เจี๊ยบ งานเข้า เรืองไกร ร้อง กกต. สอบปมปราศรัยถูกปล้นชัยชนะ

เจี๊ยบ งานเข้า เรืองไกร ร้อง กกต. สอบปมปราศรัยถูกปล้นชัยชนะ

เจี๊ยบ งานเข้า เรืองไกร ร้อง กกต. สอบปมปราศรัยถูกปล้นชัยชนะ

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ งานเข้า ‘เรืองไกร’ ร้อง กกต. สอบ ปมปราศรัย ‘ถูกปล้นชัยชนะ ผิดพรป. เลือกตั้งสส.

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS ถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการปราศรัยของนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ “เจี๊ยบ” ที่ตลาดเกรียงไกร เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 โดยมีนายธีรัชชัย พันธุมาศ ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพ เขต 18 ร่วมปราศรัยเพื่อช่วยนายชุมพล หลักคำ ผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพ เขต 20

เรืองไกร

โดยนายเรืองไกร ระบุว่าการปราศรัยดังกล่าวมีข้อความที่เป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จ โดยอ้างว่านายชุมพล “ถูกปล้นชัยชนะไป 4 คะแนน” ในการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งอาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) ที่ห้าม “ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง” และอาจถูกดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 159 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 73 (3) (4 )หรือ( 5 ) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับ ตั้งแต่ 2หมื่นบาท ถึง2แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบใน TikTok พบคลิป นางอมรัตน์ กล่าวว่า “รอบที่แล้วนะค่ะ คุณลึก คนที่ยืนอยู่ข้างๆตรงนี้ ถูกปล้นชัยชนะไป 4 คะแนน มีที่ไหนเลือกตั้งมันแพ้กันแค่ 4 คะแนน นะค่ะ”

เจี๊ยบ อมรัตน์

ต่อมา เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 นางอมรัตน์โพสต์ขอโทษผ่าน Facebook ยอมรับว่าถ้อยคำคลาดเคลื่อน โดยชี้แจงภายหลังจากนายชุมพลและนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แจ้งว่าในการเลือกตั้งปี 2566 เขต 20 กทม. นายชุมพลแพ้จริง 4 คะแนน ไม่ใช่ถูกปล้นชัยชนะ และยืนยันว่า “การแพ้เลือกตั้งในปี 2566 นั้น ไม่ได้เกิดจากการถูกปล้นชัยชนะแต่อย่างใด”

นายเรืองไกร ยืนยันว่า แม้จะมีการขอโทษแล้ว แต่การกระทำถือว่าสำเร็จสิ้นเชิง จึงขอให้ กกต. ตรวจสอบคลิปและดำเนินการกับทั้งสามคน (นางอมรัตน์ นายธีรัชชัย และนายชุมพล) ว่ามีการร่วมกันหาเสียงด้วยข้อความเท็จหรือไม่ โดยอ้างตัวอย่างคำวินิจฉัย กกต. ที่ 91/2562 ซึ่งเคยสั่งเพิกถอนสิทธิและดำเนินคดีอาญาในกรณีคล้ายกันมาแล้ว

เรืองไกร

รายงานข่าวแจ้งว่า จากข้อมูล กกต.ผลการเลือกตั้งสส.ปี 2566 เขต 20 กทม. ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยชนะเฉือน 4 คะแนน

เรืองไกร
เรืองไกร
เรืองไกร

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคพลังประชารัฐ, เฟซบุ๊ก Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

กรณ์ จวกยับ เพื่อไทย แจกเงิน ลุคใหม่แต่ไส้ในเหมือนเดิม ลั่น รอบนี้ขายฝันไปเถอะ

กรณ์ จวกยับ เพื่อไทย แจกเงิน ลุคใหม่แต่ไส้ในเหมือนเดิม ลั่น รอบนี้ขายฝันไปเถอะ

กรณ์ จวกยับ เพื่อไทย แจกเงิน ลุคใหม่แต่ไส้ในเหมือนเดิม ลั่น รอบนี้ขายฝันไปเถอะ

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.31 น.

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิพากษ์วิจารณ์ถึงนโยบายล่าสุดของพรรคเพื่อไทยที่เปิดตัว ณ เวทีสยามพารากอน โดยระบุว่าเป็นนโยบายที่สร้างความผิดหวังและทำลายระบบการคลังของประเทศ

นายกรณ์ระบุว่า ที่ผ่านมาพยายามหลีกเลี่ยงการวิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาโดยตลอด แต่กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก โดยได้โพสต์ข้อความระบุว่า “หลายวันที่ผ่านมาผมเจอคุณจุลพันธุ์อยู่หลายเวที น้องเขาบอกหลายครั้งว่าจะประกาศนโยบายทีเด็ดออกมาคืนนี้ที่เวทีพารากอน ผมก็อุตส่าห์ตั้งใจรอดูว่าจะเปิดตัวนโยบายอะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แต่สุดท้ายก็คือการเอาเงินภาษีมาแจกอีกเช่นเคย และแจกแบบน่าเกลียดมากเพราะผลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเก่งเป็นศูนย์

กรณ์

รอบนี้ผมตั้งใจหลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายพรรคอื่นมาตลอด ตั้งใจปล่อยให้ประชาชนพิจารณากันเอง… แต่นโยบายสุ่มแจกวันละ 9 ล้านบาทนี่น่าผิดหวังจริงๆ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว วิธิการ ‘สุ่มเลือก’ จากกลุ่มต่างๆ ก็ขาดความโปร่งใสอย่างสิ้นเชิง สุดท้ายผมจะไม่แปลกใจว่าผู้ได้รับเงินจะเป็นหัวคะแนนหรือพรรคพวกของเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้ผมเห็นเพื่อไทยพยายามเปลี่ยน look ใหม่ด้วยมาดวิชาการของ ดร. ยศชนัน ผมก็นึกว่าเพื่อไทยอาจจะเปลี่ยนจริง แต่แล้วก็ยังเหมือนเดิม เอาเงินภาษีมาแจกแบบไม่มียางอาย ไร้เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือสังคม เที่ยวที่แล้วด้วยเงินดิจิตอลก็แพ้เลือกตั้งมาแล้ว รอบนี้ขายฝันไปเถอะครับ”

กรณ์

ทั้งนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้เปิดตัวแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งถูกมองจากหลายฝ่ายว่าเป็นการใช้กลไกการ “สุ่ม” มอบเงินช่วยเหลือ ซึ่งนายกรณ์ชี้ให้เห็นว่าอาจไม่มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง และส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบงบประมาณของประเทศ

กรณ์

ชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกับโพสต์ของ นาย กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาฟาดแหลกกับนโยบายแจกเงินของพรรคเพื่อไทย เช่น

“ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดคืองงใจคนที่ยังจะเลือกค่ะ ทั้งๆที่สมัยที่ผ่านมาชัดเจนมากว่าไม่สามารถทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน”

“ผมเห็นละรู้เลย ช่องทางการ Corruption อย่างแท้จริง คุณจะใช้วิธีสุ่มยังไงทั้งประเทศทีละ 9 คน ละมันจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในวงกว้างได้อย่างไร”

“ขอบคุณคุณกรณ์ที่กล้าแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ (แม้รู้ผลลัพธ์ว่าจะโดนแรงกระแทกก็ตาม) บ้านเมืองเราต้องการผู้กล้าแบบนี้ ไม่อย่างนั้นประชาชนก็จะตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่ขายฝันและเงินภาษีเพื่อพาตัวเองไปสู่อำนาจ …และเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตนต่อไป”

“ขายมาตั้งแต่เลือกตั้งครั้งที่แล้ว สรุปได้ 10,000 รอบเดียวและจำกัดกลุ่ม…ที่เหลือ ไม่คลอด ผมก็ยังไม่เข้าใจประชาชนที่สนับสนุนเลยว่าเห็นประโยชน์อะไรจากนโยบายเหล่านี้ว่ามันจะเป็นจริงได้ เอาเงินภาษีมาแจก แทนที่จะสร้างให้คนมีงานมีการทำและยืนด้วย แขนขาของตัวเอง”

“ได้เข้าไปลองฟังดูเหมือนกันครับ ไร้ความรับผิดชอบมากๆ หวังจะเอาคะแนนเสียงให้ได้ ก็อยู่ที่คนไทยแล้ว จะคิดได้ไหม หรือจะให้เขาหลอกอีกครั้ง”

กรณ์
กรณ์
กรณ์
กรณ์

ขอขอบคุณข้อมมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij, เฟซบุ๊ก พรรคเพื่อไทย 

ดร สามารถ เปิด 5 ข้อ แก้รถติดโซนเหนือที่ เจ๊ง ทุกแผน

ดร สามารถ เปิด 5 ข้อ แก้รถติดโซนเหนือที่ เจ๊ง ทุกแผน

ดร สามารถ เปิด 5 ข้อ แก้รถติดโซนเหนือที่ เจ๊ง ทุกแผน

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.29 น.

