อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

อีสานโพล เผย พรรคประชาชน ครองใจคนอีสานอันดับ 1 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.26 น.

วันที่ 24 มกราคม 2569  เมือเวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง คนอีสานกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการออกเสียงประชามติ2569 พบว่า ภาพรวมของพรรคมีผลต่อการเลือก ส.ส. เขต มากกว่า ตัวผู้สมัคร พรรคที่มีนโยบายชัดเจนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จะได้คะแนนนิยมเพิ่มสูง เกือบครึ่งตอบว่าจะไม่รับเงินซื้อเสียง ขณะที่คะแนนนิยมของ 3 พรรคใหญ่สูสีกันอยู่สูตรจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคเพื่อไทยบวกภูมิใจไทย หรือ เพื่อไทยบวกประชาชน เป็นสูตรที่คนอีสานอยากเห็นมากกว่า สูตรภูมิใจไทยบวกประชาชน นอกจากนี้ เสียงคนเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ยังไม่ถึงครึ่งแต่ยังคงสูงกว่าคนที่ไม่เห็นชอบ และยังมีคนไม่แน่ใจหรือตัดสินใจไม่ได้ในสัดส่วนที่สูง

รศ. ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพลเปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานการเลือก ส.ส. และการออกเสียงประชามติในปีนี้โดยทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,090 ราย ในเขตพื้นที่ ภาคอีสาน 20 จังหวัด

โดยสอบถามว่า ปัจจัยใดที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ท่านตัดสินใจเลือก ผู้สมัคร ส.ส. เขต พบว่าอันดับ1 ร้อยละ 55.8 พึงพอใจพรรค นโยบาย แคนดิเดตนายกและทีมรัฐมนตรีของพรรค รองลงมาร้อยละ 37.1 พึงพอใจผู้สมัคร ขณะที่ ร้อยละ 6.9 ระบุว่า ขึ้นกับเงินที่จะได้รับ และร้อยละ 0.2 เป็นเหตุผลอื่นๆ

“เมื่อสอบถามว่า ท่านคาดหวังอะไรจาก ส.ส. เขต ของท่าน มากที่สุด พบว่า อันดับ1 ร้อยละ21.4 ช่วยเหลือเมื่อร้องขอ รองลงมา ร้อยละ 21.1 ผลักดันโครงการ/งบที่พื้นที่ต้องการ และอันดับ3 ร้อยละ 19.4 ผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ อันดับ 4 ร้อยละ 18.1 ประสานหน่วยงานรัฐให้บริการประชาชนได้เร็วขึ้น อันดับห้า ร้อยละ 12.8 เป็นปากเสียงในสภา อันดับหก ร้อยเมื่อสอบถามว่า ท่านจะลงคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้พรรคที่มีนโยบายชัดเจนว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องใดมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 45.2 เรื่องเศรษฐกิจ รองลงมา ร้อยละ 28.2 เรื่องความมั่นคง/แก้ปัญหาชายแดน อันดับ3 ร้อยละ 17.8 เรื่องทุจริต/สแกมเมอร์/ทุนเทา อันดับ4ร้อยละ7.5 เรื่องรัฐธรรมนูญ และร้อยละ 1.3 อื่นๆ”

รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่า เมื่อสอบถามว่า ถ้าเลือกตั้ง ส.ส. วันนี้ท่านมีแนวโน้มจะลงคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ให้พรรคใด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.3 พรรคประชาชน อันดับ 2 ตามมาติดๆ ร้อยละ 30.1 พรรคเพื่อไทยอันดับ 3 ร้อยละ 27.2 พรรคภูมิใจไทย อันดับ 4 ร้อยละ 3.4 พรรคประชาธิปัตย์อันดับ 5 ร้อยละ 2.8 พรรคไทยสร้างไทย อันดับ 6พรรคกล้าธรรม ร้อยละ 2.6 อันดับ 7 พรรคเศรษฐกิจ ร้อยละ 1.1 และพรรคอื่นๆ ร้อยละ 2.6

ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนน ส.ส. บัญชีรายชื่อในภาคอีสาน ในการเลือกตั้ง ปี 2566 จะพบว่า พรรคประชาชนมีความนิยมลดลงเล็กน้อยจาก ร้อยละ 33.2 เป็นร้อยละ 30.3 ขณะที่พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมลดลงจากร้อยละ 43.1 เหลือร้อยละ 30.1 ส่วนพรรคภูมิใจไทยคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก ร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 27.2

“เมื่อสอบถามว่า ท่านต้องการให้พรรคการเมืองหลักคู่ใดร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลมากที่สุด พบว่าสูตรที่ 1 เพื่อไทยและภูมิใจไทย ร้อยละ 35.3 สูตรที่ 2 ประชาชนและเพื่อไทย ร้อยละ 30.6 และสูตรที่ 3 ภูมิใจไทยและประชาชน ร้อยละ 20.8 ขณะที่กว่าร้อยละ 13.3 อยากได้สูตรอื่นๆ ที่ เช่น การตั้งรัฐบาลโดยพรรคใหญ่พรรคเดียวเป็นแกนนำร่วมกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือการให้พรรคขนาดกลางหรือขนาดเล็กที่ตนเองชื่นชอบเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคใหญ่

