รัฐบาลยกระดับ นวดไทย โพธิ์-ล้านนา สู่เวลเนสสากล เปิดอบรมรุ่นแรกปลาย พ.ค. 69

รัฐบาลยกระดับ นวดไทย โพธิ์-ล้านนา สู่เวลเนสสากล เปิดอบรมรุ่นแรกปลาย พ.ค. 69

รัฐบาลยกระดับ นวดไทย โพธิ์-ล้านนา สู่เวลเนสสากล เปิดอบรมรุ่นแรกปลาย พ.ค. 69

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.57 น.

ยกระดับ “นวดไทย โพธิ์-ล้านนา” 450 ชั่วโมง สู่ Wellness สากล ชู “น้ำพุร้อนสันกำแพง” จ.เชียงใหม่ พื้นที่ต้นแบบสู่ Wellness Hub ครบวงจร   

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เปิดตัวหลักสูตร “นวดไทย โพธิ์-ล้านนา 450 ชั่วโมง” ซึ่งเป็นการบูรณาการมรดกโลกวัดโพธิ์ ผสานเข้ากับเอกลักษณ์ภูมิปัญญาล้านนา โดยมุ่งเน้นที่การสร้างแบรนด์นวดไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว และมี “น้ำพุร้อนสันกำแพง” จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ต้นแบบในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและเวลเนส  (Wellness Hub) อย่างครบวงจร  

สำหรับหลักสูตร “นวดไทย โพธิ์-ล้านนา 450 ชั่วโมง” ได้นำองค์ความรู้จากตำรานวดแผนไทย วัดโพธิ์สมัยรัชกาลที่ 3 มาต่อยอดกับศิลปวัฒนธรรมภาคเหนือ ผสานเรื่องของ “อัตลักษณ์” กับ “มาตรฐาน”  โดยมีจุดเด่นคือ “จริตลีลาแห่งล้านนา” ที่นุ่มนวล ต่อเนื่อง ผ่านเทคนิคการนวด 11 ท่า และขั้นตอนหลัก 9 ประการ ประกอบเป็น การนวดองค์บน การนวดองค์ล่าง การเช็ดแหก การตอกเส้น และการจู้ การฟ้อนเจิงยืดเหยียด เพื่อสร้างบริการที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม

“หลักสูตร 450 ชั่วโมงนี้ ได้รับการประกาศเป็นหลักสูตรมาตรฐานของกรมการแพทย์แผนไทยฯ แล้ว โดยในระยะแรกจะเน้นอบรมกลุ่มหมอนวดในพื้นที่น้ำพุร้อน สันกำแพง จ.เชียงใหม่ และชุมชนใกล้เคียง 8 ชุมชน ซึ่งจะทำให้ชุมชนแห่งนี้ให้บริการการนวดที่ออกแบบประสบการณ์แบบองค์รวมทั้ง กลิ่น อาหาร และน้ำพุร้อน เพื่อให้การนวดไทย โพธิ์-ล้านนา สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนได้อย่างยั่งยืนและเพื่อพัฒนาศักยภาพสู่มาตรฐานการให้บริการนักท่องเที่ยวระดับสากล โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดอบรมรุ่นแรกในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเดินหน้ายกระดับนวดไทยให้เป็น “เวลเนสระดับสากล” ต่อไป” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

เปิดรายงานกรรมการสรรหา ชง ‘จักรพงศ์’ นั่งตุลาการศาล รธน.

เปิดรายงานกรรมการสรรหา ชง ‘จักรพงศ์’ นั่งตุลาการศาล รธน.

เปิดรายงานกรรมการสรรหา ชง ‘จักรพงศ์’ นั่งตุลาการศาล รธน.

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.47 น.

เปิดรายงานกรรมการสรรหา สว.! ชงชื่อ ‘จักรพงศ์’ อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็น ‘ตุลาการ ศาลรธน.’ พบตีตกข้อเรียกร้องปม ’สอบบัตรสนเท่ห์‘ ขาดคุณสมบัติตามรธน. ก่อนสอบและลงมติ 6:2 ชี้ชัดคุณสมบัติตรงตามด้านรัฐประศาสนศาสตร์ เหตุกม.ระบุไว้ ขณะที่เจ้าตัว แจง จบป.ตรี – ป.เอก -กฎหมายมหาชน – พ่วงป.โท รัฐประศาสนศาสตร์

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้นัดประชุมวุฒิสภา ในวันพรุ่งนี้ (5 พ.ค.) โดยมีวาระเรื่องด่วน คือ ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังจากที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์  ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ 

ทั้งนี้คณะกรรมการสรรหา ที่มีนายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการสรรหา ได้เสนอชื่อ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้วุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณาดังกล่าวคณะกรรมการสรรหา ได้นำเสนอรายงานการพิจารณาสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้ง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ระบุเนื้อหาตอนหนึ่ง ถึงกรณีที่นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ทำหนังสือเพื่อขอให้ชะลอกระบวนการสรรหาและเสนอชื่อบุคคลหรือดำเนินการมาตรการอื่นใด ของการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้องค์ประกอบของกรรมการสรรหามีครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และป้องกันบรรเทาความเสี่ยงต่อการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของสว. ที่จะให้ความเห็นชอบเป็น กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

โดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับทราบหนังสือของนายเทวฤทธิ์แล้วและเห็นว่า กรณีขอให้รอองค์ประกอบกรรมการสรรหาให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นั้น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 203 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 11  กำหนดกำหนดชัดแจ้งว่า กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมกาสรรหา คือ ประธานสภาฯ หรือ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ กรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจไปพลางก่อนได้ ดังนั้นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.

“การดำเนินการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ดังนั้นจึงไม่สามารถชะลอการสรรหา รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาได้” 

รายงานของคณะกรรมการสรรหา ระบุด้วยว่ากรณีมีหนังสือของให้คณะกรรมการสรรหาทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้รับหนังสือบัตรสนเท่ห์ไม่ลงวันที่ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้รับเมื่อ 21 เม.ย.  เรื่อง ข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายจักรพงศ์  ที่ไม่มีคุณสมบัติตามมาตา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ คือ ผู้ทรงวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจาย์ของมหาวิทยาลัยในปะเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี  โดยระบุว่า

1.นายจักพงศ์ เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ตรงกับสาขาที่สมัคร โดยนายจักรพงศ์ เป็นอาจารย์ในกลุ่มวิชากฎหมาย หรือ สาขานิติศาสตร์  สังกัดคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ 2.การแต่งตั้งในตำแหน่งศาสตราจารย์ของนายจักรพงศ์ ไม่ปรากฎข้อมูลผลงานทางวิชาการที่ใช้ประกอบการขอตำแหน่งดังกล่าวว และไม่ปรากฎว่าผู้ประเมินผลงานทางวิชาการในการขอตำแหน่งศาสตราจารย์คือผู้ใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสรรหา ได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเห็นว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาที่จะพิจารณาทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ได้ ทั้งนี้ได้ให้นายจักรพงศ์เข้าชี้แจง เมื่อวันที่ 7 เม.ย. แล้ว โดยนายจักรพงศ์ชี้แจงสรุปความว่า นายจักรพงศ์ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยแต่งตั้งเมื่อ 1 พ.ย.2550 ซึ่งแต่งตั้งก่อนวันที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 จะมีผลบังคับใช้โดยมาตรา 32 ระบุว่า ผู้ซึ่งได้เป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์และอาจารย์

และมาตรา 33 กำหนดให้ระหว่างที่ไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีสาขาวิชาใดให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจตามหลักสูตนักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้นมีเพียงสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวเท่านั้น ยังไม่มีสาขาวิชานิติศาสตร์ โดยคณะนิติศาสตร์จัดตั้งขึ้นเมื่อ2เม.ย.2562

นอกจากนั้นนายจักรพงศ์ ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งยืนยันถึงองค์ความรู้ของการเป็นนักบริหารจัดการภาครัฐอย่างแท้จริง ในส่วนของผลงานทางวิชากาที่เป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือ หนังสือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ทั้งนี้มีผู้ประเมินผลงานทางวิชาการให้เป็นศาสตราจารย์คือ นายวิษณุ เครืองาม

จากนั้นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาทบทวนนคุณสมบัติของนายจักพงศ์ ว่าเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับกาแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) ของพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยได้มีการออกเสียงลงมติโดยเปิดเผย  6 เสียง ต่อ 2  เสียง เห็นว่า นายจักรพงศ์มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 

สำหรับ 6 เสียง ที่เห็นว่ามีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่  นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด นายสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กรรมการสรรหาโควตาของกกต. นายอรรถยุทธ ศรีสมุทร กรรมการสรรหาโควตาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน  นายชาญนะ เอี่ยมแสง กรรมการสรรหาโควตาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  และ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ กรรมการสรหาโควตาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ขณะที่ 2 เสียงที่เห็นว่าขาดคุณสมบัติ คือ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และ นายเจษฎา กตเวทิน กรรมการสรรหาโควตาคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในรายงานที่นำเสนอต่อวุฒิสภา ได้เผยแพร่ส่วนการแสดงความคิดเห็นและการสัมภาษณ์ของนายจักพงศ์ต่อกรรมการสรรหา เมื่อ 7 เม.ย.  โดยความตอนหนึ่งของในช่วงที่นายอรรถยุทธ ตั้งคำถามถึงจุดอ่อนที่จะพัฒนาต่อไป  ซึ่งนายจักรพงศ์ ชี้แจงในตอนท้าย ซึ่งปรากฎในเอกสารหน้าที่ 20 ว่า “สำหรับจุดอ่อนของผม ผมเป็นนักกฎหมายมหาชนคนหนึ่ง ซึ่งจบทางนิติศาสตร์มหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาเอกทางมหาชนโดยตรง เข้าใจเรื่องทางมหาชนทั้งหมด เพราะฉะนั้นในการทำงานของผมค่อนข้างที่จะเข้าใจการทำงานและสามารถทำงานได้เพราะเเข้าใจเรื่องนิติวิธีทางมหาชนด้วย ในกฎหมายมหาชนด้วย เพราะฉะนั้นจุดอ่อนของผมอยากให้คนอื่นมอง”

ต่อจากนั้นเป็นคำถามของนายเจษฎา ได้ถามถึงการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำศาลรัฐธรรมนูญและเคยทำงานกับนายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายจักรพงศ์ ตอบว่า “การปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งอำนาจหน้าที่ตรวจสอบ คือกรรมการป.ป.ช.” 

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่ารายงานของคณะกรรมการสรรหา ยังเผยแพร่คำสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบกรณีการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ตามที่มีหนังสือสนเท่ห์ ซึ่งนายจักรพงศ์ ชี้แจงตอนหนึ่งว่า โรงเรียนนาย้อยตำรวจไม่มีคะ มีเฉพาะภาควิชาต่างๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ใครจะสอนวิชาไหนก็ตามจะหลอมรวมเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย  ดังนั้นผมจะเป็นศาสตราจารย์สาขาไหนก็ไม่จำเป็น แต่กรณีดังกล่าวเป็นข้อจำกัดว่าไม่สามารถประเมินเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ได้แต่อย่างใด เพราะโรงเรียนนายร้อยตำรวจมีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น ขณะที่ผมสอนวิชาเกี่ยวกับหลักทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐประศาสนศาสต์โดยตรง

และนายจักรพงศ์ ยังตอบคำถามต่อประเด็นที่ถูกถามว่า เห็นตนเองเป็นผู้ทรงวุฒิด้านนิติศาสตร์ หรือ ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ตอนหนึ่งว่า   การเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี ต้องมีกฎหมายเป็นตัวหลักที่เป็นหลักการ หลักเกฑ์ที่จะทำให้นักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี นอกจากมีความรุ้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์อยู่แล้ว ซึ่งผมจบปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต  มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการองค์กรและมีความรู้ทางกฎหมายด้วย จึงเป็นแนวคิดที่ผสมผสานให้การทำงานเกิดได้มีประสิทธิภาพ

