ระทึกสุดขีดคดีฮั้วสว. ลุ้นมติกกต. ม็อบบี้ฟันทั้ง229คน โผล่พรึบแน่นหอศิลป์ ไอลอว์กางหลักฐานรอ ขู่ใครรอดเจอแฉรายตัว

14 กันยายน 2569 เวลา 06:04 น.

ระทึกสุดขีด กกต.ได้ฤกษ์ลงมติคดีฮั้ว สว.229 ราย เตรียมเปิดแถลงบ่ายสามโมง 14 กันยาฯ คุมเข้มคนนอกห้ามเข้าร่วมให้ดูผ่านจอวงจรปิด ขณะที่ “ไอลอว์-เท้ง-สส.ล้ม” โผล่พรึ่บนำม็อบลงถนนบี้มีมติสั่งฟ้องทั้งหมด “ยิ่งชีพ” ขู่มีเอกสารหลักฐานเพียบ หากสั่งไม่ฟ้องใครพร้อมแฉรายคน แต่ถ้ารอดยกแผงเปิดทั้งกระบิ “ศุภชัย” ย้ำกระแสไม่ใช่หลักฐาน เผยบรรยากาศแฮปปี้เบิร์ธเดย์ 60 ปี อนุทินคึกคัก  “บิ๊กตู่-คุณหญิงอ้อ” ส่งการ์ดอวยพร เจ้าตัวลั่นขอเป็นนายกฯเพื่อประชาชน ชี้เดินขบวนเป็นสิทธิ แต่ขอให้เคารพกฎหมาย

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่แน่นอนแล้วว่า หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต.) เพื่อพิจารณาลงมติคดีฮั้วเลือกสว. จำนวนทั้งหมด 229 คนในวันที่ 14 กันยายนนี้ ทางสำนักงานกกต.จะมีการแถลงผลการลงมติ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวลือต่อเนื่องว่า กกต.ยกเลิกการแถลงข่าวตามแผนที่กำหนดไว้เดิม โดยจะชี้แจงเป็นเอกสารข่าวแทน

ขณะที่ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กกต.ได้แจ้งสื่อมวลชนที่สนใจเข้ารับฟังการแถลงข่าว “ผลการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.2569 เวลา 15.00น.ที่ห้องประชุม 201 ชั้น 2 ให้ทะเบียนผ่าน Google Form ภายในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569พร้อมย้ำว่าหากลงทะเบียนหลังจากกำหนดเวลาดังกล่าว จะถือว่าสละสิทธิ์เข้าร่วมการแถลงข่าว

กกต.ให้สื่อฟังแถลง3คนต่อสำนัก

นอกจากนี้ ยังกำหนดมาตรการเข้าร่วมการฟังแถลงข่าว โดยระบุว่าสงวนสิทธิ์เฉพาะสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเท่านั้น โดยแต่ละสำนักข่าวสามารถส่งผู้แทนเข้าร่วมได้ไม่เกิน 3 คน ทั้งนี้ สื่อที่ลงทะเบียนสามารถรับบัตรสื่อมวลชนสำหรับเข้าห้องประชุม 201 ได้ตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป บริเวณประตูทางเข้าสำนักงาน กกต. ประตู 1 ทิศตะวันออก

ขณะที่สื่อมวลชนที่ไม่ได้ลงทะเบียน รวมถึงผู้สังเกตการณ์และบุคคลภายนอกจะไม่สามารถเข้าร่วมการแถลงข่าวภายในห้องประชุมได้ แต่สามารถติดตามการแถลงข่าวผ่านโทรทัศน์วงจรปิดที่จัดไว้บริเวณภายนอกสำนักงาน กกต. ประตู 1 ทิศตะวันออก

ไอลอว์-เท้งเคลื่อนม็อบสู่หอศิลป์

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มไอลอว์ และพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในการจัดกิจกรรมลงถนนเพื่อกดดันให้กกต.ส่งฟ้องคดีฮั้วสว.ทั้ง 229 คนนั้นเมื่อเวลา10.00 น.ที่หน้าอาคารALL RISE (iLaw) ลาดพร้าว 25 กทม. นายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนพร้อมแกนนำพรรคประชาชน นำมวลชนเคลื่อนขบวนจากหน้าสำนักงานไอลอว์มุ่งหน้าไปตามถนนลาดพร้าวเข้าถนนพหลโยธินเพื่อจัดชุมนุมที่หอศิลปวัฒนธรรม ย่านปทุมวัน ระยะทางรวมประมาณ 12 กิโลเมตร

ทั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคึก โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิหัวหน้าพรรคปชน. พร้อมด้วยแกนนำ สส. อาทิ นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคฯ นายพริษฐ์วัชรสินธุ นายปดิพัทธ์ สันติภาดาน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ รวมถึงนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ามาร่วมสมทบด้วย

ยิ่งชีพลั่นต้องสั่งฟ้องทั้ง229คน

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า คนที่ถูกกล่าวหาเลือกคนมาวินิจฉัยเรื่องของตัวเองว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง นี่เป็นระบบที่รับไม่ได้ และทำให้ประชาชนอยู่เฉยๆไม่ได้ เชื่อว่าถ้าประชาชนไม่ช่วยกันแสดงออก สิ่งที่เกิดขึ้นคือกกต.ที่เขาเลือกมา จะสั่งไม่ฟ้องพวกเขา ระบบตรวจสอบความยุติธรรมในประเทศนี้ก็ไม่มีเลย

 “ดังนั้นวันนี้เป็น วันสุดท้ายที่เราจะต้องส่งเสียงถึงกกต. ข้อเรียกร้องของเราชัดเจนคือในวันที่ 14ก.ย. คือเราต้องการให้ส่งคดีนี้ถึงมือศาลฎีกา ผู้ต้องหาทั้ง229คนต้องถูกสั่งฟ้องทั้งหมด เราไม่ได้ตัดสินว่าใครกระทำผิด แต่เราต้องการให้องค์กรที่เป็นกลางเป็นผู้วินิจฉัยว่าใครผิดหรือไม่ “นายยิ่งชีพกล่าว

ขู่สั่งไม่ฟ้องใครพร้อมแฉคนนั้น

นายยิ่งชีพ ยังกล่าวว่า เรามีเอกสารหลักฐานการโกงในคดีนี้จำนวนมาก ถ้าสั่งไม่ฟ้องส่วนของคนไหน เราก็จะเอาหลักฐานส่วนของคนนั้นมาเปิดเผย ถ้าสั่งไม่ฟ้องทั้งหมดก็เปิดเผยทั้งหมด ยืนยันว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากทำ สิ่งที่เราอยากทำคือนอนเฉยๆ แล้วให้กกต.สั่งฟ้องทั้งหมด แล้วเอาเอกสารทั้งหมด ไปนำเสนอตามกระบวนการของศาลฯ เราไม่อยากเปิดเผยเอง แต่ถ้าจำเป็น หากสั่งยุติคดีไปแล้ว เราไม่เหลืออะไรแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องนำข้อมูลมาเปิดเผย

 “ไม่เห็นเหตุอะไรที่จะเลื่อนการลงมติในวันที่ 14 กันยายนออกไป กกต.ที่จะต้องลงมติหากใครป่วยก็ไม่ต้องมาลงมติ ขาดลงมติไปก็ได้ไม่เป็นไร ส่วนที่เห็นข่าวเรื่องกังวลความปลอดภัยนั้น ยืนยันว่าทางกลุ่มฯจะไม่ได้ไปเดินทางไปกกต.”นายยิ่งชีพ กล่าว

ฟ้อง-ไม่ฟ้องต้องมีคำอธิบาย

ขณะที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กล่าวถึงการลงมติของกกต.ในคดีฮั้วสว.วันที่ 14กันายนว่า การจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องนั้น และจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้องจำนวนเท่าไหร่ ต้องมีคำอธิบาย ซึ่งมีความสำคัญมากเนื่องจากอาจถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีความจงใจช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องบางคนในเรื่องนี้ เนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับนักการเมือง และพรรคการเมือง

 “ผมหวังว่ากกต.จะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ และยึดถือประจักษ์พยานที่มีอยู่ หากมีข้อมูลเป็นที่น่าสงสัย การจะเชื่อว่าผิดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีข้อสงสัยก็ขอให้กระบวนการทางกฎหมายไปสู่ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลมีการเรียกบุคคลและพยานหลักฐานขึ้นมาสอบสวน ซึ่งกกต. มีหน้าที่เพียงเท่านี้

หมดเวลากกต.อย่าเล่นมุกยื้อ

เมื่อถามว่าหากมีการส่งฟ้องบางส่วนรับได้หรือไม่ นายสมบัติ กล่าวว่า การจะสั่งฟ้อง ต้องมีคำอธิบาย หากไม่มีการสั่งฟ้องมีเหตุผลอะไร ตอนนี้ข้อมูลที่ปรากฏทั้งหมดมันมัดกันเป็นขบวนการ ไม่ใช่ผิดบางส่วนหรือถูกบางส่วน แต่มันมีรูปแบบเป็นขบวนการ จำเป็นต้องนำทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในชั้นศาล และหากใครที่บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้อง ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

 “ส่วนตัวมีความกังวล ว่าจะมีการเล่นมุกยื้อ แต่วันนี้หมดเวลาของกกต.แล้ว และต้องมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวแล้ว ส่วนถ้ามีกกต.บางคนไม่สบายกะทันหัน เข้าองค์ประชุมไม่ครบ ที่เหลือก็ควรทำหน้าที่ เพราะแต่ละคนก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ซึ่งประชาชนรอฟังอยู่ ส่วนตัวเชื่อว่ากกต.ก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำเรื่องนี้ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้”นายสมบัติ กล่าว

ขึ้นป้ายพรึ่บจี้สั่งฟ้อง229คน

สำหรับการเดินขบวนในวันนี้ มีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายพื้นที่รับผิดชอบ ทางสน.พหลโยธิน สุทธิสาร บางซื่อ พญาไท ดินแดง ลุมพินี ปทุมวัน จราจรกลาง และสายตรวจ 191 เข้ามาดูแลความปลอดภัย และอำนวยการจราจร

