กกต.ยื่นหนังสือแบงก์ชาติ ขอรายละเอียดโอน-เบิกจ่ายเงินผิดปกติช่วงเลือกตั้ง

กกต.ยื่นหนังสือแบงก์ชาติ ขอรายละเอียดโอน-เบิกจ่ายเงินผิดปกติช่วงเลือกตั้ง

กกต.ยื่นหนังสือแบงก์ชาติ ขอรายละเอียดโอน-เบิกจ่ายเงินผิดปกติช่วงเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.16 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ตามที่ กกต.ได้มอบหมายให้ นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.เข้ายื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ ในช่วงระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง สส.นั้น ในวันนี้นายครรชิต ได้เข้ายื่นหนังสือขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติดังกล่าว โดยมีผู้แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย รับมอบหนังสือเรียบร้อยแล้ว และธนาคารแห่งประเทศไทยจะส่งรายละเอียดให้ กกต.ทราบเร็วที่สุด ณ สำนักงาน กกต.อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ผู้แทนจากธนาคารแห่งประเทศไทยจะนำข้อมูลดังกล่าวมามอบให้กับ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ที่สำนักงาน กกต.ในช่วงเย็นวันนี้

เผยปมปลดหมอสุภัทร ใช้ ATK ก่อนจัดซื้อตามหลัง แต่อ้างแบ่งซื้อเพราะไม่รู้ยอดใช้จริง

เผยปมปลดหมอสุภัทร ใช้ ATK ก่อนจัดซื้อตามหลัง แต่อ้างแบ่งซื้อเพราะไม่รู้ยอดใช้จริง

เผยปมปลดหมอสุภัทร ใช้ ATK ก่อนจัดซื้อตามหลัง แต่อ้างแบ่งซื้อเพราะไม่รู้ยอดใช้จริง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

เปิดข้อสรุปสอบหมอ”หมอสุภัทร”ปมซื้อ ATK แบ่งซื้อ 5 ครั้ง อ้างบริหารสต็อกในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ฟังไม่ขึ้น เหตุนำมาใช้ก่อนจัดซื้อทีหลัง ย่อมรู้ยอดอยู่แล้ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดเผยแนวหน้าออนไลน์ กรณีปมการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง ในการจัดซื้อ ATK ยี่ห้อ Standart Q จากบริษัทนำวิวัฒน์การช่าง(1992) จำกัด รวม 42,845 ชุด เป็นเงิน 9,856,420 บาท โดยโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา เมื่อปี 2564 ซึ่งเป็นปมประเด็นสำคัญในการตรวจสอบทางวินัยต่อ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะในขณะนั้น

แหล่งข่าวระบุว่า ในการพิจารณาประเด็นนี้ ได้ข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า โรงพยาบาลจะนะเข้าร่วมปฏิบัติการเชิงรุกในกรุงเทพฯ 3 ครั้ง (ก.ค. – ส.ค. 2564) และระหว่างปฏิบัติการได้ “ขอยืม” ATK ยี่ห้อ Standard Q ของบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด มาใช้ก่อน

ต่อมาภายหลัง (ต.ค. – ธ.ค. 2564) โรงพยาบาลจึงจัดทำเอกสารและดำเนินการ “จัดซื้อย้อนหลัง” รวม 42,854 ชุด ราคาชุดละ 230 บาท รวมเป็นเงิน 9,856,420 บาท โดยอ้างอำนาจตามคำสั่งจังหวัดสงขลา ที่ 4910/2564 (ลงวันที่ 5 ต.ค. 2564) มอบอำนาจให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนอนุมัติได้ครั้งละไม่เกิน 2,000,000 บาท จึงดำเนินการออกเป็น 5 รายการ/5 ครั้ง (4 ครั้ง ๆ ละ 8,695 ชุด วงเงิน 1,999,850 บาท และ 1 ครั้ง 8,074 ชุด วงเงิน 1,857,020 บาท) ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง

แหล่งข่าวระบุว่า นพ.สุภัทรชี้แจงว่า การจัดซื้อหลายครั้งเป็นการบริหารสต็อกตามความไม่แน่นอนในภาวะฉุกเฉิน แต่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในสำนวนวินิจฉัยว่า “วัตถุประสงค์ที่แท้จริง” ของการจัดซื้อดังกล่าวเป็นการซื้อย้อนหลังของพัสดุชนิดเดียวกัน จากผู้ขายรายเดียวกัน และสมควรต้องจัดซื้อ “ครั้งเดียว” เพื่อเสนอผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไป (นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ) เนื่องจากวงเงินรวมเกินอำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ

การแยกเป็น 5 รายการให้แต่ละครั้งต่ำกว่า 2 ล้านบาทจึงเป็นการ “ลดวงเงินเพื่อให้อำนาจสั่งซื้อเปลี่ยนแปลงไป” โดยไม่ปรากฏเหตุจำเป็นหรือประโยชน์/ความคุ้มค่าเพิ่มเติม (ราคาต่อชุด 230 บาทเท่ากันทุกครั้ง) เข้าลักษณะการแบ่งซื้อที่ระเบียบกระทรวงการคลังฯ พ.ศ. 2560 ข้อ 20 ห้ามกระทำ ทำให้คำชี้แจง “รับฟังไม่ได้” จึงสรุปว่าเป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง

แหล่งข่าวกล่าวว่า ถ้าดูจากขั้นตอนมีการนำ ATK จากบริษัทนำวิวัฒน์ฯ มาใช้ก่อน แล้วจึงทำเรื่องจัดซื้อย้อนหลัง ดังนั้นการอ้างเหตุผลที่ต้องจัดซื้อ 5 ครั้งแทนที่จะซื้อครั้งเดียวว่าเป็นการบริหารสต็อกตามความไม่แน่นอนในภาวะฉุกเฉิน จึงฟังไม่ขึ้น เพราะเมื่อจัดซื้อย้อนหลังก็ย่อทราบยอดที่แน่นอนอยู่แล้ว

ไผ่ ลิกค์ ปูด เมียคนขับรถพรรคผลไม้ไล่จดชื่อ กกต.ฝากตรวจสอบด่วน

ไผ่ ลิกค์ ปูด เมียคนขับรถพรรคผลไม้ไล่จดชื่อ กกต.ฝากตรวจสอบด่วน

ไผ่ ลิกค์ ปูด เมียคนขับรถพรรคผลไม้ไล่จดชื่อ กกต.ฝากตรวจสอบด่วน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ได้โพสต์เฟซบุ๊กสั้นๆ ว่า เมียคนขับรถพรรคผลไม้ไล่จดชื่อ กกต.ฝากตรวจสอบด่วน!!!!!

สุริยะใส กระตุกต่อมคิด! เลือกตั้งครั้งนี้ชี้ชะตาทิศทางประเทศ

สุริยะใส กระตุกต่อมคิด! เลือกตั้งครั้งนี้ชี้ชะตาทิศทางประเทศ

สุริยะใส กระตุกต่อมคิด! เลือกตั้งครั้งนี้ชี้ชะตาทิศทางประเทศ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า …การเลือกตั้งไม่ใช่ที่ระบายแค้น แต่คือที่ตัดสินอนาคตประเทศ…

การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่การชำระแค้นของใคร
ไม่ใช่การเอาคืนส่วนตัว ไม่ใช่การลงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่ใช่สนามอารมณ์ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่คือการตัดสินใจร่วมกันว่า ใครควรได้รับความไว้วางใจให้บริหารประเทศในช่วงเวลาที่เปาะบางและซับซ้อนที่สุดช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย

การตัดสินใจครั้งนี้ จึงไม่ควรถูกนำด้วยวาทกรรมปลุกเร้า
คำพูดที่แรง อาจสะใจในช่วงสั้น ๆ แต่ไม่เคยพาประเทศรอดในระยะยาว การเมืองที่ดีต้องอธิบายได้ด้วยเหตุผล ไม่ใช่แค่ปลุกอารมณ์ และนโยบายที่ดีต้องทำได้จริง ไม่ใช่เพียงพูดให้เชื่อหรือพูดให้ชนะกันในเวทีหาเสียง

