังว่างเปล่า 3 เดือนจากนี้จะเริ่มต้นนับหนึ่งไล่รัฐบาล กูรูท่านหนึ่งกล่าวไว้

‘เจษฎ์’ชี้‘ทักษิณ’ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก นักวิชาการด้านกฎหมาย วิเคราะห์การกลับมาเคลื่อนไหวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ภายหลังได้รับการพักโทษว่า การรักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ แทนการเข้าเรือนจำ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเคยระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ 12 คน เข้าไปเกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินการของ นายทักษิณ ซึ่งป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอยู่ หากสุดท้าย ทั้ง 12 คนมีความผิด นายทักษิณ ก็อาจเข้าข่ายเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนไปด้วยหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีคดีมาตรา 112 ที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลอาญาอีกด้วย เมื่อถามว่าบ้านจันทร์ส่องหล้าอาจกลายเป็นทำเนียบสาขา 2 รศ.ดร.เจษฎ์กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นจริงหรือไม่ แต่วาทกรรมนี้เกิดขึ้นแล้วและนายทักษิณ ควรเลือกวางบทบาทเป็นลมใต้ปีกคล้ายบทบาท นายเนวิน ชิดชอบ โดยจะทำให้บ้านจันทร์ส่องหล้ามีคนเข้าออกและมีอิทธิพลทางการเมือง แต่หากเลือกออกหน้าออกตา จะทำให้เกิดแรงเสียดทานทางการเมือง และยิ่งตอกย้ำภาพบ้านจันทร์ส่องหล้าเป็นอีกศูนย์กลางอำนาจหนึ่ง

เมื่อถามว่า นายทักษิณ ยังเป็นตัวแปรทางการเมืองหรือไม่ รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า นายทักษิณ ยังเป็นบุคคลที่มีฝีมือทางการเมืองสูงและสามารถสร้างทั้ง ผลบวกและผลลบต่อประเทศได้ ขึ้นอยู่กับบทบาทและวิธีการเคลื่อนไหวในระยะต่อจากนี้

จวกผีน้อยทำถูกแบน รัฐบาลลั่นช่วยไม่ได้

จวกผีน้อยทำถูกแบน รัฐบาลลั่นช่วยไม่ได้

จวกผีน้อยทำถูกแบน รัฐบาลลั่นช่วยไม่ได้

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จวกผีน้อยทำถูกแบน รัฐบาลลั่นช่วยไม่ได้

นายกฯหนู บอกช่วยไม่ได้เกาหลีแบน แรงงานไทย 4จังหวัด เหตุทำผิดกฎหมายทิ้งงานไปเป็นผีน้อย แต่หากถูกกลั่นแกล้งพร้อมปกป้อง ยกภาษิตไทย“ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง”ขอมีสำนึกรับผิดชอบ อย่าทำผิด ด้าน รมว.แรงงานนัดเจรจาทูตเกาหลี หาทางผ่อนปรนแก้ปัญหาร่วมกัน

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่เกาหลีใต้ ประกาศขึ้นบัญชีดำ แรงงานไทยจาก 4 จังหวัดภาคอีสาน ได้แก่ อุดรธานี, ขอนแก่น, ชัยภูมิ และมหาสารคาม โดยห้ามนำเข้าแรงงานภาคเกษตรและประมงตามฤดูกาล ตลอดทั้งปี 2569 ว่า ต้องทำความเข้าใจก่อน เพราะยังไม่ได้รับรายงานเรื่องนี้ ซึ่งหากมีการเข้าไปทำงานแบบผิดกฎหมาย ก็ต้องถูกแบน เช่นเดียวกับผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็ต้องถูกแบนเช่นกัน ดังเช่นการลงพื้นที่ ตรวจเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งพบว่ามีการทำผิดกฎหมาย ที่พักและโรงแรม ไม่มีใบอนุญาต มีวิลล่าเถื่อน แม้จะบอกว่า นำเงินมาลงทุนในประเทศไทย แค่นี้ไม่พอเพราะมีการทำผิดกฎหมาย ซึ่งก็เหมือนกัน หากเราไปทำงานต่างประเทศแล้วทำผิดกฎหมาย บ้านเขาเขาก็มีสิทธิแบนเรา ดังนั้น จึงต้องไม่ทำผิดกฎหมาย

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า “ไม่ช่วยครับ ช่วยไม่ได้ครับ เพราะคุณทำผิดกฎหมายเอง” แต่ถ้าหากคุณทำถูกกฎหมาย แล้วถูกกลั่นแกล้ง รัฐบาลจะเข้าไปปกป้องอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่าการที่เกาหลีแบนจะส่งผลกระทบต่อคนไทยที่ไปท่องเที่ยวหรือไม่ นายอนุทิน ได้ยกสุภาษิตไทย ปลาเน่าตัวเดียว ทำให้เหม็นหมดทั้งข้อง ดังนั้น เราต้องมีสำนึกในความรับผิดชอบด้วย ซึ่งตนเองคิดว่า เรื่องแรงงานกับเรื่องท่องเที่ยว เป็นคนละเรื่องกัน อย่าเพิ่งไปฟังคนนั้นคนนี้พูดว่า จากนี้คนไทย จะเข้าไปท่องเที่ยวเกาหลีลำบาก เพราะเกาหลีเองเขาก็ต้องการรายได้จากการท่องเที่ยว จากคนไทย เพราะคนไทยไปใช้เงินทั้งช็อปปิ้งและเสริมสวยต่างๆ ซึ่งเราถือเป็นคู่ค้าสำคัญของเขา หากมีปัญหาใดๆ ตนจะไปชี้แจงกับทางรัฐบาลเกาหลี เรารู้จักกันดี