วันนี้ 24 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความกรณีทางด่วนงามวงศ์วานกับปัญหารถติดโซนเหนือ กทม. พร้อมภาพ โดยมีข้อความระบุว่า “ทางด่วนงามวงศ์วานถูกค้าน แล้วรถติดโซนเหนือ กทม. จะแก้อย่างไร? นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่มันคือ “ชีวิตประจำวัน” ของคนจำนวนมากในตอนเหนือของกรุงเทพฯ และปริมณฑล ถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-ประเสริฐมนูกิจ (หรือถนนเกษตร-นวมินทร์) คือแนวตะวันตก-ตะวันออกที่มีรถติดหนักทุกวัน ติดจนไม่ต้องดูสภาพจราจรผ่านแอป เพราะรู้อยู่แล้วว่า “ยังไงก็ติด” แนวคิดแก้รถติดมีมานาน แต่ทางด่วน… ไม่เคยไปถึงเส้นชัย

ความจริงคือ แนวคิดสร้างทางด่วนงามวงศ์วาน ถูกพูดถึงมานานหลายสิบปี ทั้งแบบยกระดับ ใต้ดิน และบนดิน แต่สุดท้าย… ก็ไม่เกิดสักแบบ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงคือ รถติดหนักขึ้นทุกปี และเวลาในชีวิตของผู้คนหายไปกับการเดินทางวันละหลายชั่วโมง

สามารถ

1. ทางด่วนมี 224 กิโลเมตร แต่ “ขาดเส้นสำคัญ” โซนเหนือ วันนี้ กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีทางด่วนเปิดใช้แล้ว 224.6 กิโลเมตร แต่กลับไม่มีทางด่วนแนวตะวันตก-ตะวันออก ในโซนเหนือ คนที่ต้องการเลี่ยงรถติดต้องขับอ้อมเข้าเมือง แล้ววนออกนอกเมือง เสียทั้งเวลา และค่าทางด่วนเพิ่ม ทั้งที่เส้นทางจริงอยู่ตรงหน้า

2. ทางด่วนขั้นที่ 3: วางแผนไว้ แต่ไปไม่ถึง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้วางแผนก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 3 แนวถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน-ประเสริฐมนูกิจ เป็นทางด่วนยกระดับตลอดสาย ถึงขั้นสร้างตอม่อรองรับทางด่วนไว้ล่างหน้าจำนวน 281 ต้น พร้อมกับการก่อสร้างถนนประเสริฐมนูกิจ ตั้งแต่ปี 2539-2541 แต่แล้ว… ช่วงที่ผ่านข้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถูกคัดค้าน โครงการจึงหยุดยาว

3. ใต้ดินก็ลองแล้ว แต่ไม่รอด ปี 2565-2567 กทพ.พยายาม “แก้เกม” ด้วยการเปลี่ยนเป็นทางด่วนใต้ดิน ลึกถึง 48.5 เมตร เท่าตึกสูง 16 ชั้น หวังลดผลกระทบด้านบน แต่ผลการประเมินออกมาชัด… ค่าก่อสร้างสูงมาก ค่าซ่อมบำรุงรักษาก็แพง ทำให้ไม่คุ้มทุนปลายปี 2567 โครงการทางด่วนใต้ดินสายแรกของไทยจึงถูก “เบรก”

4. ระดับดิน? แนวคิดล่าสุดที่แทบเป็นไปไม่ได้ แนวคิดล่าสุดคือ ก่อสร้างทางด่วนระดับดิน ช่วงแยกพงษ์เพชร-แยกเกษตร โดยใช้ถนนงามวงศ์วาน 4 ช่องจราจร จาก 8 ช่อง รวมทั้งสะพานพงษ์เพชร สะพานบางเขน และอุโมงค์เกษตร แต่ในความเป็นจริง ถ้าทำแบบนี้ ถนนงามวงศ์วานจะเป็น “อัมพาต” ทันที

5. ลอยฟ้า… ถูกค้าน, ใต้ดิน… ไม่คุ้ม, บนดิน… แท้ง แล้วเราจะทำอย่างไร? คนที่ใช้ถนนเส้นนี้ทุกวันไม่ต้องการคำอธิบายเชิงทฤษฎี เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่ารถติดหนักแค่ไหน คำถามคือ ถ้า “ทางด่วน” เดินต่อไม่ได้ เมืองควรมี “ทางเลือกอื่น” อย่างไร? เพื่อให้คนใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ผมเชื่อว่ายังมีผู้คนอีกมากที่มีไอเดียและประสบการณ์ แต่ไม่เคยมีเวทีให้พูด โพสต์นี้จึงอยากเชิญชวนทุกคนร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนออย่างสร้างสรรค์ไปถึง กทพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษใคร แต่เพื่อกันช่วยหาทางออก และที่สำคัญ ไม่ปล่อยให้รถติดเป็น “คำตอบสุดท้าย” ของเมืองนี้”

ทำเอาชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกับโพสต์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ กรณีทางด่วนงามวงศ์วานกับปัญหารถติดโซนเหนือ กทม. หรือบางส่วนก็เสนอแนวความคิดแก้ปัญหา เช่น

“ขอคัดค้านครับ เพราะทำให้ทัศนียภาพถูกทำลาย ผมไปถาม AI AI ตอบว่าการสร้างทางด่วนไม่ใช่วิธีแก้ไขแบบยั่งยืนวิธีที่ได้ผลมากที่สุดระบบขนส่งมวลชนเช่นรถไฟฟ้า”

“แนวเส้นสำคัญครับ ตะวันออก – ตะวันตก ปริมาณรถจากนนทบุรี เข้า กทม. ช่วงเช้า และ ออก กทม. ช่วงเย็น เยอะมากครับ ทำให้รถติดหนักบนถนนงามวงศ์วาน แจ้งวัฒนะ และ วิภาวดีรังสิต ครับ”

“ควรสร้างทางด่วนเชื่อมต่อในแนวตะวันตก-ตะวันออกบริเวณจตุจักร ที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างทางด่วนประจิมรัถยา(ที่มาจากตลิ่งชัน) กับทางด่วนศรีรัช เพื่อไปลง ถ.วิภาวดี ถ.รัชดา และถนนเกษตรนวมินทร์ ช่วยอีกทางด้วยครับ อีก2จุดคือ แนวแจ้งวัฒนะ และแนวคลองรังสิต จากทางด่วนอุดรรัถยา-พหลโยธิน และกาญจนาภิเษกฝั่งตะวันออกครับ”

“โครงการรถไฟฟ้าเยอะแยะค่ะ”

สามารถ
สามารถ
สามารถ
สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กกต อยู่ไหน ปล่อยให้ เพื่อไทย ขายฝัน

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กกต อยู่ไหน ปล่อยให้ เพื่อไทย ขายฝัน

อดีตบิ๊กข่าวกรอง ซัด กกต อยู่ไหน ปล่อยให้ เพื่อไทย ขายฝัน

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.26 น.

วันนี้ 24 มกราคม พ.ศ. 2569 นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตบิ๊กข่าวกรอง โพสต์ภาพพร้อมข้อความเกี่ยวกับนโยบายใหม่ของพรรคเพื่อไทย ผ่านเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุ ว่า “ขยันแจกเงินดีจริง คำถาม​ เอาเงินมาจากไหน เห็นโครงการใช้เงินเยอะมาก กกต.เคยตรวจสอบบ้างหรือไม่”

นันทิวัฒน์ สามารถ

ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมากกับโพสต์ของ นันทิวัฒน์ สามารถ อดีตบิ๊กข่าวกรอง ถึงประเด็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยในการแจกเงินดึงดูดผู้คน เช่น

“เงิน father&mother มาแจกเรอะจาน”

“สาวกแดงกับสาวกส้มนี่พอๆกันค่ะ หูหนวกตาบอด รอแจกกับหลงวาทกรรม”

“หนักขึ้นทุกๆๆวันค่ะ เราคนหนึ่งผูเสียภาษีสงสารประเทศชาติจริงๆๆ คิดไม่ออกก็แจก”

“ทำอย่างอื่นไม่เป็นเป็นเรื่องเดียวเอาเงินภาษีประชาชนมาแจก แจก 20% เก็บไว้กินเอง 80% ตามนโยบายนายใหญ่และเจ๊แดง และเจ๊ยิ่งเละน้องเอ๋งๆ ตระกูลนี้รวยมาจากเงิน งบประมาณแผ่นดินฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาเพื่ออำนาจตัวเองและพวกพ้องคนไทยเราต้องตื่นรู้ได้แล้ว”

“คนพรรคนี้ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรใคร นอกจากกู้เอาเงินอนาคตมาแจก ที่เป็นหนี้ไม่รู้ว่ากี่ปีจะใช้หมด คิดเป็นแต่จะกู้เอาเงินอนาคตมาใช้ วิธีหาเงินเข้าประเทศทำไม่เป็น เก่งแต่กู้ อย่าเลือกพรรคแบบนี้ครับ”

“เอาเงินที่ใหนมาแจกมึงเห็นปปชกินหญ้าเหรอไอ้สัส”

“พูดเอาแต่ฮาครับ​ พรรคนี้​ งวดที่แล้ว​ 10,000.-บาท​ ยังทำไม่สำเร็จเลย”

“หาเสียงครั้งก่อน แจก 10,000 อายุ 16 ปีขึ้น เป็นรัฐบาลแล้วก็ทำไม่ได้ มาครั้งนี้ วันละ 9 คน คนละหนึ่งล้าน นี่มันคิดทำอะไรดีๆ ไม่ได้ คิดได้แค่มอมเมาประชาชน ทำประเทศฉิบหายชัดๆ #พรรคขี้ตีนทักษิณ”

โดยเมื่อวานนี้(23 มกราคม 2569)พรรคเพื่อไทยได้ประกาศนโยบายใหม่ เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากจนกลายเป็นกระแสไวรัลไปในชั่วข้ามคืน

นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ
นันทิวัฒน์ สามารถ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Nantiwat Samart อยู่กับ นันทิวัฒน์ สามารถ, เฟซบุ๊ก พรรคเพื่อไทย

ปูด! ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โวยโยกย้ายอุตลุด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านถูกกดดันเลือกข้าง

ปูด! ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โวยโยกย้ายอุตลุด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านถูกกดดันเลือกข้าง

ปูด! ผู้สมัคร สส.ศรีสะเกษ โวยโยกย้ายอุตลุด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านถูกกดดันเลือกข้าง

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.30 น.

ปูด! ผู้สมัคร สส. ศรีสะเกษ เขต 1 โวยโยกย้ายอุตลุด กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านถูกกดดันเลือกข้าง จี้ กกต.-มท. สอบ ขรก. จากบุรีรัมย์ ส่อแทรกแซงเลือกตั้ง 

นายธเนศ เครือรัตน์ ผู้สมัคร สส. จังหวัดศรีสะเกษ เขต 1 เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่หลายราย เกี่ยวกับพฤติกรรมการวางตัวไม่เหมาะสมและไม่เป็นกลางทางการเมืองของข้าราชการระดับสูงบางราย ซึ่งเพิ่งถูกโยกย้ายมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งอย่างชัดเจน

นายธเนศ กล่าวว่า จากข้อมูลและข้อร้องเรียนที่ได้รับ พบพฤติกรรมสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) มีการข่มขู่และกดดันกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ให้แสดงจุดยืนสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ตนให้การสนับสนุนอย่างชัดเจน (2) มีการนำเสื้อของพรรคการเมืองพรรคหนึ่งไปมอบให้กำนันและผู้ใหญ่บ้าน พร้อมทั้งชี้นำ โน้มน้าวให้สนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าว และ (3) มีการเสนอค่าตอบแทน รวมถึงตำแหน่งหรือบทบาทในการทำงาน เพื่อแลกกับการช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองของพรรคที่ตนสนับสนุน

นายธเนศ กล่าวต่อว่า พฤติกรรมลักษณะดังกล่าวสร้างความอึดอัดและความกังวลให้กับผู้นำท้องถิ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าจะถูกกลั่นแกล้งหรือได้รับผลกระทบต่อหน้าที่การงาน หากไม่ปฏิบัติตามแรงกดดันทางการเมือง ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลายบรรยากาศการเลือกตั้งที่ควรเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรม และเสรี

ทั้งนี้ นายธเนศ ได้เรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง และกระทรวงมหาดไทย ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านและโปร่งใส หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และคุ้มครองความเป็นธรรมของกระบวนการเลือกตั้งครั้งนี้

“การเลือกตั้งต้องปราศจากการแทรกแซงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการต้องยืนอยู่ข้างประชาชนและระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ข้างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง” นายธเนศกล่าว

เพื่อไทย ฟุ้งหนัก รวยทุกวัน จุลพันธ์ ประกาศแจกวันละ 9 ล้าน

เพื่อไทย ฟุ้งหนัก รวยทุกวัน จุลพันธ์ ประกาศแจกวันละ 9 ล้าน

เพื่อไทย ฟุ้งหนัก รวยทุกวัน จุลพันธ์ ประกาศแจกวันละ 9 ล้าน

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.28 น.

หลังจากที่วานนี้ พรรคเพื่อไทยได้มีการเปิดตัวนโยบายบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากเกี่ยวกับนโยบายนี้จนกลายเป็นกระแสไวรัลในชั่วข้ามคืน

กระทั่งในเวลาต่อมาของวานนี้ 23 มกราคม พ.ศ. 2569 จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ได้ประกาศนโยบายที่น่าเหลือเชื่อขึ้นกับนโยบาย รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน ทุกวัน รางวัลละ 1 ล้านบาท สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกออนไลน์กับนโยบายนี้ โดยมีข้อความระบุทั้งหมด ว่า“จุลพันธ์ ประกาศนโยบายใหญ่ สร้างเศรษฐี 9 คน ทุกวัน! กลางกรุงเทพ วันนี้ (23 มกราคม 2569) บนเวทีปราศรัยใหญ่พรรคเพื่อไทย ณ ลาน Parc Paragon จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ประกาศนโยบายสำคัญ ‘รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน’ นโยบายที่จะมอบรางวัลให้กับประชาชนคนไทย 5 กลุ่ม ทุกวัน รางวัลละ 1 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขเพียงการอยู่ในระบบ โดยเฉพาะระบบภาษีและการจับจ่ายที่มีการเสียภาษีเป็นสำคัญ ในการประกาศนโยบาย จุลพันธ์ชี้ว่าเป็นกลไกสำคัญในการนำประเทศไปสู่เศรษฐกิจรายได้สูง จูงใจประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี และเป็นการสร้างฐานข้อมูลสำคัญ ทำให้รัฐบาลมองเห็นพื้นที่เปราะบางและกำหนดพื้นที่การพัฒนาอย่างแม่นยำได้ด้วยฐานข้อมูลขนาดใหญ่ในการปราศรัย จุลพันธ์ เริ่มต้นกล่าวถึงนโยบายต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย ที่นำเสนอและสานต่อในการเลือกตั้งที่จะมาถึง อาทิ ล้างหนี้ ประกันกำไรสินค้าเกษตร รถไฟฟ้า 20 บาท และนโยบายคนไทยไร้จน โดยย้ำว่าทุกนโยบายมุ่งยกระดับประเทศสู่ประเทศรายได้สูง

จุลพันธ์

จุลพันธ์ได้ย้ำว่านโยบายทั้งหมด จะไม่สมบูรณ์ ‘ถ้าเราขาดข้อมูลที่แม่นยำ’ โดยอ้างอิง ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่า ‘Data คือกระดูกสันหลัง’ ของการออกแบบนโยบาย เพื่อแก้ปัญหาการออกนโยบายที่ความช่วยเหลือที่เดิมที่ไม่ตรงจุดและอธิบายว่าปัญหาเกิดจากการที่ประเทศไทยขาดการสะสมฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงสำคัญซึ่งนโยบายสำคัญ ‘รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน’ จะเข้ามาร่วมแก้ปัญหาคือการสร้างฐานข้อมูล ทำให้การทำงานยืนอยู่บนความเป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อการเข้าใจเศรษฐกิจฐานราก โดยย้ำว่า ‘ข้อมูลคือพลัง’

สำหรับนโยบาย ‘รวยทุกวันเงินล้าน 9 คน’ จุลพันธ์ เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงหลักการที่จะ ‘ไม่บังคับใครเข้าสู่ระบบ’ แต่จะใช้ ‘รางวัลและความภาคภูมิใจ’ เป็นตัวนำ กระบวนการของนโยบาย คือการออกรางวัลทั้งหมก 9 รางวัล รางวัลละ 1 ล้านบาท ในทุกๆ วัน โดยประชาชนไม่จำเป็นต้องซื้อหาอะไรเพื่อรับสิทธิในการลุ้นเงินล้าน แต่คือการที่ประชาชนอยู่ในระบบภาษี หรือจับจ่ายกับร้านค้าในระบบภาษีที่มีใบเสร็จ หรือเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในเกณฑ์ที่รัฐอยากมอบรางวัล และความหวังในทุกๆ วันให้กลุ่มผู้มีสิทธิลุ้นรางวัล แบ่งเป็น 5 กลุ่มหลักโดย 5 กลุ่มหลักแบ่งย่อยได้เป็น 2 กลุ่ม

จุลพันธ์

กลุ่มแรก หรือ 4 รางวัลแรก จะมาจากคนกลุ่มสำคัญของประเทศ 4 กลุ่มคือ

1. พี่น้องเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญในฐานะรากฐานของประเทศ และชี้ว่ากว่า 1.7 ล้านครัวเรือนไม่อยู่ในระบบทะเบียน ทำให้ไม่มีข้อมูลเพื่อนำไปดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด ขาดศักยภาพในการก้าวไปสู่เกษตรมูลค่าสูง

2. กลุ่มที่เสียสละเพื่องานสาธารณะประโยชน์ คือ อสม. อสส อาสากู้ภัย ทหารผ่านศึก และ ชรบ. ที่ขึ้นทะเบียน

3. ผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และใช้ชีวิตยากลำบากจากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

4. ประชาชนที่ยื่นภาษีเงินได้ คนทำงานและผู้อยู่ในระบบแรงงานทุกคน เป็น “ฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ”

จุลพันธ์

กลุ่มที่สอง อีก 5 รางวัล จะมาจากประชาชนที่จับจ่ายในระบบที่มีการออกใบเสร็จรัฐบาลจะสุ่มออกรางวัล วันละ 5 คนรวมแล้วเป็น 9 รางวัล วันละ 9 ล้านบาท ประกาศในทุกวัน

สำหรับประโยชน์ของนโยบาย จุลพันธ์สรุปว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์ สำหรับผู้ถูกรางวัล ได้เงินทันทีโดยไม่มีขั้นตอนหรือข้อกำหนดเพิ่มเติม โดยกลุ่มผู้ที่ไม่ถูกรางวัล ก็ไม่เสียอะไร แต่รัฐบาลพัฒนาใบเสร็จดิจิทัล ทำให้การจับจ่ายมีบันทึกใบเสร็จตรวจสอบได้ และกล่าวว่าที่สำคัญคือ ทุกท่านจะมี ‘ความหวัง’ ได้ในทุกๆ วัน

จุลพันธ์

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ จะได้ยกระดับร้านค้า ลดต้นทุน และด้วยนโยบาย “สร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน” จะเป็นอีกแรงจูงใจที่ทำให้มีลูกค้ามากขึ้น

สุดท้ายสำหรับรัฐบาลซึ่งเป็นประโยชน์ที่จะส่งต่อถึงประชาชน คือการมีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เข้าใจพื้นที่ได้ สร้างความเจริญได้โดยไม่ต้องใช้การคาดเดา ทำให้มองเห็นข้อมูลเกี่ยวกับการค้า การจับจ่าย พื้นที่ย่าน ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ถูกที่ถูกเวลา และมีความแม่นยำมากขึ้น

หลังจากอธิบายนโยบายสำคัญ ในช่วงท้ายของการปราศรัย จุลพันธ์ ได้ปราศรัยถึงว่า ‘หนิมจะคุยอะไรกับหนู’ โดยคุยไปถึง ‘เท้ง’ ด้วย จุลพันธ์กล่าวถึงอุบัติเหตุทางการเมืองในการเลือกนายกและจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ว่าเป็นการ ‘คว่ำกระดาน’ การต่อสู้กับอนุรักษ์นิยม 20 ปี และย้ำว่าเป็นการ ‘เอาเสียงประชาชนไปทำการทดลอง’ ซึ่งท้ายที่สุดประสบความล้มเหลว จุลพันธ์ ย้ำว่าความล้มเหลวนั้น ผู้จ่ายราคาคือประชาชน เหตุการณ์เช่นน้ำท่วมที่หาดใหญ่ การโยกย้ายข้าราชการ ฮั้วะสว. เขากระโดง ล้วนเป็นราคาที่คนไทยร่วมกัน

สุดท้ายจุลพันธ์ชี้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่สนามเด็กเล่น เราไม่เวลาให้ใครเอาประเทศไปเป็นห้องทดลอง คนไทยไม่ใช่หนูทดลองของเท้ง ‘เลือกเท้งได้หนูมาทดลอง เลือกเพื่อไทยได้ยศชนันท์เป็นรัฐมนตรีแน่นอน!’ #พรรคเพื่อไทย #รวยทุกวันเงินล้าน9คน #เพื่อไทยทำได้ #เพื่อไทยเบอร์9 #จุลพันธ์อมรวิวัฒน์ผลิตสื่อโดย พรรคเพื่อไทย เลขที่ 197 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 จำนวน 1 ชุด ตามวันเวลาที่ปรากฏ ที่ส่งมาในครั้งนี้”

จุลพันธ์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก พรรคเพื่อไทย

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก เฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม 4 ปมฉาว ครบเครื่องเรื่องเทา

ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม 4 ปมฉาว ครบเครื่องเรื่องเทา

ชูวิทย์ จัดหนัก พรรคส้ม 4 ปมฉาว ครบเครื่องเรื่องเทา

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.59 น.

หลังจากเกิดวิกฤติความศรัทธาประชาชนที่มีต่อพรรคประชาชนขึ้นมาหลายรอบ ที่ผู้สมัคร สส. ของพรรคถูกตำรวจรวบข้อหาเอี่ยวเว็บพนันออนไลน์ ไม่ก็ข้อหาเอี่ยวยาเสพติด หรือถูกชาวเน็ตออกมาแฉกันอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ 24 มกราคม พ.ศ. 2569 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเคลื่อนไหวฟาดพรรคส้ม ที่มีคนสีเทาอยู่เต็มพรรคพร้อมข้ออ้างสารพัด ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกันอีกครั้ง ว่า “พรรคส้ม ครบเครื่องเรื่องเทา พรรคส้มมีเรื่องฉาวไม่เว้นแต่ละวัน อย่าคิดว่าผมหาเรื่อง เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย เขาทำของเขาเอง จะมาหาว่าผมโยงมั่วไม่มีหลักฐานไม่ได้ ที่ทำเอาฉงนเพราะพรรคที่หาเสียงไม่เอาเทาอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมมีครบเครื่องเรื่องเทา เริ่มไล่ตั้งแต่ 1. ฟอกเงินยาเสพติด 2. เจ้ามือเว็บพนัน

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ทั้งสองรายถูกออกหมายจับติดคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว พรรคส้มอ้างความดีความชอบปาดปากตวัดลิ้นบอก “ลาออกสมาชิกแล้ว” จัดการทันที ไม่เอาไว้ แต่จัดการหลังจากติดคุก แล้วยกความดีเอามาอวด ตีหน้าซื่อๆ บอก “พรรคเราพบ ไม่เอาไว้ จัดการทันที“ พรรคส้มคนหนุ่มสาวช่างไม่ว่องไว ทำงานเหมือนคนแก่ กว่าจะรู้ว่าเทาก็ถูกจับเข้าคุกก่อน แถมยังลื่นไหลว่ารีบจัดการออกจากสมาชิกพรรค ชัดเจนจริงพรรคส้ม

ส่วนรายถัดไป อุตส่าห์ไปขุดมาเป็น ”The Professional“ แต่ประวัติไม่ขาว นอกใจเมียคบชู้ ยังมาแก้ตัวอีกว่า “ขอโทษเมียแล้ว เรื่องเกิดนานแล้ว เมียให้อภัยกลับตัวกลับใจใหม่แล้ว จะเอาอะไรกันอีก” แล้วมาถึงสดๆ ร้อนๆ นายเฮง นายก อบจ. ลำพูน ของพรรคส้ม ถูกปล่อยคลิปทำร้ายร่างกายเมียตัวเอง หัวหน้าเท้งคนซื่อบอก ”ทำร้ายมาตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมาเปิดคลิปเอาตอนหาเสียง“ โถพ่อคนซื่อ ”ก็เขาไม่อยากให้คนเทา คนไม่ดี เข้าทำงานการเมืองใหม่ไงเล่า!“ ไม่มาบอกตอนนี้จะมีประโยชน์ใด เพราะกำลังมุ่งมั่นกำจัดเทาอยู่ไม่ใช่หรือ? ใจคอจะเกณฑ์เทาพาเหรดเข้าทำงานการเมืองใหม่กันให้หมดหรือยังไง?

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

อย่างที่ผมบอก พรรคส้มนี่เขาครบเครื่องเรื่องเทาจริงๆ แล้วทุกครั้งก็อ้างได้สารพัด เอาตัวรอดแบบขอไปทีกลับกลายเป็น “คนดีรุ่นใหม่ของสังคม“ ที่บอกว่าประชาชนร่ำร้องขอให้พรรคส้มได้เป็นรัฐบาลไปสร้างอนาคตให้ลูกหลาน แต่เจอตัวอย่างคนในพรรคแต่ละคน ก็ไม่รู้ว่าชีวิตลูกหลานคนไทยจะไปไหวไหม? เทาๆ แบบนี้”

ชาวโซเชียลจำนวนมากต่างก็เข้สไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่มีต่อพรรคส้มกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“จะบอกลุงชูวิทย์ว่ายังมีหลักฐานที่ยังไม่เปิดอีกนะคะ”

“มาทุกวัน ยิ่งมาผมยิ่งกาส้ม สู้ๆนะครับเฮีย”

“อยากให้ลุงชูเอา กล้าธรรม เพื่อไทย ภูมิใจฯ มาเขียน บรรยายสรรพคุณแบบส้มมั่งจังครับ รักส้มทุกวันเลยน้าาา”

“ส้มทั้งบ้าน..ทั้งเขต.. ทั้ง กทม. แลนด์สไลด์”

“นับถือความพยายามจริงๆ คาบ้านทุกวัน ก็ยังจัดแทบทุกวัน สู้ๆครับ 555555”

“อาร์ตจะไม่ทน กับคนนิสัยไม่ดี สู้สู้นะเฮีย หัวใจผมยังเป็นสีส้มเหมือนเดิม”

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์

กกต.เตือนลต.โค้งสุดท้าย ซื้อสิทธิ์-ขายเสียงโทษหนัก

กกต.เตือนลต.โค้งสุดท้าย ซื้อสิทธิ์-ขายเสียงโทษหนัก

กกต.เตือนลต.โค้งสุดท้าย ซื้อสิทธิ์-ขายเสียงโทษหนัก

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กกต.เตือนลต.โค้งสุดท้าย ซื้อสิทธิ์-ขายเสียงโทษหนัก

ประธาน กกต.ตรวจการพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส.และบัตรออกเสียงประชามติ ยืนยันมาตรฐานความถูกต้อง โปร่งใสและปลอดภัย กกต.ส่งสัญญาณเตือน “ห้ามซื้อสิทธิ์-ขายเสียง” โทษหนักคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เผยช่องทาง“แจ้งก่อนถูกจับ”รอดโทษตามมาตรา 164 หวังสร้างการเลือกตั้ง 2569 ที่สุจริตและเที่ยงธรรม

เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ที่ จ.สมุทรปราการ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมคณะ ไปตรวจเยี่ยมกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบัตรออกเสียงประชามติ รวมทั้งกระบวนการส่ง และรับมอบบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ที่โรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน สังกัดกรมการปกครอง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี โดยมี นายวินัย โตเจริญ รองอธิบดีกรมการปกครอง ให้การต้อนรับ

โดยประธาน กกต. ได้ตรวจสอบขั้นตอนการพิมพ์ การควบคุมคุณภาพ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง และการออกเสียงประชามติ

จากนั้น เวลา 14.30 น. ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมกระบวนการพิมพ์บัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ณ โรงพิมพ์จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการจัดพิมพ์และตรวจสอบความเรียบร้อยในทุกขั้นตอน

สำหรับการตรวจเยี่ยมในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการออกเสียงประชามติ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรม และชอบด้วยกฎหมาย

สื่อข่าวรายงานว่า สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เตือนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และพรรคการเมือง งดเว้นการกระทําเข้าข่ายการซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นการกระทําที่ขัด ต่อกฎหมายเลือกตั้งและมีโทษทางอาญาอย่างร้ายแรง กรณีผู้ซื้อสิทธิ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 73 บัญญัติ และกรณีผู้ขายเสียง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 101 บัญญัติ ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 -5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 –100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนด 10 ปี

แต่ในกรณีที่ผู้ฝ่าฝืน เป็นผู้รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ถ้าได้แจ้งถึงการกระทําดังกล่าวต่อ กกต.หรือผู้ซึ่ง กกต.มอบหมายก่อนถูกจับกุม ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษและไม่ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 164 สํานักงาน กกต.ขอความร่วมมือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง ไม่ซื้อสิทธิ ไม่ขายเสียง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริต เที่ยงธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

มีรายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีกำหนดการร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร โดย นายฐิติเชษฐ์ นุชนาฎ เดินทางไปดูงานที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งเพจของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนไทยในกรุงบรัสเซลส์ ร่วมพบปะหารือกับ กกต.รวมทั้งเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ในวันที่ 25 มกราคม เวลา 10.30 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง ได้เดินทางไปสังเกตการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งที่ซิดนีย์มีคนไทยลงทะเบียนเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรมากที่สุด โดยเพจของสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ประชาสัมพันธ์เชิญชวนคนไทยร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ กกต.เกี่ยวกับการใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ในวันที่ 24 มกราคม เวลา 14.00 – 16.00 น.

ส่วนความความคืบหน้าในการจัดการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักรของสถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ในประเทศต่างๆ นั้น ได้เริ่มทยอยรับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติที่ลงคะแนนแล้วกลับจากประชาชน และอยู่ระหว่างการแยกประเภทของบัตรเพื่อจัดส่งบัตรเลือกตั้งกลับมานับที่ประเทศไทย ส่วนบัตรออกเสียงประชามติจะนับที่ต่างประเทศและรวมคะแนนส่งกลับมาที่ กกต.

โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย ได้เปิดเผยความคืบหน้าเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 เวลา 17.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น สถานทูตได้รับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติที่ลงคะแนนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 3,000 คน ได้ส่งกลับมายังสถานทูต พร้อมแจ้งให้คนไทยที่ยังไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติ ให้ติดต่อสอบถามเข้ามายังสถานทูต เนื่องจากอาจมีปัญหาซองเอกสารถูกตีกลับมายังสถานทูต เพราะข้อมูลการจัดส่งไม่ถูกต้อง

ส่วนปัญหาที่สถานทูตพบคือการลงชื่อในช่องกรรมการ การแก้ไขข้อความที่เขียนผิดบนแบบฟอร์ม กรอกที่อยู่ที่ประเทศไทยในแบบฟอร์ม การลืมลงชื่อหลังซองไปรษณีย์ที่ส่งกลับ รวมถึงมีการฉีกขาด เปียกและเปื้อน หากไม่กระทบต่อการลงคะแนนบัตรที่ลงคะแนนแล้วก็จะมีการส่งกลับประเทศหรือมีการนับคะแนนตามปกติ พร้อมแจ้งขั้นตอนหลังได้รับบัตรที่ลงคะแนนแล้วก็จะมีการตรวจสอบเอกสารยืนยันตัวตน ทำการคัดแยกบัตรเลือกตั้งตามเขตและจังหวัด เพื่อส่งกลับประเทศโดยบรรจุในถุงเมล์ทางการทูตโดยส่งกลับผ่านสายการบินไทย ซึ่งได้มีการประสานงานกับบริษัท การบินไทย และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อส่งต่อให้ กกต.เรียบร้อยแล้ว

ขณะที่สถานทูตไทย ณ กรุงเฮก ซึ่งหน่วยเคลื่อนที่หรือ mobile unit สำหรับเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ 5 วัน ใน 5 เมือง ระหว่างวันที่ 22 – 26 มี.ค.ซึ่งเมื่อวานนี้เป็นวันแรกของการเปิดหน่วยเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ที่โรงแรม NH Groningen สำหรับคนไทยที่พำนักในบริเวณทางเหนือของเนเธอร์แลนด์ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยมี นายอสิ ม้ามณี เอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก มาใช้สิทธิเป็นคนแรก พร้อมกันนี้ก็ได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่จะมาใช้สิทธิเตรียมเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อให้การเลือกตั้งและออกเสียงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นอกจากนี้ ในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร สถานเอกอัครราชทูตได้พบปัญหาการจัดส่งบัตร และได้ขึ้นประกาศหน้าเพจให้ประชาชนที่ยังไม่ได้รับบัตรเลือกตั้งและบัตรออกเสียงประชามติติดต่อกลับมายังสถานทูต เช่น สถานเอกอัครราชทูตณกรุงโซล ได้ประกาศให้คนไทยที่พำนักในเกาหลีติดต่อกลับสถานทูต เนื่องจากบางคนเขียนที่อยู่ของตนเองไม่ชัดเจนและไม่ครบถ้วน รวมถึงสถานทูตไม่สามารถติดต่อได้ และเน้นย้ำให้คนไทยติดตามข่าวสารจากสถานจากสถานทูตอย่างใกล้ชิด และช่วยประชาสัมพันธ์คนไทยให้มาใช้สิทธิตามที่ได้ลงทะเบียนไว้

เช่นเดียวกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว ได้ประชาสัมพันธ์ไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติที่ได้ลงทะเบียนไว้กับสถานทูต หลังพบปัญหาไม่สามารถจัดส่งซองบรรจุบบัตรส่งให้ทางไปรษณีย์ได้ เนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วนกรอกที่อยู่ไม่สมบูรณ์ หรือกรอกที่อยู่ที่ประเทศไทย ทำให้สถานทูตไม่สามารถติดต่อได้โดยขอให้ติดต่อกลับมายังสถานทูต และแจ้งที่อยู่เพื่อสามารถจัดส่งบัตรเลือกตั้งและออกเสียงประชามติไปให้ได้เพื่อให้สามารถใช้สิทธิออกเสียงได้ทันเวลา

แวดวงนักปกครอง : 24 มกราคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 24 มกราคม 2569

แวดวงนักปกครอง : 24 มกราคม 2569

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เริ่มต้นคอลัมน์สัปดาห์นี้ ขอแสดงความยินดีกับนายอำเภอ “ป้ายแดง” ทุกท่าน ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งเพื่อปฏิบัติงานในพื้นที่ตั้งแต่19 มกราคมที่ผ่านมา นับเป็นก้าวแรกของภารกิจนักปกครองรุ่นใหม่ที่จะนำพาพลังความคิด และอุดมการณ์ ขับเคลื่อนงาน “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้แก่พี่น้องประชาชน กรมการปกครองขอส่งกำลังใจ และขออวยพรให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์ สุจริต และยุติธรรม ให้เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

พื้นที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา ซึ่งยังคงเป็นแนวหน้าแห่งความมั่นคงของประเทศ พร้อมนโยบาย “อำเภอพึ่งได้ DOPA 2026 : Better Together”ของกรมการปกครองที่ยังขับเคลื่อน เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บภาคประชาชนในการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ จ่าอากาศเอกวิทมนต์ ไชยมงคลนายอำเภอน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี เปิดการฝึกอบรมชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา มุ่งยกระดับศักยภาพ ชรบ.ด้วยการฝึกภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น รวม 4 รุ่นกว่า 400 คน เพื่อเพิ่มความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ

เตือนไม่ฟัง!!..พบการเผาให้ “ดำเนินคดี” คนเผาพื้นที่ทางการเกษตรทันที นายอภิชาติ ศรีเหรา นายอำเภอวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง นำฝ่ายปกครองสมาชิก อส. พร้อมผู้นำท้องถิ่น เข้าตรวจสอบการเผาพื้นที่การเกษตร(ทุ่งนา)ริมถนนสาธารณะ พร้อมประสานพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบต้นเพลิงทราบผู้กระทำผิดจำนวน 1 ราย ส่งดำเนินคดีทันที โดยทางอำเภอวิเศษชัยชาญได้ประชาสัมพันธ์แจ้งไปยังเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่งดการเผาในพื้นที่โล่ง และพื้นที่การเกษตร หากตรวจพบจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

นายปิยะพงษ์ สมโคตร นายอำเภอโพนนาแก้ว จ.สกลนคร นำฝ่ายปกครองเดินหน้ามาตรการความปลอดภัยเชิงรุกอย่างต่อเนื่องผนึกกำลังฝ่ายปกครอง สมาชิก อส. ชรบ. ลงพื้นที่ตรวจตรา ลาดตระเวน ดูแลความสงบเรียบร้อยเฝ้าระวังการลักลอบเผา รวมถึงดูแลผู้ป่วยจิตเวชจากปัญหายาเสพติด ครอบคลุมทั้งชุมชนและสถานที่ราชการ สะท้อนบทบาทนายอำเภอในฐานะ “ผู้ดูแลพื้นที่” ที่ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

จ่าอากาศเอกวิทมนต์ ไชยมงคล

นายอำเภอน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

นายอภิชาติ ศรีเหรา

นายอำเภอวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง

นายวรศักดิ์ พานทอง นายอำเภอแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เดินหน้าผนึกกำลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนโครงการสำคัญ “Thailand Zero Dropout”มุ่งดึงเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลับคืนสู่เส้นทางการเรียนรู้ ตั้งเป้าลดจำนวนเด็กหลุดระบบให้เป็นศูนย์ ลงพื้นที่เชิงรุก ใช้ข้อมูลจากระบบควบคู่การช่วยเหลือรายบุคคล เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

ปิดท้ายคอลัมน์ด้วยข่าวร้อนปลายสัปดาห์ นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว นำหมายจับเข้าจับปลัดอำเภอและเจ้าหน้าที่เทศบาลในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ รวม 6 ราย จากการสวมสิทธิใบถิ่นที่อยู่ถาวรกลุ่มชาติพันธุ์และสัญชาติไทยให้ต่างชาติอย่างน้อย 9 ราย กรมการปกครองเน้นย้ำหากพบการกระทำทุจริตของบุคลากร จะไม่มีการละเว้นโทษอย่างเด็ดขาด

นาย..อำเภอน้อย

‘ชวน’ประกาศปชป.ไม่ใช่พรรคอะไหล่ ไม่จับมือ‘เพื่อไทย’! ซัด‘แม้ว’เลือกปฏิบัติคนใต้

‘ชวน’ประกาศปชป.ไม่ใช่พรรคอะไหล่ ไม่จับมือ‘เพื่อไทย’! ซัด‘แม้ว’เลือกปฏิบัติคนใต้

‘ชวน’ประกาศปชป.ไม่ใช่พรรคอะไหล่ ไม่จับมือ‘เพื่อไทย’! ซัด‘แม้ว’เลือกปฏิบัติคนใต้

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ชวน’ประกาศปชป.ไม่ใช่พรรคอะไหล่ ไม่จับมือ‘เพื่อไทย’! ซัด‘แม้ว’เลือกปฏิบัติคนใต้ ‘หนู’ยํ้า‘ภูมิใจไทย’ไม่ทำโพล ชอบหาเสียงแบบออร์แกนิค กธ.ย้ำสอย2ผู้สมัครไม่กระทบ

“อนุทิน” ลั่นไม่ทำโพล ภท.บอกแฮปปี้ลงพื้นที่ออร์แกนิคมากกว่า การันตีได้เลือกตั้งแน่นอน “ชวน หลีกภัย” บุกแฟลตดินแดง เคาะประตูบ้านขอคะแนน ปลุกขวัญปชป.ยุคผลัดใบ ไม่ใช่พรรคอะไหล่ ร่วมรัฐบาลกับใครก็ได้ ย้ำจุดยืนชัดเจน ไม่เอาพท. ไม่หักหลังประชาชนที่เคยสู้ร่วมกันมา “มาร์ค” บุก “ตราด” ทวงคืนเก้าอี้ สส. ย้ำพาปท.ออกจากหล่มคอร์รัปชั่น-แก้ทุนเทา ยันได้เป็นรัฐบาลสร้างการเมืองโปร่งใส เปลี่ยนระบบราชการ ไม่ให้เรียกรับเงินจากประชาชน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 23 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคเพื่อไทย (พท.) ประกาศ จ.อุดรธานี เป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง จะส่งผลกระทบอะไรต่อการหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย(ภท.)หรือไม่ว่า แต่ละคนก็มีความผูกพันกับพื้นที่ มีสิทธิอยู่แล้ว พรรคภูมิใจไทยเวลาไปบุรีรัมย์ก็บอกว่าบุรีรัมย์เป็นต้นกำเนิดของพรรคภูมิใจไทย ไม่เห็นแปลกตรงไหน ทุกคนมีความผูกพัน มีความดีใจภูมิใจที่ได้พูดในสิ่งที่ตัวเองภาคภูมิใจ ไม่ได้บอกว่าอุดรฯเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย เขาบอกว่าเป็นเมืองหลวงของเสื้อแดง เวลาไปบุรีรัมย์พอบอกว่าเป็นต้นกำเนิดของภูมิใจไทยคนก็เฮ เวลาอยู่บนเวทีแล้วชาวบ้านเฮก็มีกำลังใจ แต่ถ้าเงียบคนพูดเหงื่อตกและขาดกำลังใจ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อถามว่าหลายพรรคทำโพลของตัวเอง ภูมิใจไทยทำโพลพรรคหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่คอยสนใจเรื่องนี้ ตนสนใจไปหาเสียงแบบออร์แกนิกมากกว่า และมีความสุขที่ได้ไปแบบนี้ ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้พูดคุยได้รับฟังข้อเสนอแนะของประชาชนบางอย่างเรานึกไม่ถึงเขาคิดแบบนี้ และตนกลับมาอันไหนที่เป็นเรื่องของงานประจำที่หน่วยงานราชการต้องทำตนก็บอกปลัด อธิบดี ให้ทำไปตามความต้องการของประชาชน รู้สึกว่าใช้เวลากับสิ่งเหล่านี้มันเกิดประโยชน์โดยตรงกับประชาชน และรัฐบาลก็ได้ผลงานด้วย หน่วยงานก็ได้ผลงานด้วย ทำอย่างนี้มีความสุขแฮปปี้

เมื่อถามว่าการลงพื้นที่แบบออร์แกนิกจะโน้มน้าวประชาชนได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถนัดอย่างไร แฮปปี้อย่างไร สบายใจอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง

เมื่อถามว่าเวลาลงพื้นที่แบบออร์แกนิกมีการพูดถึงการแก้ปัญหาชายแดน และพรรคภูมิใจไทยก็มีแนวทางยกเลิกเอ็มโอยู 43-44ทำไม่ไม่ใช้เรื่องนี้หาเสียงด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ตนเป็นนายกฯด้วย หากไม่ได้เป็นนายกฯมันส์กว่านี้อีกเพราะเป็นนายกฯพูดอะไรก็ต้องนึกถึงประเทศด้วย จึงมีข้อจำกัดบางอย่าง ถ้าตนไม่มีความรับผิดชอบต่อเกียรติภูมิของประเทศ ถ้าเขาไปตีความว่าเป็นคำพูดของนายกฯแล้วไปพูดสนุกสนานเร้าใจมันไม่ได้ ตนจึงเลือกที่จะระมัดระวัง และไม่ได้เอาเรื่องพวกนี้มาเป็นสาระในการหาเสียง การหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยคือทำอย่างไรให้ประชาชนแก้ไขปัญหาปากท้องได้

เมื่อถามว่าขณะนี้ใกล้วันเลือกตั้งทำไมยังมีกระแสไม่ได้เลือกตั้งอีก นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มีอย่าเสพโซเชียลเยอะกกต.ได้หารือกับรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยว่าหากมีเหตุการณ์อะไรไม่พึงประสงค์หรือทำให้การเลือกตั้งของประชาชนตามชายแดนมีปัญหา กระทรวงมหาดไทยมีมาตรการจัดให้มีการเลือกตั้งด้วยการอำนวยความสะดวกต่างๆ กกต.ได้ลงนามและแจ้งรัฐบาลมาแล้ว เราก็รับทราบหมดก็ไม่มีอะไรแล้ว

อัด’ธนาธร’ไม่ใช่หน้าที่ทวงค่าซ่อมบ้าน

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาเรียกร้องให้เร่งจ่ายเงินค่าซ่อมบ้านน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) เพิ่งอนุมัติในเรื่องเงินเยียวยาเพิ่มเติมที่ อ.หาดใหญ่ ซึ่งบางคนยังไม่ได้ แต่หลายคนได้แล้ว คำถามต้องตั้งให้ถูกมีบางคนไม่ได้ ตกหล่น ไม่ได้มาขึ้นทะเบียน ช่วงหลังจึงมาขึ้นทะเบียนก็เลยถือโอกาสนี้นำเสนอเรื่องน้ำท่วม เกิน 3 เดือน6เดือน จำได้หรือไม่อย่างเหตุการณ์ที่ จ.อ่างทองและจ.พระนครศรีอยุธยา ครม.เสนอกรรมการการเลือกตั้งไป กกต.เพิ่งอนุมัติมา ในส่วนนี้พออนุมัติมาแล้วก็ดำเนินการต่อไป

“เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของนักการเมืองที่จะมาทวง มันเป็นงานประจำของหน่วยงานที่รับผิดชอบเช่นกระทรวงมหาดไทย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่เราทำตามขั้นตอน เมื่อมันตกหล่นตกสำรวจก็ไปเติมเต็มมา เชื่อว่าตอนนี้อาจจะยังมีคนตกหล่น คนอาจจะยังไม่ขึ้นทะเบียน ซึ่งต้องคอยสำรวจเพราะต้องใช้งบกลางและช่วงนี้ช่วงยุบสภาจะผ่านครม.ไม่พอ ต้องผ่านกกต.ด้วย กกต.พิจารณาเห็นชอบ แล้วถึงจะกลับมา ใครจะมาทวงถาม ให้ไปทวงปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะครม.ให้อำนาจเต็มในการดำเนินการเรื่องนี้ หากทำอะไรตอนนี้ เดี๋ยวจะหาว่า มาหาเสียง คนที่จะมาหาเรื่องหาได้ทุกเรื่อง’นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า เป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ที่อกมาพูดช่วงนี้ นายกรัฐมนตรีย้อนถามสื่อว่าชื่อเล่นชื่อบ่างหรือเปล่า ไม่เอาไม่ถามอะไรที่ตนตอบไปแล้ว ว่า ครม.อนุมัติแล้ว กกต.อนุมัติแล้ว อยู่ที่กระทรวงมหาดไทยแล้ว ปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นชอบได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นมติคณะรัฐมนตรี มันก็จบตรงนั้นไม่มีอะไรต้องบอกเพิ่มเติม

‘ธนาธร’เยือนนราธิวาส-ลุยสู้ทุนเทา

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรคประชาชน และรอมฎอน ปันจอร์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ได้เดินทางมาที่ จ.นราธิวาส เพื่อช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร ส.ส.โดยระหว่างการปราศรัย นายธนาธรได้กล่าวขอบคุณประชาชนในพื้นที่ที่ให้กำลังใจมาตลอดทาง และกล่าวต่อว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ พรรคประชาชนต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตั๋วช้างของพี่น้องตำรวจ เรื่องทหารเกณฑ์ถูกซ้อมจนเสียชีวิตในค่ายทหาร ต่อสู้กับสแกมเมอร์ไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพวกเราเอาจริง ขณะนี้หลายฝ่ายพยายามทำลายพรรคปชน.เพราะกลัวว่า หากพรรคประชาชนได้เข้าไปเป็นรัฐบาล จะเข้าไปจัดการเช็คบิลบุคคลที่เคยกระทำผิดไว้ในอดีต กลัวจะเข้าไปจัดระเบียบระบบผลประโยชน์ ทำให้การทุจริตคอร์รัปชันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังขอให้พี่น้องชาวนราธิวาสอย่ายอมทนต่อการซื้อสิทธิขายเสียง เพราะเป็นสิ่งที่ผิดทั้งหลักศาสนาและผิดกฎหมาย อย่าทำให้เรื่องที่ไม่ปกติกลายเป็นเรื่องปกติ การซื้อสิทธิขายเสียงคือการขายอนาคตของลูกหลาน หากอยากได้อนาคตที่สว่างไสว ไม่มีอิทธิพล ทั้งสีเทาหรือสีดำ ก็ขึ้นอยู่กับทุกท่านว่า จะตัดสินใจให้อะไรกับอนาคตประเทศไทย อยากเห็นนราธิวาสกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง มีนักท่องเที่ยว มีนักลงทุนเข้ามาในพื้นที่ อยากเห็นสันติภาพที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงต่อชาวนราธิวาส ก็ขอให้เลือกพรรคประชาชนและขอให้ความสันติสุขจงมีแด่ชาวนราธิวาส เมื่อถามว่า หากเลือกพรรคปชน.แล้วจะโหวตให้ นายอนุทิน เป็นนายกฯอีกหรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า จะไม่ขานชื่อ นายอนุทิน เป็นนายกฯจากพรรคปชน.อีกแล้ว พร้อมวอนประชาชนใน 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่าเชื่อข้อมูลเท็จดังกล่าว

‘มาร์ค’บุก’ตราด’ทวงคืนเก้าอี้ สส.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรค ลงพื้นที่พบปะประชาชนที่ตลาดสดเทศบาลแสนตุ้ง อ.เขาสมิง จ.ตราด เพื่อช่วย นายปรีชาวิญช์ฉิมผกา ผู้สมัคร สส.ตราด เบอร์7 ทันทีที่คณะ นายอภิสิทธิ์ เดินทางถึง ในเวลาที่บรรยากาศภายในตลาดที่เคยสัญจรตามปกติกลับคึกคัก มีประชาชนและพ่อค้าแม่ขายต่างเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมมอบดอกกุหลาบและพวงมาลัยเพื่อเป็นการให้กำลังใจ ส่งเสียงเชียร์”สู้ๆนะคะประชาธิปัตย์ เบอร์27” “ขวัญใจเลยค่ะ หลอของจริงนะคะ”และขอถ่ายรูปเป็นระยะๆ

ย้ำพาปท.พ้นหล่มคอร์รัปชั่น-แก้ทุนเทา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เหลือเวลาไม่ถึง 20วัน จะมีการเลือกตั้ง พรรคปชป.หวังว่า จะเป็นการเลือกตั้งที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประชาชนและประเทศได้ วันนี้บ้านเมือง เศรษฐกิจ สังคม มีปัญหามาก เรื่องใหญ่คือ ติดหล่มปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุน ความไว้วางใจ ระบบยุติธรรม ที่ทำให้ชีวิตประชาชนมีปัญหากว่า 10ปี มีสิ่งที่ประชาชนเปลี่ยนแปลงได้ หากเอาคนมุ่งมั่นตั้งใจ ซื่อสัตย์สุจริต เข้าปราบปรามการทุจริตและทุนเทา จะเดินหน้าสร้างบ้านเมืองสุจริต ปราบทุจริต ครบวงจร เปลี่ยนกฎระเบียบการติดต่อราชการ อนุญาตไม่ให้ราชการเรียกเงินจากประชาชน เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนตรวจสอบ ทำเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงให้โปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการซื้อขายตำแหน่งที่นำไปสู่คอร์รัปชั่น นักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งและมีอำนาจต่างๆ ต้องเปิดเผยเรื่องผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจทั้งหมด ถ้าทำได้ เรียกความเชื่อมั่นได้ จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างเต็มที่

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้มาพบปะกับพี่น้องที่ จ.ตราด จันทบุรี ระยองและจ.ชลบุรี เราให้ความสำคัญกับภาคตะวันออก เพราะเป็นแบบจำลองเล็กๆของประเทศไทยในเรื่องของปัญหาต่างๆ เราอยากเห็นภาคการเกษตรได้รับการยกระดับขึ้น เพราะเราอยากให้การแปรรูปอาหาร ผลไม้ ให้มีมูลค่าสูง สามารถที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ในการทำให้เศรษฐกิจโตได้เร็ว แบบที่เคยเป็นในอดีต เราอยากเห็นการปรับฐานการผลิตในภาคอุตสาหกรรม มาเป็นอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น เราอยากเห็นการได้รายได้จากการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งเกือบทุกจังหวัดในภาคตะวันออกมีประเด็นเหล่านี้อยู่ทั้งสิ้น วันนี้ก็จะมีโอกาสได้นำสิ่งเหล่านี้มาพูดคุยกับพี่น้องภาคตะวันออกและหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนให้เราไปผลักดันเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้การเมืองสุจริตนำไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

‘ชวน‘ประกาศต้านซื้อสิทธิ์ขายเสียง

ที่ย่านประชาสงเคราะห์ กกทม.นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่เดินหาเสียงแบบเคาะประตูบ้าน พร้อมกล่าวปราศรัยกับประชาชนในชุมชน โดยย้ำถึงปัญหาการทุจริต ซื้อสิทธิขายเสียงของผู้สมัคร สส.บางพรรค ทำให้การเมืองเปลี่ยนเป็นธุรกิจการเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ดัชนีคอร์รับชันประเทศไทยสูงขึ้น นักลงทุนไม่กล้ามาลงทุนในประเทศไทย และหนีไปลงทุนในประเทศอื่น เพราะแม้จะมีกฎหมายที่เข้มงวด แต่ก็ยังมีการเลือกปฏิบัติ และยังโชคดีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ยังสนับสนุนการแก้ปัญหาการทุจริต ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง

ลั่นกระแสปชป.ฟื้น-ไม่ใช่อะไหล่

นายชวน ยังระบุว่า การเลือกตั้งครั้งนี้บางพรรคยังใช้เงินซื้อ สส.จากพรรคการเมืองอื่น ซึ่งก็มี สส.ของพรรคฯถูกซื้อไปด้วย ซึ่งแม้ผู้ถูกซื้อจะไม่ได้ให้รายละเอียดว่า ถูกซื้อไปเท่าไร ตนก็มั่นใจว่า ได้มีการตกลงกันไปแล้ว เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่ย้ายพรรค พร้อมยกตัวอย่างการเลือกตั้ง2566ใน จ.นครศรีธรรมราช ที่นายราชิต สุดพุ่ม อดีต สส.นครศรีธรรมราช พรรคปชป.ซึ่งปัจจุบันลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย ได้คะแนนน้อยที่สุด ซึ่งตนบอกผ่านพรรคพวกไปว่า อย่าใช้เงิน เพราะคนนครศรีธรรมราชไม่รับเงิน ถ้าได้เป็น สส.ก็ไม่น่าภูมิใจ เพราะใช้เงินซื้อ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบต่อการเมืองให้บ้านเมืองเสื่อมทรุด เพราะการทุจริต บ้านเมืองไปไหนไม่รอด มั่นใจว่ากระแสพรรคปชป.จะดีขึ้น โดยเฉพาะสส.บัญชีรายชื่อ หลัง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคฯลาออกไป เพราะที่ผ่านมามีความพยายามทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเล็ก หรือเป็นพรรคอะไหล่ พรรคสำรอง เหมือนที่ผู้บริหารพรรคบางกลุ่มเคยทำ เพื่อหัวหน้าพรรคฯ ได้เป็นรัฐมนตรีทุกยุค ทุกสมัย อะไรก็ได้ขอให้ผู้บริหารพรรคฯได้เป็นรัฐมนตรี จนกระทั่ง นายอภิสิทธิ์ และบุคลากรคนอื่นๆของพรรคทยอยลาออก

จากการฟื้นตัวรอบนี้ มีความหวังที่จะได้ สส.เป็นนความตั้งใจของ นายอภิสิทธิ์ แต่สำหรับตนอยากให้พรรคปชป.เดินหน้าต่อ ไม่ใช่พรรคอะไหล่ พรรคสำรองหรือ พรรคประกอบ ที่ผู้บริหารพรรคต้องการทำให้เป็น ซึ่งผมถือว่าผ่านไปแล้ว ต่อไปนี้พรรคจะได้ สส.กี่คนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่พรรคอะไหล่ พรรคสำรอง ไม่ใช่พรรคที่จะเป็นรัฐบาลกับเขาทุกยุคทุกสมัย ร่วมกับใครก็ได้

ย้ำชัดเจนไม่ร่วมรบ.กับเพื่อไทย

“ผมค้าน อย่าไปร่วมกับพรรคเพื่อไทย เพราะนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยเลือกปฏิบัติกับคนภาคใต้ เขาไม่มาพัฒนาภาคใต้ เลือกพัฒนาจังหวัดที่เลือกเขา สุดท้ายพรรคเพื่อไทยได้หมดทั้งประเทศภาคเหนือ อีสาน ยกเว้นภาคใต้ที่ไม่ได้แม้แต่คนเดียว ดังนั้นไม่สามารถทรยศกับชาวบ้าน เพราะรณรงค์ไม่ให้เลือก แต่พอเขาเป็นนายกฯกลับยกมือให้ เท่ากับทรยศหักหลังประชาชน เที่ยวนี้ตนคิดว่าสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง ทำอย่างไรให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ สส.หลายคน ผมเชื่อว่า บัญชีรายชื่อ ดีขึ้นแน่ ครั้งก่อนได้ 3คน เที่ยวนี้คงไม่ใช่ 4คนแน่นอน คาดว่า จะเพิ่มกว่าเดิมอีกหลายเท่า ส่วนจะกี่เท่าขึ้นกับประชาชน ที่จะบอกกับญาติที่บ้าน ใครรับผิดชอบจังหวัดไหนขอให้ช่วยกัน” นายชวนกล่าว

จากนั้น นายชวน และนางสาวศิริภา ยังได้ขึ้นรถแห่ไปตามถนนประชาสงเคราะห์ เพื่อขอคะแนนเสียงจากประชาชนในเขตดินแดง และเดินเท้าต่อ เพื่อขอคะแนนจากประชาชนที่พักอาศัยแฟลตดินแดง

‘จุลพันธ์’ลุยห้วยขวางฟังปัญหาปากท้อง

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่พบปะประชาชนบริเวณตลาดห้วยขวาง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ร่วมกับ นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล (แมน) ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 6 เบอร์ 4 พรรคเพื่อไทย เพื่อรับฟังปัญหาปากท้องของประชาชน และสื่อสารนโยบายด้านเศรษฐกิจ มีประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าออกมาจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก บรรยากาศคึกคัก พรรคเพื่อไทยได้สื่อสารนโยบายสำคัญ อาทิ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นโยบายปลดหนี้คนไทย โครงการคนละครึ่งยิ่งกว่าพลัส รวมถึงมาตรการลดค่าครองชีพอื่นๆ

นายจุลพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่า การตอบรับของประชาชนวันนี้สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กทม.ซึ่งพรรคเชื่อมั่นว่า จะทวงคืนพื้นที่กลับมาได้จำนวนมาก พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมรับฟังการปราศรัยใหญ่พรรคที่ยามพารากอน ซึ่งจะนำเสนอแนวทางการต่อสู้ทางการเมือง และการเปิดนโยบายใหม่ของพรรคด้วย

‘อนุดิษฐ์’เชื่อกทม.ไม่มีแลนด์สไลด์

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงกระแสของพรรคกล้าธรรมในกรุงเทพมหานครว่าตนเองคิดว่าการทำงานหนักของพรรคกล้าธรรม รวมถึงการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เชื่อว่าคนกรุงเทพมหานครจะเห็นความตั้งใจของผู้สมัครและเห็นถึงนโยบายที่จะเป็นประโยชน์กับคนกรุงเทพมหานคร ส่วนประเมินว่ากรุงเทพฯจะไม่มีพรรคไหนแลนสไลด์ ใช่หรือไม่ น.อ. อนุดิษฐ์ เชื่อว่า คนกรุงเทพฯยังไม่ตัดสินใจจะเลือกพรรคใดเป็นพิเศษ รู้ว่าพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคน้องใหม่ในพื้นที่ เชื่อมั่นว่าผู้สมัครทุกคนที่ยืนอยู่รอบตัวตนเองในวันนี้ เราสู้กับตัวเองไม่ได้สู้กับพรรคการเมืองใดเป็นพิเศษ ทุกคะแนนเสียง คือ เมล็ดพันธุ์ของพรรคกล้าธรรม คะแนนที่ได้ถือว่าเป็นต้นทุนในอนาคต จากประสบการณ์ส่วนตัวชื่นชมการทำงานของทุกพรรคการเมือง การหาเสียงเป็นไปอย่างสงบ แข่งขันด้วยนโยบายและความตั้งใจ ส่วนตัวคิดว่าไม่มีพรรคการเมืองใดแลนด์สไลด์ในกทม.

‘ธรรมนัส’ย้ำสอย2ผู้สมัครไม่กระทบ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่ วานนี้ (22 ม.ค.) ศาลฏีกาได้มีคำสั่งให้ถอดถอนชื่อของ นายชลสิทธิ แก้วยะรัตน์ ผู้สมัคร สส.เขต 2 จ.ภูเก็ต สังกัดพรรคกล้าธรรม กรณีถือหุ้นสื่อ ว่า เรื่องดังกล่าวทางพรรค ได้รับทราบว่า นายชลสิทธิ์ ได้ถือหุ้นภายหลังที่บุคคลดังกล่าวสมัครลงรับเลือกตั้งไปแล้ว พร้อมได้ตรวจสอบแล้วพบว่ายังถือหุ้นในบริษัทสื่อในสัดส่วนร้อยละ 1 และทางพรรคได้แจ้งเตือนไปยังผู้สมัครแล้ว ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบก็ต้องเป็นไปตามกระบวนการ และเมื่อผลปรากฏออกมาตามข่าวที่ปรากฏก็ต้องยอมรับ สำหรับกรณีของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ที่กกต.มีหนังสือแจ้งให้ถอนชื่อสมัครเลือกตั้ง สส.เขต7 จ.นครศรีธรรมราช เนื่องจาก เคยต้องคำพิพากษาในคดีลักต้นไม้ 4 ต้น โดยโทษจำคุกให้รอการลงอาญา 2ปีนั้น มองว่าเป็นเรื่องของความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในอดีตของผู้สมัครคนดังกล่าวและคู่กรณี ซึ่งก็จะต้องมีการร้องศาลต่อสู้คดีกันต่อไป แต่ในขณะนี้สิทธิ์ของผู้สมัครคนดังกล่าวยังถือเป็นผู้สมัครอยู่ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งชัดเจน พร้อมย้ำว่า ทั้ง 2กรณีที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองส่วนกรณีที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อภาพรวมพรรคหรือไม่นั้น ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคส่งผู้สมัครกว่า 300เขต หากมีผู้สมัครหายไป 2เขต เชื่อว่าไม่กระทบต่อภาพรวมการเลือกตั้งในครั้งนี้

‘โภคิน’ชี้เลือกทสท.ไม่มีเสียเปล่า

ด้าน นายโภคิน พลกุล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวว่า เลือกพรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้งครั้งนี้“คะแนนไม่ตกน้ำ”และไม่ใช่เรื่องเสียเปล่า แม้จะมีกระแสกดดันให้เลือกพรรคใหญ่เพื่อสู้กับขั้วอำนาจเดิม บทเรียนที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าพรรคใหญ่เหล่านั้นสามารถจับมือกันได้ในภายหลังโดยไม่ยึดโยงอุดมการณ์ การเลือกไทยสร้างไทยจึงเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนต้องการ “การเมืองสุจริต” และต้องการพรรคที่มีจุดยืนชัดเจน ไม่เป็นนอมินีของใคร และพร้อมเปลี่ยนทุกคะแนนเสียงให้เป็นพลังในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง เหตุผลสำคัญที่ต้องเลือกพรรคไทยสร้างไทย คือความพร้อมของ “แพลตฟอร์มบริหารประเทศ” หรือ “แมนิเฟสโต” ที่ทำไว้เสร็จสมบูรณ์แล้ว พรรคไม่ได้มาเพียงเพื่อหาเสียงด้วยวาทกรรม แต่มาพร้อมร่างกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่เป็นต้นตอของปัญหาประเทศ

นายโภคิน กล่าวอีกว่า พรรคไทยสร้างไทยเป็นทางออกที่จะพาประเทศก้าวพ้น “นิติสงคราม” และความขัดแย้งที่ติดหล่มมานานกว่าทศวรรษ ด้วยนโยบายที่เน้นการ “ปลดล็อก” กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของคนตัวเล็ก และการสร้างรัฐสวัสดิการที่ยั่งยืน เช่น บำนาญประชาชน 3,000 บาท ซึ่งไม่ใช่เพียงการแจกเงิน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พรรคมีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามา “ปรับ” โครงสร้างที่บิดเบี้ยว และ “ปราบ” คนโกงให้หมดไปเพื่อให้คนไทยกลับมามีโอกาสอีกครั้ง หากประชาชนรวมพลังกันเลือกพรรคไทยสร้างไทยให้ถึง 25ที่นั่ง จะสามารถเสนอชื่อคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นนายกฯ ได้ตามกฎหมาย และหากได้ถึง 100ที่นั่ง พรรคจะสามารถเสนอกฎหมายปฏิรูปประเทศได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งพรรคอื่น จึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การเลือกพรรคไทยสร้างไทยคือการลงทุนกับอนาคตที่คุ้มค่าที่สุด และเป็นทางเลือกเดียวที่จะนำพาประเทศไปสู่ความก้าวหน้าอย่างซื่อตรง และยั่งยืน

รทสช.ร่วมปล่อยคาราวานรถหาเสียง

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี,นายนราพัฒน์ แก้วทอง,นายวิทยา แก้วภราดัย,พันเอกเฟื่องวิชชุ์ อนิรุทธเทวา รองหัวหน้าพรรค , นายปรากรมศักดิ์ ชุณหะวัณ กรรมการบริหารพรรคและนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรค ร่วมพิธีปล่อยขบวนคาราวานมุ่งสู่ภาคกลาง-ภาคตะวันออก-ภาคตะวันตก ท่ามกลางกลุ่มเกษตรกร ชาวนา และประชาชนจากหลายพื้นที่ที่เข้าร่วมสะท้อนปัญหาและให้กำลังใจอย่างคึกคัก

นายพีระพันธุ์ กล่าวย้ำว่า พรรคมีนโยบายผลักดันศาลที่ดินแก้ปัญหาความล่าช้าและความไม่เป็นธรรมในการฟ้องร้องระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐ พร้อมประกาศจุดยืนปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด หากพบเจ้าหน้าที่รัฐ หรือข้าราชการเอื้อประโยชน์นายทุน ต้องได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย ด้านความมั่นคงพรรคยึดหลักพิทักษ์อธิปไตยชาติ เตรียมสนับสนุนงบประมาณกองทัพ สร้างรั้วแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดระยะทาง798กิโลเมตร ป้องกันการรุกล้ำ พร้อมย้ำจุดยืน ยกเลิกMOU43และ44เพื่อรักษาผลประโยชน์ด้านพลังงานและดินแดนทางทะเล พรรคมีแผนยกระดับภาคเกษตรด้วยการปรับปรุงพันธุ์พืชให้สอดคล้องความต้องการตลาด เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ควบคู่ระบบบริหารจัดการน้ำ3ระดับ ได้แก่ การใช้เรดาร์พยากรณ์ฝน การสร้างแก้มลิงทุกจังหวัดและการใช้โซลาร์เซลล์ในระบบสูบน้ำ ลดภาระค่าไฟของท้องถิ่น ยังเตรียมผลักดันใช้โพแทสเซียมผลิตปุ๋ยรัฐจำหน่ายราคาไม่เกิน500บาทต่อกระสอบ แก้ปัญหาต้นทุนการผลิตและการผูกขาดของนายทุน พร้อมปรับโครงสร้างราคาน้ำมันเพื่อการเกษตร