สุดารัตน์ลุยคลองจั่น ย้ำ ไทยสร้างไทย 48 ดูแลตั้งแต่ในครรภ์ถึงสูงวัย ชู กองทุนตั้งตัว

สุดารัตน์ลุยคลองจั่น ย้ำ ไทยสร้างไทย 48 ดูแลตั้งแต่ในครรภ์ถึงสูงวัย ชู กองทุนตั้งตัว

สุดารัตน์ลุยคลองจั่น ย้ำ ไทยสร้างไทย 48 ดูแลตั้งแต่ในครรภ์ถึงสูงวัย ชู กองทุนตั้งตัว

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.04 น.

สุดารัตน์-อุดมเดช ลุยคลองจั่น ย้ำ ไทยสร้างไทย48 ดูแลตั้งแต่ในครรภ์ถึงสูงวัย ชู “กองทุนตั้งตัว” กู้แสนตั้งตัวได้ทันที พร้อมรื้อกฎหมายปลดล็อกสหกรณ์เป็นพระเอกกู้เศรษฐกิจฐานราก  

วันที่ 24 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนายอุดมเดช รัตนเสถียร ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พร้อมคณะ เข้าหารือกับผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น โดยชูนโยบายแก้ปัญหาปากท้องผ่าน กองทุนตั้งตัว  ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินไปตั้งตัวได้ตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนประกอบอาชีพโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หวังขจัดปัญหาหนี้นอกระบบและสร้างโอกาสทำมาหากินให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าสหกรณ์คือกลไกหลักที่จะเป็นพระเอกกู้เศรษฐกิจฐานราก แต่ที่ผ่านมามักถูกระบบราชการขัดขวางจนไม่สามารถช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างเต็มที่

 คุณหญิงสุดารัตน์ระบุว่าแม้งบประมาณแผ่นดินจะพุ่งสูงถึง 4 ล้านล้านบาท แต่กลับไม่สามารถยกระดับชีวิตคนตัวเล็กได้จริง เพราะรัฐยังยึดติดการรวมศูนย์และวิธีคิดแบบเดิมที่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐบริหารจนขาดทุน พรรคไทยสร้างไทยจึงมุ่งเปลี่ยนวิธีคิดใหม่โดยเน้นให้ประชาชนและสหกรณ์เข้มแข็งด้วยตนเองผ่านการนำเทคโนโลยีมาใช้ พร้อมลดทอนกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยเพื่อให้ภาคประชาชนเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องรอกลไกรัฐที่ล่าช้า ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยให้เม็ดเงินกระจายลงสู่ท้องถิ่นและเข้าถึงมือประชาชนที่ต้องการโอกาสอย่างแท้จริง

 สำหรับแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างพรรคเสนอให้เร่งปรับปรุงกฎกระทรวงที่เป็นอำนาจโดยตรงของรัฐมนตรี เพื่อทลายอุปสรรคการเติบโตของสหกรณ์ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนสภา เช่น การขยายเพดานการลงทุนให้มากกว่าร้อยละสิบเพื่อให้สหกรณ์มีรายได้มาดูแลสมาชิกเพิ่มขึ้น และการผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางการออมของเยาวชนในพื้นที่ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับชุมชนมากกว่าหน่วยงานอื่น การปลดล็อกกฎระเบียบเหล่านี้ร่วมกับการสนับสนุนจากกองทุนตั้งตัว จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้คนตัวเล็กสามารถลืมตาอ้าปากและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

พีระพันธุ์ นำทัพ รทสช. ลุยมีนบุรี-หนองจอก ชูนโยบายเกษตรกรทำเงิน-ตั้งกองทุนฉุกเฉินไร้ดอกเบี้ย

พีระพันธุ์ นำทัพ รทสช. ลุยมีนบุรี-หนองจอก ชูนโยบายเกษตรกรทำเงิน-ตั้งกองทุนฉุกเฉินไร้ดอกเบี้ย

พีระพันธุ์ นำทัพ รทสช. ลุยมีนบุรี-หนองจอก ชูนโยบายเกษตรกรทำเงิน-ตั้งกองทุนฉุกเฉินไร้ดอกเบี้ย

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.02 น.

“พีระพันธุ์” นำทัพ รทสช. ลุยมีนบุรี-หนองจอก ชูนโยบายเกษตรกรทำเงิน-ตั้งกองทุนฉุกเฉินไร้ดอกเบี้ย สร้างงาน 300,000 ตำแหน่ง ย้ำจุดยืนทำพรรคเพื่อคนไทยทั้งประเทศ

วันที่ 24 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่เขตมีนบุรีและเขตหนองจอก เพื่อพบปะประชาชนและนำเสนอนโยบายของพรรค พร้อมด้วยผู้สมัคร สส. กทม. ได้แก่ นายอัฏฐพล สิทธิชัยอารีกิจ เบอร์ 5 เขต 16 (คลองสามวา) นายกรัณ ดรัลพงศ์ เบอร์ 8 เขต 17 (คลองสามวา–หนองจอก) นายฮาซัน วันนุ เบอร์ 9 เขต 18 (หนองจอก–มีนบุรี–ลาดกระบัง)และนายภูเบศ โพธิ์โซ๊ะ เบอร์ 5 เขต 19 (มีนบุรี–สะพานสูง) บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากมารอให้การต้อนรับและให้กำลังใจตลอดเส้นทาง

สำหรับการลงพื้นที่บริเวณตลาดสัมมากร และตลาดหทัยมิตร เขตมีนบุรี นายพีระพันธุ์ ได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาด ซึ่งหลายคนระบุว่ารู้สึกดีใจที่ได้พบกับนายพีระพันธุ์ พร้อมกล่าวขอบคุณที่เคยแก้ไขปัญหาด้านพลังงานและช่วยลดภาระค่าครองชีพโดยอยากให้กลับมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอีกครั้ง

