ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด

ยศชนัน-จุลพันธ์ นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 20.04 น.

“ยศชนัน-จุลพันธ์”นำทัพปราศรัยใหญ่เชียงราย ชูแก้จน-ปราบยาเสพติด ขอคะแนนดันนายกฯ ลูกหลานคนเมือง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ จ.เชียงราย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วยขุนพลฝีปากกล้าอย่าง นายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา และ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่พบปะประชาชนและช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร สส.เชียงราย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เขต 2 เบอร์ 2 , นายชัยยนต์ ศรีสมุทร เขต 6 เบอร์ 4 และ นายสง่า พรมเมือง เขต 7 เบอร์ 8 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก

นายยงยุทธ ติยะไพรัช ขึ้นปราศรัยย้ำให้ชาวแม่จันและชาวเชียงราย เขต 2 ช่วยกันรักษาแชมป์ให้นางสาวปิยะรัฐชย์ พร้อมหยิบยกปัญหาความเดือดร้อนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มทุนสีเทา ที่ทำธุรกิจผิดกฎหมายทั้งยาเสพติดและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (สแกมเมอร์) “มีบางพรรคการเมืองสุมหัวกันและกำลังมาแรงในเขตนี้ ขอพี่น้องอย่าหลงเชื่อและให้ระวังเรื่องการสวมสิทธิมาเลือกตั้งแทน ที่สำคัญอย่าเห็นแก่การซื้อเสียง เพราะเงินที่เขานำมาแจกเป็นเงินสกปรกจากขบวนการค้ายา เป็นเงินที่ฝังดินไว้แล้วขุดมาใช้ ถ้าพี่น้องได้รับมาลองดมดูจะรู้ว่ามีกลิ่นอับ ทางเดียวที่จะปราบปรามขบวนการนี้ได้ คือวันที่ 8 ก.พ. ต้องเลือกเพื่อไทยให้ถล่มทลาย เมื่อเราได้เป็นรัฐบาลจะปราบปรามเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด”

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่าผู้สมัครของพรรคทุกคนมี “ดีเอ็นเอเพื่อไทย” ที่ไม่เคยทิ้งประชาชน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ทั้งการผลักดัน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ และการแก้ปัญหาน้ำท่วม จึงขอคะแนนเสียงชาวเชียงรายส่ง สส.เข้าสภา เพื่อโหวต ศ.ดร.ยศชนัน เป็นนายกรัฐมนตรี

นายจุลพันธ์ กล่าวถึงนโยบายด้วยว่า พรรคเน้นการเดินหน้าด้วยนโยบายสร้างสรรค์ ไม่สาดโคลน โดยเตรียมมาตรการล้างหนี้สินประชาชนทั้งในและนอกระบบ เกษตรกรจะมี “คูปองแลกปุ๋ย-กล้าพันธุ์ฟรี” และ “ประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%” เป็นหลักประกันว่าทำเกษตรแล้วจะไม่ขาดทุน

นอกจากนี้ ยังประกาศชัยชนะเหนือความยากจนด้วยนโยบาย “คนไทยไร้จน” เติมเงินให้ผู้มีรายได้น้อยให้ครบ 3,000 บาทต่อเดือน (ครอบคลุม 3.4 ล้านราย) รวมถึงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน โดยการนำภาษีจากธุรกิจใต้ดินนับแสนล้านบาทขึ้นมาบนดินเพื่อพัฒนาประเทศ และเดินหน้ารัฐบาลดิจิทัลเพื่อขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน

“ถ้าคนเชียงรายยังมีหัวใจสีแดงอยู่ ขอโอกาสอีกครั้ง เลือกพรรคเพื่อไทยทั้งสองใบให้ยกจังหวัด” นายจุลพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ นายณัฐวุฒิ ปราศรัยดุเดือดพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และนายอนุทิน ระบุว่า ทุกพรรคต่างก็รักชาติ แต่ประชาชนอาจไม่ได้รักผู้นำบางคน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท จัดงานโมโตจีพีบนที่ดินเขากระโดงที่มีปัญหาข้อพิพาท และการยุบสภาหลังทำงานเพียงไม่กี่เดือน ว่าเป็นเหมือน “รัฐบาลหนูทดลอง”

นายณัฐวุฒิ ยังเตือนนักการเมืองที่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด ว่า หากเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะปราบปรามขั้นเด็ดขาด พร้อมอ้อนวอนชาวเชียงรายให้รวมพลังเลือกพรรคสีแดง อย่าเลือกผู้ที่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ

“รวมพลังกันอีกทีเถอะพี่น้อง ครั้งนี้เราจะพลาดไม่ได้ ขอให้เลือกเพื่อไทยยกจังหวัด ส่ง ศ.ดร.ยศชนัน ลูกหลานคนเมืองเข้าไปเป็นนายกฯ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ปิดท้ายที่ นายยศชนัน ขึ้นเวทีปราศรัยด้วยภาษาคำเมือง โดยระบุว่า ตนเดินทางไปหาเสียงมาทั่วภาคเหนือ และตั้งใจกลับมารายงานตัวกับพี่น้องชาวเชียงราย เพราะมีความผูกพันจากการเคยเรียนที่นี่ถึง 3 ปี (อนุบาล 1 – ป.1) จึงถือว่าชีวิตนี้เป็นหนี้บุญคุณคนเชียงราย

