‘ณัฐพงษ์’ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือการตัดสินอนาคตประเทศ หากเลือกแบบเดิมก็ได้หน้าตารมต.เดิม

'ณัฐพงษ์'ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือการตัดสินอนาคตประเทศ หากเลือกแบบเดิมก็ได้หน้าตารมต.เดิม

‘ณัฐพงษ์’ชี้เลือกตั้งครั้งนี้คือการตัดสินอนาคตประเทศ หากเลือกแบบเดิมก็ได้หน้าตารมต.เดิม

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

‘ณัฐพงษ์’ชี้การเลือกตั้งครั้งนี้คือการตัดสินอนาคตประเทศไทย หากเลือกแบบเดิมก็ได้หน้าตารัฐมนตรีแบบเดิม เลือกแบบใหม่ก็จะได้หน้าตารัฐมนตรีฉบับ ‘รัฐบาลประชาชน’

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน ลงพื้นที่ จ.มุกดาหาร เพื่อช่วยหาเสียงเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชนส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบทั้ง 7 เขต นายณัฐพงษ์ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่อำเภอกุสุม เพื่อช่วยหาเสียงให้นายภาสพล อุฬารกุล ผู้สมัคร สส.สกลนคร เขต 2

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หัวใจของพรรคประชาชนคือการสร้างประเทศไทยที่ไม่มีสีเทา เป็นประเทศไทยที่เท่าเทียม และเป็นประเทศไทยที่เท่าทันโลก พร้อมอธิบายแนวคิดเรื่อง “ความเท่าเทียม” ให้พี่น้องประชาชนชาวสกลนครได้รับฟัง โดยยกตัวอย่างความหมายของโลโก้พรรคประชาชนที่เป็นรูปสามเหลี่ยมหัวกลับ ซึ่งสะท้อนแนวคิดการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของประเทศ

นายณัฐพงษ์ ตั้งคำถามให้ประชาชนลองถามตนเองถึงปัญหาพื้นฐานในชีวิตประจำวัน เช่น คุณภาพน้ำประปา ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยตระหนักถึงปัญหาน้ำที่ไม่สะอาด จนกระทั่งได้ลงพื้นที่และพบเห็นสภาพความเป็นจริง จึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าปัญหาเรื่องน้ำคือหนึ่งในปัญหาสำคัญของประเทศ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยในปัจจุบันเป็นประเทศที่คนมีฐานะสามารถเข้าถึงโรงพยาบาลราคาแพงได้ และคนที่มีเส้นสายสามารถใช้วิธีลัดเพื่อเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพมากกว่า ขณะที่ประชาชนในชนบทและคนยากจนต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้าเพื่อไปรอรับการรักษา กว่าจะได้รับการรักษาในแต่ละวันต้องใช้เวลาเกือบทั้งวัน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คนธรรมดาที่ไม่มีสี ไม่มีเส้น ไม่มีอภิสิทธิ์ ถูกกดทับอยู่ทุกวัน และไม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า ความหมายของโลโก้พรรคประชาชนคือการทำให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน สามเหลี่ยมหัวกลับคือการวางประชาชนไว้ข้างบน แต่ที่ผ่านมาเสียงของประชาชนไม่เคยอยู่ข้างบน เพราะประเทศไทยไม่เคยมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงการเมืองแบบเดิมที่นักการเมืองจำนวนมากมุ่งเน้นการรวบรวม สส. เพื่อแย่งชิงโควตารัฐมนตรี และเข้าไปหาผลประโยชน์จากภาษีของประชาชน มากกว่าการทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนอย่างแท้จริง

พร้อมกันนี้ นายณัฐพงษ์ ได้ยกตัวอย่างบุคคลสำคัญที่เคารพนับถือ คือ นายเตียง ศิริขันธ์ อดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นบุคคลที่ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยย้ำว่าพรรคประชาชนมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนตามแนวทางเดียวกับปูชนียบุคคลเหล่านี้ และจะไม่ทำการเมืองแบบย้ายค่ายหรือเปลี่ยนจุดยืนไปมา เพราะพรรคยึดหลัก “พูดอย่างไร ต้องทำอย่างนั้น”

นายณัฐพงษ์ กล่าวเชิญชวนประชาชนให้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยขอให้เลือกทั้งพรรคและผู้สมัครในเขต เพื่อสนับสนุนให้ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 ของประเทศไทย หากประชาชนต้องการเปลี่ยนรัฐบาลแบบเดิม มาเป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศเพื่อพ่อแม่พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

“การเลือกตั้งครั้งนี้คือความฝันของพี่น้องประชาชน เพราะไม่มีวุฒิสภามาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนั้นเราต้องเอาจริง เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน หากเลือกแบบเดิมก็จะได้แบบเดิม แต่ถ้าเลือกแบบใหม่ เราจะได้รัฐบาลแบบใหม่ และสร้างประเทศไทยที่ก้าวหน้า ก้าวไกลไปด้วยกัน” นายณัฐพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

จังหวัดสกลนครมีทั้งหมด 7 เขต พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 7 เขต ดังนี้ 

ตวงสิทธิ์ พงษ์พิศ เขต 1 (เบอร์ 4)
ภาสพล อุฬารกุล เขต 2 (เบอร์ 2)
สิริวุฒิ ศุภวุฒิ เขต 3 (เบอร์ 3)
ปรานี วัฒนาประดิซฐชัย เขต 4 (เบอร์ 7)
บัญชา จันทศรี เขต 5 (เบอร์ 3)
ธนชาติ ไชยทองพันธ์ เขต 6 (เบอร์ 6)
อภิชิต ถาบุตร เขต 7 (เบอร์ 4)
 

‘เจษฎ์’ประกาศชัด! พรรครักชาติ’โหวตโน’คว่ำประชามติแก้รธน.ทั้งฉบับ

'เจษฎ์'ประกาศชัด! พรรครักชาติ'โหวตโน'คว่ำประชามติแก้รธน.ทั้งฉบับ

‘เจษฎ์’ประกาศชัด! พรรครักชาติ’โหวตโน’คว่ำประชามติแก้รธน.ทั้งฉบับ

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

“เจษฎ์”ประกาศชัด! พรรครักชาติ”โหวตโน”คว่ำประชามติแก้รธน.ทั้งฉบับ ระบุเหมือนตีเช็คเปล่า-แก้ปากท้องสำคัญกว่า

