ไทย โต้ เขมร ขี้ฟ้อง กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ไม่จริง พร้อมยึดกรอบ GBC เคร่งครัด

ไทย โต้ เขมร ขี้ฟ้อง กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ไม่จริง พร้อมยึดกรอบ GBC เคร่งครัด

ไทย โต้ เขมร ขี้ฟ้อง กล่าวหาไทยละเมิดหยุดยิง ไม่จริง พร้อมยึดกรอบ GBC เคร่งครัด

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.15 น.

ไทยโต้ข้อกล่าวหากัมพูชา ยืนยันไม่ละเมิดหยุดยิงชายแดน ชี้ ไทยไม่เคลื่อนกำลังเกินแนว พร้อมยึดกรอบ GBC เคร่งครัด 

เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2569 ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย – กัมพูชา ได้รับทราบรายงานจากฝ่ายกัมพูชาที่แจ้งต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) เกี่ยวกับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยได้กระทำการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในหลายพื้นที่ ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ในช่วงวันที่ 12 – 22 มกราคม 2569

ประเทศไทยขอยืนยันจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นและปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังทหารหรือเสริมกำลังใด ๆ เกินกว่าแนวการวางกำลัง (Troop Deployment Line) ตามที่ได้ตกลงไว้ร่วมกัน 

สำหรับประเด็นข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับ

  • การใช้โดรน
  • การติดตั้งสิ่งกีดขวางชั่วคราว
  • การเก็บกู้หรือทำลายวัตถุระเบิด
  • การปฏิบัติของกำลังพลในพื้นที่

ฝ่ายไทยขอชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปเพื่อการลาดตระเวนและการรักษาความปลอดภัยของประชาชนและกำลังพล ภายในพื้นที่แนวการวางกำลังของฝ่ายไทย มิได้เป็นการละเมิดอธิปไตยของฝ่ายใด และไม่ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน

ประเทศไทยเคารพบทบาทและอำนาจหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ในการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยขอย้ำถึงความสำคัญของการยึดถือความเข้าใจร่วมกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนตามถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว และขอให้ทุกฝ่ายใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยด้วยข้อมูลข้อเท็จจริง บนพื้นฐานของความโปร่งใส และความยับยั้งชั่งใจ เพื่อธำรงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งสันติภาพและเพื่อส่งเสริมเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างยั่งยืน

พรรคส้มกับปมร้อนประกันสังคม วางความเสี่ยงบนไหล่คนทำงาน

พรรคส้มกับปมร้อนประกันสังคม วางความเสี่ยงบนไหล่คนทำงาน

พรรคส้มกับปมร้อนประกันสังคม วางความเสี่ยงบนไหล่คนทำงาน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.52 น.

ประกันสังคมมีปัญหาจริง และคนทำงานจำนวนมากอยู่กับความรู้สึกนี้มานาน เงินถูกหักจากเงินเดือนทุกเดือนแบบไม่เคยพลาด แต่คำอธิบายกลับมาไม่สม่ำเสมอ การลงทุนหลายกรณีเดินหน้าไปโดยผู้ประกันตนไม่เคยรับรู้ล่วงหน้า สิทธิประโยชน์หลายด้านขยับช้า ทั้งที่เงินกองทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความไม่พอใจจึงสะสมอยู่กับแรงงานจำนวนมาก

ในทางโครงสร้าง ประกันสังคมไม่ได้ไร้กลไกกำกับ บอร์ดประกันสังคมประกอบด้วยตัวแทนสามฝ่าย คือ ภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง โดยฝ่ายลูกจ้างมาจากการเลือกตั้ง เป้าหมายคือถ่วงดุลอำนาจและดูแลเงินกองทุนมูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท แต่ในทางปฏิบัติ ระบบที่ซับซ้อน ตรวจสอบยาก และตัดสินใจช้า ทำให้ผู้ประกันตนจำนวนมากรู้สึกว่า ต่อให้มีตัวแทน เสียงของตัวเองก็ยังไม่เคยไปถึงจุดตัดสินใจจริง

ความคาใจแบบนี้เองที่ทำให้ประกันสังคมกลายเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางการเมือง เพราะมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 20 ล้านคน เป็นแรงงานที่ถูกหักเงินเหมือนกัน และตั้งคำถามคล้ายกันว่า ใครเป็นคนกำหนดทิศทางเงินที่พวกเขาจ่ายทุกเดือน

พรรคการเมืองหลายพรรคอาจพูดเรื่องแรงงานเป็นครั้งคราว แต่ พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” วางประกันสังคมเป็นแกนการเคลื่อนไหวอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2566 ผ่านทีมประกันสังคมก้าวหน้าและนโยบาย 14 ข้อ พร้อมส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง และสามารถชนะการเลือกตั้งเข้าไปมีบทบาทในฝ่ายลูกจ้างได้จริงตั้งแต่ช่วงนั้น

ชัยชนะในบอร์ดไม่ได้เป็นปัญหาในตัวมันเอง แต่ทำให้ประกันสังคมเปลี่ยนจากพื้นที่นโยบาย มาเป็นพื้นที่อำนาจ เพราะเมื่อฝ่ายลูกจ้างมาจากการเลือกตั้ง ใครจัดตั้งเครือข่ายได้ก่อน ก็ย่อมมีอิทธิพลต่อทิศทางการตัดสินใจมากกว่า จุดนี้เองที่ทำให้ประกันสังคมเริ่มถูกผูกโยงกับการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แกนข้อเสนอของพรรคส้ม คือการดึงประกันสังคมออกจากระบบราชการ ตั้งเป็นนิติบุคคล และส่งการบริหารงานประจำไปอยู่ในมือของ “เอกชนมืออาชีพ” คำนี้ถูกพูดซ้ำราวกับเป็นคำตอบสำเร็จรูป ทั้งที่ไม่มีใครบอกได้ว่า เอกชนกลุ่มนั้นคือใคร ใครเป็นคนเลือก และต้องรับผิดกับใคร

เงินออมบังคับของแรงงานหลายสิบล้านคน กำลังถูกเสนอให้ย้ายไปอยู่ในมือของกลุ่มคนที่ไม่มีตัวตนชัด ไม่มีหลักประกัน และไม่มีความรับผิดทางการเมืองรองรับ

สำหรับผู้ประกันตนไทย คำว่าเอกชนมืออาชีพจึงไม่สร้างความมั่นใจ แต่กลับเพิ่มคำถามว่า หากตัดสินใจพลาด ใครจะเป็นคนรับผิดจริง

เมื่อโครงสร้างถูกเปลี่ยน ประเด็นเงินสมทบก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐจะยังจ่ายเงินสมทบหรือไม่ หากยังจ่าย จะกำกับผ่านกลไกใด แต่หากรัฐลดหรือหยุดจ่าย ภาระจะถูกโยกไปให้แรงงานและนายจ้างเพิ่มขึ้นแค่ไหน เรื่องนี้ยังไม่มีคำอธิบายที่ทำให้ผู้จ่ายเงินสบายใจ