นอกจากนี้ในระหว่างที่เดินทาง กลุ่มไอลอว์ ได้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นการแขวนป้ายที่สะพานลอย 2 จุด โดยจุดแรก อยู่ไม่ห่างจากสำนักงานไอลอว์ โดยบนป้ายมีข้อความว่า «กกต.ต้องมีมติสั่งฟ้อง คดีโกงสว. 229 #สั่งฟ้อง229» และอีก 1 จุดเป็นสะพานลอยย่านจตุจักร มีการติดป้ายแนวตั้งคู่กัน 2 ป้าย ป้ายแรกเขียนว่า «สั่งฟ้อง 229» ส่วนอีกป้าย เขียนเลข «229» พร้อมระบายพื้นหลังเป็นสีน้ำเงิน

ม็อบถึงหอศิลป์บี้กกต.ฟ้องยกแผง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทั่งเวลา 15.00 น.กลุ่มผู้นำชุมนุมเดินถึงหน้าหอศิลป์ กทม. หลังเปลี่ยนแผนมาขึ้นรถไฟฟ้าที่พญาไท ตามคำแนะนำของตำรวจ ก่อนรวมตัวกันทำกิจกรรมแสดงพลังครั้งสุดท้าย ภายใต้ชื่อ “ประชาชนปล่อยของสั่งฟ้อง 229” เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องผู้ต้องหาคดีฮั้วเลือกสว.รวม 229 ราย โดยไม่มีข้อยกเว้นในการประชุมวันพรุ่งนี้ 14 ก.ย.โดยบรรยากาศคึกคัก

ภายในงาน มีการแปรอักษรเป็นตัวเลข «229” ด้วยผ้าเต็นท์สีน้ำเงินบนพื้นลาน เพื่อสะท้อนถึงจำนวนผู้ถูกกล่าวหา และสัญลักษณ์เชื่อมโยงทางการเมือง นอกจากนี้ยังมีการแสดงดนตรีล้อเลียนการทำงานของ กกต., การแจกหนังสือพิมพ์แทบลอยด์เนื้อหาโกงเลือก สว. จำนวน 2,229 ฉบับ รวมถึงการเปิดเวทีให้ประชาชนร่วมแสดงพลัง

เท้งจี้กกต.ต้องส่งฟ้องทั้ง229คน

ส่วนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิสส. บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมกิจกรรมกดดันกกต.สั่งฟ้องคดีฮั้วสว.ว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้วันนี้ประชาชนออกมารวมตัวกัน ซึ่งตนและเพื่อน สส.ที่มาวันนี้ก็มาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกัน ไม่ได้มาในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการเรียกร้องในตอนนี้คืออยากให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลที่มีความโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่น ดังนั้นคำวินิจฉัยของ กกต.จะออกมาเช่นไร อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าความโปร่งใสเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

”ทุกวันนี้หลักฐานที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทุกคนเห็นแล้วว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระบวนการฮั้ว สว.มันมีการโกง ดังนั้น สำหรับผมสิ่งที่ กกต.มีเหลืออยู่ และทำได้คือส่งทั้ง 229 รายชื่อไปให้ศาลเป็นคนตัดสินว่าใครถูกใครผิด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในมติซักฟอกรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยระหว่างพรรคฝ่ายค้านกันไปแล้ว ส่วนเนื้อหากับรายละเอียดไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันในข้อมูลที่เราได้รับมามีความเข้มข้นแน่นอน

‘สมชัย’จี้เปิดเผยผลลงมติรายคน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.โพสต์เฟซบุ๊ก“ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” เสนอ 6 ข้อ เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสในการลงมติของ กกต. และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า การวินิจฉัยเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม โดยเรียกร้องให้หลังการลงมติ กกต.ทั้ง 7 คน ตั้งโต๊ะแถลงด้วยตัวเองว่าแต่ละคนลงมติอย่างไร และมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจอย่างไร

นายสมชัยระบุว่า กกต.ควรเปิดเผยกระบวนการพิจารณาก่อนลงมติด้วยว่า กรรมการแต่ละคนใช้เวลาอ่านเอกสารด้วยตัวเองมากน้อยและนานเพียงใด หรือรับฟังเพียงข้อมูลสรุปจากฝ่ายเลขานุการ รวมถึงต้องชี้แจงวิธีลงมติกรณีผู้ถูกร้อง 229 คนว่า เป็นการพิจารณาและลงมติรายบุคคลทั้งหมด 229 ครั้ง ลงมติเป็นรายกลุ่ม หรือวินิจฉัยภาพรวมทั้ง 229 คนในครั้งเดียว

จี้ส่งคำวินิจฉัยให้ศาลใน30วัน

นอกจากนี้ นายสมชัย ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยระบุว่า การประชุมแต่ละครั้งเป็นการรับฟังและรับทราบ ก่อนการประชุมครั้งสุดท้ายจะลงมติในลักษณะ “ยกเข่ง”พร้อมเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยทั้งตัวเลขผลการลงมติและรายชื่อกรรมการที่ลงมติในทุกมติที่มีการวินิจฉัย

 “ขอให้สำนักงาน กกต.จัดทำคำวินิจฉัยกลางเพื่อให้กรรมการลงนามและส่งต่อไปยังศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากปล่อยให้ดำเนินการตามปกติ คดีทั่วไปอาจใช้เวลาถึง 3-4 เดือน และหากเป็นคดีซับซ้อนอาจกินเวลาถึง 5-6 เดือนกว่าจะส่งถึงศาลหากทำไม่ได้ ขอให้เอาคำว่า ‘โปร่งใส’ ในคำขวัญ กกต.ออกด้วยครับ เพราะไม่มีสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง จะใส่ไว้ทำไม” นายสมชัยระบุ

“ศุภชัย”ลั่นกระแสไม่ใช่หลักฐาน

ขณะที่ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อระบุตอนหนึ่งว่า เห็นด้วยกับหลักการสำคัญที่ว่า “ไม่มีใครอยู่เหนือการตรวจสอบ” และองค์กรอิสระต้องใช้อำนาจอย่างรับผิดชอบ แต่ในทางกฎหมายจำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของระบบ” กับ “เงื่อนไขทางกฎหมาย” สำหรับการส่งคดีขึ้นสู่ศาล

“รัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่ได้กำหนดว่า เมื่อเกิดข้อสงสัยหรือมีเสียงเรียกร้องจากสังคมแล้ว กกต. จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาโดยอัตโนมัติ แต่กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นดังนั้น สิ่งที่ กกต. ต้องวินิจฉัยจึงไม่ใช่ว่า “สังคมสงสัยมากเพียงใด” แต่คือ “พยานหลักฐานถึงเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดหรือไม่”นายศุภชัยระบุ

ถึงเกณฑ์ต้องส่งศาล-ไม่ถึงต้องยุติ

พร้อมกับย้ำว่า หากพยานหลักฐานถึงเกณฑ์ ต้องส่งศาล หากพยานหลักฐานไม่ถึงเกณฑ์ต้องยุติเรื่อง

นายศุภชัยย้ำว่า นี่คือ Accountability ที่แท้จริง เพราะความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่ถูกส่งขึ้นศาล แต่วัดจากการที่เมื่อพยานหลักฐานถึง กฎหมายต้องเดิน และเมื่อพยานหลักฐานไม่ถึง กฎหมายก็ต้องคุ้มครอง

 “ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีใครควรถูกวางไว้ใต้กระแส จนกฎหมายหมดความหมาย”นายศุภชัยกล่าว

เปิด3แนวทางลงการมติกกต.

ขณะเดียวกันได้มีการวิเคราะห์แนวทางที่ กกต.จะลงมติคดีฮั้วสว.ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ไว้คร่าวๆ 3 แนวทาง คือ 1. กกต.ลงมติยกฟ้องทั้ง 229 รายชื่อตามความเห็นของคณะvนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36ที่ระบุว่า หลักฐานการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องมีน้ำหนักไม่เพียงพอ 2. กกต.ลงมติส่งฟ้องทั้งหมด 229 รายชื่อตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26และ 3. กกต.สั่งฟ้อง และยกฟ้องบางรายโดยอาจจะมีหรือไม่มีนักการเมืองรวมอยู่ในนั้นด้วย

สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7 คน โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. ส่วนกรรมการอีก 6 ราย ประกอบด้วย นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏนายชาย นครชัย นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย และนายจิรุตม์ วิศาลจิตร

สรุปที่มาคดีสุดอื้อฉาวฮั้วสว.

สำหรับคดีฮั้วสว.มีจุดเริ่มจากคัดเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัดมาจนถึงระดับประเทศ โดยใช้ระบบเลือกกันเองและเลือกข้ามกลุ่มใน 20 กลุ่มอาชีพที่อิมแพ็คฯเมืองทองธานี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ก่อนที่จะมีการออกมาเปิดโปงและแฉถึงขบวนการฮั้วสว.

จนกระทั่งดีเอสไอในยุคของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี มีมติรับเป็นคดีพิเศษ ในความผิดฐานอั้งยี่และการฟอกเงินพร้อมกับตั้งคณะงานร่วมกับ กกต. เป็นคณะทำงานชุดที่26ได้ลงความเห็นเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 229 ราย มีทั้งรัฐมนตรี สส.และกรรมการบริหารพรรคการเมือง และสว.ชุดปัจจุบัน 138 คน

อย่างไรก็ตามเมื่อส่งความเห็นให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดฯ คณะที่ 36ปรากฏว่ามีมติยกฟ้องทั้ง 229 คนเนื่องจากเห็นว่าหลักฐานไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเอาผิดได้จนเกิดกระแสกดดันกกต.ดังกล่าว

’อนุทิน‘ไม่ติดเท้งพาม็อบลงถนน

วันเดียวกันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชน และกลุ่มไอลอว์ นำม็อบลงถนนว่า

มองว่าเป็นสิทธิ์ของทุกคนในความเป็นประชาชนหรือในบทบาทอะไรก็แล้วแต่ แต่ขอให้เคารพ และอยู่ภายใต้กฎหมาย แบบนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามว่ามองว่าแปลกหรือไม่ที่ผู้นำฝ่ายค้านลงถนนเองโดยที่ไม่ใช้เวทีสภา นายกฯกล่าวว่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการ แต่ละคนอาจจะมีอุดมการณ์มีความคิดอะไรของตัวเอง ตรงนี้เราต้องยอมรับ และรับฟัง

กธ.หนุนแสดงว่ารบ.มาถูกทาง

นอกจากนี้นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสมการทางการเมือง หลังพรรคกล้าธรรมโหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่า การเมืองก็เป็นพลวัตแบบนี้โดยตลอด เราต้องดูว่าหากรัฐบาลนำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์กับส่วนรวมแล้ว แม้กระทั่งฝ่ายค้านบางพรรคก็เห็นชอบด้วย หมายความว่า จากที่มี สส.กว่า 290 เสียงในฝั่งรัฐบาล หากทำในสิ่งที่ดีคนที่เป็นผู้แทนราษฎร เขาจะให้การสนับสนุน แสดงว่ารัฐบาลมาถูกทาง และเราได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น มากกว่าที่คิดว่ามีอยู่

 “อย่างพรรคกล้าธรรม ก็เห็นว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชนและส่วนรวม ท่านก็ให้การสนับสนุนเห็นชอบกับร่าง พ.ร.บ.นี้ ถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลมีกำลังใจ และมั่นใจว่าเราได้นำเสนอสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงๆ การปฏิบัติก็จะยิ่งมั่นใจมากขึ้น คนที่นำไปปฏิบัติก็จะหมดห่วงหมดกังวล เม็ดเงินเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อประชาชนโดยเร็ว”นายอนุทิน กล่าว

ยังไม่มีสัญญาณปรับครม.