เมื่อสอบถามว่า หากมีผู้สมัคร/ทีมงานเสนอเงินหรือสิ่งของเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนให้ท่านมีแนวโน้มจะทำอย่างไร พบว่า อันดับ1 ร้อยละ 45.5 ตอบว่า ไม่รับ อันดับ 2 ร้อยละ44.7 ตอบว่า รับ แต่จะเลือกคนที่ชอบ โดยเงินไม่มีผลต่อการเลือก อันดับ 3ร้อยละ 7.0 ตอบว่า รับและมีแนวโน้มเลือกผู้ที่ให้และอันดับ 4 ร้อยละ 2.8 ตอบว่า รับ และจะเลือกผู้ที่ให้มากที่สุด

และสุดท้ายเมื่อสอบถามว่า นโยบายหรือแนวทางใดที่จะพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคอีสานให้คนอีสานอยู่ดีกินดีได้ดีที่สุด หากทำอย่างจริงจัง พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 16.0 ตอบว่า กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจให้จังหวัด อันดับ 2 ร้อยละ 15.5 กองทุนแก้หนี้+สินเชื่อเพิ่มผลิตภาพ อันดับ 3 ร้อยละ12.1 ดึงดูดการลงทุนและการจ้างงาน อันดับ 4 ร้อยละ 11.1 ยกระดับ SMEs/สินค้าชุมชน อันดับ 5 ร้อยละ 9.3 เกษตรมูลค่าสูง/แปรรูป อันดับ 6 ร้อยละ 8.8 อุตสาหกรรมบริการสุขภาพ/ผู้สูงอายุอันดับ 7ร้อยละ 7.5 โลจิสติกส์+คมนาคม อันดับ 8 ร้อยละ 7.4 ความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร/สหกรณ์อันดับ 9 ร้อยละ 5.3 อาหารสัตว์ถูก+ปุ๋ยถูก อันดับ 10 ร้อยละ 4.2 บริหารจัดการน้ำ+ชลประทาน และอันดับ 11 ร้อยละ 2.7 อุตสาหกรรมชีวภาพ”

หมอมิ้ง โต้ ข้อครหานโยบายสิ้นคิด สุ่มแจกเงินล้าน ชี้คือกลยุทธ์หาเงินเข้าคลังแสนล้าน

หมอมิ้ง โต้ ข้อครหานโยบายสิ้นคิด สุ่มแจกเงินล้าน ชี้คือกลยุทธ์หาเงินเข้าคลังแสนล้าน

หมอมิ้ง โต้ ข้อครหานโยบายสิ้นคิด สุ่มแจกเงินล้าน ชี้คือกลยุทธ์หาเงินเข้าคลังแสนล้าน

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.57 น.

วันที่ 24 มกราคม 2569 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความถึง นโยบาย ‘สร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน’ 

โดยระบุว่า เขาหาว่าเราแจกเงิน?! ความจริงเราหาเงินให้ สร้างอนาคตต่างหาก 

“นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน” พัฒนาต่อยอดจากความสำเร็จของหลายประเทศ เช่นไต้หวัน ที่ออกสลากชิงโชคใบเสร็จได้รายได้เข้ารัฐเพิ่มต่อเนื่องเฉลี่ยเพิ่ม 20%ต่อปี 

หากไทยได้รายได้เพิ่มเพียง 10 กว่า% ก็มีรายได้เพิ่มปีละ 1 แสนล้านบาทแล้ว  ด้วยค่าใช้จ่ายปีละ 3,285 ล้านบาท หรือ 3.3% จากเดิม รายได้จาก VAT ปีละ 8-9 แสนล้านบาท เพียงพอเพิ่มให้สวัสดิการประชาชนและพัฒนาประเทศก้าวหน้าทันสมัย ทันเทคโนโลยีได้ แถมยังได้ข้อมูลมหาศาลเพื่อวางแผนพัฒนาประเทศในยุค AI อีกด้วย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล จำนวน 9,377 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล จำนวน 9,377 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล จำนวน 9,377 ราย

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.48 น.

วันที่ 24 มกราคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศทหารต่ำกว่าชั้นนายพล วาระตุลาคม 2567 ให้แก่นายทหารสัญญาบัตร ซึ่งรังรับราชการมาด้วยความเรียบร้อย เป็นผลดีแก่ทางราชการ และได้เลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่งอัตราสูงขึ้น จำนวน 9,377 ราย ดังนี้

อ่านรายละเอียดฉบับเต็ม

พรรคกล้าธรรม ปราศรัยใหญ่เชียงราย ธรรมนัส ลั่น ไม่เป็นอีแอบ ขอโอกาสร่วมการเปลี่ยนแปลง

พรรคกล้าธรรม ปราศรัยใหญ่เชียงราย ธรรมนัส ลั่น ไม่เป็นอีแอบ ขอโอกาสร่วมการเปลี่ยนแปลง

พรรคกล้าธรรม ปราศรัยใหญ่เชียงราย ธรรมนัส ลั่น ไม่เป็นอีแอบ ขอโอกาสร่วมการเปลี่ยนแปลง

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.44 น.