ระบบประกันสังคมตั้งอยู่บนหลักสมทบสามฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถอย สมดุลทั้งระบบย่อมเปลี่ยนทันที และคนที่รับแรงกระแทกก่อนใคร คือผู้ใช้แรงงานที่ถูกหักเงินทุกเดือนโดยไม่มีทางเลือก

ข้อเสนอขยายวาระบอร์ดจาก 2 ปี เป็น 4 ปี ยิ่งตอกย้ำความกังขา เพราะแทนที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลับเลือกขยายเวลาถืออำนาจ ในขณะที่ระบบใหม่ยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเอง

จุดที่กระแทกความรู้สึกผู้ประกันตนไทยแรงที่สุด อยู่ที่นโยบายข้อ 14 ข้อเสนอนี้เปิดให้แรงงานข้ามชาติมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ด และมีสิทธิสมัครเข้าไปเป็นบอร์ดประกันสังคม เท่ากับขยายอำนาจการตัดสินใจไปถึงคนข้ามชาติในระบบที่เงินกองทุนเกิดจากแรงงานในประเทศเป็นหลัก

การตั้งคำถามต่อข้อเสนอนี้ไม่ได้เป็นการปฏิเสธสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการพูดถึงขอบเขตของอำนาจในระบบประกันสังคม สำหรับผู้ประกันตนไทยจำนวนมาก ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับชีวิตแรงงานของประเทศนี้ก่อน เมื่ออำนาจกำหนดทิศทางถูกเปิดออกไปกว้าง โดยไม่มีเส้นแบ่งที่ชัด ความรู้สึกว่าความเป็นเจ้าของกำลังถูกลดทอนย่อมเกิดขึ้น

แนวคิดและขบวนการรื้อโครงสร้างประกันสังคมไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน แต่ถูกคิดและวางไว้ล่วงหน้ามานาน ก่อนจะถูกหยิบขึ้นมาโหมประโคมอีกครั้งในช่วงใกล้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จังหวะที่กระแสของพรรคส้มลดระดับลงพอดี ประกันสังคมซึ่งมีผู้ประกันตนมากกว่า 20 ล้านคน จึงถูกดันขึ้นมาเป็นประเด็นหลัก เพราะเป็นฐานขนาดใหญ่ที่แปลงเป็นคะแนนเสียงได้เร็วที่สุด

เมื่อมองย้อนจังหวะการเมือง คำถามยิ่งชัด พรรคส้มไม่ได้ขาดโอกาส ในช่วงจัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมา พรรคนี้เคยยกมือสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี เส้นทางการเข้าร่วมรัฐบาลและเข้าไปจัดการปัญหาแรงงานจากภายในมีอยู่ตรงหน้า แต่พรรคเลือกยืนเป็นฝ่ายค้าน แล้วใช้ประกันสังคมเป็นเวทีโจมตีจากภายนอก

การเมืองในลักษณะนี้พูดได้แรง ใช้ต้นทุนน้อย แต่ความเสี่ยงถูกผลักไปให้แรงงานทั้งระบบ

ประกันสังคมไม่ใช่เวทีให้พรรคส้มทดลองความคิด ไม่ใช่พื้นที่ฟื้นกระแส และไม่ใช่เครื่องมือหาคะแนนจากความคาใจของผู้ใช้แรงงาน เงินกองทุนนี้คือเงินที่คนทำงานถูกหักทุกเดือน ไม่ใช่หมากบนกระดานการเมืองของใคร

การหยิบปัญหาที่สะสมมานานมาขยายเสียง แล้วขายชุดแนวคิดรื้อโครงสร้างทั้งระบบโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเอง คือการเมืองที่ใช้แรงงานเป็นเชื้อไฟ พรรคส้มได้พื้นที่ ได้กระแส และหวังคะแนนจากผู้ประกันตนหลายสิบล้านคน โดยไม่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ในระยะยาว

หากความคิดนั้นพลาด คนที่เสียหายไม่ใช่พรรค ไม่ใช่แกนนำ และไม่ใช่ผู้เสนอแนวคิด แต่คือแรงงานทั้งระบบที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์จริง ประกันสังคมไม่ควรถูกนำไปเดิมพันทางการเมือง เพราะมันคือชีวิตของคนทำงาน ไม่ใช่เครื่องมือหาเสียง.

อ.เจษฎ์ รำดาบบวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ชัยวุฒิ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ

อ.เจษฎ์ รำดาบบวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ชัยวุฒิ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ

อ.เจษฎ์ รำดาบบวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน ชัยวุฒิ เตือนใจ ปลุกความรักชาติ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

“เจษฎ์” รำดาบบวงสรวงดวงวิญญาณชาวบ้านบางระจัน “ชัยวุฒิ” เตือนใจ ปลุกความรักชาติ

วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. ที่จ.สิงห์บุรี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมพรรครักชาติ เข้าร่วมพิธีบวงสรวงดวงวิญญาณวีรชนค่ายบางระจัน ประจำปี 2569 ณ ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น บริเวณสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ จังหวัดสิงห์บุรี เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าในอดีต

ซึ่งภายในงานเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 07.30 น. ด้วยการตั้งริ้วขบวนอัญเชิญอย่างสมเกียรติจากบริเวณอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน มุ่งหน้าสู่ลานธรรมวัดโพธิ์เก้าต้น โดย
นายวราดิศร อ่อนนุช ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีฯ พร้อมนำผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะพรรครักชาติ ร่วมประกอบพิธีจุดธูปเทียนบูชา ปิดทอง และถวายพวงมาลัยสักการะหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ ณ วิหารหลวงปู่พระอาจารย์ธรรมโชติ (วิหารอิฐแดง)

ต่อมาในเวลา 09.09 น. นายเจษฎ์ โทณะวณิก ได้ทำการ ก้มกราบ พื้นดิน ตั้งจิต ระลึกถึง วิญญาณของวีรชนบ้านบางระจัน ก่อนเริ่มการรำดาบถวาย ต่อวีรชน ซึ่งการรำดาบ ที่ นายเจษฎ์ ใช้เป็นท่าการรำในการรบกวนออกอาวุธ ที่เริ่มต้นด้วยการ กราบครูบาอาจารย์ ต่อด้วยการกราบนมัสการเทพเทวดาทั้ง 10 ทิศ  เทพสี่หน้า และกระบวนเตรียมศาสตราวุธ กระบวนรบลุยตะลุมบอน ศิลปะแม่ไม้ และลูกไม้มือเปล่า กระบวนท่าคุมเชิงรบ กราบไหว้ ฟ้าดิน เป็นการจบกระบวนการรบ 

จากนั้นได้เข้าสู่ช่วงพิธีการบวงสรวง  โดยนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ได้จุดเทียนมงคล พร้อม ขอขมากรรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความศรัทธาและความสงบ ซึ่งคณะพรรครักชาติได้เข้าร่วมในพิธีจุดบายศรีสักการะหลวงปู่ธรรมโชติและวีรชนค่ายบางระจัน เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ พร้อมกันนี้ยังมีการจุดเทียน โดยประชาชนชาวบางระจัน  เพื่อสักการะ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์ ในวัดโพธิ์เก้าต้นด้วย