ประเด็นดังกล่าว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ระบุว่า เรามีข้อตกลงร่วมกันกับฝ่ายเกาหลีว่า หากแรงงานจากจังหวัดใดหลบหนีเกิน 20% จะมีผลต่อการระงับการรับแรงงานจากจังหวัดนั้น และเรื่องนี้ทำประเทศไทยเสียชื่อเสียง

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้จำเป็นต้องหารือกับฝ่ายเกาหลีใต้ เพราะไม่ควรนำการกระทำผิดของคนส่วนน้อยไปกระทบต่อแรงงานอีกกว่า 80% ที่ตั้งใจไปทำงานอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการจัดหางาน เร่งหาข้อมูล พร้อมทั้งเชิญ สถานทูตเกาหลีในประเทศไทย มาร่วมหารือในประเด็นดังกล่าว เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันในสัปดาห์นี้ โดยในสาระเตรียมเจรจาขอ “ผ่อนผัน” มากกว่าการขอแก้ไข MOU ทั้งฉบับ เนื่องจากไทยไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก และต้องยอมรับว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากแรงงานไทยหลบหนีเอง

ด้านนางจิราภรณ์ แซ่จัน จัดหางานจังหวัดมหาสารคาม ชี้แจงว่าที่ผ่านมา จังหวัดมหาสารคาม ได้รับโอกาสจากกรมการจัดหางาน ให้ดำเนินการรับสมัครแรงงานไปทำงานภาคเกษตรตามฤดูกาลในประเทศเกาหลีใต้ โดยมีผู้สมัครกว่า 100 คนแต่ได้รับการคัดเลือกเดินทางไปเพียงประมาณ 18-19 คน แต่หลบหนีนายจ้าง 6 ราย และได้แจ้งให้รีบกลับไทย ถ้ายังฝ่าฝืน จะถือเป็นผู้พำนักผิดกฎหมายในประเทศเกาหลีใต้ทันที

ทั้งนี้ สำนักงานจัดหางานจังหวัดมหาสารคาม จึงขอความร่วมมือแรงงานไทยทุกคน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศปลายทาง เคารพสัญญาจ้าง และไม่หลบหนีนายจ้าง เพื่อรักษาโอกาสของแรงงานไทยรุ่นต่อไปในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ในโลกแห่งความสับสน ความวุ่นวายยังมีคนอีกหลายกลุ่มพร้อมจะซ้ำเติมสถานการณ์ด้วยข้อมูลที่หลอกลวง เรียกยอดเอนเกจ เรียกยอดไลก์ โดยขาดซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม และเมื่อใดก็ตามที่เรื่องราวเกินเลยไป ผู้เสียหายมีสิทธิทุกประการที่จะรักษาชื่อเสียงของตนตามกฎหมาย”

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย

รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย

อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย

อนุทิน เปิดทำเนียบฯ ถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้! ผุดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ปรับทิศทางเศรษฐกิจไทย

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.39 น.

ศุกร์นี้ !! นายกฯเปิดทำเนียบฯถก CEO ยักษ์ใหญ่ ศุกร์นี้ แลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจไทยเชิงลึก ผ่านเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” หวังดึงเอกชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเศรษฐกิจไทย

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 15 พ.ค.เวลา 17.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย จะเป็นประธานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากภาคเอกชน ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ จากผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน  10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสถาบันหลัก (กกร.) กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยี 

อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) กลุ่มเครือเบทาโกร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และกลุ่มเซ็นทรัล เป็นต้น

สำหรับเวทีดังกล่าวจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลของนายอนุทิน โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเปิดวงสนทนา Open Dialogue เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเสรี ในบรรยากาศที่เปิดกว้าง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ

จากนั้น เวลา 19.00 น.นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ ที่ตึกสันติไมตรี พร้อมกล่าวขอบคุณผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและยั่งยืนต่อไป

อนุทินเดือด! ไล่มาเฟียรุกหาดฟรีดอม สั่งเช็กบิลเจ้าหน้าที่รัฐ ค้านประกัน เสี่ยเล็ก หวั่นข่มขู่พยาน

อนุทินเดือด! ไล่มาเฟียรุกหาดฟรีดอม สั่งเช็กบิลเจ้าหน้าที่รัฐ ค้านประกัน เสี่ยเล็ก หวั่นข่มขู่พยาน

อนุทินเดือด! ไล่มาเฟียรุกหาดฟรีดอม สั่งเช็กบิลเจ้าหน้าที่รัฐ ค้านประกัน เสี่ยเล็ก หวั่นข่มขู่พยาน

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.44 น.