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ นำทีมผู้สมัคร สส.กทม.เขต 30 เบอร์ 13 น.ส.ชมกมล วงศ์ชุติโรจน์ ลงพื้นที่ตลาดบางแค กรุงเทพฯ เพื่อแนะนำผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนทั่วไปได้รู้จัก บรรยากาศค่อนข้างคึกคัก มีประชาชนและ FC ต่างให้ความสนใจเข้ามาทักทายขอถ่ายรูปและให้กำลังใจ อยากให้สนับสนุนกลุ่มคนรุ่นใหม่ต่อไป

นายเจษฎ์ ยังได้ประกาศจุดยืนพรรครักชาติ ต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยืนยันชัดเจนว่า พรรค “ไม่เห็นชอบ” ให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจุดยืนพรรครักชาติ หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะเรื่อง ต้องเริ่มจากการ “ไม่เห็นชอบ” กับการยกร่างใหม่ทั้งฉบับในครั้งนี้

นายเจษฎ์ ยังชี้แจงแก้ข่าวบิดเบือน ย้ำว่า พรรคไม่ได้รณรงค์ให้ “No Vote” (ไม่ประสงค์ลงคะแนน) แต่รณรงค์ให้ “Vote No” (ลงมติไม่เห็นชอบ) พร้อมยก 5 เหตุผลหลัก ในการคัดค้าน ดังนี้

1.งบประมาณสิ้นเปลือง : การทำประชามติใช้งบมหาศาล ควรนำเงินไปแก้ปัญหาปากท้องประชาชนที่สำคัญกว่า

2.ตีเช็คเปล่า : การตั้งคำถามประชามติรวบยอด ไม่มีความชัดเจนในเนื้อหาและวิธีการ เหมือนขอฉันทามติโดยประชาชนไม่รู้รายละเอียด

3.ไร้หลักประกัน : การยกร่างใหม่ทั้งฉบับไม่มีอะไรรับประกันว่าจะดีขึ้น และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก

4.ปัญหาอยู่ที่คน : ปัญหาการเมืองที่ผ่านมาเกิดจากบทเฉพาะกาลและการกระทำของบุคคล (การฮั้วกัน) ไม่ใช่เพราะตัวบทรัฐธรรมนูญหลัก

5.หนุนแก้รายมาตรา : หากต้องการแก้ไข ควรทำเป็นรายมาตรา ไม่ใช่การรื้อทิ้งทั้งฉบับ

– 006

พรรคโอกาสใหม่ ลุยแฟลตดินแดง ฟังเสียงสะท้อนคนรากหญ้า มั่นใจประสบการณ์บริหารนำการเมือง

พรรคโอกาสใหม่ ลุยแฟลตดินแดง ฟังเสียงสะท้อนคนรากหญ้า มั่นใจประสบการณ์บริหารนำการเมือง

พรรคโอกาสใหม่ ลุยแฟลตดินแดง ฟังเสียงสะท้อนคนรากหญ้า มั่นใจประสบการณ์บริหารนำการเมือง

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.35 น.

พรรคโอกาสใหม่ ลุยแฟลตดินแดง ฟังเสียงสะท้อนคนรากหญ้า มั่นใจประสบการณ์บริหารนำการเมือง แก้ปมแฟลตดินแดง-ฝุ่นพิษได้ทันที   “จตุพร” เดือด! งานก่อสร้างภาครัฐชุ่ย เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก ดึง “ประภัสร์” ร่วมออกนโยบายแก้ปัญหาทั้งระบบ 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ พร้อมด้วยนายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และดร.อาย อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะแม่ทัพ กทม. เบอร์ 44 ลงพื้นที่ย่านแฟลตดินแดง เขตดินแดง ช่วยนางอรพินทร์ เพชรทัต ผู้สมัคร สส.เขต 6 กรุงเทพมหานคร เบอร์ 11 หาเสียง พร้อมเปิดเวทีย่อยรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ เกี่ยวกับเรื่องของที่อยู่อาศัย
 
โดยชาวดินแดงได้สะท้อนปัญหากรณีที่ต้องย้ายออกจากแฟลตดินแดง ไปอยู่คอนโดที่หน่วยงานของรัฐสร้างขึ้นมาใหม่ เพื่อจะลดความแออัดของแฟลตดินแดง แต่ปรากฎว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้ว กลับสร้างภาระให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อย เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากค่าส่วนกลางของคอนโด และค่าที่จอดรถ นอกจากนี้คอนโดดังกล่าวยังชำรุดทรุดโทรมก่อนเข้าอยู่ ทำให้ต้องอยู่ไปซ่อมไป ส่งผลให้พี่น้องชาวดินแดงที่เคยอาศัยอยู่ในตัวอาคารแฟลตดินแดงหลายหมื่นคนเดือดร้อน  

หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ระบุว่า การลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวดินแดงในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของพรรคโอกาสใหม่ ที่ต้องการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ทั้งปัญหาเรื่องการเปลี่ยนที่อยู่อาศัย ปัญหาการทำมาค้าขาย วิถีชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป ซึ่งประสบการณ์การทำงานในระบบราชการมาอย่างยาวนาน รวมถึงการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน มั่นใจว่าจะทำให้การบริหารจัดการปัญหาทำได้อย่างมีระบบ 

ด้านนายแพทย์ทศพร แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาผู้สูงอายุในชุมชนว่า ปัจจุบันมีผู้สูงอายุในสังคมไทยกว่า 14 ล้านคน ที่ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไม่มีลูกหลานดูแล และต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพในอัตราที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ดังนั้น พรรคโอกาสใหม่จึงนำเสนอนโยบายที่จะดูแลผู้สูงอายุ ด้วยการผลักดันเบี้ยยังชีพให้ปรับขึ้นเป็น 1,000 – 1,200 บาทต่อเดือน และควรมีการปรับเพิ่มทุก 1–2 ปี โดยมั่นใจว่า ถ้าพรรคโอกาสใหม่ได้รับโอกาสเข้าไปทำงาน จะทำให้ผู้สูงอายุทั้ง 14 ล้านคน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  

หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาอุบัติเหตุจากการก่อสร้างของโครงการภาครัฐด้วยว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น 2 วันติดต่อกันนี้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย ซึ่งจากนี้ต้องมาดูสาเหตุของอุบัติเหตุ และทบทวนหลักเกณฑ์เรื่องการก่อสร้างโครงการของภาครัฐ ที่ต้องเลือกบริษัทที่มีมาตรฐานสูง ใช้เทคโนโลยีมาช่วยกำหนดเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องมีการประเมินผลการทำงานตลอดเวลา และการก่อสร้างกับการคมนาคมขนส่ง ควรแยกพื้นที่ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่ควรต้องให้ประชาชนต้องเดินทางผ่านเส้นทางการก่อสร้าง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซากอย่างบริเวณถนนพระราม 2