ธนพร อ่านโพล ชี้การเมืองไทย อนุรักษ์นิยม ยังโดดเด่น อนุทิน ขึ้นเป็นแกนหลัก ส่วนแลนด์บริดจ์ เชื่อ ชาวใต้ ไม่ขวาง

ธนพร อ่านโพล ชี้การเมืองไทย อนุรักษ์นิยม ยังโดดเด่น อนุทิน ขึ้นเป็นแกนหลัก ส่วนแลนด์บริดจ์ เชื่อ ชาวใต้ ไม่ขวาง

ธนพร อ่านโพล ชี้การเมืองไทย อนุรักษ์นิยม ยังโดดเด่น อนุทิน ขึ้นเป็นแกนหลัก ส่วนแลนด์บริดจ์ เชื่อ ชาวใต้ ไม่ขวาง

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.49 น.

 “ธนพร” อ่านโพล ชี้การเมืองไทย “อนุรักษ์นิยม” ยังโดดเด่น  “อนุทิน” ขึ้นเป็นแกนหลัก ส่วนแลนด์บริดจ์ เชื่อ ชาวใต้ ไม่ขวาง เป็นโอกาสรัฐบาลเดินหน้า แต่ต้องให้ข้อมูลครบถ้วน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยของสวนดุสิตโพล ประจำเดือนเมษายน รวมถึงผลสำรวจของนิด้าโพลในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมองว่าเป็นสัญญาณสะท้อนทิศทางการเมืองไทยที่น่าสนใจในหลายมิติ

แม้ภาพรวมความเชื่อมั่นทางการเมืองจะปรับลดลงจาก 3.89 เหลือ 3.79 คะแนน แต่จุดที่โดดเด่นคือบทบาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยังคงถูกจับตาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะในมุมบวกหรือมุมวิพากษ์วิจารณ์ โดยสะท้อนสถานะของการเป็น “แกนหลัก” ของการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมในปัจจุบัน

รศ.ดร.ธนพร มองว่า แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ฐานการเมืองอนุรักษ์นิยมเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับจากกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลต่อความชอบธรรมทางการเมืองในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ผู้นำทางการเมืองในรัฐบาลรายอื่น เช่น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็มีคะแนนนิยมในระดับสูง สะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของพรรคเพื่อไทย และแนวโน้มความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุนที่เริ่มกลับมา

ในฝั่งฝ่ายค้าน รศ.ดร.ธนพร มองว่า พรรคการเมืองสายก้าวหน้ายังเผชิญความท้าทายในการปรับกลยุทธ์การทำงาน แม้จะมีจำนวน สส. มาก แต่บทบาททางการเมืองยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ส่งผลให้บุคคลอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับได้รับการจับตามองมากกว่าในเชิงบทบาท

เมื่อพิจารณาคะแนนผู้นำทางการเมือง พบว่าบุคคลในกลุ่มแนวคิดอนุรักษ์นิยมมีคะแนนนำ ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน นายยศชนัน หรือ นายอภิสิทธิ์ สะท้อนให้เห็นว่าในช่วงเวลานี้ “ขั้วอนุรักษ์นิยม” ยังคงเป็นแกนหลักของสมดุลอำนาจทางการเมืองไทย

สำหรับประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งนิด้าโพลระบุว่าประชาชนในภาคใต้ ไม่ขวางโครงการ รศ.ดร.ธนพร มองว่าเป็นโอกาสของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายขนาดใหญ่ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม

ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารสาธารณะ เปิดเผยข้อมูลครบถ้วน และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าของโครงการ

รศ.ดร.ธนพร ยังเห็นว่า ความเห็นที่แตกต่างแม้เกิดขึ้นภายในพรรคการเมืองเดียวกัน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในระบอบประชาธิปไตย เพราะสะท้อนถึงการตรวจสอบถ่วงดุลภายใน และยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจัง 

สาธิต จี้ ปชน.รับผิดชอบ หลัง ส.ส. พาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวยาเสพติด

สาธิต จี้ ปชน.รับผิดชอบ หลัง ส.ส. พาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวยาเสพติด

สาธิต จี้ ปชน.รับผิดชอบ หลัง ส.ส. พาดพิงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เอี่ยวยาเสพติด

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.37 น.

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ระบุว่า  “ผิดที่สื่อสาร แบบเหมารวม ต้องรับผิดชอบ”

พรรคประชาชนต้องรับผิดชอบ สถาบันกำนันผู้ใหญ่บ้าน ด้วยการขอโทษ หรือจะลงโทษลูกพรรค อย่างใด ตักเตือน หรือ หนักกว่าอย่างไร ตามกระบวนการของพรรค

ที่อภิปรายถึงปัญหายาเสพติด ที่ทุกฝ่ายโดยเฉพาะรัฐบาลมีหน้าที่แก้ไข แต่กลับไปขอให้ตรวจฉี่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพวกนี้เป็นพวกค้ายาทั้งนั้น ถึงแม้จะมีสภาพปัญหาเรื่องนี้อยู่บ้างก็ตาม

ซึ่งเขาชอบใชัวิธีนี่ เพื่อได้คะแนนเสียงโดยไม่แยกปัญหา ส่วนบุคคล ส่วนกลุ่มออกจากองค์กรสถาบัน คล้ายๆ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่เกิดปัญหามาแล้ว และพอถูกตำหนิต่อว่า จึงค่อยๆ มาแจกแจงแยกย่อยอธิบายปัญหา ละเอียดยิบ และเพิ่มมุมประเด็นแก้ตัวเข้าไปด้วย นี่คือสไตล์ของ พลพรรคนี้ครับ 

จะอย่างไร สไตล์ใครก็ว่าไป แต่การทำให้องค์กร กำนันผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นสถาบันพื้นฐาน การปกครองประเทศ เขาเสียหายแบบเหมารวม ของท่าน ส.ส.ที่พูดในสภาผู้แทนราษฎร สถานที่ที่ต้องมีวุฒิ

ภาวะที่เหมาะสม ครับ ขอบคุณภาพจากเพจสาธารณะ ระยองคายส้ม 

โฆษกรัฐบาลน้อมรับ นิด้าโพลแลนด์บริดจ์ เร่งสื่อสารข้อมูลมากยิ่งขึ้น นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

โฆษกรัฐบาลน้อมรับ นิด้าโพลแลนด์บริดจ์ เร่งสื่อสารข้อมูลมากยิ่งขึ้น  นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

โฆษกรัฐบาลน้อมรับ นิด้าโพลแลนด์บริดจ์ เร่งสื่อสารข้อมูลมากยิ่งขึ้น นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.09 น.

โฆษกรัฐบาลน้อมรับ “นิด้าโพลแลนด์บริดจ์” ต้องสื่อสารวงกว้าง  นายกฯ ย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ  

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงหัวข้อ “การเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์” ที่พบว่ากว่าครึ่งหรือ ร้อยละ 54.53 เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย  ว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น   

“นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นางสาวรัชดา ฯ  เผย 

สำหรับ นักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้

“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว

คนไทยร่อแร่! ไอเอฟดีโพล เผย 88% ปากท้องตึง-หมดหวัง ขยันแค่ไหนชีวิตก็ไม่ดีขึ้น

คนไทยร่อแร่! ไอเอฟดีโพล เผย 88% ปากท้องตึง-หมดหวัง ขยันแค่ไหนชีวิตก็ไม่ดีขึ้น

คนไทยร่อแร่! ไอเอฟดีโพล เผย 88% ปากท้องตึง-หมดหวัง ขยันแค่ไหนชีวิตก็ไม่ดีขึ้น

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

ไอเอฟดีโพล เผย ประชาชนประสบวิกฤตปากท้องตึง ร่อแร่ หมดหวัง 88.31% “ดร.แดน” ชี้ ปัญหาหนักกระทบความมั่นคงในชีวิตทั้งระบบ

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือ ดร.แดน ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “วิกฤตปากท้องตึง ร่อแร่ หมดหวัง 88.31%” กลุ่มตัวอย่าง 1,264 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 28 เม.ย. – 1 พ.ค. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน ±3%

ผลโพลสะท้อนว่า วิกฤตปากท้องไม่ใช่แค่ปัญหาเงินในกระเป๋า แต่กำลังลามไปสู่ “สุขสภาพ” ของคนไทย พบว่า หากครัวเรือนไม่มีรายได้ คนไทยจำนวนมากจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน 78.62% และเมื่อเผชิญปัญหาปากท้องยังต้องพึ่งตนเอง ครอบครัว และญาติ 69.02% ขณะที่ทางรอดสุดท้ายของครัวเรือนยังเป็นการใช้ทุนชีวิตเดิมเพื่อประคองตัว ได้แก่ การกู้เงิน ขายทรัพย์สิน หรือย้ายกลับไปพึ่งครอบครัว รวม 76.38% และหากรวมการส่งสมาชิกในครัวเรือนออกไปหารายได้เพิ่มอีก 12.89% จะพบว่า 89.27%ของประชาชนต้องแก้ปัญหาด้วยการพึ่งตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ที่สำคัญ ประชาชนกลัวว่าปากท้องจะกระทบสุขภาพ สุขใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคตถึง 98.00% พร้อมกับรู้สึกว่าทำงานหนักแล้วชีวิตดีขึ้นได้ยากหรือไม่ดีขึ้น 90.67% 

ผลไอเอฟดีโพล สำรวจประเด็นสภาพเศรษฐกิจของครัวเรือน พบว่า ประชาชน 88.31% อยู่ในภาวะการเงินครัวเรือน “เริ่มตึงมือถึงไปต่อไม่ไหว” แบ่งเป็น ยังพออยู่ได้แต่เริ่มตึงมือ 47.07%, แทบไปต่อไม่ไหว ต้องระวังทุกบาท 32.51% และ ไปต่อไม่ไหวแล้ว 8.73% ขณะที่กลุ่มที่ยังอยู่ได้ตามปกติมีเพียง 11.69% เท่านั้น

เมื่อถามว่า หากตั้งแต่วันนี้ครัวเรือนไม่มีรายได้เข้ามาเลย จะอยู่ได้นานแค่ไหน พบว่า กลุ่มที่อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือนมี 31.39% กลุ่มที่อยู่ได้ 1-3 เดือนมี 33.70% และกลุ่มที่อยู่ได้ 4-6 เดือนมี 13.53% เมื่อนำมารวมกัน สะท้อนว่าประชาชนมีสายป่านทางการเงินไม่เกิน 6 เดือนถึง 78.62% และในจำนวนนี้อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือนถึง 65.09%
หากขาดรายได้กะทันหันจะพึงพาใครได้ ประชาชนตอบว่าจะพึ่งตนเองเป็นอันดับหนึ่ง 38.59% รองลงมาคือพ่อแม่หรือครอบครัวเดิม 13.85% ญาติพี่น้อง 10.17% และลูก-หลาน 6.41% เมื่อนำกลุ่มตนเอง ครอบครัว และญาติมารวมกัน จะอยู่ที่ 69.02% ขณะที่กลุ่มที่ระบุว่าจะพึ่งความช่วยเหลือจากภาครัฐมีเพียง 3.44% และกลุ่มที่ไม่มีที่พึ่งชัดเจนมี 13.61%

ทางรอดสุดท้าย หากครัวเรือนไม่มีรายได้เกิน 3-6 เดือน ประชาชนเลือกขายทรัพย์สินหรือของที่มีอยู่มาพยุงชีวิตมากที่สุด 32.03% รองลงมาคือกู้เงินหรือยืมเงิน 26.50% ย้ายกลับไปอยู่กับครอบครัวเดิมหรือรวมบ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย 17.85%ส่งสมาชิกในครัวเรือนออกไปหารายได้เพิ่ม 12.89% ไม่มีทางไปหรือคิดไม่ออก 8.25% และอื่น ๆ 2.48% เมื่อนำกลุ่มกู้เงิน ขายทรัพย์สิน และย้ายพึ่งครอบครัวมารวมกัน จะอยู่ที่ 76.38% และหากรวมการส่งสมาชิกออกไปหารายได้เพิ่ม จะสูงถึง 89.27% 

เมื่อถามถึงสิ่งที่กลัวหรือเจ็บปวดที่สุด หากเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องเงิน พบว่า อันดับหนึ่งคือสุขภาพจิตแย่ลงและความเครียดสะสม 32.91% รองลงมาคือความสัมพันธ์ในครอบครัวตึงเครียด 16.57% ต้องตัดโอกาสหรือสิ่งที่ลูกหลานควรได้ 15.53% หมดหวังกับอนาคต 14.25% ต้องเลื่อนรักษาหรือดูแลสุขภาพตนเอง 13.21% ต้องลดการดูแลพ่อแม่หรือผู้สูงอายุ 5.53% และอื่น ๆ 2.00% เมื่อนำกลุ่มสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคตมารวมกัน จะอยู่ที่ 98.00%

ในประเด็นความเชื่อว่า “ทำงานหนักแล้วชีวิตจะดีขึ้น” ประชาชนตอบว่าได้แน่นอนเพียง 9.13% ขณะที่ตอบว่าได้บ้างแต่ยากขึ้นมาก 43.71% ไม่ค่อยได้แล้ว 32.59% และแทบไม่ได้เลย 14.57% เมื่อรวมกลุ่มที่เห็นว่าชีวิตดีขึ้นยาก ไม่ค่อยดีขึ้น หรือแทบไม่ได้เลย จะสูงถึง 90.87%
 
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) วิเคราะห์ผลและนัยยะจากผลไอเอฟดีโพล ว่า คนไทยสายป่านสั้นอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน 78.62% สะท้อนว่า ครัวเรือนไทยจำนวนมากมีความเปราะบางสูง หากไม่มีรายได้เข้ามาเลย ประชาชน 31.39% อยู่ได้ไม่เกิน 1 เดือน, 65.09% อยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน และ 78.62% อยู่ได้ไม่เกิน 6 ‍เดือน ตัวเลขนี้ชี้ว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่มีเบาะรองรับวิกฤตเพียงพอ เหตุไม่คาดคิดเพียงครั้งเดียว เช่น ตกงาน เจ็บป่วย รายได้ลด หรือธุรกิจสะดุด อาจผลักครัวเรือนจากภาวะ “ยังพออยู่ได้” ไปสู่ภาวะ “อยู่ไม่ไหว” ได้อย่างรวดเร็ว  มีปัญหาปากท้อง พึ่งครอบครัวญาติ 69.02% สะท้อนว่า เมื่อขาดรายได้กะทันหัน ประชาชนยังมองว่าที่พึ่งหลักคือ ตนเอง 38.59% และ ลูกหลาน พ่อแม่ หรือญาติ 30.43% รวมกันเป็น 69.02% นัยยะสำคัญคือ ประชาชนไม่ได้มองว่ารัฐหรือระบบคุ้มครองทางสังคมเป็นที่พึ่งแรกในยามวิกฤต แต่ยังต้องพึ่งแรงตนเองและครอบครัวเป็นหลัก ซึ่งแม้สะท้อนความเข้มแข็งของเครือญาติไทย แต่ก็น่าห่วง เพราะหากทั้งครอบครัวเปราะบางพร้อมกัน วิกฤตของคนหนึ่งจะกลายเป็นภาระของทั้งบ้าน

ส่วนทางรอดสุดท้ายคือ: กู้ + ขาย + ย้าย 76.38% สะท้อนว่า ทางรอดของประชาชนจำนวนมากไม่ใช่ทางเลือกเพื่อการเติบโต แต่เป็นการใช้ทุนชีวิตเดิมเพื่อประคองปัจจุบัน โดยประชาชนเลือก ขายทรัพย์สิน 32.03%, กู้เงินหรือยืมเงิน 26.50% และ ย้ายกลับไปพึ่งครอบครัว 17.85% รวมกันเป็น 76.38% หากรวมการส่งสมาชิกออกไปหารายได้เพิ่มอีก 12.89% จะพบว่า 89.27% ต้องพึ่งตนเองหรือครอบครัวเพื่อผ่านวิกฤต สะท้อนว่าระบบรองรับภายนอกยังไม่เพียงพอ
กลัวขาดสุขสภาพ 98.00% สะท้อนว่า สิ่งที่ประชาชนกลัวจากเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นไม่ใช่แค่ไม่มีเงินใช้ แต่คือการสูญเสียคุณภาพชีวิตหลายมิติ ทั้ง สุขกาย 13.21%, สุขใจ 32.91%, สุขสัมพันธ์ในครอบครัว 37.63% และ สุขอนาคต 14.25% รวมกัน 98.00% ตัวเลขนี้ชี้ว่า ปากท้องกำลังกดดันทั้งความเครียด การรักษาสุขภาพ โอกาสของลูกหลาน การดูแลพ่อแม่ ความสัมพันธ์ในบ้าน และความหวังต่ออนาคต หากยืดเยื้อ ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายจะไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่รวมถึงสุขภาพจิต ครอบครัว และทุนมนุษย์ของประเทศ    ทำงานหนัก: ยากที่จะดีขึ้นและไม่ดีขึ้น 90.67% สะท้อนสัญญาณที่น่ากังวลที่สุด เพราะประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าความพยายามส่วนบุคคลไม่เพียงพอที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นอีกต่อไป เมื่อมีเพียงส่วนน้อยที่เชื่อว่าทำงานหนักแล้วชีวิตจะดีขึ้นได้แน่นอน ขณะที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าได้บ้างแต่ยากขึ้นมาก ไม่ค่อยได้แล้ว หรือแทบไม่ได้เลย นัยยะนี้ลึกกว่าปัญหารายได้ เพราะเป็นเรื่องความหวัง ความเป็นธรรม และความเชื่อในระบบเศรษฐกิจ หากคนทำงานรู้สึกว่าขยันแค่ไหนก็ยกระดับชีวิตไม่ได้ สังคมจะเผชิญแรงจูงใจที่ลดลง ความไม่พอใจที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่อ่อนแรงลง

