โอกาสดี! รับสมัครสาวไทย ทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา เงินเดือน 2.5 หมื่น

โอกาสดี! รับสมัครสาวไทย ทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา เงินเดือน 2.5 หมื่น

โอกาสดี! รับสมัครสาวไทย ทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา เงินเดือน 2.5 หมื่น

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

“อัยรินทร์” เผยข่าวดี รับสมัครสาวไทยทำงานนวดแผนไทยในมาเลเซีย 18 อัตรา สัญญา 2 ปี สมัครฟรีผ่านเว็บไซต์ toea.doe.go.th ตั้งแต่วันนี้ – 19 ก.พ 69 

วันที่ 30 มกราคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสการไปทำงานในต่างประเทศ  เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสใหม่ให้แก่แรงงานไทย  รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานกับนายจ้างบริษัท VYV Wellness Retreat Sdm Bhd ประเทศมาเลเซีย ซึ่งประกอบกิจการร้านนวด  เปิดรับตำแหน่งพนักงานนวดแผนไทย จำนวน 18 อัตรา ระยะเวลาจ้างงาน 2 ปี ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 19 กุมภาพันธ์ 2569 ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า สำหรับค่าจ้างนายจ้างเปิดโอกาสให้เลือกได้ 2 รูปแบบ ได้แก่  แบบเงินเดือนประจำ จำนวน 3,300 ริงกิตมาเลเซียต่อเดือน ประมาณ 25,022 บาท  (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) หรือ แบบค่าคอมมิชชั่นตามจำนวนชั่วโมงทำงาน ชั่วโมงที่ 1–160 คิดอัตราชั่วโมงละ 22 ริงกิต ตั้งแต่ชั่วโมงที่ 161 เป็นต้นไป คิดอัตราชั่วโมงละ 25 ริงกิต กำหนดเวลาทำงาน 7.5 ชั่วโมงต่อวัน ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ โดยนายจ้างจะจัดหาที่พักให้ฟรีและจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ เมื่อทำงานครบสัญญาจ้าง พร้อมประกันคุ้มครองการเบิกค่ารักษาพยาบาล ประกันสุขภาพตามที่รัฐบาลประเทศมาเลเซียกำหนด 

สำหรับคุณสมบัติที่นายจ้างต้องการ ได้แก่ เพศหญิง อายุ 21-44 ปี  มีใบรับรองการเข้ารับการฝึกอบรมการนวดเท้าหรือนวดแผนไทย ไม่น้อยกว่า 150 ชั่วโมง  มีสุขภาพแข็งแรง ผ่านการตรวจสุขภาพ มีมารยาทและทัศนคติที่ดี ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าสมัครสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นประมาณ 6,500 บาท

“ผู้ที่สนใจสามารถสมัครงาน ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.doe.go.th/overseas หรือ เฟซบุ๊ก : แรงงานไทยไปต่างประเทศโดยรัฐจัดส่ง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

อดีต กกต. ชำแหละไส้ในโพลดัง ทำไมผลสำรวจถึงต่างกัน?

อดีต กกต. ชำแหละไส้ในโพลดัง ทำไมผลสำรวจถึงต่างกัน?

อดีต กกต. ชำแหละไส้ในโพลดัง ทำไมผลสำรวจถึงต่างกัน?

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.44 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 นาย สมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการและอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า  อ่านโพลจาก methodology

ระเบียบวิธีการวิจัย (Research Methodology) เป็นปัจจัยชี้ขาดสูงสุดของความน่าเชื่อถือของโพล

คนทำโพลทุกคนย่อมรู้ดีในเรื่องนี้ว่า วิธีการเก็บข้อมูลตั้งแต่การออกแบบสอบถาม การสุ่มตัวอย่าง และการวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ได้ผลที่มีความน่าเชื่อถือต่างกัน

ส่วนจะเลือกวิธีการอย่างไร ยังขึ้นอยู่กับข้อจำกัด เช่น งบประมาณที่ใช้ กำลังคนที่พร้อมสนับสนุน และความรู้ประสบการณ์ของผู้ทำโพล

อันนี้ คือ โพลมืออาชีพ ไม่ใข่โพลที่แอบมีจุดยืนทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น หรือ โพลรับจ้างที่จ้างมาเขียนคำตอบให้แสดงผลสนับสนุนผู้ว่าจ้าง

สวนดุสิตโพล เลือกการเก็บข้อมูลจริง ผสมกับ การสอบถาม online ในสัดส่วนประมาณ 80 : 20 ประมาณ

2,000 ตัวอย่าง และครั้งสุดท้าย ใช้สุ่มโดยเก็บแบบเผชิญหน้า 26,000 ตัวอย่าง 

นิด้าโพล ใช้การสุ่มสอบสอบทางโทรศัพท์ จากรายชื่อในคลังของตัวเอง ครั้งละประมาณ 2,500 ตัวอย่าง

สถาบันพระปกเกล้า ใช้เครือข่ายศูนย์การเมืองภาคพลเมืองของสถาบันเองที่มีครบทุกจังหวัด สุ่มเก็บข้อมูลแบบเผชิญหน้า ครั้งละประมาณ 2,000 ตัวอย่าง

เนชั่นโพล ใช้การเก็บข้อมูลแบบเผชิญหน้า  เก็บถึงกลุ่มเป้าหมายตามทะเบียนบ้าน ประมาณ 10,000 ตัวอย่าง

สถาบันการศึกษาตามภูมิภาค ก็มีการทำโพลในพื้นที่จังหวัดใครจังหวัดมัน

ส่วนบรรดาสื่อมวลชนต่าง ๆ ที่ใช้การให้โหวตทางอินเตอร์เน็ต ตอนนี้ล้วนสารภาพแล้วว่า สิ่งที่เคยนำเสนอมาตั้งแต่ต้น ล้วนโดยหน่วยจัดตั้ง ทั้งคน ทั้ง Bot (Robot) โปรแกรมหุ่นยนต์จากผูันิยม

พรรคการเมืองทุ่มคะแนนเข้ามาเป็นหมื่นเป็นแสนคะแนน

ศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 วันนี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่บรรดาโพลต่าง ๆ จะแถลงผลการสำรวจ และตั้งแต่เที่ยงคืนวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569 โพลทุกโพล สื่อทุกสื่อ ยังสามารถทำโพลได้ แต่ไม่

สามารถเปิดเผยผลการสำรวจ เป็นเวลา 7 วัน จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 หรือ สิ้นสุดเวลาเลือกตั้ง

ลองดู ลองฟัง และเปรียบเทียบ  ส่วนจะเชื่อโพลไหน ให้เป็นวิจารณญาณ

ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ แจงยิบ หลังโดน ชูวิทย์ แฉหนัก

ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ แจงยิบ หลังโดน ชูวิทย์ แฉหนัก

ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ แจงยิบ หลังโดน ชูวิทย์ แฉหนัก

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 จากกรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาเปิดเผยข้อมูลโจมตี ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (ชูวิทย์จัดหนักพรรคส้มส่งท้าย โชว์คลิปเสียง-หลักฐาน ซัดแค่คัดสรรผู้สมัครยังมีปัญหา)

ล่าสุด น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขต 1 พรรคประชาชน หมายเลขผู้สมัคร 4 ได้ออกมาชี้แจงกรณีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ระบุว่า  ดิฉัน นางสาวขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขตเลือกตั้งที่หนึ่ง สังกัดพรรคประชาชน หมายเลขผู้สมัคร 4 ขอชี้แจงต่อกรณีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ดังนี้

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 นายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งดิฉันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป และต่อมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ก็ได้มีคำสั่งให้ดิฉันพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 48 โสฬส (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 กล่าวคือ ดิฉันพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ จากการที่ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ดิฉันมิได้พ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่าทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการแต่อย่างใด ซึ่งกรณีดังกล่าวจะเป็นกรณีตามมาตรา 48 โสฬส (

ประกอบมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

นอกจากนี้ การที่ดิฉันได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ในขณะที่อายุยังไม่ครบ 35 ปีบริบูรณ์ในวันที่แต่งตั้ง ก็ไม่ใช่การกระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่า ทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการ เพราะดิฉันเป็นผู้รับคำสั่งแต่งตั้ง และถ้าจะมีประเด็นว่า ดิฉันขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ก็มิใช่การใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของดิฉันในการแต่งตั้งแต่ประการใด

เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฯ มาตรา 98 (ที่กำหนดลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นลักษณะต้องห้ามเฉพาะกรณีเคยถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ เท่านั้น การออกจากตำแหน่งตามคำสั่งของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ก็ดี หรือพ้นเพราะขาดคุณสมบัติ ก็ดี ไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ดิฉันขอชี้แจงประเด็นถัดไปว่า ต่อข้อเท็จจริงกรณี นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งดิฉันดังกล่าวข้างต้น ในเรื่องนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ตามคำสั่งจังหวัดแพร่ ลับ ที่ 2260/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่ 25 กันยายน 2566 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียนนายโชคชัย  ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ กรณีออกคำสั่งแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และพิจารณาแล้วมีมติว่า เป็นกรณีกล่าวหาในเรื่องที่มิใช่ความผิดร้ายแรง และในการนี้ ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ยังไม่ถือว่าเป็นการประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย แต่เพื่อมิให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นอีก จังหวัดแพร่จึงตักเตือนและกำชับนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ในการดำเนินการแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ตามหนังสือ ที่ พร 0023.4/002 เรื่อง ตักเตือนและกำชับการปฏิบัติหน้าที่ของนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2567

ในเรื่องนี้ สืบเนื่องจาก เดิมมาตรา 48 เบญจ กำหนดอายุผู้ดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรี (ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกับ รองนายกเทศมนตรี) คือ 30 ปี ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546 ต่อมา เมื่อปี 2562 เพิ่งปรับเกณฑ์อายุเป็น 35 ปี ในเรื่องนี้ นายโชคชัย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ตั้งแต่ปี 2547 เรื่อยมาติดต่อกัน จึงเข้าใจมาโดยตลอดในประเด็นอายุของรองนายกเทศมนตรีว่าใช้เกณฑ์อายุ 30 ปี อันเป็นความเข้าใจโดยสุจริตของนายโชคชัย พนมขวัญ อีกทั้ง การสั่งการก็เป็นการแสดงข้อมูลของดิฉันทั้งหมดต่อเจ้าหน้าที่ของหน่วยงาน โดยเจ้าหน้าที่ก็มิได้ทักท้วงเรื่องเกณฑ์อายุแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า นายโชคชัย ไม่มีเจตนาปฏิบัติการไม่ชอบด้วยหน้าที่ตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2552

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อนายโชคชัย นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจ ได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และจังหวัดแพร่ แล้วว่า ไม่ได้ทุจริตหรือประพฤติมิชอบแต่อย่างใด ในทางเดียวกันนี้ ดิฉันซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง จะมีความผิดในข้อหาดังกล่าวได้อย่างไร

ในเรื่องนี้ บุคคลที่มีใจเป็นธรรมย่อมตระหนักถึงความเป็นเหตุเป็นผลดังกล่าวนี้ได้ และดิฉันขอยืนยันว่า ดิฉันไม่เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือประพฤติมิชอบในวงราชการแต่อย่างใด ดิฉันมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ

ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงขอยืนยันว่าดิฉันยังมีสถานะผู้สมัคร สส. ทุกประการ ทุกคะแนนที่พี่น้องชาวแพร่จะมอบให้ดิฉัน จะไม่เสียเปล่า เหลือเวลาอีกเพียง 10 วัน ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ดิฉันจะตั้งใจรณรงค์หาเสียง ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหวั่นไหวกับผู้ที่ปล่อยข่าวโจมตีโดยมีวัตถุประสงค์จะสกัดกั้นพรรคประชาชนจากการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง ตามที่พี่น้องประชาชนคาดหวัง

เดินหน้าสู่ชัยชนะด้วยกัน 8 กุมภา กาส้ม 2 ใบ จัดตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกันค่ะ

เบรกพรรคส้ม! สังศิต ชี้อย่ามองปัญหาแบบสุดโต่ง หนุนปฏิรูปประกันสังคม แต่ต้องรักษาหลักการเดิม

เบรกพรรคส้ม! สังศิต ชี้อย่ามองปัญหาแบบสุดโต่ง หนุนปฏิรูปประกันสังคม แต่ต้องรักษาหลักการเดิม

เบรกพรรคส้ม! สังศิต ชี้อย่ามองปัญหาแบบสุดโต่ง หนุนปฏิรูปประกันสังคม แต่ต้องรักษาหลักการเดิม

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 09.03 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีตสว.) ได้โพสต์บทความลงในเฟสบุ๊ก “สังศิต พิริยะรังสรรค์” ในหัวข้อ ปฏิรูประบบประกันสังคม

วันหนึ่ง ในขณะที่ผมยังเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมได้มีโอกาสฟังปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” โดยท่านอาจารย์ปํวย อึ้งภากรณ์ หลังการปาฐกถาจบลง ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่าคนไทย จะมีโอกาสได้มีหลักประกันทางสังคม ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนกระทั่งถึงการมีโอกาสทางด้านการศึกษา ตั้งแต่วัยเด็กจนจบมหาวิทยาลัย การมีงานที่สุจริตทำ และการมีเงินบำนาญหลังการเกษียณอายุ ตามแนวความคิดของท่านอาจารย์ป๋วยได้อย่างไร? ผมไม่ใคร่มีความหวังว่าคนไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสกับระบบนี้มากนัก มันเหมือนระบบในความฝัน ในอุดมคติมากกว่าจะเป็นเรื่องจริงในโลกนี้

ในกลางทศวรรษที่ 1980 เมื่อผมได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิฟรีดรีช เอแบร์ค (Friedrich-Enert Stiftung) ให้ไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมัน และในฐานะนักศึกษาผมต้องเข้าสู่ระบบการประกันสังคมของเยอรมันด้วย ที่นี่เองที่ทำให้ผมตื่นขึ้นมาจากความฝันและได้สัมผัสระบบประกันสังคมที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอย่างเป็นจริงเป็นครั้งแรก และทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าระบบประกันสังคมนั้นมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตของคนเยอรมันโดยทั่วไปอย่างไร

ในระหว่างการศึกษา เมื่อมูลนิธิ ฟรีดรีช เอแบร์คได้เชิญบรรดาผู้นำของสภาแรงงานต่างๆ ไปศึกษาดูงานการประกันสังคมของประเทศเยอรมัน ผมได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานด้วย 

การศึกษาดูงานช่วยให้ผมเข้าใจระบบการประกันสังคมของเยอรมันดีขึ้น ผมได้เห็นสถาบันและกลไกการทำงาน รวมทั้งบทบาทของ สหภาพแรงงานในการมีส่วนร่วมกับระบบประกันสังคม 

ในปี 2533 รัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ผลักดันพระราชบัญญัติประกันสังคมผ่านสภาผู้แทนราษฎรเป็นผลสำเร็จ ท่ามกลางความดีอกดีใจของผู้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากในขณะนั้น ผมยังจำได้ดีว่าวันนั้นผมอยู่ที่บ้านพิษณุโลกกับท่านอาจารย์นิคม จันทรวิทุร ที่ปรึกษาด้านแรงงานของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการสนับสนุนพระราชบัญญัติฉบับนี้

กฎหมายและสำนักงานประกันสังคมเกิดขึ้นมายาวนานแล้วมากกว่า 30 ปี จากประสบการณ์ของผมพบว่ากฎหมายและองค์กรของภาครัฐที่เกิดขึ้นนานกว่า 10 ปีขึ้นไปล้วนแล้วแต่จะแสดงให้เห็นถึงจุดอ่อนและช่องโหว่จำนวนมาก ที่สมควรต้องมีการปรับปรุง แก้ไขและดำเนินการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

ดังนั้นผมจึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าทำไม วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุง  แก้ไขและปฏิรูป กฎหมายประกันสังคมและสำนักงานประกันสังคมอย่างจริงจัง เพื่อให้ระบบการประกันสังคมของไทยมีความทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของบรรดาผู้ประกันตนเองให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และทำให้ระบบนี้อยู่ยั่งยืนได้ในระยะยาว

ระบบประกันสังคมมีหลักการที่ดี คือลูกจ้างต้องร่วมจ่าย เพื่อประโยชน์ของตนเองในระยะยาว เพื่อมีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่งอมืองอเท้า คอยแต่แบมือรับความเมตตาจากนายจ้างและภาครัฐเท่านั้น

ระบบประกันสังคมนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อฝ่ายลูกจ้าง มุ่งเน้นให้ลูกจ้างเก็บออมเงินจากรายได้ตัวเองหนึ่งส่วน และบังคับให้นายจ้างกับภาครัฐ ร่วมสมทบอีกคนละส่วนรวมเป็นสามส่วน ดังนั้น ลูกจ้างจึงเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์ มากกว่าเงินที่ตัวเองได้จ่ายไป นี่เป็นจุดแตกต่างจากการซื้อประกันของบริษัทเอกชน ที่ไม่มีใครมาร่วมจ่ายค่าประกันให้แก่เรา

ข้อดีอีกประการหนึ่งของระบบการประกันสังคม คือให้ผลประโยชน์แก่ลูกจ้างที่ครอบคลุมทั้งการเจ็บป่วย (ทั้งในและนอกการทำงาน) การคลอดบุตร การว่างงาน และชราภาพ ซึ่งไม่มีในระบบประกันของเอกชน