เมื่อถามว่า มีสัญญาใจร่วมรัฐบาลกันในอนาคตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันในเรื่องนี้ แต่ก็เป็นท่าทีที่เขาเห็นแก่ประเทศชาติ เห็นกับประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ความร่วมมือทั้งหลายเกิดขึ้น

เมื่อถามถึงสัญญาณการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไร รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ รัฐมนตรีหลายคนเริ่มเข้ารูปเข้ารอย มีความมั่นใจในภารกิจของแต่ละท่าน รัฐมนตรีทุกคนไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคแกนนำก็ทำงานอย่างเต็มที่ ออกมาทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในประเด็นที่มีข้อกังขาหรือข้อสงสัย ทุกคนก็ออกมาชี้แจงหาคำตอบให้กับประชาชนได้ทุกเรื่อง

ชมเปาะรมต.ลูกเทพขยันทุกคน

ส่วนการทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพ ตรงตามใจหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไม่มีหรอกครับรัฐมนตรีลูกเทพ ใครบัญญัติก็ไม่รู้ รัฐมนตรีทุกคนผมคัดเลือกมาด้วยตัวเอง เป็นอันเข้าใจกันว่า คนทุกคนจะมีภารกิจมีตัวชี้วัดในการปฏิบัติหน้าที่ หากยังทำงานได้อย่างเต็มที่ เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ก็ยังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้เรื่อยๆ

เมื่อถามย้ำว่า การทำงานของรัฐมนตรีลูกเทพเป็นที่น่าประทับใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ขยันทุกคน เริ่มเข้าใจในระบบราชการ แสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายข้าราชการประจำในการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ตอนนี้เห็นอย่างชัดเจนว่างานของแต่ละคนขับเคลื่อนงานของตนเอง ด้วยความมั่นใจ มีการสนับสนุนการทำงานเป็นทีมร่วมกับทุกฝ่ายได้มากขึ้น และแบ่งเบาภาระของตนได้เยอะ

บิ๊กตู่-หญิงอ้อส่งการ์ดเบิร์ดเดย์หนู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่บ้านพักบางพลี จ.สมุทรปราการ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย มีการจัดงานทำบุญวันคล้ายวันเกิดปีที่ 60 เป็นการภายในกับครอบครัว และมีบรรดารัฐมนตรีที่ทราบข่าวเดินทางมาด้วย อาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เข้าอวยพรวันเกิด

สำหรับ บุคคลสำคัญทางการเมือง ส่งกระเช้าดอกไม้ พร้อมการ์ดอวยพรมาให้นายกรัฐมนตรี อาทิ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี โดยนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเอกสารอ่านคำอวยพรของ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมสั่งให้นำแจกันดอกไม้ไปไว้ในบ้าน อีกทั้ง ยังมีคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

ปลัดมท.นำอธิบดีเข้าอวยพรพรึ่บ

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย นำทีมโดย นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีทุกกรมร่วมกันเข้ามาอวยพรวันเกิด โดยมีการมอบแผ่นป้ายที่มีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” มามอบให้นายกรัฐมนตรีเป็นของที่ระลึก

นอกจากนี้ ยังมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นำคณะข้าราชการตำรวจ เข้าร่วมอวยพรเนื่องในวันคล้ายเกิดด้วย

นายกฯขอตั้งใจทำงานเพื่อปชชช.

ทั้งนี้ นายอนุทิน กล่าวภายหลังทำบุญวันเกิดครบรอบ 60 ปี ที่บ้านพักส่วนตัวย่านบางพลีว่า ขณะนี้ ตนยังไม่อายุ 60 ปี ต้องรอเวลา 22.00 น. ก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่า อายุครบ 60 ปี ในฐานะนายกรัฐมนตรี อยากส่งสัญญาณการทำงานให้กับประชาชนรับทราบอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนก็ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี จากการที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยเข้ามาและได้รับความไว้วางใจจากสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตราบใดที่อยู่ในตำแหน่งนี้ ก็ทำหน้าที่ทุกอย่างเพื่อประเทศและเพื่อประชาชน ไม่มีหน้าที่อื่น นอกจากสองเป้าหมายหลัก

ชี้รัฐบาลทำให้ตัวเลขจีดีพีดีขึ้น

เมื่อถามว่า ประชาชนบางส่วนรู้สึกยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาในบางเรื่องได้ นายอนุทิน กล่าวว่า เราต้องดูตัวเลขจีดีพีต่างๆ ที่เป็นตัวชี้วัด ที่ผ่านมาตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา มีตัวชี้วัดที่มีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องการส่งออก เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศ และการจ้างงาน ซึ่งตัวชี้วัดต่างๆ ก็ขยับขึ้น แต่ถือว่าเมื่อมีสิ่งที่ดี ก็ต้องมีสิ่งที่ยังไม่ดี ก็ต้องแก้ไขกันไป ถือเป็นเรื่องปกติ ในประเทศอำนาจหรือในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็มีคนตกงาน คนจน และเรื่องที่ต้องแก้ไขอยู่

‘เท้ง’ส่งสาสน์แฮปปี้เบิร์ธเดย์หนู

ที่หอศิลป์ กทม. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์วันเกิดนายอนุทินว่า ในโอกาสวันเกิดของนายกฯ หากวันนี้นายกฯ มองว่าตัวท่านรวมถึงพรรคภูมิใจไทยกำลังถูกกล่าวหา ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด ที่จะเป็นการล้างข้อครหาต่อตัวท่าน และพรรคภูมิใจไทย คือแสดงจุดยืนส่งเรื่องนี้ ไปให้ศาลในการวินิจฉัยว่า ตัวท่านบริสุทธิ์ ตนคิดว่านี่คือของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด

ไอติม จัดให้! มัดรวม ข้อมูล-หลักฐาน-เอกสาร-คลิป คดีโกง สว.ทั้งหมด ครบจบในโพสต์เดียว

13 กันยายน 2569 เวลา 21:56 น.

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ” [ ครบจบในที่เดียว : ข้อมูล-หลักฐาน-เอกสาร-คลิป คดีโกง สว. ทั้งหมด ที่นำเสนอต่อสาธารณะ ตลอด 100 วันที่ผ่านมา ]

.

คดีโกง สว. ไม่ได้เป็นเพียงคดีทุจริตคดีหนึ่ง แต่เป็นความพยายามในการ “ยึดกุมประเทศ โดยไม่ต้องยึดโยงกับประชาชน” – โดยหากการโกง สว. ทำสำเร็จโดยไม่มีใครถูกลงโทษ ระบบการเมืองของเราจะกลายเป็นระบบที่ “น้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด” เพราะจะอยู่เหนือกฎหมาย และเหนือกลไกการตรวจสอบ

.

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา คดีโกง สว. ได้เดินทางมาถึงขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คน ซึ่งจะลงมติชี้ขาดในวันพรุ่งนี้ (14 ก.ย.) ว่าจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปที่ศาล หรือ จะยกคำร้องและตัดตอนให้เรื่องใครไปไม่ถึงศาล

.

ในห้วงเวลาดังกล่าว ผมและทีมได้พยายามเต็มที่ในการรวบรวมและนำเสนอข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับคดีดังกล่าว เพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงความเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้น ด้วยความหวังว่าความตื่นตัวและการเฝ้ามองของสังคม จะเป็นแรงส่งให้ กกต. มีความกล้าหาญในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามหลักการและหลักกฎหมาย โดยปราศจากการแทรกแซงของกลุ่มการเมืองที่ต้องการให้เรื่องของตนเองไปไม่ถึงชั้นศาล

.

ด้วยข้อมูลที่มหาศาลและซับซ้อน ผมเลยขอใช้โพสต์นี้ในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้ใครที่สนใจ สามารถอ่านหรือรับชมย้อนหลังได้:

.

.

[ Explainer: สรุปคดีโกง สว. ในไม่ถึง 5 นาที ]

.

– คลิปสรุป: https://www.facebook.com/reel/1853925138923128

.

.

[ ข้อมูลจาก 9 เวทีผู้นำฝ่ายค้าน-วิปฝ่ายค้าน-กมธ.-แถลงข่าว ]

.

1. แถลงข่าว (14.06.69): 4 เหตุผล ทำไม กกต. ควรส่งคำร้องผู้ถูกกล่าวหา 229+ คนในคดี สว. ไปที่ศาล?

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1027520953292047

– สไลด์: https://drive.google.com/…/1C9VuvcVfy1vZ3hyoXg7…/view…

.

2. เวทีวิปฝ่ายค้าน (12.07.69): ทำไมเราถึงเรียกว่าคดี “โกง สว.” ไม่ใช่แค่ “ฮั้ว สว.”?

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1340282218253360

– ข้อมูลจากพยานบุคคลบนเวที: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1587967219364724&set=pb.100044543824757.-2207520000&type=3

– สไลด์: https://drive.google.com/…/1wchN1c4QyyLjcon4OJg…/view…

.

3. เวทีวิปฝ่ายค้าน (26.07.69): ขบวนการโกง สว. ทำงานกันอย่างไร – 5 ขั้นตอนในการโกง สว.

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/942052265577589

– สรุปเป็นโพสต์: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0zTWTHUYfDquyKeq46E511KTfiBwoTNNjkm4Thys5ZxcmDcGpwkaR3TzHaRZ7Skikl

– สไลด์: https://drive.google.com/…/1d31uYQ…/view…

.