“อนุทิน” เดือดลงพื้นที่หาดฟรีดอมไล่มาเฟียรุกที่ บอกมันน่าทุเรศ สั่งเช็กบิลเจ้าหน้าที่รัฐ แฉขบวนการสวมสิทธิฮุบที่ทำรีสอร์ทส่วนตัว ลั่นคืนความเป็นธรรมให้ชาวบ้าน ค้านประกันตัว ‘เสี่ยเล็ก’ หวั่นข่มขู่พยาน 

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. ที่หาดฟรีดอม จ.ภูเก็ต  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่เดินตรวจหาดฟรีดอม ว่า มีคนมีความพยายามยึดพื้นที่ทั้งหมดที่ชาวบ้านอยู่และขับไล่ออกจากพื้นที่ ถ้ารัฐบาลไม่รีบเข้ามาก่อน ก็จะกลายเป็นรีสอร์ทโรงแรม เอาสค.มาขายให้ชาวบ้าน ซึ่ง สค.คือ โสโครก  สวมสิทธิ ในเอกสาร เป็นเอกสารปลอม ทั้งนี้แผ่นดินของประเทศ ถ้าจะให้คนมาใช้ประโยชน์ต้องเปิดกว้างให้คนทั่วไป อย่ายึดเป็นของตัวเอง หาดทั้งหาด ยึดไปเป็นของตัวเอง ยอมได้หรือไม่ หาดทั้งหาดนี้เขาตั้งใจ ถ้าแผนเขาสำเร็จ หาดนี้จะเป็นหาดส่วนตัว เกาะสวาท หาดสวรรค์ของเขาเลย งานนี้หมดเป็นพัน แต่แผนเขาเสียพังก่อน จากนี้เขาต้องไปชดใช้กรรมในคุก 

เมื่อถามว่าหาดสวยน้ำใสเป็นท่องเที่ยวของไทย โมโหหรือไม่ คนคนเดียวทำให้เสียชื่อ ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว นายกฯ ระบุว่า เดี๋ยวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปสอบสวนเรื่อยๆ ก็จะทราบเกี่ยวข้องกับใครบ้าง 

เมื่อถามย้ำว่าน่าโมโหหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบว่า  “มันน่าทุเรศ”  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ คนที่เป็นนายทุนอันธพาลแย่อยู่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ให้ความร่วมมือ ตนไม่เชื่อหรอก ทำบันไดคอนกรีต 300 ขั้น เป็นไปไม่ได้เจ้าหน้าที่รัฐจะไม่รู้เรื่อง ตนในสถานะผอ.กอ.รมน. จะสนธิกำลังเต็มที่ คืนความเป็นธรรมให้พี่น้องประชาชน ที่ถูกประทุษร้าย  หยุดการกระทำของคนเหล่านั้นและดำเนินคดี 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มาถึงหาดฟรีดอมเจอมาเฟียบ้างหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ชี้ไปทางผู้ว่าฯภูเก็ต พูดหยอกเล่นว่า นี่ไงมาเฟีย น่ากลัวที่สุดในภูเก็ตแล้ว (พร้อมหัวเราะ)

เมื่อถามว่า น่าเสียดายหรือไม่ มาช้าเพียง 1 วัน หลัง “เสี่ยเล็ก” ชิงมอบตัวก่อน นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ไม่เป็นไร ก็ไม่อยากเจออยู่แล้วเจอทำไมหละ ซวยตาย ไม่เอา” พร้อมยืนยันหลังจากนี้ จะดำเนินการใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ ส่วนใครที่บุกรุกอยู่และกำลังทำอะไรอยู่ ก็ขอให้ถอนออกไป เราจะไม่รอ เราจะใช้กฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งเป็นสิทธิอันชอบธรรมของทางราชการ ที่จะรื้อถอนหรือทำลาย ยึดคืนกลับมา ไม่มีการรอ เพราะหลักฐานที่เห็นวันนี้ มีแค่หย่อมเดียว ไม่มีอะไรน่าห่วง 

นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจว่า วันนี้หากเราทำการยึดกลับมา แล้วยังถูกกรรโชกกลับไปอีก ก็จะเป็นเวรกรรมของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ยืนยันไม่มีใครกล้าและตนก็ไม่กังวล เพราะเรามีผู้ใช้กฎหมาย 

นายอนุทิน ชี้แจงกรณีที่วันก่อนลงพื้นที่หาดบางเทา ไม่ได้มาที่หาดฟรีดอม เนื่องจากมีภารกิจเร่งด่วนที่จังหวัดระนอง เนื่องจากตอนแรกคิดว่าพอแล้ว ยกให้เป็นบางเทาโมเดล ต้องไม่มีการข่มเหง และดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ยึดคืนสิ่งที่เป็นของรัฐกลับมา แต่ยืนยันเป็นคำสั่งที่ใช้ทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ที่นี่ที่เดียว แยกปฏิบัติไม่ได้ ยืนยันไม่ได้ทิ้งชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านได้รับความเดือนร้อนจากตัวอันธพาล ข่มเหงรังแก วันนี้จึงต้องมาดู แต่มาแล้วไม่เจอ ก็ไม่รู้ทำอย่างไร ตำรวจได้ดำเนินการทางคดีไปแล้ว เบื้องต้นตำรวจคัดค้านการประกันตัว เพราะถือเป็นผู้มีอิทธิพล และสามารถใช้กำลังข่มขู่พยานได้ ตนเองอยากให้โดนโทษหนักๆ จะได้กรณีที่ไม่ควรให้ประกันตัว ซึ่งส่วนตัวยังเชื่อว่ามีมาเฟียอีกเยอะ แต่เราต้องใช้กรอบนี้ขยายผลไปเรื่อยๆและครอบคลุมทุกพื้นที่ 