“ปัญหาปากท้อง ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องรายได้ไม่พอรายจ่าย แต่กำลังขยายเป็นปัญหาความมั่นคงของชีวิตทั้งระบบ ที่กระทบต่อสุขกาย สุขใจ สุขสัมพันธ์ และสุขอนาคต คือ สุขสภาพที่ครัวเรือนกำลังถูกบีบอย่างต่อเนื่อง”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว

ระวังซ้ำรอยอดีต! ดร.ดิเรกฤทธิ์ มอง สุริยะ ย้าย ราเชน หากมีเจตนาแฝง เสี่ยงผิดกฎหมาย

ระวังซ้ำรอยอดีต! ดร.ดิเรกฤทธิ์ มอง สุริยะ ย้าย ราเชน หากมีเจตนาแฝง เสี่ยงผิดกฎหมาย

ระวังซ้ำรอยอดีต! ดร.ดิเรกฤทธิ์ มอง สุริยะ ย้าย ราเชน หากมีเจตนาแฝง เสี่ยงผิดกฎหมาย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการ

โดยระบุว่า ย้ายได้ แต่ถ้ามี “เจตนาแฝง” = เสี่ยงผิดกฎหมาย

กรณี “สุริยะ ย้ายอธิบดีราเชนทร์” กำลังถูกตั้งคำถามว่า เป็น “อำนาจบริหาร” หรือ “การแทรกแซง” เพราะในอดีต คดี “ยิ่งลักษณ์ – ถวิล” ศาลเคยวินิจฉัยว่า “การโยกย้ายที่มีเจตนาทางการเมือง อาจขัดรัฐธรรมนูญ”

วันนี้…จึงไม่ใช่แค่เรื่องของคนคนเดียว แต่คือ “มาตรฐานการใช้อำนาจของรัฐบาล”

ท่านคิดว่าเคสนี้เข้าข่ายแบบไหน?

คำขอโทษซ้ำซากพรรคส้ม ความรับผิดชอบสูง หรือไร้วุฒิภาวะ

คำขอโทษซ้ำซากพรรคส้ม  ความรับผิดชอบสูง หรือไร้วุฒิภาวะ

คำขอโทษซ้ำซากพรรคส้ม ความรับผิดชอบสูง หรือไร้วุฒิภาวะ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.34 น.

และแล้วพรรคการเมือง ที่ขายความเป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ ทำการเมืองแบบใหม่ ก็ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษอีกครั้ง อย่างเป็นทางการ อันเนื่องมาจากการอภิปราย ของ สส.ของพรรค ไปกระทบความรู้สึกของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศ

“ พรรคประชาชน ยืนยันว่า การใช้คำพูดในลักษณะเหมารวมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ผิดต่อแนวทางและคุณค่าของพรรค แม้เจตนารมณ์ของการอภิปรายจะมีความตั้งใจที่จะชี้ให้รัฐบาลเห็นถึงปัญหา ที่อาจมีผู้มีอำนาจหรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองบางกลุ่มเข้าไปพัวพันกับขบวนการเหล่านี้ แต่การสื่อสารที่ขาดความระมัดระวังและเกินความพอดีจนกลายเป็นการเหมารวม ถือเป็นการบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ซึ่งพรรคไม่เห็นด้วยและไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ”

ข้อความข้างต้น เป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 3 พ.ค.69 ที่พรรคประชาชนออกมาขอโทษ กรณี นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.ของพรรค อภิปรายในสภา เมื่อวันที่ 30 เมษายน 69  เสนอให้มีการ “ตรวจฉี่” กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เพื่อหาสารเสพติด รวมถึงการกล่าวถึงกำนันผู้ใหญ่บ้านแบบเหมารวม ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจให้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ จนประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย นายยงยศ แก้วเขียว ต้องออกแถลงตอบโต้

หากย้อนเวลาไปในอดีต จะพบว่า พรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็นฝ่ายก้าวหน้า แตกต่างจากพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิม มีเหตุการณ์ ที่เกิดจากการกระทำของสมาชิกพรรค ในระดับต่างๆ รวมถึงท่าทีของพรรค ที่เกิดความผิดพลาด ทั้งทางกฎหมาย ทางจริยธรรมและขัดต่อความรู้สึกของประชาชน จนต้องมีการออกมาขอโทษอยู่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ มาเป็นพรรคก้าวไกล และล่าสุดกลายร่างมาเป็นพรรคประชาชน

ที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้

กุมภาพันธ์ 2569  ผู้สมัคร สส. ถูกศาลฎีกาพิพากษษจำคุก 2ปี8เดือน คดีข่มขืน  

นายศรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรคในขณะนั้น  ออกมาขอโทษและบอกว่าต้องทบทวนกระบวนการสรรหา 

มีนาคม   2569   ข้อมูลสมาชิกพรรคหลุด 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  หัวหน้าพรรค ออกมายอมรับว่า “ระบบยังไม่รัดกุมพอ”

ธันวาคม 2568 : ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. พัวพันคดียาเสพติด/ฟอกเงิน

เหตุการณ์ : นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์  ว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) ถูกจับกุมในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง) หัวหน้าพรรค แถลงขอโทษชาวบางพลัดและประชาชนที่คัดกรองคนไม่ดีพอ พร้อมย้ำจุดยืน “มีเราไม่มีเทา” 

ธันวาคม 2568 : ขอโทษปมแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ

เหตุการณ์ : การผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่สำเร็จตามที่รับปากไว้กับผู้สนับสนุน

