พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.59 น.

พรรคไทยชนะ จัดประชุมใหญ่ ตั้ง ฐานวัฒน์ นั่งประธาน โกศล เลขาฯ ประสงค์ รองเลขาฯ ด้าน จักรพงศ์ ย้ำ เดินหน้าสร้างพรรคของประชาชน มุ่งสู่สถาบันการเมืองคุณภาพในอนาคต

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 นายจักรพงศ์  ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะและกรรมการบริหารพรรคไทยชนะ ตัวแทนสาขา ตัวแทนจังหวัด ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร, นายโกศล หกสุวรรณ, นายประสงค์ แก้ววิจิตร, นายธนากร เศรษฐพินิจ, ดต.เกษตร เสมอกิจ, นายเลือกพรหม, นายชัยวัฒน์ บุญษาศิริโชติ, น.ส.เกศมณี ไชยา, นายเจริญ สมปัญญา, น.ส.สุริยา สาโรวาท, นางสาวมุทิตา หิรัญ, นายณัฐกิตติ์ ฉัตรภรณ์ลักษมี ได้มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 1/2569 พรรคไทยชนะ ณ.บ้านท่าข้ามใต้ ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีวาระการประชุม คือ 

วาระที่ 1.ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ 

วาระที่ 2.การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ไทยชนะพ.ศ 2569 

วาระที่ 3 เรื่อง ให้ความเห็นชอบรายงานการดำเนินกิจการของ พรรคไทยชนะประจำปีพ.ศ 2568 การให้ความเห็นชอบรายงานการเงิน การเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคและวาระอื่นๆ ในการเสนอแต่งตั้งประธานพรรคไทยชนะและรองเลขาธิการ พรรคไทยชนะ มีสมาชิกผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 280 คน มติที่ประชุมรับทราบและเห็นชอบการดำเนินงานของพรรคไทยชนะ ประจำปี 2568 

ในการประชุมดังกล่าว นายจักรพงศ์ ชื่นดวง หัวหน้าพรรคไทยชนะ ได้กล่าวว่า พรรคไทยชนะเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งตั้งใจก่อตั้งเพื่อให้เป็นพรรคการเมืองของประชาชน อย่างแท้จริงโดยสมบูรณ์ และขอขอบคุณ หัวหน้าสาขา ตัวแทนจังหวัด ผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านและโดยเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ได้ จัดการดำเนินการประชุมใหญ่ เพื่อให้ถูกต้องตาม พรบ.พรรคการเมือง 

โดยที่ประชุมได้มีการเสนอชื่อแต่งตั้งกรรมการบริหารและเสนอนายโกศล หกสุวรรณ เป็นเลขาธิการ และหัวหน้าพรรคได้แต่งตั้ง นายฐานวัฒน์ วิบูลย์ธนสาร เป็นประธานพรรคไทยชนะ และนายประสงค์ แก้ววิจิตร เป็นรองเลขาธิการ

“พรรคไทยชนะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากเดิม ดังนั้นจึงขอให้กำลังใจสมาชิกพรรคทุกท่าน สร้างพรรคให้มีความแข็งแรงมั่นคงเป็นพรรคการเมืองคุณภาพ เป็นสถาบันทางการเมือง เพื่อจะได้รับโอกาสจากพี่น้องประชาชนในการเลือกสมาชิกพรรคไทยชนะเข้ามาเป็น สส.เป็นผู้แทนของประชาชนในอนาคตต่อไป”

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.53 น.

อนุทิน รู้แล้ว เหตุคล้ายเสียงปืนทำเนียบขาว บอกต้องระวังกัน

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 ที่หน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดงเสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่ารับทราบเหตุการณ์มีเสียงคล้ายปืนที่งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาวซึ่งมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริการ่วมอยู่ในงานแล้วหรือยัง นายอนุทิน ตอบเพียงสั้นๆ ว่าเห็นแล้วจึงสอบถามต่อว่าได้รับรายงานความคืบหน้าแล้วหรือยังนายอนุทินตอบว่า ต้องระวังกัน จากนั้นนายอนุทินได้ขึ้นรถ เดินทางกลับทันที 

อนุทิน ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง โดน วัยรุ่นแซว’รวยไม่ไหวแล้ว’

อนุทิน ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง โดน วัยรุ่นแซว'รวยไม่ไหวแล้ว'

อนุทิน ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง โดน วัยรุ่นแซว’รวยไม่ไหวแล้ว’

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

อนุทิน ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง สืบสานประเพณีชาวไทยเชื้อสายมอญ ฝาก อย่าลืมหัวใจสงกรานต์ ยึดประเพณี-เชื่อมความสามัคคี แซวตัวเอง นอกสคริปต์ หลังสื่อจับจ้อง ด้าน วัยรุ่นแซว ‘รวยไม่ไหวแล้ว’ ลั่นฆ้อง อวยพรให้มีความสุขวันสงกรานต์ 

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 26 เม.ย. ที่โรงเรียนเทศบาลป้อมแผลงไฟฟ้า ต.ตลาด อ.พระประแดง จ. สมุทรปราการ นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อม น.ส.ธนนนท์ ชาญวีรกูล ภริยา เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 ซึ่งนายกฯได้สวมชุดลอยชาย ขณะที่น.ส.ธนนนท์ สวมชุดไทยรามัญ นุ่งผ้าถุงป้าย สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มสไบมอญ ร่วมงาน โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรีรองนายกรัฐมนตรี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ รมว.วัฒนธรรม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายฐาปกรณ์ กุลเจริญ สส.สมุทรปราการ พรรคภูมิใจไทย นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าฯสมุทรปราการ นางจิระพร วชิรเขื่อนขันธ์ นายกเทศมนตรีเมืองพระประแดง ในฐานะประธานจัดงานสงกรานต์พระประแดง ประชาชน ต้อนรับ 

โดยประเพณีสงกรานต์พระประแดง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ช่วงปลายเดือนเม.ย.ถือเป็นกิจกรรมส่งท้ายเทศกาลสงกรานต์ของไทย เพื่อสืบสานประเพณีและวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายมอญ และส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่น รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยการจัดงานปีนี้ ยังเฉลิมฉลองครบรอบ 211 ปี เมืองนครเขื่อนขันธ์อีกด้วย

นายกฯ กล่าวเปิดงานว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาร่วมงานครั้งนี้ และได้มาพบกันด้วยรอยยิ้มทุกคน ถ้าตนไปยืนข้างบนเวทีนอกจากร้อนแล้ว ก็ต้องหันหน้าออกไปข้างนอก ก็ไม่รู้จะไปคุยกับใคร เพราะว่าคนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่อยู่ในปะรำพิธีแห่งนี้ ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ ต้องกราบเรียนว่า ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้มีโอกาสมาเปิดงาน เพราะอดีต สส. พรรคภูมิใจไทยเคยชวนตนมา แต่ไม่ได้มาหลายปีแล้ว วันนี้ตนมีวาสนาอีกครั้งที่ได้มาที่นี่ มาพบกับพวกเรา วันนี้แทบจะปิดเมืองพระประแดงเลยทีเดียว ตั้งแต่ลงทางด่วนถนนสุขสวัสดิ์มาก็เห็นประชาชนมีความสุข เล่นน้ำ ประแป้งด้วยความสนุกสนานรื่นเริง 

นายกฯ กล่าวว่า ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็รู้สึกปลาบปลื้มปิติยินดีที่เห็นประชาชนมีความสุข ดังนั้นงานประเพณีดีๆ เช่นนี้ รัฐบาลพร้อมที่จะให้การสนับสนุน และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ท้องถิ่นมีวัฒนธรรมที่สวยงาม ประเพณีที่งดงาม มีความเป็นเอกลักษณ์ต่อไป เป็นที่หมายปองของผู้คนจากท้องถิ่นอื่น อีกมากมายที่อยากจะมาร่วมสนุกสนานที่พระประแดงแห่งนี้ ปีนี้ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยเพราะองค์การยูเนสโกที่ดูแลในเรื่องของวัฒนธรรมของโลก ได้ประกาศให้สงกรานต์ในประเทศไทย ยกระดับขึ้นเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

นายกฯ กล่าวว่า ประเพณีสงกรานต์ที่พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ถือว่าเป็น 1 ใน 5 ที่เป็นตัวแทนประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย ซึ่งเขาหยิบยกไปพิจารณาจนได้รับการประกาศเป็นมรดกโลก ก็ต้องขอบคุณรัฐมนตรีทั้งสองท่าน ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งนี้สงกรานต์พระประแดง เป็นหนึ่งในมหาสงกรานต์ 4 ภาค ซึ่งรัฐบาลจะมีการจัดท่องเที่ยวทั่วไทย จัดโปรแกรมให้ประชาชนได้ท่องเที่ยวทั่วไทยทุกเดือนเป็นเฟสติวัล ต้องขอขอบคุณชาวพระประแดง โดยเฉพาะนายกเทศมนตรี ที่ทุ่มเทเพื่อความเจริญของพระประแดงอย่างเต็มที่ ในฐานะที่เป็นหัวหน้าต้องให้การสนับสนุนจึงมาร่วมงานในวันนี้ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงหนึ่งนายกฯ ระบุว่า “ผมอ่านสคริปต์ไป อ่านสคริปต์มา เดี๋ยวผู้สื่อข่าวก็จะเอาไปเป็นข่าวอีก เรื่องถุย ที่บอกว่าผมไม่ให้เกียรติคนเขียนสคริปต์ เรื่องนี้ไม่ใช่ แต่ผมมาพบพี่น้องประชาชน ผมก็อยากมาพูดจากใจ ลองพี่น้องร้องเฮกันขึ้นมา ผมก็ถุยเลยครับ ถือว่าเราอยู่ในบ้านเดียวกัน พูดคุยกันสนุกสนานกัน ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด เป็นประเพณีของเรา ที่เราจะสนุกสนานกัน พูดคุยกันความเปิดใจไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน เรามีลูกมีหลานก็ฝากคนรุ่นก็ฝากคนรุ่นใหม่ อย่าลืมหัวใจของประเพณีสงกรานต์ ที่ไม่ได้มีแต่ความสนุกสนาน แต่เป็นการเชื่อมความรักความสามัคคี ของชุมชนและคนในครอบครัวอีกด้วย” จากนั้นนายก ฯ ได้อ่านตามสคริปต์ช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะกลับมาพูดโดยไม่อ่านสคริปต์อีกครั้ง ว่า ขอเปิดงานตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สนุกสนานกันให้เต็มที่ นั่งกันอยู่ตรงนี้ทำไมเล่า ไปสาดน้ำกัน“

ต่อมานายกฯและภริยา ร่วมกิจกรรมปล่อยนก ปล่อยปลา สรงน้ำพระ รดน้ำดำหัวขอพรผู้สูงอายุ และร่วมเล่นสะบ้ากับน.ส.ธนนนท์ การละเล่นพื้นบ้านของชาวมอญ กวนกาละแม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาวมอญ อย่างสนุกสนาน จังหวะหนึ่งระหว่างเดินไปเปิดงานที่เวทีกลาง ริมน้ำเจ้าพระยา มีคุณป้ามอบมะม่วงน้ำดอกไม้ให้เป็นที่ระลึกพร้อมอวยพรให้นายกฯ บริหารประเทศให้มีเศรษฐกิจดี ซึ่งฯนายกฯรับพรบอกให้สมพรปาก และในระหว่างเดินมาตามถนนได้โบกมือทักทายประชาชน ที่ใช้ปืนฉีดน้ำเล่นสงกรานต์ โดยทีมรักษาความปลอดภัย ได้ขอความร่วมมือประชาชนไม่สาดน้ำ ขณะที่นักท่องเที่ยวบางส่วนได้ส่งมินิฮาร์ทให้นายกฯ พร้อมบอกว่ารักตลอด ภูมิใจไทยเท่านั้น โดยนายกฯสอบถามว่าเป็นคนที่นี่ใช่หรือไม่ ก่อนที่ชาวบ้านจะตอบว่าใช่สส. ก็เลือกมาเอง  แต่ก่อนถึงเวทีงาน มีวัยรุ่นกลุ่มใหญ่ตะโกนแซวขึ้นว่า “รวย รวย รวย รวยไม่ไหวแล้ว“

เมื่อถึงเวทีกลาง นายอนุทิน กล่าวว่า ดีใจยินดีที่ได้มาพบท่าน เห็นทุกคนมีความสุข ก็ดีใจมีความสุขไปด้วย ขอให้พวกเราเต็มที่ ก่อนถึงเวลางานปิด 20.00 น.ขอให้เต็มที่สุดซอยขอให้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่มีกำลังวงชาเพราะพรุ่งนี้พวกเราต้องไปทำงานทุกอย่างต้องดีขึ้นดีขึ้น ขอให้พวกเรามั่นใจพวกตนบนนี้ไม่ทิ้งอยู่แล้ว ไม่สามารถทนเห็นพี่น้องไม่มีความสุขได้ต้องทำให้พวกเราทุกคนรักษารอยยิ้มตรงนี้ไปตลอดกาล และเนื่องในโอกาสนี้ตนไม่อยากรบกวนเวลาพวกท่าน ในการสนุกสนานในโอกาสปีใหม่ไทยขอให้มีแต่ความสุขความสำเร็จร่ำรวยเงินทองสุขภาพแข็งแรงคิดอะไรสมหวังไปทุกสิ่งอายุยืนยาว และขอให้พวกเรารักกันนานนานแบบนี้ตลอดไป จากนั้นนายกได้ตีฆ้องเปิดงานสงกรานต์ให้ทุกคนได้เล่นน้ำอย่างสนุกสนาน

สิริพงศ์ สวน ศุภณัฐ หลังซัดกรมทางหลวงออกนโยบายเอาใจนาย เหน็บใช้แต่มุกเดิมๆ

สิริพงศ์ สวน ศุภณัฐ หลังซัดกรมทางหลวงออกนโยบายเอาใจนาย เหน็บใช้แต่มุกเดิมๆ

สิริพงศ์ สวน ศุภณัฐ หลังซัดกรมทางหลวงออกนโยบายเอาใจนาย เหน็บใช้แต่มุกเดิมๆ

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.30 น.

สิริพงศ์ รมช.คมนาคม ออกโรงสวน ศุภณัฐ ออกมาฟาด นโยบายประหยัดไฟ โยง การเมืองเอาใจนาย แจงลดการใช้พลังงาน ไม่ใช่ห้าม เหน็บเจ็บใช้มุกเดิม ไม่ทันสถานการณ์โลก สอนมวยควรค้านให้สร้างสรรค์  

เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์ กรมทางหลวงชนบทเอาใจรัฐมนตรี ลดไฟถนนเส้นทางเสี่ยงต่ำ ประหยัดพลังงานว่า นโยบายของกระทรวงคมนาคม คือ 1.ลดการใช้พลังงาน ในสถานการณ์วิกฤตตะวันออกกลาง โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยบางสายทางหลัก ที่มีไฟแสงสว่างมาก หรือในต่างจังหวัด  ที่ช่วงดึก มีการสัญจรน้อย ก็อาจพิจารณา ใช้วิธีการเปิดสลับ  บางสายทางไฟน้อยก็ไม่จำเป็นต้องปิดเพื่อให้ประชาชน สัญจรโดยปลอดภัย 

2.ให้ทำแผนปรับเปลี่ยนชนิดหลอด ให้เป็น LED ให้ประหยัดไฟ แต่ให้มีความสว่าง สูงหรือมากขึ้นกว่าเดิม และ 3. ให้ใช้ Solar cell เพื่อประหยัดพลังงาน

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ส่วนสายทางไหนไม่มีไฟฟ้าแสงสว่าง ก็ให้เขตพื้นที่แจ้งเข้ามายังกระทรวง ก็จะเร่งจัดสรรงบประมาณลงไปให้ ดังนั้นเรื่องแบบนี้ ไม่ควรต้องหยิบยกมาเป็นประเด็นการเมือง กล่าวหาข้าราชการเอาใจนาย ในเมื่อเรื่องประหยัดพลังงาน ก็เป็นเรื่องที่ต้องมีการดำเนินการในภาวะเช่นนี้อยู่แล้ว เพราะปกติ ค่าไฟสาธารณะ ก็จะถูกนำไปบวกกับหน่วยการใช้ไฟ ของประชาชน ก็จะเป็นภาระของประชาชนอีก ยิ่งถ้าเราไม่ทำ ไม่ตัดส่วนที่ไม่จำเป็น ก็จะยิ่งซ้ำเติมประชาชนในสถานการณ์นี้ และการเปลี่ยนหลอดไฟ ใช่ว่าจะทำทั้งหมดได้ในเวลาสั้นๆ 