“ถ้าเราได้นายกฯ เป็นคนเหนือ เวลาพูดจาก็สื่อสารกันง่าย เพราะเป็นภาษาเดียวกัน ผมเข้าใจปัญหาของพี่น้องดี จึงอยากขอโอกาสเข้ามารับใช้ และขอเหมา สส.ทั้ง 7 เขต เพื่อผลักดันเชียงรายให้เป็นเมืองแห่งความสุข สะอาด ปลอดภัย เป็นนครแห่งศิลปวัฒนธรรม การค้าสากล และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผมพร้อมเปลี่ยนความฝันของชาวเชียงรายให้เป็นความจริงและทำทันที” นายยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ซาบีดา เปรียบ อนุทิน เป็นกัปตันเที่ยวบินสูง พร้อมพาชาติฝ่าวิกฤตเดินไปอย่างมั่นคง

ซาบีดา เปรียบ อนุทิน เป็นกัปตันเที่ยวบินสูง พร้อมพาชาติฝ่าวิกฤตเดินไปอย่างมั่นคง

ซาบีดา เปรียบ อนุทิน เป็นกัปตันเที่ยวบินสูง พร้อมพาชาติฝ่าวิกฤตเดินไปอย่างมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.29 น.

“ซาบีดา”ปลุกคนไทยสามัคคี อยากให้เป็นการเมืองสร้างสรรค์ ไร้ขัดแย้ง-แบ่งสีเสื้อ เลือก”ภท.”พาประเทศเดินไปข้างหน้า เปรียบ”อนุทิน”เป็นกัปตันเที่ยวบินสูง มีประสบการณ์ พร้อมพาชาติฝ่าวิกฤตเดินไปอย่างมั่นคง ด้าน”ท็อป วราวุธ”อ้อนเข้าคูหากาเบอร์ 37 ไม่เสียของ

เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่สวนลุมพีนี เขตปทุมวัน น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นกล่าวปราศรัยใหญ่เวทีกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทย ว่า เราจะสร้างประเทศที่น่าอยู่ได้ คือการรวมใจของคนไทยทุกคน ไม่เอาแล้วเรื่องความขัดแย้งอยากให้ประเทศไทยได้ไปต่อ ไม่อยากสร้างสีเสื้อ ไม่อยากสร้างความขัดแย้งใดๆ ทั้งสิ้น อยากให้รวมพลังกัน วันนี้ไม่ต้องดูสีเสื้อว่าใครใส่เสื้ออะไร แต่อยากให้ทุกคนมองหน้าสบตากันว่าเราจะพาประเทศไทยเดินไปทางไหน ประเทศไทยต้องมีความหวัง เราต้องส่งสายตาที่เป็นความหวังให้กับประเทศนี้พรรคภูมิใจไทยไม่อยากสร้างเงื่อนไขการสร้างประเทศ แต่สิ่งสำคัญคือเราอยากสร้างความสามัคคี อยากเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์

น.ส.ซาบีดา กล่าวต่อว่า โลกมีความผันผวน มีสถานการณ์ไม่แน่นอนประเทศไทยต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการนำพาประเทศไปสู่เส้นทางที่ประสบความสำเร็จ แม้พรรคภูมิใจไทยจะเป็นรัฐบาลที่มีอายุสั้น แต่สามารถสร้างความเชื่อมั่นกลับสู่เวทีโลกได้ เราได้พิสูจน์แล้ว เราได้ทำให้ดูแล้ว และทำสำเร็จมาแล้ว อยากจะขอโอกาสให้พรรคภูมิใจไทยได้เข้าไปดูแลประชาชน ขอเป็นตัวแทนแห่งพรรคการเมืองที่สร้างความสามัคคี ที่มีความรักจะมอบให้กับประชาชน ทำการเมืองที่สร้างสรรค์ ขอสร้างบ้านสร้างเมืองด้วยความรักของคนทั้งประเทศ ดังนั้น ต้องการเบอร์ 37 เพื่อความสำเร็จของประเทศไทย

น.ส.ซาบีดา กล่าวอีกว่า อยากให้ประชาชนมาสร้างปรากฏการณ์สีน้ำเงินเลือกภูมิใจไทยให้ขาด นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เปรียบนายอนุทิน เป็นกัปตันขับเครื่องบิน เป็นกัปตันที่มีเที่ยวบินสูง มีประสบการณ์ และมีความพร้อมจะพาประเทศไทยเดินทางไปอย่างเข้มแข็งมั่นคง ฝ่าทุกวิกฤตเพื่อให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในเวทีโลกได้ วันนี้เราจะอยู่บนเครื่องบินลำนี้โดยประชาชนไม่ต้องอดทน แต่อยู่ด้วยความรัก ความสามัคคี อยู่ได้อย่างมีความสุข ให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีระบบการศึกษาที่ดี และที่สำคัญเป็นประเทศไทยที่ทุกคนมีความภาคภูมิใจ