ทั้งนี้ พระครูวิชิต พุทธิคุณ หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้มอบ ผ้าประเจียดซึ่งเป็นจีวรของท่าน และเป็นรุ่นเดียวกับที่ปลุกเสกให้แม่ทัพกุ้ง และทหารชายแดนที่ไปรบสงครามไทยกัมพูชา ด้วย  พร้อมกับ หลวงพ่ออาวุธ เจ้าอาวาสวัดโพธิ์เก้าต้น ได้ฝาก ให้นายชัยวุฒิ และอาจารย์เจษฎ์ ปลูกฝังความรักชาติ รักแผ่นดินนให้กับ เด็กรุ่นใหม่ และะปลุกความสามัคคี ให้กับคนในชาติ และชื่นชม อาจารย์เจษฎ์ ที่รำดาบถวาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในการอนุรักษ์สืบสานศิลปะไทย ไว้ให้คนรุ่นหลัง และการรำดาบก็ไม่ได้ง่าย ทุกวันนี้ก็เหลือคนที่จะรักษาศิลปะนี้น้อยแล้ว โดยคนส่วนใหญ่ลืมไปว่า ดาบคืออาวุธที่เราใช้สู้ข้าศึกก่อนที่จะมาเป็นแผ่นดินไทย ประเทศไทย

สำหรับพิธีการบวงสรวงเพื่อรำลึกถึงวีรชนชาวบ้านบางระจัน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการจัดงานทางบ้านบางระจันจะมีการเชิญญาณจากสะตือ 4 ต้น เพื่อหาฤกษ์ยามในการจัด เป็นการระลึกถึงความเสียสละที่ชาวบ้านบางระจันได้ต่อสู้กับพม่า เสียสละชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน พร้อมกันนั้นยัง เป็นการรำลึกถึงดวงวิญญาณที่ต่อสู้ในทุกสมรภูมิรบ และอุทิศบุญกุศล เพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติ

นายชัยวุฒิ เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมพิธีฯ ว่า การปกป้องผืนแผ่นดินไทยไม่ใช่หน้าที่ของทหารเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน การที่พรรครักชาติลงพื้นที่มายังอนุสาวรีย์วีรชนชาวบ้านบางระจัน เพราะบรรพชนเคยเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย

“การปกป้องแผ่นดินไทย ไม่ใช่หน้าที่ของทหารนะครับ แต่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน วันนี้เรามาอยู่ที่อนุสาวรีย์วีรชนชาวบ้านบางระจันครับ เป็นบรรพชนที่ต่อสู้ เสียสละเนื้อหนังและชีวิต เพื่อปกป้องแผ่นดินไทย”

นายชัยวุฒิ กล่าวด้วยว่า วันนี้บริบทอาจจะเปลี่ยนไป เราคงไม่ได้สู้รบเหมือนในอดีต แต่วันนี้โลกเรายังมีสงคราม มีปัญหาความมั่นคงทั่วทุกภูมิภาค และทั่วทั้งโลก คนไทยต้องรักกันสามัคคีกัน อย่ายอมให้ใครมายุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกในประเทศ เราต้องรักกัน ทุกคนต้องทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทยตามแต่ละบทบาทของตนเอง เช่นเดียวกับชาวบ้านบางระจันในอดีต ที่พวกเขาไม่ใช่ทหาร แต่เป็นประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย “วันนี้เราต้องทำอย่างนั้นเช่นกันครับ”

อภิสิทธิ์ ปลื้มชาวคลองท่อมต้อนรับอบอุ่น อวยพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ

อภิสิทธิ์ ปลื้มชาวคลองท่อมต้อนรับอบอุ่น อวยพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ

อภิสิทธิ์ ปลื้มชาวคลองท่อมต้อนรับอบอุ่น อวยพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.36 น.

“อภิสิทธิ์” ล่องใต้พบชาวคลองท่อมกระบี่ ชาวบ้านต้อนรับอบอุ่นอวยพรให้ได้กลับมาเป็นนายกฯ

วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ตลาดสดคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค และคณะแกนนำ เดินทางพบปะพี่น้องประชาชน ความผูกพันที่เหนียวแน่น ซึ่งทันทีที่คณะเดินทางมาถึง บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สะท้อนถึงความผูกพันอันยาวนานระหว่างคนในพื้นที่และพรรคประชาธิปัตย์ 

โดยนายอภิสิทธิ์ ได้เดินทักทายพร้อมรับฟังปัญหาปากท้องและข้อเสนอแนะจากชาวกระบี่อย่างใกล้ชิด เสียงเชียร์สนั่นตลาด “สาธุ…ขอให้เป็นนายกฯ”

นอกจากนี้ยังมีคุณยายอาวุโสท่านหนึ่ง ที่มารอรับคณะด้วยความตั้งใจ จับมือนายอภิสิทธิ์ พร้อมกล่าวอวยพรว่า “ขอให้ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะ” คำอวยพรดังกล่าวเรียกเสียงฮือฮาและเสียงเชียร์ “สาธุ” ดังสนั่นจากผู้คนโดยรอบที่ร่วมส่งกำลังใจสนับสนุน 

ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวขอบคุณพร้อมรอยยิ้ม ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อสร้างการเมืองที่สุจริตและสร้างสรรค์ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวภาคใต้และคนไทยทั้งประเทศ

‘เท้ง-ธนาธร’ นำเปิดคาราวาน 8 สาย 77 จังหวัด ปลุกเลือกส้ม 2 ใบ

'เท้ง-ธนาธร' นำเปิดคาราวาน 8 สาย 77 จังหวัด ปลุกเลือกส้ม 2 ใบ

‘เท้ง-ธนาธร’ นำเปิดคาราวาน 8 สาย 77 จังหวัด ปลุกเลือกส้ม 2 ใบ

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.31 น.

“เท้ง” นำเปิดคาราวาน 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ – ลั่นไม่ประมาทคะแนนโพลนำ – ชวนประชาชนถ้าเห็นด้วยต้องกาให้ 2 ใบ แบ่งครึ่งใจเหมือนปี 66 ไม่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้

วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 07.30 น. ที่ลานกินซ่า อ.รังสิต จ.ปทุมธานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาชน  ปล่อยคาราวานรถแห่เลือกอนาคต 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ และให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า หากเราดูการเลือกตั้งที่ผ่าน ๆมา การลงคะแนนแบบแบ่งเขตใช้คะแนนเสียงประมาณ 3-4 หมื่นคะแนนก็สามารถชนะเลือกตั้งได้ สส. 1 คน หากเป็นแบบบัญชีรายชื่ออาจจะต้องใช้คะแนนเสียงถึง 3-4 แสนคะแนนต่อ สส. 1 คน เท่ากับว่า สส.แบบแบ่งเขตมีน้ำหนักมากกว่าบัญชีรายชื่อถึง 10 เท่า เพราะฉะนั้นใครที่เห็นด้วยกับนโยบายของอดีตพรรคก้าวไกลและแบ่งครึ่งใจกาบัญชีรายชื่อแค่ 1 ใบ อาจจะไม่เพียงพอในการตั้งรัฐบาลประชาชน ดังนั้น เราจึงแบ่งคาราวานรถแห่ 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบอกกับประชาชนว่าถ้าเห็นด้วยกับพรรคประชาชน ต้องกาให้พรรคประชาชนทั้ง 2 ใบ ไม่เช่นนั้นจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้