4. เวทีวิปฝ่ายค้าน (04.08.69): เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน – สรุป 5 พฤติกรรมอันไม่น่าไว้วางใจของ กกต. ในการตรวจสอบคดีโกง สว.

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/2068525873874033

– สรุปเป็นโพสต์: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid02vJvBVmxzbJHB9qgLUVkJuxZHYZyVBTkp3VVDFWqnfAiNEP9kginPuKvMuA1EkCeAl

– สไลด์: https://drive.google.com/…/1a…/view…

.

5. เวทีวิปฝ่ายค้าน (09.08.69): หลักฐานเส้นทางการเงิน ในคดีโกง สว. – ตัวอย่างจาก 6 จังหวัดทั่วประเทศ (สุราษฎร์ธานี / หนองบัวลำภู / นครพนม / ลำพูน / สงขลา / อำนาจเจริญ)

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1721282072538277

– สรุปเป็นโพสต์: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0s6w83rYy1fYUUS9ZQWbuonqCWf3iEmLfu3t6NaZSiUtGqM1tbtqDGR9StRcEySbYl

– สไลด์: https://drive.google.com/…/1GipeaFr…/view…

.

6. เวทีผู้นำฝ่ายค้าน (15.08.69): เส้นทางขบวนการโกง สว. & เส้นทางการทำงานของ กกต. ที่เชื่อมโยงกัน

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1621089806352126

– สไลด์: https://drive.google.com/…/15IOPVPsPxZd…/view…

.

7. เวทีผู้นำฝ่ายค้าน (29.08.69): การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น & หลักฐานที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองซีกรัฐบาล

– คลิป: https://www.facebook.com/reel/1065384496125661

– สไลด์: https://drive.google.com/…/1e3whgS9YoK4GGIRYXJJ…/view…

.

8. แถลงข่าว (06.09.69): 4 ข้อพิรุธ ของ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ในคดี โกง สว.

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1062816373128180

– สไลด์: https://drive.google.com/…/1crBDOZ1FOPgDvQ73o3K…/view…

.

9. เวที กมธ. องค์กรอิสระฯ (12.09.69): อภิปรายสรุป – ทำไม กกต. ต้องสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน หรือ ทั้งขบวนการโกง สว. ไปที่ศาล?

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1462263655795125

– สไลด์: https://drive.google.com/…/1TnQi9iOuq…/view…

.

.

[ ข้อมูลจากการอภิปรายในสภา ]

.

1. อภิปราย งบ 70 (กกต.) (10.09.69) – งบที่สภากำลังจะอนุมัติให้ กกต. จะถูกใช้เพื่อ “ปกป้องประชาธิปไตย” หรือ เพื่อ “ปกป้องอาชญากรรมทางประชาธิปไตย”

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1053988984146778

.

2. กระทู้สด (27.08.69) – หลักฐาน-ข้อกล่าวหาคดีโกง สว. ที่เชื่อมโยงรัฐมนตรี

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/837425229431970

– คำชี้แจง: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0T8MxEX9jvKKAzCgvHD9LNtmgihgTZgPvv7hawK7RQAA8YuBD9yqvsr94AWwxq28vl

.

3. กระทู้สด (09.07.69) – ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ DSI ในคดีโกง สว.

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1700087621442368

.

4. กมธ. องค์กรอิสระฯ (18.06.69) – ตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ในคดีโกง สว.

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/999474962729672

– คลิปการประชุมเต็ม: https://www.youtube.com/watch?v=k7jtrMcrvAk

.

5. รายงานการเงิน กกต. (21.05.69) – กกต. จะเชื่อใครระหว่าง คณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่มีหลักฐานหนักแน่น กับ คณะอนุวินิจฉัยที่ 36 ที่กำลังถูกตั้งคำถามเรี่องความน่าเชื่อถือ?

– คลิป & สรุป: https://www.facebook.com/reel/1258820936058629

.

.

[ ข้อมูลหลักฐานที่นำเสนอเพิ่มเติม ผ่านช่องทางออนไลน์ ]

.

1. กกต. เดินเก็บโพยใบสั่ง จากผู้สมัคร สว. ในการเลือกระดับประเทศ (“กรุณาเถอะครับ จะเป็น สว. แล้ว เลือกตั้งด้วยความสุจริตเถอะครับ”)

– คลิปหลักฐาน: https://www.facebook.com/reel/1505699581570940

.

2. กกต. เดินเก็บโพยใบสั่ง จากผู้สมัคร สว. ที่ชื่อ มงคล สุระสัจจะ (ตอนนี้เป็นประธานวุฒิสภา)

– คลิปหลักฐาน: https://www.facebook.com/reel/1542308494089060

.

3. สว. นครพนม เสนอเงิน-ตำแหน่ง-ผลประโยชน์ เพื่อโน้มน้าวผู้สมัคร สว. คนอื่นมาร่วมขบวนการ (“คนเรา ไม่เอาพ่อไม่เอาแม่เนี่ย เยอะ แต่คนที่ไม่เอาเงินเนี่ย ผมยังไม่เคยเห็นนะ”)

– คลิปหลักฐาน: https://www.facebook.com/reel/1356312153305450

.

4. ขบวนการโกง สว. ที่อ้างว่า “ทำเพื่อข้างบน”

– คลิปหลักฐาน: https://www.facebook.com/reel/1923279705297475

.

5. หลักฐานคดีโกง สว. ที่โรงแรม B2 รังสิต

– กลุ่ม 1: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0YygFAyUQXa2GFWxZDHKBH5e8Fa29UHnP2DNBsu4mGcPvoC8cEs3J8VSm3N22WrBGl

– กลุ่ม 2: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0hnta5fPSE24TMH6wo8BVfAyBkaUSGbUmXXcKnRrbqhp2MNAPB8DCnEP2Ho8MczwMl

.

6. เส้นทางการเงินจากนักการเมืองสีน้ำเงิน จ.อำนาจเจริญ ไปที่เจ้าหน้าที่ กกต. รวม 860,000 บาท ในช่วง เม.ย.-ก.ค. 67

– สรุป: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid06ZZwokJARnXUh6Uu4Tq9RXymbMg7wSTcXUPqkBeKXuiqrUWsmagrDpdcsRFbKQPbl

.

7. ข้อมูลประวัติการโทร ระหว่าง ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. & กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย กับ สว. 19+ คน รวม 62+ ครั้ง ในช่วง มิ.ย.-ก.ย. 67

– สรุป: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0sdqipSnHaZ2N3LYBi27Tyy73DkotR9APqXmUvPHjGrfsAw38aSjhVFJskxk5QH9ql

.

8. หลักฐานเพิ่มเติม กรณี สว. หนองบัวลำภู

– เส้นทางการเงิน: https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1601509164677196&set=pb.100044543824757.-2207520000&type=3

– บทสนทนาใน LINE: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid02HvsNL2jRZfUmsFYi6zgWjZoN1aDYHJKZmZFXNnpYUZcDNMaBcdPBpMaTRjsv7e1al

– โพยใบสั่ง: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0W3XcCTEdxzxPqyb3mgyuKbRPr8sWfXCtDSsSwvomaV1Cqh64uzEunLVUauhCtR1Cl

– ข้อสงสัยต่อคำชี้แจง: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid02nc2h4TbDhv4LA3pSNrj5diiefBySJfEMAXnrR9FXqxJhAb3egZX1KceN68DX7Fvxl

.

9. กกต. ปล่อยผ่านข้อมูลที่คลาดเคลื่อนในใบแนะนำตัว (สว. 3) ของ สว. บุรีรัมย์)

– สรุป: https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid0qxXwJdfzZi96upFcKUZ8rXmpNPw24wTvRGbUQSu6ZoHXCy95wEzizhqZ29XFraYLl

มาร่วมกันจับตามติ กกต. พรุ่งนี้ (14 ก.ย.) กันครับ”

อดีต รมว.พาณิชย์ ซัด ศุภจี ตีมึนด้อยค่าคนอื่น หลังโยก พิมพ์ชนก จากเอกอัครราชทูต เข้ากรุเป็นผู้ตรวจฯ

13 กันยายน 2569 เวลา 20:50 น.

อดีต รมว.พาณิชย์ ซัด ศุภจี ตีมึนด้อยค่าคนอื่น หลังโยก พิมพ์ชนก จากเอกอัครราชทูต เข้ากรุเป็นผู้ตรวจฯ

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอภิรดี ตันตราภรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Pomme Tantraporn ว่า ท่านรัฐมนตรี เข้าใจผิดในสาระสำคัญนะคะ ประเด็นไม่ใช่ ครบเทอม ต่ออายุจนครบหกปีแล้วไม่พอใจที่ถูกย้ายกลับนะคะ ประเด็นคือ การแต่งตั้งลดระดับจากตำแหน่งเอกอัครราชทูต เป็นผู้ตรวจราชการ ค่ะ ท่านเข้าใจผิดในสาระสำคัญ หรือเพียงแต่ตีมึนด้อยค่าคนอื่น ถ้าไปเจรจาการบ้านการเมือง เข้าใจผิดประเด็นแบบนี้อันตรายมากค่ะ

ท่าน ออท (เอกอัครราชทูต) พิมพ์ชนก มีน้ำใจนักกีฬามากค่ะ ท่านไม่ได้บอกว่าไม่พอใจ ที่ถูกย้ายกลับ ไม่ได้ตำหนิใคร แต่บอกว่าตั้งใจลาออกอยู่นานแล้ว เพื่อมาดูแลคุณแม่ที่มีอายุมากขึ้น ไม่ด้อยค่าใครค่ะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอภิรดีได้โพสต์ตอบโต้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาระบุว่า หลังจัดทัพอธิบดีและข้าราชการระดับซี 10 ใหม่ 9 ตำแหน่ง ทุกคนทำหน้าที่ผลักดันตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ที่ตั้งไว้ และทำตามความเหมาะสมและความสามารถของบุคลากร ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างตน นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวง นายพูนพงษ์ นัยนาภาพร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีเป็นปลัดกระทรวงคนใหม่ ฉะนั้นเราทำงานร่วมกัน 3 คน ที่ช่วยดูในเรื่องความเหมาะสม

ส่วนกรณี น.ส.พิมพ์ชนก ฟิตต์ฟีลด์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ที่ถูกโยกมาเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ เพราะดำรงตำแหน่งมา 4 ปี ได้ต่ออายุ 1 ปี 2 ครั้ง รวมเป็น 6 ปี ซึ่งครบแล้ว และมีครอบครัวอยู่ต่างประเทศ อยากจะไปดูแลมารดา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบปกติอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าเมื่อหมดวาระก็ต้องกลับประเทศไทย

พร้อมระบุว่า ไม่เกิดแรงกระเพื่อม ตอนนี้ทุกคนตั้งใจกันทำงาน และมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ทำนโยบาย

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ พบว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ต่ออายุการดำรงตำแหน่ง นางพิมพ์ชนก ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2570 แต่ถูกโยกย้ายกลับก่อนกำหนด ซึ่งเจ้าตัว ก็ออกมาระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า เร็วกว่าที่คิดไว้

ยิ่งชีพ บีบ กกต.ส่ง 229 ชื่อเอี่ยวฮั้วสว.ถึงศาลฎีกา ลั่นถ้าปัดตกแม้คนเดียว เจอแฉข้อมูลเพียบ

13 กันยายน 2569 เวลา 19:27 น.