เพราะนี่คือการเลือกตั้งที่ชี้ชะตาทิศทางประเทศ
โลกกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ความขัดแย้งของมหาอำนาจกำลังกดทับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ใช่เรื่องเล็ก และเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะไม่แน่นอน คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน และยืนอย่างมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่

ก่อนจะถามว่าเชียร์พรรคไหน ลองถามให้ลึกกว่านั้น
พรรคการเมืองนั้นเข้าใจโลกจริงหรือยัง มีจุดยืนต่อมหาอำนาจอย่างไร จัดการความขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสติหรือด้วยอารมณ์ และผู้นำที่เสนอมา มีวุฒิภาวะเพียงพอจะรับมือกับแรงกดดันรอบด้านหรือไม่

การเลือกตั้งครั้งนี้ เราควรถามให้ชัดว่า
เราต้องการพรรคการเมืองแบบไหน นายกรัฐมนตรีแบบไหน และรัฐบาลแบบไหน ที่จะไม่ทำให้ประเทศแตกแยกซ้ำซาก แต่สามารถรวมพลังคนต่างความคิด บริหารวิกฤตได้จริง และพาประเทศไปต่อในโลกที่ไม่รอใคร

สุดท้ายการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้เลือกจากความเกลียดใคร
แต่คือการเลือกด้วยเหตุผล วุฒิภาวะ และความรับผิดชอบร่วมกัน ว่าเราจะมอบอนาคตของประเทศไว้กับใคร และจะพาไทยไปต่ออย่างไรในวันที่โลกทั้งใบกำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและรุนแรง…

เท่าพิภพ ได้ไปต่อ! ศาลฎีกายกคำร้อง เปลี่ยนตัวผู้สมัคร ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่น

เท่าพิภพ ได้ไปต่อ! ศาลฎีกายกคำร้อง เปลี่ยนตัวผู้สมัคร ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่น

เท่าพิภพ ได้ไปต่อ! ศาลฎีกายกคำร้อง เปลี่ยนตัวผู้สมัคร ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่น

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

เท่าพิภพได้ไปต่อ! ศาลฎีกาฯ สั่งยกคำร้องทนายความขอให้ศาลมีคำสั่งปมพรรคปชน.เปลี่ยนตัวผู้สมัคร แทนบุญฤทธิ์ ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่น

วันที่ 30 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม   ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง   สนามหลวง. ศาลได้อ่านคำสั่งคดีเลือกตั้ง หมายเลขแดงที่ ลต.สสข.10/2569 ที่นายสุรชัย นิวาสพันธุ์ ทนายความยื่นคำร้อง กรณีที่นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตแบ่งเขตเลือกตั้ง เขตบางกอกน้อย พรรคประชาชน (ปชน.) ลาออกจากพรรค ก่อนทางพรรคจะส่งนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร อดีตสส.กทม. ลงสมัครรับเลือกตั้งสส.ในเขตดังกล่าวแทน

โดยผู้ร้องระบุว่า ผู้ร้องเป็นทนายความและประชาชน กรณีที่นายบุญฤทธิ์  ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)แบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคประชาชนลาออกจากพรรคแล้ว. ทางปชน.พรรคส่งนายเท่าพิภพ ลงสมัครรับเลือกตั้งแทน ทั้งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย ไม่มีสิทธิมาถอนการสมัครรับเลือกตั้ง หรือ เปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 87 และพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561มาตรา 52ผู้ร้องจึงขอให้มีศาลฎีกามีคําสั่งตามที่เห็นสมควร

ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจคําร้องและเอกสารประกอบคําร้องแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยโดยไม่จําต้องไต่สวนพยานหลักฐาน ให้งดการไต่สวน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคําร้องหรือไม่ เห็นว่า ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ให้ศาลฎีกามีอํานาจ วินิจฉัย 3 กรณี กล่าวคือ