อนุทิน บุกหาดฟรีด้อม! ยกมือไหว้ขอโทษ บอก’ผมผิดเองที่มาช่วยช้า’ รับปากจัดการผู้มีอิทธิพล-คืนที่หลวง

อนุทิน บุกหาดฟรีด้อม! ยกมือไหว้ขอโทษ บอก'ผมผิดเองที่มาช่วยช้า' รับปากจัดการผู้มีอิทธิพล-คืนที่หลวง

อนุทิน บุกหาดฟรีด้อม! ยกมือไหว้ขอโทษ บอก’ผมผิดเองที่มาช่วยช้า’ รับปากจัดการผู้มีอิทธิพล-คืนที่หลวง

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.19 น.

‘อนุทิน’บุกหาดฟรีด้อม ยกมือไหว้ขอโทษ‘ผมผิดด้วยซ้ำที่มาช่วยช้า’ รับปากชาวบ้านจัดการผู้มีอิทธิพล ขออย่ากังวลทำมาหากินใช้ชีวิตตามปกติ ลั่นสิ่งที่ทำมาเขาต้องชดใช้ต่อไปนี้ไม่มีการข่มขู่อีกแล้ว

จากนั้น เวลา 18.00 น. วันที่ 13 พ.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เดินทางต่อไปยังหาดฟรีด้อม ต.ป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต  เพื่อติดตามการจับกุมการบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ

โดยเมื่อนายกฯ เดินทางถึงมีประชาชนมารอต้อนรับพร้อมถือป้ายให้กำลังใจ  ซึ่งนายอำเภอเมืองภูเก็ตรายงานถึงปัญหาการบุกรุกพื้นที่หาดฟรีด้อม ตั้งแต่ช่วงปี 2552 ยาวนานเกือบ 20 ปี เพื่อหาผลประโยชน์การท่องเที่ยว เพราะมีการประกอบกิจการร้านค้าและร้านอาหาร รวมถึงมีการปล่อยเช่าและขายกิจการให้กับชาวต่างชาติ และยังมีการเก็บค่าผ่านทาง 100-300 บาท เพื่อเข้าไปชมหาด โดยผวจ. ภูเก็ตได้ออกมาตรการอย่างเข้มข้น  จึงเป็นที่มาของการดำเนินคดี 23 คดี

ซึ่งนายกฯ ได้ถามกลับว่า ทำไมถึงปล่อยให้มีปัญหานี้มายาวนานมาหลาย 10 ปี และได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง  โดยนายอำเภอเมืองภูเก็ต ตอบกลับว่าเราได้มีการตรวจยึดที่แล้ว และหลาย 10 ปีได้มีการแจ้งความและดำเนินคดี แต่หลังจากนั้นก็กลับมาทำซ้ำอีก 

ทั้งนี้ ภายหลังรับฟังรายงานปัญหาบุกรุกพื้นที่หาดฟรีดอม นายกฯ เดินพบปะประชาชนพร้อมรับฟังปัญหาประชาชนที่ประสบปัญหาการถูกรุกล้ำที่ดิน โดยมีประชาชนถือป้ายข้อความระบุว่า “นายกฯช่วยที”  โดยนายกฯ กล่าวว่า วันนี้เรามารับฟังปัญหามาเต็มทีม และได้มอบหมายให้ผวจ.ภูเก็ต ดำเนินการ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่กำกับดูแลกรมป่าไม้ นอกจากนี้ยังมีรมช.มหาดไทยที่กำกับดูแลกรมที่ดิน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และรมช.คมนาคม มาลงพื้นที่ด้วย  ซึ่งจากนี้ไปในเรื่องของการข่มขู่จะไม่มีแล้ว เพราะถูกจับแล้ว 

ก่อนที่นายกฯจะหันไปสอบถามประชาชนว่า ได้แจ้งความดำเนินคดีแล้วหรือยัง เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลเยอะๆ  โดยประชาชน ตอบว่า ยังกังวลผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ วันนี้เราอยากได้ความมั่นใจและความเมตตาจากทางนายกฯ พร้อมกับเปิดรูปผู้มีอิทธิพลจากโทรศัพท์มือถือให้นายกฯดูด้วย ซึ่งทำให้นายกฯได้ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน พร้อมกล่าวว่า“ผมขอความเมตตา และขออภัยที่ผมมาช้า ต้องขออภัย ไม่มีอะไรที่ท่านจะต้องขอความเมตตาจากผมเลย พวกผมผิดด้วยซ้ำที่มาช่วยช้าไป  ขอทบต้นทบดอกแล้วกัน ” 