ยิ่งชีพ ปราศรัยเดือด บีบ กกต.ส่ง 229 รายชื่อเอี่ยวฮั้วสว.ถึงมือศาลฎีกา เปิดทางการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่โปร่งใส ไม่ใช่เอื้อแค่คนเดียวระบอบเดียว ลั่นถ้าปัดตกแม้คนเดียว ขู่แฉข้อมูลเพียบ เตือนนักการเมือง รู้ตัวว่ามีชื่อยกหูถึงกกต.ด่วนคืนนี้ไฟเขียว ส่งฟ้องยกแผง

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่หอศิลปะแห่งกรุงเทพมหานคร นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw-ไอลอว์) กล่าวปราศรัยบนเวที “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” ในคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า เรามาอยู่ในที่นี่ในวันนี้พร้อมกันเพราะรู้ว่าบ้านเมืองตอนนี้มันผิดปกติ วันนี้ถ้ากฎหมายบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน เป็นธรรมโดยองค์กรที่เป็นอิสระและเราไว้ใจได้ เราก็ไม่จำเป็นต้องออกมาเดินในวันนี้ ประชาชนอยากนอนอยู่บ้าน อยากอยู่อย่างสงบสุข แต่มันจำเป็นเพราะทนไม่ไหว การรวมตัวที่นี่เพราะรู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติว่าสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องสว. อย่างไรก็ตามเนื่องจากกกต. เองก็มาจากสว.ที่ถูกกล่าวหา จึงอาจต้องคิดว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องดีกับลูกพี่ที่เลือกเขามา ระบบแบบนี้ตนเรียกว่า “แ-ง ทุเรศ-หาย” ถ้าสว.ชุดนี้อยู่ยาวต่อไป อยู่แบบสบายใจ ใครทำอะไรก็ไม่ได้ วันหน้าก็จะเลือกกกต.และองค์กรอิสระอื่นๆ มาเพิ่มอีก และทำให้การตรวจสอบอำนาจใดๆในประเทศนี้ การตรวจสอบการทุจริตฉ้อฉล ระบบแบบนี้ขอเรียกว่า “แ-ง ทุเรศ-หาย”

นายยิ่งชีพ กล่าวว่า การออกจากระบบแบบนี้มีทางเดียวคือแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60 แต่การจะยื่นแก้ได้ต้องไปง้อสว.ให้ได้ 1 ใน 3 หรือ 67 คน ถ้าไม่ได้ ก็คือแก้ไม่ได้ เขาถึงได้มีการยึดไป 140-150 คน เพื่อไม่ให้มีเสียง 67 คนในการมาแก้ระบบนี้ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ประชาชน 21 ล้านเสียงลงมติให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นเสียงบริสุทธิ์แห่งความหวังว่าประเทศไทย มีระบบที่ดีกว่านี้ได้ เป็นเสียงของทุกคนที่ประกาศว่า

“มึงมาเลยกูไม่ยอมและประเทศไทยต้องดีกว่านี้ได้ ” ย้ำว่าเราต้องเดินหน้าจะทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะยากเพียงใด และวันที่ 14 ก.ย.นี้ สิ่งที่กกต.จะตัดสิน คือต้องเลือกระหว่างประตู 2 บาน บานที่ 1 ถ้าเลือกสั่งไม่ฟ้องใครเลยนั่นแปลว่าเขาเลือกแล้วว่าจะเอาระบบแบบนี้จะเอาสว.สีน้ำเงินคุมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไปข้างหน้า และเรารับรองว่าไม่ว่าร่างไหน จะผ่านออกมาจะต้องเป็นร่างที่สว.และระบบสีน้ำเงินพอใจ อาจจะต่างกับฉบับปี 60 แต่ไม่มีทางดีขึ้น เพราะเป็นรัฐธรรมนูญเพื่อคนๆเดียว เป็นรัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน

“ถ้ากกต.เลือกเส้นทางนี้ เลือกเปิดประตูบานนี้ คือเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบที่พวกเราต้องเป็นศัตรูกันตลอดทาง ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ร่างใหม่เสนอมาให้อำนาจอยู่ในมือสว.ที่มาจากการฉ้อฉลนี้ให้เป็นใหญ่กว่าประชาชนคนธรรมดาอย่างเรา เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าต้องทำประชามติ เข้าคูหาก็ต้องโหวตไม่เห็นชอบ และขอยืนยันว่าเราไม่อยากทำ เราอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เราไม่อยากเดินทางนั้น แต่ถ้ากกต.เลือกทางที่จะเดินไปสู่อนาคตกับสว.จะน้ำเงินเราก็ไม่มีทางเลือกอื่น”นายยิ่งชีพ กล่าว

ผอ.ไอลอว์ กล่าวต่อว้า อย่างไรก็ตามยังมีประตูบานที่ 2 ให้กกต.เลือก ถ้าสั่งฟ้องไป เมื่อศาลรับฟ้อง สว.เสียงส่วนใหญ่หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเท่านั้น ระหว่างนี้ใครไม่ผิดก็ไปสู้คดีที่ศาล ใครเชื่อมั่นว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็เอาหลักฐานไปเสนอ แล้วเราจะได้เปิดประตูไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยที่มีพื้นที่สำหรับความคิดเห็นทุกแบบ ทุกสี ทุกเฉด ทุกคนเข้าไปมีส่วนร่วมได้ ที่ไม่ใช่ให้สว. กลุ่มเดิม สีเดิม ควบคุมทุกอย่าง ซึ่งเส้นทางที่ 2 พรรคภูมิใจไทยยังมีสส.มากที่สุด ยังเป็นรัฐบาลที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องห่วง เดินหน้าไป แต่เสียงในสภาจะมีความหลากหลายมากขึ้น มีพื้นที่ให้ รัฐธรรมนูญใหม่เป็นอะไรก็ยังเป็นไปได้ นี่คือทางเดียว ไม่ใช่ทางเลือก และเราขอยืนยันว่าเส้นทางนี้เส้นทางเดียว เป็นเส้นทางที่เราต้องเดินไป ถ้ายังไม่ถึงวันพรุ่งนี้ ยังไม่ถึงปีหน้าเราก็ต้องเดินไปข้างหน้าเพื่อวันมีรัฐธรรมนูญที่มาจากประชาชน ขอให้ปักหมุดหมายนี้ไว้ ไม่ถึงไม่เลิก ไม่ถึงไม่หยุด และเราจะไปเรื่อยๆ จนกว่าบ้านเมือง จะมีการปกครองที่มาจากประชาชนทุกคน

นายยิ่งชีพ กล่าวว่า ดังนั้น กกต.จึงมีทางเลือกว่าจะเดินหน้าไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แบบไหน แบบเปิดประตูสู่อนาคตของประเทศ หรือแบบเปิดประตูไปสู่ความขัดแย้ง แล้วต้องทะเลาะกันรอบใหม่แบบไม่รู้จักจบจักสิ้น พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญและเป็นวันชี้ชะตา เราจึงต้องมารวมกันที่นี่ ตนขอย้ำถ้ากกต.สั่งไม่ฟ้องทั้งหมดหรือไม่ฟ้องใครคนใดคนหนึ่ง เรามีข้อมูลเยอะมากในมือวันนี้จะต้องนำเสนอต่อสาธารณะ ให้ประชาชนทุกคนได้เห็นพร้อมกันว่าใครทำอะไรไว้บ้าง เราก็ไม่มีทางเลือก เราอยากให้กฎหมายทำงาน อยากให้กลไกทำงาน เราก็อยากเป็นประชาชนธรรมดาที่นั่งดูการตรวจสอบการใช้อำนาจ การตรวจสอบสว. การตรวจสอบการเข้าสู่อำนาจของคนต่างๆ ที่ไม่ใช่การเปิดเผย การแฉ ไม่ใช่ทางที่เราอยากจะเลือก

“อยากขอร้องไปยัง กกต.ที่มาจากการเลือกของสว.ทั้งหลายถ้าท่านไม่อยากให้เราทำหน้าที่นั้น ท่านสั่งฟ้องไปเลย ขอเรียนไปยังนักการเมืองผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ต้องหาในคดีทั้งหลาย ถ้าท่านไม่อยากให้เราแฉ คืนนี้โทรบอกกกต. ว่าให้สั่งฟ้องไปเลย แล้วให้ข้อมูลทั้งหมดไปนำเสนอกันในกระบวนการของศาลฎีกา ซึ่งเป็นองค์กรที่มีที่มาเป็นกลางกว่ากกต. ถ้าท่านสั่งฟ้อง พวกเราจะรู้สึกยินดีและขอปรบมือให้ท่าน เราไม่อยากก่นด่าท่านแสวง (เลขาธิการ กกต.) อีกต่อไปแล้ว เราอยากชื่นชมท่านบ้างในวันพรุ่งนี้ และเราในฐานะประชาชนก็ยังอยากรู้สึกว่า กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบอำนาจรัฐยังคงทำงานได้ นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็นว่าประเทศนี้ยังมีความหวัง ฉะนั้นจึงขอให้กกตสั่งฟ้อง” นายยิ่งชีพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทุกครั้งที่ในยิ่งชีพ ตะโกนว่า “ขอให้กกตสั่งฟ้อง” ประชาชนที่อยู่ในบริเวณปราศรัยก็จะพูดพร้อมกันว่า 229 ซึ่งหมายถึงจำนวนรายชื่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ฮั้วเลือกสว.ที่มีการเปิดเผยในช่วงที่ผ่านมา

รัดเกล้า จี้ กกต. ส่ง คดีฮั้ว สว. ให้ศาลฯ ชี้ต้องฟื้นศรัทธา ปชช. เตือนหากยังฝืนระวังเจอ ม. 157

13 กันยายน 2569 เวลา 19:08 น.