แน่นอนว่าการบริหารเงินก้อนมหึมาของสำนักงานประกันสังคม อาจยังมีจุดที่ควรปรับปรุงแก้ไข ให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อให้มีผลประโยชน์ตอบแทน งอกเงยมากขึ้น และให้เน้นบริการลูกค้าคือลูกจ้างผู้ร่วมจ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มีผู้เสนอให้ระบบประกันสังคมออกจากการเป็นหน่วยงานของรัฐบาล แล้วเปลี่ยนไปเป็นองค์กรในกำกับของรัฐบาลแทน โดยมีโมเดลของสปสช. เป็นต้นแบบ ผมคิดว่าเราต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง และต้องประเมินสปสช. อย่างที่เป็นจริง ว่าสปสช. มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน ซึ่งในขณะนี้การบริหารงานของสปสช. ทำให้โรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากถอนตัวออกจากระบบของสปสช. เพราะไม่สามารถอดทนกับระบบการบริหารงานที่ขาดธรรมาภิบาล ของสปสช.ได้ 

แต่การปรับปรุงระบบประกันสังคม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดจะต้องไม่ทำลายหลักการไตรภาคี ที่เน้นให้ลูกจ้าง นายจ้างและภาครัฐต้องร่วมจ่าย

ภาครัฐต้องโปร่งใสเปิดเผย ทำงานประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้มากขึ้น เพื่อลบล้างข้อกล่าวหา ของบางพรรคการเมือง ที่ปั่นข้อมูลไม่ครบถ้วน และใช้วาทกรรมมายั่วยุฝ่ายลูกจ้างให้โกรธแค้นประกันสังคม และหันมาเทคะแนนเสียงให้แก่พรรคการเมืองนั้น โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พรรคการเมืองนี้เห็นแต่จุดอ่อนจำนวนมากมายของประกันสังคม แต่ไม่เห็นข้อดี และไม่เคยพูดถึงข้อดีของประกันสังคมเลย พวกเขามองปัญหาอย่างสุดขั้ว เห็นว่าอะไรที่เป็นของภาครัฐแล้วต้องเลวไปหมด อะไรที่เป็นของภาคเอกชนแล้วจะดีไปหมด ไม่เข้าใจหลักการของการประกันสังคมแม้แต่น้อย เป็นพวกคิดแบบตัดตอนประวัติศาสตร์ ไม่รู้ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของประกันสังคมไทย คิดแต่จะถอนรากถอนโคนระบบนี้ให้เป็นไปตาม ตามความต้องการของตนเอง เท่านั้น

ระบบไตรภาคีแบบนี้ ช่วยให้ลูกจ้างมีสิทธิ์มีเสียงในการบริหารเงินของตน ไม่ต้องรอให้พรรคการเมืองใดมาแอบอ้างเป็นตัวแทน เข้าไปวุ่นวายกับ ประกันสังคม สิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างยิ่ง คือต้องทำให้ลูกจ้างเห็นความสำคัญ ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และมีช่องทางเข้าไปมีส่วนร่วมบริหารเงินกองทุน และผู้บริหารของประกันสังคมต้องตอบสนองต่อความเรียกร้องต้องการของลูกจ้างได้อย่างทันการ นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นสำคัญ

สังศิต พิริยะรังสรรค์

อดีตวุฒิสมาชิก

29 มกราคม 2569

หมอวีทนไม่ไหว! สวนเดือด ณัฐชา ปมปราศรัยด้อยค่าหมอ ซัดอย่าสาดโคลนคนชุดขาว

หมอวีทนไม่ไหว! สวนเดือด ณัฐชา ปมปราศรัยด้อยค่าหมอ ซัดอย่าสาดโคลนคนชุดขาว

หมอวีทนไม่ไหว! สวนเดือด ณัฐชา ปมปราศรัยด้อยค่าหมอ ซัดอย่าสาดโคลนคนชุดขาว

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.50 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ได้แชร์ภาพของ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่กล่าวบนเวทีปราศัยฝั่งธนบุรี เกี่ยวกับระบบสาธารณสุขไทยและประกันสังคม ว่า “คนรวยซื้อประกัน คนชั้นกลางใช้เส้น ส่วนคนฐานะยากจน หาเช้ากินค่ำ ต้องไปรอคิวตั้งแต่ตี 4 หาหมอตอนเที่ยง วัดความดันตอนบ่าย พอหมอมาตอนเย็นบอก รีบกลับบ้านภรรยาทำกับข้าวไว้”

โดย นพ.วีระพันธ์ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  ถ้าท่านพูดแบบนี้จริง! ประโยคหลังสุดผมขอแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ บั่นทอนกำลังใจ บุคลากรทางการแพทย์อย่างใหญ่หลวง หาเสียงอย่างสร้างสรรค์อย่าด้อยค่าบุคลากรทางการแพทย์เลยครับ

อ.อัจฉราวดี ปลุกใจฝ่ายรักชาติ ย้ำเลือกตั้งครั้งนี้ ขจัดภัยแผ่นดิน อย่าปล่อยเสียงแตกทำพ่ายสงคราม

อ.อัจฉราวดี ปลุกใจฝ่ายรักชาติ ย้ำเลือกตั้งครั้งนี้ ขจัดภัยแผ่นดิน อย่าปล่อยเสียงแตกทำพ่ายสงคราม

อ.อัจฉราวดี ปลุกใจฝ่ายรักชาติ ย้ำเลือกตั้งครั้งนี้ ขจัดภัยแผ่นดิน อย่าปล่อยเสียงแตกทำพ่ายสงคราม

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.28 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า

ในทุกการศึกต้องปักหมุดให้แม่นยำ  เลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่การเลือกคนดีเข้าสภาแต่เป็นการเลือกเพื่อขจัดภัยแผ่นดิน  ไม่ให้ส้มแดงเข้ามาล้มล้างสถาบัน  รักชาติอย่าผลักชาติให้จมมุมด้วยน้ำมือของตัวเอง
.. 
ประเทศอยู่ในยุคที่สุดวิปริต ยกย่องสรรเสริญจอมบิดเบือน เห็นผิดเป็นชอบ  เหยียบย่ำคนดียกยอคนชั่ว คนที่คิดว่าฉลาดก็คิดอะไรตื้นๆ  ส้มจูงไปทางไหนก็ตามเกมเขา  เขายกการแก้ทุจริตเป็นฉากหน้าเพื่อพาพรรคไปสู่จุดหมายก็หลงตามโดยไม่ดูข้อเท็จจริง  ว่าคนเหล่านี้ทั้งใจและการกระทำมีแต่ความทุจริต 

เห็นความดีก็บิดเบือนว่าหามีไม่  คุณสมบัติอย่างนี้ ยังจะเชื่ออีกหรือว่าจะมาแก้ทุจริตให้  ดูผู้สมัครมีทั้งค้ายา ฟอกเงิน พนันออนไลน์  หนีทหาร ใส่ร้าย ฯลฯ นี่หรือคือผู้ที่เราจะยอมให้ขึ้นมาบริหารชาติบ้านเมือง

การทุจริตเบียดบังทรัพย์ ยังไม่เลวเท่าพวกทุจริตเพื่อทำลายอธิปไตย
เทามีหลายเฉดแต่ดำมืดนั้นเกินเยียวยา

หากอนุรักษ์ยังเลือกวิธีเดิม  ปล่อยเสียงแตกกระจาย เลือกคนที่รักแต่ไม่เลือกพรรคที่มีพลังปราบภัยแผ่นดินได้   มันคือการส่งพรรคพวกไปตายในสนามรบ  และปล่อยให้พลังชั่วครองเมือง

เลือกตั้งครั้งนี้มีทั้งหมด 57 พรรค  ตั้งมาแข่งกันทำไมขนาดนี้ แพ้มากี่ครั้งก็ยังทำเหมือนเดิม

เพราะแบบนี้ จึงทำให้พวกที่คิดล้มล้าง คงอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน   ในขณะที่ฝั่งก้าวหน้าเหนียวแน่นแต่อนุรักษ์เสียงแตกกระจุย

หากเสียงแตกไปลงให้ปชป. รทสช.  พปชร. กล้าธรรม  และพรรคเล็กพรรคน้อย  สุดท้ายอนุรักษ์จะไม่เหลือเสียงข้างมาก  จะได้คนละ3%  5% 10% แต่ฝั่งส้มได้ 20% แดง 10%  ทำให้เสียงข้างน้อยที่รวมกันแล้วมี 30% สามารถชนะรักชาติที่รวมกันแล้วมี 70%  ได้
กลายเป็นการผลักอนุรักษ์ให้จมมุมด้วยน้ำมือตัวเอง

แดงส้มไม่ได้มีพลังมากกว่าแต่ฝั่งรักชาติทำตัวเอง  และทำตัวเองมานานถึง 20ปี!

