‘มท.’ไฟเขียว เปลี่ยนชื่อ‘6 อบต.-วัด 2 แห่ง’ แก้ปัญหาชื่อซ้ำ-ลดความเข้าใจผิด

‘มท.’ไฟเขียว เปลี่ยนชื่อ‘6 อบต.-วัด 2 แห่ง’ แก้ปัญหาชื่อซ้ำ-ลดความเข้าใจผิด

‘มท.’ไฟเขียว เปลี่ยนชื่อ‘6 อบต.-วัด 2 แห่ง’ แก้ปัญหาชื่อซ้ำ-ลดความเข้าใจผิด

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.20 น.

“มท.”ไฟเขียว เปลี่ยนชื่อ”6 อบต.-วัด 2 แห่ง” แก้ปัญหาชื่อซ้ำ-ลดความเข้าใจผิด ให้เหมาะสมกับอัตลักษณ์ประวัติศาสตร์ของพื้นที่

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายภาสกร บุญญลักษม์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายใน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณา เรื่อง การขอเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่นๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือระเบียบเฉพาะของสถานที่ รวม 8 แห่ง โดยเห็นชอบเปลี่ยนชื่อองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 6 แห่ง ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เสนอ และเปลี่ยนแปลงชื่อวัด 2 แห่ง ตามที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอ

สำหรับการเปลี่ยนชื่อ องค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 6 แห่ง ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่

1.จ.อุดรธานี อำเภอหนองหาน ชื่อเดิม “อบต.บ้านเชียง” เปลี่ยนเป็น “อบต.ดูนคำ” เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับเทศบาลตำบลบ้านเชียง และชื่อ “ดูนคำ” มาจากที่ตั้งที่หมู่บ้านดูนคำ และมีความหมายว่า พื้นที่อุดมสมบูรณ์

2.จ.เพชรบุรี อำเภอบ้านแหลม ชื่อเดิม “อบต.บางตะบูน” เปลี่ยนเป็น “อบต.คุ้งตำหนัก” เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับเทศบาลตำบลบางตะบูน โดยชื่อใหม่มาจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นพลับพลาที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าเสือ

3.จ.หนองบัวลำภู อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ชื่อเดิม “อบต.นาคำไฮ” เปลี่ยนเป็น “อบต.โนนสมบูรณ์” เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับเทศบาลตำบลนาคำไฮ โดยชื่อใหม่มาจากชื่อหมู่บ้านที่ตั้งที่ทำการบ้านโนนสมบูรณ์

4.จ.อุดรธานี อำเภอหนองหาน ชื่อเดิม “อบต.หนองหาน” เปลี่ยนเป็น “อบต.เมืองซ้าย” เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับเทศบาลตำบลหนองหาน โดยชื่อใหม่ตั้งตาม “เจ้าปู่เมืองซ้าย” บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ผู้ก่อตั้งเมืองหนองหาน

5.จ.หนองบัวลำภู อำเภอเมืองหนองบัวลำภู ชื่อเดิม “อบต.นามะเฟือง” เปลี่ยนเป็น “อบต.หนองศาลา” เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับเทศบาลตำบลนามะเฟือง โดยชื่อใหม่มาจากประวัติหมู่บ้านเดิมที่แยกตัวออกมา

6.จ.ประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ชื่อเดิม “อบต.คลองวาฬ” เปลี่ยนเป็น “อบต.หว้ากอ” เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับเทศบาลตำบลคลองวาฬ โดยชื่อใหม่มาจากความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช ทรงตั้งค่ายหลวงทอดพระเนตรสุริยุปราคา

ในส่วนของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีการขอเปลี่ยนแปลงชื่อวัด จำนวน 2 แห่ง ได้แก่

1.จ.เชียงใหม่ ชื่อเดิม “วัดบ่อหลวง” เปลี่ยนเป็น “วัดป่าแม่สะนาม” เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับวัดบ่อหลวงอีกแห่ง หมู่ 1 จึงเปลี่ยนให้ตรงกับชื่อหมู่บ้านแม่สะนาม หมู่ 9 เพื่อให้ประชาชนจดจำได้โดยง่าย

2.จ.สุรินทร์ ชื่อเดิม “วัดทุ่งสว่าง” เปลี่ยนเป็น “วัดทุ่งสว่างหนองเรือ” เนื่องจากชื่อเดิมซ้ำกับวัดอื่นในอำเภอชุมพลบุรี และชื่อใหม่ตรงกับชื่อที่ชาวบ้านเรียกขานกันมายาวนาน

สำหรับคณะกรรมการเปลี่ยนแปลงชื่อจังหวัด อำเภอ และตำบล หมู่บ้าน หรือสถานที่ราชการอื่นๆ ของกระทรวงมหาดไทย เป็นคณะกรรมการตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่พิจารณาหลักเกณฑ์และกลั่นกรองให้ความเห็นชอบการเสนอเปลี่ยนแปลง โดยเน้นการวิเคราะห์ศึกษาถึงหลักฐานหรือวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนชื่อรวมถึงประวัติศาสตร์ในพื้นที่ รวมถึงกระบวนการรับฟังความเห็นประชาชน ที่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการรับฟังความเห็นตั้งแต่ระดับหมู่บ้านถึงระดับคณะกรรมการฯ

‘รัชต์พงศ์’แง้มปาก บอกคนจีนชวนลงทุนทำเว็บพนันปี 65 แต่ขายไปช่วงสมัครสส.ปี 66

'รัชต์พงศ์'แง้มปาก บอกคนจีนชวนลงทุนทำเว็บพนันปี 65 แต่ขายไปช่วงสมัครสส.ปี 66

‘รัชต์พงศ์’แง้มปาก บอกคนจีนชวนลงทุนทำเว็บพนันปี 65 แต่ขายไปช่วงสมัครสส.ปี 66

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.16 น.