กรณีผู้อํานวยการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกตั้ง ไม่รับสมัครหรือไม่ประกาศรายชื่อบุคคลใดเป็นผู้สมัคร บุคคลนั้นมีสิทธิยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาให้สั่งเพิ่มชื่อ ได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ไม่รับสมัคร หรือนับแต่วันที่ประกาศรายชื่อ ตามมาตรา 49

กรณีผู้มีสิทธิ เลือกตั้งหรือผู้สมัครผู้ใดยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ผู้มีชื่อในประกาศรายชื่อ ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคําวินิจฉัยให้ถอนการรับสมัคร ผู้นั้นมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ คําวินิจฉัยดังกล่าวต่อศาลฎีกาภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ถูกถอนการรับสมัคร ตามมาตรา 51 วรรคสองและกรณีก่อนวันเลือกตั้ง หากผู้อํานวยการการเลือกตั้งตรวจสอบพบว่า ผู้สมัครผู้ใดไม่มีสิทธิสมัครให้ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาให้สั่งถอนชื่อผู้นั้นออกจากประกาศรายชื่อผู้สมัคร ตามมาตรา 52

การที่ผู้ร้องยื่นคําร้องว่า กรณีที่นายบุญฤทธิ์ ซึ่งลาออกจากพรรคแล้วทางพรรคส่งนายเท่าพิภพ ลงสมัครรับเลือกตั้งแทน ทั้งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายไม่มีสิทธิถอนการสมัครรับเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนแปลงผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 87 และพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 52 นั้น ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้อํานาจศาลฎีกาวินิจฉัยดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีอํานาจยื่นคําร้องนี้ต่อศาลฎีกา จึงมีคําสั่งให้ยกคําร้อง

ยศชนัน มั่นใจรักษาแชมป์ภาคเหนือได้ ไม่กังวลผลโพล ชี้ของจริงให้ประชาชนตัดสิน

ยศชนัน มั่นใจรักษาแชมป์ภาคเหนือได้ ไม่กังวลผลโพล ชี้ของจริงให้ประชาชนตัดสิน

ยศชนัน มั่นใจรักษาแชมป์ภาคเหนือได้ ไม่กังวลผลโพล ชี้ของจริงให้ประชาชนตัดสิน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.34 น.

“ยศชนัน” มั่นใจรักษาแชมป์ภาคเหนือได้ ไม่กังวลผลโพล 7วันสุดท้ายจะเป็นของจริงให้ประชาชนตัดสิน พร้อมลุยอีสานใต้ แจงคลิปอังเคิลได้ไม่กระทบ

วันที่ 30 มกราคม 2569 ในการลงพื้นที่หาเสียงจ.เชียงใหม่  นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงผลโพลโค้งสุดท้ายว่า เรื่องโพลเป็นการใช้หลักทางวิทยาศาสตร์เพื่อการสุ่ม แน่นอนว่าถ้าโพลไหนที่เราได้คะแนนน้อย ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะได้เพิ่มขึ้นมาก แต่สิ่งที่เห็นคือเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งตรงนี้เราพอใจมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เราเคยได้คะแนนน้อย เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นมา 3% ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ในโพลที่มีผลกลับกัน คือในพื้นที่ที่เรามีคะแนนนิยมสูงมาก ก็ยิ่งทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ในขณะนี้มาถูกทาง และทุกโพลน่าจะปล่อยออกมาภายในวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็จะหมดแล้ว เหลือเวลาอีก 7 วัน จะเป็น 7 วันแห่งความจริงที่ทุกคนจะได้เห็นว่า เรามีเสียงสนับสนุนมากแค่ไหน จากภาพข่าวการลงพื้นที่ เสียงที่พี่น้องประชาชนสะท้อนขึ้นมา นั่นหมายถึงเสียงของคนไทยทั้งหมด