*เราต้องเปลี่ยน* 
ยอมเทใจให้ภูมิใจไทย  พรรคนี้ไม่ได้ดี 100% แต่ความจงรักภักดี 1,000% มีดรีมทีมที่พิสูจน์ผลงาน  เราไม่ได้ทำเพื่อพรรคคุณอนุทิน  แต่เราให้ภูมิใจไทยเป็นองคาพยพรักษาอธิปไตยและนำศักดิ์ศรีมาสู่ชาติ
หากรักชาติไม่อยากพ่ายแพ้

*** 8 กุมภานี้  แลนด์สไลด์ให้ 37 ให้น้ำเงินทั้งแผ่นดิน**
..
อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล
29 มกราคม​ 2569

เจาะสนามเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ หลายพรรคยาก ฝ่าด่าน ภูมิใจไทย ขอยึดครอง 10 เขตทั้งจังหวัด

เจาะสนามเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ หลายพรรคยาก ฝ่าด่าน ภูมิใจไทย ขอยึดครอง 10 เขตทั้งจังหวัด

เจาะสนามเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ หลายพรรคยาก ฝ่าด่าน ภูมิใจไทย ขอยึดครอง 10 เขตทั้งจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 08.12 น.

วิเคราะห์สนามเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ หลายพรรคยาก ฝ่าด่าน “ภท.” ขอยึดครองบุรีรัมย์ 10 เขต

สนามเลือกตั้ง จ.บุรีรัมย์ ถูกจับตามองว่าเป็นพื้นที่แดงเดือดสำหรับการเลือกตั้งทุกระดับ และทุกสนามที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างเข้มข้นจากผู้สมัครของพรรคการเมืองต่างๆ โดยมีนักการเมืองจาก พรรคภูมิใจไทย ในสาย “ตระกูลชิดชอบ” เป็นตัวยืน ขณะที่บรรดาผู้สมัคร ส.ส.จากพรรคการเมืองอื่น อย่าง พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม ต่างก็เป็นคู่แข่งคนสำคัญเช่นเดียวกัน 

ซึ่งการเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ใน 23 อำเภอ ของ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีทั้งหมด 10 เขตเลือกตั้ง มี ส.ส.ได้จำนวน 10 คน ใครเป็นใคร และใครต้องแข่งกับใคร ล้วนเป็นที่สนใจของคอการเมืองทั้งนั้น เพราะ พรรคภูมิใจไทย ในสาย “ตระกูลชิดชอบ” ประกาศป้องกันแชมป์ จะชนะทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง ได้แก่

เขตเลือกตั้งที่ 1 ประกอบด้วย อำเภอเมืองบุรีรัมย์(เฉพาะตำบลในเมือง ตำบลบ้านบัว ตำบลพระครู ตำบลถลุงเหล็ก ตำบลหนองตาด ตำบลบ้านยาง ตำบลบัวทอง ตำบลชุมเห็ด ตำบลกลันทา ตำบลกระสัง ตำบลสะแกโพรง และ ตำบลลุมปุ๊ก) อำเภอบ้านด่าน (เฉพาะ ตำบลปราสาท และ ตำบลบ้านด่าน) เขตนี้มีผู้สมัคร 8 คน

เขตนี้มี นายสนอง เทพอักษรณรงค์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย หลายสมัย คราวที่แล้วได้คะแนน 36,707 คะแนน เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม ขยันลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง มีฐานเสียงแน่นเกือบทุกหมู่บ้าน โดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น ที่ยังคงเป็นแกนนำฐานคะแนนหลักในพื้นที่เลือกตั้ง หากใครคิดจะโค่นค่อนข้างยากลำบากพอสมควร แต่เลือกตั้งคราวนี้เส้นทางการแข่งขันของนายสนอง ใช่ว่าจะสบาย ต้องเจอกับศึกหนัก เมื่อ พรรคประชาชน ส่งนายธนายุทธ  ยืนยั่ง คราวที่แล้วลงพรรคก้าวไกล มาเป็นอันดับสอง ได้ 28,324 คะแนน หวังจะมาล้มช้างให้ได้  เป็นนักการเมืองหนุ่ม หวังคะแนนจากคนรุ่นใหม่

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย ส่งนายพีรภัทร ทองธีรสกุล หรือ ทนายปีเตอร์  คอยเป็นตัวสอดแทรก ที่หวังล้มช้างด้วยเช่นกัน พรรคกล้าธรรม ส่งนายนาท ฉัพพรรณธนกูร พรรคประชาธิปัตย์ ส่งนายภาคภูมิ โภคทรัพย์ นอกจากนี้ ในเขตเลือกตั้งที่ 1 ยังมีผู้สมัครจากอีกหลายพรรคการเมือง ไล่ตั้งแต่ นางสุทธิลักษณ์ ยายิรัมย์  พรรครวมไทยสร้างชาติ นายวิเชียร ลานทอง พรรคประชากรไทย และนายอิทธิพัทธ์ ภักดีเนติพันธุ์ พรรคเศรษฐกิจ แม้ว่าทุกคนจะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ขอเป็นอีกทางเลือกหนึ่งให้กับคนบุรีรัมย์ในเขตนี้

เขตนี้จึงเป็นการชิงดำ 3 คน ยกเครดิตให้ นายสนอง ส่วน นายธนายุทธ และ นายพีรภัทร คอยเป็นตัวสอดแทรก ที่หวังล้มช้างด้วยเช่นกัน แต่หาก นายสนอง มีการแผ่วปลาย ทั้ง นายธนายุทธ และ นายพีรภัทร อาจแซงช่วงโค้งสุดท้ายก็เป็นได้ รวมถึงผู้สมัครจากพรรคการเมืองอื่นก็มีสิทธิ์เข้าป้ายได้ด้วยเช่นกัน

เขตเลือกตั้งที่ 2 ประกอบด้วย อำเภอเมืองบุรีรัมย์  เฉพาะ ตำบลหลักเขต ตำบลสวายจีก ตำบลเสม็ด ตำบลสองห้อง ตำบลสะแกซำ ตำบลเมืองฝาง และ ตำบลอิสาณ) อำเภอพลับพลาชัย (เฉพาะ ตำบลสำโรง ตำบลสะเดา และ ตำบลจันดุม) อำเภอชำนิ และอำเภอประโคนชัย (เฉพาะ ตำบลไพศาล) ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน

เขตนี้เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ พรรคภูมิใจไทย ส่ง นางสาวณัฐธิดา เล็กอุดากร หรือ น้องพลอย บุตรสาวของ นายภูษิต เล็กอุดากร นายก อบจ.บุรีรัมย์ หลานชาย ของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ลงแทน นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ขยับไปลงบัญชีรายชื่อ หรือ ปาร์ตี้ลิส ซึ่ง นางสาวณัฐธิดา อายุ 25 ปี ก็ไม่ธรรมดา เรียนจบปริญญาโท จากประเทศอังกฤษ ก่อนจะมาช่วยงานการเมืองของนายก อบจ.บุรีรัมย์ ผู้เป็นพ่อ อยู่ระยะหนึ่ง จึงตัดสินใจลงสมัคร ส.ส.ครั้งนี้

ซึ่ง นางสาวณัฐธิดา ลงสนามการเมืองระดับชาติเป็นครั้งแรก แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางสาวณัฐธิดา ก็ขยันลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ตามงานต่างๆ ที่มีฐานคะแนนจากนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ จึงถูกยกให้เป็นตัวยืนในเขตนี้ ส่วนคู่แข่ง ก็ไม่ธรรมดา นายวิทธิลักษณ์ จันทร์ธนสมบัติ จากพรรคประชาชน คราวที่แล้วลงพรรคก้าวไกล มาเป็นอันดับสอง ได้ 16,740 คะแนน มีกระแสตอบรับที่ดี จากกลุ่มคนรุ่นใหม่

อีกทั้งเขตนี้ยังมี พรรคเพื่อไทย ส่ง นายปรัญชญา ตรีกาญจนา คราวที่แล้วมาเป็นอันดับสาม ได้ 10,813 คะแนน ขยันลงพื้นที่ แต่ก็ยังห่างมากนัก ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง นายสัญชัย ทะนานทอง แม้ว่าฐานเสียง จะสู้ นางสาวณัฐธิดา ไม่ได้ แต่จะสร้างสีสันการแข่งขันให้คึกคักมากยิ่งขึ้น เขตนี้จึงยกให้ นางสาวณัฐธิดา เป็นตัวยืน โดยมี นายวิทธิลักษณ์, นายปรัญชญา และ นายสัญชัย เป็นตัวสอดแทรก

เขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อำเภอกระสัง อำเภอห้วยราช และอำเภอพลับพลาชัย (เฉพาะ ตำบลโคกขมิ้น และ ตำบลป่าชัน) ผู้ เขตนี้มีผู้สมัคร 8 คน เขตนี้แชมป์เก่า นายอดิพงษ์  ฐิติพิทยา อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ 3 สมัย จากพรรคภูมิใจไทย คราวที่แล้วได้คะแนน 38,468 คะแนน ขยันลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง มีฐานเสียงแน่นเกือบทุกหมู่บ้าน โดยเฉพาะนักการเมืองท้องถิ่น ที่ยังคงเป็นแกนนำฐานคะแนนหลักในพื้นที่ หากใครคิดจะโค่นค่อนข้างยากลำบากพอสมควร

ขณะที่พรรคเพื่อไทย ส่ง นายทรงพล ทะรารัมย์ คราวที่แล้ว สวมเสื้อก้าวไกล มาเป็นอันดับสอง ได้ 20,017 คะแนน มาหวังล้มช้าง สร้างเซอไพรส์ ส่วนพรรคประชาชน ส่ง นายณัฐพงศ์ เรืองชาย พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายสุประดิษฐ์ แสนทวีสุข และพรรคกล้าธรรม ส่ง นายพิสุทธิ์ ยายิรัมย์  ฟันธงได้เลยว่าเขตนี้ นายอดิพงษ์  จากพรรคภูมิใจไทย เข้าป้ายชัวร์ โดยมีเพื่อไทยไล่หลังมาห่างๆ รวมถึงพรรคประชาชน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่วนพรรคอื่นหวังเล็กๆ เป็นตัวสอดแทรกเท่านั้น

เขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วย อำเภอสตึก อำเภอแคนดง และอำเภอบ้านด่าน (เฉพาะตำบลโนนขวาง และตำบลวังเหนือ) เขตนี้มีผู้สมัคร 7 คน เขตนี้แชมป์เก่า คือ นายรังสิกร ทิมาตฤกะ พรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ หลายสมัย คราวนี้ไม่ลงเขต ขยับไปลงบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสแทน จึงส่ง นายชนกันต์ ทิมาตฤกะ บุตรชาย ลงสมัครเขตนี้  ถือว่าเป็นนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ลงพื้นที่ติดตามผู้เป็นพ่อมาอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นที่คาดหมายว่า นายชนกันต์ จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.สมัยแรก เพราะมีกลุ่มการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่ให้การสนับสนุน มีฐานคะแนนเสียงของผู้เป็นพ่อเกือบเต็มพื้นที่ อีกทั้งยังขยันลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน

โดยพรรคประชาชน ส่ง นายวรพจน์ วิบูลย์วิริยะสกุล อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลสตึก มาเป็นคู่แข่งคนสำคัญ ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในพื้นที่ พรรคเพื่อไทย ส่ง นายพรรษศรณ์ สาครเสถียร ซึ่งหาก นายชนกันต์ จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.ได้ก็คงต้องหืดขึ้นคอเป็นแน่

อีกทั้งเขตนี้ยังมี พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายกฤษฎา ชูตาลัด ลงชิงเก้าอี้ด้วย รวมทั้ง นายสมชาย สุเรรัมย์ พรรคเศรษฐกิจ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง นายธีรวุฒิ ทับทิมหิน และ พรรคกล้าธรรม นางสาวรุ่งฤดี จะโชนรัมย์ แม้ว่าฐานเสียงจะสู้ นายชนกันต์ และ นายวรพจน์ ไม่ได้ แต่จะสร้างสีสันการแข่งขันในเขตนี้ให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

เขตเลือกตั้งที่ 5 ประกอบด้วย อำเภอนาโพธิ์ อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ อำเภอพุทไธสง และอำเภอคูเมือง (ยกเว้น ตำบลพรสำราญ) เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน  นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี  แกนนำพรรคภูมิใจไทย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้ว ได้ 47,746 คะแนน  มีฐานคะแนนเสียงจากกลุ่มผู้นำท้องถิ่น กลุ่มสตรี และ อสม. ลงพื้นที่หาเสียงมาอย่างต่อเนื่อง ศึกคราวนี้ไม่หนัก แม้พรรคเพื่อไทย ส่ง นายให่ม สุขะเดชะ มือกลอง วงไอน้ำ ขณะที่พรรคประชาชน ส่ง นายธนากร  สัมมาสาโก พรรคกล้าธรรม ส่ง นายสมคิด สินไธสง พรรคไทยสร้างไทย ส่ง นายสรุศักดิ์ เลี้ยงผ่องพันธุ์ และ พรรคประชาธิปัตย์ ส่ง นางพชรพรรณ ลิ้มโฆษิต  ต้องยอมรับว่า หากใครคิดจะโค่น นายโสภณ คงยากพอสมควร

เมื่อดูจากชื่อชั้นของผู้สมัครทั้งหมดแล้ว หากจะสู้ต่อกรกับนายโสภณ คงลำบาก สนามเขตนี้ จึงยกให้นายโสภณ พรรคภูมิใจไทย เป็นตัวยืน เข้าป้ายชัวร์ มีนายใหม่ จากพรรคเพื่อไทย เป็นตัวสอดแทรก ส่วนผู้สมัครจากพรรคอื่น นั้น จะเป็นการแชร์คะแนนแต้มกันไปมากกว่า

เขตเลือกตั้งที่ 6 ประกอบด้วย อำเภอลำปลายมาศ อำเภอคูเมือง (เฉพาะตำบลพรสำราญ) อำเภอหนองหงส์ (เฉพาะตำบลไทยสามัคคี ตำบลสระทอง และตำบลเสาเดียว) เขตนี้มีผู้สมัคร 10 คน  เขตนี้นายศักดิ์ ซารมย์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้ว ได้ 35,229 คะแนน โดยอาศัยฐานคะแนนเสียงจากกลุ่มครู กลุ่มผู้นำท้องถิ่น และ อสม. ลงพื้นที่หาเสียงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องพบศึกหนัก เมื่อพรรคเพื่อไทย ส่ง นายประยูร เพ็งจันทร์ อดีตประธานสภา อบจ.บุรีรัมย์ คราวที่แล้วมาอันดับสอง ได้ 20,226 คะแนน พรรคประชาชน ส่ง นายนันทภพ ทองนุ่น พรรคกล้าธรรม ส่ง นายภูวดล ศรีหามาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ ส่ง นายสมชาย สุเรรัมย์ ลงชิงชัยด้วย

เมื่อดูจากชื่อชั้นของผู้สมัครทั้งหมดแล้ว สนามเขตนี้น่าจะเป็นการแข่งขันเข้มข้นระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคประชาชน ตามมาห่างๆ ส่วนพรรคอื่นหวังเล็กๆ เป็นตัวสอดแทรก หรือตาอยู่เท่านั้น ท้ายที่แล้ว นายศักดิ์ จากพรรคภูมิใจไทย แชมป์เก่า เข้าป้ายชัวร์

เขตเลือกตั้งที่ 7 ประกอบด้วย อำเภอปะคำ (เฉพาะตำบลไทยเจริญ ตำบลหนองบัว และตำบลโคกมะม่วง) อำเภอโนนสุวรรณ อำเภอนองกี่ และอำเภอหนองหงส์ (เฉพาะตำบลหนองไชยศรี ตำบลห้วยหิน ตำบลเมืองฝ้าย และตำบลสระแก้ว) เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน ซึ่งมี นายพรชัย ศรีสุริยันโยธิน จากพรรคภูมิใจไทย อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ หลายสมัย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้วได้คะแนน 28,685 คะแนน ลงพื้นที่หาเสียงมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องพบศึกหนักพอสมควร เมื่อพรรคเพื่อไทย ส่งนายพรรณธนู วรรณกางซ้าย ลูกชาย ดร.หนูแดง วรรณกางซ้าย อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ หลายสมัย คราวที่แล้วมาเป็นอันดับสอง ได้ 28,470 คะแนน ห่างกันเพียง 215 คะแนน ที่อาศัยฐานเสียงจากกลุ่มวัยรุ่น หวังล้มยักษ์ สนามนี้ ขณะที่พรรคประชาชน ส่งนายณัฏฐชัย สวัสดี ส่วนพรรคกล้าธรรม  ส่ง นายวุฒิชัย สุขพรรณดอน และพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายคำก่าย กองพร ลงชิงชัยเขตนี้ด้วย

วัดกันปอนด์ต่อปอนด์ หากใครจะเข้าป้ายคงต้องทำการเมืองอย่างหนัก แต่ฐานนิยมส่วนตัวของนายพรชัย ยังมีอยู่เกือบเต็มพื้นที่ ขณะที่นายพรรณธนู ก็ประมาทไม่ได้ เขตนี้โอกาส นายพรชัย จะคว้าเก้าอี้ไปครองก็เป็นไปได้สูง หากไม่แผ่วปลาย ส่วนผู้สมัครคนอื่นคอยสอดแทรก

เขตเลือกตั้งที่ 8 ประกอบด้วย อำเภอนางรอง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ (เฉพาะตำบลเจริญสุข และตำบลถาวร) อำเภอปะคำ (เฉพาะตำบลปะคำ และตำบลหูทำนบ) และอำเภอโนนดินแดง (เฉพาะตำบลโนนดินแดง) เขตนี้มีผู้สมัคร 10 คน มีนายไตรเทพ งามกมล อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย แชมป์เก่า เป็นตัวยืน คราวที่แล้วได้คะแนน 34,429 คะแนน มีฐานเสียงเหนียวแน่นในเขตเทศบาลเมืองนางรอง อ.นางรอง ส่วนคู่แข่ง พรรคเพื่อไทย ส่ง นายวินัย จีนโน คราวที่แล้วสวมเสื้อก้าวไกล มาเป็นอันดับสอง ได้ 23,148 คะแนน  

ขณะพรรคกล้าธรรม ส่งนายสุรศักดิ์ เพชรสว่าง หรือ สจ.ปุ๊ก อดีต สมาชิกสภา อบจ.บุรีรัมย์ คราวที่แล้วสวมเสื้อเพื่อไทย มาเป็นอันดับสาม ได้ 16,600 คะแนน ที่ขยันลงพื้นที่พบปะพี่น้องมาอย่างต่อเนื่อง และอาศัยฐานเสียงจาก นายโสภณ เพชรสว่าง อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ นอกจากนี้ยังมี นายเพชร สุพพัตกุล ข้าราชการบำนาญ อดีตนายอำเภอ พรรคประชาชน คอยเป็นก้างขวางคออยู่ ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายธนาศักดิ์ เฉลิมสิทธิวงศา ลงชิงชัยด้วย

เขตนี้ยกให้ นายไตรเทพ แชมป์เก่า มีฐานเสียงเหนียวแน่นในเขตเทศบาลเมืองนางรอง แต่คู่แข่งอย่าง นายวินัย และ นายสุรศักดิ์  ก็ประมาทไม่ได้ ส่วนผู้สมัครคนอื่นคอยสอดแทรก

เขตเลือกตั้งที่ 9 ประกอบด้วย อำเภอโนนดินแดง (ยกเว้น ตำบลโนนดินแดง) อำเภอละหานทราย อำเภอบ้านกรวด (เฉพาะตำบลบ้านกรวด ตำบลปราสาท ตำบลบึงเจริญ ตำบลจันทบเพชร และตำบลหนองไม้งาม) และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ (เฉพาะตำบลยายแย้มวัฒนา ตำบลอีสาณเขต และตำบลตาเป๊ก) เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน  เขตนี้ นายรุ่งโรจน์ ทองศรี น้องชายของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็น ส.ส.มาแล้ว 4 สมัย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้วได้คะแนน 45,095 คะแนน ที่ขยันลงพื้นที่ทำงานการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง มีฐานคะแนนเสียงแน่นในพื้นที่ ส่วนพรรคเพื่อไทย ส่ง นายต่อพงษ์ จีนใจน้ำโยกมาลงเขตนี้ คราวที่แล้ว สวมเสื้อก้าวไกล ลงเขต 10 ขณะที่พรรคประชาชน ส่ง นายเสกสรร สุริยา และ พรรครวมไทยสร้างชาติ ส่ง นายแสวง สีหามาตย์   ลงชิงชัยด้วย สนามเลือกตั้งเขตนี้ นายรุ่งโรจน์ น่าจะรักษาแชมป์ได้ไม่ยาก โดยมีนายต่อพงษ์  อาจจะเป็นตัวสอดแทรก

เขตเลือกตั้งที่ 10 ประกอบด้วย อำเภอประโคนชัย (ยกเว้นตำบลไพศาล) อำเภอบ้านกรวด (เฉพาะตำบลเขาดินเหนือ ตำบลโนนเจริญ ตำบลหินลาด และตำบลสายตะกู) เขตนี้มีผู้สมัคร 9 คน มีนายจักรกฤษณ์ ทองศรี อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ ลูกชายนายเพิ่มพูน ทองศรี นายกเทศมนตรีเมืองประโคนชัย หลานชายนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.คมนาคม รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นแชมป์เก่า คราวที่แล้ว ได้ 39,006 คะแนน ส่วนพรรคเพื่อไทย ส่ง นายจำรัส เวียงสงค์ อดีต ส.ส.บุรีรัมย์ คราวที่แล้วมาเป็นอันดับสาม ได้ 15,879 คะแนน  ขณะที่พรรคไทยประชาธิปัตย์ ส่งนายภูมิสิทธิ์ มาประจง พรรคประชาชน ส่ง นายณัฐพงศ์ แสนโคตร ส่วนพรรคกล้าธรรม  พรรคไทยสร้างไทย ส่งนายอิทธิศักดิ์ ปาทาน หวังลึกๆเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง  

เขตนี้ชื่อชั้นของ”จักรกฤษณ์ ทองศรี” ลงสนามการเมืองระดับชาติครั้งที่ห้า ดีกรีปริญญาโท รัฐศาสตร์ แต่ตระกูล “ทองศรี” เป็นลูกพี่ลูกน้องของนายเนวิน ชิดชอบ และ มีฐานเสียงแข็งแกร่งมากในอำเภอประโคนชัย ที่ ตระกูลทองศรี ยึดครองมาตลอดผนวกกับอำเภอบ้านกรวด บางส่วนเป็นฐานเสียงแน่นของภูมิใจไทย เชื่อแน่ว่า นายจักรกฤษณ์ จะเข้าวินชัวร์     

ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์โดยภาพรวม กับการเลือกตั้ง ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 เขตเลือกตั้ง วัดผลต่างได้เสีย ทั้งจากฐานคะแนนนิยมส่วนตัว และพรรคการเมืองแล้ว โอกาสของพรรคภูมิใจไทย ที่จะคว้าเก้าอี้ ส.ส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 ที่นั่ง นั้น น่าจะลอยลำเข้าป้ายชัวร์ เพราะพรรคการเมืองคู่แข่งในพื้นที่ ที่หวังเจาะฐานที่มั่น “ตระกูลชิดชอบ” ให้สั่นคลอน เป็นไปได้ยาก ลำบากมาก

ศึกเลือกตั้ง ในครั้งนี้ เชื่อได้เลยว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะกวาด ส.ส.บุรีรัมย์ได้ทั้ง 10 เขต อย่างแน่นอน พรรคการเมืองอื่น ไม่สามารถเจาะค่ายกลอำนาจเก่าของ “ตระกูล ชิดชอบ” ได้

ท้ายที่สุดแล้ว ผลการเลือกตั้งจะออกมาในรูปใด คงต้องรอในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569  นี้ จะเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่า พี่น้องประชาชนชาวบุรีรัมย์ จะเลือกใครเป็น สส.บุรีรัมย์ ทั้ง 10 คน เข้ามาเป็นปากเสียงในสภาผู้ทรงเกียรติ ครั้งนี้

ดร.นิว วิพากษ์วาทกรรม ใบอนุญาตที่ 2 ของหมอผีทางการเมือง ธนาธร-ปิยบุตร

ดร.นิว วิพากษ์วาทกรรม ใบอนุญาตที่ 2 ของหมอผีทางการเมือง ธนาธร-ปิยบุตร

ดร.นิว วิพากษ์วาทกรรม ใบอนุญาตที่ 2 ของหมอผีทางการเมือง ธนาธร-ปิยบุตร

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.39 น.

วันที่ 30 มกราคม 2569 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ว่า นี่อนาคตใหม่หรือไสยศาสตร์ทางการเมืองกันแน่?

รู้สึกอย่างไรครับกับวาทกรรม “ใบอนุญาตที่ 2 ในการจัดตั้งรัฐบาล” ของหมอผีทางการเมืองที่ชื่อธนาธรกับปิยบุตร? แต่ไหนแต่ไรมา หมอผีทางการเมืองสองตนนี้ก็เล่นไสยศาสตร์ทางการเมืองมาโดยตลอด สร้างวาทกรรมบิดเบือนมอมเมาประชาชน ดุจสร้างผีขึ้นมาหลอกประชาชน คอยชี้นำทางความคิดราวกับประชาชนเป็นไพร่เป็นทาส แต่ละวาทกรรมล้วนดูถูกสติปัญญาคนที่เลือกพรรคส้มทั้งสิ้น

ถ้านายธนาธรกับนายปิยบุตรจะบอกว่ามี “ใบอนุญาตที่ 2 ในการจัดตั้งรัฐบาล” นายธนาธรกับนายปิยบุตรกล้าที่จะตอบไหมว่าพรรคการเมืองใดนะที่มันสนับสนุนให้คุณอนุทินจัดตั้งรัฐบาล กระทั่งยอมโหวตแบบสูญเปล่าให้คุณอนุทินเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย มันก็พรรคส้มของพวกคุณมิใช่หรือ? แล้วแบบนี้พวกคุณหรือเปล่าที่เป็นเจ้าของ “ใบอนุญาตที่ 2 ในการจัดตั้งรัฐบาล” เสียเอง?

เห็นชัดว่าการเมืองใหม่ของพรรคส้มที่ชอบอ้างประชาชนก็เป็นแค่การสาดโคลนแบบเดิมๆ เพียงแต่เล่นลิ้นลมปากด้วยสำนวนอันแปลกใหม่แล้วกระพือทางโซเชียลมีเดีย สร้างวาทกรรมแต่ละครั้ง พอมีคนโต้จนกะลาแตกก็เงียบ แล้วก็รอจังหวะสร้างวาทกรรมใหม่ ความละอายใจเคยมีบ้างหรือไม่? แบบนี้เขาเรียกว่าไม่มีวุฒิภาวะและขาดความรับผิดชอบทางการเมือง เพราะมีแต่สร้างความแตกแยกเรี่ยราด

นายธนาธรเป็นคนดีหรือครับ? ผมคิดว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ง่ายมากๆ ลองไตร่ตรองด้วยจิตสำนึก การอ้างความเท่าเทียม อ้างคนเท่ากัน แล้วยัดเยียดอุดมการณ์ชูสามนิ้วให้ลูกของชาวบ้าน ลูกของประชาชน ดังเช่น “สู้เป็นไทถอยเป็นทาส” กระทั่งนำไปสู่การติดคุก ทว่าลูกของธนาธรกลับอยู่บนหอคอยงาช้าง โดยไม่ได้รับการยัดเยียดในแบบเดียวกัน มีแต่สนับสนุนลูกตัวเองให้ติดทีมชาติ

จากประเด็นนี้ เมื่อพิจารณาอย่างลึกซึ้ง จะเข้าใจได้ชัดเจนว่านายธนาธรมองประชาชนเป็นตัวอะไร? การที่นายธนาธรยัดเยียดภาระอุดมการณ์ชูสามนิ้วให้ลูกชาวบ้าน ลูกของประชาชน ขณะที่ลูกของตัวเองเป็นเทวดาไม่ต้องแบกรับภาระดังกล่าว มันก็พิสูจน์ชัดเจนอยู่แล้วว่าวาทกรรมคนเท่ากันที่นายธนาธรชอบพล่ามนั้นโกหก ลูกของนายธนาธรเป็นเทวดาก็เพราะนายธนาธรมองตัวเองเป็นเทวดา

สุดท้ายนี้ นอกจากเหตุให้พรรคกู้ยืมเงิน 191.2 ล้าน จนทำพรรคถูกยุบ ถ้ามองทางกายภาพอาจเรียกได้ว่าพรรคประชาชนใต้อุ้งตีนธนาธรหรือไม่? เพราะพรรคประชาชนอยู่ชั้น 4 ขณะที่คณะก้าวหน้าของนายธนาธรอยู่ชั้น 5 ของตึกเดียวกัน ซึ่งสะท้อนจิตใต้สำนึกว่านายธนาธรมองประชาชนอยู่ใต้อุ้งเท้าของเขาหรือเปล่า? การเมืองใหม่ที่นายปิยบุตรอ้าง แท้จริงแล้วก็แค่นายทุนรายใหม่เท่านั้น

ดร.ศุภณัฐ

29 มกราคม พ.ศ. 2569

#ประชาธิปไตยTheseries by ดร.ศุภณัฐ

เจาะลึกโพลใหญ่สวนดุสิต ก่อนการเลือกตั้ง 8 กพ 69 พรรคไหนเข้าวิน

เจาะลึกโพลใหญ่สวนดุสิต ก่อนการเลือกตั้ง 8 กพ 69 พรรคไหนเข้าวิน

เจาะลึกโพลใหญ่สวนดุสิต ก่อนการเลือกตั้ง 8 กพ 69 พรรคไหนเข้าวิน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.38 น.

วันนี้ 30 มกราคม พ.ศ. 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง  8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 26,621 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามภูมิภาคหลักของประเทศ กำหนดสัดส่วนตามโครงสร้างประชากรจริง เก็บข้อมูลแบบภาคสนาม (100%) ระหว่างวันที่ 16-28 มกราคม 2569 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองใดแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์)

1.พรรคประชาชน      35.99%

2.พรรคเพื่อไทย       22.13%

3.พรรคภูมิใจไทย     18.92%

4.พรรคประชาธิปัตย์   10.16%

5.พรรคกล้าธรรม      2.40%

6.อื่น ๆ                  5.93%

7.ยังไม่ได้ตัดสินใจ   4.47%

2. ประชาชนจะเลือก สส.เขต สังกัดพรรคใด

1.พรรคประชาชน      33.46%

2.พรรคเพื่อไทย       21.52%

3.พรรคภูมิใจไทย     20.60%

4.พรรคประชาธิปัตย์   8.13%

5.พรรคกล้าธรรม     3.41%

6.อื่น ๆ                  9.50%

7.ยังไม่ได้ตัดสินใจ   3.38%

3. ประชาชนอยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

1.ณัฐพงษ์ (ปชน.)        35.07%

2.ยศชนัน (พท.)          21.53%

3.อนุทิน (ภท.)           16.11%

4.อภิสิทธิ์ (ปชป.)       12.97%

5.ร.อ.ธรรมนัส (กธ.)    3.61%

6.อื่น ๆ                     8.49% 

7.ยังไม่ตัดสินใจ         2.2%

 สวนดุสิตโพล

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 26,621 คน (สำรวจทางภาคสนาม 100%) ระหว่างวันที่ 16-28 มกราคม 2569 พบว่า  พรรคการเมืองแบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ที่กลุ่มตัวอย่างจะเลือก คือ พรรคประชาชน ร้อยละ 35.99 รองลงมาคือ เพื่อไทย ร้อยละ 22.13 ภูมิใจไทย ร้อยละ 18.92  ด้าน สส. เขต จะเลือกสังกัดพรรคประชาชน ร้อยละ 33.46 รองลงมาคือ ภูมิใจไทย ร้อยละ 21.52 เพื่อไทย ร้อยละ 20.60 และอยากให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ปชน.) เป็นนายกรัฐมนตรี ร้อยละ 35.07 รองลงมาคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พท.) ร้อยละ 21.53 และนายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภท.) ร้อยละ 16.11

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลโค้งสุดท้ายการเลือกตั้งสะท้อนว่าพรรคประชาชนยังคง นำในช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ อย่างไรก็ตาม ผลโพลเป็นความคิดเห็นของประชาชน ณ ขณะนั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจออกมาใช้สิทธิของประชาชนในวันเลือกตั้ง หากประชาชนต้องการให้ผลเป็นอย่างไร ก็จำเป็นต้องออกมาใช้สิทธิ ให้มากที่สุดตามกระบวนการประชาธิปไตย เพราะคำตอบสุดท้ายไม่ได้อยู่ที่ผลโพล แต่อยู่ที่คูหาเลือกตั้งของประชาชนทุกคน

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก สวนดุสิตโพล

ฟัน‘สุภัทร’ไม่เกี่ยวภท. ‘หนู’ขออย่าโยงมั่ว

ฟัน‘สุภัทร’ไม่เกี่ยวภท.  ‘หนู’ขออย่าโยงมั่ว

ฟัน‘สุภัทร’ไม่เกี่ยวภท. ‘หนู’ขออย่าโยงมั่ว

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟัน‘สุภัทร’ไม่เกี่ยวภท. ‘หนู’ขออย่าโยงมั่ว ไม่เคยสั่งการอะไร เจ้าตัวอ้างถูกรังแก

“อนุทิน” ชี้เชือด “หมอสุภัทร” ปชน.ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย วอนอย่าโยงเป็นเรื่องการเมือง ด้านหมอสุภัทร กระหน่ำไม่ยั้งโดนรังแก