“พรรคกล้าธรรม”ปราศรัยใหญ่เชียงราย “ธรรมนัส–นฤมล”ชวนมาร่วมเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ลั่น  พร้อมพัฒนาเชียงรายควบคู่พะเยา ผู้นำรับผิดชอบตัวจริง ไม่เป็นอีแอบ ย้ำ ดูแลพื้นที่ห่างไกล–กลุ่มชาติพันธุ์ครบมิติ

วันที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 18.00 น. พรรคกล้าธรรมจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่สนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมรับฟังจำนวนมาก โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ขึ้นเวทีช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เชียงรายของพรรคหาเสียง ได้แก่ นายวุฒิชาติ เกรียงเกษม เขต 1 เบอร์ 6 นายทรงพล ชีวินมหาชัย เขต 2 เบอร์ 4 นายพิทักษ์ แสงคำ เขต 3 เบอร์ 3 นายสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ เขต 4 เบอร์ 1 นางมลธิชา ไชยบาล เขต 6 เบอร์ 7 และนายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ เขต 7 เบอร์ 6

ศ.ดร.นฤมล กล่าวปราศรัยช่วงหนึ่งว่า พรรคการเมืองที่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหลายคน แต่ประชาชนไม่มั่นใจว่าใครคือ ผู้มีอำนาจตัวจริง แต่พรรคกล้าธรรมเลือก ธ ก็ได้ ธ แน่นอน เป็นผู้นำที่รับผิดชอบโดยตรง และยืนยันแนวทางการทำงานแบบทำได้บอกทำได้ ทำไม่ได้อธิบายเหตุผล ไม่ขายฝันหรือให้คำมั่นเกินจริง ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน ส.ป.ก. 4-01  และการพัฒนาไปสู่โฉนดเพื่อการเกษตร รวมถึงแนวคิดแก้กฎหมายในอนาคตเพื่อยกระดับสิทธิในที่ดินของเกษตรกรเป็นโฉนดครุฑแดง 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาหนี้สิน พรรคกล้าธรรมจะจัดตั้งธนาคารเพื่อประชาชน เพื่อปรับโครงสร้างดอกเบี้ยให้เป็นธรรม และนโยบายลดต้นทุนการผลิต เช่น โครงการปุ๋ยคนละครึ่ง โดยระบุว่า พรรคมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่ามาตรการระยะสั้น รวมถึงการลฃบรอหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรด้วย

ด้านนางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมฝ่ายสังคม กล่าวว่า พรรคมีบุคลากรที่มีศักยภาพหลายด้าน และเหตุผลที่ตัดสินใจร่วมงานกับพรรค เพราะเปิดโอกาสให้ทำงานด้านสังคมอย่างเต็มที่ พร้อมผลักดันนโยบายสิทธิในที่ดินทำกินของคนยากจน และการแก้ปัญหาหนี้ครู ซึ่งมองว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพการศึกษาและอนาคตของเด็กไทย

ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวบนเวทีช่วงหนึ่งว่า ย้อนกลับไปในอดีตอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย เป็นที่กำเนิดของเด็กชายมนัส ก่อนที่พะเยาจะแยกออกไปเป็นอีกจังหวัดหนึ่ง ดังนั้น จังหวัดพะเยาและเชียงรายก็เหมือนคนบ้านเดียวกันที่แยกกันไม่ได้ ที่ผ่านมา เชียงรายอยู่กับคนเดิมๆรูปแบบเดิมๆวันนี้อยากจะถามคนเชียงรายว่าต้องการการเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง และขอให้พิจารณาจากการบริหารจังหวัดพะเยาเป็นหลักว่าพะเยาเติบโตขึ้นในทุกๆด้านกลายเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนเป็นอันดับหนึ่งในภาคเหนือ และวันนี้หากได้รับโอกาสจากพี่น้องจังหวัดเชียงรายทั้ง 6 เขต ที่พรรคกล้าธรรมส่งลูกหลานของท่านลงรับสมัครเลือกตั้ง  พรรคกล้าธรรมก็จะเข้ามาพัฒนาจังหวัดเชียงรายให้ควบคู่ไปพร้อมกับจังหวัดพะเยา 

“พรรคกล้าธรรมพร้อมบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำภาคเหนือเพื่อแก้ปัญหาทั้งน้ำแล้งและน้ำท่วม ควบคู่กับการผลักดันแก้ปัญหาที่ดินทำกิน และการพัฒนาสิทธิการถือครอง รวมถึงมาตรการลดต้นทุนเกษตร และการดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงการช่วยเหลือพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มชาติพันธุ์ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งด้านไฟฟ้า ถนน และการช่วยเหลือช่วงภัยพิบัติ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ภายหลังเวทีปราศรัย ร.อ.ธรรมนัส ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพิ่มเติมว่า พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดเชียงรายอย่างเป็นระบบ โดยมองว่าพะเยาและเชียงรายเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำที่เชื่อมโยงกัน จำเป็นต้องวางแผนร่วมกันทั้งเรื่องการกักเก็บน้ำในฤดูฝนและการป้องกันน้ำท่วมในช่วงน้ำหลาก พร้อมระบุว่า ที่ผ่านมาอดีต สส.ที่นี่ ก็เป็นคนขัดขวางเรื่องปุ๋ยราคาถูก จึงเกิดความติดขัด แต่วันนี้เราต้องช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ยราคาถูก และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตอื่น ๆ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน รวมถึงโครงสร้างดอกเบี้ยของภาคการเกษตรควรเป็นธรรมมากกว่านี้ และแนวคิดธนาคารเพื่อประชาชนจะเป็นกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างหนี้

“พรรคกล้าธรรม เป็นพรรคของคนเหนือ เราไม่เป็นอีแอบ และผู้สมัครของพรรคก็เป็นคนทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เรามาขอโอกาสจากชาวเชียงรายมาร่วมเปลี่ยนแปลงไปกับเรา มาร่วมมือพัฒนาจังหวัดเชียงรายให้ก้าวหน้า ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเกษตร การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชนเหมือนจังหวัดพะเยา”

มงคลกิตติ์ ซัดรัฐบาลดอง พรบ. เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก ลั่นเดินหน้าต่อ

มงคลกิตติ์ ซัดรัฐบาลดอง พรบ. เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก ลั่นเดินหน้าต่อ

มงคลกิตติ์ ซัดรัฐบาลดอง พรบ. เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก ลั่นเดินหน้าต่อ

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.33 น.

“มงคลกิตติ์ “ ซัดรัฐบาลไม่จริงใจ ดอง พรบ. เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก – จ่อเดินหน้าดัน พรบ.ไม่ว่ามีอำนาจหรือไม่ 

วันที่ 24 มกราคม 2569 นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดทนายกรัฐมนตรีพรรคทางเลือกใหม่  พร้อมด้วย นายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่,นางสาวภคอร จันทรคณา ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคทางเลือกใหม่   ลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องทหารผ่านศึก พร้อมกล่าวว่า การทำเรื่อง พรบ.เงินผดุงเกียรติ ตนทำมาตั้งแต่ปี 2565 เมื่อก่อนตนไม่รู้ว่าทหารผ่านศึกจะถูกปล่อยปละละเลยขนาดนี้ ที่ตนเห็นคือผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิตส์ ที่ถูกคำสั่ง 66/23 เปลี่ยนมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ที่ได้ทั้งเงิน สวัสดิการ และที่ดินทำกิน แต่เมื่อมาเห็นผู้ที่ปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่เคยล้มสถาบันมาก่อน จับอาวุธสู้สมัยปี 2516-2519 ซึ่งแตกต่างกันเหลือเกิน ความจริงแล้วรัฐบาลควรจะดูแลทหารผ่านศึกก่อนจะไปดูแลอดีตผู้ก่อการร้าย แต่ปัจจุบันไม่ใช่แบบนั้น เมื่อตนรู้ว่าทหารผ่านศึกที่เคยเป็นนักรบรับจ้างในช่วงสงครามร่มเกล้า สงครามช่องบก ช่วงผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ช่วงสงครามเวียดนาม แต่ละคนรับราชการ 5 -15 ปี เมื่อสิ้นสุดสงครามเวียดนาม หลายคนออกจากราชการ และสุดท้ายมีเงินที่ดูแลประมาณปีละ 1,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่าสวัสดิการของทหารผ่านศึกแย่มาก มีเหรียญเต็มหน้าอกแต่รัฐดูแลน้อยมาก ปัจจุบัน พรบ. องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ดูแลเฉพาะผู้ที่ขาขาด แขนขาด ทุพพลภาพ

ซึ่งตนได้เสนอร่าง พรบ. เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึกตั้งแต่ปี 2565 โดยให้สภาฯ ร่างกฎหมายฉบับแรก ด้วยการแก้ไขกฎหมาย พรบ. องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก มาตรา 11 ที่เปิดช่องให้มีการดูแลสวัสดิการทหารผ่านศึก บัตรชั้น 2 3 4 เพิ่มเติม โดยห้วงนั้นเรากำหนดไว้ 3,000 บาท มีการทำประชาพิจารณ์กันกว่า 125,000 คน ที่สนับสนุนเป็น พรบ.ในสภาชุดที่ 25 รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ แต่ปรากฎว่ามีการยุบสภาฯ และเข้าใจว่าจัดตั้งรัฐบาลทัน ตนก็ลงรับเลือกตั้งอีกรอบ ไม่ได้คิดว่าคะแนนจะไม่ถึง การเลือกตั้งไม่ผ่าน ก็ได้เสนอร่างไปอีกรอบหนึ่งโดยการล่ารายชื่อในรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งตนก็ดำเนินกระบวนการทุกอย่างจนกระทั่งถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของสำนักงบประมาณ กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ตนก็ได้รับเอกสารจากนายกฯ ที่ไม่รับรอง พรบ. เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก นั่นคือเขาไม่สนับสนุน เราอุตส่านำทหารผ่านศึกกว่า 5,000 นาย ไปที่ สป.กระทรวงกลาโหม เพื่อให้กำลังใจ นายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหมในขณะนั้น ที่รับปากอย่างดิบดีว่าจะทำให้เรา และก่อนหน้านั้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็รับปากว่าจะช่วยคุยกับนายเศรษฐา นั่นแสดงว่าไม่จริงใจกับทหารผ่านศึก คุณเป็นทหารแต่ทำไมไม่ผลักดันตั้งแต่วันที่มีอำนาจ ฉะนั้นตนมองว่าเขาไม่มีความจริงใจที่จะทำ พรบ. เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก ให้สำเร็จ 

“ไม่ว่าผมจะอยู่ในสถานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือกรรมาธิการทหาร จะมีเสียงหรือไม่มีเสียง ผมต้องทำ พรบ.เงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก ให้สำเร็จ ทุกวิถีทาง นี่คือสิ่งที่ผมให้คำมั่นกับพี่น้องทหารผ่านศึกทั้งประเทศไว้ ซึ่งผมพูดแล้วนักรบไม่คืนคำ” นายมงคลกิตติ์ กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากนายเศรษฐา พ้นจากตำแหน่งนายกฯ นายอนุรักษ์ ชอบสอาด และ นายอิศรพงศ์  ณ เชียงใหม่ อดีตทหารผ่านศึก  ก็ทำหนังสือแสดงเจตจำนงค์ไปถึง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ในโควต้าพรรคเพื่อไทย ตอนนั้นอุปสรรคเยอะมาก เขาพยายามไม่ให้เราเสนอเข้าสภาฯ อีก โดยให้ฝ่ายกฎหมายตีกลับหลายรอบ ฉะนั้นเท่าที่เช็คดูเขาพยายามกันไม่ให้เข้าสู่สภาฯ แต่พี่น้องทหารผ่านศึกไม่ยอม ตนจึงบอกไปทางนายวันนอร์ ว่าหากไม่ผ่าน ตนกับเขาคงต้องมีเรื่องกัน หากยังยับยั้ง หลังจากนั้นมีการล่าทหารผ่านศึกกว่า 10,000 รายชื่อ และมีการดำเนินการต่างๆ มาเสร็จแล้ว ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมทยอยทำหนังสือมาแล้วว่าสนับสนุน แต่ไม่ใส่รายละเอียดมา และเมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งทำหน้าที่ได้เพียงสองเดือน ก็ประกาศหยุดสภาไป ทำร่าง พรบ. ของเรา ยังอยู่ที่สภาฯ 

นายมงคลกิตติ์ ระบุว่า หากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เราตั้งรัฐบาลเร็ว พรบ.ฉบับนี้จะไม่ตก เดิมทีตนจะเวินวรรคการเมือง แต่ด้วย 001,002 บอกว่าทำอย่างไรก็ได้ให้มีสถานะในการลงเลือกตั้ง และเป็น สส.ให้มากที่สุด เพื่อส่งให้ พรบ.สำเร็จ ซึ่งต้องมีอำนาจทางการเมือง หากไม่มีก็ยากมาก ตนจึงฝากทหารผ่านศึกทั่วประเทศ ว่า พรรคทางเลือกใหม่ มีนโยบายหลักคือเงินผดุงเกียรติทหารผ่านศึก 36,000บาท/ปี ตนตั้งใจว่ารอบนี้ต้องสำเร็จ และเชื่อมั่นว่าในสถานการณ์แบบนี้ ทหารมีความสำคัญกับชาติมากกว่านักการเมือง และตนก็เป็นเพียงตัวแทนนักการเมืองที่ทำงานให้พี่น้องทหารผ่านศึกทั่วประเทศ 

ไม่ชอบก็จำต้องเลือก! หมอเหรียญทองแชร์ไอเดีย หวังได้นายกฯเหมาะสถานการณ์

ไม่ชอบก็จำต้องเลือก! หมอเหรียญทองแชร์ไอเดีย หวังได้นายกฯเหมาะสถานการณ์

ไม่ชอบก็จำต้องเลือก! หมอเหรียญทองแชร์ไอเดีย หวังได้นายกฯเหมาะสถานการณ์

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.53 น.

วันที่ 24 มกราคม 2569 หมอเหรียญทอง แน่นหนา ผอ.โรงพยาบาลมงกุฏวัฒนะ ได้ออกมาเคลื่อนไหวบนเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความว่า  ผม จำใจเลือกผู้สมัคร สส เขต จากพรรคหนึ่งที่ผมประเมินว่าหัวหน้าพรรคคนนี้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ที่สุด โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคง เอกราชและอธิปไตยของชาติ

เช่นเดียวกับที่ผมเคยจำใจเลือก สิระ เจนจาคะ เพื่อไปสนับสนุนลุงตู่ ถึงแม้ สิระ เจนจาคะ จะบุกรุก หมิ่นประมาท ฟ้องร้องคดีอาญาผมสารพัด ผมก็ไม่เสียใจ เพราะผมถือว่าผมได้ลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรีตามที่ผมต้องการ ผ่านการจำใจเลือกสิระแล้ว  

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ทั้งๆที่ รมว.สธ.จากพรรคนี้จะไม่ได้เรื่อง ไม่สามารถแก้ปัญหาระบบบัตรทองให้แก่ผู้ป่วยและหน่วยบริการจากการบริหารงานที่ล้มเหลวของ สปสชได้ ผมก็ยังจำใจเลือกเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคง เอกราชและอธิปไตยของชาติ

แต่ผมจะเลือกอีกพรรคหนึ่งที่ไม่ส่งผู้สมัคร สส เขต ในเขตที่ผมอยู่ ผมตั้งใจ เต็มใจ สุขใจ ทั้งๆที่อาจเป็นความหวังลมๆแล้งๆ แต่ผมถือว่าได้ส่งเสริมคนดีในความเห็นส่วนตัวของผม และผมได้ปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทของพระเจ้าอยู่หัวฯภูมิพลมหาราชแล้ว

หากนักการเมืองคนนี้มีวาสนาได้เป็นรัฐบาลร่วมกับพรรคการเมืองที่มีหัวหน้าพรรคที่เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ และมีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขระบบบัตรทอง ผมจะช่วยเหลืออย่างสุดกำลังโดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งจากรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อช่วยผู้ป่วยบัตรทองและหน่วยบริการในระบบบัตรทองที่เดือดร้อนจากความล้มเหลวของ สปสช

หากมีผมร่วมในการปฏิรูป สปสช ผมกล้าโม้ได้ว่า เด็ดขาด เห็นผลเป็นรูปธรรม น้องๆ ‘หลิว จง อวี้’ มือปราบของ สี จิ้น ผิง…ประชาชนคงได้เห็นการถลกหนังเหี้ยตัวเป็นๆ หลายตัวก็แล้วกัน…ฝันหลังตื่นเช้าครับ

พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา

ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ

24 ม.ค.69 เวลา 9.02 น.

หมายเหตุ ผมมีอดีตที่ชายแดน อ.เชียงคำ จ.พะเยา มีนามข่ายแพทย์อาสาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทางอากาศว่า ‘พะเยา 006’ เบอร์ของผม คือ 006 แต่ไม่มีให้ท่านเลือกในวันที่ 8 ก.พ.69 กันนะครับ

ประกาศแล้ว! มินิ วปอ.รุ่น 3 นักการเมืองรุ่นใหม่เพียบ ‘ไตรศุลี-พัฒนา-อัยรินทร์’ 

ประกาศแล้ว! มินิ วปอ.รุ่น 3 นักการเมืองรุ่นใหม่เพียบ ‘ไตรศุลี-พัฒนา-อัยรินทร์’ 

ประกาศแล้ว! มินิ วปอ.รุ่น 3 นักการเมืองรุ่นใหม่เพียบ ‘ไตรศุลี-พัฒนา-อัยรินทร์’ 

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.32 น.

วปอ.ประกาศชื่อ “มินิ วปอ.รุ่น3”  231 คน “ไตรศุลี-ทิพานัน- พัฒนา-ดร.ส้ม-อัยรินทร์ ” ลูกสาวนิพนธ์ ก็มา ฮือฮา ซีอีโอซีรีส์สงครามส่งด่วน ร่วมรุ่น

วันที่ 24 มกราคม 2569  วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ  กองบัญชาการกองทัพไทย ประกาศรายชื่อ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่3  จำนวน 231 คน จาก 600 คน ให้รายงานตัว ลงทะเบียน 29 มค. 2569 

โดยมีรายชื่อ นักการเมือง ทหาร-ตำรวจ-ข้าราชการ-ภาคเอกชน  อาทิ  นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกฯ  นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข บุตรชายของ นายสันติ พร้อมพัฒน์ นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกรัฐบาล นางสาวพัชรินทร์  ซำศิริพงศ์  ผู้สมัครสส.กทม. พรรคภูมิใจไทย  นางสาวอัยรินทร์ นางสาวทิพานัน ศิริชนะ อดีต สส.รวมไทยสร้างชาติ  นางสาวนิธิยา บุญญามณี บุตรสาว นายนิพนธ์ บุญญามณี 

นายคมสันต์ แซ่ลี ผู้ก่อตั้ง Flash Express บริษัทให้บริการขนส่งพัสดุด่วนสัญชาติไทย เป็นแรงบันดาลใจสร้างซีรีส์ “สงครามส่งด่วน” นางสาว มนัสพร เจียรวนนท์

ชัยวุฒิ ซัดเพื่อไทยโจมตีทุกพรรค ย้อนเคยขอโทษ ปชช. ปมขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หรือไม่

ชัยวุฒิ ซัดเพื่อไทยโจมตีทุกพรรค ย้อนเคยขอโทษ ปชช. ปมขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หรือไม่

ชัยวุฒิ ซัดเพื่อไทยโจมตีทุกพรรค ย้อนเคยขอโทษ ปชช. ปมขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา หรือไม่

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

​“ชัยวุฒิ” ซัดเพื่อไทย ด่าทุกสี เคยขอโทษประชาชนมััย ทำไทยมีสงคราม

วันที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 14.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายวาซิม คาน ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 15 และทีมพรรครักชาติ ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ณ ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน วัดโพธิ์เก้าต้น อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างคึกคัก โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายชัยวุฒิได้เดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและนักท่องเที่ยว รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อหาแนวทางส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเอง มีประชาชนและชาวบ้านบางระจันมาร่วมกันเต้นเพลง “รักชาติ 35” ซึ่งเป็นเพลงประจำพรรค สร้างรอยยิ้มและความสนุกสนานไปทั่วบริเวณ

ทั้งนี้นายชัยวุฒิ ได้ขอโอกาสให้พรรครักชาติ เบอร์ 35 เข้ามาทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน พร้อมนำเสนอนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยทุกคน

​นายชัยวุฒิ ให้สัมภาษณ์ถึงการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่โจมตีพรรคการเมืองอื่นว่าไม่เหมาะสมจะเป็นรัฐบาล ซึ่งได้ตั้งคำถามกลับไปยังพรรคเพื่อไทย ถึงประวัติการบริหารงานในอดีต โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

​“จากที่ติดตามการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยเมื่อวานนี้ เห็นมีการโจมตีพรรคอื่น ว่า พรรคส้ม พรรคน้ำเงิน เป็นรัฐบาลไม่ได้ ทำอะไรไม่ดี ลืมไปหรือเปล่าครับ ตอนพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ไปสร้างปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จนเกิดความขัดแย้งที่ยังส่งผลมาถึงวันนี้ มีคนตายและเดือดร้อนเท่าไหร่ เคยออกมาขอโทษบ้างไหม?” นายชัยวุฒิกล่าว

​นายชัยวุฒิ ยังตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างอดีตผู้นำพรรคกับผู้นำกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยชี้แจงต่อประชาชน ว่าหากได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง จะรับผิดชอบต่อปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เคยเกิดขึ้นอย่างไร

เฮียชู ฝากไว้ให้คิด ทนายแก้ว-พรรคส้ม กิเลสตัณหาตะแบงอย่างไรก็ผิดอยู่ดี

เฮียชู ฝากไว้ให้คิด ทนายแก้ว-พรรคส้ม กิเลสตัณหาตะแบงอย่างไรก็ผิดอยู่ดี

เฮียชู ฝากไว้ให้คิด ทนายแก้ว-พรรคส้ม กิเลสตัณหาตะแบงอย่างไรก็ผิดอยู่ดี

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.15 น.

“ชูวิทย์” ฝากไว้ให้คิด “กิเลสตัณหานั้น จะตะแบงอย่างไรมันก็ผิดอยู่ดี”

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้โพสค์เฟซบุ๊ก ร่ายยาวกรณี ทนายแก้ว โยงไปเทียบกับการเมือง โดยระบุว่า กรณีศึกษา “ทนายแก้ว“

ผมนำเอาเรื่องนี้มาให้สังคมได้พิจารณาตรรกะความคิดของคนในสมัยนี้

เพราะเรื่องพรรค์นี้เกิดจาก “ผีห่าซาตาน” ที่ชื่อ ”กิเลสตัณหา“

ผมรู้จักดี มันสิงสถิตย์อยู่ในผู้ชายทุกเพศทุกวัยไม่ว่าหนุ่มยันแก่

ทนายแก้วยอมรับว่าได้กอดหอม เพราะอดใจไม่ไหว ไม่รู้ผีห่าซาตานที่ไหนเข้าสิง

แกยอมรับตรงๆ เพราะเด็กสาวอายุ 18 ปี หน้าตาจิ้มลิ้ม

แต่คอมเม้นท์ของคนดันไปบอกว่า ”เด็กคงยอม“ หรือ ”เด็กไปอ่อย“ ไปเข้าใจโลกในมุมกลับ

ถือเป็นเรื่องวิบัติทางความคิดของคนสมัยนี้

แม้แต่ “หมอนวด“ ที่เป็น Sex Worker ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไปทำปู้ยี่ปู้ยำกันได้ทุกที่ทุกเวลาทุกคน

เด็กสาวที่ยอมไปกินข้าวกับทนายแก้ว ถ่ายรูปใกล้ชิด ก็ไม่ได้หมายความจะให้หอมกอดได้

ยิ่งเป็นเด็กวัยรุ่นอายุแค่ 18 ปี ขณะที่ทนายแก้วอายุ 50 ปี แก่จนเป็นพ่อได้ ยิ่งต้องหยุดตัณหาที่มาผิดที่ผิดวัย

เมื่อล้ำเส้นไปแล้ว จะบอกว่าพ่อเด็กถือโอกาส ”แบล็กเมล์“ ได้ยังไง?

หากเกิดกับลูกตัวเองจะคิดแบบนี้ได้ไหม?

ชื่อเสียงทนายแก้วหมดไปกับ ”ตัณหา“ ชั่วพริบตา

เทียบกับ ”พรรคการเมือง“ ที่มีสถานะเป็น ”สถาบันทางการเมือง” ย่อมต้องมีมาตรฐานสูงกว่ามาก

ผู้สมัคร สส. อดีต สส. ไปมีความผิดทั้งฟอกเงินยาเสพติด และเว็บพนัน

จะไปอ้างว่ายอมรับและลาออกเหมือนทนายแก้วไม่ได้

พรรคส้มไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แต่เป็นสถาบันที่คัดบุคคลมาอาสาทำงานเพื่อบ้านเมือง

พรรคคือ “ผู้สนับสนุน” ถือเป็นพาหนะ ส่วนผู้กระทำผิดนั้นคือ “ตัวการ” ผู้ขับเคลื่อนพาหนะนั้นไปทำงานรับใช้ประชาชน

หากคนขับนำพาหนะไปก่ออุบัติเหตุ ทั้งคนขับและพาหนะย่อมเสียหายไปด้วยกัน

ทนายแก้วหรือพรรคส้ม ล้วนมีกิเลสตัณหาด้วยกันทั้งสิ้น ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอีกอย่าง

อย่าไปหลงใหลตัวบุคคล หรือตัวพรรคจนหลับหูหลับตา

เกิดมาเกือบ 70 ปี ยังไม่เคยเห็นพรรคไหนอยู่ยงคงกระพัน ล้วนมาแล้วไปโดยทั้งสิ้น

แต่ประเทศชาติไม่เคยเห็นว่าจะถึงทางตันเสียที ดันเป็นพรรคการเมืองถึงทางตันเสียมากกว่า

แม้จะเอาร้อย “พิธา” มาโชว์ตัวหาเสียง นอกจากไม่ช่วยแล้ว ยังปลุกกระแส “ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่ชนะ“ กลับมาอีก

ความศรัทธาต้องสั่งสม ไม่ได้มาเพียงชั่วครู่ชั่วยามเหมือนเห่อดาราเซเลบ

ชีวิตการเมืองของพิธา ธนาธร ช่อ ต๋อม (ชัยธวัช) อันเป็นแถวหนึ่งแถวสอง จบไปด้วยโทษการเมืองแบน 10 ปี ไปถึงตลอดชีวิต

ส่วนแถวสามก็ใช่ว่าจะรอด 44 สส. รอถึงคิว

กรณีศึกษาเรื่อง “ทนายแก้ว” กับ “พรรคส้ม” จึงจบด้วยความคล้ายคลึงกัน

ว่ากิเลสตัณหานั้น จะตะแบงอย่างไรมันก็ผิดอยู่ดี

เพราะพื้นฐานไม่ได้เกิดมาจากความบริสุทธิ์ใจ แต่เกิดมาจากความหน้ามืด

ป้ายปริศนาโผล่ริมถ.เพชรเกษม ไม่ล้มล้างสถาบัน-ไม่ขายชาติ (คลิป)

ป้ายปริศนาโผล่ริมถ.เพชรเกษม ไม่ล้มล้างสถาบัน-ไม่ขายชาติ (คลิป)

ป้ายปริศนาโผล่ริมถ.เพชรเกษม ไม่ล้มล้างสถาบัน-ไม่ขายชาติ (คลิป)

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.15 น.

ฮือป้ายปริศราโผล่ริมถนนเพชรเกษม ระบุ ตระกูลผมสอนให้ไม่ล้มล้างสถาบันฯ-ไม่ด้อยค่าทหาร-ไม่ขายชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริเวณริมถนนซอยเพชรเกษม 63 หรือซอยวัดม่วงบางแค ได้มีป้ายอิงค์เจ็ต สี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มาติดตั้งเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้คนในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งผู้เดินทางสัญจร โดยระบุข้อความในแผ่นป้ายว่า “ตระกูลผมสอนให้ ไม่ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ ไม่ด้อยค่าทหาร ไม่ขายชาติ ไม่พลิกลิ้น ไม่ปลิ้นปล้อนเพื่อหาประโยชน์ให้พวกตัวเอง ไม่คิดว่าผูัอื่นโง่ รักษาวัฒนธรรมไทย เคารพผู้ใหญ่ ต้องกตัญญู เลี้ยงดูพ่อแม่ยามชรา”

ทั้งนี้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กนำมาลงใน Reels ได้รับความสนใจจากชาวเน็ตจำนวนมากด้วย

https://www.tiktok.com/embed/v2/7598140210269949192?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Fpolitic%2F942797