ต้องเรียนพ่อแม่พี่น้องทุกคน และผู้ที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยว่า เรามาถูกทางแล้ว และจะสานต่อการสื่อสารนโยบายให้พี่น้องประชาชน จากการลงพื้นที่ที่ประชาชนพูดคุยและอธิบายนโยบาย เราสามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน ซึ่งตรงนี้ถือเป็นมิติใหม่ทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวถามถึงโซนพื้นที่อีสานใต้ หรือพื้นที่ชายแดน ที่จะไปลงพื้นที่ มีความกังวลหรือไม่ จากช่วงหลังที่มีการพูดถึงคลิปอังเคิลอีกจะกระทบพรรคเพื่อไทยหรือไม่

นายยศชนัน กล่าวว่า เราได้สื่อสารกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนทุกคน และลงพื้นที่ตั้งแต่อีสานเหนือ และจะไปลงพื้นที่อีสานตอนกลางและตอนใต้ด้วย ซึ่งตรงนี้เราสามารถสื่อสารกับประชาชนได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เป็นข่าวกับการกระทำของเราไม่ได้ตรงกัน เราพยายามทำงานในเชิงนโยบาย ดูแลในเชิงพื้นที่ และดูแลปกป้องเรื่องของอธิปไตยต่าง ๆ

เมื่อได้ลงพื้นที่ พ่อแม่พี่น้องประชาชนก็เข้าใจ ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และในตอนนี้พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์

เมื่อถามว่า มีข้อมูลว่าหลายพรรคเริ่มเดินขอข้อมูลบัตรประชาชนของชาวบ้าน และ ป.ป.ช. และธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ออกมาให้ข้อมูลว่ามีการเบิกเงินธนบัตรใบละ 500 บาท และ 100 บาทผิดปกติ พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนหรือการเน้นย้ำเรื่องการซื้อเสียงอย่างไร

นายยศชนัน กล่าวว่า พรรคมีกลไกในการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และอยากให้ กกต. ช่วยเพิ่มความระมัดระวังในประเด็นดังกล่าว พรรคเพื่อไทยต่อต้านการซื้อเสียง เพราะเสียงของพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ประเทศสามารถก้าวไปข้างหน้าได้

นายยศชนัน ทิ้งท้ายว่า มีความมั่นใจมากว่าจะสามารถรักษาแชมป์ในภาคเหนือไว้ได้ วันนี้เราพร้อมจริง ๆ ทั้งผู้สมัครทุกคนที่ลงพื้นที่ส่งมอบนโยบายต่าง ๆ เพื่อประชาชน ยืนยันว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ และพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ดูแลพี่น้องประชาชนภาคเหนือมาอย่างยาวนาน ไม่เคยขาดตกบกพร่อง และทำมาโดยตลอด

หมายถึงใคร? วัน อยู่บำรุง ฟาดแรง บอก รวยได้ก็ร่วงได้ เตือนสติอย่าปากหมา ดูถูกคน

หมายถึงใคร?  วัน อยู่บำรุง ฟาดแรง บอก รวยได้ก็ร่วงได้ เตือนสติอย่าปากหมา ดูถูกคน

หมายถึงใคร? วัน อยู่บำรุง ฟาดแรง บอก รวยได้ก็ร่วงได้ เตือนสติอย่าปากหมา ดูถูกคน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.21 น.

วันที่ 30 มกราคม 2568 นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส. กทม. ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “วัน อยู่บำรุง” ระบุสั้นๆว่า “รวยได้ก็ร่วงได้ อย่าปากหมา อย่าดูถูกคน”

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย-กัญญาวีร์ นำทัพ รทสช. อาสาแก้ปัญหาชาวฝั่งธนฯ ชูปรับโครงสร้างพื้นฐาน-การจราจร-ลดค่าครองชีพ

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย-กัญญาวีร์ นำทัพ รทสช. อาสาแก้ปัญหาชาวฝั่งธนฯ ชูปรับโครงสร้างพื้นฐาน-การจราจร-ลดค่าครองชีพ