ตร.ไซเบอร์ ขยายผลเส้นทางการเงิน เว็บพนันออนไลน์ โยง’รัชต์พงศ์’ เจ้าตัวเผยคนจีนชวนลงทุนปี 65 แต่ขายไปช่วงสมัครสส.ปี 66

จากกรณี นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส.ตาก เขต 2 พรรคประชาชน ถูกจับกุม หลังโดนกล่าวหาว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บพนัน ก่อนยื่นฝากขังต่อศาลครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน นายรัชต์พงศ์ ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว แต่ศาลไม่ให้ประกัน ชี้เป็นตัวการใหญ่ เกรงหลบหนี ก่อนส่งตัวไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘รัชต์พงศ์’นอนคุก! ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุเป็นกลุ่มสั่งการ เกรงหลบหนี) 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ม.ค.2569 พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รองผบช.สอท. เปิดเผยว่า ทางพล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. สั่งการให้ชุดสืบสวนทำการขยายผลเส้นทางการเงินของเว็บพนัน nakarin789 ที่เชื่อมโยงกับนายรัชต์พงศ์ โดยเฉพาะประเด็นการโอนเงินที่ปรากฏข้อมูลสถานที่ 4 แห่ง อาทิ บ้านย่านนวมินทร์, บ้านที่จ.ตาก, อาคารรัฐสภา และที่ทำการพรรคประชาชน

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เป็นการใช้พื้นที่ดังกล่าวในการทำธุรกรรมทางการเงินเท่านั้น ยังไม่พบว่ามีเส้นเงินวิ่งเข้าพรรคแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ต้องตรวจสอบว่ามีใครได้ประโยชน์หรือไม่ และมีการเอาเงินให้ใครและใครได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม จากการสอบปากคำผู้ต้องหาให้การว่า เริ่มทำเว็บพนันตั้งแต่ปี 65-66 โดยมีคนจีนมาชักชวนลงทุนทำเว็บพนัน ก่อนอ้างว่า ขายเว็บพนันดังกล่าวไปช่วงลงสมัครสส.เมื่อปี 66 ซึ่งในส่วนนี้เป็นคำกล่าวอ้างให้การ และอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าจริงหรือไม่

‘พิพัฒน์’ลั่น!ฟันผิดจมเขี้ยว ไม่ไว้หน้าทั้ง‘ผู้รับเหมา-ขรก.’ ปมเครนถล่ม‘สีคิ้ว-พระราม 2’

‘พิพัฒน์’ลั่น!ฟันผิดจมเขี้ยว ไม่ไว้หน้าทั้ง‘ผู้รับเหมา-ขรก.’ ปมเครนถล่ม‘สีคิ้ว-พระราม 2’

‘พิพัฒน์’ลั่น!ฟันผิดจมเขี้ยว ไม่ไว้หน้าทั้ง‘ผู้รับเหมา-ขรก.’ ปมเครนถล่ม‘สีคิ้ว-พระราม 2’

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.10 น.

ไม่จบแค่สอบ! “พิพัฒน์”ลั่นฟันผิดจมเขี้ยว ไม่ไว้หน้าทั้ง”ผู้รับเหมา-ขรก.”ปมเครนถล่ม”สีคิ้ว-พระราม 2” ยันเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ-ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไทย

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเหตุการณ์เครนถล่มทับขบวนรถไฟในพื้นที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา รวมถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนถนนพระราม 2 ​โดยระบุว่า ขอใช้พื้นที่ส่วนตัวรายงานการติดตามและเร่งรัดการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะเป็นผู้รับเหมาหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ามีการละเลยหรือกระทำผิดกฎหมายจะไม่มีข้อยกเว้น คู่ขนานไปกับการเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านความปลอดภัยและผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด

นายพิพัฒน์ ยังระบุด้วยว่า จะผลักดันการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของโครงการก่อสร้างและระบบบริการขนส่งสาธารณะในกำกับของกระทรวงคมนาคม โดยเน้นการทบทวนมาตรการกำกับดูแล การตรวจสอบคุณภาพ และการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ซ้ำอีกในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับประชาชน

“ผมจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในทุกมิติ ทั้งการตรวจสอบ ลงโทษ เยียวยา และยกระดับมาตรฐาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมและมีความเชื่อมั่นในระบบคมนาคมของประเทศไทย” นายพิพัฒน์ กล่าว

– 006

ห่วงเป็น’รัฐล้มเหลว’ ‘เจิมศักดิ์’ยก’ความสูญเสีย’ สะท้อนคุณภาพการบริหาร

ห่วงเป็น'รัฐล้มเหลว' 'เจิมศักดิ์'ยก'ความสูญเสีย' สะท้อนคุณภาพการบริหาร

ห่วงเป็น’รัฐล้มเหลว’ ‘เจิมศักดิ์’ยก’ความสูญเสีย’ สะท้อนคุณภาพการบริหาร

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ซากศพและคราบน้ำตา: บทพิสูจน์ความล้มเหลว บนเก้าอี้รัฐมนตรี” โดย ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

บทเรียนจากคราบน้ำตา: เมื่อภัยพิบัติและโศกนาฏกรรมสะท้อนคุณภาพผู้บริหารประเทศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปเป็นจำนวนมาก

หากพิจารณาตามไทม์ไลน์การบริหารงานของรัฐบาล สองยุคสมัยที่ผ่านมาได้ฝากบาดแผลลึกไว้ในใจคนไทยอย่างไม่อาจลืมเลือน

– ยุคสมัยแห่งความสูญเสียที่ไม่คาดฝัน

ในสมัยการบริหารของ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

เกิดเหตุการณ์วิปโยคที่สร้างความเศร้าสลดไปทั่วโลก:

• 1 ต.ค. 67: เหตุการณ์ไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษาบนถนนวิภาวดีรังสิต เด็กอนุบาลและครูต้องสังเวยชีวิตรวม 23 ราย เป็นโศกนาฏกรรมที่สะท้อนถึงความหย่อนยานของมาตรฐานความปลอดภัยในระบบขนส่ง

• 29 พ.ย. 67: คานปูนและเครนพังถล่มใกล้ตลาดมหาชัยเมืองใหม่ จ.สมุทรสาคร คร่าชีวิตผู้คนไป 6 ราย

• 15 มี.ค. 68: โครงสร้างคานสะพานทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง ถล่มลงมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย และบาดเจ็บถึง 24 ราย

• 28 มี.ค. 68: เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงที่ทำให้ตึกสตง. ถล่มลงมา มีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 ราย