รัดเกล้า จี้ กกต. ส่ง คดีฮั้ว สว. ให้ศาลฯ ชี้ต้องฟื้นศรัทธาประชาชน-ไม่มีหน้าที่ตัดสินผิด-ถูก เตือนหากยังฝืนระวังเจอมาตรา 157 รออยู่

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมาร่วมกิจกรรมกับทางกลุ่มไอลอว์ พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมประชุมและลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย.ว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์คือเชื่อว่าประเทศไทยต้องขับเคลื่อนด้วยระบอบประชาธิปไตย ซึ่ง กกต. เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญและเป็นหัวใจในการปกป้องประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ แต่วันนี้เราเห็นกันแล้วว่าการทำงานของ กกต. ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของประชาชน โดยผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าล่าสุด พบว่าในบรรดาองค์กรอิสระทั้งหมด กกต. เป็นองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใสต่ำที่สุด

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า วันที่ 14 ก.ย.นี้จะเป็นวันสำคัญที่ กกต. จะต้องฟื้นฟูความศรัทธาจากประชาชนต่อตัวองค์กรให้ได้ เพราะหน้าที่และบทบาทของ กกต. ไม่ว่าจะอย่างไรก็หนีไม่พ้นเรื่องการยื่นเรื่องคดีฮั้ว สว. เข้าสู่การพิจารณาของศาล และ กกต. เองไม่ได้มีบทบาทหรือหน้าที่ในการพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ที่เมื่อมีเรื่องที่เชื่อได้ว่ามีมูล และเมื่อประชาชนมารวมตัวกันแสดงออกถึงเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ กกต. จะไม่ส่งเรื่องเข้าสู่ศาล

“หากในวันที่ 14ก.ย.นี้ การตัดสินใจของ กกต. ยังคงยืนยันที่จะไม่ส่งเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ศาล มาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็คงจะรอ กกต. อยู่ จึงขอให้ กกต. ตัดสินใจให้ดี เพราะพวกเราและประชาชนคนไทยกำลังรออยู่” นางรัดเกล้า กล่าว

เมื่อถามถึง เสื้อที่สวมใส่มาในวันนี้ ซึ่งมีหมายเลข 7-157 นางรัดเกล้า กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการใช้เป็นตัวเลขเพื่อมาเตือนสติ กกต. ว่าการทำงานของ กกต. ในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดย 157 คือมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ส่วนเลข 7 ตัวแรกมีที่มาอย่างไร ให้กลับไปคิดเอาเองแล้วกัน

ต่อมานางรัดเกล้า ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “พวกเรามาแสดงตนเชิงสัญลักษณ์ เพื่อส่งเสียงถึง กกต. ก่อนการลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันพรุ่งนี้

เสื้อ “7-157” ไม่ได้มีไว้แค่ให้คนสงสัย แต่มีไว้เตือนว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีความหมายต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

คิดให้ดี ก่อนลงมติ”

สรรเพชญ ยกระดับขนส่งทางน้ำเมืองกรุงเก่า

13 กันยายน 2569 เวลา 19:03 น.

“สรรเพชญ” เร่งยกระดับขนส่งทางน้ำอยุธยา ปลดข้อจำกัดท่าเรือศาลาลอย – พัฒนาร่องน้ำป่าสัก เชื่อมโยงสินค้า เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

วันนี้ (13 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำเพื่อการประหยัดพลังงาน บริเวณท่าเรือศาลาลอย อำเภอท่าเรือ และโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบริเวณแม่น้ำป่าสัก พร้อมพบปะประชาชนในพื้นที่ โดยมี นายนพ ชีวานันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 2 นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

สำหรับโครงการสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำบริเวณท่าเรือศาลาลอย มีพื้นที่ประมาณ 56 ไร่ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านค่าเช่าและค่าธรรมเนียมการเช่าท่าเรือ รวมถึงปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักช่วงฤดูแล้งที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับเรือขนาดใหญ่ ขณะที่ท่าเรือปัจจุบันรองรับเรือได้ไม่เกิน 500 ตันกรอส จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับวัตถุประสงค์การใช้ท่าและจัดทำรายงาน EIA ให้สอดคล้องกับกฎหมาย นอกจากนี้ ระดับท่าเรือมีความสูงกว่าระดับเรือประมาณ 6–7 เมตร เป็นข้อจำกัดต่อการขนถ่ายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเทกอง ขณะที่อาคารสำนักงาน โรงพักสินค้า และพื้นที่หน้าท่าบางส่วนมีสภาพชำรุดจากการใช้งานมานานกว่า 13 ปี จึงต้องเร่งสำรวจและปรับปรุงให้พร้อมรองรับการใช้งาน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะประสานกรมชลประทานพิจารณาการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนพระราม 6 เพื่อรักษาระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักให้เหมาะสมต่อการเดินเรือ โดยมีเป้าหมายประมาณ 4.5 เมตร เพื่อรองรับเรือที่กินน้ำลึก 4 เมตร พร้อมหารือกรมธนารักษ์เพื่อหาแนวทางลดภาระค่าเช่าและค่าธรรมเนียม รวมถึงพิจารณาการแบ่งพื้นที่บางส่วนให้ผู้ประกอบการเช่า ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์ท่าเรือศาลาลอยสามารถพิจารณาได้ทั้งในรูปแบบกิจการท่าเรือ กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าเรือ หรือกิจการอื่นตามความเหมาะสม

ในส่วนของโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบริเวณแม่น้ำป่าสัก มีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพร่องน้ำและการเดินเรือ รองรับการขนส่งสินค้าทางน้ำและส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางบกและทางรางมายังทางน้ำ ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงสินค้าจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังท่าเรือในแม่น้ำป่าสัก ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งลดปัญหาการจราจรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวครอบคลุมระยะทางประมาณ 52 กิโลเมตร ตั้งแต่บริเวณหน้าวัดพนัญเชิงถึงเขื่อนพระราม 6 แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 จาก กม. 0+000 บริเวณหน้าวัดพนัญเชิง ถึง กม. 23+000 บริเวณวัดพระนอน ดำเนินการขุดร่องน้ำลึกประมาณ 6.6 เมตร กว้าง 30–44 เมตร เพื่อรองรับเรือขนาดไม่เกิน 2,500 ตัน และช่วงที่ 2 จาก กม. 23+000 บริเวณวัดพระนอน ถึง กม. 52+000 บริเวณเขื่อนพระราม 6 ขุดร่องน้ำลึกประมาณ 4.4 เมตร กว้าง 24–35 เมตร เพื่อรองรับเรือขนาดไม่เกิน 1,000 ตัน โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2570 นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหาการกัดเซาะตลิ่งบริเวณวัดคลองน้ำชาและหมู่บ้านอรัญญิก ซึ่งประชาชนได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการกัดเซาะตลิ่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยนายสรรเพชญได้มอบให้กรมเจ้าท่าดำเนินการสำรวจศึกษาและจัดทำคำของบประมาณ พร้อมกันนี้ยังได้ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามการดำเนินงานและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้โครงการเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งให้มีความสะดวก ปลอดภัย และตรงเวลา สนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมายังทางน้ำ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนลดปริมาณการจราจรทางถนนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการกัดเซาะและรักษาที่ดินและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมยกระดับภูมิทัศน์และเศรษฐกิจริมแม่น้ำป่าสัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ และสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและท้องถิ่นในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ไอติม ดักคอ กกต. หากยกคำร้อง คดีฮั้ว สว. เรื่องไม่จบแน่นอน จี้ส่ง 229 คนให้ศาลพิสูจน์ หวั่นเกิดระบบ การเมืองสีน้ำเงิน ทำอะไรก็ไม่ผิด

13 กันยายน 2569 เวลา 18:55 น.

ไอติม ดักคอ กกต. หากยกคำร้อง คดีฮั้ว สว. เรื่องไม่จบแน่นอน จี้ส่ง 229 คนให้ศาลพิสูจน์ หวั่นเกิดระบบ การเมืองสีน้ำเงิน ทำอะไรก็ไม่ผิด ย้ำเดินหน้ายื่นญัตติซักฟอก ก.ย.นี้ คาดได้อภิปรายช่วง ต.ค.

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการที่มาร่วมงานกิจกรรม “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง สว. 229” ว่า ตนมาร่วมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาในคดีโกง สว. ซึ่ง กกต. จะมีการลงมติในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ตนสื่อสารมาโดยตลอดว่า หาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง กกต. ควรจะสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ในกระบวนการโกง สว. ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่เสนอให้สั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอย่างสิ้นสงสัย และพิพากษาว่าใครบ้างใน 229 คนที่ผิดหรือไม่ผิด

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลหลักมี 2 ข้อข้อแรก คือเห็นว่าหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการโกง สว. ไม่ว่าจะเป็นโพยใบสั่ง บอร์ดการลงคะแนน หลักฐานการนัดหมาย เส้นทางการเงิน คลิปเสียง หรือแม้กระทั่งประวัติการโทรศัพท์ โดยรวมแล้วเป็นหลักฐานที่เพียงพอที่ กกต. จะสามารถสั่งฟ้องไปที่ศาลได้ หากเทียบกับมาตรฐานการทำงานของ กกต. ในอดีต จะเห็นว่าเมื่อปีที่แล้ว กกต. เคยมีการสั่งฟ้องไปที่ศาลในคดีที่มีเพียงข้อความไม่กี่ข้อความในแชตไลน์ ซึ่งเป็นการแลกคะแนนและจับคู่กัน โดยไม่มีการเสนอเรื่องเส้นเงินหรือผลประโยชน์ด้วยซ้ำ ฉะนั้น จึงมองว่าหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการโกง สว. ครั้งนี้ มีความชัดเจนกว่าหลักฐานในคดีก่อนหน้านี้ที่ กกต. เคยสั่งฟ้องไปที่ศาลด้วยซ้ำ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเหตุผลที่ 2 คือเห็นว่า กกต. อย่างน้อย 4 ใน 7 คน อยู่ในสถานะที่มีการขัดกันของผลประโยชน์ หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจาก กกต. 4 คนดังกล่าวเข้ามาเป็น กกต. ได้ ก็เพราะได้รับการรับรองจาก สว. ชุดเดียวกับผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้น กกต. 4 คนนี้ไม่ควรใช้ดุลพินิจของตัวเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งเป็นฝ่ายที่รับรองให้ กกต. ทั้ง 4 คนเข้ามาดำรงตำแหน่ง และการสั่งฟ้องไปที่ศาลเพื่อให้ศาลทำหน้าที่พิพากษา ก็น่าจะทำให้ กกต. 4 คนนี้หลุดพ้นจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนได้ดีที่สุด ฉะนั้น ด้วย 2 เหตุผลนี้จึงเห็นว่า กกต. ควรมีคำสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนไปที่ศาล