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย-กัญญาวีร์ นำทัพ รทสช. อาสาแก้ปัญหาชาวฝั่งธนฯ ชูปรับโครงสร้างพื้นฐาน-การจราจร-ลดค่าครองชีพ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

“ต๋อง ศิษย์ฉ่อย – กัญญาวีร์” นำทัพ รทสช. อาสาแก้ปัญหาชาวฝั่งธนฯ ชูปรับโครงสร้างพื้นฐาน-การจราจร-ลดค่าครองชีพ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายวัฒนา ภู่โอบอ้อม หรือ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ พร้อมด้วย นางสาวกัญญาวีร์ จารุสัมพันธ์กนก ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 32 (บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน และธนบุรี) เบอร์ 9 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าย่านฝั่งธนบุรี บริเวณตลาดวังหลังและวัดอรุณราชวราราม ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น

บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และแฟนคลับเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพร่วมกับ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” อย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนส่วนใหญ่ต่างกล่าวว่า ได้ติดตาม “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” มานานในฐานะนักกีฬาสนุกเกอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนไทย 

นางสาวกัญญาวีร์  ระบุว่า จากการลงพื้นที่ พบว่าปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะน้ำท่วมขังและทางเท้าชำรุดที่ส่งผลต่อการสัญจร ปัญหาการจราจรติดขัดในย่านชุมชนเก่า รวมถึงค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ

นางสาวกัญญาวีร์  ยังระบุอีกว่า ขณะนี้ได้รวบรวมทุกเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ และขออาสาเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันความตั้งใจเพื่อให้คุณภาพชีวิตของชาวฝั่งธนบุรีดีขึ้นกว่าเดิม

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นนายกฯ ส่งกฤษฎีกา ชี้ชัดเป็นอำนาจใครตรวจสอบ คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นนายกฯ ส่งกฤษฎีกา ชี้ชัดเป็นอำนาจใครตรวจสอบ คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.

ทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นนายกฯ ส่งกฤษฎีกา ชี้ชัดเป็นอำนาจใครตรวจสอบ คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

“ทนายบิ๊กโจ๊ก” ยื่น นายกฯ ช่วยส่งกฤษฎีกา ยืนยันความเห็น ปม คดีสินบนทองคำ ป.ป.ช. เป็นอำนาจใครตรวจสอบ ยัน  ไม่ใช่เรื่องการเมือง – ประวิงเวลา กม.ระบุชัด ตำรวจไม่มีอำนาจ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนัก ก.พ.หลังเก่า นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กรณีการสอบสวนคดีสินบนทองคำว่า ตนมายื่นเพื่อให้นายกฯขอความเห็นทางกฎหมายไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ส่งสำนวนคดีสินบนทองคำกลับคืนไปยังตำรวจ โดยระบุว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ พร้อมทั้งให้ใช้ช่องทางยื่นผ่านประธานรัฐสภา ขณะเดียวกัน ทางตำรวจพยายามที่จะหาเหตุ โดยทำหนังสือไปถึงสำนักงานอัยการและสภาทนายความเพื่อให้ช่วยแสดงความเห็น พยายามหาหน่วยงานมาวินิจฉัยเพื่อให้ได้คำตอบหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นไว้แล้วว่าท่านจะทำแบบนี้ไม่ได้ จึงไม่ได้ยื่นต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาใช่หรือไม่ ตนจึงขอให้นายกฯช่วยเป็นคนกลาง ส่งความเห็นไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกา

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง และไม่ใช่การประวิงเวลา แต่เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ชัด และมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ดังนั้น ในคดีดังกล่าว กฎหมายระบุว่าต้องเป็นช่องทางดำเนินคดีเฉพาะ ใครจะตีความให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ ชุดพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า หากคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความแล้วเห็นว่ามีเหตุ ก็ต้องไปตามเส้นทางศาลฎีกา เพื่อให้คนกลางที่มีความชอบธรรมพิจารณาเรื่องนี้ ดีกว่าให้คนที่ทำไม่ถูกต้องมาพิจารณา ซึ่งตนยืนยันว่า ความพยายามที่จะตีความช่องทางอื่นและแยกสำนวนนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้อำนาจนอกเหนือรัฐธรรมนูญ

นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า วันนี้ตนจึงเดินทางมาขอให้นายกฯ ช่วยเป็นคนกลางในการส่งความเห็นไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อที่จะเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคม และตนจะไปยื่นเรื่องต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติด้วย เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ตนหมายยื่น ย้ำว่าตนต้องการให้ทำตามกฎหมาย ไม่ใช่ตามอำเภอใจ คนผิดคือผิด ไม่มีวันกลายเป็นถูก 

คณะตรวจสอบ จี้ กกต. เรียก พรรคการเมือง แจง งบประชานิยม ใน 3 วัน

คณะตรวจสอบ จี้ กกต. เรียก พรรคการเมือง แจง งบประชานิยม ใน 3 วัน

คณะตรวจสอบ จี้ กกต. เรียก พรรคการเมือง แจง งบประชานิยม ใน 3 วัน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.34 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง  นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ นายสมชาย แสวงการ   นายนิติธร ล้ำเหลือ นายคมสัน โพธิ์คง ยื่นหนังสือร้องเรียน ต่อกกต. เพื่อให้ดำเนินการสอบกรณีนโยบายประชานิยมของพรรคการเมือง  โดยให้เวลา 3 วัน หากไม่ดำเนินการจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

โดยนายชาญชัย ระบุในหนังสือคำร้องตอนหนึ่งว่า จากการตรวจสอบและทราบจากการชูนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลายพรรคที่เป็นนโยบายประชานิยมพบว่ามีการแจ้งใช้เงินเพื่อทำนโยบายมาจากเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี แต่ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน และระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะใช้ทำนโยบบาย ว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไร หรือ ถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติมจะต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าใด อย่างไรบ้าง ซึ่งจากการพิจารณาตามแผนการคลังระยะปานกลาง ประจำปีงบประมาณ 2570 – 2573 จะเห็นว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ  (จีดีพี) ใกล้เต็มเพดานตามกฎหมาย 70% แล้ว แทบไม่มีวงเงินเหลือให้นำมาใช้ในการประชานิยมได้อีก

“นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยมโดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน  ทั้ง รายจ่ายภาครัฐ รายได้ของรัฐ  กระทบต่อหนี้สาธารณะ เพราะการดำเนินนโยบายต้องใช้งบประมาณจำนวนมากต่อเนื่อง ทำให้รัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังขาดดุลต่อเนื่องมาหลายปี หากไม่มีมาตรการควบคุมรายจ่าย และมาตรการเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง อาจกระทบกับความน่าเชื่อถือของประเทศโดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2570 อยู่ระดับที่69.36% เท่ากันเหลือไม่ถึง 1% ที่จะกู้ได้” นายชาญชัย ระบุ

นายชาญชัย ระบุอีกว่า นอกจากเงินในงบประมาณแล้ว นโยบายหาเสียงส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลัง ซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน  ตามมาตรา 28 แห่ง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 เช่น นโยบายที่เกี่ยวกับการลดหนี้  พักหนี้ และยกหนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการบริโภค หรือ นโยบายจ่ายเงินอุดหนุนแบบให้เปล่า หรือแจกเงิน นโยบายประกันรายได้ให้เกษตรกร และนโยบายสวัสดิการเฉพาะกลุ่ม ซึ่ง สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มาตรา 28 มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30.21% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี

“เป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต.ที่ต้องตรวจสอบระงับยับยั้ง หรือดำเนินการในสิ่งที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ปล่อยปะละเลยก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ตามความผิดฐานนั้นๆ  ดังนั้นขอให้ กกต. มีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา เพื่อยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน นับวันที่ท่านได้รับหนังสือฉบับนี้ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว ข้าพเจ้าจะใช้สิทธิในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญากับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป” นายชาญชัย ระบุ