โดยประชาชนได้กล่าว ขอบคุณนายกฯล่วงหน้าว่า “ เรื่องอิทธิพลจะจบสิ้นตั้งแต่วันนี้ วินาทีนี้เป็นต้นไป”  ด้านนายกฯ กล่าวว่า “จบเมื่อวาน และเชื่อว่าทุกท่านที่อยู่ตรงนี้ได้ทราบปัญหาว่าเกิดอะไรขึ้น ผมอยู่ข้างท่าน ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าข้าราชการสูงสุดในระบบราชการ ถ้าผมอยู่ข้างท่านก็เชื่อว่าข้าราชการที่ดี ไม่กล้าที่จะอยู่ข้างฝั่งผู้มีอิทธิพล ก่อนที่นายกฯจะเรียกปลัดกระทรวงมหาดไทยและผวจ.ภูเก็ต เดินเข้ามาในวงพูดคุย  ก่อนตบหลังผวจ.ภูเก็ต และกล่าวว่า“เป็นลูกน้องผม ถ้าประชาชนรู้สึกกังวลสามารถติดต่อได้ตลอดเวลา” 

นายกฯ กล่าวย้ำว่า ในส่วนที่เป็นที่ของหลวงก็คือที่ของหลวง ส่วนบ้านเรือนของประชาชนที่อยู่กันมาแล้ว และได้รับความเสียหายจากการบุกรุกที่ดิน รัฐบาลจะดูในเรื่องของการซ่อมแซม และตนจะกำชับกับฝ่ายความมั่นคง ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทหารฝ่ายปกครอง นายอำเภอและอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) เราจะคุ้มครองความปลอดภัย รับรองว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขอให้เชื่อ ขอให้ประชาชนทำมาหากินและใช้ชีวิตตามปกติ เดี๋ยวพวกตนจะดำเนินการทุกอย่างเอง สิ่งที่เขาทำมาเขาต้องชดใช้ ทั้งเรื่องบุกรุกพื้นที่หลวง ขับไล่ชาวบ้าน ที่ทำมาหากินด้วยความสุจริต ใช้กำลังข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ประทุษร้าย ซึ่งมันกี่คดีแล้ว แค่นี้ก็หลาย 10 ปีแล้วที่ต้องเข้าคุก  แต่ขอให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปแจ้งความ  รวมไปถึงชาวต่างชาติที่มีความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วย

ครบรอบ 16 ปี เสธ.แดง เสียชีวิต! เดียร์ ขัตติยา โพสต์ซึ้งรำลึก เผย ยังเดินในเส้นทางการเมืองตามที่พ่อตั้งใจ

ครบรอบ 16 ปี เสธ.แดง เสียชีวิต! เดียร์ ขัตติยา โพสต์ซึ้งรำลึก เผย ยังเดินในเส้นทางการเมืองตามที่พ่อตั้งใจ

ครบรอบ 16 ปี เสธ.แดง เสียชีวิต! เดียร์ ขัตติยา โพสต์ซึ้งรำลึก เผย ยังเดินในเส้นทางการเมืองตามที่พ่อตั้งใจ

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นางสาวขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ภาพครบรอบ 16 ปี การเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่ถูกลอบยิง บริเวณแยกศาลาแดง ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินลุมพินี เมื่อ 13 พฤษภาคม 2553 ระหว่างการชุมนุมของ นปช.

โดยระบุว่า  13 พฤษภาคม 2569 “ครบรอบ 16 ปี คุณพ่อโดนลอบยิง” อยากบอกคุณพ่อว่า… หนูยังแข็งแรงดีทั้งร่างกายและจิตใจ  มิตรสหายที่อยู่รอบตัวหนู ยังคงประคับประคองหนูแทนคุณพ่อเป็นอย่างดี

พรรคเพื่อไทย ยังคงดูแลและหยิบยื่นโอกาสดีๆ ในการทำงานให้หนูมาตลอด ทำให้หนูยังเดินอยู่ในเส้นทางการเมืองตามที่คุณพ่อตั้งใจ พี่น้องคนเสื้อแดง ยังคงมีคุณพ่ออยู่ในความทรงจำ ทุกคนคิดถึงและหลายคนยังมีน้ำตาเมื่อพูดถึงคุณพ่อ แม้เวลาจะผ่านมา 16 ปีแล้วก็ตาม

ดังนั้น ไม่มีอะไรที่คุณพ่อต้องห่วง ขอเพียงคุณพ่อช่วยปกป้องคุ้มครองหนู ให้หนูคิดและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ อย่างมีสติและถูกต้อง ทำทุกสิ่งได้ราบรื่นและสำเร็จอย่างที่หวัง เพราะหนูอยากทำให้คุณพ่อภูมิใจ
คิดถึงคุณพ่อทุกวัน

น้องเดียร์

สาทิตย์ ถอดรหัส ทักษิณ ส่งซิก ไปจำศีลมา-เป็นอัลไซเมอร์ ชวนจับตากลับมาเขย่า สมการการเมืองใหม่