เมื่อถามว่า หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลย จะเดินหน้าอย่างไรต่อ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน แต่ในช่วงเวลาที่เหลืออีกประมาณ 20 กว่าชั่วโมง ยังไม่อยากให้คิดไกลเกินวันที่ 14 กันยายนนี้ ในเวลานี้อยากเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันส่งเสียง รวมพลังกันเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และปฏิบัติหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น โดยอยากให้โฟกัสตรงนี้ก่อน ยืนยันว่า ในเชิงหลักการ หากมีการยกคำร้องหรือตัดทอนไม่ให้เรื่องของใครไปถึงศาล ทั้งที่หลักฐานชัดเจนเพียงพอ เรื่องนี้ไม่จบแน่นอน

เมื่อถามว่า หาก กกต. ไม่สั่งฟ้องใครเลยในฐานะที่เดินหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอดจะผิดหวังหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องความรู้สึกของตนที่เป็นสิ่งสำคัญ แต่หากคดีการโกง สว. ที่เกิดขึ้นกระทำสำเร็จ โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่กังวลคือประเทศไทยจะกลายเป็นสถานการณ์ที่มีระบบการเมืองที่เสื้อสีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลสำหรับอนาคตประเทศ จึงมาร่วมกันเรียกร้องไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น และหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า กกต. มีคำสั่งฟ้องจริง จะเปิดเผยเพียงตัวเลขว่าสั่งฟ้องกี่คน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อว่าใครถูกฟ้องบ้าง นายพริษฐ์ กล่าวว่า หวังว่าจะไม่ใช่ความจริง เพราะ 1.หาก กกต. ลงมติอย่างตรงไปตรงมา ก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกังวลใจที่จะอธิบายกับสังคมว่าเหตุใดจึงลงมติเช่นนั้น ทำไมจึงสั่งฟ้องใคร หรือทำไมจึงไม่สั่งฟ้องใคร หาก กกต.มีความพยายามปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการตัดสินใจของตัวเอง ก็ยิ่งสื่อให้เห็นว่า กกต. อาจทำหน้าที่อย่างไม่ตรงไปตรงมาหรือไม่

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.เข้าใจว่าสโลแกนของ กกต. ในขณะนี้มีคำว่าโปร่งใส ซึ่งการกระทำต้องสอดคล้องกับคำพูดนั้นด้วย ดังนั้น หาก กกต. ทำงานด้วยความโปร่งใสจริง สิ่งพื้นฐานที่สามารถทำได้คือการชี้แจงกับประชาชนถึงรายละเอียดและเหตุผลในการลงมติที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า อยากสื่อสารอะไรถึง กกต. ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการลงมติหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า อยากให้ กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า กกต. 4 คนในวันนี้ เข้ามาเป็น กกต. ได้เพราะถูกรับรองโดย สว. ที่อยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่อยากให้ กกต. นึกถึงการตอบแทนบุญคุณคนที่ทำให้ตัวเองมาอยู่ในตำแหน่งทุกวันนี้ อยากให้นึกถึงอนาคตประเทศ นึกถึงหลักการทางกฎหมาย และทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามถึง ความคืบหน้าการเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายพริษฐ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า พร้อมและเดินหน้าตามขั้นตอนและกรอบเวลาที่วางไว้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดทำตัวญัตติ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรวบรวมว่ารัฐมนตรีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายมีใครบ้าง รวมถึงข้อกล่าวหาที่จะเขียนเข้าไปในญัตติว่าจะมีข้อกล่าวหาอะไรบ้าง โดยคาดว่าจะยื่นได้ภายในเดือนก.ย. และการอภิปรายจะเกิดขึ้นประมาณเดือนต.ค.นี้

บรรยากาศ ไอลอว์ ชุมนุมจี้ กกต.สั่งฟ้อง 229 โยงฮั้ว สว. หน้าหอศิลป์ฯ

13 กันยายน 2569 เวลา 18:21 น.

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่บริเวณหอศิลปวัฒนธรรม แห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw-ไอลอว์) ได้รวมตัวจัดกิจกรรมชื่อว่า “ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” แสดงพลังครั้งสุดท้ายก่อน กกต. ลงมติคดีโกงเลือก สว. กับข้อเรียกร้องเดียว “สั่งฟ้อง 229” ผู้ต้องหา ไม่มีข้อยกเว้น โดยมีกลุ่มมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมและฟังการปราศรัย รวมกว่า 500 คน โดยมีทั้งนักการเมือง และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง มาเข้าร่วม หลากหลายท่าน อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และ หัวหน้าพรรคประชาชน, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน, นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย และอีกหลายท่าน

โดยบรรยากาศบริเวณหน้าหอศิลป ฯ ได้มีการโชว์ผังความเชื่อมโยงคดีโกง สว. ทั้ง 229 คนและกิจกรรมแปลอักษรเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เป็นตัวเลข 229 นอกจากนี้ยังได้มีกิจกรรมแสดงดนตรี จากวงต่าง ๆ วงสามัญชนและโมกศลาร์

ขณะที่ด้านการดูแลความปลอดภัย พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต. อัฏธพร วงศ์ศิริปรีดา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 พ.ต.อ.ศิริชาติ จันทร์พรมมา ผกก.สน.ปทุมวัน พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ลงพื้นที่ตรึงกำลังโดยรอบบนสกายวอล์ก ห้างมาบุญครอง เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยของการจัดกิจกรรมการชุมชน ซึ่งเป็นไปอย่างสงบ

อินฟลูฯ เรียงหน้าซัด “พรรคเศรษฐกิจ” หลังปั่นปมใช้หนี้ แทนเขมร 31 ล้าน เอาหล่อ

13 กันยายน 2569 เวลา 17:55 น.

จากกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณจำนวน 31.2 ล้านบาท โดยมีการปั่นพาดหัวข่าวในลักษณะที่ว่า “รัฐบาลนำเงินภาษีไปมอบให้ประเทศกัมพูชา” ประเด็นดังกล่าวได้ถูกนำไปขยายผลทางการเมืองอย่างดุเดือด โดยเฉพาะจาก “พรรคเศรษฐกิจ” ที่ออกมาระบุว่าพยายามยับยั้งงบก้อนนี้แต่ไม่สำเร็จ จนถึงขั้น ส.ส. ของพรรคออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชน ล่าสุด กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์และนักวิเคราะห์การเมืองหลายท่านทนไม่ไหว ต้องออกมาเปิดข้อมูลเชิงลึก พร้อมเรียงหน้าวิจารณ์การทำงานของพรรคการเมืองดังกล่าวอย่างดุเดือด ว่าเป็นการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริง มุ่งหวังเพียงผลทางการเมือง โดยละทิ้งความรับผิดชอบต่อเครดิตของประเทศชาติ

จุดเริ่มต้นดราม่า “พรรคเศรษฐกิจ” ยืดอกขอโทษ อ้างตัดงบไม่สำเร็จ

ต้นตอของเรื่องนี้เกิดจาก “พรรคเศรษฐกิจ” นำโดย ส.ส.คริส โปตระนันทน์ ประธานพรรค พร้อม ส.ส. อีก 2 คน ออกมาแถลงขอโทษประชาชนที่พยายามตัดงบ 31.2 ล้านบาทในการช่วยภาระดอกเบี้ยกัมพูชาแต่ไม่สำเร็จ โดย ส.ส.คริส ระบุว่า ในวันที่คนไทยเดือดร้อน ทำไมต้องเอาเงินภาษีไปแบกภาระให้เพื่อนบ้าน พร้อมทิ้งท้ายอย่างหล่อๆ ว่า “ถ้าวันนี้คนไทยยังไม่อยู่ดีกินดี ถ้าวันนี้คนไทยยังไม่มีเงินเรียนหนังสือ เราจะเอาเงินที่เราเกือบจะไม่มี ไปให้ประเทศเพื่อนบ้าน ผมว่ามันบ้าจริง ๆ… ประชาชนไม่ยอมแพ้ พรรคเศรษฐกิจก็ไม่ยอมแพ้”

ตอกหน้าคนผิด ความจริงคือสัญญาหนี้ ไม่ใช่เงินแจกเขมร

หลังการแถลง โลกออนไลน์ลุกเป็นไฟ อินฟลูเอนเซอร์และนักวิเคราะห์ต่างกางความจริงฟาดกลับ

  • เฟซบุ๊ก Sema Loveking: ซัดแรงว่างบก้อนนี้คือการชดเชยส่วนต่างดอกเบี้ยตามพันธะเดิมของ EXIM Bank พร้อมตอกกลับพวกปั่นข่าวเฟกว่า “พูดอย่างนี้จะดีต่อประชาชนที่ไม่ได้รู้ข้อมูล และจะแฟร์ต่อรัฐบาล คนที่ไม่ฉลาด จะได้ฉลาด ไม่โดนจูงจมูกได้ง่ายๆ“
  • เฟซบุ๊ก พีระชาติ อินตา ย้ำว่าเงินก้อนนี้ไม่ใช่การหยิบเงินสดไปแจกเขมร พร้อมขยี้ปม “ความย้อนแย้ง” ว่า ส.ส. พรรคยกมือไหว้ขอโทษที่ตัดงบไม่ได้ แต่พอดูรายงานโหวต พรรคเศรษฐกิจกลับ “ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณทั้งฉบับ” จึงตั้งคำถามว่า “เมื่อพรรคเห็นว่างบก้อนนี้ไม่เหมาะสม เหตุใดจึงลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณทั้งฉบับ? นี่คือความย้อนแย้งที่ควรถูกอธิบาย”

หายนะ Cross-Default ถ้าระงับจ่าย ไทยนั่นแหละที่จะพังพินาศ

ข้อเสนอให้รัฐบาล “ระงับการจ่ายเงิน” ถูกวิจารณ์ยับเยินว่าชี้โพรงให้กระรอกและเสี่ยงทำประเทศฉิบหาย:

  • เฟซบุ๊ก กวีเหลวไหลแท้ ชี้ว่าหากบ้าจี้ทำตาม จะเกิดภาวะผิดนัดชำระหนี้ (Cross-Default) เขมรจะใช้อ้างไม่จ่ายหนี้ที่เหลือได้ทันที เครดิตประเทศตก ภาระดอกเบี้ยพุ่ง พร้อมสับแหลกว่า “เพื่อปั่นกระแสหาเสียง ประเทศจะชิบหัยอย่างไรพรรคเศรษฐกิจไม่เกี่ยว… โชคดีที่พรรคนี้มี ส.ส. ไม่กี่คน แค่เอามาปั่นหาเสียงจากประชาชนที่ตามไม่ทัน”
  • เฟซบุ๊ก Wanwichit Boonprong ฟาดแรงถึงกรรมาธิการงบประมาณว่า หาก “ไร้สติ” ไปตัดงบก้อนนี้ กัมพูชาจะฉวยโอกาสชักดาบทันที แถมจะเอาไปฟ้องนานาชาติว่าไทยกลั่นแกล้ง พร้อมทิ้งท้ายแทงใจดำว่า “รักชาติอย่างมีสติ แต่อย่าเล่นการเมืองโหนกระแสเพื่อทำลายผลประโยชน์ของชาติเลยนะครับ”
  • เฟซบุ๊ก Nitipat Bhandhumachinda: เปรียบเทียบเจ็บๆ ว่าทำแบบนั้นคือการเบี้ยวหนี้ธนาคารตัวเอง “ถ้าเราดันทะลึ่งไปเบี้ยวหนี้… ก็จะกลายเป็นว่าเราเบี้ยวหนี้กับธนาคาร เสียชื่อเสียเครดิตให้เขานินทากันไปทั้งโลก ..อย่าได้คิดกระทำโดยเด็ดขาด”

สวนกลับพรรคเศรษฐกิจ แสดงละครเอาหล่อ

นอกจากเรื่องข้อเท็จจริงแล้ว พฤติกรรมทางการเมืองก็ถูกรุมสับ เฟซบุ๊ก Tee Nop เดือดจัด โพสต์ตอบกลับว่าข่าวนี้เข้าทางคนชั่วที่เอามาเล่นต่อจนไฟลามทุ่ง พร้อมวิจารณ์อย่างร้อนแรงว่า “สิ่งที่พรรคเศรษฐกิจ ทำนั้น กำลังสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างให้แก่รัฐบาล มันเป็นการแสดงละครเอาหล่อแบบหน้าด้านๆ ชั่วช้า โดยที่ลืมตัวว่าตัวเองเป็นพรรคร่วม”

บทสรุป ท้าชนคนจับโป๊ะ งานนี้ใครจะอยู่ใครจะไป?

แม้จะโดนกระแสสังคมและผู้รู้จริงรุมสับอยากมากมายแต่ล่าสุด พรรคเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าสู้กระแส โพสต์ข้อความท้าทายกลับอย่างดุเดือดว่า “ใครก็ตามที่หาว่า #พรรคเศรษฐกิจ กุข่าว ส.ส.คริส ยินดี ดีเบทพร้อมเปิดเอกสาร ทุกรายการ!”

จากดราม่างบประมาณ ลุกลามกลายเป็นการเปิดหน้าชนทางการเมือง ท่ามกลางเดิมพันคือเครดิตของประเทศชาติและความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง งานนี้ต้องดูกันต่อไปว่า เมื่อถึงเวลาขึ้นเวทีดีเบต พรรคเศรษฐกิจจะงัดหลักฐานอะไรมาสู้ และมหากาพย์บิดเบือนข้อมูลครั้งนี้จะจบลงอย่างไร!

เท้ง ลั่นของขวัญวันเกิด อนุทิน ดีที่สุด คือเรียกร้อง กกต. สั่งฟ้อง 229 ราย โยง ฮั้ว สว. ส่งศาลล้างครหา

13 กันยายน 2569 เวลา 17:16 น.

เท้ง ส่งสาส์นแฮปปี้เบิร์ธเดย์ถึง อนุทิน ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด คือ นายกฯ-ภูมิใจไทย แสดงจุดยืนเรียกร้อง กกต. สั่งฟ้อง 229 ราย โยง ฮั้ว สว. ให้ศาลตัดสิน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ-ล้างข้อครหา เมิน ภูมิธรรม ย้อนหากวันนั้นเลือกนายกฯ จาก เพื่อไทย ทุกอย่างจบไปแล้ว ชี้ไม่อยากให้มองแค่เจาะจงพรรคใดพรรคหนึ่ง ทุกคนมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ปลุกชวน ปชช. ออกมาแสดงพลังโค้งสุดท้ายก่อนชี้ชะตา ให้ องค์กรอิสระ ทําหน้าที่ตรงไปตรงมา

เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2569 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน กทม. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมกิจกรรมเดินขบวนรณรงค์จากสำนักงานไอลอว์ ย่านลาดพร้าว มาจนถึงหอศิลปกทม. เมื่อช่วงเวลาประมาณ15.00น. เพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)วินิจฉัยส่งคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วสว. ไปยังศาลฎีกา ในวันพรุ่งนี้(14ก.ย.) ซึ่งจะมีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลข ไม่เปิดเผยรายชื่อว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้วันนี้ประชาชนออกมารวมตัวกัน ซึ่งตนและเพื่อน สส.ที่มาวันนี้ก็มาในฐานะประชาชนเช่นเดียวกัน ไม่ได้มาในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง สิ่งที่ประชาชนต้องการเรียกร้องในตอนนี้คืออยากให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา เปิดเผยข้อมูลที่มีความโปร่งใสเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่น ดังนั้นคำวินิจฉัยของ กกต.จะออกมาเช่นไร อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าความโปร่งใสเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เมื่อถามถึง กรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.มหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านแอปพลิเคชั่นเอ็กซ์ (X) ระบุว่าหากพรรคประชาชนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เรื่องเขากระโดง และคดีฮั้ว สว. จบไปนานแล้ว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนขอย้ำอีกครั้งว่าทุกวันนี้สิ่งที่พวกเรากำลังส่งเสียงเรียกร้อง ไม่ได้ออกมาเรียกร้องในฐานะตัวแทนพรรคการเมือง และไม่ได้เรียกร้องต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ที่เราออกมาเรียกร้องเพราะเราต้องการการตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนที่มีความเชื่อมั่นเชื่อถือได้ หนึ่งในนั้นคือการทำหน้าที่ของ กกต.อย่างตรงไปตรงมา

”ทุกวันนี้หลักฐานที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทุกคนเห็นแล้วว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ากระบวนการฮั้ว สว.มันมีการโกง ดังนั้น สำหรับผมสิ่งที่ กกต.มีเหลืออยู่ และทำได้คือส่งทั้ง 229 รายชื่อไปให้ศาลเป็นคนตัดสินว่าใครถูกใครผิด“ นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มองกรณีที่นายภูมิธรรมออกมาโพสต์อย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากให้ไปมองว่าประเด็นที่มีการโต้ตอบกันในวันนี้เป็นการเรียกร้องกันระหว่างพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง วันนี้เรามาในฐานะประชาชน ประชาชนมีสิทธิเต็มที่ที่จะออกมาแสดงพลังของตัวเองในการส่งเสียงเรียกร้องให้ กกต.ทำหน้าที่ตัวเองตรงไปตรงมามากที่สุด

เมื่อถามถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่าคดีฮั้วสว. มีความจงใจล้มพรรคภูมิใจไทย และจะมีการเอาผิดกับคนที่ปล่อยข้อมูลคดีดังกล่าว นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า พื้นที่ในการพิสูจน์ตัวเองให้ดีที่สุดสำหรับตน องค์กรที่จะมีอำนาจชี้ขาดว่าใครถูกหรือใครผิดคือศาล ดังนั้น วันนี้ไม่ว่าจะเป็นใครโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นตัวแทนจากพรรคภูมิใจไทย กำลังจะบอกว่ามีการกล่าวหาว่าเขาไม่ได้ทำแบบนั้นจริง ตนคิดว่าวิธีการเดียวคือการแสดงความบริสุทธิ์ใจ ออกมาแสดงจุดยืนว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ศาลเป็นคนตัดสิน จะสิ้นข้อสงสัยมากที่สุด

เมื่อถามว่า หากวันที่ 14ก.ย.นี้ กกต. ไม่ส่งรายชื่อทั้ง 229 ไปยังศาล จะดำเนินการอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้เรายังเหลือเวลากันอีกไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่ กกต. จะมีมติประมาณช่วง 10.00 น. และแถลงในช่วงบ่าย จึงอยากให้ประชาชนทุกคนมารวมตัวกันมาแสดงพลังกัน ใช้สิทธิเสรีภาพของตัวเองที่ได้รับรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ในการเรียกร้องให้องค์กรอิสระอย่าง กกต.ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด อย่าปล่อยให้วิธีการโกงที่ใหญ่มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สามารถถูกเป่าออกไปได้ โดยที่ไม่ต้องมีใครถูกรับผิดชอบในเรื่องนี้

เมื่อถามว่า ถ้าหาก กกต. สั่งฟ้อง สว. ไม่ถึง 10 คน อย่างที่คาดการไว้ จะทำอย่างไรต่อ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การใช้อำนาจหน้าที่
ของ กกต. ก็ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเอง แต่วันนี้อย่าเพิ่งมองไปไกลขนาดนั้นเลย วันนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ก็อยากจะส่งเสียงเรียกร้องอีกครั้ง ให้ประชาชนที่อยู่บริเวณหอศิลป์ฯ แห่งนี้ หรืออยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เดินทางมารวมตัวกันที่นี่ มาเพื่อแสดพลังของตัวเอง ให้ กกต.ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา

เมื่อถามว่า วันนี้เป็นวันเกิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ​ในโอกาสวันเกิดของนายกฯ หากวันนี้นายกฯ มองว่าตัวท่านรวมถึงพรรคภูมิใจไทยกำลังถูกกล่าวหา ของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด ที่จะเป็นการล้างข้อครหาต่อตัวท่าน และพรรคภูมิใจไทย คือแสดงจุดยืนส่งเรื่องนี้ ไปให้ศาลในการวินิจฉัยว่า ตัวท่านบริสุทธิ์ ตนคิดว่านี่คือของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุด