ทำได้​-แต่ไม่ง่าย! ปกรณ์ ชี้ยุบ กอ.รมน.-​ป.ย.ป. ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบ

ทำได้​-แต่ไม่ง่าย! ปกรณ์ ชี้ยุบ กอ.รมน.-​ป.ย.ป. ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบ

ทำได้​-แต่ไม่ง่าย! ปกรณ์ ชี้ยุบ กอ.รมน.-​ป.ย.ป. ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

“ปกรณ์”ชี้​ยกเลิกหน่วยงานทำได้​ แต่ไม่ง่าย​ หลังมีข้อเสนอในกรรมาธิการงบฯ 70 ยุบ กอ.รมน.-​ป.ย.ป.​ ต้องยกเหตุผลเปรียบเทียบดี-ไม่ดี อย่างไร

8 กรกฎาคม 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวกรณีที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เสนอในที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ให้ยุบกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร​ (กอ.รมน.)​ และนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการ เสนอยุบสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ว่า​ ตนไม่ทราบ เห็นเพียงจากข่าว ซึ่งการยกเลิกหน่วย ตามกฎหมายก็ทำได้ แต่ควรยุบหรือไม่ยุบเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มีเหตุผลในการยุบก็อีกเรื่องหนึ่ง ต้องหาเหตุผลมาว่าเดิมดีไม่ดีอย่างไร จะยกเลิกแล้วจะมีอะไรมาใหม่ มาแทนหรือไม่ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมาบอกว่าเลิกแล้วเลิก ก่อนหันไปแซวผู้สื่อข่าวว่า เวลาคุณเลิกกับแฟน คุณกล้าพูดไหม มันต้องคิดหน้าคิดหลังก่อนใช่หรือไม่

นายกฯ ขึ้นรถเกราะ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมทัพไทย ชูสโลแกน ‘Make Love, Not War’

นายกฯ ขึ้นรถเกราะ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมทัพไทย ชูสโลแกน ‘Make Love, Not War’

นายกฯ ขึ้นรถเกราะ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมทัพไทย ชูสโลแกน ‘Make Love, Not War’

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.22 น.

นายกฯ เปิด THAIDEF-EX 2026 หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ชูไทยพึ่งพาตนเอง ย้ำ Make Love, Not War

8 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 08.00 น. ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 (Thailand Defence Industry Exhibition 2026: THAIDEF-EX 2026)

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าร่วมงานด้วยการยืนบนรถยนต์เกราะป้องกันทุ่นระเบิด หรือ “เฟิร์สวิน” พร้อมด้วย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยมีคณะรัฐมนตรีร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนางสาวศุภมาส อิสระภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีด้วย

จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานว่า วันนี้มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเปิดงานนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย 2569 หรือ Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อม ไม่ใช่เพียงด้านการป้องกันประเทศและการรักษาอธิปไตยเท่านั้น แต่ยังมีความพร้อมในการพึ่งพาตนเองและการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางบริบทของโลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง หลายคนบอกว่าหมดยุคโลกาภิวัตน์แล้ว จากโลกที่เคยพึ่งพาอาศัยกัน ซื้อขายได้อย่างคล่องตัว การจัดหาวัตถุดิบแทบไม่มีข้อจำกัด แต่วันนี้การค้าและการลงทุนกลับไม่ราบรื่นเหมือนเดิม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้หลายประเทศกลับมาแบ่งขั้ว ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และเกิดข้อจำกัดในการผลิต นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศต้องหันมาพึ่งพาตนเอง เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในการผลิต แทนที่จะรอซื้อสินค้าจากประเทศอื่น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี ยกระดับอุตสาหกรรม และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ เพราะประเทศไทยมีศักยภาพด้านการผลิต และมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ที่เอื้อต่อการเป็นฐานการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมและนวัตกรรม ตลอดจนการสร้างผู้ประกอบการไทยให้ก้าวสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ภายในประเทศได้รับประโยชน์ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ หลายเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอากาศยานไร้คนขับ ระบบนำทางผ่านดาวเทียม หรือวัสดุชนิดพิเศษ ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากงานวิจัยด้านความมั่นคง ก่อนต่อยอดมาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและชีวิตประจำวัน

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า การลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อความมั่นคงของประเทศ แต่เป็นการลงทุนในอนาคตของอุตสาหกรรมไทย และเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตเทคโนโลยีป้องกันประเทศของภูมิภาค

นายกรัฐมนตรี ย้ำด้วยว่า ในฐานะรัฐบาลจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบูรณาการความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้การวิจัย การพัฒนา และการผลิตของไทยเชื่อมโยงกันได้อย่างครบวงจร ส่วนการลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นก้าวสำคัญด้านยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ศักยภาพการผลิต และความต้องการใช้งาน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทยให้เป็นรูปธรรม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า การผนึกกำลังของทุกภาคส่วนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมูลค่าใหม่ให้กับประเทศไทย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เยี่ยมชมบูธจัดแสดงอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่ผลิตโดยบริษัทของคนไทย พร้อมร่วมลงนามแสดงความยินดีด้วยปากกากระสุน โดยเขียนข้อความว่า “ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จ” ก่อนกล่าวย้ำกับผู้สื่อข่าวในช่วงหนึ่งว่า “Make Love, Not War.” 

หลักฐาน Forex ปึ้ก! รุทธพล ลั่นสรุปทันก่อนปิดสภาฯ โยน DSI ชี้ชะตา ภาวุธ

หลักฐาน Forex ปึ้ก! รุทธพล ลั่นสรุปทันก่อนปิดสภาฯ โยน DSI ชี้ชะตา ภาวุธ

หลักฐาน Forex ปึ้ก! รุทธพล ลั่นสรุปทันก่อนปิดสภาฯ โยน DSI ชี้ชะตา ภาวุธ

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.12 น.

“รุทธพล”เผยความคืบหน้าคดีฟอเร็กซ์ หลังสอบผู้เสียหาย 100 ปาก “หลักฐาน-ธุรกรรม-เส้นเงิน”เพียงพอ คาดทำทันก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ โยนปม”ภาวุธ”ชี้แจงฟังขึ้นหรือไม่ให้”ดีเอสไอ”ตอบ

8 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รายงานผลการสอบสวน นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เข้าชี้แจงกรณีเกี่ยวข้องกับคดีฟอเร็กซ์ เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ยังไม่มีการรายงาน แต่ตอนนี้ได้มีการสอบปากคำผู้เสียหายประมาณ 100 ร้อยคนแล้ว ควบคู่กับการรวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ซึ่งได้มาเยอะแล้ว ตนเชื่อว่า น่าจะทันปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่าจะทันปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะปิดในวันที่ 11 ก.ค.นี้ หมายความว่าอย่างไร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ดีเอสไออาจจะอัพเดตความพร้อมในเรื่องของสอบพยานมีกี่ปาก ข้อมูลที่ได้รับ ส่วนรายละเอียดไม่ได้เข้าไปแทรกแซง หรือก้าวก่าย

เมื่อถามว่า กรณีนายภาวุธ หลังชี้แจงดีเอสไอยังมีข้อสงสัยอะไรหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ได้สอบถามประเด็นนี้ ส่วนรายละเอียดคงให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าอะไรสามารถชี้แจงต่อประชาชนได้ และอะไรอยู่ในสำนวนที่ไม่สามารถชี้แจงได้

เมื่อถามว่า ดีเอสไอเล็งจะแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องสงสัยได้วันไหนนั้น พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ทราบจริงๆ สิ่งที่ทราบคือมีการสอบพยานแล้วประมาณ 100 ปาก ส่วนธุรกรรมเส้นเงินต่างๆ ได้รับมาบางส่วนแล้ว ค่อนข้างที่จะเพียงพอ เรื่องรายละเอียดหลักฐานเส้นเงินเป็นอย่างไรตนไม่ทราบ แต่เป็นเรื่องของภาพรวม รายละเอียดต่างๆ ขอให้ดีเอสไอเป็นผู้ชี้แจง

เมื่อถามย้ำว่า ก่อนแจ้งข้อกล่าวหาต้องแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องทำตามระเบียบตามข้อกฎหมาย เชื่อว่าต้องรับทราบอยู่แล้ว

สีหศักดิ์ เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงภูมิภาค

สีหศักดิ์ เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงภูมิภาค

สีหศักดิ์ เยือนฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์ ย้ำความเป็นพันธมิตรไทย-สหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงภูมิภาค

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.34 น.

“สีหศักดิ์” เยี่ยมชมฐานทัพร่วม เพิร์ลฮาร์เบอร์-ฮิคแคม และวางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานเรือรบ ยูเอสเอส อริโซน่า

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เยี่ยมชมฐานทัพร่วม Pearl Harbor-Hickam โดยพลเรือเอก Samuel J. Paparo ผู้บัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Pacific Command: USPACOM) ให้การต้อนรับและนำชมสถานที่ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ USPACOM

ในการนี้ รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้วางพวงมาลาที่อนุสรณ์สถานเรือรบ USS Arizona เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่อ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2484 โดยมีนายสุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ผู้บัญชาการ USPACOM ตลอดจนผู้แทนอื่น ๆ ของฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐฯ ร่วมด้วย

รองนายกรัฐมนตรีฯ ยังได้เยี่ยมชมกองเรือสหรัฐฯ ภาคพื้นแปซิฟิก (U.S. Pacific Fleet) และกองเรือนานาชาติที่เข้าร่วมการฝึก Rim of the Pacific (RIMPAC) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มิถุนายน – 31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นการฝึกทางทะเลพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในโลก

รองนายกรัฐมนตรีฯ ได้กล่าวขอบคุณผู้บัญชาการ USPACOM สำหรับการต้อนรับ และย้ำถึงความสำคัญของความเป็นพันธมิตรไทย – สหรัฐฯ ต่อสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในบริบทสถานการณ์ความมั่นคงระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และพร้อมจะกระชับความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ต่อไป

เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

เปลี่ยนกำแพงเป็นโอกาส! รัฐเปิดห้องเรียนในเรือนจำ ดันผู้ต้องขังเรียนต่อถึงปริญญา

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.13 น.

8 กรกฎาคม 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาให้ประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง โดยกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อจัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูศักยภาพ สร้างโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ และลดการกระทำผิดซ้ำหลังพ้นโทษ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลเชื่อว่าการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต แม้ผู้ต้องขังจะถูกจำกัดอิสรภาพ แต่ไม่ควรถูกจำกัดโอกาสในการเรียนรู้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงสอดคล้องกับนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่น ทั้งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จะนำระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทของเรือนจำมาใช้ เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังสามารถศึกษาต่อได้ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับปริญญา ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการประกอบอาชีพและกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมอย่างมั่นคงหลังพ้นโทษ

“รัฐบาลมุ่งสร้างสังคมแห่งโอกาส โดยเชื่อว่าการให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ต้องขัง คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เพราะเมื่อผู้พ้นโทษมีความรู้ มีวุฒิการศึกษา และมีทักษะอาชีพ ก็จะสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ลดโอกาสการกระทำผิดซ้ำ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

รัฐบาล เผย ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

รัฐบาล เผย ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

รัฐบาล เผย ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.11 น.

ข้อมูลธนาคารโลกชี้ไทย ยังมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในอาเซียน GNI ปี 2568 เพิ่มเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์ รัฐบาลเร่งกลไก กรอ. เติมแรงส่งใหม่ 

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดธนาคารโลกได้รายงานข้อมูลเกี่ยวกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (Gross National Income : GNI) ของประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค 

สำหรับ GNI คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและในต่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศ และสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่าปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในขนาดรายได้ประชาชาติที่อยู่ในกลุ่มสูงของอาเซียน โดยข้อมูล 11 ประเทศอาเซียนเรียงตามมูลค่า GNI ปี 2568 ได้แก่ อินโดนีเซีย 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ ไทย 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ  และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยผ่านทุนทางเศรษฐกิจมีอยู่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 ก.ค. นี้ ซึ่งมีวาระสำคัญที่จะติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรกนั้น เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ   ซึ่งคาดว่า คณะอนุกรรมการในแต่ละคณะจะได้มีการรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมในวันพรุ่งนี้ ทราบด้วย 

“เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน” น.ส.รัชดา กล่าว

กรณ์ ชำแหละ เบื้องหลังหั่นราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ ชี้ สุดท้ายก็คือหนี้ที่ปชช.ต้องจ่ายคืนเอง

กรณ์ ชำแหละ เบื้องหลังหั่นราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ ชี้ สุดท้ายก็คือหนี้ที่ปชช.ต้องจ่ายคืนเอง

กรณ์ ชำแหละ เบื้องหลังหั่นราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ ชี้ สุดท้ายก็คือหนี้ที่ปชช.ต้องจ่ายคืนเอง

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

กรณ์ ชำแหละ เบื้องหลังหั่นราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ ชี้ สุดท้ายก็คือหนี้ที่ปชช.ต้องจ่ายคืนเอง

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.2569 นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ตอนเช้านายกฯ สั่งการ รัฐมนตรีพลังงานให้ลดราคาน้ำมัน ตกเย็นมีประกาศลดราคาน้ำมันพรุ่งนี้เช้าทันที แต่ที่ลดไม่ได้มาจากการปรับสูตรการคำนวณราคาให้เป็นธรรมมากขึ้น (เหมือนที่พูดไว้เป็นเดือนแล้วว่าจะทำ)

และไม่ได้มาจากการลดภาระภาษีให้ประชาชน แต่มาจากการใช้เงินประชาชนเอง ผ่านกองทุนนํ้ามันที่วันนี้มีหนี้รวมกว่า 57,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่ประชาชนต้องเป็นคนจ่ายคืนเองโดยตรง

โดย​กลุ่มดีเซล ต้องใช้เงินกองทุนไปชดเชยเพิ่มขึ้น (B7 เพิ่มจาก 0.19 บาท ต่อลิตร เป็น 2.90 บาท, B20 เพิ่มจาก 5.79 บาท เป็น 8.46 บาท)

​และกลุ่มเบนซิน/โซฮอล์ ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนลง(เช่น โซฮอล์ 95/91 ลดส่งเข้ากองทุนเหลือแค่ 0.42 บาท จาก 2.49 บาท)

​ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ อยู่ในภาวะ “ติดลบสะสมทะลุ 57,000 ล้านบาท” จากการตรึงราคาในรอบก่อน ซึ่งนั่นคือเหตุผลหลักที่ทำไมเวลาราคาน้ำมันโลกขาลง คนไทยถึงไม่ได้ใช้น้ำมันถูกทันที เพราะเราต้องส่งเงินไป “ใช้หนี้เก่า” ให้กองทุนฯ

ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงกับผมว่า มีมาตรการคู่ขนาน คือการเจรจาส่วนลดค่าการกลั่น (discount) ที่เคยเก็บแล้วเว้นไป ซึ่งจะประกาศในราชกิจจาพรุ่งนี้ โดยจะมีเงินก้อนจากโรงกลั่นเข้ามาลดภาระการพึ่งพาการใช้กองทุนนํ้ามัน

ตรงนี้ผมถือว่าดี แต่ยังเป็นการบริหารที่ยังเป็นการแก้หน้างาน (ด้วยการอาศัย พรก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามัน 2516) มากกว่าที่จะมีการปฏิรูปที่จะมีผลที่ยั่งยืน เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และโปร่งใสมากกว่านี้”

​นายกฯเรียกเข้าทำเนียบ จี้รมต.โลกลืม อุ้มต่อยังไม่ปรับครม.

​นายกฯเรียกเข้าทำเนียบ จี้รมต.โลกลืม อุ้มต่อยังไม่ปรับครม.

​นายกฯเรียกเข้าทำเนียบ จี้รมต.โลกลืม อุ้มต่อยังไม่ปรับครม.

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯเรียกเข้าทำเนียบ จี้รมต.โลกลืม อุ้มต่อยังไม่ปรับครม. ‘ลูกเทพ’อ้อนขอเวลา เดินหน้าพิสูจน์ผลงาน

นายกฯเรียก“รัฐมนตรี ภท.-พท.”ถกบนตึกไทยฯกระตุก“รัฐมนตรีโลกลืม” เร่งเครื่องสื่อสาร สร้างผลงาน-ประชาสัมพันธ์ไปถึงปชช.ยอมรับเป็นจุดอ่อนที่ปรับปรุงได้ลั่นยังไม่มีเค้าลางปรับครม.ชี้สส.มีโอกาสนั่งรมต.ขึ้นอยู่ผลงาน-สถานการณ์ โวครม.มีสปิริตเชื่อใจกันทำงานย้ำสัมพันธ์‘เพื่อไทย’แน่น‘ภราดร’ขอบคุณโพล เป็นกระจกสะท้อน ขอเวลา‘ลูกเทพ’ทำงาน ลั่น”ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน”ลั่นภท.ไร้ปัญหาการเมืองภายในขณะที่ รมต.ในครม.ต่างขานรับกระตุ้นการทำงาน “จุลพันธ์”มติพท.โหวตรับ กม.นิรโทษฯที่สว.แก้ไข

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 7 กรกฎาคม 2569ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบฯเพื่อเตรียมเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)

นายกฯเรียกรมต.ภท.-พท.หารือ

โดยก่อนการประชุมนายกฯได้เรียกรัฐมนตรีทั้งในส่วนของพรรคภูมิใจไทย(ภท.)และพรรคเพื่อไทย(พท.) ขึ้นหารือบนตึกไทยฯอาทิ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี

จากนั้นเวลา10.00น.นายอนุทินลงจากตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมรัฐมนตรีที่เข้าพบ เดินมายังตึกบัญชาการ1เพื่อเป็นประธานการประชุม ครม.ผู้สื่อข่าวถามว่าการเชิญรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยเข้าพบมีการแจ้งเรื่องงานและเรื่องการปรับครม.หรือไม่นายกฯหัวเราะพร้อมกล่าวว่า”ไปทานโจ๊ก”ขณะรัฐมนตรีที่เดินมาด้วยก็หัวเราะกันอย่างอารมณ์ดี

นายกฯกำชับทีมรัฐบาล เร่งสื่อสาร

เวลา 12.25น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีถึงบรรยากาศการทำงานของคณะรัฐมนตรีมีความคึกคักขึ้นหรือไม่หลังจากวานนี้(6ก.ค.)นายกฯส่งสัญญาณให้รัฐมนตรีเร่งสร้างผลงานว่า คึกคักมาตลอดอยู่แล้วซึ่งไม่ใช่คึกคักแบบสนุกสนาน แต่คึกคักเพราะทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ ในรัฐบาลของตนเปิดโอกาสให้ทุกคนได้มาพูดให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีรับฟังว่าช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีแต่ละท่านทำอะไรไปบ้าง และมีส่วนไหนที่ต้องการให้คณะรัฐมนตรีได้แสวงหาความร่วมมือ และสนับสนุนซึ่งกันและกันเมื่อถามว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้(7 ก.ค.)กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กำชับให้ทุกท่านได้สื่อสารการทำงาน และผลงานให้ประชาชนได้รับทราบเยอะๆโดยไม่ได้เจาะจงไปที่กระทรวงใด เพราะทุกกระทรวงมีความสำคัญหมด รวมถึงกระทรวงในโควตาพรรคเพื่อไทยด้วย

ติงสารพัดโฆษก เร่งโชว์ผลงาน

นายกฯกล่าวอีกว่าทั้งนี้ยังพูดคุยกับรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยว่าขอให้ทุกท่านได้ร่วมกันสื่อสารการทำงานของกระทรวงของตัวเองให้ประชาชนรวมถึงกรมประชาสัมพันธ์ และทีมโฆษกรัฐบาล ให้เน้นการประสานกับโฆษกแต่ละกระทรวง เพื่อจะได้เผยแพร่ผลงานออกไปให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามย้ำว่าการที่นายกฯบอกว่ารัฐมนตรีไม่ค่อยสื่อสารรวมถึงโฆษกรัฐบาล โฆษกกระทรวงและโฆษกพรรคด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ต้องถือว่าทั้งทีม งานออกมาเยอะ สิ่งดีๆที่ออกมาเป็นผลงานเป็นประโยชน์ของประเทศ และเป็นสิ่งที่เชื่อมั่นให้กับนานาชาติก็ออกมาเยอะไปหมด แต่ว่าทำไมถึงอยู่แค่วงเล็ก ก็ต้องขยายออกไปถึงวงใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีตัวเลขข้อมูลประกอบ เพื่อให้เป็นดิจิทัลฟุตพรินต์เอาไว้

บอกยังไม่มีเค้าลางปรับครม.

เมื่อถามว่า ผ่านมา 3 เดือน เริ่มเห็นเค้าลางการปรับคณะรัฐมนตรีแล้วหรือยัง นายอนุทินกล่าวว่า“ยัง”

เมื่อถามว่าเวลาที่เหมาะสม คือ 1 ปี 6 เดือน หรือ 4 เดือน นายกฯกล่าวว่า ต้องดูที่ผลงานเป็นหลักซึ่งไม่ใช่เรื่องทางหน้าสื่อเพียงอย่างเดียว เรื่องพวกนี้ประเมินได้ทั้งนโยบาย การทำงานที่ลงไปถึงประชาชน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของทุกคนว่าทำได้มากแค่ไหนเมื่อถามว่าวันนี้เท่ากับเป็นการยอมรับว่าจุดอ่อนของรัฐบาลคือการสื่อสารใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ถือว่าเป็นจุดอ่อนที่สามารถปรับปรุงแก้ไขได้

ย้ำสัมพันธ์พท.แน่น เชื่อใจทำงาน

เมื่อถามถึงการเชิญรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรับประทานโจ๊กได้มีการระบายความรู้สึกหรือความในใจกันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าไม่มี ตนคิดว่าเป็นนิมิตหมายและสปิริตการทำงานที่ดี วันนี้เราทำงานกันมา 2-3 เดือน มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ความคุ้นเคย และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน

“ผมเชิญนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานมาถามเรื่องที่ท่านจะเสนอเรื่องเข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรีที่ท่านยังทำไม่เสร็จซึ่งถามว่ามีอะไรเร่งด่วนหรือไม่ซึ่งนายจุลพันธ์ ได้ชวนนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมและน.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ อดีตรมช.มหาดไทย มาด้วยซึ่งผมก็ดีใจที่ได้เจอกัน ถือเป็นบรรยากาศการทำงานร่วมกันที่ดี”นายกฯ กล่าว

ปรับเก้าอี้รมต.ใช้มาตรฐานเดียว

เมื่อถามว่าในฐานะเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้มีโอกาสประเมินการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งมีโอกาสจะได้เป็นรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า นี่เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร สส.เป็นคนที่ประชาชนเลือกเข้ามา การประเมินคือการเลือกตั้ง ถ้าตนมองว่าเขายังทำงานไม่เต็มที่ ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ก็จะบอกว่าต้องทำงานให้เข้มข้นมากกว่านี้ แต่ไปทำอะไรเขาไม่ได้เพราะเป็นคนของพี่น้องประชาชน เป็นผู้แทนประชาชน เมื่อถามย้ำว่ามีโอกาสจะได้เป็นรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ นายกฯตอบว่าอยู่ที่ผลงาน ฝีมือและสถานการณ์อย่าเพิ่งไปคิดไกล