นายจตุพร ระบุว่า ทางพรรคได้มอบหมายให้นายประภัสร์ จงสงวน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ ไปดูรายละเอียดและนำมาปรับเป็นนโยบายพรรค เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และต้องทำเรื่องนี้ในทันที เพราะเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศ ทั้งเรื่องการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นในการลงทุน   

ส่วนเรื่องการแก้ปัญหาค่าฝุ่น pm 2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้ นายจตุพร ระบุว่า นี่ถือเป็นนโยบายเรือธงของพรรค ที่ต้องการแก้ไขตั้งแต่ต้นตอ ด้วยการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์สันดาป ไปเป็นรถไฟฟ้า โดยเริ่มตั้งแต่รถของทางราชการก่อน และต้องรณรงค์ลดการเผา ทั้งในประเทศ และในประเทศเพื่อนบ้าน รวมทั้งต้องปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจุบัน เพื่อเพิ่มโทษกับผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดปัญหาฝุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องเทคโนโลยีมาชี้เป้าจุดเผา/จุดกำเนิดฝุ่นแบบ Real-time ด้วย ซึ่งแนวคิดทั้งหมดนี้ ทางพรรคโอกาสใหม่เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำได้ทันที

​‘เอกนัฏ’จำกัดความ‘ภูมิใจไทย’ เป็นพรรค‘อนุรักษ์นิยมใหม่ก้าวหน้า’

​‘เอกนัฏ’จำกัดความ‘ภูมิใจไทย’ เป็นพรรค‘อนุรักษ์นิยมใหม่ก้าวหน้า’

​‘เอกนัฏ’จำกัดความ‘ภูมิใจไทย’ เป็นพรรค‘อนุรักษ์นิยมใหม่ก้าวหน้า’

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.54 น.

“เอกนัฏ”จำกัดความ”ภูมิใจไทย” เป็นพรรค”อนุรักษ์นิยมใหม่ก้าวหน้า” เข้าใจโลก ทำได้จริง ไม่โลกสวย อุดมคติมากเกินไป

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่ กทม.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงเหตุผลของการตัดสินใจมาทำงานกับพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทยมีพัฒนาการไม่เหมือนเดิม เป็นการเมืองที่เปิดกว้างให้มืออาชีพเข้ามาทำงาน และสิ่งสำคัญของพรรคภูมิใจไทยที่พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดเวลาคือการพูดแล้วทำตนไม่ปฏิเสธที่มีการระบุว่าพรรคภูมิใจไทย เป็นตัวแทนของอนุรักษ์นิยมใหม่ก้าวหน้า ที่พยายามทำให้เห็นว่ามีพัฒนาการ พยายามก้าวมาเป็นอนุรักษ์ใหม่ แม้กระทั่งในครอบครัวของตัวเองความคิดก็แตกต่างกัน แต่หลังจากที่ได้พูดคุยกันบทสรุปก็มาพรรคภูมิใจไทย การเลือกตั้งครั้งนี้ฉากทัศน์การเมืองเหมือนกัน ทุกประเทศก็จะมีการแบ่งความคิดกับจุดยืนในเรื่องของความซ้ายไปทางสังคมนิยม หรืออยู่กลางๆ เสรีนิยม หรือมาทางขวาที่เขาเรียกกันว่าอนุรักษ์นิยม

“บังเอิญคำว่าอนุรักษ์นิยม คนจะนำไปผูกกับความเก่า ความโบราณ แต่ผมมองว่าอนุรักษ์นิยมในยุคใหม่คือเป็นผู้ที่เข้าใจโลกและปฏิบัติได้จริง ไม่ได้ตกอยู่ในความโลกสวย หรือเป็นอุดมคติมากจนเกินไป วันนี้พรรคภูมิใจไทยเติบโตพัฒนาการมาเป็นพรรคที่เป็นตัวแทนของประชาชน ที่มีจุดยืนและความคิดแบบหนึ่งที่เป็นแบบขวา แบบอนุรักษ์นิยมแต่เป็นอนุรักษ์นิยมที่มีการปรับตัวให้ทันสมัย หรือถ้าบางคนก็เรียกว่าเป็นอนุรักษ์นิยมที่มีความคิดก้าวหน้า” นายเอกนัฏ กล่าว

‘นายกฯ’ มอบสาร ‘วันครู’ ย้ำครูมีส่วนสำคัญยิ่ง ชี้แนะแนวทาง วางหลักคิดและเป็นเข็มทิศให้ศิษย์

'นายกฯ' มอบสาร 'วันครู' ย้ำครูมีส่วนสำคัญยิ่ง ชี้แนะแนวทาง วางหลักคิดและเป็นเข็มทิศให้ศิษย์

‘นายกฯ’ มอบสาร ‘วันครู’ ย้ำครูมีส่วนสำคัญยิ่ง ชี้แนะแนวทาง วางหลักคิดและเป็นเข็มทิศให้ศิษย์

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.45 น.

‘นายกฯ’ มอบสาร ‘วันครู’ ครั้งที่ 70 ย้ำครูมีส่วนสำคัญยิ่ง ชี้แนะแนวทาง วางหลักคิด รากฐานแห่งคุณธรรมและเป็นเข็มทิศให้ศิษย์

เมื่อวันที่ 16 ม.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบสาร เนื่องในงานวันครู ครั้งที่ 70 วันที่ 16 ม.ค.2569 ความว่า 

เนื่องในโอกาส “วันครู ครั้งที่ 70 ” ประจำปีพุทธศักราช 2569 วันที่ 16 มกราคม 2569 

ผมขอส่งความระลึกถึงและปรารถนาดีมายังคุณครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านทั่วประเทศที่ได้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในการสร้างสรรค์และพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติมาอย่างต่อเนื่อง

คนไทยทุกคนเป็นศิษย์มี “ครู” เป็นคำขวัญที่ผมขอมอบไว้เนื่องในโอกาสวันครูในปีนี้ เพื่อให้ศิษย์ทุกคนได้ระลึกว่าเราล้วนมีราก มีที่มา มีผู้มีพระคุณที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูก่อนจะเติบใหญ่ขึ้นมาได้ และเพื่อให้ครูทุกท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิชาชีพครูที่ จะมีผลต่อชีวิตของศิษย์ยาวนานหลังจากพ้นมือของครูไป

ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่คนจำนวนมากสามารถหาความรู้ได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีรวมถึงปัญญาประดิษฐ์ที่ช่วยประมวลผลอยางรวดเร็ว ครูยังคงมีสวนสำคัญอยางยิ่งในการเป็นผู้ชี้แนะแนวทาง วางหลักคิด หลักการในการต่อยอดเพื่อสร้างองค์ความรู้และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวางรากฐานแห่งคุณธรรมประจำใจเพื่อเป็นเข็มทิศให้ชีวิตในโลกที่หมุนเร็วและมีความชับช้อนเช่นทุกวันนี้ ดังนั้นครูจึงต้องเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต มีการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถชี้แนะแนวทางให้ศิษย์เป็นผู้มีทั้งภูปัญญาและภูมิคุ้มกันเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่จะสร้างสรรค์และนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญก้าวหน้าต่อไป

โอกาสนี้ ผมขอแสดงมุทิตาจิตและความกตัญญูแด่พระคุณครูและขอขอบคุณบุคลากรทางการศึกษาที่อุทิศทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ และกำลังสติปัญญาในการอบรมสั่งสอนศิษย์ทุกคนให้เป็นคนคุณภาพและเป็นคนดีของสังคม พร้อมกันนี้ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก

โปรดดลบันดาลประทานพรให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่านประสบแต่ความสุข ปราศจากภัยอันตรายทั้งปวง มีความเจริญก้าวหน้าและสมปรารถนาในสิ่งที่มุ่งวังไว้ทุกประการ

หมอวรงค์ บุกสามพราน นำ นายวุ่น ไร่ขิง ขึ้นรถแห่-เดินตลาด

หมอวรงค์ บุกสามพราน นำ นายวุ่น ไร่ขิง ขึ้นรถแห่-เดินตลาด

หมอวรงค์ บุกสามพราน นำ นายวุ่น ไร่ขิง ขึ้นรถแห่-เดินตลาด

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.33 น.

“หมอวรงค์” บุกสามพราน นำ “นายวุ่น ไร่ขิง” ขึ้นรถแห่-เดินตลาด ย้ำ ไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ พ่อค้าเชียร์ปราบโกง กา 29 ล้านเปอร์เซ็นต์

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 1 พร้อมนายพรชัย วุ่นยรรยงค์  ผู้สมัคร สส.เขต 6 จ.นครปฐม ขึ้นลงแห่หาเสียงพื้นที่ดอนหวาย – ไร่ขิง ก่อนเดินแนะนำตัวและเสนอนโยบายพรรค ที่ตลาดมิ่งมงคล โดย นพ.วรงค์ระบุว่า หลายพรรคการเมืองรณรงค์ให้แก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเป็นหมื่นล้าน ไม่ได้แก้ปัญหาปากท้องอยากถามว่า ประชาชนเดือดร้อนจากรัฐธรรมนูญมาตราไหน มีแต่นักการเมืองที่เดือดร้อน ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง พรรคมีจุดยืนชัดเจนไม่เห็นชอบการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ  หน้าตาของรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แม้อ้างว่า มี สสร.เป็นผู้ร่าง แต่ก็เป็น สสร.จากเครือข่ายนักการเมือง  ซึ่งอันตรายมาก อาจมีการยัดไส้แก้ไขเนื้อหาเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง ทำลายหลักรัฐธรรมนูญปราบโกง ทำลายการตรวจสอบที่เข้มข้น  ทำลายเรื่องจริยธรรม รวมทั้งความซื่อสัตย์สุจริตของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี มีความเสี่ยงที่จะยุบ หรือลดอำนาจองค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ ทำลายกองทัพ  นอกจากนี้ยังเกิดการแทรกแซงของต่างชาติ ผ่าน NGO ที่รับเงินจากต่างชาติมารณรงค์แก้รัฐธรรมนูญ

นพ.วรงค์ กล่าวว่า  ขณะนี้มีโจรเต็มสภา มีโจรต้องมีเรา เพื่อให้เราไปปราบโจร โดยพรรคไทยภักดีเป็นต้นแบบผู้นำปราบโกง มีนโยบายนักการเมืองโกง 100 ล้านโทษสูงสุด ประหารชีวิตภายใน 15 วันหลังคดีถึงที่สุด ห้ามขออภัยโทษ ประชาชนฟ้องตรงได้ ที่ผ่านมาพรรคมีผลงานจริงโครงการจำนำข้าว นายกรัฐมนตรีและผู้ร่วมขบวนการติดคุก นักโทษชั้น 14 โกงการติดคุกก็ร่วมกับภาคประชาชนจนตอนนี้กลับเข้าไปอยู่ในคุก

ทั้งนี้ระหว่างเดินหาเสียง มีผู้ค้ารายหนึ่งตะโกน ”29 เข้าสภา“ เพื่อให้กำลังใจ นพ.วรงค์ และผู้สมัคร สส.เขต 6 โดยระบุ ขอให้หมอวรงค์ปราบโกงอย่างจริงจัง ตนอยู่พื้นที่หนองแขม แต่ยืนยันจะกาบัตรสีชมพู หมายเลข 29 ล้านเปอร์เซ็นต์

กกต.เตือนผู้สมัคร อย่าหาเสียงใส่ร้าย เสี่ยงผิดกม. ลั่นทำโพลยึดหลักวิชาการ ไม่จูงใจผลเลือกตั้ง

กกต.เตือนผู้สมัคร อย่าหาเสียงใส่ร้าย เสี่ยงผิดกม. ลั่นทำโพลยึดหลักวิชาการ ไม่จูงใจผลเลือกตั้ง

กกต.เตือนผู้สมัคร อย่าหาเสียงใส่ร้าย เสี่ยงผิดกม. ลั่นทำโพลยึดหลักวิชาการ ไม่จูงใจผลเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

กกต.เตือนผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. อย่าหาเสียงแบบผิดกฎหมาย หลังพบมีการร้องเรียนในลักษณะใส่ร้าย – ข่มขู่   ส่วนพวกทำลายป้ายมีแต่พวกเสียสติ  ทำโพลควรอยู่ในหลักวิชาการ ไม่จูงใจ

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายณรงค์ กลั่นวารินทร์   ประธานกรรมการการเลือกตั้ง  กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ว่า  กกต. และสำนักงาน กกต.จะต้องดูบริบทของสังคม โดยครั้งนี้ตนมองว่ามีการแข่งขันที่สูงขึ้น  ซึ่งดูจากพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครมีจำนวนมาก  โดยทาง กกต. ให้นโยบายในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางนี้อยากสื่อไปถึงพรรคการเมือง ว่าในการหาเสียงขอให้ท่านหาเสียงโดยนโยบาย  หรือในเชิงบริหาร   และเชิญชวนให้ประชาชนออกมาเลือกพรรคของตัวเอง  การหาเสียงที่ผิดกฎหมายไม่เกิดประโยชน์และเกิดโทษกับท่านเอง   เช่น การหาเสียงใส่ร้าย และการข่มขู่     ขณะนี้มีคนมาร้องเรียนแล้ว  ซึ่ง  กกต. กำลังดำเนินการอยู่ 

นอกจากนี้ กกต. ได้ออกระเบียบ ซึ่งกรรมการและอนุกรรมการก็ได้ประชุมกันในเรื่องนโยบายพรรค  ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเงิน  งบประมาณ    ซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบ ในเรื่องประโยชน์และแหล่งที่มาของเงิน  โดยภาพรวมก็ยังไม่ได้รับรายงานอะไรที่เป็นประเด็น  และอยากให้คงการหาเสียงแบบนี้ไว้   

เมื่อถามว่าในขณะนี้มีการหาเสียงที่ดุเดือด กกต. จะมีมาตรการป้องกันอย่างไร นายณรงค์  กล่าวว่า เมื่อวาได้ประชุมกับผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศโดยให้นโยบายไปว่า ต้องทำงานเชิงรุก  กฎหมายให้อำนาจ กกต. อยู่แล้ว ในการสอดส่องดูแลการเลือกตั้ง  เพื่อให้เกิดความสุจริต ซึ่งคงจะต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว  และเบื้องต้นก็ได้มีการตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งมีทุกจังหวัด  จังหวัดละ 6-8 คน โดยทำหน้าที่ติดตามข่าวในเรื่องการหาเสียง ว่ามีการหาเสียงที่รุนแรงหรือผิดกฎหมายหรือไม่  มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง นอกจากนี้ทางสำนักงานก็ได้มีการแต่งตั้งตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็ว  ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ  คิดว่าจะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่ง ในการที่ให้หน่วยงานนอกช่วยสอดส่องดูแล    

“ ในการจัดการเลือกตั้งแต่ละครั้ง กกต. มีบุคลากรแค่ประมาณ 2,000 คน  นอกนั้นจะเป็นเครือข่ายที่มาช่วยจัดการเลือกตั้ง ซึ่งหลักๆก็คือ กปน. ที่เข้ามาช่วยการเลือกตั้ง ซึ่งทางสำนักงานได้พยายามอบรมให้ความรู้ในการจัดการเลือกตั้งกับ กปน.ทั่วประเทศ โดยในการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติในครั้งนี้  ใช้จำนวนคนเช้ามาดูแลประมาณ 1,500,000 คน  ซึ่งมีจำนวนมหาศาล โดย กกต.อยากให้ความรู้ทุกเรื่อง ซึ่งถ้าเป็น กปน.ที่เคยทำมาแล้วก็ไม่ห่วง  แต่ถ้าเป็น กปน.หน้าใหม่ก็พยายามกำชับว่าให้ฝึกอบรมการจัดการเลือกตั้งให้ถูกต้อง” นายณรงค์ กล่าว 
  
ด้าน  ร.ต.อ.ชนินทร์   น้อยเล็ก  รองเลขาธิการ กกต.  กล่าวว่า สำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ   โดยในเรื่องการทำลายป้ายของผู้สมัครหาเสียง   ว่าขณะนี้มีการทำลายป้ายหาเสียงทั่วประเทศประมาณ 60 ป้าย   สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิด  ซึ่งได้มีการจับกุมบางรายแล้ว โดยพบว่าเป็นผู้เสียสติ   สำหรับผู้ที่จงใจทำร้ายป้ายขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสืบสวนอยู่    ซึ่งทาง กกต.จะได้มีการประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติต่อไป 

เมื่อถามย้ำถึงลักษณะของการทำลายป้ายหาเสียง  ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าวว่า เป็นลักษณะถูกฉีกขาดเสียหายเป็นรู  บางป้ายก็ล้ม ลักษณะดังกล่าวกระจายไปทั่วประเทศมีทุกพื้นที่  โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งให้ทราบในทุกเคส  ส่วนกรณีกลุ่มผู้สมัครทำลายป้ายยังไม่ได้รับรายงาน ในกรณีความผิดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งที่มีโทษทางอาญา เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการตาม ป.วิอาญาได้ทันที   และรายงานมาที่สำนักง กกต.เพื่อให้  กกต.มีมติว่าจะรับโอนคดีหรือไม่  ถ้าไม่รับโอนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็มีอำนาจดำเนินการไปจนสิ้นสุด แต่ถ้า กกต.รับโอนคดีก็จะทำในเรื่องของใบเหลือง-ใบแดง   ซึ่งความผิดเกี่ยวกับการทำลายป้ายหาเสียงจะเป็นเรื่องคดีทางอาญา  เป็นเรื่องการทำให้เสียทรัพย์ ยกเว้นจะมีข้อมูลอื่นที่บ่งบอกให้เห็นถึงการเลือกตั้งที่ไม่สุจริต เที่ยงธรรม เป็นการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง   

ส่วนเรื่องการทำโพล หัวหน้าพรรคบางพรรคได้กล่าวหาว่า มีการปั่น เพื่อชี้นำการเลือกตั้ง     นายแสวง   บุญมี  เลขาธิการ กกต.  กล่าวว่าเรื่องทำโพลเป็นเรื่องของหลักวิชาการ  สามารถทำและเผยแพร่ได้ก่อนวันเลือกตั้ง 7  วัน  แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผลของการทำโพลมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง   ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ผลประโยชน์หรือไม่  ถ้าโพลนั้นเป็นการจูงใจโดยไม่อยู่ในหลักวิชาการ อาจจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย  ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ได้นิ่งนอนใจ   เราต้องการให้การเลือกตั้งออกมาดี  ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 อย่าง คือ 1.การเลือกตั้งที่เป็นธรรม  ซึ่งเรื่องของผลโพลก็อยู่ในส่วนนี้ ไม่ใช่คำโพลเพื่อดึงใจคน  ที่จะถือว่าเป็นการหลอกลวง เพราะมีเจตนาพิเศษ  2.สร้างบรรยากาศการเลือกตั้งที่ดี  แต่ถ้ามีคนไปใช้คำหยาบหรือด่าทอ ไม่ใช่การแข่งขันที่ดีตามหลักประชาธิปไตย ส่วนจะผิดกฏหมายหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่ได้ทิ้งอยู่แล้ว แต่บรรยากาศแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้น  ส่วนที่ 3 คือการบริหารจัดการที่ดี  โดย กกต.  ซึ่งถ้ามาพร้อมกันทั้ง 3 ส่วนนี้    ก็จะทำให้การเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับ  ซึ่งกกต. ก็จะดูแลทั้ง 3  ส่วนให้ออกมาดีที่สุด    

‘เพื่อไทย’ ชู ‘คนละครึ่งโปรแม็กซ์’ รัฐเปย์ 70% ปชช.จ่าย 30% – เติมเงินคนจนเดือนละ 3,000 บาท

‘เพื่อไทย’ ชู ‘คนละครึ่งโปรแม็กซ์’ รัฐเปย์ 70% ปชช.จ่าย 30% - เติมเงินคนจนเดือนละ 3,000 บาท

‘เพื่อไทย’ ชู ‘คนละครึ่งโปรแม็กซ์’ รัฐเปย์ 70% ปชช.จ่าย 30% – เติมเงินคนจนเดือนละ 3,000 บาท

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

พรรคเพื่อไทยเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ “ยกเครื่องชีวิตคนไทย เพื่อไทยทำได้” ประกาศนโยบายชุดใหม่เน้นแก้ปัญหารากหญ้าและเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดด เซอร์ไพรส์ด้วยการอัปเกรด “คนละครึ่ง” สู่เวอร์ชันรัฐจ่ายให้มากกว่าเดิม พร้อมชูนโยบาย “คนไทยไร้จน” เติมเงินคนรายได้น้อยพ้นเส้นความยากจนทันที

คนละครึ่งโปรแมกซ์: รัฐจ่าย 70% ประชาชนจ่าย 30%

ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ประกาศสานต่อและยกระดับโครงการยอดฮิตอย่าง “คนละครึ่ง” ให้กลายเป็นโครงการที่ทำได้จริงและทรงพลังกว่าเดิม โดยปรับสัดส่วนให้รัฐบาลช่วยแบกรับภาระถึง 70% และให้ประชาชนควักกระเป๋าเพียง 30% เท่านั้น หวังกระตุ้นกำลังซื้อระดับฐานรากให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

สงครามความยากจน: เติมเงินเดือนละ 3,000 บาท

ดร.ยศชนัน ย้ำจุดยืนสานต่อจิตวิญญาณ “ไทยรักไทย” ประกาศสงครามกับความยากจนทุกรูปแบบ ผ่านนโยบาย “คนไทยไร้จน” โดยระบุว่าหากใครมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน รัฐบาลพร้อมเติมเงินช่วยเหลือเดือนละ 3,000 บาท ทันที เพื่อดึงประชาชนให้พ้นจากวิกฤตความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม

ชู 7 นโยบายหลักช่วยเรื่องปากท้อง

ขณะที่ ดร.อ๊อฟ รวีภัทร์  จิรศักดิ์วัฒนา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบาย “ล้างหนี้-มีกิน” ว่า ต้องทำจริงเพื่อปากท้องพี่น้องประชาชน ชู 7 นโยบายหลักช่วยเรื่องปากท้อง เช่น ปิดหนี้นอกระบบ หนี้เสีย หนี้ผู้สูงอายุ, พักหนี้เกษตรกร, ปราบปรามยาเสพติด, ปราบสแกมเมอร์, หวยเกษียณ, สนับสนุน SME และอีคอมเมิร์ซ รวมถึงการพัฒนาคนให้เรียนรู้ตลอดชีวิต ปีละ 1 ล้านคน คนละ 1 หมื่นบ้าน ให้คนไทยเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ รองรับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด 

แสวง เตือนรวมตัวคว่ำบาตรพรรคการเมือง เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง ชี้ไม่พอใจด่า กกต. แทนได้

แสวง เตือนรวมตัวคว่ำบาตรพรรคการเมือง เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง ชี้ไม่พอใจด่า กกต. แทนได้

แสวง เตือนรวมตัวคว่ำบาตรพรรคการเมือง เสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้ง ชี้ไม่พอใจด่า กกต. แทนได้

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.08 น.

“แสวง” ย้ำนับคะแนนเลือกตั้ง–ประชามติถ่ายภาพได้ แต่ห้ามขัดขวางกดดันจนท. คาดรู้ผลไม่เป็นทางการไม่เกิน 5 ทุ่ม มองรวมตัวคว่ำบาตรพรรคการเมืองอาจผิดกม.

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวถึงการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ และการนับคะแนนการออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร ว่า คนไทยในต่างประเทศที่ไปใช้สิทธิที่จะถ่ายภาพการนับคะแนนบรรยากาศการใช้สิทธิการนับคะแนนได้ เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพแต่ต้องไม่ไปรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งไม่ควรที่จะไปถ่ายภาพในลักษณะจ้องถ่ายที่ทำให้เจ้าที่รู้สึกว่าเหมือนถูกจับผิด นอกจากนี้ขอความร่วมมือในการรณรงค์ออกเสียงประชามติ โดยกฎหมายให้การคุ้มครองเรื่องของการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่การแสดงความคิดเห็นนั้นจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ขณะนี้มีบรรยากาศการรณรงค์ที่เหมือนไปกดดันให้บุคคลตอบว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ซึ่งถ้าเป็นบุคคลสาธารณะประชาชนก็ให้ความสนใจ แต่การจี้หรือไปบังคับให้เขาตอบอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้นหรือไม่

นายแสวง ยังกล่าวถึงการรวมคะแนน การลงคะแนน และการประกาศผลว่า มีคนตั้งข้อสังเกตว่ากกต.อาจไม่โปร่งใสในช่วงของการลงคะแนน โดยหลักการทำงานของกกต.มี 4 หลัก 1.ความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

2.อำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

3.หลักการมีประสิทธิภาพของการมีส่วนร่วม เงินฝากทุกสตางค์ที่มาจ่ายงบประมาณ

4. การมีส่วนร่วม ซึ่งประชาชนอาจไม่เห็นว่าเราทำอะไรแต่เราทำบนหลักนี้ทุกเรื่อง การรายงานผลคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงให้กับผู้สมัคร จะต้องลงให้ตรงกับที่เราไปประกาศผล นี่คือความโปร่งใสซึ่งจะมีขั้นตอนในการตรวจสอบ ในชั้นหน่วย เขต จังหวัด และกกต. ว่าทุกคะแนนตรงกับเจตจำนงของประชาชนหรือไม่ ครั้งนี้เราได้ร่วมกับสื่อในการรายงานผล

