พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 5 ตำรวจ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 5 ตำรวจ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 5 ตำรวจ เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.47 น.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ 

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นกรณีพิเศษ ให้แก่ ข้าราชการตำรวจ ซึ่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 5 ราย ดังนี้

ตริตาภรณ์ช้างเผือก
1. พลตำรวจโท อำมฤต อัปมระกา

จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก
2. พลตำรวจเอก สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์

จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
3. พลตำรวจเอก บรรเจิด พุทธเจริญ

เบญจมาภรณ์ช้างเผือก
4. พลตำรวจตรี โดม ช่วยเทวฤทธิ์

เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย
5. พันตำรวจตรี สรวิศ ฉ่ำชื่น

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569
ประกาศ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน ต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ค่าพร้อมจ่าย

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน ต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ค่าพร้อมจ่าย

พีระพันธุ์ ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชน ต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ค่าพร้อมจ่าย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

“พีระพันธุ์” ชี้ แก้สัญญาโรงไฟฟ้าเอกชนต้องทำให้ครบทุกส่วน จี้รัฐบาลรื้อสัญญา ‘ค่าพร้อมจ่าย’ โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เหตุกระทบค่าไฟมากกว่า ย้ำมติ ครม. 1 เม.ย. 68 ยังคงมีผลผูกพัน

วันที่ 8 กรกฎษคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มติคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยระบุว่า เป็นเรื่องดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนที่จะแก้ไขสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก ทั้งการปรับลดราคารับซื้อและยกเลิกการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติ หรือ สัญญาชั่วนิรันดร์ 

นายพีระพันธุ์ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ในสมัยที่นายปกรณ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฏีกานั้น ผู้แทนของนายปกรณ์ที่ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะทำงานชุดต่างๆ กลับไม่เห็นด้วยกับความพยายามแก้ปัญหานี้ โดยยืนยันว่าข้อตกลงและเงื่อนไขในสัญญาต้องแก้ไขด้วยการเจรจา ไม่อาจใช้มติ กพช. ได้ เพราะ กพช. ไม่สามารถยกเลิกหรือแก้ไขสัญญาแต่เพียงฝ่ายเดียว 

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในขณะนั้น จึงต้องมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปเจรจากับคู่สัญญาซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าเอกชนกว่า 500 สัญญา และมอบหมายให้ กฟผ. ประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อดำเนินการต่อไป จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า เหตุใดแนวทางที่เคยทักท้วงไว้ กลับกลายเป็นแนวทางที่ทำได้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น 

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ภาระจากสัญญาโรงไฟฟ้าขนาดเล็กในส่วนนี้ กระทบค่าไฟฟ้าเพียงประมาณ 10 สตางค์เศษต่อหน่วยเท่านั้น ขณะที่ ‘ค่าความพร้อมจ่าย’ หรือ ‘ค่า AP’ ในสัญญาที่ทำกับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ กระทบค่าไฟไม่น้อยกว่า 50-60 สตางค์ต่อหน่วย และยังมีเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมอีกหลายประการ แต่รัฐบาลและคณะกรรมการชุดดังกล่าวกลับไม่มีแนวทางว่าจะยกเลิกหรือเจรจาอย่างไร

สำหรับเรื่องการแก้ปัญหาสัญญาค่าความพร้อมจ่ายนั้น นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า ได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ซึ่งมีมติให้ฝ่ายบริหารและคณะกรรมการ กฟผ. รวมทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ร่วมกันเจรจาหาแนวทางแก้ไขปัญหานี้กับโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่แล้ว โดยนำเสนอ 3 แนวทาง ดังนี้

1. ให้หาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญารับซื้อไฟฟ้า ในรูปแบบส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) และ ฟีด อิน ทารีฟ  (FIT)  และเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีอายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่มีกำหนดวันสิ้นสุดสัญญา

2. หาแนวทางแก้ไขปัญหา ค่าความพร้อมจ่าย ( AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่น ในสัญญารับซื้อไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าเอกชน (IPP) ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้า ระยะยาว  (PPA) ทุกสัญญา ที่มีเงื่อนไขทำให้กฟผ. หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินสมควร หรือสูงเกินความเป็นจริง

3. หาแนวทาง แก้ไขปัญหา อุปสรรคในข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า  (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการ การสั่งผลิตไฟฟ้า ให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดต่ำลงได้