ภราดร’ขอบคุณโพลกระจกสะท้อน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจนิด้าโพลที่ระบุว่าความนิยมของรัฐบาลลดลงว่าในฐานะหนึ่งในคณะรัฐมนตรีขอขอบคุณประชาชนที่เป็นคันฉ่อง(กระจก)สะท้อนให้เห็นว่าระยะเวลา3เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลเจอความท้าทายหลายเรื่อง เช่น สงครามตะวันออกกลางซึ่งรัฐบาลพยายามแก้ไขอย่างเต็มที่ เรื่องค่าไฟแฝงจากไฟทางหลวงก็เป็นรัฐบาลนี้เองที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นเชื่อว่าไม่มีใครไม่คิดว่าจะเพิ่งมาเกิดในรัฐบาลนี้ แต่เป็นปัญหาสั่งสม ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯในฐานะกำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยและนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ก็เร่งแก้ไขปัญหาไม่ใช่แค่การแตะที่ผิวปัญหา

เมื่อถามว่าคะแนนนิยมของรัฐบาลที่ลดลงมองว่าเกิดจากอะไร นายภราดร กล่าวว่ารัฐบาลนี้เกิดขึ้นบนความคาดหวังของประชาชน ในทุกเรื่องที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนทั้งในเรื่องของนโยบายพรรค หรือปัญหาอย่างที่เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นมา รัฐบาลเผชิญกับปัญหาแบบไหนและแก้ปัญหาแบบไหน รวมถึงเรื่องของโครงสร้าง รัฐบาลพยายามที่จะไปแตะโครงสร้างแก้ไขปัญหาให้เห็นผลในระยะยาวกันแบบไหน

ขอเวลา‘ลูกเทพ’ทำงานพิสูจน์

เมื่อถามถึงกรณีนายกฯบอกให้มีการปรับเรื่องการสื่อสารประชาสัมพันธ์นายภราดร กล่าวว่าเรื่องนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน บางครั้งก็อาจจะเป็นเรื่องที่ทางตัวรัฐมนตรีเองควรจะต้องพยายามสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในประเด็นทางสังคมต่างๆที่ต้องให้ละเอียด และสร้างความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น

เมื่อถามว่า ตัวของนายภราดรเองก็เป็นหนึ่งในลูกเทพ มองการถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการทำงานอย่างไร นายภราดร กล่าวว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เรื่องนี้คงต้องใช้เวลา ซึ่ง3 เดือนที่ผ่านมาตนมองว่าทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ก็พยายามที่จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ผลที่ออกมาในปลายทางสุดท้ายต้องมาวัดกันอีกครั้ง ว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน

ลั่นภท.ไร้ปัญหาการเมืองภายใน

เมื่อถามว่าบางส่วนมองว่าเกี่ยวข้องกับการเมืองภายใน นายภราดร กล่าวว่าการเมืองภายในพรรคไม่มีแน่นอน ยืนยันว่าในพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรค และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรค เป็นเบอร์หนึ่งกับเบอร์สองของพรรคอยู่แล้วหรือแม้กระทั่ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม แกนนำใหญ่ของพรรคก็ได้ออกมาให้ข่าวแล้วว่าพรรคมีความเป็นปึกแผ่นไม่มีรอยร้าวใดๆเมื่อถามว่าเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่นายกฯ เรียกไปคุยหรือไม่นายภราดรหัวเราะพร้อมแซวตัวเองว่า “ไม่ได้เรียก แต่จะเดินไป”ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปพบนายกรัฐมนตรี

สุชาติไม่หวั่นเป็นรมต.โลกลืม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกล่าวถึงการกระแสปรับครม.ที่นายกฯจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัดว่าตนไม่รู้เรื่องเลย แต่เรื่องการตั้งหรือปรับ ครม.เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ตนยังไม่ได้ข่าวเรื่องนี้ เมื่อถามย้ำว่านายกฯบอกว่าถ้าเป็นรัฐมนตรีโลกลืม นายกฯก็ลืมด้วย นายสุชาติหัวเราะก่อนบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเราเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนายกฯทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาให้ความไว้เนื้อเชื่อใจมากกว่า

“ในส่วนที่เราทำงาน ตื่นมาก็ตั้งตาทำงาน เรื่องที่ตกค้างมายาวนานหลาย 10 ปีทุกเรื่อง ทุกวันนี้ตนก็ไปทำเรื่องโมเดลภูเก็ตที่นายกฯกำชับไปติดป้ายตามมาตรา 25สิ่งก่อสร้าง 22 รายการในหาดฟรีดอมซึ่งต่อเนื่องมาจากกรณีหาดนุ้ยคืนสิ่งที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ทวงคืน หาดต่างๆให้กับประชาชน เราก็ดำเนินการและรายงานนายกอย่างต่อเนื่อง”นายสุชาติและว่าเป็นความโชคดีของตนที่มาอยู่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะปลัดและอธิบดีของกระทรวงฯมีศักยภาพ ที่จะบริหารหน่วยงานของตนเอง สิ่งที่เป็นนโยบายของรัฐบาล และนายกฯ

โวผลงานทส.เพียบเดินหน้าเต็มที่

เมื่อถามย้ำว่ายืนยันว่าทำงานเต็มที่และมีผลงานใช่หรือไม่ นายสุชาติกล่าวว่า จริงๆกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯงานเยอะมาก สื่อมวลชนก็เห็นว่าตนทำงานหนักทุกวัน ก็พยายามทำให้เต็มที่เพราะเราแข็งแรง มีแรงที่จะเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ทุกอาทิตย์ ก็ทำงานอยู่ เชื่อว่าทั้งหมดที่สื่อถาม นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา รัฐมนตรีทุกคนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ถูกแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรี ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ที่จะพิจารณา ว่าใครทำงานแล้วสนองนโยบายรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังให้สัมภาษณ์ นายสุชาติ หันไปแซวนายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ว่า “ถ้าอธิบดีไม่มีผลงาน ผมก็ลืมเหมือนกัน” ก่อนที่ นายพิรุณ จะหัวเราะพร้อมยกมือไหว้และตอบว่า “ทำงานเต็มที่ครับ”

สรรเพชญ’ส่งสัญญาณกระตุ้นทำงาน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีนายกฯประกาศจะวัด KPI รัฐมนตรีโลกลืมจะมีปรับการทำงานอย่างไร ว่า เราพยายามทำงานทุกคน คณะรัฐมนตรีทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อตอบสนองนโยบายของนายกรัฐมนตรีเมื่อถามว่า มีการส่งสัญญาณปรับตำแหน่งในครม.หรือไม่ นายสรรเพชญ กล่าวว่า เป็นการกระตุ้นในการทำงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าต้องทำงานให้มากขึ้น และตรงจุด ย้ำว่าคณะรัฐมนตรีทุกคนทำงานอย่างหนัก แต่บางสิ่งเราก็ต้องสื่อสารให้ประชาชนรับทราบ ส่วนของตนก็พยายามทำงานและสื่อสาร เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

ยศชนัน’เผยยังไม่มีสัญญาณปรับครม.

ด้านนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเตรียมวาง KPI วัดผลงานรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยภูมิใจทางพรรคเพื่อไทยมีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าวหรือไม่ว่าเดี๋ยวจะเข้าไปคุย เมื่อถามย้ำว่ามองว่าการประเมินเช่นนี้จะมีการขยับปรับรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายยศชนัน เลี่ยงตอบคำถามโดยบอกว่าขอรอการประชุมคณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จ แล้วจะลงมาใหม่ ก่อนย้ำว่า”ไม่มีการส่งสัญญาณการปรับครม.มาจากพรรคภูมิใจไทย”

จุลพันธ์รับนายกฯเร่งสื่อสารงานภาพรวม

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีได้มีเรื่องประเมิน KPIของรัฐมนตรีหรือไม่ว่าการวัดKPIมีอยู่ตลอดอยู่แล้วซึ่งต้องทบทวนตัวเองและดูในเรื่องการทำงานที่ผ่านมา พยายามขับเคลื่อนให้ดีที่สุดและสุดท้ายประชาชนจะเป็นคู่ชี้วัดซึ่งนายกฯในฐานะเป็นผู้กำกับดูแลรัฐบาลคงติดตามอยู่แล้ว ยืนยันว่าการพูดคุยกันเมื่อช่วงเช้านี้ ไม่ได้มีการพูดคุยถึงกรณีดังกล่าวแต่เป็นการพูดคุยถึงการทำงานในภาพรวม

เมื่อถามว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีการกำชับรัฐมนตรีโลกลืมในฝั่งพรรคเพื่อไทยจะมีการกำชับในการทำผลงานของรัฐมนตรีหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรายังไม่มีเหตุ และหากติดตามดูการทำงานของทุกคนจะรู้ว่าพวกเราพยายามขับเคลื่อนการทำงานอย่างเต็มที่ ขณะนี้สิ่งสำคัญคือ การสื่อสารกับประชาชน ซึ่งนายกฯได้เน้นย้ำในที่ประชุมครม.ว่าอะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรืออะไรที่ขับเคลื่อนออกไปแล้วประชาชนได้ประโยชน์ ต้องสื่อสารให้ชัดเจน ซึ่งพวกตนจะพยายามทำให้ดีขึ้นในการสื่อสารหากมีอะไรขาดตกบกพร่อง

ยังไม่ประเมินKPIเพิ่งเริ่มงาน3เดือน

เมื่อถามว่าขณะนี้พอใจกับผลงานของรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ถึงเวลาก็ต้องมานั่งดูและทบทวนกัน แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ นี่เพิ่งเริ่มมาแค่ 3 เดือนจะต้องให้เวลาทุกคนได้ทำความคุ้นเคย ในการพิสูจน์ตัวเอง เพื่อพิสูจน์ผลงาน เมื่อถามว่าแล้วระยะเวลาที่เหมาะสมในการประเมินคือเมื่อใด นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้มีกำหนด แต่ต้องดูเป็นระยะไป เมื่อถามย้ำว่าการทำงาน 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นไปตามเป้าหมายและจะมีการรวบรวมผลงานเพื่อสื่อสารต่อสังคม ว่าได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และจะวาดภาพให้สังคมเห็น ในวิสัยทัศน์และทิศทางของหน่วยงานในการกำกับดูแล

มติพท.โหวตรับกม.นิรโทษฯที่สว.แก้ไข

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยต่อร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)เสริมสร้างสังคมสันติสุขว่าจากที่มีการคุยกันเบื้องต้น เราคงจะเห็นชอบกับการแก้ไขของสมาชิกวุฒิสภา(สว.)เพื่อให้ตัวกฎหมายนี้สามารถออกใบประกาศใช้และมีผลบังคับใช้เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับคนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมผ่านทาง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข โดยเร็ว สิ่งที่สว.แก้ไข จากการสอบถามจากนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการในการทำกฏหมายนี้เมื่อสมัยที่แล้ว ได้บอกว่าประเด็นที่ สว.แก้มาไม่ได้กระทบกับสิทธิของใครเลย เพราะสิทธิอย่างเช่นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็มีสิทธิ์ตามกฎหมายในการดำเนินการได้อยู่แล้ว ไม่มีการปรับแก้ที่จะทำให้ไปลิดรอนสิทธิใดๆเพราะฉะนั้น เรื่องการแก้ไขของสว. เราคงจะรับเพื่อให้ออกมาเป็นกฎหมายโดยเร็ว

นายจุลพันธ์ เห็นว่าการตั้งกรรมาธิการร่วมกลับจะทำให้เกิดความเสี่ยงด้วยซ้ำ เพราะเราไม่รู้ผลว่า กรรมาธิการร่วมจะพิจารณาอย่างไร และเราก็รู้สภาพของโครงสร้างของกรรมาธิการร่วมเป็นอย่างดี เวลาตั้งกรรมาธิการร่วมของ สส.และสว. สัดส่วนเท่ากัน สัดส่วนของ สส. สัดส่วนของพรรคการเมือง เสียงส่วนใหญ่ในการตั้งกรรมาธิการร่วมที่ผ่านมาก็จะเป็นไปตามทิศทางที่ สว.เห็นชอบเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้น กรณีนี้เรารู้อยู่แล้วว่า สุดท้ายผลลัพธ์มันแก้ไขลำบาก ดังนั้น เราพร้อมที่จะเดินหน้าเพื่อให้ประโยชน์ที่เกิดจากกฎหมายฉบับนี้จะเกิดผลได้เร็วที่สุด

เดินหน้าโหวตล้างผิด 6 พันคน

นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงพรรคเพื่อไทยจะเห็นพ้องร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมตามมติวิปรัฐบาลทั้งหมดหรือไม่ว่าแม้พรรคเพื่อไทยอาจมีความเห็นต่างในรายละเอียดเล็กน้อยแต่สามารถใช้วิธีอภิปรายในที่ประชุมสภาฯ ได้ เป้าหมายหลักของพ.ร.บ.ฉบับนี้คือต้องการเห็นคนหลายกลุ่ม หลายสีเสื้อ กลับมาสมานฉันท์และสามัคคีกัน ซึ่งมีผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมประมาณ 6,000 กว่าคน

ไม่จำเป็นต้องตั้งกมธ.ร่วม2สภา

“หากเราเลือกที่จะตั้งกรรมาธิการร่วม 2 สภา จะส่งผลให้กระบวนการลากยาวออกไป และทำให้ประชาชนกว่า 6,000 คนที่กำลังรอคอยการนิรโทษกรรมต้องเลื่อนเวลาออกไปอีก พรรคเพื่อไทยมองว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านในวาระ2และ3ของสภาฯ มาแล้ว ถือว่าความคิดเห็นตกผลึกแล้ว เมื่อสว.แก้ไขและส่งกลับมา จึงไม่มีความจำเป็นต้องตั้ง กมธ.ร่วมให้เกิดความล่าช้า”นางมนพรย้ำ

มติกกต.รับรอง’ชัชชาติ-ปรเมศวร์’

วันเดียวกัน มีรายงานว่าที่ประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)มีมติเห็นชอบให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนนน 1,537,784 คะแนน รวมถึงสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 คน รวมทั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ รับเลือกตั้งมาด้วยคะแนน 20,184 คะแนน รวมถึงสมาชิกสภาเมืองพัทยาทั้ง 6 คนตามที่สำนักงานกกต.เสนอ เนื่องจากไม่มีเรื่องร้องเรียนว่าในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมามีเหตุที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตและโปร่งใส แต่ทั้งนี้ไม่ตัดอำนาจ กกต.ในการที่จะสืบสวนสอบสวนหลังการประกาศรับรองผลแล้วกรณีหากมีเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้านการประกาศผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ คาดว่าสำนักงานกกต.จะให้ผู้ที่ได้รับการประกาศรับรองผลเข้ารับหนังสือรับรองได้ตั้งแต่ในวันพรุ่งนี้(8ก.ค.)เป็นต้นไป

นายกฯสั่ง‘เอกนัฏ’หาทางลดราคาน้ำมัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทยเปิดเผยว่าวันนี้ได้สั่งการให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ไปหาทางในการลดราคาขายปลีกน้ำมันลงให้ได้ เหตุผลคือประชาชนทั่วไปได้รับทราบราคาน้ำในตลาดโลกได้ลดลงแล้วและราคาอยู่ในระดับที่ทรงตัวราคาขายปลีกในประเทศก็สมควรที่จะลดลง โดยต้องนึกถึงค่าครองชีพ ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน และต้นทุนของผู้ประกอบการที่ทำมาหากินเป็นหลัก รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะลดค่าน้ำมันลงให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

“ผมก็แค่บอกกับรมว.พลังงานในฐานะผู้บริหารว่าตอนราคาในตลาดโลกขึ้น เราก็ไปขอประชาชนขึ้น ตอนนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลงแล้ว เราก็ไม่ต้องไปขอประชาชนในการลดราคาลงก็ลงให้เขาไปเลย ลงทันที และลงให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ค่อยๆปรับลง ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานก็ได้รับนโยบายในเรื่องนี้ไป”นายกฯย้ำ

เมื่อถามว่ามีกรอบระยะเวลาในการลดราคาน้ำมันหรือไม่ นายกฯล่าวว่าไม่มีกรอบเวลา ทางกระทรวงพลังงานต้องไปทำงานซึ่งมีกลไกในการประชุมคณะกรรมการชุดต่างๆเช่นคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.)โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายไปแล้วว่าราคาต้องลดลง ท่านคิดว่ารัฐมนตรีจะกลับมา แล้วบอกว่าไม่ลดราคาหรือเปล่าล่ะ

มอบ‘ศุภจี’ไปดูแลราคาอาหาร

เมื่อถามว่ากรณีของราคาอาหารที่กระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ได้ให้นโยบายอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่าในเรื่องนี้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ได้ทราบเรื่องนี้แล้ว ซึ่งก็ต้องไปดำเนินการ โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชนในการดำรงชีวิตประจำวัน โดยในเรื่องของการลดราคาน้ำมันจะมีผลในเรื่องที่ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ ลดลง ส่วนนโยบายของเรื่องการทำสินค้าธงฟ้าราคาประหยัด การตรึงราคาสินค้าต่างๆก็ต้องดำเนินต่อไป ทั้งนี้ในเรื่องของโครงการไทยช่วยไทยพลัสก็จะช่วยในเรื่องของการลดค่าครองชีพได้บ้าง

เมื่อถามว่าหากอัตราเงินเฟ้อยังคงสูงอยู่ นโยบายเศรษฐกิจที่ต้องทำควรเป็นอย่างไร นายกฯล่าวว่าเรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องดำเนินนโยบายต่างๆ เราไม่ได้มองเป็นจุดเดียว แต่ต้องดูถึงคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ

เอกนัฏ’เรียกถก‘กบง.-กบน.’ด่วนเย็นนี้

ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ให้เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เป็นการด่วนในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับลดลง

ทั้งนี้ ในการประชุม กบง. และ กบน.ช่วงเย็นวันที่ 7 ก.ค.นี้ จะเร่งพิจารณามาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันโดยเร็ว เพื่อให้ราคาภายในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ลดลง และให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ หากต้นทุนน้ำมันดิบได้ปรับลดลงแล้ว

เผยเส้นทาง ‘ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร’ เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

เผยเส้นทาง 'ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร' เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

เผยเส้นทาง ‘ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร’ เริ่มจากข่าวกรอง ผ่านงานโชกโชน ก่อนนั่งเก้าอี้ปลัด ก.ยุติธรรม

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

“ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” ว่าที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนใหม่ ที่เพิ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ไม่ใช่คนหน้าใหม่สำหรับผู้คนในแวดวงราชการ และกระบวนการยุติธรรม โดยเป็นที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “รองบอย”

“ปิยะศิริ” เติบโตมากับงานสืบสวนสอบสวน งานคดีพิเศษ และงานปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เริ่มชีวิตราชการจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติในปี 2543 ทำงานด้านต่อต้านการก่อการร้าย ก่อนโอนมาอยู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อมีการตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษในปี 2547 

ชื่อของ “ปิยะศิริ” เป็นที่รู้จักกว้างขึ้นในช่วงที่เขาทำงานคดีพิเศษด้านธุรกิจการเงินนอกระบบ โดยเฉพาะเมื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบ และรองโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีส่วนร่วมในคดีสำคัญหลายคดี อาทิ Forex-3D, แชร์แม่มณี และเครือข่ายหลอกลงทุนอื่นๆ 

จากดีเอสไอ “ปิยะศิริ” ขยับไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ในตำแหน่งรองเลขาธิการ ป.ป.ส. กระทั่งเดือนมีนาคม 2567 เปลี่ยนหน่วยงานอีกครั้ง ไปเป็นรองเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ก่อนที่วันที่ 14 ตุลาคม 2568 จะได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ให้ขยับขึ้นเป็นเลขาธิการ ศอ.บต. 

ด้านการศึกษา จบโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ระดับอุดมศึกษาจบด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และศึกษาด้านนิติศาสตร์เพิ่มเติม ก่อนต่อระดับปริญญาโทด้ารัฐประศาสนศาสตร์ 

นอกจากเส้นทางราชการที่ผ่านหน่วยงานสำคัญในกระบวนการยุติธรรมหลายแห่ง “ปิยะศิริ” ยังถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในเครือญาติสกุล “วัฒนวรางกูร” ซึ่งเป็นสกุลเดิมของ “สนองนุช วัฒนวรางกูร” อดีตภรรยาของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี 

“ปิยะศิริ” เป็นบุตรชายของ พล.ต.ต.ศิริชัย วัฒนวรางกูร นายตำรวจเก่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 19 และมีพี่น้องร่วมบิดามารดา 1 คน คือ พ.ต.อ.อภิชนันท์ วัฒนวรางกูร ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดระยอง  ด้วยวัยเพียง 52 ปี เติบโตในชีวิตราชการอย่างรวดเร็ว ยังเหลืออายุราชการอีกถึง 8 ปี เส้นทางบนตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายข้าราชการประจำในกระทรวงยุติธรรมของ “ปลัดปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” จึงน่าจับตาอย่างยิ่ง

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.59 น.

นายกฯร่วมงานวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทย–อียิปต์
 
วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 เวลา 18.30 น. ที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสวันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ ตามคำเชิญของ นางฮาละฮ์ ยูซุฟ อะห์มัด เราะญับ (H.E. Mrs. Hala Youssef Ahmed Ragab) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย 
 
เมื่อเดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้รับการต้อนรับจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ประจำประเทศไทย ก่อนมอบช่อดอกไม้แสดงความยินดี และร่วมชมนิทรรศการ “Egyptian Ancient Civilization through the Art of Papyrus” ซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และอารยธรรมอันยาวนานของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ 
 
จากนั้น นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีการอย่างเป็นทางการ โดยมีการบรรเลงเพลงชาติไทยและเพลงชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ พร้อมรับฟังคำกล่าวเปิดงานของเอกอัครราชทูตฯ และกล่าวแสดงความยินดีในนามรัฐบาลไทย ก่อนร่วมพิธีตัดเค้กเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสวันชาติ และถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้แทนทางการทูตและผู้เข้าร่วมงาน 


 
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณเอกอัครราชทูตอียิปต์ฯ สำหรับสารแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รวมทั้งถ้อยคำแสดงความอาลัยต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นายกรัฐมนตรีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 74 ปี วันชาติสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ พร้อมย้ำว่า ไทยและอียิปต์มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพ ความไว้วางใจ และมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 70 ปี โดยอียิปต์เป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาหรับและทวีปแอฟริกาที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั้งสองประเทศให้คุณค่าและภาคภูมิใจร่วมกัน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเสด็จแทนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์แกรนด์อียิปเชียน (Grand Egyptian Museum) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ตามคำเชิญของประธานาธิบดีอียิปต์ ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ ที่ต่างให้ความสำคัญร่วมกันต่อประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และมรดกอารยธรรม

ในด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและอียิปต์มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภาคธุรกิจไทยได้ขยายการลงทุนในอียิปต์มากขึ้น สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่มีต่อศักยภาพและความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงความสัมพันธ์ระดับประชาชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพไทย–อียิปต์ โดยอียิปต์เป็นจุดหมายสำคัญของนักศึกษาไทยมุสลิมที่เดินทางไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีนักศึกษาไทยประมาณ 3,600 คน ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยอัล-อัซฮาร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความผูกพันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคแอฟริกาผ่านข้อริเริ่มความร่วมมือระหว่างไทย–แอฟริกา (Thailand–Africa Initiative) และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากอียิปต์ในฐานะมิตรประเทศและหุ้นส่วนที่สำคัญ พร้อมทั้งอวยพรให้รัฐบาลและประชาชนชาวอียิปต์ประสบแต่สันติภาพ ความก้าวหน้า และความเจริญรุ่งเรือง ตลอดจนขอให้มิตรภาพระหว่างไทยกับอียิปต์ยังคงแน่นแฟ้นต่อไป