โดยจะรายงานตั้งแต่คะแนนแรกที่ออกมา ทั้งสส. และประชามติ คาดว่าไม่เกิน 23.00 น.จะทราบผลอย่างไม่เป็นทางการ ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความโปร่งใส และหน้าหน่วยก็จะมีการติดรายละเอียดการใช้สิทธิของผู้มีสิทธิในหน่วยนั้นและผลคะแนนที่นับได้ในหน่วยนั้นด้วย พร้อมกับจะมีการส่งสำเนาเอกสารดังกล่าวเข้ามาที่จังหวัดและลงในระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ผู้สังเกตการณ์และพรรคการเมืองก็สามารถถ่ายรูปเอกสารดังกล่าว และสามารถตรวจสอบของหน่วยเลือกตั้งอื่นทั่วประเทศได้ในระบบคอมพิวเตอร์

นายแสวง ยังกล่าวถึง กลุ่มนักวิชาการรวมตัวกันประกาศคว่ำบาตรพรรคการเมืองหนึ่งว่า เรื่องนี้ต้องดูว่าเป็นการใส่ร้ายหรือไม่ ถ้าใส่ร้ายก็ถือว่ามีความผิด จะต้องดูข้อความก่อนว่าทำให้พรรคการเมืองเสียหายหรือไม่ เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง  โดยการจะไปคว่ำบาตรพรรคการเมืองต้องดูกฎหมาย เพราะในกฎหมายประชามติและกฎหมายเลือกตั้งก็มีระบุในเรื่องของคำว่าใส่ร้าย

ทั้งนี้ช่วงนี้หากมีการรณรงค์ออกเสียงประชามติเพียงอย่างเดียว และพูดถึงการคว่ำบาตรพรรคการเมืองอาจจะไม่มีความผิด แต่อาจจะผิดกฎหมายอาญา ไปคุกคามสิทธิเสรีภาพ อย่างไรก็ตามหากพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังก็ถือเป็นการหวังผลคะแนน หากประชาชนทำด้วยรู้สึกไม่พอใจ หรือทำไปเพราะโกรธ ก็อาจจะไม่มีความผิด อย่างไรก็ตามก็ไม่อยากจะให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น  

นายแสวงยังพูดติดตลกว่าหากอยากด่าพรรคการเมืองก็มาด่ากกต.แทน  เรารับได้อยู่แล้ว ด่าเลขา กกต.ก็ได้  

กกต.แจงปมผู้สมัครสส.ถูกจับ ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 ก.พ.

กกต.แจงปมผู้สมัครสส.ถูกจับ ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 ก.พ.

กกต.แจงปมผู้สมัครสส.ถูกจับ ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 ก.พ.

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.59 น.

เลขาฯ กกต.แจงรัวๆ ปมผู้สมัครสส.ถูกจับ ยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติ เว้นเจ้าตัวพ้นสมาชิกพรรค ก่อน 8 ก.พ. ผอ.เขตฯ ส่งศาลฟัน ตัดชื่อ-เบอร์ ยันคิดมาดีแล้วคิดมาดีแล้วรูปแบบหน่วยเลือกตั้งไม่เปลี่ยนแน่

วันที่ 16 มกราคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. กล่าวกรณีผู้สมัครสส.ถูกจับกุมถือว่าขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.หรือไม่ ว่า กรณีผู้สมัครที่ได้รับการประกาศเป็นผู้สมัคร แล้วภายหลังถูกจับและฝากขัง และยังไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งตามกฎหมายการถูกจับถูกคุมขังอยู่แล้วถ้ายังไม่ได้ทำอะไร  ผู้สมัครรายนี้ก็ยังเป็นผู้สมัครไปตลอด ไม่ถือเป็นลักษณะต้องห้าม เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวน จนถึงวันที่ 8 ก.พ.2569 ก็ยังเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถลงคะแนนให้ได้ 

ส่วนหากผู้สมัครรายนั้นทำให้ตัวเองมีลักษณะต้องห้าม เช่น พ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ก็จะเป็นผู้สมัครไม่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีผลทันที เพราะมีกระบวนการตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการ ทั้งการพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองจากการกฎหมายพรรคการเมือง หรือข้อบังคับของพรรคนั้นๆ แล้วก่อนวันเลือกตั้งแต่ 8 ก.พ. ทางผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งที่ผู้สมัครรายนั้นสมัครอยู่ จะยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ถอนชื่อผู้สมัคร หากศาลมีเวลาพิจารณาทัน สำนักงานฯ ก็จะไปประชาสัมพันธ์ว่าไม่มีผู้สมัครเบอร์นั้นแล้ว ถ้าลงคะแนนให้เบอร์นั้นจะถือว่าเป็นบัตรเสีย 

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราส่งศาลกระชั้นชิด เช่น ส่งก่อน 1 วัน ศาลอาจมีคำสั่งออกมาไม่ทัน ผู้สมัครรายนั้นก็ยังถือเป็นผู้สมัครอยู่ต่อไป ในวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนก็ยังสามารถลงคะแนนให้ผู้สมัครรายนี้ได้ แต่เมื่อผลการลงคะแนนออกมา แล้วถ้าผู้สมัครท่านนั้นได้คะแนนอยู่ในลำดับ ที่ 1 จะต้องได้รับการประกาศเป็น สส. ก็มีการมายื่นให้กกต.วินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติหรือไม่ ซึ่งถ้ามีลักษณะต้องห้าม กกต.ก็ต้องสั่งยกเลิกการเลือกตั้งในเขตนั้น ให้มีการเลือกตั้งใหม่ นี่คือกระบวนการตามกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงยังต้องรอดูต่อไป

เมื่อถามว่า กรณีผู้สมัครถูกจับ แต่ขั้นตอนกฎหมายยังดำเนินต่อไปจนยังสามารถเลือกตั้งได้ รวมถึงกรณีพรรคต้นสังกัดระบุว่าทราบว่ายังมีผู้สมัครรายอื่นอีกที่อาจจะเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย รอให้เจ้าตัวรู้ตัวเอง โดยที่พรรคไม่ดำเนินการใดๆ จนสุดท้ายหากถูกจับ จะทำให้พรรคการเมืองนั้นมีความผิดอะไรหรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในการรับรองคุณสมบัติของผู้สมัครนั้น ยังไม่มีคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามในวันสมัคร ดังนั้นวันนี้ก็ยังถือเป็นผู้สมัคร ซึ่งกฎหมายคุ้มครอง เหมือนรัฐธรรมนูญคุ้มครองประชาชน ดังนั้นจนกว่าจะต้องคำพิพากษา ตอนนี้ก็ต้องถือเป็นผู้บริสุทธิ์

ส่วนกรณีนายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน (ปปง.) มีคำสั่งยึดทรัพย์ถือว่ารวมอยู่ในกลุ่มของผู้สมัครสส.ของพรรคประชาชนอยู่หรือไม่ นายแสวง กล่าวว่า ในส่วนนี้ยังสามารถดำเนินการได้อยู่ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (6) ระบุว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังโดยหมายของศาล” คือมาพร้อมกันทั้งสองอย่าง ซึ่งถ้าดูตามกฎหมายก็ต้องมาดูข้อเท็จจริงว่าที่ทำอยู่ ยังอยู่ในชั้นของพนักงานสอบสวน ยังไม่ส่งศาลจึงต้องถือว่าเขายังมีคุณสมบัติตามกฎหมายเลือกตั้ง และคุณต้องเป็นเกณฑ์เดียวกันทุกคน

เมื่อถามถึงกรณีมีการเผยแพร่เอกสารบุคคลที่มีนามสกุลเดียวกับผู้สมัคร สส.ประชาชนที่ถูกจับกุมในข้อหาเว็บพนันออนไลน์บริจาคเงินให้กับอดีตพรรคก้าวไกล นั้น นายแสวงกล่าวว่า เรื่องนี้กกต.ตรวจสอบอยู่แล้ว ซึ่งเงินที่พรรคการเมืองรายงานต่อ กกต.ก็ต้องผ่านการตรวจสอบอยู่แล้ว และการที่ผู้บริจาคมีนามสกุลเดียวกับผู้สมัคร สส.ที่ถูกจับกุมก็ไม่เป็นไร เราต้องดูว่าเงินนั้นมีที่มาโดยชอบตามกฎหมายการเมืองมาตรา 73 หรือไม่ กรณีพรรคพลังประชารัฐที่หลายคนรวมถึงนายตู้ ห่าว บริจาคเงินให้ อย่างไรก็ตามแม้เงินบริจาคมีที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กกต.ไม่มีสิทธิ์วินิจฉัยเพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ  ผู้ที่จะทำหน้าที่วินิจฉัยคือ ปปง. 

นายแสวง กล่าวต่อว่า หากเงินรายการที่บริจาคเข้าพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปแล้ว ถือว่ากระบวนการเสร็จสิ้นไปแล้ว เพราะมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่  ส่วนเงินที่ได้รับการอุดหนุนจากกองทุนพรรคการเมือง หากใช้เหลือก็ต้องนำมาคืน กกต. ที่เงินบริจาคหรือเงินรายได้ที่อื่น พรรคการเมืองอาจมีการตั้งมูลนิธิเพื่อรับมอบเงินหรือทนัพย์สินจองพรรคก็ได้ โดยตามกฎหมายพรรคการเมืองเงินนี้ถือว่าจบไปแล้ว แต่ถ้าเป็นเข้าข่ายเป็นกฎหมายฟอกเงิน ก็เป็นคนละกรณีไป. 

นายแสวง  ยังกล่าวกรณีการยื่นฟ้อง กกต. ต่อศาลปกครองกรณีจัดหน่วยเลือกตั้งและออกเสียงประชามติโดยต้องแสดงตน 2 ครั้ง ว่า เห็นตามข่าวแล้วว่ามีการไปฟ้องที่ศาลปกครอง และประชาชนได้มายื่นที่สำนักงานฯแล้วนั้น ซึ่งรูปแบบการจัดหน่วยออกเสียงประชามติในส่วนของสำนักงานฯก่อนที่จะออกแบบหน่วยก็ได้คำนึงถึงหลักกฏหมาย และเจตจำนงในการออกเสียงของประชาชน หลักการแรก เราคำนึงคือการรักษาเจตจำนงของประชาชนในการออกเสียงว่า เขาจะลงคะแนนหมายเลขอะไร หรือถ้าประชามติก็คือเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเป็นไปตามเสียงของประชาชน  หลักการที่2 คือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน และหลักการที่3 การบริหารจัดการให้เกิดความเรียบร้อย นั่นคือสิ่งที่เราได้คำนึงถึงในการออกแบบหน่วยทุกแบบไม่ว่าจะเป็นข้อคิดเห็นที่มายื่นที่ศาลปกครอง หรือมายื่นที่สำนักงานฯ ซึ่งเราพิจารณาทุกรูปแบบมาแล้วสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดคือ การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม และการอำนวยความสะดวกของให้ประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนระหว่าง กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง เพราะเราใช้บังคับกฎหมาย 2 ฉบับพร้อมกันทั้งการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในหน่วยเดียวกันคิดว่าการออกแบบเช่นนี้เป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้วยืนยันตามนี้

ด้าน นายณรงค์ กล่าวว่า การออกแบบหน่วยได้ผ่านการพิจารณาของสำนักงานฯ และคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งมีให้เลือกหลายแบบแต่สุดท้ายเราก็เลือกตามแบบที่เผยแพร่ คือ จัดหน่วยในบริเวณเดียวกัน ประเด็นคือรับบัตรเลือกสส. เมื่อเลือก สส.เสร็จเดินไปลงประชามติ ซึ่งคิดว่าไม่เกิดความสับสน และเป็นการอำนวยความสะดวก และอีกประเด็นกรณีที่มีการเลือก สส. ล่วงหน้าไปแล้ว และมารอทำประชามติอย่างเดียวเราจะมีช่องทางในการให้ทำประชามติในวันที่ 8 ก.พ.โดยแยกไม่ต้องเดินผ่านตรงที่มีการเลือก สส. คิดว่ามีความชัดเจน และป้องกันการสับสน อีกทั้งเราทำแบบจำลองในการเลือกตั้ง สส.และออกเสียงประชามติแล้ว และจะเริ่มเผยแพร่ให้ประชาชนรับทราบทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น  เชื่อว่า ไม่ได้มีข้อยุ่งยากหรือเกิดความสับสนอะไร