“ดังนั้น ทำอะไรได้ พวกเราก็ควรดำเนินการไปก่อน รวมถึงท่านผู้วิจารณ์ ก็ควรค้านแบบสร้างสรรค์ ดูสถานการณ์โลก ไม่ใช่ค้านแบบมุกเดิม ๆ ที่ไม่ทันกับสถานการณ์แล้ว” นายสิริพงศ์ กล่าว

โพล 2 สำนัก ชี้ ‘เอกนัฏ’ ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ปชช.พอใจ-เชื่อมั่นแก้พลังงาน

โพล 2 สำนัก ชี้ 'เอกนัฏ' ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ปชช.พอใจ-เชื่อมั่นแก้พลังงาน

โพล 2 สำนัก ชี้ ‘เอกนัฏ’ ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ปชช.พอใจ-เชื่อมั่นแก้พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

โพล 2 สำนัก ชี้ ‘เอกนัฏ’ ขึ้นแท่นรัฐมนตรีรุ่นใหม่ใน ครม.อนุทิน ประชาชนพอใจ–เชื่อมั่นมาตรการแก้ปัญหาพลังงาน ช่วยลดภาระค่าครองชีพกลายเป็นหนึ่งในความหวังใหม่ของรัฐบาล

ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจาก 2 สำนักวิจัยสำคัญ สะท้อนแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันว่า การทำงานของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กำลังได้รับความเชื่อมั่นและความพึงพอใจจากประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมถูกจับตามองในฐานะ “รัฐมนตรีรุ่นใหม่” ที่มีบทบาทสำคัญต่อการแก้ปัญหาค่าครองชีพของประเทศ

โดยผลสำรวจของ “ซูเปอร์โพล” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นต่อการทำงานของรัฐมนตรีพลังงานในระดับสูง โดยร้อยละ 67.9 ระบุว่า “เชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด” และเมื่อรวมกับกลุ่มที่เชื่อมั่นในระดับปานกลาง ทำให้สัดส่วนความเชื่อมั่นโดยรวมอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ขณะเดียวกัน ประชาชนยังมีความคาดหวังต่อการแก้ไขปัญหาพลังงานในระดับสูง โดยร้อยละ 89.6 ต้องการให้มีการลดราคาพลังงานอย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 84.3 ต้องการให้มีการเปิดเผยโครงสร้างราคาพลังงานอย่างโปร่งใส สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะที่ “สยามเทคโนโพล” โดยวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจต่อผลงานของรัฐมนตรีพลังงานในหลายมิติ โดยเฉพาะการลดค่าไฟและค่าน้ำมันซึ่งมีสัดส่วนความพึงพอใจร้อยละ 65.1 รวมถึงภาพลักษณ์การทำงานเชิงรุก กล้าคิด กล้าทำ และตัดสินใจรวดเร็วที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง นอกจากนี้ ยังพบว่าประชาชนจำนวนมากถึงร้อยละ 61.4 มีความต้องการผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว สะท้อนถึงแนวโน้มความต้องการพึ่งพาตนเองด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในส่วนของความพึงพอใจต่อรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญกับมาตรการช่วยลดค่าครองชีพ โดยร้อยละ 65.3 พึงพอใจต่อมาตรการลดค่าไฟ ค่าน้ำมัน และการช่วยเหลือด้านค่าครองชีพ ขณะที่นโยบายต่างประเทศและการทำงานเชิงรุกของรัฐบาลก็ได้รับการประเมินในเชิงบวกเช่นกัน

ผลสำรวจทั้งสองสำนักสะท้อนภาพเดียวกันว่า ประชาชนเริ่มรับรู้ถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดความเชื่อมั่นในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ระดับความคาดหวังของประชาชนยังคงสูง โดยเฉพาะในประเด็นการลดภาระค่าใช้จ่ายและการสร้างความเป็นธรรมในระบบพลังงาน

ทั้งนี้ ผลโพลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจและความไว้วางใจจากประชาชน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานซึ่งเป็น “หัวใจของค่าครองชีพ” ในปัจจุบัน โดยหากสามารถแปลงความเชื่อมั่นดังกล่าวให้เป็นผลลัพธ์ที่ประชาชนรับรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของรัฐบาลในระยะยาว

พลโทอดุลย์ ย้ำสัมพันธ์ ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.แน่นปึก ไม่ใช่แค่เพื่อนแต่ยึดอุดมการณ์เดียวกัน

พลโทอดุลย์ ย้ำสัมพันธ์ ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.แน่นปึก ไม่ใช่แค่เพื่อนแต่ยึดอุดมการณ์เดียวกัน

พลโทอดุลย์ ย้ำสัมพันธ์ ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.แน่นปึก ไม่ใช่แค่เพื่อนแต่ยึดอุดมการณ์เดียวกัน

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.36 น.

‘พลโทอดุลย์’ โพสต์ย้ำสัมพันธ์ ผบ.ทบ.-ผบ.ทอ.แน่นปึก ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 แต่มียึดเดียวกันในฐานะทหารของแผ่นดิน

26 เมษายน 2569 พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเพจ “Adul A Day” ระบุว่า หลายคนคงทราบแล้วว่า ผม , ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน รุ่น 26

อาจเป็นจังหวะของชีวิต หรือเป็นความบังเอิญของเวลา ที่วันนี้เพื่อนร่วมรุ่นได้มารับผิดชอบภารกิจสำคัญของประเทศในช่วงเวลาเดียวกัน แต่สำหรับผม สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเราไม่ได้มีเพียงคำว่า “เพื่อน ตท.26” หากแต่คือหลักยึดเดียวกันในฐานะทหารของแผ่นดิน

นั่นคือ การดำรงไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ อธิปไตยของประเทศ และราชบัลลังก์ เทิดทูนไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และประชาชน

วันนี้จึงไม่ใช่เพียงภาพของเพื่อนร่วมรุ่นที่ได้เดินเคียงกัน แต่คือภาพของความรับผิดชอบร่วมกัน ในการทำหน้าที่เพื่อความมั่นคงของประเทศ ด้วยหัวใจเดียวกันครับ 

รวมเป็นหนึ่งจึงชนะ 
รุ่นเดียวกัน ภารกิจเดียวกัน
เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์และประชาชน

ไม่ได้มีดีแค่ไลฟ์สด! ศุภจี ย้ำแก้ปัญหาทุเรียนต้องแก้ทั้งระบบ ชูทางรอดแช่แข็ง-เพิ่มมูลค่า

ไม่ได้มีดีแค่ไลฟ์สด! ศุภจี ย้ำแก้ปัญหาทุเรียนต้องแก้ทั้งระบบ ชูทางรอดแช่แข็ง-เพิ่มมูลค่า

ไม่ได้มีดีแค่ไลฟ์สด! ศุภจี ย้ำแก้ปัญหาทุเรียนต้องแก้ทั้งระบบ ชูทางรอดแช่แข็ง-เพิ่มมูลค่า

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

26 เมษายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หลังจากลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลผลิตทุเรียนปี 2569 ที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวานนี้ (25 เมษายน 2569) ได้รับข้อความจากน้องๆ อินฟลูเอนเซอร์หลายท่านที่ส่งมา อยากจะช่วยไลฟ์ขายของในโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ คิดว่า น้องๆ คงได้ติดตามจากข่าวการลงพื้นที่ และเห็นข่าวการไลฟ์ขายทุเรียนกับคุณเยี่ยน กงจู่ เยี่ยน เจินเสี่ยน อินฟูลเอนเซอร์จีน ซึ่งต้องขอบคุณมากๆ นะคะ

จริงๆ ขอเรียนว่า การไลฟ์ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ของจีน เพื่อขายทุเรียนไทยไปยังตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มากสำหรับเรา เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการลงพื้นที่ค่ะ อาจจะเรียกว่า เป็นส่วนเล็กๆ ที่เราหวังผลใหญ่ในการทำตลาดทุเรียนไทยในจีนเพิ่มขึ้น รวมถึงประเทศอื่นๆ ด้วยนะคะ แต่ประเด็นสำคัญของการลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เมื่อวานนี้ เป็นการลงพื้นที่เพื่อดูแลและจัดการปัญหาทุเรียน “ทั้งระบบ” ค่ะ

เนื่องจากในปี 2569 เราคาดว่า ผลผลิตทุเรียนทั้งประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33% โดยภาคตะวันออกเป็นพื้นที่สำคัญ เพราะมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน หรือคิดเป็น 48% ของทั้งประเทศ และผลผลิตจะออกสู่ตลาดสูงสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การบริหารจัดการต้องทำทั้งระบบ

เมื่อวานนี้ ได้หารือกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี สมาคมทุเรียน ผู้ประกอบการล้ง หอการค้าจังหวัด และเกษตรกร แบบนั่งล้อมวงหารือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ได้ทั้งข้อมูล ความเห็น และข้อแนะนำ เพราะเราต้องรับมือกับทุเรียนที่ในปีนี้จะมีผลผลิตมากขึ้นถึง 33% และหากผลผลิตออกมามากและส่งออกไม่ทัน ก็อาจจะส่งผลกระทบกับราคา ดังนั้น สิ่งที่คุยกัน ครอบคลุมตั้งแต่ต้องเพิ่มการแปรรูป เพิ่มมูลค่า ยืดอายุสินค้า และกระจายรายได้ทั้งปี ด้วยวิธีที่หลากหลาย

โดยเฉพาะการแปรรูป ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน เช่น การพัฒนาทุเรียนแช่แข็ง ที่กระทรวงพาณิชย์พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือดูแลในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งห้องเย็นและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงเพื่อให้ทุเรียนผลสดของไทยสามารถขายได้ทั้งปี ด้วยคุณภาพที่ดี เพราะ “คุณภาพต้องมาก่อน” และต้องได้ราคาที่ดีด้วย

เรายังมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและรักษาเสถียรภาพราคา เนื่องจากปัจจุบันทุเรียนไทยส่งออกประมาณ 70% และบริโภคในประเทศ 30% โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมมือกับทุกภาคส่วน ตั้งเป้าระบายผลผลิตในประเทศ ไม่ต่ำกว่า 450,000 ตัน ผ่านการเชื่อมโยงตลาดกลาง ห้างโมเดิร์นเทรด กว่า 350,000 ตัน ควบคู่กับการขายผ่านไปรษณีย์ไทยและช่องทางออนไลน์

กระทรวงพาณิชย์จะทำงานแบบบูรณาการ ด้วยการผนึกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เราจะทำงานร่วมกันกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องของการควบคุมคุณภาพผลผลิต  รวมถึงเร่งประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการบริหารน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรจากปัญหาภัยแล้ง

การลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังปัญหาและเติมเต็มสิ่งที่เกษตรกรยังขาด ด้วยความตั้งใจที่จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้พี่น้องเกษตรกร ทั้งด้านตลาด การแปรรูป และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเราพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้ค่ะ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
26 เมษายน 2569

#ศุภจีสุธรรมพันธุ์ #Suphajee #SuphajeeSuthumpun #ศุภจี

วัส ติงสมิตร เปิด 8 เหตุผล ทำไม ป.ป.ช.ให้ ศักดิ์สยาม รอดคดีบัญชีเท็จ?

วัส ติงสมิตร เปิด 8 เหตุผล ทำไม ป.ป.ช.ให้ ศักดิ์สยาม รอดคดีบัญชีเท็จ?

วัส ติงสมิตร เปิด 8 เหตุผล ทำไม ป.ป.ช.ให้ ศักดิ์สยาม รอดคดีบัญชีเท็จ?

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.38 น.

26 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกมติ ป.ป.ช.! ทำไม “ศักดิ์สยาม” รอดคดีบัญชีทรัพย์สินเท็จ? เปิด 8 เหตุผลที่โลกต้องรู้

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง! เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงมติสำคัญกรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แม้ก่อนหน้านี้จะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมา แต่ทำไมในมุมของ ป.ป.ช. ถึงมองว่า ‘ไม่มีความผิด’?

วันนี้เราจะมาย้อนรอยข้อเท็จจริงและบรรทัดฐานทางกฎหมาย 8 ประการ ที่ ป.ป.ช. ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิน ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญเรื่อง ‘เจตนา’ และ ‘นิติกรรม’ ในโลกของการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองครับ”

(ส่วนพรุ่งนี้เราจะมาวิจารณ์คำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. พร้อมทางออกของปัญหา)

1.นิติกรรมเสร็จสมบูรณ์ก่อนเข้ารับตำแหน่ง

จากการตรวจสอบพบว่า การโอนสิทธิเงินลงทุนและการชำระเงินเสร็จสิ้นตั้งแต่มกราคม 2561 และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทอย่างถูกต้อง นิติกรรมนี้เกิดขึ้น “ก่อน” นายศักดิ์สยามจะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ในตำแหน่งทางการเมือง

2. ขาดพฤติการณ์การควบคุม (De Facto Control)

ไม่พบพยานหลักฐานว่านายศักดิ์สยามเข้าไปบริหารจัดการ หรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น หลังการโอนหุ้น ขณะที่นายศุภวัฒน์ (ผู้รับโอน) ได้แสดงตนและบริหารจัดการในฐานะเจ้าของตามทะเบียนโดยอิสระ สอดคล้องกับพฤติการณ์ “โอนขาด” มิใช่การเชิดตัวแทน (Nominee)

3. หลักความเชื่อโดยสุจริต (Good Faith Mistake)

เมื่อนิติกรรมและการจดทะเบียนครบถ้วนตามกฎหมาย นายศักดิ์สยามย่อมเข้าใจโดยสุจริตว่าตนไม่มีกรรมสิทธิ์ในหุ้นนั้นแล้ว ป.ป.ช. จึงวินิจฉัยว่า “ขาดเจตนาทางอาญา” ในการปกปิดทรัพย์สิน เนื่องจากยื่นข้อมูลตามพฤติการณ์ทางทะเบียนที่ปรากฏจริงในขณะนั้น

4. การยุติข้อพิพาทผ่าน “ศาลยุติธรรม”

ในประเด็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ นายศักดิ์สยามได้ดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และจบลงด้วย “สัญญาประนีประนอมยอมความ” ในชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศุภวัฒน์ตกลงรับซื้อที่ดินจำนวน 323 ไร่ ด้วยราคา 51.5 ล้านบาท จากนายศักดิ์สยามเพื่อยุติข้อพิพาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษาตามยอมโดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย สะท้อนถึงพฤติการณ์การซื้อขายหุ้นและที่ดินที่เกิดขึ้นจริงเพื่อเยียวยาข้อพิพาททางแพ่ง

5. การแสดงความบริสุทธิ์ใจหลังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย (17 มกราคม 2567) นายศักดิ์สยามได้ใช้สิทธิทางศาลเพื่อติดตามสิทธิคืนทันที และเมื่อคดีถึงที่สุดในศาลยุติธรรม ก็ได้แจ้ง “ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สิน” ต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกับความเป็นจริงล่าสุด แสดงถึงเจตนาสุจริตในการให้ข้อมูล

6. ผลการตรวจสอบเชิงลึก (Substantive Review)

ป.ป.ช. ได้ตรวจสอบรายการทรัพย์สินที่แจ้งปรับปรุงใหม่ (เช่น เงินที่ได้รับจากการขายที่ดิน) พบว่า “มีอยู่จริงและถูกต้อง” ไม่พบความผิดปกติหรือพฤติการณ์ซ่อนเร้นที่เชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สิน

7. การแยกแยะฐานความผิด (Legal Distinction)

ป.ป.ช. ชี้แจงความแตกต่างของบรรทัดฐานทางกฎหมายไว้ดังนี้:

• ศาลรัฐธรรมนูญ: วินิจฉัยเรื่อง “ความเป็นรัฐมนตรี” โดยพิจารณาจาก “ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง” (Substance over Form)

• ป.ป.ช.: วินิจฉัยเรื่อง “การจงใจยื่นบัญชีเท็จ” ซึ่งต้องพิสูจน์ “เจตนาทุจริตทางอาญา” (Criminal Intent) เป็นสำคัญ

ดังนั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมองว่ายังเป็นเจ้าของหุ้น แต่ในทางอาญาไม่ได้หมายความว่าผู้ยื่นมีเจตนาปกปิดเสมอไป

8. เงื่อนเวลาที่แตกต่าง (Timeline Override)

เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น “ภายหลัง” การยื่นบัญชีทรัพย์สินในหลายกรณี นายศักดิ์สยามย่อมยื่นข้อมูลตามข้อเท็จจริงที่รับรู้ ณ ขณะนั้น มติของ ป.ป.ช. ในครั้งนี้จึงถือว่าไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่ประการใด

เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยนี้จะฟังขึ้นหรือไม่ และมีทางออกอย่างไร โปรดติดตามรายละเอียดในวันพรุ่งนี้ครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
26/4/69

#ปปช #ศักดิ์สยามชิดชอบ #บัญชีทรัพย์สิน #กฎหมายน่ารู้ #การเมืองไทย #ตรวจสอบทุจริต #เหตุผลแห่งคำวินิจฉัย #ศาลรัฐธรรมนูญ #วัสติงสมิตร

เปิดเกมรุกหาเสียงเมืองกรุงฯ ปชป.ร่วมออกแบบพิมพ์เขียว ปั้น กทม.เป็นศูนย์กลาง AI Hub

เปิดเกมรุกหาเสียงเมืองกรุงฯ ปชป.ร่วมออกแบบพิมพ์เขียว ปั้น กทม.เป็นศูนย์กลาง AI Hub

เปิดเกมรุกหาเสียงเมืองกรุงฯ ปชป.ร่วมออกแบบพิมพ์เขียว ปั้น กทม.เป็นศูนย์กลาง AI Hub

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

เปิดเกมรุกหาเสียงเมืองกรุงฯ “ปชป.”ร่วมออกแบบพิมพ์เขียว ปั้น”กทม.”เป็นศูนย์กลาง”AI Hub”แห่งแรกของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เทียบเท่าสากล ดันลุยโปรโมตผ่านศึกเลือกตั้ง”ผู้ว่าฯกทม.-สก.” ยันพร้อมร่วมมือทำงานทุกฝ่าย-ทุกพรรคการเมือง

26 เมษายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์ จัดงานเสวนาสาธารณะระดับสูงภายใต้หัวข้อ “Thailand in the AI Race” (ประเทศไทยอยู่ส่วนไหนในการแข่งขันด้วยเทคโนโลยี AI) เมื่อช่วงค่ำวานนี้ (25 เม.ย.) ที่ร้าน maze bangkok กทม. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายจากวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติจริง (From Vision to Execution) โดยรวบรวมผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน และเหล่านักพัฒนาเทคโนโลยี ร่วมกำหนดแผนยุทธศาสตร์ด้าน AI ของประเทศไทยให้เท่าทันกระแสโลก เป็นครั้งแรกที่เกิดเวทีผลักดันดังกล่าวจากการผลักดันของพรรคประชาธิปปัตย์ ที่จะยกระดับประเทศไทยไประดับสากล

โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในงานเสวนาว่า พรรคประชาธิปัตย์ ถือเป็นทางเลือกที่มุ่งมั่นจะผลักดัน โดยเริ่มจากกรุงเทพมหานคร ที่มีปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสมจะเป็นศูนย์กลางที่จะผลักดันวิสัยทัศน์การพัฒนาเทคโนโลยี AI Builder Hub แรกให้เกิดได้จริง และขยายไปทุกภาคของประเทศไทย โดยเราพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน พร้อมเป็นตัวกลางของทุกพื้นที่ ทุกกลุ่มคน ทุกช่วงวัย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยดึงการลงทุนที่เป็นการสร้างงานระยะยาว ที่ไม่ใช่แค่เม็ดเงินจากการท่องเที่ยว แต่เป็นเม็ดเงินจากการอยู่อาศัย การลงทุนของกลุ่มนักลงทุน คนทำงานที่มีคุณภาพ จากนั้นก็จะเกิด Ecosystem การทำงานที่เป็นระบบยกระดับคนไทยไปพร้อมกับสากล

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า AI Builder Hub คือแนวทางที่จะสนับสนุน กลุ่มนักลงทุนที่ทำธุรกิจ AI ในประเทศไทย ให้เติบโต ผ่านการประสานงานที่ครบวงจร โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีทั้งความพร้อมด้านกฎหมาย ด้านการหาแหล่งลงทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันของ บุคคลากรในทำงานในประเทศ ตั้งเป้าที่จะประสานงาน BOI จับคู่นักลงทุนที่เหมาะสมของประเทศไทยกับต่างชาติ การจัด Workshop ให้เยาวชนและ Reskill บริษัทที่ต้องการเปลี่ยนผ่านรองรับการเปลี่ยนแปลงเรื่อง AI โดยปักหมุดให้กรุงเทพมหานครพัฒนาเป็น AI Builder Hub แห่งแรกของประเทศ ก่อนขยายไปยังภูมิภาคอื่น ทั้งนี้ ทางพรรคประชาธิปัตย์พร้อมผลักดันผ่านการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและ สก. ที่กำลังมาถึง และสามารถจับมือทำงานได้กับทุกหน่วยงาน ทุกพรรคการเมือง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับทีมขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของพรรค นำโดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ อดีตรมว.คลัง นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ และสส.ของพรรค มุ่งเน้นแผนปฏิบัติงานของนโยบาย “AI Builder Hub” ที่จะมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจาก “ผู้ใช้งาน” (User) สู่การเป็น “ผู้สร้าง” (Builder) ผ่านการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน การเข้าถึงทรัพยากรด้านการประมวลผล และการปรับปรุงกฎหมายเพื่อดึงดูดบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก

“เป้าหมายของเราคือการทำให้ประเทศไทยเป็นบ้านของนักสร้างนวัตกรรม นโยบาย AI Builder Hub จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่ม Builders เข้ากับแหล่งทุนและนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการเติบโต งานนี้จึงไม่ใช่แค่การพูดคุย แต่เป็นการร่วมออกแบบพิมพ์เขียวของศูนย์กลางนวัตกรรม AI ที่จะเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ Hub นี้จะเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเป้าหมายยกระดับนักสร้างนวัตกรรมในไทยเทียบเท่าสากลพร้อมดึงดูดความร่วมมือจากเครือข่ายเทคโนโลยีทั่วโลก” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะสถาบันทางการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของไทย พรรคประชาธิปัตย์มุ่งมั่นในการพัฒนาที่ยั่งยืนและการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในปี 2569 พรรคได้ให้ความสำคัญกับแนวคิด “Market-Oriented Centrism” (สายกลางที่มุ่งเน้นกลไกตลาด) โดยมีเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และการเติบโตที่ครอบคลุมเป็นส่วนหนึ่งในหัวใจหลักเพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะรักษาความโดดเด่นและขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาวให้กับประเทศไทย

ทั้งนี้ พรรคยังได้เปิดตัวเพจ “@AIBuildersBKK” ทาง X, Facebook และ Tiktok เพื่อสานต่อภารกิจดังกล่าว โดยจะเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงนักพัฒนา ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใน ecosystem AI ของประเทศไทย พร้อมทั้งเป็นช่องทางในการอัปเดตความเคลื่อนไหว และผลักดันความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

– 006

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

ญาติวีรชน 35 เรียกร้องรัฐบาล-รัฐสภา เร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.05 น.

26 เมษายน 2569 คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ออกแถลงการณ์เรียกร้อง “รัฐบาล-รัฐสภา” ร่วมใจเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข ยึดกรอบ 60 วัน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ด้วยคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 มีมติแสดงจุดยืนที่มากว่า 30 ปี ต่อห้วงเวลาวิกฤตสำคัญภายหลังจากที่ ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ. …. ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และการพูดคุยหารือกันในหมู่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องด้วยมติเป็นเอกฉันท์ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภาในรายละเอียดเหลือเพียงบางมาตรา แต่ต้องชะงักลงจากการ “ยุบสภา”

ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 จึงเรียกร้องทุกฝ่าย ทุกพรรคการเมือง ดังนี้

เร่งรัดการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข กลับเข้าสู่การพิจารณา ในกรอบ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ นับแต่วันเปิดสมัยประชุมสภา (ภายใน 12 พ.ค.2569 ) คณะกรรมการญาติวีรชนฯ เห็นว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีความสำคัญในฐานะเครื่องมือเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองที่สะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเมื่อร่างกฎหมายนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติเป็นเอกฉันท์ อันสะท้อนถึงฉันทามติร่วมของตัวแทนประชาชนจากทุกฝ่าย

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการนิติบัญญัติ และแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศ ยืนยันหลักการ ความสามัคคีสมานฉันท์บนพื้นฐานความยุติธรรม ไม่ใช่การลืมความผิด โดยปราศจากเงื่อนไข

บทเรียนจากเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สอนให้สังคมไทยตระหนักว่า “การปรองดองที่แท้จริง” ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการนิรโทษกรรมแบบครอบคลุมทุกกรณีโดยไม่แยกแยะ หากแต่ต้องตั้งอยู่บนหลักการของความรับผิดชอบและความเป็นธรรมการกำหนดกรอบดังกล่าวเป็นการรักษาสมดุลระหว่าง “การให้อภัย” กับ “ความยุติธรรม” ไม่ให้สังคมไทยต้องกลับไปเผชิญกับวงจรความขัดแย้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อนึ่งร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข เป็นร่างกฎหมายที่มีความชัดเจนทั้งในด้านที่มาและความชอบธรรมทางการเมือง ของทุกพรรคการเมือง กล่าวคือ เป็นร่างที่เสนอโดยพรรคภูมิใจไทย และมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอร่างในนามฝ่ายบริหารด้วยตัวท่านเอง อีกทั้งร่างดังกล่าวได้รับการยอมรับให้เป็น “ร่างหลัก” ในกระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร และได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ในทุกมาตรา ซึ่งสะท้อนฉันทามติร่วมกันของทุกพรรคการเมืองในสภาอย่างแท้จริง

ดังนั้น การเร่งนำร่างกฎหมายฉบับนี้กลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง จึงเป็นการเดินหน้าต่อจากฉันทามติเดิมของรัฐสภา มิใช่การเริ่มต้นใหม่ ควรได้รับการผลักดันอย่างจริงจังในฐานะกลไกสำคัญของการสร้างความปรองดองในสังคมไทย โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันได้เกิดวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก ประชาชนทุกชาติต่างผนึกกำลังสู้วิกฤต แต่สังคมไทยยังแบ่งแยกกันหลายฝ่าย ถึงเวลาที่ต้องสร้างความสามัคคีให้เป็นปึกแผ่นรวมกันเป็นอันหนึ่งเดียวกัน

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ขอเน้นย้ำว่า การสร้างความสามัคคีสมานฉันท์ ตามคำสอนสั่งของพ่อหลวง ร.9 และในหลวง ร.10 นำเป็นภารกิจทางศีลธรรมของสังคมไทย ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุขจึงต้องเร่งดำเนินไปอย่างรอบคอบ ยึดหลักการ และเคารพต่อความทรงจำของวีรชนผู้ที่เคยเสียสละเพื่อประชาธิปไตย

คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 ขอเรียกร้องรัฐบาลและรัฐสภา ไม่ควรปล่อยให้โอกาสในการคลี่คลายความขัดแย้งของประเทศต้องสูญเปล่า และอาจเกิดการเผชิญหน้ากันอีกครั้งโดยไม่จำเป็น

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35
26 เมษายน 2569