หลังจากนั้น นายพีระพันธุ์ได้เดินทางต่อไปยังโรงเรียนฮาซานั้ลเอี๊ยะห์ซาน เขตหนองจอก เพื่อพบปะและพูดคุยกับพี่น้องชาวมุสลิมในพื้นที่ รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะ พร้อมย้ำว่าพรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญกับความหลากหลายและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมไทย

นายพีระพันธุ์ได้กล่าวถึงผลงานที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างการต่อสู้คดีโฮปเวลล์ ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี ก่อนสามารถพลิกกลับมาชนะคดีในศาลรัฐธรรมนูญ ช่วยประเทศประหยัดงบประมาณกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการลงพื้นที่แก้ปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นปัญหาที่ประชาชนไม่มีเอกสารสิทธิแม้แต่ใบเดียว โดยต้องใช้เวลากว่า 2 ปี ในการผลักดันและต่อสู้กับระบบและกลุ่มผลประโยชน์ จนสามารถคลี่คลายปัญหาได้ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายพีระพันธุ์กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจ โดยระบุว่า ตัวเลข GDP เป็นเรื่องของบริษัทขนาดใหญ่ แต่ปัญหาของประชาชนคือ “ไม่มีจะกิน” พรรครวมไทยสร้างชาติจึงเสนอแนวคิด “เกษตรกรทำเงิน” เปลี่ยนชาวนาจากผู้ขายข้าวเปลือก เป็นผู้ประกอบการเต็มรูปแบบ ผ่านการตั้งโรงสีชุมชนขนาดใหญ่ กำลังผลิตรวม 1 ล้านตัน ซึ่งหากแปรรูปเป็นข้าวสารจะขายได้กิโลกรัมละประมาณ 30 บาท รวมรายได้จากผลพลอยได้อื่น ๆ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่อรอบการผลิตไม่ต่ำกว่า 225,000 บาท ซึ่งสูงกว่าระบบเดิมหลายเท่า พร้อมกันนี้ ยังเตรียมแก้ปัญหาที่ดินทำกินแบบเบ็ดเสร็จ ยุติความขัดแย้งเรื่อง “ป่ารุกคน หรือ คนรุกป่า” เสนอจัดตั้ง “ศาลที่ดิน” เพื่อคุ้มครองสิทธิของเกษตรกรอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว 

ส่วนการแก้ปัญหาหนี้สิน เสนอจัดตั้ง “กองทุนฉุกเฉิน” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ช่วยประชาชน 1 ล้านคน กู้คนละ 50,000 บาท ผ่อนชำระได้นาน 10 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว นอกจากนี้ ยังมีนโยบายสร้างงานเพิ่ม 300,000 ตำแหน่ง เงินเดือน 12,000 บาท เพื่อรองรับผู้ว่างงาน นักศึกษาจบใหม่ และผู้สูงอายุ รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้ กยศ. ด้วยการ “ทำงานแทนการใช้หนี้” โดยให้ยกเลิกการฟ้องร้องสำหรับผู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระ แต่ให้ทำงานเพื่อสังคมแทนจนหนี้หมด

นายพีระพันธุ์เน้นย้ำถึงนโยบายพลังงาน ว่าเป็นหัวใจของการลดค่าครองชีพ โดยเสนอให้ควบรวม 3 การไฟฟ้า เพื่อลดกำไรซ้ำซ้อน และตั้งเป้าลดค่าไฟเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย ส่วนราคาน้ำมัน ย้ำว่า ประชาชนถูกทำให้หลงเชื่อว่าต้องอิงราคาสิงคโปร์ แต่จากการใช้อำนาจตาม กฎหมายมาตรา 8 เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 บังคับให้ผู้ค้าน้ำมันเปิดเผยต้นทุนที่เคยอ้างว่าเป็นความลับทางการค้า ทำให้เห็นความจริงว่าต้นทุนการผลิตจริงไม่ถึง 20 บาท

“ถ้าพรรครวมไทยสร้างชาติได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราจะทำให้น้ำมันราคา 25 บาทต่อลิตร ให้ได้ เพราะเราเห็นตัวเลขทั้งหมดแล้ว ส่วนที่เกินไปคือค่าการตลาดและกำไรของกลุ่มทุนที่เกินควร” นายพีระพันธุ์ กล่าว

สำหรับพลังงานสะอาด นายพีระพันธุ์ เสนอให้ยกเลิกขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน พร้อมผลักดันกฎหมายให้ประชาชนสามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ทันที โดยไม่ต้องขออนุญาตหลายหน่วยงาน

ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า พรรครวมไทยสร้างชาติสร้างขึ้นเพื่อเป็นพรรคของคนไทยทุกคน ทำงานเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อสร้างอำนาจหรือผลประโยชน์ให้กับตัวบุคคลหรือกลุ่มใด พร้อมขอให้ทุกคนเลือกคนทำงานเข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯ

แพทองธาร ควงสามี ลุยเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต ช่วยผู้สมัครเพื่อไทยหาเสียง

แพทองธาร ควงสามี ลุยเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต ช่วยผู้สมัครเพื่อไทยหาเสียง

แพทองธาร ควงสามี ลุยเชียงใหม่ ลงพื้นที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต ช่วยผู้สมัครเพื่อไทยหาเสียง

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

‘แพทองธาร’ ลุยจริงใจมาร์เก็ต ช่วยผู้สมัครสส.เพื่อไทยหาเสียง

เมื่อเวลา 11.35 น. วันที่ 24 มกราคม ที่ตลาดจริงใจมาร์เก็ต จ.เชียงใหม่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย พร้อมด้วยนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี ลงพื้นที่พบปะประชาชนและช่วยนพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล ผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคเพื่อไทย หาเสียง 

โดยน.ส.แพทองธาร ได้เดินเยี่ยมชมร้านค้าต่างๆ ภายในตลาด เพื่อพูดคุยและทักทายประชาชนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอย รวมถึงนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจ เข้ามาให้กำลังใจ มอบดอกไม้ ขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึก 

น.ส.แพทองธาร ให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ว่า ที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่วนวันนี้ก็มาให้กำลังใจผู้สมัครอีกครั้ง

ด้าน นพ.ธีรพัฒน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งน.ส.แพทองธาร ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับงานหัตถกรรมและศิลปะท้องถิ่น โดยเฉพาะผ้าทอ เพราะมองว่าสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้

สรรเพชญ อัปเดตคืบหน้า ถนนเบี่ยงหัวนายแรง ทช.เดินหน้าจัดงบประมาณแล้ว

สรรเพชญ อัปเดตคืบหน้า ถนนเบี่ยงหัวนายแรง ทช.เดินหน้าจัดงบประมาณแล้ว

สรรเพชญ อัปเดตคืบหน้า ถนนเบี่ยงหัวนายแรง ทช.เดินหน้าจัดงบประมาณแล้ว

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

‘สรรเพชญ’ อัปเดตคืบหน้า ‘ถนนเบี่ยงหัวนายแรง’ เผย ‘ทช.’ เดินหน้าจัดงบประมาณ ศึกษา–ทำ EIA แก้ปัญหารถติด

วันที่ 24 มกราคม 2569 ที่จ.สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี ผู้สมัครสส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่เมืองสงขลา (เบี่ยงหัวนายแรง) หลังประชาชนสอบถามถึงแนวทางแก้ปัญหารถติดที่ทวีความรุนแรงในช่วงที่ผ่านมาว่า จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน มีเสียงสะท้อนถึงความเดือดร้อนด้านการจราจร จึงได้ทำหนังสือติดตามความคืบหน้ากับกรมทางหลวงชนบท ล่าสุดได้รับหนังสือตอบกลับยืนยันว่า หลังจาก นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสงขลา ได้สั่งการให้เร่งศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการดังกล่าวโดยด่วน ซึ่งกรมทางหลวงชนบทได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว เห็นว่าโครงการมีความเป็นไปได้ โดยจะต้องดำเนินการสำรวจและออกแบบก่อสร้างถนนระดับดิน สะพานบก และโครงสร้างพื้นฐานระยะทางประมาณ 1.8 กิโลเมตร ควบคู่กับการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

นายสรรเพชญ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ กรมทางหลวงชนบทเตรียมใช้งบเหลือจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 จำนวน 9 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเหมาะสมและจัดทำรายงาน EIA ให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน และคาดว่าจะลงนามในสัญญาจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาโครงการภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตยเคยได้อภิปรายเมื่อตอนเป็นสส. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัด โดยเฉพาะถนนเบี่ยงหัวนายแรงที่จะเป็นการช่วยลดปัญหาดัวกล่าว ทั้งการหารือ การยื่นหนังสือ และการลงพื้นที่ติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด 

ยศชนัน ลั่น ไม่ขายฝัน เพื่อไทยสร้างเศรษฐีเงินล้าน ศึกษามาแล้วทำได้ เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล

ยศชนัน ลั่น ไม่ขายฝัน เพื่อไทยสร้างเศรษฐีเงินล้าน ศึกษามาแล้วทำได้ เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล

ยศชนัน ลั่น ไม่ขายฝัน เพื่อไทยสร้างเศรษฐีเงินล้าน ศึกษามาแล้วทำได้ เดินหน้ารัฐบาลดิจิทัล

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

“ยศชนัน” แจงนโยบาย “เศรษฐีเงินล้าน“ ไม่ได้ขายฝัน ทำได้จริง ศึกษามาแล้ว ให้มองเป็นเรื่อง “ รัฐบาลดิจิทัล” ทั้งระบบ 

วันที่ 24 มกราคม 2569 ที่ รร.จตุรพักตรพิมาน รัชดาพิเษก จ.ร้อยเอ็ด  นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย “เศรษฐีเงินล้าน” ของพรรคเพื่อไทยที่เปิดเมื่อวานนี้ ว่า ประเด็นเป้าหมายของนโยบายนี้ คือการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายต่าง ๆ เพื่อให้เห็นกลไกราคาได้อย่างชัดเจน เมื่อทุกคนรับใบเสร็จและนำเข้าสู่ระบบแล้ว ข้อมูลต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องของเกษตรกร ผู้สูงอายุ ไปจนถึงการดึงคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบ จะถูกรวบรวมไว้ทั้งหมด ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องการผลักดัน “รัฐบาลดิจิทัล” เพราะเมื่อเรารู้ข้อมูลของแต่ละคนแล้ว จะทำให้สามารถคาดการณ์เรื่อง GDP รายรับ รายจ่ายต่าง ๆ ได้ และสามารถออกแบบนโยบายการช่วยเหลือจากภาครัฐได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้ดีขึ้น โดยหากนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ ก็จะสามารถดูแลในส่วนของเงินที่ให้คนไทย 9 ล้าน ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการพิจารณาไว้แล้ว และจะส่งข้อมูลให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

ผู้สื่อข่าวถาม หากในช่วงแรกไม่สามารถดำเนินการได้ ไม่สามารถเก็บภาษีเข้าสู่ระบบได้ จะนำเงินจากส่วนใดมาใช้ นายยศชนันตอบว่า มีความมั่นใจ เนื่องจากได้มีการประเมินและศึกษามาระยะหนึ่งแล้วก่อนที่จะประกาศนโยบายนี้ออกมา และได้มีการคำนวณไว้แล้วว่าสามารถดำเนินการได้จริง