“มองไปในมุมบวก แต่อย่างไรก็ตาม ทุกวินาทีก่อนเข้าคูหาเราไม่ประมาท  ผลโพลความนิยมนำ  ผมเชื่อว่าทุกคะแนนเสียงมีความหมายในทุกเขต ตอนนี้โจทย์ของเราคือต้องมี สส.ให้มากที่สุด ทุกเก้าอี้ในสภาหมายถึงความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในการตั้งรัฐบาล” หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

ทางด้าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กล่าวบนรถแห่ก่อนออกเดินทาง ว่า รถคาราวานสาย “ลูกน้ำเค็ม” มีแผนการเดินทางไปหาเสียงในเส้นทางภาคตะวันออก ซึ่งจะเดินทางผ่านทั้งสิ้น 47 เขต โดยทางพรรคประชาชนมุ่งหวังว่าจะสามารถรักษาเขตเดิมได้ครบทุกเขต และเพิ่มเติมเขตใหม่ให้ได้มากที่สุด

โดยกำหนดการของเส้นทางรถแห่ 8 สาย 77 จังหวัดทั่วประเทศ สามารถติดตามรายละเอียดกำหนดการทั้งหมด และติดตามพิกัดขบวนรถแห่คาราวานแบบเรียลไทม์ได้ที่ https://election69.peoplesparty.or.th/ 

ดร สามารถ แฉยับ สายสีส้มเปิดช้า ทำประเทศเจ๊งยับ 1 7 แสนล้าน

ดร สามารถ แฉยับ สายสีส้มเปิดช้า ทำประเทศเจ๊งยับ 1 7 แสนล้าน

ดร สามารถ แฉยับ สายสีส้มเปิดช้า ทำประเทศเจ๊งยับ 1 7 แสนล้าน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

วันนี้ 28 มกราคม พ.ศ. 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความพร้อมภาพร่ายยาวเกี่ยวกับรถไฟฟ้าสีส้มสร้างเสร็จ แต่เปิดไม่ได้ โดยมีข้อความทั้งหมด ว่า “รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก สร้างเสร็จ 3 ปี “ถึงวันนี้… ยังได้แค่มอง” รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ช่วงศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร งานโยธาสร้างเสร็จตั้งแต่กลางปี 2566 แต่ถึงวันนี้… ยังเปิดไม่ได้ผ่านมาเกือบ 3 ปีเต็ม สิ่งที่ประชาชนทำได้คือ ยืนมองสถานี และเดินทางฝ่ารถติดเหมือนเดิม การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตั้งเป้าเปิดใช้ในปี 2571 แปลว่า ต้องรออีก 2 ปี รอมาแล้ว… ก็ต้อง “ทนรอต่อไป”

1. สร้างเสร็จแล้ว แต่ทำไมยังเปิดไม่ได้? คำตอบไม่ซับซ้อน เพราะ รฟม.เลือกหาผู้เดินรถโดยการผูกช่วงตะวันออกเข้ากับช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมฯ) ระยะทาง 13.4 กิโลเมตร โดยการประมูลหาเอกชนให้ก่อสร้างช่วงตะวันตกและเดินรถทั้ง 2 ช่วง

สามารถ ราชพลสิทธิ์

แต่การประมูลดังกล่าวเกิดปัญหาซับซ้อน (ซึ่งผมเคยเขียนถึงแล้วหลายครั้ง) ผลคือ ช่วงตะวันออกงานโยธาสร้างเสร็จ 100% ช่วงตะวันตกเพิ่งคืบหน้า 22.3% ทั้งที่ความจริงแล้ว หากแยกประมูลผู้เดินรถเฉพาะช่วงตะวันออก วันนี้ประชาชนคงได้นั่งรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกแล้ว ระยะทาง 22.5 กิโลเมตร ยาวพอ และมีเส้นทางผ่านพื้นที่สำคัญหลายแห่ง คาดว่าจะมีผู้โดยสารแน่น เอกชนสนใจแน่นอน เพราะไม่ใช่โครงการที่เสี่ยงขาดทุน แต่น่าเสียดาย… โอกาสนั้นถูกปล่อยให้ผ่านไป

2. เปิดช้า… ประเทศเสียหายปีละ 4.3 หมื่นล้าน ประเด็นนี้ ไม่ได้เขียนเพื่อโทษใคร แต่อยากให้เป็นบทเรียนราคาแพง เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำกับโครงการอื่นในอนาคต รฟม.ประเมินความเสียหายจากการเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกล่าช้า พบว่า ประเทศมีความเสียหายสูงถึง 4.3 หมื่นล้านบาทต่อปี จาก 3 ส่วนหลัก

สามารถ ราชพลสิทธิ์

1) ค่าดูแลโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้ว 495 ล้านบาท/ปี สถานียกระดับ 7 สถานี 103 ล้านบาท/ปี สถานีใต้ดิน 10 สถานี 392 ล้านบาท/ปี สร้างเสร็จแล้ว แต่ต้องจ่ายเงินดูแลโดยที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้

2) ค่าเสียโอกาสจากค่าโดยสาร 1,764 ล้านบาท/ปี รายได้ที่ควรเกิด… แต่หายไปเพราะยังไม่เปิดใช้

3) ค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ 40,644 ล้านบาท/ปี จากการประหยัดเวลาการเดินทาง ลดค่าใช้จ่ายด้านยานพาหนะ และลดมลพิษ เดิมที รถไฟฟ้าสายนี้ รฟม.มีแผนจะเปิดในเดือนมีนาคม 2567 แต่แผนใหม่คือ เร็วสุดปี 2571 ล่าช้าไป 4 ปี รวมความเสียหายกว่า 1.7 แสนล้านบาท ผมไม่ขอถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ แต่อยากให้ทุกฝ่ายจำตัวเลขนี้ให้ขึ้นใจ

3. รถไฟฟ้ากรุงเทพฯ “เราอยู่ตรงไหนของแผนแม่บท?” ปัจจุบันรถไฟฟ้าที่เปิดใช้แล้ว 279.84 กิโลเมตร จากแผนแม่บททั้งหมด 553.41 กิโลเมตร คิดเป็น 50.6% หากเปิดสายสีส้มตะวันออกได้ในปี 2571 ระยะทางจะเพิ่มเป็น 302.34 กิโลเมตร (54.6%) หากเปิดสายสีส้มตะวันตกในเดือนกรกฎาคม 2573 เพิ่มเป็น 315.74 กิโลเมตร (57.1%) และหากเปิดสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ ในเดือนมีนาคม 2573 รวมเป็น 339.34 กิโลเมตร (61.3%) ทั้งสายสีส้มตะวันตก และสายสีม่วงใต้จะเป็นรถไฟฟ้าที่ลอดใต้แม่น้ำเจ้าพระยา ต่อจากสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-หลักสอง ที่เปิดให้บริการไปแล้วในปี 2562 โครงข่ายกำลังจะสมบูรณ์ขึ้น แต่คำถามคือ… เราจะได้ใช้ “รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกที่สร้างเสร็จแล้ว” ในปี 2571 จริงหรือไม่?

สามารถ ราชพลสิทธิ์

4. บทเรียนจากรถไฟฟ้าที่ประชาชนยังไม่ได้ใช้ รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออก ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค ไม่ใช่ขาดเงิน ไม่ใช่ขาดผู้โดยสาร แต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจเชิงนโยบายและโครงสร้างการประมูล การเปิดใช้ล่าช้า ไม่ได้แค่ทำให้ประชาชนเสียเวลา แต่ทำให้ประเทศเสียเงิน เสียโอกาส และเสียความเชื่อมั่นถ้าไม่เรียนรู้จากความผิดพลาดครั้งนี้ รถไฟฟ้าสายต่อไป… อาจไม่ได้ช้าแค่ “4 ปี”

หมายเหตุ: ข้อสงสัยดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นข้อกังขาที่ผมและประชาชนทุกคนชอบที่จะต้องขอคำชี้แจงให้สิ้นสงสัยจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งนี้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ด้วยเจตนาที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยปราศจากข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้นเท่านั้นเอง”

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันหลากหลายกับโพสต์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ที่มีต่อสรไฟฟ้าสีส้ม เช่น

“ซื้อความโปร่งใส ความเป็นธรรมให้เอกชนผู้ประมูลครับ มีราคาที่ต้องจ่าย”

“รอส้มตะวันตก”

“เดี๋ยวปีหน้า ก็เริ่มเปิดบริการ แล้วครับลุง”

“ไม่รู้สามปีที่ผ่านมาต้องเสียค่าบำรุงรักษาระบบไปเท่าไหร่แล้วนะครับ สงสารประเทศไทยจัง”

“บริหารงานผิดพลาดต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เงียบเฉย”

“เขาเล่ากันมาว่า ” วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม ไม่เคยทำปัญหา 1 + 1 = 2 เสมอ แต่รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ มักจะทำให้ 1 + 1 เป็น 6 7 8 …….. ไม่รู้จบ “……………….. ” ลดนักการเมือง ลดนิติฯ ลดรัฐฯ ลงครึ่งนึ่งหรือน้อยกว่า แล้วเพิ่ม วิทยาศาสตร์ วิศวกรรม เป็น 80 – 100 % ประเทศจะพัฒนาก้าวกระโดด “

“วางกฎไม่ให้ชัดต้องเชื่อมทั้งสองด้าน คิดมาได้ โครงแบบนี้ก็มีด้วย”

สามารถ ราชพลสิทธิ์
สามารถ ราชพลสิทธิ์
สามารถ ราชพลสิทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte

เลขาฯสมช.แจงปมฟ้องฮุนเซน-ฮุนมาเนต ชี้ประชาชนเป็นเจ้าทุกข์-ยันมีสิทธิชอบธรรม

เลขาฯสมช.แจงปมฟ้องฮุนเซน-ฮุนมาเนต ชี้ประชาชนเป็นเจ้าทุกข์-ยันมีสิทธิชอบธรรม

เลขาฯสมช.แจงปมฟ้องฮุนเซน-ฮุนมาเนต ชี้ประชาชนเป็นเจ้าทุกข์-ยันมีสิทธิชอบธรรม

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.56 น.

เลขาธิการสมช.แจง ประชาชน พร้อมหน่วยรัฐที่เสียหาย เป็นผู้ฟ้อง “ฮุนเซน-ฮุนมาเนต” ยันเป็นสิทธิชอบธรรม

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้สัมภาษณ์กับแนวหน้าออนไลน์กรณีฟ้องร้องฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา พร้อมด้วยสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในฐานะผู้สั่งการในเหตุปะทะชายแดน ทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดนและต่อหน่วยราชการที่ได้รับความหายว่า จริงๆแล้วไม่ใช่ตนหรือสมช.เป็นผู้ฟ้อง แต่เป็นเป็นเรื่องของประชาชนที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความดำเนินคดี และมีอัยการทำสำนวนฟ้อง

“เพียงแต่เรื่องนี้เป็นมติสภาความมั่นคงแห่งชาติให้ประชาชนดำเนินการ ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับความเสียหายเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมายไทย การฟ้องร้องดังกล่าวเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนไทยภายใต้กฎหมายไทย เพื่อชดเชยและเยียวยาความเสียหาย ในชีวิตและทรัพย์สินจากสงครามที่เกิดขึ้น”เลขาธิการ สมช.กล่าว

เอกสิทธิ์ลั่นทำได้ล้านเปอร์เซ็นต์! ปักธงสีลม’ปวงชนไทย’ ชูสูตรเด็ดล้างหนี้-ชุบชีวิต SME

เอกสิทธิ์ลั่นทำได้ล้านเปอร์เซ็นต์! ปักธงสีลม'ปวงชนไทย' ชูสูตรเด็ดล้างหนี้-ชุบชีวิต SME

เอกสิทธิ์ลั่นทำได้ล้านเปอร์เซ็นต์! ปักธงสีลม’ปวงชนไทย’ ชูสูตรเด็ดล้างหนี้-ชุบชีวิต SME

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.48 น.

“พรรคปวงชนไทย“ พบ ชาวสีลม “หน.เอกสิทธิ์“ นำทัพ ผู้สมัครกทม. ชู นโยบายอัพเลเวลเศรษฐกิจ-อวสานหนี้-บัตรทองน้องหมาแมว-อัพสกิลAIอัพรายได้ทันที มั่นใจ ทำได้ล้านเปอร์เซ็นต์

30 ม.ค.69 ที่ลานพาร์คสีลม  นายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุล หัวหน้าพรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 และผู้สมัครสส.แบบบัญชีรายชื่อ นำทัพ รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อและผู้สมัคร สส.กทม. เปิดเวทีพบปะพูดคุยประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่ผ่านมา เพื่อรับฟังความคิดเห็นและร่วมสื่อสารนโยบายสำคัญของพรรค อาทิ นโยบายอัพสกิล อัพรายได้ทันที /เปลี่ยนหนี้เป็นคนหมุนSME อวสานวงจรหนี้/ บัตรทองเพื่อน้องหมาแมว ค่ารักษาพยาบาลลด 50% จัดคลินิกสัตวแพทย์ชุมชน ลดภาระผู้เลี้ยงสัตว์ พร้อมจัดฉีดวัคซีนและทำหมันฟรี /นโยบายเรียน AI ไม่จำกัดสร้างทักษะใหม่ที่ไทยต้องการ/ท่องเที่ยวไทยไม่มีวันตาย Wellness และ Longevity รวมถึงนโยบายรับมือภัยพิบัติ /ดูแลผู้สูงวัยเปลี่ยนภาระเป็นพลัง 

หัวหน้าพรรคปวงชนไทย กล่าวว่า คนไทยควรมีส่วนในการกำหนดอนาคตประเทศไทย วันนี้ปัญหามีจำนวนมากทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาประชาชนมีรายได้ไม่พอใช้ ค่าแรงไม่เพียงพอ ตนเป็นนักธุรกิจไม่ใช่นักการเมืองที่มาหาผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาได้สร้างงานกว่า 100,000 อัตราในนิคมอุตสาหกรรมสยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์คและอีกหลายเขตประกอบการ ปัจจุบันเป็นประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย เข้าใจหัวอกแรงงานที่เป็นลูกจ้าง เข้าใจนายจ้าง และผู้ประกอบการเป็นอย่างดี เราตั้งใจจะเข้ามายกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาความเป็นอยู่รายได้ให้ดียิ่งขึ้น จะสร้างรายได้และเพิ่มค่าจ้างตามความสามารถซึ่งจะสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ รวมถึงปัญหาความเสี่ยงจาก โครงการก่อสร้างเมกะโปรเจคบนถนนเพราะมีความไม่ปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนที่เดินทางสัญจรไปมา เช่นเหตุเครนถล่ม ถนนยุบ วันนี้พรรคปวงชนไทย มีนโยบายประกันอุบัติเหตุให้คนไทยตั้งแต่แรกเกิด

“ที่ผ่านมาเลือกพรรคเดิมก็ได้แบบเดิม วันนี้ถึงเวลาแล้ว ขอคนไทยให้โอกาสตัวเองเลือกพรรคใหม่พรรคปวงชนไทย หมายเลข 23 มาแก้ปัญหาให้กับประเทศและพี่น้องประชาชนมั่นใจ ทำได้ทันที ทำเป็น ล้านเปอร์เซ็น” นายเอกสิทธิ์ ย้ำ

ทั้งนี้ ผู้สมัครสส.กทม.พรรคปวงชนไทย 24 เขต มีเขต 1 ดร.วีรยุทธ ประกอบการ  หมายเลข 10/ เขต 2 : นางสาววรสิริ  สุพานิชวรภาชน์ (แพตตี้) หมายเลข 1 /เขต 4 : นายอิทธิพัทธ์ โศภวัฒนาสิริ หมายเลข 7/ เขต 5 :นางสาวเฌอมินทร์ สถิตโอฬารโรจน์ หมายเลข 14 /เขต 6:นางสาวจงชนก พัชรประภากร หมายเลข16 / เขต 8 :นางสาววีริสา ช่วงยรรยง หมายเลข 2 /เขต 12 พุฒิพัฒน์ ธีรสกุลสิทธิ์ (เอ็ด)  หมายเลข 10/ เขต 13 :นายธัญญะ เมษประสาท(ออม) หมายเลข 6/เขต 14 : นางสาวชนิดาภา สนิมทอง  หมายเลข 12/เขต 15 :ดร.กรกฤษณ์  วงศ์คุณหยก (ดร.ออมสิน) หมายเลข 2/เขต 16: ว่าที่ร.ต.รัชภูมิ ใบเรือ หมายเลข 15 /เขต 17 :นาย สุวโรจน์ กิจสมศักดิ์ หมายเลข 13/เขต18: นายณรงค์ชัย อิสริยไชย หมายเลข 14 /เขต 19 :นายศรศักดิ์ สวนแก้ว (ศร) หมายเลข  7/เขต 20 :นางเขมจิรา พชรจรวยพร หมายเลข 4/เขต 21 :นายเกรียงไกร สาลีผล (แพท)  หมายเลข 13/เขต 22 :นายอธิป เพศยนาวิน (บอย)  หมายเลข 2 เขต 23 ดร.พนิต นะวิโรจน์(หมิง) หมายเลข 2/เขต24ร.ต.อ.จักรกฤช ปิ่นกร หมายเลข 3 /เขต26นางสดใส โอมหานนท์ หมายเลข2/เขต 27 นายกิตติคุณ เตชะพกาพงษ์หมายเลข 6/เขต 28 นาย ไพฑูรย์ ลิขิตบรรจง/ เขต 29 :ดร.ธนพล ศรีสุด หมายเลข 15 /เขต 30 นายกิตติพัทธ์ เตชะพกาพงษ์หมายเลข 3  

บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทยอยถึงไทย พร้อมกระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้ง

บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทยอยถึงไทย พร้อมกระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้ง

บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทยอยถึงไทย พร้อมกระจายสู่ 400 เขตเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.40 น.

บัตรเลือกตั้งนอกราชฯทยอยส่งกลับไทยต่อเนื่อง สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำต่างประเทศทยอยจัดส่งบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ลงคะแนนแล้วส่งกลับไทย เพื่อกระจายไป 400 เขต 

วันที่ 30 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรดำเนินการทยอยส่งกลับไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำต่างประเทศ เริ่มทยอยจัดส่งบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่ลงคะแนนแล้วส่งกลับไทย เพื่อกระจายไปยัง 400 เขต 

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม  ซึ่งรับผิดชอบจัดการเลือกตั้งและประชามตินอกราชอาณาจักรในประเทศเบลเยี่ยมและลักเซมเบิร์ก ได้แจ้งความคืบหน้าเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ได้นำส่งถุงเมล์ทางการฑูต 4 ถุง  บรรจุซองบัตรเลือกตั้งจำนวน 974 ซอง  จัดส่งกลับประเทศไทยโดยสายการบินไทย ออกเดินทางจากท่าอากาศยานกรุงบรัสเซลส์ ในวันที่ 30 มกราคม โดยจะถึงประเทศไทยในวันเสาร์ที่ 31 มกราคมเวลา 06.10 น. ซึ่งเมื่อมาถึงประเทศไทยแล้วจะมีผู้แทนจากศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร หรือ ศปลน.  กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มารอรับ เพื่อดำเนินการจัดส่งไปยังเขตเลือกตั้งต่างๆในประเทศต่อไป

ส่วนสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอก โฮล์ม ประเทศสวีเดน  แจ้งว่าได้รับบัตรและคัดแยกซองเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งณคูหาสถานเอกอัคร ราชทูต และทางไปรษณีย์รวมทั้งสิ้น 2,556 ซอง คิดเป็นร้อยละ 87 ของผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิ์นอกราชอาณาจักรรวมทั้งสิ้น 2,972,937 คน โดยสถานเอกอัครราช ทูตได้เริ่มทยอยส่งบัตรเลือกตั้งกลับมายังประเทศไทยเรียบร้อยแล้วในวันที่ 29 มกราคม ส่วนบัตรออกเสียงประชามติจะเก็บรักษาไว้ เพื่อนับคะแนนในวันที่ 9 กุมภาพันธ์เวลา 15.00 น.ตามเวลาของสวีเดน

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร  ได้รับบัตรเลือกตั้งที่ลงทะเบียนเกือบครบถ้วนแล้ว เหลือบางส่วน โดยขอให้ผู้มีสิทธิ์ที่เลือกตั้งจัดส่งวันเลือกตั้งกลับมาภายในวันที่ 31 มกราคม เพื่อจะดำเนินการรวบรยมคัดแยกและจัดส่งกลับมาประเทศไทยเพื่อกระจายไปตามเขตเลือกตั้งต่างๆ   ซึ่งได้มีการจัดส่งบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ให้ผู้มีสิทธิที่ลงทะเบียนไว้ครบถ้วนตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้นำถุงเมล์ทาง การทูตพิเศษ 2 ถุง ที่บรรจุซองใส่บัตรเลือกตั้ง จำนวน 1,167 ซอง ซึ่งเป็นผู้มาลงคะแนนใช้สิทธิ ระหว่างวันที่ 22-26 มกราคม โดยได้จัดส่งให้ผู้บริการขนส่ง ส่งกลับมายังประเทศไทยโดยสายการบิน EVA Air  ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสคิปโฮล ( Schiphol)  เมื่อวันที่ 29 มกราคม และจะถึงประเทศไทยในวันนี้ (30 ม.ค. ) เวลา 14.40 น. โดยจะมีผู้แทนจากศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนจากสำนักงาน กกต.มารอรับถึงเร็วดังกล่าว เพื่อนำไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป 

วิเคราะห์โค้งสุดท้าย 4 เขตเลือกตั้งนครพนม เพื่อไทยเหลือ 1 เก้าอี้ ค่ายสีน้ำเงินกวาด 3 ที่นั่ง

วิเคราะห์โค้งสุดท้าย 4 เขตเลือกตั้งนครพนม เพื่อไทยเหลือ 1 เก้าอี้ ค่ายสีน้ำเงินกวาด 3 ที่นั่ง

วิเคราะห์โค้งสุดท้าย 4 เขตเลือกตั้งนครพนม เพื่อไทยเหลือ 1 เก้าอี้ ค่ายสีน้ำเงินกวาด 3 ที่นั่ง

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.04 น.

จังหวัดนครพนม สถิติจำนวนประชากรปี 2566 ทุกกลุ่มอายุทั้ง 12 อำเภอ มีประมาณ 714,284 คน ซึ่งในการเลือกตั้ง สส.นครพนม ปี 2566 เป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม 2566 โดยแบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 4 เขตเลือกตั้ง

การเลือกตั้งปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิรวมทั้งจังหวัดประมาณ 397,999 คน จากผู้มีสิทธิ 458,982 คน คิดเป็นผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 86.71 โดยแยกออกเป็นเขต 1 มีผู้มาใช้สิทธิ 100,285 คน เขต 2 มี 99,905 คน เขต 3 มี 97,928 คน และเขต 4 มี 99,881 คน

ผลการเลือกตั้ง สส.นครพนมทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ปี 2566 มีดังนี้ เขต 1 ประกอบด้วยอำเภอบ้านแพง อำเภอนาทม อำเภอศรีสงคราม และอำเภอนาหว้า นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ พรรคเพื่อไทย ชนะ นางพูนสุข โพธิ์สุ พรรคภูมิใจไทย ด้วยคะแนน 44,712 ต่อ 33,977 ทิ้งห่าง 10,735 แต้ม

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วยอำเภอโพนสวรรค์ อำเภอท่าอุเทน และอำเภอเมืองนครพนม (เฉพาะตำบลในเมือง ตำบลหนองแสง ตำบลอาจสามารถ ตำบลนาราชควาย ตำบลหนองญาติ และตำบลท่าค้อ) นางมนพร เจริญศรี พรรคเพื่อไทย สามารถรักษาแชมป์ไว้ได้ ด้วยการเฉือนชนะ นายศุภชัย โพธิ์สุ พรรคภูมิใจไทย 39,856 ต่อ 30,528 ห่างกัน 9,328 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วยอำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมืองนครพนม (เฉพาะตำบลบ้านกลาง ตำบลดงขวาง ตำบลขามเฒ่า ตำบลคำเตย ตำบลโพธิ์ตาก และตำบลนาทราย) นายแพทย์อลงกต มณีกาศ พรรคภูมิใจไทย หักปากกาเซียนกระจุยด้วยการชนะขาด ล้มแชมป์ตลอดกาล นายไพจิต ศรีวรขาน พรรคเพื่อไทย 41,738 ต่อ 28,966 ทิ้งห่างถึง 12,772 คะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วยอำเภอนาแก อำเภอวังยาง อำเภอปลาปาก และอำเภอเมืองนครพนม (เฉพาะตำบลวังตามัว ตำบลกุรุคุ และตำบลบ้านผึ้ง) ถือเป็นการต่อสู้ที่มีผู้สมัครระดับแถวหน้าลงห้ำหั่นกัน อาทิ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ พรรคไทยสร้างไทย อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  สส.บัญชีรายชื่อ และอดีต สส.เขต 4 พรรคเพื่อไทย ปี 2562

นายชูกัน กุลวงษา พรรคภูมิใจไทย อดีต สส.เขต 4 พรรคเพื่อไทย ปี 2554

ดร.สมชอบ นิติพจน์ พรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตนายก อบจ.นครพนม 2 สมัย

นอกจากนี้ยังมี นายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ น้องชายนายอรรถสิทธิ์ (คันคาย) ทรัพยสิทธิ์ อดีต สส.นครพนม 6 สมัย ที่ลงในนามพรรคเพื่อไทย และน้องใหม่แกะกล่อง นายชาญชัย คำจำปา ที่ผันตัวมาจากนายกเทศบาลตำบลพระซอง อ.นาแก โดดลงสมัครในนามพรรคเสรีรวมไทย

ผลคะแนนนายชูกันแหกด่านหินเฉือนชนะนายณพจน์ศกร ด้วยคะแนน 25,253 ต่อ 21,658 ห่างกัน 3,595 แต้ม

สรุปเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยเจ้าของพื้นที่ ถิ่นคนเสื้อแดง แบ่งเก้าอี้กับพรรคภูมิใจไทย ไปพรรคละ 2 ตัว

สำหรับการเลือกตั้ง สส.นครพนม ปี 2569 นี้ ข้อมูลประชากรยังไม่มีตัวเลขทางการ แต่ใช้แนวทางฐานข้อมูลปี 2566 อาจมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เขตเลือกตั้งที่ 1 มีผู้สมัคร สส.รวม 10 พรรคการเมือง นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เจ้าของเก้าอี้เดิม ต้องป้องกันแชมป์กับคู่ต่อสู้ที่ไม่ใช่หมูในอวย จากค่ายภูมิใจไทย คือ ขวัญ-นางสาวศุภพานี โพธิ์สุ อดีตนายก อบจ.นครพนม เพราะคู่ชิงรายนี้นอกจากอายุเพิ่งแตะเลข 4 มีดีกรีจบปริญญาเอกปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการภาครัฐและเอกชน ผลงานก่อนเป็นนายก อบจ.ฯ ธรรมดาซะที่ไหน

เช่น อดีตเลขานุการ รมว.มหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล บิดาของนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี,อดีตเลขานุการ รมช.มหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี และเลขานุการ รมว.วัฒนธรรม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ในปัจจุบัน

เขตเลือกตั้งที่ 1 เทียบฟอร์มแล้วน้องขวัญ มีความสดใหม่เหมือนอยู่ในฟาร์ม ทั้งมารยาท พูดจาไพเราะ ฉะฉาน และความเป็นกันเอง ที่สำคัญมีรอยยิ้มพิมพ์ใจ ใครเห็นก็ต้องหลงรัก ซึ่งผลโพลหลายสำนักออกมาในทิศทางเดียวกันว่า มีคะแนนเหลื่อมแชมป์เก่าอยู่

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 มี 10 พรรคการเมืองส่งผู้สมัครลงชิงชัย โดยมีนางมนพร เจริญศรี อดีต สส.นครพนมเขต 2 และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ถูกตั้งให้เป็นแม่ทัพดูแลผู้สมัครภาคอีสานตอนกลาง  ซึ่งนางมนพรได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.นครพนม สมัยแรกเมื่อปี 2554 ในนามพรรคเพื่อไทย ด้วยคะแนน 53,739 ชนะนายอารมณ์ เวียงด้าน ค่ายภูมิใจไทยที่ได้มา 25,758 คะแนน

ต่อมาได้มีการเว้นวรรคการเลือกตั้งทั่วประเทศ เนื่องจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557  พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้ารัฐประหาร หลังเกิดวิกฤตการเมืองเมื่อเดือนตุลาคม 2556 เป็นต้นมา โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2557 ให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

จวบถึงวันที่ 24 มีนาคม 2562 ได้มีการประกาศเลือกตั้ง สส.เป็นการทั่วไป นางมนพรก็เอาชนะนางสาวณัฐธ์ภัสส์ ยงใจยุทธ ไปด้วยคะแนน 39,534 ต่อ 21,984 ได้เป็น สส.นครพนมสมัยที่สอง และสมัยที่สามนางมนพรต้องขับเคี่ยวกับนายศุภชัย โพธิ์สุ พรรคภูมิใจไทย ที่ย้ายข้ามเขตจากเขต 1 มาลงเขต 2 ก็เฉือนเอาชนะนายศุภชัยไปได้ ก่อนจะได้รับความไว้วางใจจากผู้มากบารมี ได้เป็น รมช.คมนาคม

เลือกตั้งครั้งนี้นางมนพร ต้องป้องกันแชมป์กับนายณพจน์ศกร ทรัพยสิทธิ์ อดีตคนที่เคยอยู่ร่วมสำนักเดียวกัน เซียนการเมืองมองว่านางมนพรคงเข้าวินสบาย เพราะมีฐานเสียงแน่นกว่า แม้ช่วงดำรงตำแหน่งเป็น รมช.คมนาคม จะมีผลงานไม่เท่าไหร่ แต่ที่ประชาชนมองเห็นโดดเด่นมากสุด ก็คือเป็นเงาตามตัวอุ๊งอิงค์-นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จนมีคำพูดว่าเห็นอุ๊งอิงค์ที่ไหน ต้องเห็นนางมนพรที่นั่น

เซียนการเมืองก็ยังมั่นใจว่านางมนพร ยังรักษาแชมป์ไว้ได้ แต่คะแนนอาจจะลดน้อยลง ผลมาจากการแสดงบัญชีทรัพย์สินก่อนเข้ารับตำแหน่ง รมช.คมนาคม ที่มีไม่ถึงหมื่นบาท ผนวกกับผลงานที่ผ่านมายังไม่ตอบโจทย์

เขตเลือกตั้งที่ 3 มีพรรคการเมืองส่งผู้ลงสมัครรวม 9 พรรค นายแพทย์อลงกต มณีกาศ ค่ายสีน้ำเงินภูมิใจไทย เป็นเจ้าของเก้าอี้ มีคู่แข่งจากค่ายสีแดงนายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ที่นางมนพรหมายมั่นปั้นมือ เข้ายึดหัวหาดเขตเลือกตั้งที่ 3  แม้ผ่านพรรษาเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนม (ส.อบจ.ฯ) พอได้เป็นสมัยที่สองเพียงมากี่เดือน ก็หอมกลิ่นการเมืองสนามใหญ่ขึ้นมากะทันหัน

ส่องกล้องแล้วเขตนี้เหมือนมวยรุ่นพินเวท น้ำหนักประมาณ 45 กิโลกรัม  ท้าชิงกับรุ่นใหญ่เฮฟวี่เวทยังไงอย่างนั้น เพราะพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 ครอบคลุมอำเภอเรณูนคร อำเภอธาตุพนม และอำเภอเมืองนครพนม (เฉพาะตำบลบ้านกลาง ตำบลดงขวาง ตำบลขามเฒ่า ตำบลคำเตย ตำบลโพธิ์ตาก และตำบลนาทราย) ไม่เหมือนการเป็น ส.อบจ.นครพนม ที่มีพื้นที่ดูแลเพียงไม่กี่หมู่บ้าน ประชาชนส่วนใหญ่จึงยังไม่รู้จักมักคุ้นผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยรายนี้มาก่อน แต่หวังอาศัยชื่อพรรคเป็นใบเบิกทางให้เดินเข้าสภา

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 4 มีพรรคการเมือง ส่งผู้สมัครมากถึง 11 พรรค นายชูกัน กุลวงษา พรรคภูมิใจไทย ผู้แทนไทบ้านขนานแท้ ต้องป้องกันแชมป์กับคู่ต่อสู้คนเดิม นายชาญชัย คำจำปา ถือเป็นน้องรักที่แม่ทัพใหญ่นางมนพรฟูมฟักอย่างออกหน้าออกตา ครั้งที่แล้วนายชาญชัยลาออกจากเพื่อไทย ไปอยู่กับพรรคเสรีรวมไทย เพราะนายใหญ่สายตรงให้นายณพจน์ศกรลงสมัครเขตนี้ นางมนพรจึงไม่อาจขัดคำสั่งดังกล่าวได้

ครั้งนี้นางมนพรได้ดาบอาญาสิทธิ์จากนายใหญ่ มีอำนาจในการตัดสินใจเต็มสิทธิ์ จึงกวักมือเรียกนายชาญชัยกลับมาใหม่ โดยสนับสนุนให้เป็นรองนายก อบจ.นครพนม พร้อมๆกับเขี่ยนายณพจน์ศกรออกนอกสายตา จึงถือว่านายชาญชัยมีน้ำเลี้ยงดี เชื่อมั่นในตัวแม่ทัพหวังโค่นนายชูกันแชมป์เก่า ซึ่งมีกระดูกมวยไม่ธรรมดา สไตล์พูดน้อยต่อยหนัก  

ผลโพลหลายสำนักที่ออกมาใกล้เคียงกัน พอวิเคราะห์ในการเลือกตั้ง สส.นครพนมทั้ง 4 เขต ว่า พรรคภูมิใจไทยนอกจากจากรักษาเก้าอี้เดิมทั้งเขต 3 และ 4  ไว้ได้แล้ว อาจจะทวงคืนเก้าอี้เขต 1 ที่อดีตมีนายศุภชัย โพธิ์สุ ปักธงพรรคภูมิใจไทยเป็นแห่งแรกในพื้นที่นครพนม ส่วนค่ายสีแดงเพื่อไทย อาจจะเหลือเพียงเขตเลือกตั้งที่ 2 เป็นฐานที่มั่นเดียวเท่านั้น

ซึ่งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 69 นี้ ทัพใหญ่จากเมืองหลวง นำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย จะมาปราศรัยช่วยลูกพรรคทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง  

ฟันธงพื้นที่เลือกตั้งทั้ง 4 เขต จะกลายเป็นตำบลกระสุนตก สีม่วง สีเทาปลิวว่อนแน่นอน