• 24 พ.ค. 68: อุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ที่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

วิกฤตความปลอดภัยและภัยธรรมชาติภายใต้การนำใหม่

– ต่อมาในยุคของ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม

ความสูญเสียจากโครงสร้างพื้นฐานและการจัดการวิกฤตยังคงดำเนินต่อไป:

• 24 ก.ย. 68: ถนนยุบตัวบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิระ สามเสน จากการก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน

• 27 พ.ย. 68: น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งถูกมองว่าขาดการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสม นำไปสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิตกว่า 145 ราย เศรษฐกิจพังพินาศ

• 14 ม.ค. 69: เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงถล่มทับขบวนรถไฟที่สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ดับ 32 ราย บาดเจ็บ 66 ราย

• 15 ม.ค. 69: เพียงวันถัดมา เครนก่อสร้างบนถนนพระราม 2 ถล่มทับรถกระบะ มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ย้ำเตือนถึงความไม่ปลอดภัยบนถนนสายมรณะที่ยังแก้ไม่ตก

* บทสรุป: อุทาหรณ์ถึง “อนาคตประเทศไทย”

ความวิบัติที่เกิดขึ้นในยุคของสองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไม่ใช่เพียงเรื่องของโชคชะตา แต่มันคือ อุทาหรณ์ ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “คุณภาพการบริหาร”

หากการเลือกตั้งครั้งต่อไป ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เรายังได้ผู้บริหารที่มองเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้าของพรรคพวก

มุ่งเน้นแต่การรักษาอำนาจ โดยไม่ยอมปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้วย ความรู้ ความสามารถ และความสุจริต และหากการเมืองไทยยังวนเวียนอยู่กับ “ทุนเทาและเงินดำ”

* ประเทศไทยอาจเดินหน้าไปสู่จุดที่ยากจะพลิกฟื้น จนกลายเป็น “รัฐล้มเหลว” (Failed State) ที่ไม่อาจคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อีกต่อไป

‘อนุทิน’หาเสียงบางกะปิคึกคัก ชาวบ้านดีใจขอถ่ายรูป บอกเป็นนายกฯ แล้วอย่ากินเค้กส้ม

‘อนุทิน’หาเสียงบางกะปิคึกคัก ชาวบ้านดีใจขอถ่ายรูป บอกเป็นนายกฯ แล้วอย่ากินเค้กส้ม

‘อนุทิน’หาเสียงบางกะปิคึกคัก ชาวบ้านดีใจขอถ่ายรูป บอกเป็นนายกฯ แล้วอย่ากินเค้กส้ม

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.35 น.

‘อนุทิน’หาเสียงบางกะปิช่วย‘ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์’คึกคัก ชาวบ้านขอถ่ายรูป ดีใจได้เจอตัวจริง บอกเป็นนายกฯ แล้วอย่ากินเค้กส้ม โชว์ฟิตชกลมหลังผลวัดความดันปกติ ก่อนเดินตลาดคนตะโกนเชียร์ 37 สู้ๆ ’เจ้าตัว‘คึก ยืนบนเก้าอี้ให้จังหวะ ทำท่าพลัส

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 16 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี แกนนำพรรคภูมิใจ ในฐานะหัวหน้าทีมกทม. ลงพื้นที่ช่วย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ผู้สมัคร สส. กทม. เขตบางกะปิ-วังทองหลาง (เฉพาะแขวงคลองเจ้าคุณสิงห์) เบอร์ 13 หาเสียงในพื้นที่เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  

เมื่อนายอนุทินเดินทางถึงได้เดินทักทายชาวบ้านและพ่อค้า แม่ค้า ที่ขายของอยู่บริเวณดังกล่าว โดยประชาชนขอให้โครงการคนละครึ่งพลัสกลับมาอีก ก่อนเดินพบปะเจ้าหน้าที่ที่หน่วยให้บริการทางการแพทย์เคลื่อนที่ พร้อมถ่ายภาพรวมกันโดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยประชาชนบอกว่าอยากเจอนายกฯตัวจริง วันนี้ได้เจอแล้วเห็นแต่ในทีวี

จากนั้นนายอนุทิน ได้วัดความดันได้ 132/83  ซึ่งเป็นความดันปกติ จึงทำให้นายอนุทินชกลมโชว์ แสดงความฟิต ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ที่ส่งเสียงเชียร์ ปรบมือ พร้อมบอกว่า เยี่ยมมาก

ผู้สื่อข่าวถามว่าแบบนี้แสดงว่ายังแข็งแรงดี ยังหาเสียงได้อีกยาวๆ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน โชว์เบ่งกล้ามโชว์  พร้อมทำท่าพลัส ก่อนเดินทักทายแม่ค้าร้านขายของแวะซื้อบ๊วยเค็ม และน้ำโอเลี้ยง  และเดินต่อซึ่งจังหวะนี้นายอนุทิน ขึ้นนั่งบนรถก่อนลดกระจกลง ชาวบ้านตะโกนบอกว่า ” เป็นนายกฯ แล้วอย่ากินเค้กส้มนะ” 

ต่อมานายอนุทิน ขึ้นรถแห่ไปยังตลาดนัดรามคำแหง 68 เพื่อหาเสียงทักทายประชาชนที่สัญจรไปมาในบริเวณนั้น ก่อนเวลา 17.23 น.เดินทางถึงตลาดนัด มาร์เก็ต ทูเดย์ พบปะประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย และประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยซื้อของภายในตลาด ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนขอถ่ายรูปตลอดทาง พร้อมตะโกนว่า 37 สู้ๆ รอคนละครึ่งอยู่นะ และบอกว่าเลือก 37 ทั้งครอบครัว  ก่อนที่นายอนุทินจะโชว์ทำท่าพลัส  ขณะที่ช่วงหนึ่งชาวบ้านตะโกนเชียร์เบอร์ 13 และเบอร์ 37 ซึ่งเป็นหมายเลขพรรคและหมายเลขผู้สมัครสส. โดยนายอนุทินได้ยืนบนเก้าอี้ ทำมือเลข 37 และทำท่าพลัส ก่อนโบกมือให้กับกองเชียร์ที่ส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนาน

โดยช่วงหนึ่งนายอนุทิน ได้เดินผ่านร้านอาหารภายในตลาดพร้อมโชว์ตัดข้าวแกง และมีชาวบ้านผู้ชายเดินมาขอถ่ายภาพกับนายอนุทิน พร้อมทวงว่าอย่าลืมนะโครงการคนละครึ่งเลือกแน่นอน นายอนุทิน ตอบกลับว่าไม่ลืม ก่อนเดินทางกลับ.