การขอโทษ : พรรคจัดกิจกรรม “ปิกนิกขอโทษจากใจ” โดยมีอดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 ยุค (ธนาธร, พิธา, ชัยธวัช) มาร่วมขอโทษที่ทำภารกิจไม่สำเร็จ

2. ยุคพรรคก้าวไกล (2563 – 2567)

ตุลาคม – พฤศจิกายน 2566 วิกฤตจริยธรรม สส. คุกคามทางเพศ (กรณี สส.ปราจีนบุรี และ สส.กรุงเทพฯ)

เหตุการณ์ : นายวุฒิพงศ์ ทองเหลา (สส.ปราจีนบุรี) และ นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ (สส.กทม.) ถูกกล่าวหาว่าคุกคามทางเพศทีมงาน

การขอโทษ : นายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคในขณะนั้น ต้องแถลงขอโทษสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อกระบวนการตัดสินของพรรคที่ล่าช้าและผลการลงมติในตอนแรกที่สร้างความไม่พอใจให้สังคม

กรกฎาคม – สิงหาคม 2566 : กรณีถอยให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล

เหตุการณ์ : หลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และต้องส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย

การขอโทษ : นายชัยธวัช แถลงขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถรักษาเจตจำนงของเสียงข้างมากไว้ได้

พฤษภาคม 2566 : กรณีดีล “พรรคชาติพัฒนากล้า” เข้าร่วมรัฐบาล

เหตุการณ์ : พรรคมีข่าวจะดึงพรรคชาติพัฒนากล้า (ที่มีนายกรณ์ จาติกวณิช) มาร่วมรัฐบาล จนเกิดกระแส #มีกรณ์ไม่มีกู

การขอโทษ : พรรคต้องออกแถลงการณ์ขอโทษและยุติการเจรจาในทันทีภายในคืนเดียว

3. ยุคพรรคอนาคตใหม่ (2561 – 2563)

กันยายน 2562 : กรณี สส.ศรีนวล บุญลือ อภิปรายเรื่องโรงพยาบาล

เหตุการณ์ : สส.ศรีนวล (ในขณะนั้น) อภิปรายประเด็นงบประมาณสาธารณสุขแต่ถูกมองว่าข้อมูลคลาดเคลื่อนและสร้างความสับสน

การขอโทษ : แกนนำพรรคต้องคอยออกมาชี้แจงและขอโทษในข้อผิดพลาดเชิงข้อมูลของสมาชิกพรรคบ่อยครั้งในที่ประชุมสภา

ดูเหมือนว่า “วัฒนธรรมการขอโทษ” ด้านหนึ่งอาจจะแสดงออกถึง ความรับผิดชอบของพรรค แต่อีกด้านหนึ่งมันก็แสดงละจุดอ่อนที่สะท้อนว่าพรรคยังมีปัญหาเรื่องการคัดกรองบุคลากร และการแสดงจุดยืนทาทงการเมืองในบางสถานการณ์ และก็ไม่แน่ว่า หลังจากแถลงการณ์ขอโทษ ครั้งล่าสุด การอภิปรายแบบ ไร้วุฒิภาวะ ของสส.กทม.ครั้งนี้แล้ว จะมีเหตุการณ์ที่ให้พรรคประชาชน ต้องออกแถลงการณ์ขอโทษ ในอนาคตอีกหรือไม่

ปชน. แถลงขอโทษ ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ หลัง สส.ภัณฑิล พาดพิงเอี่ยวยาเสพติด ชง กก. สอบวินัย

ปชน. แถลงขอโทษ 'กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน' หลัง สส.ภัณฑิล พาดพิงเอี่ยวยาเสพติด ชง กก. สอบวินัย

ปชน. แถลงขอโทษ ‘กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน’ หลัง สส.ภัณฑิล พาดพิงเอี่ยวยาเสพติด ชง กก. สอบวินัย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.08 น.

วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 พรรคประชาชน(ปชน.) ได้ออกแถลงการณ์ ต่อกรณีนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน อภิปรายพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (‘สส.ภัณฑิล’ พรรคส้มดิ้นพล่าน! อัดคลิปขอโทษกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อภิปรายพาดพิงปมยาเสพติด)

แถลงการณ์พรรคประชาชน

เรื่อง: กรณีการอภิปรายพาดพิงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้าน

ตามที่ได้มีการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏเนื้อหาบางส่วนที่มีการกล่าวพาดพิงในลักษณะเหมารวมถึงกำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดนั้น

พรรคประชาชนได้รับทราบถึงข้อห่วงใย ความไม่สบายใจ และเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม รวมถึงเครือข่ายกำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ พรรคประชาชนขอยืนยันจุดยืนในการให้ความสำคัญและเคารพการทำหน้าที่ของผู้แทนของประชาชนในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น

พรรคประชาชน ยืนยันว่า การใช้คำพูดในลักษณะเหมารวมกำนันผู้ใหญ่บ้านทั้งประเทศว่าเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย เป็นการกระทำที่ผิดต่อแนวทางและคุณค่าของพรรค แม้เจตนารมณ์ของการอภิปรายจะมีความตั้งใจที่จะชี้ให้รัฐบาลเห็นถึงปัญหา ที่อาจมีผู้มีอำนาจหรือผู้มีตำแหน่งทางการเมืองบางกลุ่มเข้าไปพัวพันกับขบวนการเหล่านี้ แต่การสื่อสารที่ขาดความระมัดระวังและเกินความพอดีจนกลายเป็นการเหมารวม ถือเป็นการบั่นทอนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ซึ่งพรรคไม่เห็นด้วยและไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้

แม้เจ้าตัวผู้อภิปรายตระหนักถึงความผิดพลาดและได้ออกมาขอโทษแล้ว (ตาม QR Code ด้านล่าง) แต่พรรคประชาชนได้นำกรณีนี้ เพื่อทำการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ดังนั้น พรรคประชาชนได้นำกรณีนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ “คณะกรรมการวินัยและจริยธรรมของพรรค” เพื่อดำเนินการสอบสวนและพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนโดยทันที

พรรคประชาชนขอน้อมรับทุกเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา และจะใช้กรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญในการกำชับผู้แทนราษฎร ตลอดจนบุคลากรของพรรคทุกคน ให้มีความรอบคอบและมีวุฒิภาวะในการทำหน้าที่ เพื่อรักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการทำงานในฐานะสถาบันทางการเมืองที่รับผิดชอบต่อประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายต่อไป

พรรคประชาชน
3 พฤษภาคม 2569

อ้างเรือเสีย-อุทกศาสตร์ 9บริษัทดิ้นสู้ คดีลอบตุนน้ำมัน

อ้างเรือเสีย-อุทกศาสตร์  9บริษัทดิ้นสู้  คดีลอบตุนน้ำมัน

อ้างเรือเสีย-อุทกศาสตร์ 9บริษัทดิ้นสู้ คดีลอบตุนน้ำมัน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อ้างเรือเสีย-อุทกศาสตร์ 9บริษัทดิ้นสู้ คดีลอบตุนน้ำมัน ดีเอสไอยังไม่เชื่อ ดึงศรชล.ให้ข้อมูล บี้สอบประวิงเวลา

ดีเอสไอเดินหน้าลุยสางปมไอ้โม่งกักตุนน้ำมันเผยสอบครบ 9 บริษัทเรือ พอพิรุธ 20 เที่ยวส่งไปสุราษฎร์ อ้างเหตุผลติดปัญหาอุทกศาสตร์-เรือเสีย แต่ยังไม่ปักใจเชื่อ เตรียมเชิญศรชล.ให้ข้อมูลทางเทคนิค ไขปมประวิงเวลา –กักตุน พร้อมตรวจบิลน้ำมันผิดปกติอีก166ฉบับ หลังทีมสุดซอยส่งมาให้

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม  ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหนังสือเรียก 8 บริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมัน ในฐานะพยาน และพบเพิ่มอีก 1 บริษัท ซึ่งเป็นบริษัทให้เช่าซื้อเรือ (Leasing) ไม่ใช่บริษัทเจ้าของเรือ รวมเป็น 9 บริษัท หลังจากพบความผิดปกติ 20 เที่ยวเรือ จากเรือ 12 ลำ เข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออก แล้วพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยเฉพาะเรื่องการลักลอบกักตุนน้ำมัน การประวิงเวลา การขนส่งน้ำมัน การกักตุนน้ำมัน การปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ตามความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542โดยให้ทั้ง 9 บริษัท เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ภายในวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ว่า พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569กล่าวว่า ขณะนี้ผู้แทนบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 9 บริษัท ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำเรียบร้อยแล้ว

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า ขณะนี้พบข้อมูลการว่าจ้างบริษัทเรือ 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.บริษัทต้นทาง คือ โรงกลั่นน้ำมันและมีการส่งปลายทางคลังน้ำมันเป็นบริษัทเดียวกัน ส่วนใหญ่โรงกลั่นจัดหาเรือให้เป็นตามแผนการขนส่ง และ 2.กรณีบริษัทปลายทางเป็นคนละบริษัทกับโรงกลั่นจะมีการจัดหาเรือเข้ามาเอง หรือขอให้โรงกลั่นเป็นผู้จัดหาเรือมาให้ก็ได้

ส่วนการใช้ระยะเวลาเดินเรือนานกว่าปกติมี 3 รูปแบบตามคำให้การของบริษัทเรือนั้น ได้แก่1.กรณีเกี่ยวข้องกับเรื่องอุทกศาสตร์ เรื่องร่องน้ำ คือน้ำขึ้น-น้ำลง ทำให้เรือไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ตามกำหนด 2.กรณีการแจ้งเหตุว่ามีเรือเสียจึงต้องใช้เวลาซ่อมแซมก่อนจะเดินเรือเข้าท่า และเมื่อซ่อมแซมเสร็จก็มาติดปัญหาเรื่องร่องน้ำ คือน้ำขึ้น-น้ำลง เช่นกัน และ 3.กรณีมีเรือลำอื่นยังลอยลำอยู่ระหว่างถ่ายน้ำมันหรือน้ำมันยังมีอยู่ในคลัง ทำให้ไม่สามารถขนถ่ายน้ำมันลงได้

นอกจากนี้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ได้ส่งมอบรายงานการวิเคราะห์การเดินเรือให้คณะพนักงานสอบสวนแล้ว

พ.ต.ต.วรณันกล่าวอีกว่า หลังจากนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะเทียบข้อมูลการสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือทั้งหมดและรายงานของ ศรชล.ที่ส่งมอบให้มา ซึ่งอาจต้องเดินทางไปยัง ศรชล.เพื่อขอรายละเอียดอุปกรณ์เทคนิคประกอบในประเด็นการใช้เวลาเดินเรือนานกว่าปกติ คาดว่าดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้า ส่วนจะเรียกหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ต้องรอให้ได้ข้อสรุปทีละประเด็นเสียก่อน

สำหรับกรณี น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ อดีต สส.กทม.ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมสุดซอย) พร้อมฝ่ายกฎหมาย นำเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือที่พบความผิดปกติ 166 ฉบับ ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ช่วงเดือนมีนาคม 2569 จากบริษัทคลังน้ำมัน จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี ส่งยังปลายทางคลังน้ำมันที่ จ.สุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าอยู่ภายใต้มติหรือเข้าเงื่อนไขที่จะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ หรือมีเหตุสงสัยสามารถตั้งเลขสืบสวนได้ แต่หากไม่อยู่ภายใต้มติ ก็ต้องส่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รับไปดำเนินการ

อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีพิเศษที่ 66/2569 กรณีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ จ.อ่างทอง โดย อธิบดีดีเอสไอ มอบหมายให้ พ.ต.ท.นิรุติ พัฒนรัฐ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานต่อไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงทุกมิติ