เพื่อไทย ขายฝัน แจกเงินล้าน วันละ 9 คน

เพื่อไทย ขายฝัน แจกเงินล้าน วันละ 9 คน

เพื่อไทย ขายฝัน แจกเงินล้าน วันละ 9 คน

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.55 น.

วันนี้ 23 มกราคม พ.ศ.2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความพร้อมภาพระบุ ว่า “เศรษฐกิจนอกระบบในไทยมีมูลค่ามากถึง 9 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากธนาคารโลก) ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก และอันดับ 2 ในอาเซียน (รองจากประเทศเมียนมา) การไม่สามารถเก็บภาษีจากส่วนนี้ได้ ทำให้ไทยขาดรายได้มหาศาล ขาดข้อมูลการค้าขายที่แม่นยำ และขาดโอกาสในการพัฒนาประเทศต่อไปนี้คนไทยมีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน เพียงแค่มีใบเสร็จจากการจับจ่ายใช้สอยทุกประเภทสินค้าและบริการ ใบเสร็จใช้ได้ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าถึงร้านรถเข็น ร้านอาหารริมทาง ไม่มีมูลค่าขั้นต่ำ ไม่จำกัดจำนวนใบเสร็จ เพราะ ‘เพื่อไทย’ มีนโยบาย ’สร้างเศรษฐีเงินล้าน‘ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีแทนการบังคับ ด้วยการสุ่มจับรางวัลจากเลขใบเสร็จ 5 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท

และอีก 4 รางวัลมาจากการสุ่มจับเลขบัตรประชาชน ได้แก่ 1.เกษตรกร 2.ผู้สูงอายุ 3.อาสาสมัครเพื่อสังคม เช่น อสม. ชรบ. กู้ภัย ทหารผ่านศึก ฯลฯ 4. ผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้ รางวัลละ 1 ล้านบาทเช่นกัน‘สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน‘ ทุกการจับจ่ายคือโอกาสรวยทุกคน ทุกวัน เลือกเพื่อไทย เบอร์ 9 ทั้งคนทั้งพรรค #เพื่อไทยทำได้#เพื่อไทยเบอร์9#ยศชนันวงศ์สวัสดิ์#แคนดิเดตนายก#เลือกตั้ง69″

เพื่อไทยขายฝัน

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนกับโพสต์หาเสียงของพรรคเพื่อไทยชุดนี้ เช่น

“เป็นนโยบายที่ผ่านการคิดมาดีจริงๆ ดึงคนเข้ามาอยู่ในระบบใหเ้มากที่สุด เอาใจไปเลย เอาคะแนนไปด้วย ออกมาตบหน้าหวยใบเสร็จเวอร์”

“หวยใบเสร็จ นโยบายประเทศไต้หวัน ดึงคนเข้าระบบภาษี เริ่ดมาก”

“ดึงคนเข้าระบบโดยวิธีแบบวิถีไทย”

“คงต้องเตรียม กล่องเก็บใบเสร็จแระ 555”

“สุดยอดค่ะ”

“เอาคนเข้าระบบภาษีแบบไม่ต้องให้รู้สึกว่าโดนบังคับ”

เพื่อไทย
เพื่อไทยขายฝัน
เพื่อไทยขายฝัน
เพื่อไทยขายฝัน
เพื่อไทยขายฝัน
เพื่อไทยขายฝัน
เพื่อไทยขายฝัน
เพื่อไทยขายฝัน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคเพื่อไทย

ณัฐวุฒิ เหน็บแรง! บอกถึงพรรคส้มชนะ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เหตุติดล็อก 44 สส. โดนเล่นเรื่องแก้ รธน.

ณัฐวุฒิ เหน็บแรง! บอกถึงพรรคส้มชนะ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เหตุติดล็อก 44 สส. โดนเล่นเรื่องแก้ รธน.

ณัฐวุฒิ เหน็บแรง! บอกถึงพรรคส้มชนะ ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เหตุติดล็อก 44 สส. โดนเล่นเรื่องแก้ รธน.

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.52 น.

 ‘ณัฐวุฒิ’  เหน็บเลือก ‘พรรคส้ม’ ตั้งรัฐบาลไม่ได้ เหตุติดล็อก 44 สส.-แก้รธน. หมวด 1-2 โวเลือกเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้แน่นอน 

เมื่อเวลา 18.45 น. วันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ลานพาร์คพารากอน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย กล่าวปราศรัยว่า เพื่อไทยมีรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย อย่ารอหวังแต่รัฐบาลนี้ ที่มีแต่คนละครึ่ง ขนาดเอ็มโอเอให้อยู่ 4 เดือนยังอยู่แค่ 2 เดือน ครึ่งเดียว ดังนั้น ขอให้รอเพื่อไทยดีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทยลงในนามผู้ท้าชิง เพราะมีคนถูกหวยสีส้มเข้าไปเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเมื่อก่อนไม่ได้ลงหาเสียง แต่เดี๋ยวนี้ลงบ่อยขึ้น บอกหาเสียงแบบออแกนิค ที่ใช้ออแกไนซ์ ไปไหนคนเยอะ นักข่าวตรึมทุกที่ แล้วไปพูดปราศรัยจังหวัดชายแดนว่าจะปักธงชิงพื้นที่พรรคเพื่อไทย สร้างความชอบธรรมจากการจัดการสถานการณ์ชายแดน 

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนอยากเตือนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไว้ สถานการณ์ความมั่นคงเกี่ยวกับชายแดน คนไทยทุกคนต้องอยู่ข้างเดียวกัน ใครเป็นรัฐบาล ควรจะอยู่ข้างเดียวกัน ไม่มีการเมืองในเรื่องดินแดน ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ไม่ควรฉกฉวยผลประโยชน์จากภาระหน้าที่ ที่คนไทยต้องทำร่วมกันคือปกป้องแผ่นดิน และเมื่อ 2 วันก่อน นายอนุทินไปปราศรัยที่ จ.นครพนม กระแทกแดกดันว่ากูไม่ใช่หลานมึงนะเว้ย คิดว่าเท่มาก หลังจากนั้นประกาศว่าจะเอานครพนมยกจังหวัด ที่ไหนมีเพื่อไทยจะเอายกจังหวัดให้หมด พรรคเพื่อไทยไม่ใช่เขากระโดง จะได้มายึดพื้นที่กันง่ายๆ

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แข่งกันสามก๊กสามสี เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ไม่รู้ใครในโซเชียลก็ซนเข้า แปะรูปหัวหน้าพรรคเป็นการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน นายอนุทินแปะภาพเป็นไจแอนท์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน แปะภาพเป็นซูเนโอะ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย แปะภาพเป็นโนบิตะ ซึ่งไจแอนท์ตัวใหญ่ พลังเยอะทั้งในระบบ และนอกระบบ วันๆ คิดแต่จะแย่งของคนอื่นตลอด อะไรแย่งได้ ยึดได้ก็ยึด อะไรฮั้วได้มันก็ฮั้ว ส่วนซูเนโอะ คิดว่าฉลาดอยู่ตลอดเวลา พูดเก่ง พูดเยอะ แต่ทำอะไรไม่เคยเข้าท่า คิดว่าตัวเองเก่งแต่ก็เป็นลูกไล่ไจแอนท์อยู่เสมอ มีอะไรก็เอาไปทูนหัวให้ไจแอนท์หมด 

“มีของอยู่ 150 เสียงก็เอาไปให้ไจแอนท์ ส่วนโนบิตะ โดนประจำโดนตลอดเวลา โดนตลอดมา บางทีก็โดนไจแอนท์รังแก บางทีก็โดนซูเนโอะใช้เล่ห์เหลี่ยม และรวมหัวกันรังแก แต่โนบิตะ รอดมาได้ตลอด เพราะมีกระเป๋าของวิเศษจากโดราเอม่อน ไม่รู้ใครเป็นไจแอนท์หรือซูเนโอะ หรือใครเป็นโนบิตะ แต่โดราเอมอนของพรรคเพื่อไทย คือพี่น้องประชาชน แล้วของวิเศษที่โนบิตะพรรคเพื่อไทยได้ตลอดมา คือคะแนนเสียงของพี่น้องประชาชน ครั้งนี้ช่วยกันอีกที กาเพื่อไทยทั้ง 2 ใบ จัดการทั้งไจแอนท์และซูเนโอะให้ออกไป” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ สื่อมวลชนวิเคราะห์ว่าพรรคสีส้มโดนรุมกินโต๊ะทำให้บ้านเมืองไปต่อไม่ได้ ขอให้ฟังตน ตนจะวิเคราะห์ของจริงให้ฟัง ปัญหาการเมืองของประเทศไทยวันนี้ อยู่มา 20 กว่าปี เพราะรุมกินเก้าอี้สีแดง เก้าอี้กี่ตัวโดนรุมกินหมด เลือกตั้งได้นายกรัฐมนตรีมา 6 คน โดนรุมกินเก้าอี้หมด นี่เป็นปัญหา เพราะพรรคที่โดนมาแบบนี้ก็พยายามสู้ ตามกติกา ตามระบบรัฐสภา ซึ่งพรรคสีแดงอยู่มานาน ทำงานมานาน ถูกบ้างพลาดบ้างแต่ไม่เคยหลุดออกนอกเส้นทาง ไม่เคยเกาะล้อรถถังเข้าสู่อำนาจ เดินมาตามคะแนนเสียงประชาชน ซึ่งสีแดงพยายามที่จะรักษาเก้าอี้ไว้ ไม่ใช่เพื่ออำนาจแต่รักษาสัญลักษณ์อำนาจอธิปไตยของประชาชน เพราะประชาชนเลือกมา ถ้ายอมแพ้ง่ายๆ ก็พาประชาชนแพ้ไปด้วย และขณะที่สีแดงพยายามรักษาเก้าอี้แต่สีส้มกลับเอาเก้าอี้ไปให้สีน้ำเงิน 

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า นายณัฐพงษ์บอกว่าความรับผิดชอบทางการเมืองสำคัญกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่การโหวตเลือกนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีตามเอ็มโอเอสร้างปัญหาทางการเมืองอย่างใหญ่หลวง ถ้าเราแก้ไขเรื่องนี้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้ เราจะถอยหลังไปตลอดทศวรรษนี้ และการเมืองไทยก็จะถอยหลังไปอีก 30 ปี ถามว่าความรับผิดชอบทางการเมืองของพวกคุณคืออะไร เห็นแต่ออกมาประกาศว่าต้องเลือกพวกเขาให้เกินครึ่ง 

“ขอพูดแรงๆ ทำเรื่องแบบนี้ เขาไม่เรียกรับผิดชอบเขาเรียกหน้าด้าน ซึ่งสถานการณ์เลือกตั้งในความจริงที่เป็น ขอให้ดูดีๆ ให้เลือกพรรคการเมืองที่มีโอกาสตั้งรัฐบาลได้จริง ฟังแคนดิเดตนายกฯ ที่สามารถเป็นนายกฯ ได้จริง บางคนบางพรรคเป็นลำบาก หากพรรคประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผมจะชี้ให้เห็นว่าสภาพรัฐบาลของพรรคประชาชน จะมีสภาพเดียวกับถนนพระราม 2 เดี๋ยวเครนหล่น ถนนยุบ ผู้รับเหมาหนี มีเทาปนอยู่ในนั้น ซึ่งผมไม่ได้สะใจที่พรรคประชาชนถูกกระทำ เพราะผมเจ็บมาก่อน เพื่อไทยโดนมาก่อน นี่คือความผิดปกติ และความอัปลักษณ์ของการเมืองไทยวันนี้ แต่ต้องพูดความจริงถ้าเดินต่อไปข้างหน้า ถ้าพรรคสีส้มได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 ใน 3 คน ติดอยู่ในกลุ่ม 44 สส. ที่ร่วมลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งยังติดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งหากดูย้อนหลังจะแม่นตามนั้น ดังนั้น ผมขอวิเคราะห์ล่วงหน้าถ้าพรรคสีส้มได้อันดับ 1 ของในมือ ป.ป.ช.คงจะถูกนำมาใช้” นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า หากมีการเอาคดี 44 สส. ไปฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะกลายเป็นปมผูกเงื่อนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 2 ใน 3 ของพรรคประชาชน จะกลายเป็นเงื่อนไขใหม่ และเป็นเรื่องที่แต่ละพรรคการเมืองเอามาใช้ว่าท่านตั้งรัฐบาลไม่ได้ นี่คือความจริงที่ต้องพูดกันให้ชัดว่า แคนดิเดตนายกฯ 2 ใน 3 ของท่าน ติดเบ็ดของฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่เวลานี้ ซึ่งตนได้ยินแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคประชาชนอธิบายว่า ประกันความเสี่ยงไว้แล้ว เข้าใจว่ามีแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 3 คือนายวีระยุทธ กาญน์ชูฉัตร ซึ่งตนขอพูดไว้ล่วงหน้าว่าเขาจะเอาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1 หมวด 2 มาเป็นเงื่อนไข 

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า วันก่อนนายณัฐพงษ์ระบุว่า โดยหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องแก้ได้ทั้งฉบับ ซึ่งมองว่ากล้าหาญก็เป็นไปได้ แต่ในความจริงของพรรคการเมือง จะถูกยกคล้ายกับประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ตอนที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จะตั้งรัฐบาล และจะกลายเป็นอีกเงื่อนหนึ่งที่ถูกมัดเอาไว้ ต่อให้ท่านเลือกพรรคประชาชนเป็นที่หนึ่ง ก็จะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ เพราะถูกวางกับดักไว้หมดแล้ว ดังนั้น ภาระหน้าที่ที่คนไทยต้องทำร่วมกัน อย่าให้เลยเถิดไปจากเอ็มโอเอให้เอาอำนาจมาจากพรรคสีน้ำเงิน เอาอำนาจมาจากขบวนการฮั้วสว. เขากระโดง และกระบวนการผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งวิธีการที่ทำได้คือการกาพรรคเพื่อไทยทั้งสองใบ เพื่อให้อาจารย์เชน มาเป็นนายกฯ ซึ่งตนไม่ได้พูดเอาแต่ได้ แต่ถ้าเห็นว่ามีการวางกับดักตัวเอง จะเดินทำไม เลือกแล้วตั้งรัฐบาลไม่ได้จะเดินไปไหน เอาเพื่อไทยก่อนตั้งรัฐบาลได้แน่นอน

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า ถ้าพรรคประชาชนได้ที่หนึ่ง ร่วมมือกับใครก็ได้ยกเว้นพรรคกล้าธรรม แต่ถ้าพรรคภูมิใจไทยได้ที่หนึ่งขึ้นมา ท่านจะไม่ยกมือให้เป็นนายกฯ แล้วเอาเรื่องนี้มาชี้กับพรรคเพื่อไทย ว่าพูดออกมาเดี๋ยวนี้ว่าจะจับมือหรือไม่จับกับใคร ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเทา ไม่เทา แต่น้ำเงินกับส้มรวมกันได้ถ้าจะร่วมกัน รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคเพื่อไทยเราขอยืนยัน ตามนายยศชนัน และนายจุลพันธ์ว่าขอฟังเสียงของประชาชน พร้อมยังกล่าวแซวความสัมพันธ์ ของพรรคสีน้ำเงินและพรรคสีส้ม เหมือนละครตบจูบ 

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ถ้ามองลึกลงไปในสนามเลือกตั้งที่จ.นครราชสีมา ครอบครัวรัตนเศรษฐ โดนคดีทุจริตสนามฟุตซอล แต่ปรากฏว่าขณะนี้สมาชิกในครอบครัวลงสมัคร 2 พรรคการเมือง คือพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ขณะที่สีแดงถ้าทำก็โดนด่า แต่พอน้ำเงินกับส้มหักกันเองก็ไม่ว่ากันสักคำ แถมนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เคลียร์คดีเขากระโดงให้ด้วย อธิบายแทนเสร็จสรรพ ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล บอกว่ายังไม่มีอะไร ผิดพลาดร้ายแรงยังไม่ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เพื่อไทยโดนทั้งขึ้นทั้งล่องการเลือกตั้งครั้งนี้ขอให้ทุกคนตัดสินใจดีๆ ขอให้อยู่กับความเป็นจริงดึงอำนาจมาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมให้ได้ ถ้าทำไม่ได้จะเสียหายนับทศวรรษ เพราะหากเขาตั้งรัฐบาลได้จะไปยาว 

“รัฐบาลที่โดนปลดนายกฯ ปีละคน โดนสารพัดรุมกินเก้าอี้ พยายามผลักดันนโยบายได้ถึงเพียงนี้ผมไม่ได้ขอความดีความชอบ แต่ขอความเป็นธรรม รถไฟฟ้า 20 บาทถ้าไม่ล้มรัฐบาลถ้านายกฯแพทองธารยังอยู่ พ.ย.ปี 68 ได้นั่งกันแล้ว บ้านเพื่อนคนไทยถ้าไม่เปลี่ยนรัฐบาล 18 ก.ย.68 จับฉลากชุดแรกไปแล้ว หวยเกษียณถ้าไม่เปลี่ยนรัฐบาลสิ้นปีที่แล้วได้แทงกัน“ นายณัฐวุฒิ กล่าว 

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า วันนี้ 23 มกราคม ครบรอบ 1 ปีที่ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมประกาศใช้ ซึ่งสำเร็จในรัฐบาลเพื่อไทยซึ่งต้องพูดให้ชัดเพราะหลายพรรคการเมืองทำตัวเหมือนบริษัทประกันเคลมเก่ง ซึ่งรัฐบาลเพื่อไทยไม่เคยอวดอ้างเราแชร์ว่าทุกคนทำร่วมกันไม่ได้เคลม 

อนุทิน บ่นเฮงซวย หลังชาวบ้านปรี่ร้อง ย้ายที่อยู่ ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ได้

อนุทิน บ่นเฮงซวย หลังชาวบ้านปรี่ร้อง ย้ายที่อยู่ ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ได้

อนุทิน บ่นเฮงซวย หลังชาวบ้านปรี่ร้อง ย้ายที่อยู่ ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ได้

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.29 น.

“อนุทิน” ลั่น เฮงซวย หลังชาวบ้านปรี่เข้าร้อง ย้ายที่อยู่ ใช้สิทธิประกันสังคมไม่ได้  ชี้ สมัยเป็น รมต.สาธารณสุข ไปที่ไหนก็ต้องจ่ายยา 

วันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 19.10 น. วันที่ 23 ม.ค. 69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงที่ถนนคนเดิน ซอยศรีไกรลาส ริมแม่น้ำเจ้าพระยา  อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นางสาวภัทราวดี นิโรจน์ ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 1 จ.นครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทย โดยตั้งแต่เริ่มเดินได้มีพ่อค้าแม่ค้านักท่องเที่ยวรวมถึงชาวบ้านมาให้กำลังใจ และถ่ายรูปเซลฟี่ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าถนนคนเดิน จ.นครสวรรค์ มีวัยรุ่นและเด็กเข้ามาขอถ่ายรูปกับนายอนุทินเป็นจำนวนมาก

จากนั้นนายอนุทินได้เดินไปพูดคุย พ่อค้าขายน้ำอัดลม ที่มีอาการป่วยมือไม้สั่น ทำให้นายอนุทิน เข้าไปสอบถามถึงอาการ รวมทั้งเรียกนางจิตรา หมีทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  ให้มารับเรื่องดังกล่าวเพื่อที่จะวางแผนรักษาต่อ รวมถึงสิทธิในการเข้ารักษาโรค 

นายอนุทิน เผยว่า เป็นผู้ป่วยที่ใช้สิทธิประกันสังคมแต่พอย้ายถิ่นฐาน แล้วเขาไม่จ่ายยาให้แบบนี้ไม่ถูก จริงๆสมัยตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ไปที่ไหนก็ต้องจ่ายยา พร้อมอุทานว่า “เฮงซวย”

นอกจากนี้นายอนุทิน ยังได้กำลังใจจากแฟนคลับเด็กน้อยที่ตะโกนว่า “นายกฯ อนุทิน เบอร์ 37“ ทำให้นายอนุทินยิ้มแก้มปริ

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดการหาเสียงของนายอนุทินและคณะมีประชาชนมารอเป็นจำนวนมาก และตะโกนบอกให้ สู้ๆ และยังคงทวง คนละครึ่งเฟส 2 ทำให้นายอนุทิน ตอบว่า 100% กลับมาต้องได้แน่นอน

จุลพันธ์ ปราศรัยเดือด! ฝากถึง เท้ง เลิกเอาประเทศมาทดลอง ย้ำเพื่อไทยคือของจริง

จุลพันธ์ ปราศรัยเดือด! ฝากถึง เท้ง เลิกเอาประเทศมาทดลอง ย้ำเพื่อไทยคือของจริง

จุลพันธ์ ปราศรัยเดือด! ฝากถึง เท้ง เลิกเอาประเทศมาทดลอง ย้ำเพื่อไทยคือของจริง

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.19 น.

”เพื่อไทย“ บุกลานพาร์คพารากอน “แพทองธาร” มาด้วย “ยศชนัน” โชว์วิสัยทัศน์4ปี ขอเป็นนายกคนที่ 33 พาไทยเดินหน้าด้วยวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี “จุลพันธ์” เปิดนโยบายใหม่ “รวยทุกวัน คนละ 1ล้าน วันละ 9 คน” ”สุริยะ“ มั่นใจเป็นแกนนำตั้งรบ.

วันที่ 23 มกราคม 2569  เวลา 17.00 น. ที่ลานพาร์คพารากอน พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งที่ 2  นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง และแคนดิเดตนายกฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย มาให้กำลังใจและร่วมฟังปราศรัยด้วย  มีแกนนำพรรค นายณัฐวุฒิ ใสยเกือ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ  ร่วมปราศรัย  แกนนำพรรค ผู้สมัคร สส.กทม. ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อ มาร่วมฟังพร้อมเพรียง บรรยากาศมีประชาชนมารอฟังปราศรัยคึกคักเต็มลาน

โดยเวลา 18.20 น. นายสุริยะ ขึ้นปราศรัยว่า จากการลงพื้นที่ของนายยศชนัน ประชาชนต่างเรียกร้องอยากเจอนายยศชนันตัวเป็นๆ ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องปรับเปลี่ยนการลงพื้นที่จากวันละ 2 จังหวัด เป็นวันละ 4 จังหวัด ค่ำที่ไหนนอนที่นั่น ทุกคนอยากเติมเชน การที่พรรคเพื่อไทยเดินทางมาถึงขนาดนี้ ต้องขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันสร้างพรรค แต่ย้ำว่าผู้สมัครห้ามประมาท สองอาทิตย์สุดท้ายจะเป็นตัววัดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ 

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ตลอดเส้นทางการเมือง 25 ปีของตน ยิ่งลงพื้นที่พบประชาชน ก็ยิ่งมั่นใจว่าประเทศต้องการรัฐบาลที่ทำงานได้จริง ไม่ใช่พูดเก่ง แต่แก้ปัญหาไม่เป็น ตนเห็นความทุกข์ยาก ปัญหาปากท้อง หนี้สิน ภัยพิบัติ ประเทศต้องการรัฐบาลที่เข้ามาแล้วทำได้เลย พรรคเพื่อไทยเคยทำให้ประชาชนมีความหวัง ความทุกข์ยากของประชาชน พรรคเพื่อไทยทำได้ และจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเราเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และพร้อมจัดตั้งรัฐบาล ผลักดันให้นายยศชนันเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยจะเป็นพรรคอันดับหนึ่ง แล้วเป็นผู้เลือกว่าจะจับมือกับใครตั้งรัฐบาล เพื่อผลักดันนโยบายของเราให้ถึงมือประชาชน ไม่มีจับมือหรือดีลล่วงหน้า ไปวัดกันที่คูหาเท่านั้น 

นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมานักวิเคราะห์ชอบเรียกตนและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นเข็มทิศชี้รัฐบาล บอกว่าตนอยู่ตรงไหน เป็นสัญญาณว่าจะไปเป็นรัฐบาล วันนี้ตนไม่ได้มายืนเพื่อเป็นเข็มทิศของใคร ตนและนายสมศักดิ์อยู่กับพรรคเพื่อไทย เพื่อบอกว่าเข็มทิศชี้ความหวัง เป็นเข็มทิศชี้นายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของพรรคเพื่อไทยคือนายยศชนัน และตนเป็นวิศวะกรรู้ดีว่าเหล็กแท้ดีกว่าเหล็กชุบ 

“บางพรรคเล่นการเมืองสาดโคลน เสียงดังไม่เอาเทา แต่เทากว่าเพื่อน ตั้งพรรคมา 7-8 ปีเพิ่งรู้บริบทการเมือง ลดเพดานปรับนโยบาย พี่น้องลองดูนโยบาย เดินตามเรามาติดๆ เหมือนหลานตามลุง อีกพรรคอยู่มานาน 17 ปี ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจากส้มหล่น พอได้เป็นรัฐบาลก็เข้าทางโยกย้ายข้าราชการ ไม่อายฟ้าอายดินเอื้อผลประโยชน์ให้ตัวเองมากกว่า สองพรรคที่ผ่านมามีนโยบายอะไรที่ประชาชนจำได้ว่าคิดเอง ทำเองไม่ได้ลอกคนอื่น แต่เพื่อไทยเราของแท้ เรามีนโยบายเป็นสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นผลงานจริงผ่านการบริหารผ่านการทำงานจริง” นายสุริยะ กล่าว

สุดท้ายนายสุริยะ กล่าวถึง 3 เหตุผลที่อยากให้เลือกเพื่อไทย คือ เพื่อไทยมีประสบการณ์บริหารเศรษฐกิจเป็น มีนโยบายที่ทำได้จริง และเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน เราอยู่ตรงนี้เป็นความหวังให้ประชาชน อนาคตประเทศไม่ควรฝากไว้กับความบังเอิญ ต้องฝากไว้กับการตัดสินใจของประชาชนเพื่อไทยทำได้ 

เวลา 19.20น. นายยศชนันขึ้นปราศรัยถึง วิสัยทัศน์ที่จะทำในอีก 4 ปีข้างหน้า อยากเห็นประเทศไทยเป็นประเทศที่สวยงาม ลูกหลานเราอยากทำอะไรต้องได้ทำ โดยยกตัวอย่าง 3 ประเทศ ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ขนาดเล็กกว่าประเทศไทยถึง 12 เท่า แต่สามารถส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่าสูงได้เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีพื้นที่ประมาณ 20% ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และอีกกว่า 50% ของประเทศอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตร แต่ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม 2. สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กขนาดใกล้เคียงกับเนเธอร์แลนด์ ประเทศนี้เปลี่ยนภูเขาสูง อากาศหนาวเหน็บ และพื้นที่ที่แทบไม่มีใครอยู่อาศัย ให้กลายเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพของคนทั้งโลก สามารถสร้างอุตสาหกรรมสมุนไพรและยา ผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก และพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ทุกคนอยากไป ประชากรมีรายได้สูง และ 3. สิงคโปร์เป็นเกาะเล็ก ๆ มีประชากรที่มีรายได้สูง และเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม แต่กลับมีปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันน้อยมาก เป็นผลจากรัฐบาลดิจิทัล สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความโชคดี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 

”ประเทศไทยก็สามารถทำแบบนี้ได้ และพรรคเพื่อไทยจะทำให้ประเทศไทยทำได้ด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำของโลกได้อย่างแน่นอน และผมจะทำให้ดู ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย ที่จะเดินหน้าด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี“ นายยศชนันกล่าว

นอกจากนี้ นายยศชนันกล่าวเพิ่มเติมว่า มี 3 เรื่องสำคัญที่ประชาชนกำลังรอคอย เรื่องแรก คือ ปัญหาน้ำท่วมที่ประเทศไทยเผชิญมาอย่างยาวนาน เราจะเข้าไปแก้ไขปัญหาน้ำทั้งระบบ โดยจำเป็นต้องศึกษาการป้องกันน้ำทะเลรุกล้ำในระยะยาว และเริ่มวางแผนเชิงระบบ การจัดการน้ำต้องเริ่มจากป่าต้นน้ำ ภาคเหนือของประเทศไทยมีแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ต้องฟื้นฟูป่าต้นน้ำทั่วประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคอีสาน อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง พื้นที่ใดจำเป็นต้องรับน้ำ รัฐบาลจะทำสัญญาชัดเจน และบริหารจัดการทั้งระบบ ทำครั้งเดียวให้จบ พรรคเพื่อไทยพร้อมดำเนินการทันที เพื่อแก้ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

เรื่องที่สอง คือ การยกระดับเศรษฐกิจสุขภาพ เพื่อสร้างรายได้ให้คนไทย ทั้งภาคบริการ เกษตร และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ประเทศไทยมีศักยภาพด้านบริการทางการแพทย์ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจากทั่วโลก สร้างองค์ความรู้ และดูแลสุขภาพคนไทยไปพร้อมกัน  เกษตรกรสามารถพัฒนาสมุนไพร เมื่อรัฐมีความต้องการและมีผู้มาใช้บริการ เราสามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมสมุนไพรและเกษตรมูลค่าสูง เพิ่มรายได้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว วันนี้เรามีโรงงานชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ทำไมจะผลิตเครื่องมือแพทย์เองไม่ได้ นี่คืออธิปไตยทางการแพทย์ คนไทยต้องมีสุขภาพดีที่สุด และประเทศไทยต้องเป็นอันดับหนึ่งด้านการแพทย์

เรื่องสุดท้าย คือ การแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ต้องแก้ทั้งระบบ ทั้งข้อมูล กฎหมาย และโครงสร้างเราจะสร้างระบบความปลอดภัยไซเบอร์ พัฒนาทักษะประชาชนให้เข้าถึง AI ทุกช่วงวัย อย่างน้อยหนึ่งในสามของประเทศต้องเข้าใจและใช้ AI ได้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ประเทศ และเมื่อรวมข้อมูลจากทุกกระทรวง โดยเฉพาะข้อมูลด้านสุขภาพและสาธารณสุข แล้วเปิดให้เอกชนเข้ามาใช้ ประชาชนจะได้ประโยชน์โดยตรง 30 บาทรักษาทุกโรคจะพัฒนาเป็น “30 บาท AI” หมอรู้ข้อมูล คนไข้รู้ข้อมูล ประเทศไทยต้องเป็นที่หนึ่งด้านสุขภาพ

สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับการสนับสนุน Made in Thailand, SME ไทย และสตาร์ทอัพไทยทุกรูปแบบเราจะพัฒนาระบบข้อมูลการท่องเที่ยวให้ทั่วโลกเข้าถึง ทำให้ทุกคนอยากมาเที่ยวประเทศไทยเมื่อข้อมูลเชื่อมโยงครบถ้วน เราจะปราบปรามคอร์รัปชันได้ทั้งระบบ และเชื่อมโยงข้อมูลกับต่างประเทศ อีกทั้งประเทศไทยยังได้เปรียบด้านพลังงานสะอาด เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อากาศสะอาด สิ่งแวดล้อมต้องเป็นอันดับหนึ่ง

“นี่คือภาพรวมวิสัยทัศน์ในการพาประเทศไทยเดินหน้า ทั้งการแก้หนี้ ฟื้นฟูเศรษฐกิจเดิม สร้างเศรษฐกิจใหม่ เสริมความมั่นคง สร้างโอกาส และปราบปรามคอร์รัปชันอย่างไม่หยุดยั้ง คอร์รัปชัน ยาเสพติด สแกมเมอร์ ต้องหมดไป การจัดการน้ำ สวัสดิการ และการศึกษาของลูกหลานต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง ประเทศไทย 2030 พรรคเพื่อไทยทำได้ และยศชนันทำได้” นายยศชนันกล่าว

นายจุลพันธ์ ขึ้นปราศรัยปิดท้าย โดยกล่าวเปิดตัวว่าที่รัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย นายกรัฐมนตรี คือ เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  พร้อมเปิดนโยบายใหม่ “รวยทุกวัน คนละ 1ล้าน วันละ 9 คน” แบ่งเป็น 5 กลุ่ม 1.เกษตรกร 2.อาสาสมัครที่ทำงานเพื่อสังคม 3.ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 4.ประชาชนที่ยื่นภาษีทุกคน และ 5.ประชาชนที่จับจ่ายมีใบเสร็จ สุ่มแจก 5 คนๆละ 1 ล้าน สร้างเศรษฐีเงินล้านทุกวัน วันละ 9 คน 

ช่วงท้ายนายจุลพันธ์ กล่าวฝากข้อความจากหนิมถึงหนู และเท้ง ว่า หลายคนคอยฟังว่าวันนี้หนิมจะพูดอะไรกับหนู แต่หนูไม่อยู่ในสายตาหนิมอีกต่อไป เพราะคุยกับหนูอย่างไรมันก็ไม่จบ เพราะข้างหลังหนูมันยังมี เน  วันนี้หนิมเลยจะฝากถึงใครอีกคน ที่ยืนเกาะประตูรั้วทำเนียบอยู่ เขาไม่ให้เข้า 

”เท้งเอ๊ย ฟังหนิมนะ หนิมจะบอกว่า เท้งมาว่าพรรคเพื่อไทย ว่าเพื่อไทยเป็นอีแอบ ถามอยู่นั่นว่าจะจับกับใคร ไม่จับกับใคร ถึงหนิมจะชอบกินขนม แต่จะมากินหนิมไม่มีทาง เพื่อไทยยืนยันว่า เราต้องฟังเสียงประชาชน ตอนที่เท้งจับกับหนู หนิมเตือนแล้ว เท้งไม่ฟัง วันนี้มาห้ามจับคนนั้น ห้ามจับคนนี้ ถ้ามันเทา มันดำ มันเทา มันดำ ตั้งแต่วันที่เท้งเลือกหนูเป็นนายกแล้ว พวกเราที่อยู่ที่นี่ต่อสู้กับอนุรักษ์นิยมมา 20 ปี เท้งคว่ำทั้งกระดาน เอา 14 ล้านเสียงไปใส่พานให้หนูมาเป็นนายก เท้งเอาเสียงประชาชนไปเล่นขายของ แล้วบอกว่าเป็นการทดลองที่ล้มเหลว หนิมอยากถามว่า ใครเป็นคนจ่ายราคาแห่งการทดลองที่ล้มเหลวนี้  เหตุการณ์ที่หาดใหญ่ การโยกย้ายข้าราชการ การจัดกีฬาซีเกมส์ การฮั้ว ส.ว. เขากระโดง ประเทศไทยไม่ใช่สนามเด็กเล่น เราไม่มีเวลาให้ใครเอาประเทศไปทดลอง คนไทยไม่ใช่หนูทดลองของเท้ง“ 

และทิ้งท้ายว่า ”เลือกเท้งได้หนูมาทดลอง แต่เลือกเพื่อไทยได้ เชน ยศชนัน วงค์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้“

หยุดความลังเล! ธนกร ชี้ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ต้องเลือก อนุทิน เป็นนายกฯ สกัดฝ่ายส้มคัมแบ็ก

หยุดความลังเล! ธนกร ชี้ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ต้องเลือก อนุทิน เป็นนายกฯ สกัดฝ่ายส้มคัมแบ็ก

หยุดความลังเล! ธนกร ชี้ยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ต้องเลือก อนุทิน เป็นนายกฯ สกัดฝ่ายส้มคัมแบ็ก

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.43 น.

วันที่ 23 มกราคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เลือก “คนที่เราชอบ” แต่ต้องเลือกด้วย ยุทธศาสตร์ ถ้าเราอยากเห็น อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เราต้องเลือกทั้ง “คน” และ “พรรค” ไปในทิศทางเดียวกัน การแบ่งใจให้คนอื่น เท่ากับเปิดทางให้ ฝ่ายส้ม กลับมาโดยไม่รู้ตัว
การเมืองไม่มีพื้นที่ให้ความลังเล คะแนนที่กระจาย คือความพ่ายแพ้ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และภูมิใจไทยจะเหนื่อยทันที หากผู้สนับสนุนไม่รวมพลัง

ถ้าอยากให้อนุทินไปต่อ ต้องกล้าเลือกให้ชัด  เลือกให้ตรง และเลือกให้ถึงเส้นชัย ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่คือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ เพื่ออนาคตของประเทศ ภูมิใจไทยพูดแล้วทำพลัส บัญชีรายชื่อเบอร์37  สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 

เลือก ภูมิใจไทย เลือกคนทำงานไม่ขายฝัน เอกนัฏ ลุยสุดซอยหาเสียงลาดพร้าว

เลือก ภูมิใจไทย เลือกคนทำงานไม่ขายฝัน เอกนัฏ ลุยสุดซอยหาเสียงลาดพร้าว

เลือก ภูมิใจไทย เลือกคนทำงานไม่ขายฝัน เอกนัฏ ลุยสุดซอยหาเสียงลาดพร้าว

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.34 น.

วันที่ 23 มกราคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์  ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ และผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่กทม. พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร สส. กทม.เขตห้วยขวาง-วังทองหลาง พรรคภูมิใจไทยเบอร์ 4 ที่ซอยลาดพร้าว46 

โดยนายเอกนัฏ กล่าวว่า ประชาชนต้องเลือกคนที่พร้อมจะมาเป็นผู้แทน เราจึงต้องเลือกคนที่ทำงานอย่างนายประเดิมชัย นอกจากนี้ ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ถ้าไม่สงบ เราจะอยู่อย่างสงบได้อย่างไร เศรษฐกิจจะดีได้อย่างไร ถ้าประเทศไม่มั่นคง ประเทศก็สั่นคลอน ตั้งแต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการจัดระเบียบชายแดน ดังนั้น ถ้าได้เลือกตั้งกลับมาก็จะทำรั้วกำแพง สนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ และจะมีโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส2 ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีความรับผิดชอบ

“ครั้งนี้กระแสพรรคภูมิใจไทยดีขึ้นจากครั้งก่อน เลือกตั้งครั้งนี้เลือกนายอนุทิน เป็นนายกฯ ที่ได้ประกาศชัดเจนไว้แล้วว่า จะได้ทั้งนางศุภจี สุธรรมพันธุ์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ดรีมทีมทั้ง 3 คนมาทำงานต่อแบบไม่ขายฝัน ประเทศไม่ต้องเสี่ยง เพราะสโลแกนของเราคือ พูดแล้วทำ เพราะทำมาแล้ว ขอโอกาสเลือกพรรคภูมิใจไทย” นายเอกนัฏ กล่าว

ด้านนายประเดิมชัย กล่าวว่า สาเหตุที่มาลงสมัครสส.กทม.ครั้งนี้ เพราะรู้ว่าชาวบ้านต้องหาคนมาช่วยเป็นปากเป็นเสียงคอยดูแลความเป็นอยู่ ผมไม่เคยหยุดลงพื้นที่ ตรงไหนไปได้ไปหมด ยืนยันเราจะเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสต่อ เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยตั้งใจจะทำ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัญหาใหญ่อีกเรื่องคือ เรื่องความมั่นคงทางชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อนายอนุทินเข้ามาได้ทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย และสร้างความเชื่อมั่นในสายตาชาวโลก

ประชาธิปัตย์ลุยหาเสียงระยอง ชาวบ้านเก็บปฏิทินไว้ 13 ปี รอให้อภิสิทธิ์เซ็นชื่อ

ประชาธิปัตย์ลุยหาเสียงระยอง ชาวบ้านเก็บปฏิทินไว้ 13 ปี รอให้อภิสิทธิ์เซ็นชื่อ

ประชาธิปัตย์ลุยหาเสียงระยอง ชาวบ้านเก็บปฏิทินไว้ 13 ปี รอให้อภิสิทธิ์เซ็นชื่อ

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.25 น.

หัวหน้าพรรค ปชป. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงพื้นที่ จ.ระยอง สุดคึกคัก ชาวบ้านถือป้าย หอบดอกไม้ พวงมาลัย ต้อนรับ  ชูนโยบายปลุกใจชาวบ้าน ร่วมกันสร้างการเมืองสุจริต ต่อต้านการซื้อเสียง ฮือฮา ชาวบ้านเก็บปฏิทินไว้ 13 ปี รอให้อภิสิทธิ์เซ็นชื่อ
 
วันที่ 23 มกราคม 2569 เมื่อเวลา 17.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดผลไม้ตะพง ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมารณรงค์หาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สำหรับบรรยากาศการลงพื้นที่ดังกล่าวสุดคึกคัก เมื่อมีชาวบ้านถือป้าย หอบดอกไม้ พวงมาลัย คอยต้อนรับ หัวหน้าอภิสิทธิ์อย่างคึกคัก

ขณะหัวหน้าอภิสิทธิ์ขึ้นพูดบนเวที ได้พูดนโยบายต่างๆของพรรค ชูนโยบายปลุกใจชาวบ้านให้ร่วมกันสร้างการเมืองสุจริต ต่อต้านการซื้อเสียง โดยหน้าเวทีมีชาวบ้านปรบมือ ส่งเสียงเชียร์เป็นระยะ 

หลังนายอภิสิทธิ์ พบปะชาวบ้านจังหวัดระยองเสร็จสิ้นและกำลังเดินทางต่อไปยังจังหวัดชลบุรี นายอภิรักษ์ ( สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปี ชาวบ้านได้นำปฏิทิน ปี 2556 ซึ่งมีรูปนายอภิสิทธิ์ ให้นายอภิสิทธิ์ลงลายเซ็นไว้เป็นที่ระลึก ปฏิทินดังกล่าวมีอายุนานถึง 13 ปี

นายอภิรักษ์ เจ้าของปฏิทินเผยว่าเก็บปฏิทินไว้นาน 13 ปีแล้ว พอรู้ข่าว ท่านอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ก็เลยมาดักรอขอลายเซ็น รู้สึกดีใจมากที่ได้ลายเซ็นจากท่านอภิสิทธิ์จะเก็บเป็นที่ระลึกต่อไป

กล้าธรรม บุกเมืองตาก ธรรมนัส ยกทัพใหญ่ปราศรัยอ้อนชาวบ้าน เลือกยกจังหวัด

กล้าธรรม บุกเมืองตาก ธรรมนัส ยกทัพใหญ่ปราศรัยอ้อนชาวบ้าน เลือกยกจังหวัด

กล้าธรรม บุกเมืองตาก ธรรมนัส ยกทัพใหญ่ปราศรัยอ้อนชาวบ้าน เลือกยกจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.06 น.

“พรรคกล้าธรรม“ เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ขอคนตาก เลือกยกจังหวัด ชู “ธรรมนัส”แคนดิเดตนายกฯ คนเดียว ผู้นำตัวจริง ไม่เป็นนอมินีใคร ตัดสินใจได้เอง พร้อม เดินหน้าแก้ปัญหาปากท้อง–น้ำ–หนี้สินประชาชน

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. พรรคกล้าธรรมจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ตำบลหนองเล่ม อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น โดยมี ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ร่วมขึ้นเวทีช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดตาก ครบทั้ง 3 เขต ได้แก่ เขต 1 นายพิทักษ์ อ่อนน้อม เบอร์ 7 เขต 2 นายชิงชัย ก่อประภากิจ เบอร์ 2 และเขต 3 นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข เบอร์ 6

พรรคกล้าธรรม

นายไผ่ ลิกค์ กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า ขอให้พี่น้องประชาชนเลือกผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมเข้าไปเป็นตัวแทนทำงานแท้จริงให้กับประชาชน พร้อมตั้งคำถามให้ประชาชนพิจารณาผลงานของผู้แทนจากพรรคอื่นในอดีตว่าได้ทำอะไรให้จังหวัดตากบ้าง พร้อมย้ำว่าพรรคกล้าธรรมเป็นพรรคที่ “ทำมากกว่าพูด” มีผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ และมีผู้นำที่มีจิตวิญญาณอย่าง ร.อ.ธรรมนัส ที่พร้อมนำพาประชาชนให้มีความหวังและแก้ไขปัญหาได้จริง

ขณะที่ นายภาคภูมิ บูลย์ประมุข ผู้สมัคร สส.เขต 3 กล่าวถึงผลงานและแผนพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดตาก โดยเฉพาะโครงการอ่างเก็บน้ำและอาคารบังคับน้ำในลุ่มน้ำปิง ซึ่งจะช่วยชะลอน้ำในช่วงฤดูฝน ลดปัญหาน้ำท่วม และเพิ่มน้ำต้นทุนให้ภาคการเกษตรในระยะยาว พร้อมย้ำว่าโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการได้ผ่านขั้นตอนการศึกษาและออกแบบแล้ว และเริ่มดำเนินการในช่วงที่พรรคกล้าธรรมกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พรรคกล้าธรรม

นายภาคภูมิ ยังกล่าวด้วยว่า หากพรรคกล้าธรรมได้รับความไว้วางใจจากประชาชนทั้งจังหวัด การทำงานจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและคล่องตัว สามารถผลักดันโครงการสำคัญให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้รวดเร็ว พร้อมประกาศความพร้อมของตนเองในการทำงานทันที เพราะมีข้อมูล ทีมงาน และเครือข่ายบุคลากรที่เข้าใจพื้นที่จังหวัดตากเป็นอย่างดี

ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยว่า เหตุผลที่พรรคกล้าธรรมเสนอชื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว เพราะพรรคมีความชัดเจน มีผู้นำตัวจริง และไม่เป็นนอมินีของใคร พร้อมระบุว่า แคนดิเดตนายกจากพรรคอื่นพี่ก็เสนอตัวมาเกือบแทบทุกพรรคมีคนที่มีอำนาจตัวจริงซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทำให้เมื่อเข้าไปบริหารประเทศแล้ว ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ต้องรอคำสั่งจากบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

พรรคกล้าธรรม

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรมแตกต่าง เพราะเสนอผู้นำที่มีอำนาจตัดสินใจจริง กล้าชนกับปัญหา และพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชนโดยตรง ไม่โยนความผิดให้ใคร พร้อมขอให้ประชาชนจังหวัดตากเลือกพรรคกล้าธรรมยกทั้งจังหวัด เพื่อให้การทำงานในสภาและการผลักดันนโยบายเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเกิดผลเป็นรูปธรรม

“เราไม่เคยใส่ร้ายพรรคอื่น ไม่โจมตีใคร แต่เราพูดในสิ่งที่เป็นความจริง และพูดในสิ่งที่เราจะทำให้พี่น้องประชาชนได้จริง พรรคกล้าธรรมอาจเป็นพรรคใหม่ แต่เราไม่ใหม่ในการทำงาน และไม่ทิ้งประชาชน” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

พรรคกล้าธรรม

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กล่าวปราศรัยว่า ชื่อพรรค “กล้าธรรม” มีความหมายชัดเจน ทุกการตัดสินใจอยู่ที่พรรคและผู้นำที่ประชาชนเลือก ไม่มีคำสั่งจากใครอยู่เบื้องหลัง พร้อมยืนยันว่าพรรคพร้อมชนกับทุกปัญหาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวถึงปัญหาที่ได้รับฟังจากการลงพื้นที่จังหวัดตากว่า ประชาชนส่วนใหญ่เผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รายได้กลับไม่เพิ่ม ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องแบกรับภาระหนี้สิน พร้อมย้ำว่าหากพรรคกล้าธรรมได้รับโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ จะเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง ลดต้นทุนการผลิตภาคเกษตร และสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

พรรคกล้าธรรม

“วันนี้ประชาชนไม่ได้ต้องการคำพูดสวยหรู แต่ต้องการคนที่ลงมือทำจริง พรรคกล้าธรรมเราพร้อมทำ พร้อมชน และพร้อมรับผิดชอบต่อทุกการตัดสินใจ ผมขอให้ประชาชนใช้โอกาสที่เหลือก่อนวันเลือกตั้ง ตัดสินใจเลือกพรรคและผู้สมัครที่ทำงานได้ทันที เพื่ออนาคตของจังหวัดตากและประเทศ“ ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

พรรคกล้าธรรม
พรรคกล้าธรรม

อนุทิน เดินตลาดเมืองปากน้ำโพ แม่ค้าหอบป้ายคนละครึ่ง พลัส ขอลายเซ็นต์

อนุทิน เดินตลาดเมืองปากน้ำโพ แม่ค้าหอบป้ายคนละครึ่ง พลัส ขอลายเซ็นต์

อนุทิน เดินตลาดเมืองปากน้ำโพ แม่ค้าหอบป้ายคนละครึ่ง พลัส ขอลายเซ็นต์

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.01 น.

“อนุทิน” เดินตลาด หาเสียงเมืองปากน้ำโพ หวังผลเลิศ “ภูมิใจไทย” กวาด สส.ยกจังหวัด โวกระแสตอบรับดี ขณะชาวบ้านตะโกน “รักลุงตู่ เชียร์ลุงหนู” แม่ค้าหอบป้ายคนละครึ่ง พลัส ขอลายเซ็นต์ อวยพรให้กลับมาเป็นนายกฯ สานต่อนโยบาย รับปากไม่มีเปิดด่าน ลั่นคำอัปมงคล

เวลา 17.30 น. วันที่ 23 ม.ค.69 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อม นายไชยชนก ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส. อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัครสส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่ตลาดใหม่รุ่งเรือง (ตลาดโค้งตาเพ็ง) อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อช่วยหาเสียงให้กับนางสาวภัทราวดี นิโรจน์ ผู้สมัคร สส.นครสวรรค์ เขต 1 พรรคภูมิใจไทย 

ทันทีที่นายอนุทินเดินทางมาถึงตลาด มีแม่ค้าคนหนึ่ง นำป้ายไวนิลโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ติดอยู่หน้าร้าน มาให้นายอนุทินเซ็นต์ชื่อ พร้อมบอกว่า ขอให้ครั้งหน้าได้กลับมาเป็นนายกฯ  เพื่อจะได้สานต่อโครงการคนละครึ่ง พลัส 

ตลอดทางที่นายอนุทิน เดินหาเสียงในตลาด มีประชาชน เข้ามารุมล้อมขอถ่ายรูป บางช่วงมีชาวบ้านพูดว่า “รักลุงตู่ เชียร์ลุงหนู” ขณะที่ชาวบ้านคนหนึ่งตะโกนบอกว่า “เบอร์ 3 เบอร์ 3 (เบอร์ของผู้สมัคร)” ก่อนที่นายอนุทินจะหันไปบอกว่า “เบอร์ 37 ด้วย” 

นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านได้เดินมาบอกนายอนุทินว่า หนูรักชาติ รักทหาร  พร้อมระบุว่า อย่าเปิดด่าน โดยนายอนุทิน  ตอบว่า “ไม่เปิดและคำนี้เป็นคำอัปมงคล” 

บางช่วงมีแม่ค้าพยายามเรียก “นายกฯ นายกฯ” ก่อนที่จะโบกมือ จนนายอนุทิน หยุดอยู่ที่หน้าร้านขายหอยแมลงภู่อบ แล้วหันไปยิ้มให้ และโบกมือกลับ พร้อมยกมือไหว้ ก่อนที่จะไปจับถุงหอยแมลงภู่อบแล้วบอกว่า “ของชอบ” 

จังหวะหนึ่งมีชาวบ้านเดินเข้ามาขอจับมือนายอนุทิน แล้วบอกว่า “ขอจับมือหน่อย จะได้รวย เหมือนนายกฯ” 

จากนั้นนายอนุทิน ได้เดินทางไปพบปะประชาชนที่ถนนคนเดิน ซอยศรีไกรลาส อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นตลาดที่ขายอาหารทั้งสตรีทฟู้ดและเสื้อผ้า และยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยบรรยากาศการหาเสียงจุดนี้ เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนต่างให้การต้อนรับ และเดินเข้ามาขอถ่ายรูปด้วย

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการลงพื้นที่ว่า ไม่ใช่เฉพาะแค่จังหวัดนครสวรรค์ แต่ทุกที่ที่ไปประชาชนให้การตอบรับพรรคภูมิใจไทยอย่างอบอุ่น มีความเป็นมิตรภาพที่รู้สึกได้

เมื่อถามว่าที่ผ่านมาจังหวัดนครสวรรค์ ผู้แทนกระจัดกระจาย ควรจะเลือกเป็นพรรคเลยหรือไม่ เพื่อให้มีการพัฒนาเท่าเทียมกับจังหวัดอื่น 

นายอนุทิน กล่าวว่า เวลาขึ้นเวทีปราศรัยตนมักจะขอให้ประชาชนพิจารณาให้เลือกทั้งคนทั้งพรรค เพราะการทำงานที่เป็นปึกแผ่นมันจะไม่มีการขัดขากัน ซึ่งการผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนก็จะเป็นไปด้วยความราบรื่นรวดเร็วซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทยสามารถคว้ามาได้ 2 เก้าอี้ รอบนี้มั่นใจว่าจะคว้ายกจังหวัดได้หรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า ตนหวังผลเลิศ ส่วนจะได้มาก หรือได้น้อย ก็ต้องเคารพ และยอมรับการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นโหวตเตอร์

ส่วนเขต 1 ครั้งที่แล้วดูสูสีกับพรรคประชาชนเพราะแพ้ไปประมาณ 4,000 กว่าคะแนน รอบนี้คาดหวังหรือไม่  นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้สมัครเขต 1 นางสาวภัทราวดี นิโรจน์ ผู้สมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย หลังจากที่พลาดไปเมื่อปี 2566 ก็ยังทำหน้าที่รับใช้ประชาชน และทำหน้าที่เป็นรองนายกเทศมนตรีนครสวรรค์ และยังมีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนตลอดเวลา

สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยส่งผู้สมัครสส.นครสวรรค์ ครบทั้ง 6 เขต ประกอบด้วย นางสาวภัทราวดี นิโรจน์ เขต 1 , นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์ เขต 2 , นายอภิวัฒน์ เขม้นเขตกิจ เขต 3, นายมารุต ศรีผึ้ง เขต 4  , นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ เขต 5 และนายประสาท ตันประเสริฐ เขต 6 

อนุทิน ไม่หวั่น พิธา ช่วย พรรคประชาชน หาเสียง

อนุทิน ไม่หวั่น พิธา ช่วย พรรคประชาชน หาเสียง

อนุทิน ไม่หวั่น พิธา ช่วย พรรคประชาชน หาเสียง

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.56 น.

“อนุทิน”ตอบสื่อ”เป็นไปได้ “พิธา” ช่วยปชน.หาเสียงโค้งสุดท้าย วลี”มีทหารไว้ทำไม-รบก็แพ้” ผุดขึ้นมา บอกถามสมาชิกส้ม หลังท่าที”เท้ง”สวนทาง”ธนาธร” ปม พร้อมเปิดประตูจับมือทุกพรรคการเมือง ยัน ภท.มาตรฐานสูง ไม่ต้องมีพรรคอะไหล่

เมื่อเวลา 18.25 น. ที่ตลาดโค้งตาเพ็ง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศเลือกขั้วการเมือง แต่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนําคณะก้าวหน้า ประกาศพร้อมเปิดประตูจับมือกับทุกพรรค มองท่าทีนี้อย่างไร ว่า ต้องไปถามสมาชิกพรรคประชาชน มาถามหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้หรอก 

เมื่อถามถึงกรณีมีกระแสว่าพรรคภูมิใจไทยให้การสนับสนุนพรรคพลวัต ที่มีนายกัณวีร์ สืบแสง เป็นหัวหน้าพรรค โดยมีการมองว่าพรรคพลวัตเป็นอะไหล่ของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยตอนนี้คุณภาพมาตรฐานสูง ไม่มีอะไหล่ รับประกัน 4 ปีเต็ม 

เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยถูกโจมตีอย่างหนัก ในโซเชียล จะรับมืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีปัญหา เราลงพื้นที่ไปที่ไหนประชาชนก็ให้การต้อนรับเราตลอด ไม่ว่าจะลงไปส่วนตัวหรือไปหาเสียง ก็ได้รับการต้อนรับที่ดี ถ้าถามว่าอ่านโซเชียลและถูกโจมตี พวกเราใจแป้วแน่นอน แต่พอลงพื้นที่จริง ก็รู้ว่าสิ่งเหล่านั้นคือเฟคนิวส์ แค่นี้เองเราก็มีกําลังใจทํางาน 

เมื่อถามว่า หวั่นใจหรือไม่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ลงมาช่วยพรรคประชาชนหาเสียงในโค้งสุดท้าย นายอนุทิน กล่าวว่า ตนจะไปหวั่นใจทําไม ทุกพรรค ต้องมีคนที่คิดว่าจะช่วยทําคะแนนให้พรรค  ตนก็มีพี่ดี้นิติพงษ์ ห่อนาค อาภาพร นครสวรรค์ สุเมธ แอนด์เดอะปั๋ง มีพี่เจี๊ยบวัชระ ปานเอี่ยม วงเฉลียง คนเหล่านี้ตนคลั่งไคล้ในสมัยที่เป็นวัยรุ่น พรรคภูมิใจไทยก็มีบุคคลคุณภาพเหล่านี้ ที่ให้ความสุขกับพี่น้องประชาชนที่มาช่วยหาเสียง ให้พรรคภูมิใจไทย พรรคอื่นไม่เห็นเขามาว่าภูมิใจไทยเลย พรรคภูมิใจไทยจึงไม่รู้สึกอะไรว่าใครจะช่วยหาเสียง ก็สบายๆ 

เมื่อถามว่า การที่นายพิธา กลับมาช่วยหาเสียง ทําให้วลีมีทหารไว้ทําไม ผุดกลับมาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ” ก็เป็นไปได้ ทหารมีไว้ทําไม รบกับใครก็แพ้ มันก็เป็นไปได้ ไปถามคนอื่นเถอะ ถามผม ผมไม่กล้าตอบ”