สาทิตย์ ถอดรหัส ทักษิณ ส่งซิก ไปจำศีลมา-เป็นอัลไซเมอร์ ชวนจับตากลับมาเขย่า สมการการเมืองใหม่

สาทิตย์ ถอดรหัส ทักษิณ ส่งซิก ไปจำศีลมา-เป็นอัลไซเมอร์ ชวนจับตากลับมาเขย่า สมการการเมืองใหม่

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

ยังมีสิ่งคาใจเหมือนผงในตา?! ’สาทิตย์‘ ถอดรหัส ’ทักษิณ‘ ส่งซิก ‘ไปจำศีลมา-เป็นอัลไซเมอร์’ ขอจับตาคัมแบ็คเดินเกมสร้างแรงกระเพื่อมต่อหรือไม่บน ’สมการการเมืองใหม่‘ ชี้ อยู่ที่พรรคแกนนำ ’อนุทิน-ภท‘ เอาอยู่หรือไม่ หวังสารพัด ‘มรสุมชีวิต’ ที่ผ่านมาจะให้บทเรียน 

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตแกนนำ กปปส. กล่าวถึงท่าทีทางการเมืองต่อจากนี้ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่ได้รับการพักโทษว่า ไม่แน่ใจบทบาททางการเมืองจากนี้ต่อไปของนายทักษิณ จะเป็นอย่างไร แต่เท่าที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณ ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ทำให้นายทักษิณ คิดได้ว่า สิ่งที่นายทักษิณเคยอ้างถึงหลักธรรมทางศาสนาว่า ตถตา แปลว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง มันมีความหมายว่ามียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ มีเกียรติก็เสื่อมเกียรติได้ ถ้าทำตัวไม่สมกับเกียรตินั้น ขณะเดียวกันนายทักษิณก็ผ่านมรสุมชีวิตมาเยอะ เพียงพอที่จะตัดสินใจได้ว่าสิ่งที่เผชิญมาในชีวิต มันให้บทเรียนอะไรบ้าง ตนก็ได้แค่คิดว่าควรจะเป็นเช่นนั้น 

“แต่พอเห็นวิธีที่นายทักษิณสื่อออกมา ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่มีนัยยะต่างๆกำกวม เช่น ไปจำศีลมา8เดือน จำอะไรไม่ได้บ้างต่างๆเหล่านี้ เป็นต้น มันทำให้คิดได้ว่าหรือจะยังตัดไม่ได้ ยังมีสิ่งที่ค้างคาในใจ อยากที่จะไปเขี่ยสิ่งที่มันทิ่มตาอยู่ รู้สึกว่ามันเป็นผงอยู่ในตาแล้วก็จะเขี่ยออก อะไรหรือไม่ เราก็ไม่รู้ เพียงแต่ว่าในสมการการเมืองยุคใหม่ พรรคเพื่อไทยไม่ได้เป็นผู้เล่นใหญ่อีกต่อไปแล้ว กลายเป็นพรรคต่ำร้อย ไม่ได้เป็นพรรคหลักในการตั้งรัฐบาล นอกจากนี้กลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง ก็กระจัดกระจายกันไปมาก หลายคนก็ตาสว่างขึ้น ผมคิดว่า สิ่งที่เราทำได้ต่อจากนี้คือจับตามอง ภายใต้สมการการเมืองใหม่ว่านายทักษิณจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้มากน้อยเพียงใด ผมคิดว่าต้องดูไปก่อน เพราะในสมการการเมืองใหม่ วิธีการเล่นการเมืองแบบนายทักษิณใช้ หลายเรื่องมันเก่าไปแล้ว มันผ่านยุคนั้นไปแล้ว มือไม้ กำลังสำคัญต่างๆพอรู้จักตัวตนซึ่งกันและกัน มันก็สวมคอนเวิร์สกันไปหลายคู่แล้ว ก็หายกันไปเยอะ” นายสาทิตย์ กล่าว

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ดูอาการนายทักษิณจากนี้แล้ว มันยังดูมีอะไรที่มันมีนัยยะทางการเมืองจากคำพูดที่พูดออกมาอยู่ หากเราย้อนกลับไปดูก่อนที่นายทักษิณจะโดนคดีชั้น14 จนกระทั่งมาสู่เรือนจำ รู้สึกว่ามันมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่มันมาเติมแรงกระเพื่อมทางการเมืองค่อนข้างเยอะ แต่ก็ต้องรอดูไปก่อน ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เพราะนายทักษิณเพิ่งออกจากเรือนจำมาไม่กี่วัน นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับบทบาทของรัฐบาลปัจจุบัน ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล ว่าจะสามารถบริหารงานต่างๆประคับประคองไปได้มากน้อยแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่าสูตรรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคเพื่อไทยจะเป็นตัวแปรหลัก 70 เสียงของพรรคเพื่อไทยถ้าออกจากการร่วมรัฐบาล รัฐบาลอาจล้มได้ ก็ต้องถือว่าเป็นตัวแปรหลักเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารพรรคเพื่อไทยชุดปัจจุบันกับนายอนุทินด้วย 