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล นักวิชาการ ออกมาแนะนำนายกฯให้กระทรวงสาธารณสุข หยุดการปลด นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต2 สังกัดพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงการเลือกตั้งเพราะจะมีผลเสียมากกว่าผลดีว่า ตนไม่ได้รับรู้รับทราบเรื่องพวกนี้ นอกจากรับทราบจากทางข่าวสารและการพูดถึง ตนออกจากกระทรวงสาธารณสุขมาหลายปีแล้ว และที่ตนได้พบกับรมว.สาธารณสุขในงานเมื่อคืนวันที่ 28 ม.ค.ตนได้สอบถาม ซึ่งรัฐมนตรีบอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีเรื่องของการเมือง ตนคิดว่าอาจารย์ปริญญาที่บอกว่าให้เราถอยเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพรรคภูมิใจไทย อาจารย์ปริญญาก็เป็นอาจารย์ ก็น่าจะทราบและมีความรู้ทางด้านกฎหมายดีว่าตรงไหนที่ฝ่ายการเมืองทำได้ ตรงไหนทำไม่ได้ ยิ่งตอนนี้เราเป็นรัฐบาลยิ่งไปมีความเกี่ยวข้องอะไรไม่ได้ใหญ่เลย ตนไม่เคยข้องแวะข้องเกี่ยวหรือไม่ได้ไปสั่งการใดๆในเรื่องของงานประจำ ที่ไม่ใช่นโยบายที่จะให้ปลดข้าราชการจำเพาะเจาะจง แบบนี้ให้ไม่ได้อยู่แล้วมันผิดอยู่แล้ว

นายอนุทิน กล่าวว่า นโยบายที่บอกว่าให้ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดกฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชนทั่วไป อันนี้เป็นนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลตน ตนถึงได้ใช้คำว่าปิดชื่อถือพฤติกรรม ผู้สื่อข่าวต้องอย่าลืมด้วยตนดำเนินแนวทางนี้มาตลอด มันถึงสามารถดำเนินคดีกับทุกคนที่ทำผิดกฎหมายได้ ซึ่งล่าสุดมีการจับกุมระดับผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงด้วย ที่ไปมีส่วนร่วมกับการขุดบิตคอยน์ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเขาเป็นใครมีรายงานมาตนก็รับทราบ ใครผิดใครถูกก็ดำเนินการเต็มที่ เมื่อถามว่า นายกฯไม่ห่วงว่าจะทำให้คะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยลดลงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทย ตนจะไปห่วงได้อย่างไร มันเป็นความพยายามที่จะนำไปเกี่ยวโยงมากกว่า คนที่นำไปเกี่ยวโยงก็คือคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรรคภูมิใจไทย ยืนยันว่าไม่เกี่ยวเลย พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คุมกระทรวงสาธารณสุขมา2ปีกว่าแล้ว เพิ่งเข้าไปแค่3เดือน ถ้าจะว่าไปแล้วสืบสวนสอบสวนข้าราชการกระทำผิดอะไรใดๆ ที่จะต้องเข้าออกสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งกว่าจะเข้าออกได้ต้องดูว่ามันเกิดขึ้นสมัยไหน ไม่ใช่ทำได้ภายใน 3-4 เดือน แล้วอยู่ดีๆจะมาบอกว่าคนที่จะต้องไปสั่งห้ามไม่ให้เข้าแล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไร

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า อย่าเอามานับญาติหรือข้องแวะอะไรกับตนเลย ตนแม้ว่าออกมาจากกระทรวง3เดือน ถามปลัดฯถามอธิบดีได้เลยว่าเคยเห็นหน้าตนไหม เคยต้องมารายงานหรือมาติดต่ออะไรกับตนไหม ไม่มีเลย ตนกลับมาอีกที3เดือนหลังจากนั้นตนก็มาทำหน้าที่ของตน โดยทำหน้าที่รมว.มหาดไทย สำหรับตนมืออาชีพอยู่แล้วไม่ต้องห่วงหรอก

ด้านนพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.เขต 2 สงขลา พรรคประชาชน ได้โพสต์ facebook ว่า “สั้นๆ ว่าด้วย ATK เราจะยังเลือกอนุทินเป็นนายกอีกหรือ …..เวลามีค่าสำหรับผู้สมัคร สส..อย่างผม ที่มีแต่สองเท้าและหัวใจ ที่จะเดินแนะนำตัวไปหาพี่น้องคนหาดใหญ่ จึงไม่มีเวลาตอบโต้ข่าว ผมมีประเด็นสั้นๆ ที่สำคัญ คือ 1.ผมยืนยันว่า การจัดซื้อจัดจ้าง ATK เป็นไปตามระเบียบ ว115 และ พ.ร.บ.พัสดุ 2560 มาตรา 56(2)ง ในสถานการณ์ภัยพิบัติโควิด ซื้อของมาใช้ก่อน ต่อรองราคาเต็มที่ได้ชิ้นละ 230 บาทจนถูกกว่าที่ สธ.ซื้อ แล้วค่อยกลับมาทำเอกสารภายหลัง สธ.ก็ทราบ แต่จะลงโทษให้ได้ รมต.พัฒนาถึงต้องลงมือโหวตเองฟันผมให้ได้ เอกสารหลักฐานก็ไม่กล้าเปิดเผย อ้างความลับราชการ

2.หมอเอกภพ แห่งภูมิใจไทย ออกมาบอกว่าผมซื้อแพง สธ.ซื้อได้ที่ 70 บาท แต่นั่นยี่ห้อ Lepu เกรด C มาเทียบ StandardQ เกรดA ได้ไง กระบวนประมูล ATK 8.5 ล้านชิ้นของ สธ. ก็เทามาก บริษัทออสแลนด์ประมูลได้ แต่ตอนเซ็นสัญญาเป็นณุศาสิริ เรียน วปอ.กับนายกอนุทิน และต่อมาก็มาขายกัญชาระดับประเทศ นี่คือความเทาที่แพทย์ชนบทขวางไม่สำเร็จ 3.ในพื้นที่หาดใหญ่มีกระแสปั่นว่า หมอทุจริต หมอโกง ATK ผมถูกปลดแล้ว หมดสิทธิ์ลง สส.ให้เลือกพรรคสีอื่นคะแนนจะได้ไม่ตกน้ำ ปั่นกันจริงจัง หวังเตะตัดขา ให้คนสับสน ไม่ให้ผมเข้าสภา คนสับสนมากพอสมควร วิชามารมาทุกรูปแบบ

“12 วันสุดท้าย สกัดกันตั้งแต่ระดับชาติจนระดับพื้นที่กันเลยทีเดียว ต้องบอกว่า “มันส์จริงๆ” แต่ในวิกฤตมีโอกาส ยามฟ้ามืดมีแสงดาว ผู้คนทั่วประเทศกำลังช่วยกันชี้ความจริงบอกความเห็น กระแสตีกลับ คนรู้จักผมและสนับสนุนพรรคประชาชนเพิ่มขึ้นอีกมากในชั่วข้ามคืน เรามีเพียง 2 ทางเลือก นี่เราจะเลือกภูมิใจไทยเอาอนุทินมาเป็นนายกอีกหรือ โควิดกระจอก ประเทศไทยจะไปไหวไหม เราต้องการรัฐบาลที่ทรงพลังในการนำพาประเทศไปข้างหน้า และพรรคที่พร้อมที่สุดก็คือพรรคประชาชน” นพ.สุภัทร โพสต์

ขณะที่ นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อดีตกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า มาดูกันใครโกหก !!!!

พี่สุภัทรและกลุ่มแพทย์(อ้างชนบท) อ้างมาตลอด และทำให้คนเชื่อมาตลอดว่า ATK ที่เขาซื้อถูกกว่ากระทรวงสาธารณสุขซื้อ ผมมีหลักฐานว่าในช่วงเวลาเดียวกัน…กระทรวงสาธารณสุข ซื้อ ATK ยี่ห้อ Standard Q จากบริษัท เอ็มพี กรุ๊ป ในราคา 180 บาท/ชุด ไหนครับเอกสารที่อ้างว่า รพ.จะนะ ซื้อถูกกว่า ?!!!! โพสต์โดย เอกภพ เพียรพิเศษ 288/9 ม.3 ต.รอบเวียง อ.เมือง เชียงราย จำนวน 1ชุด ตามวันและเวลาที่ปรากฏ

ทั้งนี้ นพ.เอกภพ ยังได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับ “แนวหน้าออนไลน์” ว่า “เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารรายงานการจัดซื้อของกระทรวงสาธารณสุข โดยในรายการจัดซื้อดังกล่าว ระบุว่าจัดซื้อจากบริษัท เอ็มพี กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งในขณะนี้ บริษัท เอ็มพีกรุ๊ปฯ นำเข้า ATK ยี่ห้อ Standard Q ยี่ห้อเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ การจัดซื้อของโรงพยาบาลจะนะ ผ่านบริษัทบริษัท นำวิวัฒน์ฯ ทางบริษัท นำวิวัฒน์ฯ ก็ซื้อจากเอ็มพีกรุ๊ปฯ เช่นกัน