จากนั้นเวลา 18.05 น.นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นกล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า เวทีเราไม่มาดราม่ากัน เวทีนี้เราไม่ได้มาทะเลาะกัน แต่เราเอาความจริงมาเสนอมาพูดให้พี่น้องคนไทยฟัง ตนมาอยู่ภูมิใจไทยแล้ว รู้สึกว่าภูมิใจที่ได้มาอยู่ในพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ครอบคลุม มีนโยบายดูแลคนไทยในทุกๆส่วน นอกจากนโยบายแล้ววันนี้เรายังมอบบุคลากรให้ ทั้ง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 3 คน ที่เข้ามาอยู่ในสนามการเมือง จะเรียกความมั่นใจเรียกความเชื่อใจจากคนไทย นี่คือสาเหตุที่เราต้องเข้าคูหากาเบอร์ 37 บัตรสีชมพู ไม่ใช่มี 3 คน กา 3 ทีไม่ได้ จะรักแค่ไหนจะชอบแค่ไหนก็กาได้ทีเดียว อย่าไปแบ่งให้พรรคอื่น อย่าไปแบ่งให้คนอื่น กาไปแล้วมันเสียของ กาแล้วไม่เสียของต้องเบอร์ 37 แล้วพรรคภูมิใจไทยเราจะเข้ามาทำต่อ แค่ 2 เดือน เรายังทำได้ขนาดนี้ อีก 4 ปี เราจะทำได้ขนาดไหน

ศาลปกครองนัด 3 ก.พ. พิพากษาคำฟ้อง กกต.จัดลงทะเบียนประชามติแค่ 3 วัน

ศาลปกครองนัด 3 ก.พ. พิพากษาคำฟ้อง กกต.จัดลงทะเบียนประชามติแค่ 3 วัน

ศาลปกครองนัด 3 ก.พ. พิพากษาคำฟ้อง กกต.จัดลงทะเบียนประชามติแค่ 3 วัน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.09 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครอง แจ้งว่า ในวันอังคารที่ 3 ก.พ.2569 เวลา 13.30 น.ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาในคดีที่มีผู้ยื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรณีกำหนดให้มีการลงทะเบียนประชามตินอกเขต เพียง 3 วัน คือ วันที่ 3 – 5 ม.ค.2569 ซึ่งระบบไม่สามารถรองรับการลงทะเบียนจำนวนมากพร้อมกันได้ ประกอบกับไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าได้ แต่ไม่สามารถลงทะเบียนประชามตินอกเขตได้ รวมทั้งมีประชาชนผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า แต่ไม่ได้ลงทะเบียนประชามตินอกเขตเช่นเดียวกับผู้ฟ้องคดีมากถึง 812,369 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 33.7 ของ ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมด เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย

ภูมิใจไทยกระหึ่มกรุง! เอกนัฏ เปิดหัวซัดแสบ ทำบางพรรคสะดุ้งเฮือก

ภูมิใจไทยกระหึ่มกรุง! เอกนัฏ เปิดหัวซัดแสบ ทำบางพรรคสะดุ้งเฮือก

ภูมิใจไทยกระหึ่มกรุง! เอกนัฏ เปิดหัวซัดแสบ ทำบางพรรคสะดุ้งเฮือก

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.54 น.

ภูมิใจไทยกระหึ่ม! คิกออฟเปิดปราศรัยใหญ่กลางกรุง “เอกนัฏ”เปิดหัวซัดแสบ ทำ”บางพรรค”สะดุ้งเฮือก ไม่หลุดพ้นวัฒนธรรมสร้างวาทกรรม-วาดฝันสวยหรู ก่อนเลือกตั้งจ้อเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ทำคนหลงลมปาก ถึงเวลาจริงตีเงียบ ยัน”ภท.”พูดแล้วทำจริง ลั่นไม่จำเป็นต้องมาเลือกแบบยุทธศาสตร์ เอาตรงไปตรงมา เปิดเผย ขอประชาชนเปิดใจฟัง”อนุทิน-แกนนำพรรค”ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจฝากอนาคตบ้านเมือง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.ที่สวนลุมพีนี เขตปทุมวัน กทม. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีการเปิดปราศรัยกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการเปิดปราศรัยใหญ่ทางการเมืองครั้งแรก ก่อนที่จะมีเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 8 ก.พ.นี้ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทุกเพศทุกวัยเข้ามาร่วมรับฟังการปราศรัยเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ได้มีการวางคิวแกนนำพรรคภูมิใจไทยขึ้นเวทีปราศรัยถึงนโยบายต่างๆ ต่อประชาชน ดังนี้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แม่ทัพหาเสียงพื้นที่ กทม.พรรคภูมิใจไทย , น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นายวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ , นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และปิดท้ายการปราศรัยที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในช่วงเวลาประมาณ 19.00 น.

โดยในเวลา 17.30 น. นายเอกนัฏ ขึ้นปราศรัยเป็นคนแรก โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า สโลแกนพรรคภูมิใจไทย คือพูดแล้วทำ ปกติตนเป็นคนที่ไม่ค่อยพูด แต่เหลือเวลาอีก 8 วันจะมีการเลือกตั้ง เป็นเวลาสำคัญที่นอกจากทำแล้ว เราต้องพูดบ้าง ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง ทุกพรรคการเมือง นักการเมืองทุกคน พูดเก่ง ขยันเหลือเกิน วาดความฝันจะได้โน่นนี่ ประเทศจะดีแบบนั้น แบบนี้ แต่ถึงเวลาจริงๆ มีกี่ครั้งที่ทำให้คนตาดำๆแบบเราต้องฝันสลาย ตนฟังมาตลอดตั้งแต่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ตนเห็นว่าที่ผ่านมาไม่ได้หนีจากวัฒนธรรมเดิมๆเลย ไปตามเวทีหาเสียง เวทีดีเบต ยังไม่หลุดพ้นกับวัฒนธรรมในการสร้างวาทกรรมวาดฝันให้สวยหรู แต่ถึงเวลาจริงๆ ทำได้หรือไม่ แต่พรรคภูมิใจไทยพูดแล้วทำ วันนี้ถ้าเราไม่พูดความจริง ประเทศจะไม่หลุดพ้นกับดักทางการเมือง ที่มาฉุดรั้งประเทศไม่ให้พัฒนา

“เลือกตั้งคราวที่แล้วใครจำได้บ้าง ทหารมีไว้ทำไม กองทัพมีไว้ทำไม รถถังไม่ต้องมีเอารถไถดีกว่ามั้ย เรือรบไม่ต้องมีเอาเรือประมงดีกว่ามั้ย สร้างวาทกรรมทำให้คนหลงเชื่อ แต่ถึงเวลาจริง ต้องสู้กันจริง หายไปไหน เสียงดังตอนเลือกตั้ง แต่ถึงเวลาต้องทำจริง เงียบ หายไปหมดเลย พอรัฐบาลภายใต้พรรคภูมิใจไทย นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จัดการปัญหาชายแดนเรียบร้อย ความสงบจบที่ประเทศไทยชนะ พื้นที่ตามชายแดนที่ถูกทหารวั่งตรงข้ามรุกล้ำเข้ามา วันนี้รัฐบาลภายในการนำของนายกฯ อนุทิน รับจบเรียบร้อย ผมเลยมาพูด แต่พอพูดเสร็จ เขาบอกว่าพรรคภูมิใจไทยหาเสียงด้วยการสร้างกระแสชาตินิยม แล้วใครให้มาด้อยค่าทหารตั้งแต่แรก บอกสงครามไม่มีจริง แล้วที่ระเบิดตกใส่โรงพยาบาล เซเว่น ปั๊มน้ำมัน มันระเบิดจริงมั้ย มีคนตายจริงมั้ย แล้วจะให้เราอยู่เฉยๆ หรือ นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราต้องมาพูดความจริง” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยพูดความจริง เหลือเวลาอีก 8 วันจะเลือกตั้ง ถ้าเราไปหลงกับความเชื่อวาทกรรมสร้างความปลุกปั่นทางการเมือง ในที่สุดบ้านเมืองจะหนีไม่พ้นกับดักการเมือง ขณะที่เรื่องประกันสังคม ตนเห็นด้วย เจ็บใจเหมือนกัน อยากให้ระบบดังกล่าวถูกต้อง โปร่งใส เอาเงินของประชาชนที่อยู่ในระบบไปใช้ไปลงทุนแล้วคืนกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ให้กับเราเหมือน แต่ตนหวังว่าการปลุกกระแสในช่วงนี้ ไม่ใช่การหวังผลทางการเมือง สร้างความโกรธเกลียดให้กับเราเพียงแค่หวังแต้มทางการเมือง เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา มีการเลือกตั้งตัวแทนของบอร์ดฝ่ายลูกจ้างที่ไปหาเสียงว่าเป็นตัวแทนของคณะก้าวหน้า แค่ชื่อก็รู้แล้วว่ามาจากใคร เพราะฉะนั้นอย่าดังแค่ตอนนี้ อย่าให้เหมือนเลือกตั้งคราวที่แล้ว ที่บอกไม่ต้องมีทหาร ไม่ต้องมีกองทัพ พอเกิดสงครามจริง ก็เงียบ หากได้มีโอกาสเข้าไปทำงานอย่าดังเฉพาะตอนเลือกตั้ง หลังเลือกตั้งให้ดังด้วย

“พรรคภูมิใจไทย เราทำจริง เรื่องปราบทุนเทา เรื่องจัดการอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ ผมเป็นคนที่ยืนเป็นหลักให้เจ้าหน้าที่ ให้ข้าราชการทำงานอย่างเต็มที่ เช่นเดียวกันพอมาเลือกตั้งก็มาสร้างวาทกรรม ว่าน้ำเงินอุ้มเทา ผมถามว่า ตอนที่ส่งเครื่องบินไปเสิร์ฟไข่ใส่กาสิโนฝั่งเขมร มีใครโทรไปสั่งให้หยุดหรือไม่ ไม่มี ราบเป็นหน้ากลองไปหมด แล้วเม็ดเงินที่ถูกพัวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ ตอนแรกก็บอกว่ารัฐบาลภูมิใจไทยไม่ทำอะไร แต่เราอายัดบัญชีเม็ดเงินหมื่นกว่าล้าน รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยทำเป็นรัฐบาลแรก เอ็มโอยูก็ไปเซ็นกับต่างชาติให้มาร่วมกันจัดการกับปัญหา แต่เอ็มโอยูที่สุ่มเสี่ยงว่าประเทศไทยจะเสียเปรียบเสียท่าให้กับสแกมเมอร์ เราก็ยกเลิก การจับกุมดำเนินคดีไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการตั้งกาสิโน ทุนเทาต่างประเทศ หรือการจัดการข้าราชการที่ไปซื้อเอทีเคในช่วงหนึ่งมาก็จัดการไปหมด ตอนแรกบอกเราไม่ทำ พอจัดการไปหมด เขาบอกว่าทำเร็วเกินไปในช่วงเลือกตั้ง แต่ภูมิใจไทยบอกแล้ว ความยุติธรรม ความถูกต้อง ต้องทำทันที วันนี้มีวิกฤตมากมายที่ประเทศต้องเผชิญ เป็นความจริงที่พูดไปแล้วอาจรับได้ยาก เป็นความจริงที่ต้องมาพูดกันเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ เพราะประเทศไทยจะต้องอยู่ในความเสี่ยงแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว” นายเอกนัฏ กล่าว

นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ไม่ต้องไปพูดว่าเลือกแบบยุทธศาสตร์ เราเอาตรงไปตรงมา เพราะเราหาเสียงเปิดเผย เลือกแบบไหนได้แบบนั้น ตนขอเชิญชวนทุกคนเปิดใจฟังแกนนำของพรรครวมถึงนายอนุทิน ที่จะขึ้นมาปราศรัยก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าเที่ยวนี้อนาคตของบ้านเมืองท่านจะฝากไว้กับใคร

– 006

หญิงหน่อย ลั่นขอเข้าไปรื้อ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนระบบล่มสลาย

หญิงหน่อย ลั่นขอเข้าไปรื้อ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนระบบล่มสลาย

หญิงหน่อย ลั่นขอเข้าไปรื้อ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนระบบล่มสลาย

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.31 น.

“หญิงหน่อย”ลั่นขอเข้าไปรื้อ 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนระบบล่มสลาย ชี้การจัดงบประมาณไม่โปร่งใส ใส่งบประมาณให้โรงพยาบาลแค่ 10% เก็บไว้ส่วนกลางถึง 90% ทำโรงพยาบาลเจ๊ง โรงพยาบาลรัฐกว่า 326 แห่ง ประสบภาวะเงินบำรุงติดลบรวมกว่า 8,287 ล้านบาท คนไข้ตาย-หมอพยาบาลทำงานหนัก ย้ำสมัยเป็น รมว.จ่ายงบ 90% ให้ รพ.เพราะไม่โกง

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ลงพื้นที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับฟังปัญหาจากประชาชนที่สะท้อนถึงวิกฤตระบบบัตรทอง โดยมีกรณีสลดคนไข้เสียชีวิตจากการเกี่ยงรับตัวระหว่างโรงพยาบาล เนื่องจากปัญหาปมงบประมาณ

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า ปัจจุบันระบบ 30 บาท กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต และกลายเป็นระบบ Sick Care หรือเน้นการรักษาหลังจากเจ็บป่วย แทนที่จะเป็น Healthcare ที่เน้นการดูแลสุขภาพไม่ให้คนป่วย เพราะการจัดงบประมาณที่ผิดหลักการ และส่อแววไม่โปร่งใส

จากการตรวจสอบข้อมูลสถิติงบประมาณรายหัวปีล่าสุดประมาณ 4,100 บาท นั้น คุณหญิงสุดารัตน์ชี้ให้เห็นความผิดปกติในการจัดสรรงบประมาณที่ทำให้โรงพยาบาลเดินหน้าต่อไม่ได้ ดังนี้

– งบผู้ป่วยนอก (OPD) จ่ายให้โรงพยาบาลจริงเพียงประมาณ 400 กว่าบาท

– งบส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ประมาณ 600 กว่าบาท ถูกเก็บกองไว้ที่ส่วนกลาง

– งบผู้ป่วยใน (IPD) โรงพยาบาลต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วรอเบิกคืน ซึ่งมีความล่าช้าและยุ่งยาก

ดังนั้น จะเห็นว่างบประมาณถูกดึงไว้ที่ส่วนกลางถึง 90% ในขณะที่โรงพยาบาลได้รับงบตรงเพียง 10% ทำให้หน่วยบริการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก

“โรงพยาบาลขาดทุนซ้ำซาก เพราะการได้รับงบเบื้องต้นเพียง 10% ทำให้โรงพยาบาลไม่มีเงินหมุนเวียนเพียงพอ จนเสี่ยงต่อสภาวะล่มสลายของระบบ 30 บาท ใช้งบประมาณมหาศาล แต่โรงพยาบาลเจ๋ง คนไข้ตาย บุคลากรรับภาระหนักจนถอดใจ เงินไม่พอ คนไม่พอ ทำให้หมอและพยาบาลต้องทำงานหนักเกินขีดจำกัด ส่งผลให้มีการลาออกจากระบบเป็นจำนวนมาก” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว และว่า วิกฤตนี้ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐกว่า 326 แห่ง ประสบภาวะเงินบำรุงติดลบรวมกว่า 8,287 ล้านบาท และโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากต้องตัดสินใจถอนตัวออกจากระบบ เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระการขาดทุนได้

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่า หากโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณยังเป็นเช่นนี้ โรงพยาบาลเกี่ยงกันรับเคสเพราะกลัวค่าใช้จ่ายบานปลายจนเบิกไม่ได้ ดังเช่นกรณีที่มีประชาชนมาร้องเรียนว่าพี่สาวเสียชีวิตจากการส่งตัวที่ล่าช้า

“สุดารัตน์ พรรคไทยสร้างไทย ขออาสาเข้าไปปรับรื้อระบบงบประมาณ 30 บาท โดยเฉพาะระบบการเก็บงบไว้ที่ส่วนกลางถึง 90% ซึ่งต่างจากสมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่กระจายงบ 90% ให้โรงพยาบาลโดยตรง เพื่อประสิทธิภาพในการรักษาที่มีคุณภาพ และจะช่วยลดภาระการขาดทุนของโรงพยาบาล และหยุดยั้งการล่มสลายของระบบ 30 บาทรักษาทุกโรคได้” คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุทิ้งท้าย

– 006

กกต.พร้อมตั้งสำนวนไต่สวน คดีเบิกจ่ายเงินผิดปกติ ทันทีที่ข้อมูล’แบงก์ชาติ’ถึงมือ

กกต.พร้อมตั้งสำนวนไต่สวน คดีเบิกจ่ายเงินผิดปกติ ทันทีที่ข้อมูล'แบงก์ชาติ'ถึงมือ

กกต.พร้อมตั้งสำนวนไต่สวน คดีเบิกจ่ายเงินผิดปกติ ทันทีที่ข้อมูล’แบงก์ชาติ’ถึงมือ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

ประธาน กกต.พร้อมตั้งสำนวนไต่สวน คดีเบิกจ่ายเงินผิดปกติ ทันทีที่ข้อมูล”แบงก์ชาติ”มาถึงมือ เผยเรื่องร้องซื้อสิทธิขายเสียงยังน้อย ส่วนใหญ่ร้องหาเสียงไม่ชอบ ระบุบัตรเลือกตั้งนอกราชฯ รับมีบางประเทศล่าช้า แต่เชื่อจะไม่มีปัญหา

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ลิโด คอนเน็ค สยามสแควร์ กรุงเทพฯ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขอรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส.จากต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา กกต.ได้มีการประชุมเรื่องนี้ โดยขอข้อมูลจาก ธปท.เกี่ยวกับการการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ และวันนี้ได้ส่งรองเลขาธิการ กกต.ไปประสานแล้ว ซึ่งทาง ธปท.ได้รับปากจะทยอยส่งข้อมูลให้โดยเร็ว เพื่อที่ กกต.จะได้นำข้อมูลมาประกอบสำนวนไต่สวนต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลจาก ธปท. ถ้าได้รับข้อมูลแล้ว กกต.จะรีบประชุมโดยเร็ว

ส่วนกรณีคุณสมบัติ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย  ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน (ปชน.) อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีมติให้ออกจากราชการนั้น ทาง ผอ.กกต.สงขลา ได้ประสานขอข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลกลับมา และ กกต.สงขลา ยังไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่า นพ.สุภัทร ถูกดำเนินทางวินัยเรื่องอะไร และเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า การมีคำสั่งปลด นพ.สุภัทร ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ จะทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบการเลือกตั้ง หรือไม่นั้น ประธาน กกต.กล่าวว่า ไม่มี เราต้องไปดูกระบวนการทางวินัยของกระทรวงสาธารณสุข ต้องรอรายงานว่า นพ.สุภัทร ถูกลงโทษทางวินัยเรื่องอะไร ขณะนี้ยังถือว่า นพ.สุภัทร ยังมีคุณสมบัติเป็นผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 อยู่

ประธาน กกต.ยังกล่าวถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นี้ ว่า ขณะนี้สำนักงานฯ ได้เตรียมความพร้อมของหน่วยเลือกตั้งไว้หมดแล้ว ขอเชิญชวนประชาชนให้ออกมาใช้สิทธิใช้เสียงยังหน่วยเลือกตั้งที่ได้ลงทะเบียนไว้ ซึ่งทาง กกต.ก็มีข้อห้ามในเรื่องของจำหน่วย จ่าย แจกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของวันที่ 31 มกราคม ไปจนถึงเวลา 18.00 น.ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์

ส่วนการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ขณะนี้มีการทยอยส่งบัตรเลือกตั้งกลับมายังประเทศไทยแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้คัดแยก คาดว่าจะมีประเทศอื่นๆ ทยอยส่งกลับมาอีกเรื่อยๆ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะสถานทูตทุกแห่งได้ติดตามในเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในบางประเทศ ยังไม่ได้รับบัตรบางประเภทนั้น ได้มีการประสานไปยังสถานทูตแล้ว ซึ่งได้มีการแก้ไขปัญหาด้วยการขยายระยะเวลาจัดส่ง เชื่อว่าจะส่งกลับมาทันเวลา

สำหรับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียง นายณรงค์ กล่าวว่า กกต.เน้นย้ำเรื่องนี้มาตลอด เพราะเรามีความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงมีการรณรงค์ให้ประชาชนรักษาสิทธิของตัวเอง หากทราบว่ามีการซื้อสิทธิขายเสียงอยู่ในพื้นที่ไหน ก็จะลงพื้นที่ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมทันที เพื่อสืบสวนสอบสวนต่อไป ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้วประมาณ 60 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการหาเสียงหลอกลวง หรือการหาเสียงโดยไม่ชอบ ส่วนการซื้อสิทธิ์ขายเสียงมีบ้าง แต่ไม่เยอะ

ไม่รู้ใครขี่คอใคร?! สมชัย มอง ส้ม VS น้ำเงิน โอกาสชนะวัดกันที่ gen

ไม่รู้ใครขี่คอใคร?! สมชัย มอง ส้ม VS น้ำเงิน โอกาสชนะวัดกันที่ gen

ไม่รู้ใครขี่คอใคร?! สมชัย มอง ส้ม VS น้ำเงิน โอกาสชนะวัดกันที่ gen

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครหนอ ใครกันให้เราขี่คอ

โพลพรรคส้มนั้นขี่คอพรรคน้ำเงินมาตลอด แต่กูรูที่อาจไม่รู้จริงหลายคนกลับให้น้ำเงินนั้นขี่คอส้ม วันนี้ เลยยังไม่รู้ใครขี่คอใคร

พรรคน้ำเงินได้ความเป็นรัฐบาลเป็นแต้มต่อ เติมด้วยกระแสรักชาติที่โถมเข้ามาช่วงก่อนยุบสภา ถมด้วยการย้ายมาร่วมของพรรคอื่นและบ้านใหญ่ แถมความเป็นมืออาชีพของเทคโนแครตบางคนที่เข้ามาช่วย ทำให้กูรูต่างทายว่า น้ำเงินขี่คอส้ม

แต่ตลอดเดือนที่ผ่าน น้ำเงินไม่มีมุกใหม่ ไม่มีนโยบายหวือหวา กระแสชาตินิยมเริ่มหดตัว ความเป็นมืออาชีพยังอยู่เท่าเดิมไม่มีเติมเพิ่ม แถมหัวหน้าพรรคยังหลบทุกดีเบต มีแต่การขายความเป็นตัวแทนหมู่บ้านฝ่ายอนุรักษ์ ราคาหุ้นจึงดูทรง ๆ ไม่ขึ้นให้เห็น คนเลยเบนเข็มไปเล่นหุ้นตัวใหม่ ที่อาจเสี่ยงกว่า แต่น่าสนใจกว่า กำไรมากกว่า

โอกาสชนะของพรรคนี้ จึงอยู่ที่ gen X ตอนปลาย และ Baby boomer ตอนดึก จะระดมใช้สิทธิ เอาชนะเสียงของ gen Y และ gen Z ที่นิยมผลไม้รสหวานเปรี้ยวได้

โอกาสชนะยังมี แต่หืดขึ้นคอ

​กกต.จัดโรดโชว์เลือกตั้ง-ประชามติ ปลุกพลังคนไทยร่วมใช้สิทธิสร้างสรรค์ประเทศ

​กกต.จัดโรดโชว์เลือกตั้ง-ประชามติ ปลุกพลังคนไทยร่วมใช้สิทธิสร้างสรรค์ประเทศ

​กกต.จัดโรดโชว์เลือกตั้ง-ประชามติ ปลุกพลังคนไทยร่วมใช้สิทธิสร้างสรรค์ประเทศ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ลิโดคอนเน็ค สยามสแควร์ กรุงเทพฯ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดงาน “Roadshow การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ 69” เชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.2569 โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง , นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ กรรมการการเลือกตั้ง คณะผู้บริหารบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยศิลปินและนักแสดง นำโดย เกรท – สพล อัศวมั่นคง และ ไบร์ท – รพีพงศ์ ทับสุวรรณ นักแสดงจาก GMMTV , แจม – รชตะ หัมพานนท์ นักแสดงจากช่องวัน 31 , มิ้วส์ – อรภัสญาน์ สุกใส ศิลปินจากจีเอ็มเอ็ม มิวสิค ร่วมด้วย มอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ และ แพรซัน – แพรงาม สุนทระศานติก เข้าร่วมทำกิจกรรม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Voice Of People” เปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงมีความหมายผ่านกำแพงสติกเกอร์แสดงพลังของประชาชนที่ออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้งล่วงหน้า ในวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ.2569 และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.2569

นอกจากนี้ ยังมีบอร์ดนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และกิจกรรมเกมลุ้นของที่ระลึก พร้อมช่วงพูดคุยกับศิลปินตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่ร่วมถ่ายทอดมุมมอง เรื่องสิทธิและพลังเสียงของประชาชน ปิดท้ายด้วยโชว์สุดพิเศษจาก มอส – ปฏิภาณ กับบทเพลง “เสียงของเรานั้นสำคัญ” และ แพรซัน – แพรงาม กับบทเพลง “My Voice My Choice อนาคต เราเลือกเอง” ที่จัดทำโดยสำนักงาน กกต.เพื่อเชิญชวนและกระตุ้นให้ทุกคนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ ร่วมกำหนดอนาคตของประเทศไปด้วยกัน

‘ทวี’ชูนโยบาย 3 วาระเร่งด่วน ล้างหนี้ กยศ.-ปลดล็อกที่ดิน-ใช้กฎหมายภาษีลุยปราบโกง

‘ทวี’ชูนโยบาย 3 วาระเร่งด่วน ล้างหนี้ กยศ.-ปลดล็อกที่ดิน-ใช้กฎหมายภาษีลุยปราบโกง

‘ทวี’ชูนโยบาย 3 วาระเร่งด่วน ล้างหนี้ กยศ.-ปลดล็อกที่ดิน-ใช้กฎหมายภาษีลุยปราบโกง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.31 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายเร่งด่วน 3 ด้านหลัก หากพรรคประชาชาติได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่าประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยนโยบายเร่งด่วนที่ 1.คือ การแก้ปัญหาหนี้สินทางการศึกษา โดยเฉพาะหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งเป็นหัวใจของนโยบาย “การสร้างคน” เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เราจะระงับการชำระคืนหนี้ กยศ. สำหรับผู้ที่ครบกำหนดชำระแล้ว เพื่อลดภาระของคนรุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้สามารถตั้งตัวทางเศรษฐกิจได้ โดยคาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลต่อผู้กู้กว่า 3 ล้านคนทั่วประเทศ

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วน 2.การปฏิรูปที่ดินทำกิน โดยพรรคประชาชาติจะผลักดัน การนิรโทษกรรมกรณีพื้นที่ป่าไม้ทับซ้อนกับที่ดินทำกินของประชาชน เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่ชนบท ปัญหาที่ดินทำกินเป็นปัญหาเรื้อรังที่กระทบชีวิตประชาชนโดยตรง ประชาชนจำนวนมากอยู่กับที่ดินนั้นมานาน แต่กลับถูกมองว่าเป็นผู้บุกรุก เราจำเป็นต้องแก้ปัญหานี้อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ใช้กฎหมายไปกดทับชีวิตคน ซึ่งพรรคจะผลักดันให้เกษตรกร ได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพ

“รวมถึงเดินหน้านโยบาย ยกระดับราคาสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเมื่อเกษตรกรมีที่ดิน มีสิทธิ และมีราคาผลผลิตที่เป็นธรรม เขาจะยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐตลอดเวลา” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า นโยบายเร่งด่วน 3.พรรคประชาชาติให้ความสำคัญกับการ เสริมสร้างหลักนิติรัฐและนิติธรรม โดยมุ่งปราบปรามยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล และการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อยกระดับระบบธรรมาภิบาลของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม พรรคตั้งเป้าหมาย ขจัดคอร์รัปชันให้เหลือ 0% โดยจะใช้ประมวลรัษฎากร มาตรา 49 เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบที่มาของรายได้และทรัพย์สิน เพื่อปิดช่องโหว่การสะสมความมั่งคั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากใครมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ต้องตอบให้ได้ว่าเงินมาจากไหน หากชี้แจงไม่ได้ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางภาษีและกฎหมาย นี่คือการใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วอย่างจริงจัง

“แนวทางดังกล่าวถือเป็นการเปลี่ยนจากการปราบปรามเชิงรับ มาเป็นการตรวจสอบความมั่งคั่งเชิงรุกในระดับโครงสร้าง เพื่อทำให้รัฐมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำให้งบประมาณแผ่นดินกลับมาใช้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน” พ.ต.อ.ทวี กล่าว

อย่างไรก็ตาม นโยบายทั้ง 3 ด้านนี้ถูกกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนของพรรคประชาชาติ เพื่อคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมายาวนาน ครอบคลุมตั้งแต่หนี้การศึกษาของคนรุ่นใหม่ ความมั่นคงในที่ดินทำกินของเกษตรกร ไปจนถึงการปฏิรูปธรรมาภิบาลของประเทศ

อดีตบิ๊ก ศรภ.พูดถึงพรรคอะไร? ตอนแรกก็ดูดี แต่พอหาเสียงไปกลับแปลกๆ

อดีตบิ๊ก ศรภ.พูดถึงพรรคอะไร? ตอนแรกก็ดูดี แต่พอหาเสียงไปกลับแปลกๆ

อดีตบิ๊ก ศรภ.พูดถึงพรรคอะไร? ตอนแรกก็ดูดี แต่พอหาเสียงไปกลับแปลกๆ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ประเทศกูจะไปรอดไหม

พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ตอนแรกก็ดูดีอยู่หรอกครับ พอหาเสียงไปกลับแปลกมากขึ้นตามลำดับ เช่น ชอบแรงงานต่างด้าวมากกว่าคนไทย ถึงขั้นหนุนให้เข้ามาเป็นบอร์ดประกันสังคม! หนุนให้มีการแยกดินแดน!

ที่แปลก คือ เป็นกลุ่มคนที่ไม่มี “ครู” ..ไม่ชอบทหาร ..ไม่เคยเคารพพ่อแม่ (นอกจากเวลาขอเงิน) ..เป็นกลุ่มคนที่สร้างวัฒนธรรมที่ก้าวร้าว ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย (อยู่สิงคโปร์ติดคุกกันหมดแล้ว) และ พูดโกหก ปลิ้นปล้อนได้ตลอดเวลา พอผิดก็ขอโทษ ซึ่งก็ผิดประจำ ฯลฯ

คนประเภทนี้จะเอามารับผิดชอบบ้านเมืองได้อย่างไร โดยเฉพาะในสถานการณ์แบบนี้ด้วย มันน่าเป็นห่วงนะครับ