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า แม้ต่อมาจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล แต่ มติ ครม. ดังกล่าวยังคงมีผลอยู่ จึงเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐบาลชุดนี้ และคณะกรรมการชุดที่มีนายปกรณ์เป็นประธาน ที่จะต้องติดตามเร่งรัดผลการเจรจาให้เป็นไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 ไม่ใช่ปล่อยให้เงียบหายไป

“คำถามที่สังคมควรได้รับคำตอบคือ เหตุใดรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจึงดำเนินการเฉพาะส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก แต่ไม่แตะต้องสัญญาที่รัฐเสียเปรียบโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่เลย ทั้งที่ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ปัญหาค่าไฟฟ้าแพงเกิดจากเงื่อนไขและข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่มากกว่าโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็ก” นายพีระพันธุ์ กล่าว

แม้โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กจะมีจำนวนมาก แต่กำลังการผลิตรวมมีเพียงหลักพันเมกะวัตต์ ในขณะที่โรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียงประมาณสิบกว่าโรง กลับมีกำลังการผลิตรวมกว่า 18,000 เมกะวัตต์ และค่า AP หรือค่าความพร้อมจ่ายที่ประชาชนต้องจ่ายผ่านบิลค่าไฟโดยไม่ได้ผลิตไฟฟ้าจริงแม้แต่หน่วยเดียว ก็มีสัดส่วนสูงกว่าค่า Adder ของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กนับร้อยโรงอย่างมาก

“หากจะมีการเสนอ กพช. ให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาในเรื่องนี้จริง ก็ต้องเสนอให้ดำเนินการในส่วนของโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งที่พึงต้องกระทำเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ยังเป็นมติคณะรัฐมนตรีที่มีผลผูกพันมาแต่เดิมอีกด้วย การแก้ปัญหาเพียงครึ่งเดียว ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” นายพีระพันธุ์ กล่าว

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ จำนวน 23 ราย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.57 น.

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง พระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศตำรวจเป็นกรณีพิเศษให้แก่ ข้าราชการตำรวจ ซึ่งเสียชีวิตเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จำนวน 23 ราย ดังนี้

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

นายกฯ เปิด Thailand Medical & Wellness Expo 2026 ย้ำสุขภาพคือเศรษฐกิจใหม่ของไทย เชื่อมนวัตกรรม การลงทุน และโอกาสของคนไทย

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ เพลนารีฮอลล์ 1 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน Thailand Medical & Wellness Expo 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบ International Healthcare Week 2026 โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากหลายประเทศเข้าร่วม

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบัน “สุขภาพ” ไม่ใช่เพียงเรื่องการรักษาโรค แต่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการลงทุนของโลก ประเทศไทยจึงเดินหน้าพัฒนาระบบสาธารณสุขควบคู่กับการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนากฎระเบียบที่เอื้อต่อการลงทุน และการสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์เพื่อการแพทย์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ บริการสุขภาพดิจิทัล การผลิตทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมเวลเนส เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลก และเป็นฐานการลงทุนด้านสุขภาพของภูมิภาค

อนุทิน ชาญวีรกูล

ประเทศไทยมีจุดแข็งจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ระบบบริการสุขภาพที่ได้รับการยอมรับ และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เมื่อผสานกับเทคโนโลยีและความร่วมมือจากนานาประเทศ จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย นักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างงานและรายได้ให้กับประเทศในระยะยาว

ทั้งนี้ งาน International Healthcare Week 2026 จะเป็นเวทีเชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน นักวิจัย และผู้ให้บริการด้านสุขภาพจากทั่วโลก เพื่อขยายความร่วมมือด้านการวิจัย การลงทุน และการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งจะช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ของภูมิภาค

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศในฐานะหุ้นส่วนที่น่าเชืรอถือ เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

สำหรับประชาชน Thailand Medical & Wellness Expo 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เปิดเข้าชมฟรี ภายในงานมีผู้ประกอบการด้านการแพทย์ สุขภาพ เวลเนส และความงามกว่า 200 ราย นำเสนอเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และบริการสุขภาพ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ รวมถึงกิจกรรมตรวจสุขภาพเบื้องต้น เวทีเสวนาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมและบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical and Wellness Hub อย่างยั่งยืน

อนุทิน ชาญวีรกูล

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

สภาฯ มติเอกฉันท์ 306 เสียง เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตามวุฒิสภาแก้ ไม่นิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

สภาฯ306เสียงฉลุย ‘กม.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ ยืนตาม ’สว.‘ แก้ไข ไม่นิรโทษกรรม  ความผิดม.112 ให้เด็กและเยาวชนต่ำกว่า 18 ปี 

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 17.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข  พ.ศ… หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯพิจารณาว่าจะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ข้อ 137  โดยวุฒิสภามีการแก้ไขเนื้อหาเพิ่มเติมจากในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ไม่ให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา112 แก่เด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18ปี  

ทั้งนี้ภายหลังจากที่เปิดให้สมาชิก อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามที่วุฒิสภาแก้ไขมาด้วยคะแนน 306 ต่อ 141 งดออกเสียง 2 จากนั้นประธานฯได้สั่งปิดการประชุม ในเวลา 17.51 น.

ศุภมาส ยกระดับคุมธุรกิจเสริมความงาม สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ แพทยสภาดำเนินคดี

ศุภมาส ยกระดับคุมธุรกิจเสริมความงาม สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ แพทยสภาดำเนินคดี

ศุภมาส ยกระดับคุมธุรกิจเสริมความงาม สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ แพทยสภาดำเนินคดี

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

 “ศุภมาส” ยกระดับคุมธุรกิจเสริมความงาม สั่ง สคบ.ประสานตำรวจ–แพทยสภาดำเนินคดี ตัดวงจรหมอเถื่อน

วันนี้ 8 กรกฎาคม 2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พร้อมด้วย นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ร่วมติดตามกรณีตำรวจจับกุมผู้แอบอ้างเป็นแพทย์ จำนวน 2 ราย ซึ่งจบการศึกษาเพียงระดับ ม.6 และ ปวช. แต่อาศัยประสบการณ์จากการทำงานในคลินิก ก่อนเปิดบ้านพักรับฉีดสารเสริมความงามให้ประชาชน สร้างรายได้เดือนละกว่า 1 แสนบาท

ศุภมาส อิศรภักดี

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงรูปแบบใหม่ของธุรกิจเสริมความงาม จากเดิมที่มุ่งยกระดับคลินิกในระบบให้มีสัญญามาตรฐานและดูแลผู้บริโภคตามกฎหมาย แต่ขณะนี้พบว่าความเสี่ยงได้ขยับไปสู่นอกระบบ คือผู้ที่ไม่ได้เป็นแพทย์ใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงประชาชน และเปิดสถานที่ให้บริการฉีดสารเสริมความงามโดยไม่ได้อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมตามกฎหมาย ตนจึงได้สั่งการให้ สคบ. ติดตามเฝ้าระวังธุรกิจเสริมความงามที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และประสานส่งต่อข้อมูลหรือเบาะแสให้แพทยสภา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับผู้แอบอ้างเป็นแพทย์อย่างถึงที่สุด

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสานต่อนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นอันดับแรก และต่อยอดจากมาตรการที่นางสาวศุภมาสได้สั่งการไว้ก่อนหน้านี้ หลังเกิดกรณีผู้เสียชีวิตในคลินิกเสริมความงามที่จังหวัดนครปฐมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยได้สั่งให้ สคบ. ตรวจสอบคลินิกเสริมความงามทั่วประเทศ ให้ทุกแห่งจัดทำสัญญามาตรฐานตามกฎหมาย รวมถึงตนได้ลงพื้นที่ตรวจด้วยตนเองที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ธุรกิจเสริมความงาม

สำหรับข้อกฎหมาย ผู้ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากแพทยสภา มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 43 และหากเปิดสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาลเพิ่มเติม

ส่วน สคบ. มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจเสริมความงามในฐานะธุรกิจควบคุมสัญญา โดยผู้ประกอบการต้องจัดทำสัญญาและส่งมอบให้ผู้รับบริการ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ธุรกิจเสริมความงาม

“การฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ไม่ใช่เรื่องเล็ก ต้องใช้ความรู้ด้านกายวิภาค การวินิจฉัย และการช่วยชีวิตในภาวะฉุกเฉิน หากทำโดยคนที่ไม่ใช่แพทย์ ราคาถูกวันนี้อาจแลกมาด้วยใบหน้าเสียโฉมถาวร หรือร้ายแรงถึงชีวิต ดิฉันจึงสั่งการให้ สคบ. ทำงานเชิงรุก เพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภค และลดความเสี่ยงจากการให้บริการเสริมความงามที่ไม่ได้มาตรฐาน  ประชาชนควรตรวจสอบ 2 เรื่องก่อนรับบริการทุกครั้ง คือ หมอเป็นแพทย์จริงหรือไม่ โดยตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา https://checkmd.tmc.or.th/v3 และสถานที่ให้บริการเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ หากพบการแอบอ้างเป็นแพทย์ หรือได้รับความเสียหายจากบริการเสริมความงาม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ http://www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด โดย สคบ. จะส่งต่อทุกเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป” นางสาวศุภมาส กล่าว