จากนั้น เวลา 18.10 น. นายอนุทิน เปิดเผยหลังลงพื้นที่เขตบางกะปิ ว่าบรรยากาศในวันนี้ถือว่าดีมากๆ ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนในเขตบางกะปิย่านเสรีไทย และย่านหัวหมาก ที่ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีทำให้อุ่นใจมั่นใจ หวังว่าพี่น้องประชาชนจะให้ความเชื่อมั่น และให้โอกาสพรรคภูมิใจได้แจ้งเกิดในกรุงเทพมหานคร

“ความรู้สึกในวันนี้ส่วนตัวคิดว่าเทียบกับที่ผ่านมาไม่ได้เลย ที่ไปมาทุกเคสทุกพื้นที่ได้รับการตอบรับที่ดี ประชาชนมีความเชื่อมั่น แต่ที่ผมชอบที่สุดคือไม่ได้มาหาเสียง แต่ได้มาพูดคุยกับประชาชน ที่ผมบอกว่าออร์แกนิค เพราะไม่มีป้ายไม่มีขบวนแห่ทำให้พี่น้องประชาชนกล้าเข้ามาพูดคุยกับเรา หรือหากมีอะไรไม่พอใจ อะไรที่อยากให้ทำ แทบจะไม่ต้องจดเลย เพราะเมื่อได้ยินเสียงพี่น้องประชาชน ก็เข้าไปอยู่ในส่วนสมองแล้วก็เอาไปทำต่อ ส่วนที่เราทำไม่ได้ก็จะเอาไปพิจารณา และเร่งทำให้ได้ ตรงนี้คือส่วนที่ชอบที่สุด อย่างผู้สูงอายุก็บอกว่าอยากให้มีนโยบายเรื่องการดูแลสุขภาพการรักษาพยาบาล ส่วนพ่อค้าแม่ค้าก็ชอบโครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 บางคนบอกเฟส 3 เฟส 4 เฟส 5 ไปเลย ถ้าระบบเศรษฐกิจเอื้ออำนวยมีเงินหมุนเวียนเยอะ คิดว่าหลังการเลือกตั้งเรื่องความชัดเจนต่างๆ การประกอบกิจการต่างๆ ก็น่าจะดีขึ้น ประเทศก็น่าจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น เราก็สามารถที่จะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนได้ ไม่มีใครมาขอเรื่องประชาชนนิยมเลย มีแต่ขอให้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งเขาพร้อมที่จะมีส่วนร่วม”

เมื่อถามว่า เห็นป้ายคนละครึ่งยังติดอยู่ตามร้านค้ารู้สึกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า บอกเขาว่าไม่ต้องแกะออก โครงการคนละครึ่งพลัสเป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนมีความพึงพอใจ เขาพึงพอใจเรื่องครึ่งครึ่งแบบนี้ แต่ที่เราใช้คำว่าพลัสเพื่อที่จะต่อยอด ให้เขามีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากโครงการนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์กลุ่มเด็กๆที่มานั่งฟังนายอนุทินให้สัมภาษณ์ ได้ตะโกนว่า ”สวัสดีครับ“ ก่อนมีคนถามว่ารู้หรือไม่ว่านายกฯชื่ออะไร เด็กชายคนหนึ่งจึงตอบว่า ”อนุทิน ชาญวีรกูล“ ทำให้นายอนุทินยิ้มก่อนหันมาพูดว่า ”ให้มันรู้ซะบ้างใครว่าใครเป็นใคร“

‘พิธา-กุลธิดา’ลุย 3 เมืองใหญ่ยุโรป ปลุกพลังคนไทยไกลบ้านใช้สิทธิเลือกตั้ง

'พิธา-กุลธิดา'ลุย 3 เมืองใหญ่ยุโรป ปลุกพลังคนไทยไกลบ้านใช้สิทธิเลือกตั้ง

‘พิธา-กุลธิดา’ลุย 3 เมืองใหญ่ยุโรป ปลุกพลังคนไทยไกลบ้านใช้สิทธิเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.01 น.

“พิธา-กุลธิดา”ลุย 3 เมืองใหญ่ยุโรป ลอนดอน-เบอร์ลิน-ปารีส ปลุกพลังคนไทยไกลบ้านใช้สิทธิเลือกตั้ง หลังจบทัวร์สหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ภายหลังพบปะพี่น้องชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ทั้งที่ลอสแอนเจลิส ชิคาโก และนิวยอร์ก อย่างต่อเนื่องแล้ว ตน และ กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะเดินทางต่อสู่ทวีปยุโรป เพื่อพบปะและแลกเปลี่ยนกับพี่น้องคนไทยใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ ลอนดอน, เบอร์ลิน และ ปารีส

นายพิธา กล่าวว่า ในการเลือกตั้งปี 2566 ชาวไทยในยุโรปมีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์เกือบ 30,000 คน จาก 33 หัวเมืองใหญ่ทั่วยุโรป ตั้งแต่ลอนดอนจนถึงบูคาเรสต์ สะท้อนพลังและความตื่นตัวของคนไทยในต่างแดนที่ต้องการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตประเทศ

สำหรับกรุงลอนดอน ซึ่งเคยเป็นอันดับ 2 ในการลงทะเบียนเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ด้วยจำนวน 7,764 คน มีความตื่นตัวและมีผู้มาลงทะเบียนเพิ่มเป็น 8,630 คน โดยตนและกุลธิดาจะจัดกิจกรรมพบปะที่ Birkbeck, University of London ในวันที่ 17 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น)

นายพิธา ยังย้ำถึงความสำคัญของนโยบายรัฐที่ “ดูแลคนไทยในต่างแดนอย่างเป็นระบบ” ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนา National ID เพื่ออำนวยความสะดวกด้านบริการรัฐ การจัดตั้งศูนย์ดูแลแรงงานไทยทั่วโลก เพื่อคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการ การพัฒนาระบบช่วยเหลือฉุกเฉินที่เข้าถึงได้จริงและการช่วยเหลือทางกฎหมาย รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มพลังสมองคนไทยทั่วโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงบริการของคนไทยไกลบ้านอย่างทั่วถึง เปลี่ยนจากรัฐที่ให้บริการคนไทยในต่างแดนเป็นครั้งคราว สู่รัฐที่เชื่อมโยง ดูแล และร่วมสร้างอนาคตกับคนไทยทั่วโลก

สำหรับการเดินสายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากคนไทยในต่างแดน เชื่อมโยงเครือข่าย และผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนไทยทุกที่ทั่วโลก รวมถึงตอบข้อซักถามเกี่ยวกับขั้นตอน ฉากทัศน์ของผลประชามติหลังวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อีกด้วย

– 006

‘43 สว.’เข้าชื่อ ยื่นสอย‘กรรมการ ป.ป.ช.’ปมรับสินบนทองคำ 246 บาท

‘43 สว.’เข้าชื่อ ยื่นสอย‘กรรมการ ป.ป.ช.’ปมรับสินบนทองคำ 246 บาท

‘43 สว.’เข้าชื่อ ยื่นสอย‘กรรมการ ป.ป.ช.’ปมรับสินบนทองคำ 246 บาท

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.52 น.

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณี พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้อง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ให้พิจารณาส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.ความผิดทุจริตต่อหน้าที่ กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท ให้ช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ถูกกล่าวหารับผลประโยชน์เว็บพนันออนไลน์ ที่คดีอยู่ในชั้้น ป.ป.ช.ว่า ขณะนี้มี สว.เข้าชื่อ 43 คน ในการถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.คนดังกล่าว ถือว่ามีสมาชิก สว.เข้าชื่อครบ 1 ใน 5 หรือ 40 คน ตามกฎหมายในการยื่นเอาผิดกรรมการ ป.ป.ช.

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ได้ยื่นรายชื่อ สว.ต่อสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อส่งต่อให้สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา ส่งเรื่องให้ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ที่ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในขณะนี้ใช้วินิจฉัยพิจารณาว่า จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะไต่สวนเอาผิดกรรมการ ป.ป.ช.ในกรณีทุจริตต่อหน้าที่หรือไม่

‘อนุทิน’ลงพื้นที่พระราม2 ลั่นเกิดเหตุ 4 ครั้งใน 10 เดือนพอแล้ว จะไปฟ้องศาลปกครองก็ตามสบาย

'อนุทิน'ลงพื้นที่พระราม2 ลั่นเกิดเหตุ 4 ครั้งใน 10 เดือนพอแล้ว จะไปฟ้องศาลปกครองก็ตามสบาย

‘อนุทิน’ลงพื้นที่พระราม2 ลั่นเกิดเหตุ 4 ครั้งใน 10 เดือนพอแล้ว จะไปฟ้องศาลปกครองก็ตามสบาย

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

‘นายกฯ’ลงพื้นที่จุดเครนถล่ม พระราม 2 เผยขึ้นบัญชีดำต้องมาหลังเลิกสัญญา ลั่น 4 ครั้งใน 10 เดือน พอแล้ว บอกหากจะไปฟ้องศาลปกครองเชิญตามสบาย 

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่จุดเกิดเหตุเครนถล่ม ถนนพระราม 2 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เจ้าหน้าที่กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบการปฎิบัติงาน ติดตามรับฟังข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ เหตุเครนหล่นลงมาทับรถยนต์ที่กำลังแล่นอยู่บนถนนพระราม 2 ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร โดยนายอนุทิน รับฟังรายงานจาก นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร และ พล.ต.ต.ธีระเดช อธิภัคกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรสาคร โดยนายอำนาจ รายงานมาตรการเยียวยาว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ รายแรก คือ นายสมพงษ์ ได้เงินบำเหน็จชราภาพจากการเสียชีวิต 6,100 บาท เงินเยียวยาตาม พ.ร.บ.รถยนต์อีก 35,000 บาท รวม 41,000 บาท ส่วนอีก 1 ราย คือ นายศราวุฒิ ได้เงินบำเหน็จฯ 50,000 บาท เงินเยียวยาตาม พ.ร.บ.รถยนต์ 35,000 บาท รวม 40,000 บาท

นอกจากนั้น นายศราวุฒิ ยังมีเงินประกันชีวิตของตัวเองอีกด้วย 2 บริษัท คือ ยอด 720,000 บาท และ 1,000,000 บาท  สำหรับการเคลียพื้นที่ด้วยว่า คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรมทางหลวง ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเพื่อให้ได้ข้อสรุปภายใน 7 วัน ตามคำสั่งการของนายกรัฐมนตรี จากนั้น นายอนุทิน ได้สวมหมวกเซฟตี้ เพื่อเข้าไปดูยังจุดที่เครนถล่มทับรถ โดยไม่ให้สื่อตามเข้าไปเนื่องจากเป็นจุดอันตราย

จากนั้น นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ ว่า มาดูพื้นที่ว่าอะไรเกิดขึ้นดูสภาพหน้างานและมาหาข้อมูล โดยเฉพาะเรื่องการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิต ส่วนสาเหตุเบื้องต้นอย่างที่บอกไปขณะนี้เรายังเข้าไปในจุดเกิดเหตุไม่ได้ เมื่อถามว่าหลังจากนี้หากรื้อถอนทุกอย่างเสร็จหมดแล้วจะให้ความมั่นใจประชาชนอย่างไรว่าจะสามารถสัญจรได้ นายอนุทิน กล่าวว่า สิ่งที่สร้างอยู่แล้วตรงนี้มีความแข็งแรง เรื่องที่สีคิ้วก็เกิดขึ้นจาก เครนลอนเชอร์ ตอนที่หิ้ว segment คอนกรีตขึ้นไป ไม่ใช่ตัวคอนกรีตไม่ใช่ตัวโครงสร้างหรือตัวเสา สมัยเกิดที่ปากท่อพระราม 2 ก็เช่นกันเกิดขึ้นจากตัว โครงสร้างรองรับ (supporting Structure) เมื่อถามว่ากรณีสีคิ้วทางผู้รับเหมาขอโอกาสรัฐบาลขอสานงานต่อทำให้เสร็จ

นายอนุทิน กล่าวว่า ตรงนี้ในทางปกครองมันไม่ได้แล้ว รัฐบาล ได้เห็นว่าเป็นความอันตรายต่อชีวิตทรัพย์สินของประชาชน เราได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมมอบนโยบายในการดำเนินการบอกเลิกสัญญาไปแล้ว มันมีบอกเลิกสัญญากับยกเลิกสัญญา ยกเลิกสัญญาก็คือเป็นการทำผิดในสัญญาแต่ตรงนี้ มันมีการกระทำที่มีความเป็นอันตรายต่อสาธารณะประโยชน์ ประชาชนทั่วไป เราก็ต้องใช้คำสั่งทางปกครองในการดำเนินการ รัฐบาลก็ต้องทำแบบนี้

เมื่อถามถึงกรณีแบล็คลิส นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องแบล็คลิสจะเป็นขั้นตอนต่อเนื่องไป เมื่อบอกเลิกสัญญาหรือมีการยกเลิกสัญญา หรือกระทำใด ๆ ที่อยู่นอกเหนือสัญญาทางเจ้าของงานก็จะดำเนินการบอกเลิกสัญญา ซึ่งจะไปเข้ากรณีทิ้งงาน พอทิ้งงานต่อไปก็จะเป็นในเรื่องของขึ้นบัญชีดำ มันเป็นขั้นตอนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ามีการถอดบทเรียนหลายครั้ง กับเหตุการณ์เครนถล่มเส้นพระราม 2 เราจะจริงจังในเรื่องการนำมาตรการอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า มันจริงจังทุกครั้ง แต่ว่าคนที่ทำตรงนี้รัฐบาลไม่ได้สร้างเอง เราจ้างคนมาสร้าง คนที่มาสร้างในขณะที่มาประมูลงาน ก็มีคุณสมบัติครบ แต่พอระหว่างการทำงานเราก็ต้องมาดู ว่ามีการเหมาช่วงไปให้ใคร ผู้รับเหมาที่เหมาช่วงไปเคยมีประสบการณ์ทำงานแบบนี้หรือไม่ เครื่องมือเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกับผู้รับเหมาหลักหรือไม่ นี่คือเหตุที่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ มันเจอแน่นอนไม่ต้องห่วง มันจะต้องมีกระบวนการผิดพลาดในกระบวนการก่อสร้าง

ซึ่งเราก็ต้องไปดำเนินคดีหรือใช้สิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหายตรงนั้น แต่ในขณะนี้รัฐบาลไม่ได้ใช้และไม่ได้บอกกรมทางหลวงว่าเขาผิดสัญญาข้อไหน แต่รัฐบาลบอกว่านี่เป็นภัยต่อสาธารณชน มีความเป็นอันตรายเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก 4 ครั้งภายในระยะเวลา 10 เดือน เป็นต้น มองว่าอำนาจการตัดสินใจในทางปกครอง รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะให้แนวทางและนโยบาย แต่ต้องไม่นำมาผูกกับสัญญาซึ่งสัญญาก็ต้องว่ากันไป ส่วนบริษัทคู่กรณีก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรมได้

“รัฐบาลไม่ให้ทำแล้วเจ้านี้ในโครงการที่เกิดเหตุขึ้น แต่เราจะบอกไม่ให้ทำเลยหากมีอยู่ 14 โครงการมันก็ไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ว่า 14 โครงการจะเกิดเหตุแบบนี้หรือไม่ทางรัฐมนตรี จึงบอกว่าบริษัทนี้ที่รับงานในโครงการลักษณะทางยกระดับ ต้องหยุดต้องตรวจสอบ เราทำได้แค่นั้น ” 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า โครงการที่เกิดเหตุนี้ชัดเจน ว่าเป็นโครงการต่อเนื่องถนนพระราม 2 ทุกอย่างมาจากโครงสร้างทั้งหมด ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินก็เป็นโครงการต่อเนื่องรถไฟความเร็วสูงไทยจีน อำเภอสีคิ้ว  จังหวัดนครราชสีมา ก็เป็นโครงการต่อเนื่อง ซึ่งเป็นความเสียหายแบบเดียวกันหมด จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลบอกว่าพอแล้ว สำหรับบริษัทที่ดำเนินโครงการต่ำกว่ามาตรฐาน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าหากบริษัทคู่กรณีจะไปร้องศาลปกครองสามารถทำได้หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ตามสบาย” สามารถใช้สิทธิ์ไปดำเนินการได้เพราะจะให้อยู่เฉย ๆ ก็คงไม่ใช่ มองว่ายิ่งดี ยิ่งใช้คำสั่งทางปกครองยิ่งดี สอบกันไปเรื่อย ๆ ยิ่งเห็นความผิดพลาด ซึ่งก็จะมีหน่วยงานอิสระ หน่วยงานทางเทคนิค เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อหาข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เมื่อถามว่าสรุปแล้วสาเหตุหลักมาจาก เครนลอนเชอร์ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นี่เป็นจุดที่อันตราย และวิกฤตในการก่อสร้างลักษณะนี้ ซึ่งจุดไหนที่เป็นจุดล่อแหลมในการเกิดอันตรายก็ต้องใส่ใจและระมัดระวังเป็นพิเศษซึ่งเมื่อสักครู่ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ว่ามีจุดที่ก่อสร้างบางจุดไม่ได้ดึง segment คอนกรีตให้แน่น เพื่อให้เป็นก้อนเดียวกันและเกิดความมั่นคง แต่ผู้รับเหมาดันปล่อยให้ห้อยอยู่แบบนั้น ปล่อยค้างแบบนั้นมองว่าประมาทเลินเล่อ เมื่อวันนี้เกิดเหตุขึ้นแล้วจึงถามไปว่าแล้วทำไมถึงไม่ดึงให้แน่น ก็ได้รับคำตอบว่าไม่มีเวลาดึง ซึ่งแน่นอนว่าการก่อสร้างแบบนี้ทางหลวงอนุญาตให้ทำงานแค่เฉพาะเวลากลางคืน เพราะต้องปิดการจราจร  แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อคุณยกแท่งคอนกรีตขึ้นไปแล้วคุณจะไม่ดึงให้แน่น และปล่อยให้ห้อยต่องแต่ง และกลางวันเปิดการจราจรให้รถสัญจรไปมา ผมถือว่าเป็นการไม่ใส่ใจสำหรับผมเรียกว่าทั้งประมาทและเลินเล่อ ทำไมไม่ดึงดึงไม่ได้ก็ต้องวางแผนใหม่ ทุกอย่างที่เป็นขั้นตอนของงาน ต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเปิดพื้นผิวการจราจร 

นายอนุทิน ยังกล่าวต่อว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะไปซ้ำเติมใคร เราต้องช่วยกันทำให้ทุกอย่างปลอดภัยสูงสุด มีที่ไหนในโลกที่จะเกิดเหตุติดกัน 2 วันซ้อนโดยบริษัทเดียวกัน แบบนี้คงลงกินเนสบุ๊ค ดังนั้นจึงต้องใช้คำสั่งทางปกครอง เพราะถ้าหากใช้คำสั่งไปเรียกร้องทางแพ่ง ไม่รู้ว่าจะอีกกี่ปีถึงจะจบ

‘กองทัพ’โต้เอกสารโจมตีไทย ชี้วิเคราะห์ฝ่ายเดียว-บิดเบือนข้อเท็จจริง

'กองทัพ'โต้เอกสารโจมตีไทย ชี้วิเคราะห์ฝ่ายเดียว-บิดเบือนข้อเท็จจริง

‘กองทัพ’โต้เอกสารโจมตีไทย ชี้วิเคราะห์ฝ่ายเดียว-บิดเบือนข้อเท็จจริง

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

“กองทัพ”โต้เอกสารโจมตีไทย ชี้วิเคราะห์ฝ่ายเดียว-บิดเบือนข้อเท็จจริง ย้ำยึดกม.มนุษยธรรม-เดินหน้ากลไกสันติ

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา กล่าวชี้แจงกรณีเอกสารชื่อ “Thailand-Cambodia Conflict: Incursions, IHL Violations, and Scam Networks” ซึ่งจัดทำโดยผู้เขียนฝ่ายเดียวและเผยแพร่ในลักษณะงานวิเคราะห์ โดยมีข้อสังเกตสำคัญดังนี้

1.เจตนาและลักษณะของเอกสาร

เอกสารดังกล่าวเป็นการนำเสนอข้อมูลและข้อกล่าวหา จากมุมมองฝ่ายเดียว มิได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบจากกลไกอิสระหรือสถาบันที่เป็นกลาง และมีลักษณะมุ่ง ชี้นำความรับผิด มากกว่าการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน จึงไม่อาจถือเป็นเอกสารอ้างอิงเชิงสากลได้

2.ขาดความสมดุลและละเลยข้อเท็จจริงสำคัญ เอกสารดังกล่าว

– ไม่นำเสนอข้อมูลหรือกล่าวถึงบทบาทของผู้นำฝ่ายกัมพูชา ที่นำไปสู่การเปิดฉากใช้กำลังต่อทหารไทย

– ไม่นำเสนอข้อมูลหรือกล่าวถึงกรณีการวางและใช้ทุ่นระเบิดโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเป็นเหตุให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ

– และไม่สะท้อนการปฏิเสธหรือไม่ให้ความร่วมมือ ต่อกลไกทางการทูตและกลไกทวิภาคี/พหุภาคีที่มีอยู่ ทั้งที่เป็นช่องทางสากลในการลดความตึงเครียด

การละเลยข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้เนื้อหาไม่ครบถ้วน และไม่สอดคล้องกับหลักการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นธรรม

3.การกล่าวหาโดยไร้หลักฐานที่ตรวจสอบได้ ข้อกล่าวหาว่าไทย “ยิงก่อน” “ทำร้ายพลเรือน” หรือ “ใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร” เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง แต่ ไม่มีหลักฐานจากผู้สังเกตการณ์อิสระ หรือการตรวจสอบภาคสนามจากกลไกสากลรองรับ การกล่าวหาเช่นนี้จึงเป็นการ บิดเบือนความจริง และไม่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

4.ข้อเท็จจริงตาม Fact Sheet และการชี้แจงข่าวบิดเบือน (Fake News Clarification) ของฝ่ายไทย เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย–กัมพูชา ขอเน้นย้ำข้อเท็จจริงที่ได้จัดทำและเผยแพร่อย่างต่อเนื่องในรูปแบบ Fact Sheet และ การชี้แจงข่าวบิดเบือน ดังนี้

– ไทยยึดหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน ตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยมุ่งป้องกันตนเองและคุ้มครองอธิปไตย ไม่มุ่งทำร้ายพลเรือน

– ไทยไม่ใช้และไม่กำหนดเป้าหมายทางทหารในโบราณสถานหรือสถานที่ทางวัฒนธรรม และยึดพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอย่างเคร่งครัด

– ข่าวกล่าวหาว่าไทยโจมตีพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านมนุษยธรรมโดยเจตนา เป็นข่าวบิดเบือน ซึ่งไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่และหลักการปฏิบัติของฝ่ายไทย

– การคงกำลังทหารของไทยเป็นไปตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน เพื่อควบคุมสถานการณ์และลดความตึงเครียด มิใช่การยึดครองดินแดน

– ฝ่ายไทยให้ความร่วมมือกับกลไกทางการทูตและกลไกทวิภาคีมาโดยตลอด ทั้งในระดับทวิภาคี อาเซียน และเวทีสากล เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

– การบิดเบือนข้อมูลในสื่อและเอกสารบางฉบับ โดยละเลยบริบทและข้อเท็จจริงที่ฝ่ายไทยได้ชี้แจงแล้ว เป็นการซ้ำเติมความเข้าใจผิดและไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

5.เรียกร้องความจริงใจและการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย

– ยุติการสื่อสารที่บิดเบือนหรือกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน

– ใช้ข้อมูลจาก Fact Sheet และการตรวจสอบที่เป็นกลาง เป็นฐานในการสื่อสาร

– แสดงความจริงใจในการใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่

– คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสองประเทศ เป็นศูนย์กลาง

“การกล่าวหาแบบฝ่ายเดียวไม่ช่วยลดความตึงเครียด หากแต่ยิ่งซ้ำเติมความไม่ไว้วางใจ การร่วมกันยึดข้อเท็จจริง ตรวจสอบได้ และแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ คือหนทางที่รับผิดชอบและเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของภูมิภาคอย่างแท้จริง” ผอ.ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา กล่าว

ศุภจี หารือ ทูตคาซัคสถาน เดินหน้าขยายการค้า เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ

ศุภจี หารือ ทูตคาซัคสถาน เดินหน้าขยายการค้า เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ

ศุภจี หารือ ทูตคาซัคสถาน เดินหน้าขยายการค้า เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

วันที่ 16 มกราคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว. พณ.) เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายมาร์กูลัน ไบมูคัน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือแนวทางส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าและความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยกับคาซัคสถานให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

นางศุภจี กล่าวว่า คาซัคสถานเป็นตลาดใหม่ที่น่าสนใจสำหรับไทยเนื่องจากมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยแม้ว่าคาซัคสถานจะเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทางทะเล (Landlocked) แต่ก็สามารถเป็น Land-linked ให้กับไทยได้ โดยจะเป็นประตูหรือเกตเวย์ให้กับสินค้าและบริการจากไทยสู่ตลาดเอเชียกลางซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากรกว่า 80 ล้านคน และยังมีระบบโลจิสติกส์ที่สามารถเชื่อมไปสู่ทวีปยุโรปทำให้ขนส่งสินค้าไปได้ในเวลาอันรวดเร็วในขณะที่ไทยเป็นประตูการค้าให้กับคาซัคสถานสู่อาเซียนได้เช่นกัน ในการหารือกับท่านทูตคาซัคสถานทั้งสองฝ่ายเน้นย้ำถึงโอกาสในการเป็นพันธมิตรที่จะส่งเสริมความร่วมมืออย่างรอบด้านระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเป็นห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันโดยเฉพาะในสินค้าเกษตรและอาหาร การร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะของ SMEs ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าของไทยมีความรู้และความเชี่ยวชาญในการทำงานร่วมกับคาซัคสถานในเรื่องนี้ได้ นอกจากนี้ คาซัคสถานยังมีทรัพยากรแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์และหลากหลาย อาทิ ทองแดง เหล็ก และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำคัญที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve ที่ไทยสนับสนุนได้เป็นอย่างดี

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า เอกอัครราชทูตฯ ได้เชิญฝ่ายไทยเยือนคาซัคสถานเพื่อร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร InterFood Astana 2026 (วันที่ 13-15 พฤษภาคม 2569) และ FoodExpoQazakhstan 2026 (วันที่ 11-13 พฤศจิกายน 2569) และร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการบูรณาการ (Ministry of Trade and Integration) แห่งคาซัคสถาน รวมถึงขอให้ไทยพิจารณาการเปิดสำนักงานส่งเสริมการค้าไทยในคาซัคสถานเพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการของไทยในตลาดคาซัคสถาน โดยเห็นพ้องกับไทยให้มีการจัดประชุมคณะคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-คาซัคสถาน ครั้งที่ 1 โดยเร็วเพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจภายใต้ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทั้งสองฝ่ายมีร่วมกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นโอกาสในการหารือแนวทางและความเป็นไปได้ในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกัน รวมทั้งอาจพิจารณาให้มีการจัดประชุมของภาคเอกชนคู่ขนานไปกับการประชุมคณะกรรมการร่วมฯครั้งที่ 1 ด้วย

นางศุภจี เสริมว่า ได้เชิญนักธุรกิจของคาซัคสถาน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการค้าที่กระทรวงพาณิชย์จัดในปี 2569 โดยเฉพาะงานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับนานาชาติ “Bangkok Gems & Jewelry Fair” (วันที่ 22–26กุมภาพันธ์ และ 8–12 กันยายน) งานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการจัดเลี้ยง “THAIFEX–HOREC Asia” (วันที่ 11–13 มีนาคม) งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย “THAIFEX–ANUGA Asia” (วันที่ 26–30 พฤษภาคม) และงานแสดงเทคโนโลยีและบริการด้านการจัดการและขนส่งสินค้า “TILOG Logistix” (วันที่ 19–21 สิงหาคม)


 
“กระทรวงพาณิชย์ตระหนักว่าการค้าและการลงทุนกับประเทศต่างๆจะต้องคำนึงถึงการเกื้อกูลกันระหว่างสองประเทศ มุ่งเน้นการเสริมประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือกันในระยะยาว” นางศุภจีกล่าว

ทั้งนี้ คาซัคสถานเป็นคู่ค้าอันดับ 2ของไทยในกลุ่มเครือรัฐเอกราช(Commonwealth of Independent States : CIS)และกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU)และเป็นคู่ค้าอันดับ 99 ของไทยในตลาดโลกการค้าระหว่างไทยกับคาซัคสถานในปี 2567 มีมูลค่ารวม 153.32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปคาซัคสถานเป็นมูลค่า 98.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากคาซัคสถานเป็นมูลค่า 54.94 ล้านดอลลาร์สหรัฐ 

สำหรับปี 2568 (ม.ค.–พ.ย.) การค้ารวมระหว่างไทยกับคาซัคสถาน มีมูลค่า 165.07ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออก 88.83ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 76.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปคาซัคสถาน เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล น้ำมันสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์ยางอัญมณีและเครื่องประดับ แผงสวิทซ์และแผงควบคุมกระแสไฟฟ้า เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ สินค้าอุตสาหกรรมอื่น ๆ และ อากาศยาน ยานอวกาศ และ ส่วนประกอบ ขณะที่สินค้านำเข้าสำคัญจากคาซัคสถาน เช่น น้ำมันดิบ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ การแพทย์ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด ผลิตภัณฑ์กระดาษ ผลิตภัณฑ์ สิ่งทออื่น ๆ เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์ กระดาษ และผลิตภัณฑ์กระดาษ และเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