เมื่อถามต่อว่า นโยบายนี้จะเป็นเพียงนโยบายขายฝันเหมือนโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่สำเร็จหรือไม่ อาจจะเป็นการดึงคะแนนเสียงมากกว่า นายยศชนันกล่าวว่า ต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่านี่คือการทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ โดยหากวันนี้เราไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายต่าง ๆ ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ สิ่งที่พยายามทำคือการนำข้อมูลของทุกคน ทั้งรายรับและรายจ่าย มาใช้เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้อง ตรงจุด และมีงบประมาณหมุนเวียนจากนอกระบบเข้าสู่ระบบ ซึ่งจะทำให้สามารถดูแลตรงนี้ได้ ส่วนการแจกจะมีกี่รอบนั้น จะทำไปเรื่อยๆ ทุกปี ดูตามระบบฐานภาษี

เมื่อถูกถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ รวมถึง นายอภิสิทธิ์ ที่มองว่าเป็นการใช้เงินภาษีโดยไม่เกิดประโยชน์และไม่ตรงเป้าด้านเศรษฐกิจ นายยศชนันกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องของการรวมศูนย์ข้อมูลเพื่อทำรัฐบาลดิจิทัลทั้งระบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศดำเนินการ โดยให้ทุกคนเข้าสู่ระบบภาษี หากวันนี้เรารู้ค่าใช้จ่ายของประชาชน และรู้ว่าการค้าในแต่ละพื้นที่เป็นอย่างไร ก็จะสามารถช่วยเหลือประเทศได้มาก จึงอยากให้มองว่านี่คือการรวบรวมข้อมูลเพื่อพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งสามารถดำเนินการได้จริง

เมื่อถามว่า นโยบายนี้ขัดกับภาพลักษณ์ของอาจารย์เชนในความเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่ ดูเหมือนเป็นการให้ประชาชนมีความหวังพึ่งพาเรื่องของดวง นายยศชนันย้ำว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 60 ล้านคน ซึ่งสามารถดูแลได้ทั้งหมด หากเรารู้ว่าประชาชนมีค่าใช้จ่ายในลักษณะใด ก็จะสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและลดความเหลื่อมล้ำได้ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายหลักของนโยบายนี้ โดยการออกนโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มกลไก และดึงดูดให้ประชาชนเข้าสู่ระบบฐานภาษี

นายยศชนันยืนยันความมั่นใจในนโยบาย พร้อมสื่อสารว่านี่คือการนำวิทยาศาสตร์ข้อมูลมาใช้เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อน โดยประชาชนจะเป็นผู้กรอกข้อมูลด้วยตนเอง และถือเป็นครั้งแรกที่ข้อมูลทุกด้านจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน พร้อมขอให้ประชาชนมีความหวัง เนื่องจากนโยบายนี้ได้ผ่านการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว

หมอวี เศร้า สปสช. ดับฝันพ่อ-แม่ ไม่ให้งบวัคซีน IPD อ้างไม่คุ้มทุน ตัดพ้อ ล้าหลังกว่ากัมพูชา

หมอวี เศร้า สปสช. ดับฝันพ่อ-แม่ ไม่ให้งบวัคซีน IPD อ้างไม่คุ้มทุน ตัดพ้อ ล้าหลังกว่ากัมพูชา

หมอวี เศร้า สปสช. ดับฝันพ่อ-แม่ ไม่ให้งบวัคซีน IPD อ้างไม่คุ้มทุน ตัดพ้อ ล้าหลังกว่ากัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

วันที่ 24 มกราคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า ล้าหลังกว่ากัมพูชา

“ชีวิตเด็กไทย… ไม่คุ้มค่าที่จะได้วัคซีนไข้สมองอักเสบ IPD เข็มละไม่ถึง 200 บาท“

ประโยคนี้เจ็บปวด… แต่มันคือผลลัพธ์จากการตัดสินใจล่าสุดที่ดับฝันพ่อแม่และหมอเด็กทั่วประเทศ

จากความหวัง:

เดิมที คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีมติเห็นชอบให้บรรจุ “วัคซีน IPD” (ป้องกันปอดอักเสบ/ติดเชื้อในกระแสเลือด/เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งเป็นโรคอันตราย อัตราตายสูงและวัคซีนราคาไม่แพง) เป็นวัคซีนพื้นฐานฟรี ตั้งแต่ ต.ค. 2568 เพื่อให้เด็กไทยทุกคนเข้าถึงการป้องกันอย่างเท่าเทียมในปี 2569 ผ่านสิทธิ์บัตรทอง

สู่ความจริง:

เมื่อเรื่องไปถึง “สปสช.” หน่วยงานผู้คุมถุงเงิน คำตอบสุดท้ายคือ… “ไม่ให้”

ด้วยเหตุผลสั้นๆ ที่ฟังแล้วจุกในอกว่า

“ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน” 

ในขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า เพื่อนบ้านเราอย่าง ลาว กัมพูชา พม่า เด็กๆ ได้รับวัคซีนนี้ฟรีมานานแล้ว

แต่ไทยเรากลับเลือกที่จะหยุดอยู่กับที่ และเป็นแค่ 1 ใน 19 ประเทศ (พื้นที่สีเทา) ที่พ่อแม่ต้องดิ้นรนหาเงินมาจ่ายเองหากอยากให้ลูกปลอดภัย

แต่ผมยังมีความหวังครับ… หวังว่าโพสต์นี้จะถูกส่งต่อไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

เรียน คณะกรรมการ สปสช. ทุกท่านครับ

โปรดพิจารณาทบทวนเรื่องนี้ใหม่อีกครั้งเถิดครับ

ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ อาจวัดเป็นตัวเลขได้แต่ “ชีวิตและอนาคตของเด็กไทย” ไม่ควรถูกตีราคาว่าไม่คุ้มทุน

“ขอให้ท่านเปลี่ยนใจเถอะครับ จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งกับเด็กไทยและพ่อแม่ทุกคน“

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย

สมาชิกวุฒิสภา

ดร.ณัฏฐ์ ติง บก.ฟ้าเดียวกัน เพ้อเจ้อ กล่าวหา สุชาติ พัวพันซื้อขายตึก SKYY 9 จงใจใส่ร้ายช่วงหาเสียง

ดร.ณัฏฐ์  ติง  บก.ฟ้าเดียวกัน เพ้อเจ้อ กล่าวหา สุชาติ พัวพันซื้อขายตึก SKYY 9 จงใจใส่ร้ายช่วงหาเสียง

ดร.ณัฏฐ์ ติง บก.ฟ้าเดียวกัน เพ้อเจ้อ กล่าวหา สุชาติ พัวพันซื้อขายตึก SKYY 9 จงใจใส่ร้ายช่วงหาเสียง

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

“ดร.ณัฏฐ์”  ติง  บก.ฟ้าเดียวกัน เพ้อเจ้อ กล่าวหา “สุชาติ”พัวพันซื้อขายตึก SKYY 9 จงใจใส่ร้ายป้ายสีช่วงหาเสียงผิดกม.เลือกตั้ง และพรบ.คอมพิวเตอร์ ทั้งที่คดีไอซ์-สหัสวัต ถูกฟ้องหมิ่น อยู่ระหว่างนัดสืบพยาน หวังเป็นคดีตัวอย่างเชือดไก่ให้ลิงดู


วันที่ 24 มกราคม 2569 สืบเนื่องจากนายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์ฟ้าเดียวกันโพสต์ข้อความในทำนองระบุว่า คนที่เกี่ยวข้องกับตึก SKYY 9 ที่ประกันสังคมซื้อมาในราคาโคตรแพง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือเจ้าของ ตอนนี้ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยกันหมดแล้วนั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า ก่อนที่นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ฟ้าเดียวกัน จะกล่าวหาบุคคลใด ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อน วิธีการกล่าวหาเลื่อนลอยผ่านสังคมโซเชี่ยล ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในช่วงการรณรงค์หาสียงเลือกตั้ง อยู่ในบรรยากาศในการแข่งขันช่วงใกล้โค้งสุดท้าย ไม่ก่อให้เกิดมลพิษแก่อารมณ์ประชาชนที่จะตัดสินใจเทคะแนนให้ผู้สมัครรายใดหรือพรรคการเมืองใด สู้กันที่นโยบายพรรคไม่ใช่โพสต์เรื่อย โพสต์ข้อความเอามันส์ โดยมีเจตนาเพื่อทำลายคู่แข่งทางการเมือง แม้นายธนาพลฯ ไม่ได้เป็นผู้สมัคร แต่สังคมเข้าใจได้ว่า นายธนาพล เชียร์พรรคส้ม 

การเชียร์พรรคการเมืองใด ย่อมกระทำได้ตามสิทธิของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ แต่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเกินขอบเขต โดยการโพสต์ข้อความถึงประชาชนทั่วไป โดยมีเจตนาจงใจใสร้ายป้ายสี ย่อมเป็นการฝ่าฝืน พรป.สส.และเป็นความผิดอาญา โดยไม่มีกฎหมายใดให้กระทำได้ 

แม้การโพสต์กระทำในพื้นที่ส่วนตัว แต่การตั้งค่าสาธารณะ ประชาชนหรือวิญญูชนโดยทั่วไป ย่อมเข้าถึงข้อความและสามารถเข้าไปอ่านข้อความได้ เป็นเจตนาเล็งเห็นผลว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน  

ข้อความที่นายธนาพลฯโพสต์ระบุข้อความที่ว่า“คนที่เกี่ยวข้องกับตึก SKYY 9 ที่ประกันสังคมซื้อมาในราคาโคตรแพง ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือเจ้าของ ตอนนี้ย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยกันหมดแล้ว”

หากพิจารณาจากข้อความ เนื้อหา เป็นการมุ่งโจมตีทางการเมือง แม้ข้อความที่นายธนาพลฯโพสต์ไม่ได้ระบุว่า รัฐมนตรี คือใคร แต่วิญญูชนย่อมอ่านแล้ว เข้าใจได้ ย่อม หมายถึง “นายสุชาติ ชมกลิ่น” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ในช่วงที่บอร์ดกองทุนประกันสังคมอนุมัติซื้อตึก SKYY 9 แต่นายสุชาติฯ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีในขณะนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย 

เพราะบอร์ดคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม ประกอบด้วยคณะกรรมการหลายภาคส่วน ทั้งกรรมการตัวแทนจากการเลือกตั้งของลูกจ้างที่มาปกป้องผลประโยชน์ในการนำเม็ดเงินไปลงทุน “กระบวนการตัดสินใจ เป็นเรื่องของบอร์ดกองทุนประกันสังคมโดยเด็ดขาด” มิใช่อำนาจ ข้อสั่งการ และนโยบายของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

ข้อเท็จจริงเดียวกันที่นายธนาพล กล่าวหานายสุชาติพัวพัน ซื้อขายตึก SKYY 9 เป็นกรณีนายสุชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญากับนางสาวรัชนก ศรีนอกและนายสหัสวัต คุ้มคง อดีตสส. พรรคประชาชน เป็นจำเลยทั้งสองต่อศาลอาญา ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยศาลอาญาวินิจฉัย “คดีมีมูล” “ประทับรับฟ้อง” โดยทั้งสองตกเป็นจำเลย อยู่ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์จำเลยในเดือนพฤศจิกายน 2569 

นายธนาพล เป็นบรรณาธิการข่าว ย่อมล่วงรู้ข้อเท็จจริงอยู่แล้วว่า ไม่เป็นความจริงและการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญากับไอซ์และสหัสวัต ล้วนเป็นการปกป้องสิทธิของตัวนายสุชาติ โดยสุจริต “ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก” แต่เหตุใดนายธนาพลถึงจงใจใส่ร้ายป้ายสีด้วยความเท็จ ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง สส. ให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันเป็นการฝ่าฝืน พรป.ว่าด้วย สส.มาตรา 73 (5) ซึ่งมีโทษอาญาและถูกตัดสิทธิการเมือง

การโพสต์ข้อความใสร้ายป้ายสีอันเป็นเท็จ โดยบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยเฉพาะคำว่า “โปรดทราบ” เจตนาบิดเบือนให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบข้อความอันเป็นเท็จ ลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้ประชาชนสำคัญผิดในตัวของนายสุชาติฯ ย่อม เป็นความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยความผิดอันเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 (1) อีกประการหนึ่ง

โดยเฉพาะ นายธนาพล ประกอบวิชาชีพ เป็นบรรณาธิการข่าว หนังสือพิมพ์ใต้ฟ้าเดียวกัน ย่อมมีวุฒิภาวะเหนือกว่าพี่น้องประชาชนทั่วไป กลับมาอาศัยดราม่าประกันสังคม โดยเพ้อเจ้อหรือไม่ อย่างไร โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้าน ทั้งๆที่นายสุชาติได้ใช้สิทธิ์ขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมเพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรัชนกฯและนายสหัสวัตฯ ให้เป็นคดีตัวอย่าง ตามสุภาษิตไทย“เชือดไก่ให้ลิงดู”

อริสมันต์ มาแปลกโพสต์ยอมตายเพื่อชาติ หลังสะพัด ฮุนเซน สั่ง BHQ จัดการคนเสื้อแดง

อริสมันต์ มาแปลกโพสต์ยอมตายเพื่อชาติ หลังสะพัด ฮุนเซน สั่ง BHQ จัดการคนเสื้อแดง

อริสมันต์ มาแปลกโพสต์ยอมตายเพื่อชาติ หลังสะพัด ฮุนเซน สั่ง BHQ จัดการคนเสื้อแดง

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.41 น.

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 “กี้ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งหลบหนีไปพำนักอยู่ในกัมพูชา ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ชีวิตอริสมันต์เทียบค่ามิได้กับอธิปไตยของแผ่นดินแม้แต่ตารางนิ้วเดียว อย่าได้สนใจ อย่าห่วง ถ้าผมจะต้องตาย ก็คุ้มค่า ที่ได้ทำเพื่อชาติผมยินดีครับ อริสมันต์”

อริสมันต์

เป็นที่น่าสังเกตุว่า โพสต์ดังกล่าว มีขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวสะพัดว่า สมเด็จฮุนเซน สั่งการให้กองกำลัง BHQ กวาดล้างคนเสื้อแดงในกัมพูชา ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าวมีผู้แสดงความคิดเห็น เช่น จ่าประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ระบุว่า “เป็นห่วงเสมอครับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองนะครับ”

อริสมันต์

นอกจากนี้ยังมีชาวเน็ตจำนวนมากบนโลกโซเชียลต่างก็เป็นห่วง กี้ อริสมันต์ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง หลายคนต่างก็คอมเมนต์แสดงความเป็นห่วงลงมาบนเฟซบุ๊กส่วนตัวของเจ้าตัวกันอย่างต่อเนื่อง และหลายคนยังยกเขาเป็นไอดอลในดวงใจ เช่น

“เป็นกำลังใจให้คุณกี้นะคะนักร้องนักประชาธิปไตยนักร้องในดวงใจขอให้ปลอดภัยค่ะ”

“ดูแลตัวเองดีนะคะเป็นห่วงค่ะขอบคุณความดีที่คุณกั้ร์ที่รักชาติรักในอุดมการณ์ประชาธิปไตย..จงเป็นเกราะป้องกันให้รอดปลอดภัย..กลับมาเมืองไทยบ้านเรานะคะ”

“ขอให้ปลอดภัยนะคะขอให้มีความเมตตามากๆค่ะขอให้ศัตรูที่คิดร้ายจงพินาศไปให้หมดค่ะ”

“ดูแลคัวเองนะคะขอให้แคล้วคลาดปลอดภัยค่ะ”

“รักและห่วงใย คิดถึงเสมอ ดูแลตัวเองให้ดีรักษาสุขภาพ ค่ะ”

“เป็นกำลังใจนะพี่ จงเข้มแข็งครับ พี่คือลูกผู้ชายที่ใจเกิน 100 การต่อสู้ของพี่และการเสียสละของพี่ อีกยาวนานครับ”

“ทุกอย่างของตัวตนพี่กี้ผมรักและศรัทธาเสมอ”

“ยังศรัทธาในตัวคุณอริสมันต์ไม่เสื่อมคลาย ขอให้ปลอดภัยนะคะ”

“เป็นกำลังใจให้ครับพี่สู้ๆๆๆมันต้องผ่านไปให้ได้ครับพี่สุดยอดแล้วครับเด็กยุค90”

“ยังคิดถึงอยู่เสมอนะครับขอให้อยู่รอดปลอดภัยครับ”

อริสมันต์
อริสมันต์
อริสมันต์
อริสมันต์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก อริสมันต์

จับจังหวะฟื้นปชป. เลือกตั้ง69 ไม่ใช่เส้นชัย

จับจังหวะฟื้นปชป.  เลือกตั้ง69 ไม่ใช่เส้นชัย

จับจังหวะฟื้นปชป. เลือกตั้ง69 ไม่ใช่เส้นชัย

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สำหรับหลายพรรคคือสนามวัดพลัง แต่สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ นี่คือสนามของการ “กลับมาอยู่ในภาพ” หลังจากหายไปจากเรดาร์การเมืองระดับประเทศอยู่นาน

ภาพที่เริ่มชัดขึ้นในช่วงโค้งท้าย คือบรรยากาศของพรรคที่ไม่เร่ง ไม่โวยวาย แต่คะแนนค่อย ๆ ขยับ กระแสค่อย ๆ เดิน และชื่อของพรรคถูกพูดถึงมากขึ้นในกลุ่มประชาชนที่เคยเมินไปเมื่อปี 2566

แรงขยับนี้มีจุดร่วมสำคัญ คือการกลับมามีบทบาทของ “อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรคและอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ไม่ได้กลับมาเพื่อช่วงชิงอำนาจ แต่กลับมาในฐานะตัวแทนภาพจำเดิมของประชาธิปัตย์ที่คนจำนวนไม่น้อยยังคุ้นเคย

สิ่งที่เห็นชัดคือ การตอบรับในหมู่ประชาชนที่ตัดสินใจทางการเมืองจากเหตุผลมากกว่าอารมณ์ เริ่มกลับมาฟัง กลับมามอง และเริ่มรู้สึกว่าพรรคนี้ยังมีที่ยืนในสนามการเมือง ไม่ใช่พรรคที่ต้องถูกตัดออกจากตัวเลือกอัตโนมัติแบบเมื่อสามปีก่อน

ความเปลี่ยนแปลงนี้สัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งรอบนี้ ที่เริ่มถอยห่างจากการเมืองแบบขั้วจัดและวาทกรรมรุนแรง ผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้มองหาพรรคที่พูดดังที่สุด แต่มองหาพรรคที่ให้ความมั่นใจว่าจะทำงานได้จริงในสภา และไม่เพิ่มความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น

การเลือกตั้งปี 2566 คือจุดต่ำสุดของประชาธิปัตย์ ได้ สส. เพียง 25 ที่นั่ง ตัวเลขนั้นไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ทางการเมือง

แต่สะท้อนการหลุดจากใจประชาชนในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนเมือง คนวัยทำงาน และฐานเดิมบางส่วนที่เคยเลือกพรรคอย่างต่อเนื่อง

แต่บรรยากาศปี 2569 ต่างออกไป พรรคไม่ได้พยายามแข่งด้วยอารมณ์ ไม่กระโดดเข้าไปในเกมขั้วจัด และไม่เร่งสร้างภาพลักษณ์แบบฉาบฉวย หากเลือกกลับไปยืนบนจุดแข็งของตัวเอง คือเหตุผล ความน่าเชื่อถือ และการทำงานในระบบรัฐสภา

ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงการปรับจังหวะจากภายใน พรรคเลือกสื่อสารในสิ่งที่ถนัด ลดการตอบโต้ทางการเมืองที่ไม่จำเป็น และหันไปให้ความสำคัญกับพื้นที่เลือกตั้งจริงมากขึ้น การขยับเช่นนี้อาจไม่หวือหวา แต่ช่วยให้พรรคค่อย ๆ ฟื้นความเชื่อถือที่เคยเสียไป

บทบาทของอภิสิทธิ์ช่วยเติมภาพนี้ได้ชัดเจนขึ้น เพราะสารที่เขาสื่อสารบนเวทีหาเสียง ไม่ได้เน้นคำสัญญาหวือหวา แต่พูดถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การจัดการทุนสีเทาผ่านเส้นทางการเงิน ความโปร่งใสของงบประมาณ และการทำงานของสภาที่ประชาชนตรวจสอบได้

สารเหล่านี้อาจไม่สร้างกระแสฉับไว แต่ไปถึงกลุ่มประชาชนที่ลังเลระหว่างการไม่เลือกใครกับการเลือกพรรคใหญ่แบบจำใจ และกลุ่มนี้เองคือกลุ่มที่เคยเป็นฐานสำคัญของประชาธิปัตย์ในอดีต

เมื่อพรรคเริ่มวางตำแหน่งตัวเองชัดขึ้น ไม่พยายามเป็นทุกอย่างในเวลาเดียวกัน และเลือกฟื้นฐานทีละจุด การเคลื่อนไหวจึงดูมั่นคงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน

ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเคยเป็นหัวใจของพรรค การตอบรับเริ่มดีขึ้น การลงพื้นที่ของแกนนำและอดีตผู้นำพรรคได้รับการต้อนรับมากกว่ารอบที่ผ่านมา ขณะที่ในกรุงเทพฯ และเขตเมืองใหญ่ พรรคเริ่มถูกมองเป็นตัวเลือกของประชาชนที่เบื่อความขัดแย้งแบบขั้วจัด แต่ยังต้องการผู้แทนที่ทำงานในสภาอย่างจริงจัง

ทั้งหมดนี้ทำให้การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีความหมายมากกว่าจำนวนที่นั่งในสภา เพราะต่อให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็เพียงพอจะทำให้ประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ในสมการการเมืองอีกครั้งอย่างเป็นรูปธรรม

จุดสำคัญคือ พรรคไม่ได้ผูกความหวังไว้กับตำแหน่งรัฐบาล แต่ผูกไว้กับการกลับมามีบทบาทในสภา การอภิปรายเชิงเนื้อหา และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคมีประสบการณ์สะสม และยังเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งยังให้คุณค่า

ในสภาพการเมืองเวลานี้ การรีบเข้าไปนั่งในรัฐบาลโดยไม่รู้ชัดว่าจะยืนตรงไหน อาจไม่ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในระยะยาว ตรงกันข้าม การยืนในพื้นที่ที่ถนัดและสื่อสารจุดยืนให้ชัดตั้งแต่ช่วงหาเสียง อาจเป็นการสร้างความเชื่อถือที่มั่นคงกว่า

ชื่อของอภิสิทธิ์จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวชิงอำนาจ แต่เป็นสัญลักษณ์เตือนความทรงจำว่า ประชาธิปัตย์เคยเป็นพรรคที่ทำงานเป็นระบบ เคยเป็นฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ และเคยได้รับความเชื่อถือจากประชาชนในวงกว้าง

และเมื่อมองไปไกลกว่าการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 สนามการเมืองไทยยังเปิดกว้างสำหรับพรรคที่มีฐานมั่นคงและไม่เผาผลาญความเชื่อถือของตัวเองระยะสั้น หากประชาธิปัตย์รักษาจังหวะการฟื้นนี้ไว้ได้ การขยับสถานะในรอบถัดไปย่อมไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม

หากกระแสฟื้นฐานเดินต่อเนื่องหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงการได้ สส. เพิ่มขึ้นในรอบนี้ แต่คือการปูฐานสำหรับการเลือกตั้งรอบถัดไป ซึ่งประชาธิปัตย์อาจขยับขึ้นมาเป็นพรรคที่มีโอกาสขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือขยับเข้าใกล้บทบาทพรรคอันดับหนึ่งได้อีกครั้งในสนามการเมืองระดับประเทศ

สำหรับประชาธิปัตย์ การเลือกตั้งปี 2569 อาจไม่ใช่เส้นชัย แต่คือจุดตั้งต้นที่สำคัญของการกลับมาอย่างมีความหมาย

ไม่ใช่ในฐานะผู้ชิงอำนาจ แต่ในฐานะพรรคที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยทั่วประเทศ พร้อมกลับมาเชื่อถือและให้โอกาสอีกครั้ง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

อภิสิทธิ์ ลั่น กระแสดีเกินคาด ชี้นโยบาย พท. รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน ไม่ยั่งยืน

อภิสิทธิ์ ลั่น กระแสดีเกินคาด ชี้นโยบาย พท. รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน ไม่ยั่งยืน

อภิสิทธิ์ ลั่น กระแสดีเกินคาด ชี้นโยบาย พท. รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน ไม่ยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

“อภิสิทธิ์”เผยกระแสปชป.กรุงเทพ-ตะวันออกดีเกินคาด ชี้ นโยบาย “รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน”ไม่ยั่งยืน แนะนำเงินไปพัฒนาทักษะคนล้านคนคุ้มกว่า

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค นางสาวอรอนงค์ การญจนชูศักดิ์ อดีต สส. กทม. เขต2 และผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พร้อมผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 เบอร์ 11 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร ลงพื้นที่หาเสียงโค้งสุดท้ายที่ย่านสาทรและตลาดกิตติ ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น
นายอภิสิทธิ์ เปิดเผยถึงภาพรวมการตอบรับของพรรคในช่วงโค้งสุดท้ายว่า จากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลุยพื้นที่ภาคตะวันออก 4 จังหวัดเมื่อวานนี้ พบว่าได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากเกินคาด ซึ่งเดิมทีหลายฝ่ายอาจมองว่าฐานเสียงของพรรคจำกัดอยู่เพียงภาคใต้ แต่ปัจจุบันพบว่าทั้งในกรุงเทพมหานคร ภาคตะวันออก หรือแม้แต่ภาคเหนืออย่างสุโขทัย พี่น้องประชาชนจำนวนมากยืนยันว่าจะหันกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง

อภิสิทธิ์

“หากเทียบเชิงปฏิกิริยาของผู้คนใน กทม. ครั้งนี้ถือว่าดีกว่า 2 ครั้งที่ผ่านมามาก แม้การประเมินจำนวน สส.ผ่านโพลที่เป็นวิทยาศาสตร์จะยังมีความเป็นไปได้หลายทาง เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อและเขตอาจไม่สัมพันธ์กัน แต่บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นกำลังใจสำคัญให้พวกเราอย่างมาก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบาย “รวยทุกวัน 9 ล้าน 9 คน” ของพรรคเพื่อไทย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในแง่การปฏิบัติอาจทำได้จริง แต่ในมุมของนโยบายสาธารณะและประโยชน์เชิงเศรษฐกิจยังเป็นเครื่องหมายคำถาม โดยตั้งข้อสังเกตว่าเงินงบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี หากนำไปแจกเพื่อให้คนมีโอกาสรวยทางลัดวันละ 9 คน อาจไม่คุ้มค่าเท่ากับการนำไปพัฒนาศักยภาพของคน

อภิสิทธิ์

“ถ้าจะทำก็คงทำได้ แต่ว่าผมก็พยายามคิดอยู่ว่าเหตุผลในเชิงนโยบายสาธารณะ เชิงประโยชน์ทางเศรษฐกิจเนี่ย มันคืออะไร ถ้าสมมุติเราตีคร่าวๆ ว่า วันละ 9 ล้านบาท ปีนึงสัก 3,000 กว่าล้าน ผมก็คิดว่าเอาเงิน 3,000 มาให้คนล้านคน เขาปรับปรุงทักษะเขา มันจะไม่ดีกว่าหรือ เราคิดว่าเอ่อ การอาจจะทำให้คนมีความรู้สึกว่ามีโอกาสรวยขึ้นมาเฉลี่ยได้ วันละ 9 คน แต่จริงๆ แล้วในแง่ของเศรษฐกิจภาพรวม ความยั่งยืน ความเป็นธรรม คิดว่าเงินจำนวนนี้ไปใช้อย่างอื่นน่าจะดีกว่า” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ในช่วงท้ายของการหาเสียงนั้น พรรคมีทั้งเชิงนโยบายและแนวทางทางการเมืองที่เตรียมจะสื่อสารเพิ่มเติม แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดในขณะนี้
เมื่อถามต่อว่า ส่วนกรณีพรรคคู่แข่งเริ่มโจมตีกันเองหรือมีท่าทีถ้อยทีถ้อยอาศัยกับบางขั้วการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่วิจารณ์เพราะเป็นสิทธิ์และทางเลือกของแต่ละพรรค ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในการนำเสนอแนวทางที่สุจริตและสร้างสรรค์เพื่อเป็นทางเลือกหลักให้ประชาชน

อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์
อภิสิทธิ์