ธุรกิจเสริมความงาม
ธุรกิจเสริมความงาม

กมธ.ที่ดินฯ ลุย 2 ปมร้อน ป่าภูเก็ต-ที่ดินเชียงใหม่ หาทางให้ทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน

กมธ.ที่ดินฯ ลุย 2 ปมร้อน ป่าภูเก็ต-ที่ดินเชียงใหม่ หาทางให้ทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน

กมธ.ที่ดินฯ ลุย 2 ปมร้อน ป่าภูเก็ต-ที่ดินเชียงใหม่ หาทางให้ทรัพย์สินเป็นของแผ่นดิน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.29 น.

กมธ.ที่ดินฯ ลุย 2 ปมร้อน “ป่าภูเก็ต-ที่ดินเชียงใหม่” ยึดกฎหมายนำ ไม่ฝืนคำสั่งศาล หาทางให้ทรัพย์สินของแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน- สิ่งแวดล้อม

วันที่ 8 ก.ค.ที่อาคารรัฐสภา  คณะกรรมาธิการการที่ดินทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.กุลวลี นพอมรบดี เป็นประธานประชุมพิจารณา 2 เรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ คือ การจัดการสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ศาลสั่งเพิกถอนเอกสารสิทธิในจ.ภูเก็ต และการบุกรุกป่าต้นน้ำเพื่อทำไร่ขิงใน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่
คณะกรรมาธิการหนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ยึดคืนที่ดินของรัฐ และฟื้นฟูเพื่อประชาชน เช่น การทำเป็น “ป่านันทนาการ” ซึ่งบางพื้นที่ในภูเก็ต (ป่าเทือกเขานาคเกิด) ได้ประกาศไปแล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การทุบทิ้งอาคารขนาดใหญ่ก่อขยะและปล่อยคาร์บอนมหาศาล จึงควรหาทางนำทรัพย์สินที่รัฐได้คืนมาใช้ให้คุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาข้อกฎหมาย พบว่าในพื้นที่อนุรักษ์ กฎหมายปัจจุบันกำหนดให้ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมาย และมีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาวางแนวไว้เช่นนั้น การจะนำอาคารมาปรับใช้เพื่อส่วนรวมจึงต้องแก้ไขกฎหมายก่อน ที่ประชุมจึงมีแนวทางที่จะศึกษาร่างแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติและพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ผ่านกระบวนการของสภาอย่างรอบคอบ

คณะกรรมาธิการย้ำหลักประกันชัดเจนว่า แนวทางนี้ไม่ลบล้างคำพิพากษา คดีที่ศาลสั่งให้รื้อถอนก็ต้องรื้อถอนตามคำสั่งศาล ไม่เอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ผู้กระทำผิดยังต้องรับโทษทุกประการ และรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการเองอย่างโปร่งใส นำรายได้เข้าแผ่นดิน

ส่วนที่จ.เชียงใหม่ กรณีกลุ่มทุนจากนอกพื้นที่นำเครื่องจักรหนักบุกรุกไถป่าต้นน้ำบนดอยป่าหนา ตำบลแม่ทะลบ เพื่อปลูกขิง ทำให้ดิน ตะกอน และสารเคมี ไหลลงอ่างเก็บน้ำแม่ทะลบจนตื้นเขินและเสี่ยงปนเปื้อนน้ำประปาของชุมชน จนชาวบ้านกว่า 300 คนรวมตัวเรียกร้อง คณะกรรมาธิการเร่งรัดให้หยุดการบุกรุกทันที ตรวจสอบคุณภาพน้ำ เร่งทวงคืนและฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และดำเนินคดีกับตัวการอย่างจริงจัง พร้อมย้ำถึงองค์การอุตสาหกรรมไม้ (อ.อ.ป.) ให้เข้มงวดกรณีพื้นที่เช่ากว่า 11,441 ไร่ ถูกบุกรุกไปแล้วกว่าร้อยละ 70 และป่าอนุรักษ์ต้นน้ำราว 247 ไร่ ถูกทำลาย