เมื่อถามว่านายทักษิณจะเข้ามามีผลต่อสมการร่วมรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าพรรคเพื่อไทยขณะนี้เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน อิทธิพลของนายทักษิณต่อพรรคเพื่อไทยจะมีมากน้อยแค่ไหน

อนุทิน ขออภัย! รัฐบาลสื่อสารคลาดเคลื่อน ปม 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุน ชี้แค่ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ไม่ได้เปิดเสรีไร้ใบอนุญาต

อนุทิน ขออภัย! รัฐบาลสื่อสารคลาดเคลื่อน ปม 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุน ชี้แค่ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ไม่ได้เปิดเสรีไร้ใบอนุญาต

อนุทิน ขออภัย! รัฐบาลสื่อสารคลาดเคลื่อน ปม 8 ธุรกิจต่างชาติลงทุน ชี้แค่ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน ไม่ได้เปิดเสรีไร้ใบอนุญาต

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.24 น.

วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. …. ปลดล็อคให้ต่างชาติลงทุนใน 8 ธุรกิจ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ ว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา เราเพิ่งแต่งตั้งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคร่วมรัฐบาล เพิ่งส่งมาอยากให้ได้ทำงานเร็วๆ จึงให้ไปแถลงเรื่องนี้ ตนก็ได้ตำหนิโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ความจริงแล้วเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาล แต่ละพรรคมีกระทรวง ของเขาดูอยู่แล้ว ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน เป็นต้น แต่ละท่านให้ไปรับผิดชอบงาน ตนต้องขออภัยในเรื่องความผิดพลาดในการจัดให้รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไปแถลงข่าวเรื่องที่สำคัญ ต้องขออภัยจริงๆ

เมื่อถามว่ามติดังกล่าวไม่ใช่การเปิดเสรีให้เข้ามา ทำธุรกิจ ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นการลดขั้นตอน ตามนโยบายลดความซ้ำซ้อน เช่น หากเป็นคนต่างชาติจะขอประกอบธุรกิจในไทย จะต้องขออนุญาตที่กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย ไม่ต้องไปขอซ้ำที่กระทรวงพาณิชย์อีก ซึ่งเป็นดำริของรมว.พาณิชย์ เพราะมันซ้ำซ้อน กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่จดทะเบียนการค้าให้ส่วนใบอนุญาตจะไปทำธุรกิจต่างๆหน่วยงานที่เป็นเจ้าพนักงานที่อนุญาตก็ไปดำเนินการได้เลย 

แต่เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคงแถลงสั้นและสรุปข่าวว่าคนต่างชาติมาประกอบธุรกิจที่เมืองไทยไม่ต้องขอใบอนุญาตอันนี้ไม่ใช่ ต้องขออนุญาต ยืนยันว่าไม่ใช่เลย เพราะต้องไปขอใบอนุญาต จากหน่วยงาน ที่อนุญาตให้อนุญาต โดยไม่ต้องไปขอใบอนุญาต ที่กระทรวงพาณิชย์ เราพยายามลดขั้นตอนความซ้ำซ้อน พยายามให้เป็นวันสต็อปเซอร์วิสให้ได้มากที่สุดตามนโยบายอำนวยความสะดวก ตนต้องขออภัยด้วย

อภิสิทธิ์ ซัดกู้ 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แซะ อนุทิน แก้ตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ รถพุ่มพวง

อภิสิทธิ์ ซัดกู้ 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แซะ อนุทิน แก้ตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ รถพุ่มพวง

อภิสิทธิ์ ซัดกู้ 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แซะ อนุทิน แก้ตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ รถพุ่มพวง

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

‘ปชป.’ ตั้งลำขวาง พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน! ’อภิสิทธิ์‘ ชี้เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ หวั่น ‘รัฐบาล’ ใช้เงินเอื้อประโยชน์การเมืองหมดภายใน 4 เดือน ซ้ำเติมวิกฤติ-ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แนะ 3 แนวทางแก้วิกฤติพลังงาน พ่วงลดราคาสินค้า แก้ปมเงินเฟ้อ พร้อม แซะ ‘อนุทิน’ สางปัญหาตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ ‘รถพุ่มพวง’ ด้าน ‘กรณ์’ กางผลกำไร บ.น้ำมันยักษ์ใหญ่ พุ่ง 456% สะท้อนวิกฤติ จี้เร่งพิจารณาเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’

13พ.ค.2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีปัญหาที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังงกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการตราพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะมองว่ามีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า ทั้งนี้ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้ วันนี้ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้พบว่าเติบโตถึง 1.5%  ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรม เดือนมี.ค. เพิ่ม 0.8% นอกจากนั้นแล้วบริษัทมูดี้ส์ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยตัวเลขระบุว่าภาวะเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือน มีตรงไหนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง

“คำพูดที่ว่าคนอื่นเคยทำ ต้องดูว่าสถานกาาณ์เหมือนกันหรือไม่ ฝนตก พายุหนักต้องใส่เสื้อ หรือใช้ร่มหรือไม่ อาจมีฝนตกปรอยๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ ทั้งนี้รองนายกฯ บอกว่าไม่มีสิทธิตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยรัฐธรรมนูญให้ดุลยพินิจกับรัฐบาล แต่ต้องใช้ดุลยพินิจนั้นโดยสุจริต และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรองวินัยกาเงินการคลัง ซึ่งรัฐบาลต้องเคารพ ถ้าละเมิดฝ่ายค้านพร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นการกู้เงินและแผนที่รัฐบาลประกาศจะทำนั้นพรรคประชาธิปัตย์มองว่า นอกจากการตราพ.ร.ก.และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจ แล้วยังซ้ำเติมและทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น  เพราะกรณีที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ในโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน หากใช้หมดภายในเวลา แต่ยังมีวิกฤติซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น จะทำให้ของแพงมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะใช้อาวุธหมดแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคา ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้เตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้ชนเพดานรัฐบาลจะทำอย่างไร

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่ามีวิธีอื่นที่แกัปัญหาได้ โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมาตรการดังกล่าวดีเซล จะลดลงเหลือลิตรละ 33 บาท  ทั้งนี้การลดต้นทุนให้น้ำมันลดลงคือการช่วยที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แค่คนขับรถ แต่ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่เพิ่มสูงและขาดแคลน หากใช้วิธีดังกล่าวเพียง 4 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3  ของรัฐบาลจะใช้ และทำให้ของจะถูกลง และใช้วิธีเก็บภาษีลาภลอยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันนลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท แต่จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจมั่นคง 

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะที่โครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จะใช้ในส่วนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือ โซลารูป  เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยน้อยมาก เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือมีโอกาสสูงสนับสนุนนำเข้า หากรัฐบาลเปลี่ยนนผ่านและสร้างมูลค่าในประเทศ  ต้องเดินหน้าทำบี20และบี 50 เพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล ใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ทำให้การพึ่งพาน้ำมันน้อยลงและยังได้สนับสนุนเกษตรกรสวนปาล์มเพิ่มมากขึ้น

“ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลคือ เติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่งบที่รรัฐบาลใช้ไม่ใช่ส่วนใหญ่ น้อยกว่าไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายโอนงบประมาณได้ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าประชาชนเดือนร้อนแต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ถูก ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนุญ ถูกกฎหมายและถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้ โดยไม่กู้เงินขณะที่การกู้เงิน สร้างความเสี่ยง เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์ และไม่ชอบ ส่อรั่วไหลหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าขณะนี้รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะฟังเสียงทัดทาน ในการออกพ.ร.ก.กู้เงิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนว่าต้องเข้าใจว่า รัฐบาลอนุมัติไปแล้ว ประกาศไปแล้ว แล้วกฎหมายอนุมัติแล้ว การโต้แย้งจึงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย  แต่สำหรับคิดว่าหากรัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้แล้วเปลี่ยนใจว่า ถึงมีอำนาจในการกู้เงินเพราะมีกฎหมายนี้อยู่แต่ไม่กู้ แล้วไปทำการลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้เลย และใช้เงินเท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และดีกว่านั้นคือไปทำเรื่องพ.ร.บ.โอนงบให้เรียบร้อยเสียก่อน ตนคิดว่าจะดีกับทุกคน ดีกับประชาชนที่เดือดร้อน เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต นายกฯ ไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทไทยออยล์ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่า บริษัทไทยออยล์เพิ่ง ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 เห็นได้ชัดวว่าที่เราพูดมาโดยตลอดว่า จะมีกำไรลักษณะลาภรอยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือมีการซื้อน้ำมันกักตุนเอาไว้ก่อนเกิดสงครามแล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชนในราคาที่ปรับสูงขึ้นแล้วหลังสงครามได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดที่สำคัญของรัฐบาล ประเด็นที่ 2 คือค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาที่ 16- 17 บาทต่อลิตร และมีการถกเถียงตลอดว่าค่ากานกลั่นที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ แต่วันนี้ชัดเจนแล้วไตรมาส 1 บริษัท ไทยออยล์มีกำไรถึง 19,000 ล้านบาท สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้วบริษัทไทยออยล์ ประมาณ 30% นี่คือความชัดเจนว่า กำไรสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และกำไรตรงนี้สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งคือความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้โดยอ้าง สาเหตุสำคัญมาจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเราพูดมาตลอดว่า นอกเหนือจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้วอีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเกินจำเแน คือ ประเด็นที่ 1 รัฐบาลไม่ได้ไปกำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน แต่กลับมาตั้งคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)  โดยส่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ รมว.คลัง เป็นประธาน และไปศึกษาว่ามีแนววิธีการอื่นใดหรือไม่ที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ แต่วันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิม ยังคำนวนแบบเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินควร 

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ 2 คือภาษีสรรพสามิต ซึ่งง่ายมากในการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชน หรือผู้ประกอบการทุกคน คือรัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนน้ำมันสูง จนทำให้รัฐบาลยกมาเป็นข้ออ้างในการออกพระราชกำหนด เพราะรัฐบาลไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำปล่อยให้ราคาพลังงานสูงเกินควร แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เพิ่มเติมเพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรกหากได้ทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์แนะนำมามาตลอด