น.ส.กุลวลี กล่าวย้ำว่า “ทรัพย์สินและป่าไม้เหล่านี้เป็นของส่วนรวม เราจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ทั้งภูเก็ต เชียงใหม่ หรือที่ใดในประเทศ แต่ทุกอย่างต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย และเคารพคำพิพากษา เมื่อกฎหมายยังไม่เปิดช่อง เราก็ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ศึกษาแก้กฎหมายอย่างรอบคอบ ส่วนป่าต้นน้ำนั้น น้ำสะอาดคือชีวิตของชาวบ้าน เราจะไม่ยอมให้ใครทำลายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว”

น.ส.กุลวลี กล่าวว่า คณะกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าทั้ง 2 เรื่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทรัพยากรของส่วนรวมเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ภายใต้กรอบกฎหมายและความเป็นธรรม

ปชป. กังวลอาจได้ไม่คุ้มเสีย ต่างชาติ ทุ่มสร้าง DATA CENTER ในไทย

ปชป. กังวลอาจได้ไม่คุ้มเสีย ต่างชาติ ทุ่มสร้าง DATA CENTER ในไทย

ปชป. กังวลอาจได้ไม่คุ้มเสีย ต่างชาติ ทุ่มสร้าง DATA CENTER ในไทย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.22 น.

“กรณ์” เผย “ประชาธิปัตย์” กังวล ไทยเปิดอ้า “ต่างชาติ” ทุ่มสร้าง “DATA CENTER” ในไทย  โดยไม่ศึกษาผลดี-เสีย  พ่วง”สิทธิการเข้าถึง-ใช้ข้อมูล“  ชี้ อาจได้ไม่คุ้มเสีย ชง สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาด่วน

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 8 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงว่า พรรคได้รวบรวมรายชื่อสส. เพื่อยื่นญัตติด่วนขอให้สภาฯพิจารณาตั้งคณะ กมธ.วิสามัญของสภาฯ เพื่อพิจารณาประเมินความคุ้มค่าในการลงทุนก่อสร้างโครงการเกี่ยวกับ Data Center หรือ อาคารที่รวบรวมเซิร์ฟเวอร์ระบบจัดเก็บฐานข้อมูลและอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อทำหน้าที่จัดเก็บประมวลผลและกระจายข้อมูลดิจิตอล ขนาดมหาศาล ที่เปรียบเสมือนสมองหรือหัวใจของการทำงานในระบบอินเทอร์เน็ตแอปพลิเคชั่น และระบบคลาวด์ ซึ่งขณะนี้มีกระแสการลงทุนการก่อสร้าง Data Center ทั่วโลก ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันที่มีคำขอจากต่างชาติมาขอสร้าง Data Center ในไทย โดยขอรับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนจาก BOI เพื่อก่อสร้าง  Data Center ในไทยมีมูลค่าราว 1.7ล้านล้านบาท ที่แม้มีมูลค่ามหาศาล แต่ในข้อเท็จจริง สังคมไทยควรตระหนักและรู้ว่าการลงทุนในระบบ Data Center มีผลกระทบคือ ต้องมีการใช้ทรัพยากรน้ำ และกระแสไฟฟ้าจำนวนมากรองรับ  ทำให้บางประเทศ ต้องมีคำสั่งห้ามหรือสั่งยุติโครงการนี้ชั่วคราว เพื่อพิจารณาถึงความรอบคอบคุ้มค่า และผลดี ผลเสีย ที่อาจจะเกิดขึ้น จึงทำให้การลงทุนสร้าง Data Center พุ่งเป้ามาที่ไทยเพราะประเทศเราเปิดรับโดยไม่มีเงื่อนไข ข้อแม้ใดๆ ไม่มีเกณฑ์ หรือหลักการประเมิน ส่วนได้ส่วนเสียและผลกระทบที่ตามมา  ซ้ำยังไม่มีมาตรการในการควบคุม หรือแม้กระทั่งมาตรการทางภาษี โดยเปิดอ้ารับการลงทุนเพียงด้านเดียว ทั้งที่รัฐบาลไทย ควรต้องพิจารณาความเหมาะสม ว่าการลงทุน1.7 ล้านล้านบาท ของต่างชาติเกือบทั้งหมด ที่ได้สิทธิพิเศษและเงื่อนไขทางภาษี ที่เกือบจะเรียกว่าประเทศไทยไม่ได้อะไรเลย ทั้งในแง่ของการว่าจ้างแรงงาน หรือบุคลากร เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆ หรือสิทธิการเข้าถึงข้อมูลในData Centerนี้   

กรณ์ จาติกวณิช

“พรรคประชาธิปัตย์มีความวิตกกังวลมาก ว่าการที่ไทยจะให้สร้าง Data Center ควรจะมีการเจรจาควบคู่พร้อมเงื่อนไข ว่ารัฐบาลไทย, ประเทศไทยหรือผู้ประกอบการไทย ควรต้องได้รับสิทธิประโยชน์จากการเข้าถึงข้อมูล ที่สะสมใน Data Center นี้ด้วย  พรรคจึงยื่นญัตติด่วนเพื่อขอให้มีการอภิปรายและมีการตั้ง กมธ. วิสามัญศึกษาในเรื่องนี้ ก่อนที่จะมีการผลักดันให้สร้าง Data  Center ในไทย แม้อาจจะไม่ทันในสมัยประชุมสภาฯนี้ แต่เราจะทำให้เร็วที่สุดเมื่อเปิดสมัยประชุมหน้า” นายกรณ์ กล่าว

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

เสธ.ทบ. เผย นายกฯ บิน ‘มาเลเซีย’ คุย ‘อันวาร์’ มิติ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ชี้พูดคุยสันติสุข ชายแดนใต้ มีคณะพูดคุยฯอยู่แล้ว

เสธ.ทบ. เผย นายกฯ บิน ‘มาเลเซีย’ คุย ‘อันวาร์’ มิติ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ชี้พูดคุยสันติสุข ชายแดนใต้ มีคณะพูดคุยฯอยู่แล้ว

เสธ.ทบ. เผย นายกฯ บิน ‘มาเลเซีย’ คุย ‘อันวาร์’ มิติ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ชี้พูดคุยสันติสุข ชายแดนใต้ มีคณะพูดคุยฯอยู่แล้ว

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

เสธ.ทบ. เผย นายกฯ บิน ‘มาเลเซีย’ คุย ‘อันวาร์’ มิติ ‘เศรษฐกิจ-ความมั่นคง’ ชี้พูดคุยสันติสุข จ.ชายแดนใต้ มีคณะพูดคุยฯ ทำหน้าที่อยู่แล้ว ส่วน ทบ. เป็นหน่วยงานรัฐ ระวังกลายเป็นยกระดับฝ่ายตรงข้าม

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เตรียมเยือนประเทศมาเลเซีย 9-10 ก.ค.นี้ เพื่อเข้าพบ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่า นายกฯ ไปในเรื่องอาเซียนและเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนความมั่นคงจะมีการหารือเรื่องแก้ปัญหาตามแนวชายแดน โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด สิ่งผิดกฎหมายข้ามแดน และปัญหาบุคคลสองสัญชาติ 

ส่วนการพูดคุยสันติสุข จ.ชายแดนภาคใต้ ฝ่ายความมั่นคงเล็งที่จะพูดคุยกับฝ่ายตรงข้ามเป็นบุคคลใด พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามคณะพูดคุยสันติสุขฯ ซึ่งส่วนตัวมองว่าต้องระมัดระวัง เพราะจะกลายเป็นการยกระดับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งกองทัพบกเป็นหน่วยงานของรัฐ หากเป็นการพูดคุยประเทศมาเลเซียสามารถทำได้ ส่วนการพูดคุยกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ ไม่ใช่หน้าที่ของเรา เพราะมีคนที่มีหน้าที่พูดคุยอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่มีบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นผู้บัญชาการกองกำลังบีอาร์เอ็น ควบคุมพื้นที่ จ.นราธิวาส เสนอให้รัฐบาลถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ แลกกับการวางอาวุธ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ระบุว่า ต้องตรวจสอบว่าบุคคลที่ออกมายื่นข้อเสนอเป็นใคร 

พงษ์สวาท ยื่นใบลาออก หลังถูกโยกจากปลัด ยธ. นั่งที่ปรึกษานายกฯ

พงษ์สวาท ยื่นใบลาออก หลังถูกโยกจากปลัด ยธ. นั่งที่ปรึกษานายกฯ

พงษ์สวาท ยื่นใบลาออก หลังถูกโยกจากปลัด ยธ. นั่งที่ปรึกษานายกฯ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

8 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 8 ก.ค. นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ได้มีมติรับโอนจากปลัดกระทรวงยุติธรรม มาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ได้ยื่นใบลาออกจากราชการต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติ เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดก่อน ทั้งนี้ คาดว่า สาเหตุน่าจะมาจากความไม่พอใจที่ถูกโอนย้ายมาเป็นที่ปรึกษานายกฯ โดยนางพงษ์สวาท ยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี