อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.41 น.

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอ ประเมินผลงาน ไม่เข้าเป้าขอทรงสิทธิ์พิจารณาปรับปรุง อุบตั้ง ครม. เพียง 35 ตำแหน่ง บางเรื่องขอถือเคล็ดเก็บไว้กับตัวเอง หลังสื่อถามมีนัยการเมืองหรือไม่ ปัดตอบเหตุสุชาติไม่ได้นั่งรองนายกฯ นัด เชน-หนิม กินข้าวกลางวันเชิญพรุ่งนี้ทำเนียบฯ ถกการทำงานร่วมกัน

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเบื้องหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่ 3 เทคโนแครต ประกอบด้วย (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ไม่มีรัฐมนตรีช่วย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพราะเหตุใด นายอนุทินยิ้มก่อนจะตอบว่า ทำงานแบบนี้ ก็มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

เมื่อถามว่า กรณีที่ไม่ให้รัฐมนตรี 3 แม่ครัว (มืออาชีพ) ทำงานอย่างเต็มที่ และไม่ให้การเมืองมาแทรกแซงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเมืองไม่เคยแทรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสามแม่ครัวหรือสามพ่อครัว ซึ่งคำดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนบัญญัติขึ้น เราทำงานกันในนามคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่ละท่านมีอิสระสำหรับการทำงาน ตนได้คัดเลือกคณะรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มาทำหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มอบนโยบายและให้การสนับสนุนภารกิจที่รัฐมนตรีต้องการทำ หากเป็นประโยชน์กับส่วนรวม บ้านเมืองกับประชาชน ตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำมาโดยตลอด เป็นเพราะต้องการให้เจ้ากระทรวงทำงานอย่างมีวันสต็อป

เมื่อถามว่า เดิมนั้นพรรคภูมิใจไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี แต่รัฐบาลครั้งนี้จะมีการวัดเคพีไอรัฐมนตรีรายบุคคลหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้ามาทำหน้าที่ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นทุกคนก็ต้องแข่งกัน และต้องประเมินการทำงาน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ที่ทดลองงาน คณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่าง ๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตนเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ตนก็จะทรงสิทธิ์ไว้พิจารณาปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขเวลาในการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ต้องถามคนที่รู้จักผมดี”

เมื่อถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีเพียง 35 คนเท่านั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ถือเคล็ด เมื่อถามย้ำว่า ถือเคล็ดหมายความว่าอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ก็อย่าให้ล้น

เมื่อถามว่า มีนัยทางการเมืองหรือไม่ เช่น รอใครมานั่ง หรือดึงฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ของบางอย่าง ขอให้เก็บไว้ที่ตัวเอง

เมื่อถามว่า รอใครเกษียณเพื่อมารับตำแหน่งหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหนู 2

เมื่อถามถึงการทานอาหารอีสานร่วมกันกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ว่ามีการมอบคำแนะนำอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เมื่อวานไปกินลาบ ไม่ได้มีคำแนะนำอะไร

เมื่อถามว่า การร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย มีข้อตกลงหรือทำเอ็มโอยูในการล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราเชื่อใจ เชื่อถือกัน โดยในวันพรุ่งนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยสาเหตุที่จะร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้เพื่อพูดคุยหารือถึงการทำงานที่นายยศชนัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีจะต้องมากำกับดูแลกระทรวงในโควตาของพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามย้ำว่า นายยศชนันจะได้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รวมด้วยสิ” 

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

1 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงเปิดให้สมาชิกหารือเพื่อนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นหารือถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักทั่วประเทศ ว่า ปัจจุบันราคาพืชผลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูสวน ฟัก ฟักทอง ข้าว มะพร้าว และ แตงโม ต่างประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่ขยับสูงขึ้นรอบด้าน ที่ประกอบด้วย เคมีภัณฑ์และปุ๋ย มีราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ค่าน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการเกษตรสูงขึ้น อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ล้วนมีราคาสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรขาดทุนซ้ำซาก

“ขอฝากถึงท่านผู้ที่เคยตื่นตัวและเบิกบานในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ให้เลิกมองฟ้าแล้วหันมาก้มมองดิน มองหน้าพี่น้องเกษตรกรรากหญ้าบ้าง ขอให้เร่งออกมาตรการเยียวยาและแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นการเร่งด่วน ก่อนที่กระดูกสันหลังของชาติจะอยู่ไม่รอด เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ เพราะส่งผลกระทบต่อปากท้องและความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหามากกว่าที่ผ่านมา” นายพิทักษ์เดช กล่าว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.31 น.

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ ย้ำ 5 เดือนแล้วยังไร้วี่แวว

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานได้เปิดให้สมาชิกได้หารือถึงปัญหาความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้หารือว่า ณ วันนี้ผ่านมา 5 เดือนแล้วที่พี่น้องชาวหาดใหญ่รอคอยเงินเยียวยาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เขาฝากให้ตนมาช่วยทวงเงินให้เขา จึงขอให้สภาฯ แห่งนี้ ส่งต่อความเดือนร้อนผ่านประธานสภาฯ ไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายจูรี กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อช่วงปลายปี 2568 ถือเป็นวิกฤตที่หนักที่สุดเท่าที่ตนและชาวหาดใหญ่เคยประสบมา บ้านเรือนราษฎรเสียหายเกือบทุกหลังคาเรือน ปัจจุบันเกษตรกรและชาวบ้านยังคงรอคอยเงินเยียวยาเพื่อมาซ่อมแซมบ้านเรือน

“คนที่พอมีเงินเขาก็ซ่อมไปก่อน บางคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซ่อม แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ 5 เดือนผ่านมาแล้วยังไม่ได้ซ่อมบ้านเลย เพราะเขาไม่มีเงิน และกำลังรอคอยเงินก้อนนี้ที่เป็นความหวังเดียวของเขาตามกฎหมาย” นายจูรี กล่าว

นายจูรี กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีความล่าช้าในเรื่องการตรวจสอบเอกสาร มีการเรียกขอเอกสารซ้ำซ้อนหลายรอบ จนกลายเป็นอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบประมาณเยียวยา ดังนั้นจึงได้ฝากผ่านประธานสภาฯ ไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ให้เร่งรัดสั่งการเป็นกรณีพิเศษ

“อยากให้ท่านนายกฯ เข้าใจถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของการรอคอย อย่าปล่อยให้ความล่าช้าของระบบราชการไปซ้ำเติมบาดแผลของพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ผ่านมรสุมชีวิตมาหนักหนาแล้ว ขอให้เร่งจ่ายเงินก้อนนี้ให้ถึงมือประชาชนโดยด่วนที่สุด” นายจูรี กล่าว

อนุทิน ควง เนวิน กินมื้อค่ำอาหารอีสานร้านประจำย่านดุสิต หลังโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่

อนุทิน ควง เนวิน กินมื้อค่ำอาหารอีสานร้านประจำย่านดุสิต หลังโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่

อนุทิน ควง เนวิน กินมื้อค่ำอาหารอีสานร้านประจำย่านดุสิต หลังโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.18 น.

อนุทิน ควง เนวิน กินมื้อค่ำอาหารอีสานร้านประจำย่านดุสิต หลังโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่แล้ว คาดเข้าเฝ้า 6 เม.ย. แถลงนโยบาย 9-10 เม.ย.

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงค่ำเมื่อวานนี้ (31 มี.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปรับประทานอาหารอีสานที่ร้านมลอีสาน ย่านดุสิต ซึ่งเป็นร้านประจำ แต่ครั้งนี้มีแขกพิเศษร่วมโต๊ะด้วยคือนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่สังเกตว่า นายอนุทิน มีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกับคนในร้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงเช้าวันที่ 31 มี.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการให้ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี 35 คน ขณะที่คาดการณ์ว่านายอนุทินจะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ 6 เม.ย. โดยมีรายงานว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เตรียมนัดหมาย ครม. ชุดใหม่ เวลาประมาณ 15.00 น. เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีและตรวจคัดกรองโควิด-19 ก่อน จากนั้นจะขึ้นรถยนต์ที่จัดเตรียมไว้ ออกจากทำเนียบรัฐบาลในเวลาประมาณ 17.00 น. ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่าช่วงค่ำ ของวันที่ 6 เม.ย.หลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่จะมีขึ้นวันที่ 9-10 เม.ย.

รัฐบาลเตือนระวัง April Fool’s Day ชี้โพสต์สร้างความเสียหาย-ตื่นตระหนก มีโทษทั้งจำ-ปรับ

รัฐบาลเตือนระวัง April Fool’s Day ชี้โพสต์สร้างความเสียหาย-ตื่นตระหนก มีโทษทั้งจำ-ปรับ

รัฐบาลเตือนระวัง April Fool’s Day ชี้โพสต์สร้างความเสียหาย-ตื่นตระหนก มีโทษทั้งจำ-ปรับ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.11 น.

รัฐบาลเตือนปชช.ระมัดระวัง April Fool’s Day หากโพสต์สร้างความเสียหาย-สร้างความตื่นตระหนก มีความผิดตามกฎหมาย โทษทั้งจำและปรับ แนะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงก่อนแชร์

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 1 เม.ย. ของทุกปี ตรงกับ April Fool’s Day หรือ วันแห่งการโกหก ซึ่งมักจะมีการสร้างเรื่องโกหกเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อหยอกล้อซึ่งกันและกันในหมู่เพื่อนฝูง โดยหลายๆ คนมักจะใช้เป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์และคลายความเครียด แต่บางครั้งการล้อเล่นหรือการโกหกก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่น หรืออาจสร้างความตื่นตระหนกในสังคมได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการโพสต์เรื่องโกหกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจมีการเผยแพร่ ส่งต่อ หรือแชร์ ทำให้เรื่องโกหกกระจายไปในวงกว้าง 

รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้ระมัดระวังในการสร้างเรื่องโกหกเพื่อความสนุกสนานหรือหยอกล้อบุคคลอื่น เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย หรือเกิดความตื่นตระหนกในสังคม ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น

1. การเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ร่วมแชร์ ร่วมด่า หรือแสดงความคิดเห็นหยาบคาย ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

2. การนำเข้า หรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 (1) (2) (15) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อวิกฤตพลังงาน รัฐบาลขอความร่วมมือส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน ก่อนที่จะแชร์ข่าว หรือข้อมูลใดๆ ให้กับบุคคลอื่น ขอให้ตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ หากได้รับความเสียหาย หรือพบเห็นบุคคลใดสร้างข่าวปลอมจนทำให้เกิดความสับสนในสังคม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” น.ส.อัยรินทร์ ระบุ

นายกฯ ส่งสารวันข้าราชการพลเรือน ย้ำต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลสำเร็จ

นายกฯ ส่งสารวันข้าราชการพลเรือน ย้ำต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลสำเร็จ

นายกฯ ส่งสารวันข้าราชการพลเรือน ย้ำต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลสำเร็จ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.09 น.

นายกรัฐมนตรี กล่าวสารเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ให้ข้าราชการพัฒนาตนเองเสมอ เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชน ช่วยขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

1 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวสารเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า ในนามของรัฐบาล ในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดี ตลอดจนกำลังใจมายังข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2568

“การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชน ตลอดจนการสร้าง ความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง เป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ข้าราชการ” เพราะข้าราชการ คือผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน ข้าราชการทุกคนจึงต้องตระหนักถึงคุณค่าและเกียรติภูมิของคำว่าข้าราชการ โดยดำรงตนให้เป็นผู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน”

ข้าราชการทุกคนล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ข้าราชการจึงต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีความพร้อม ทั้งความรู้ ความสามารถ ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น เป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการผู้มีความประพฤติดี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเป็นการสร้างขวัญและเพิ่มพูนกำลังใจแก่ข้าราชการผู้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ อุตสาหะ เสียสละ และอุทิศตนในการปฏิบัติราชการให้เกิดความเรียบร้อยและบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้ข้าราชการพลเรือนทุกท่าน ธำรงรักษาคุณงามความดีที่ได้กระทำไว้ ให้ปรากฏเป็นเกียรติยศอันสง่างามแก่ตนเอง ครอบครัว และองค์กรสืบไป

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อีกทั้งพระบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดดลบันดาลประทานพรให้ข้าราชการพลเรือน และข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2568 พร้อมทั้งครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็ง มีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการและมีความสมปรารถนาในสิ่งที่มุ่งหมายไว้ทุกประการโดยทั่วกัน

ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อช่วงค่ำวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “44 สส. พรรคก้าวไกล ความผิดของพวกเค้าคืออะไร?” ระบุว่า “พิมพ์ด้วยความ หงุดหงิด โมโห โกรธ หดหู่และสังเวทในอนาคต ประเทศเรากำลังจะตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตคนอย่าง เช่น

คนที่ 1 รังสิมันต์ โรม – ผู้ที่ทำให้ประชาชนคนไทย ได้รู้ว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่ความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่คือการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาด ไปจนถึงความจงใจในการปล่อยปะละเลย เพราะคนในรัฐบาลเป็นเพื่อนกับ สแกเมอมอร์และนักฟอกเงินระดับโลก โรมทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รู้จักกับผู้ชายที่ชื่อ “เบน สมิธ” ถ้าไม่มีเค้าผู้ชายคนนี้ก็คงเป็นแค่คนสนิทยอดฮิตของนักการเมืองที่ไม่มีใครรู้เบื้องหลัง

คนที่ 2 กาย ณัฐชา – รถถังฝั่งธน แกเป็น สส.กรุงเทพ แต่เป็นขวัญใจเกษตรกรทั่วประเทศ เพราะการระบาดของปลาหมอคางดำ หนักจนทำให้เกษตรกรหมดตัวกันถ้วนหน้า สส.ทั้งสภามีแค่พวกเราพรรคประชาชน นำโดย กาย ณัฐชา ที่กล้าพูดเรื่องหมอคางดำและพิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือความผิดพลาดและหน้าด้านของกลุ่มทุนใหญ่ ที่ทำลายทั้งชีวิตเกษตรกรและระบบนิเวศทั่วทั้งประเทศ

คนที่ 3 เอิท ปกรณ์วุฒิ – ชื่อนี้ไม่โดนเด่นเท่าไหร่ แต่พี่เอิทคือคนที่ทำให้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายในไส้ ของ เนวิน ชิดชอบ หลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีคมนาคม จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากกรณีถือหุ้นและเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ผ่านนอมินี


คนที่ 4 ธี ธีชัยชัย – “มันคือแป้ง” คนอาจจะลืมไปแล้วว่ามาจากไหน ดิฉันจะย้ำให้ฟังอีกครั้งว่าเป็นผลงานของ ธีรัจชัย พันธุมาศ เพื่อนของดิฉัน ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ต้องบอกมั้งว่าเรื่องอะไร คนที่ทำให้ซะให้นายธรรมนัสนั่งไม่ติดต้องลุกขึ้นโต้ จนเกิดวลีที่คนยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ มันคือแป้ง!

คนที่ 5 อาจารย์สุรเชษฐ์ – ผู้ที่แหกงบประมาณกระทรวงคมนาคมทุกปีแล้วก็เจอทุกปี ผู้ที่ทำให้คนทั้งประเทศได้รู้ว่า ประเทศไทยในรัฐบาลที่ภูมิใจไทยคุมกระทรวงคมนาคม จัดงบซ่อมถนน “บุรีรัมย์นำโด่ง” ถนนที่บุรีรัมย์ต้องทุบแล้วทำใหม่ซ่อมแล้วซ่อมอีกอยู่จังหวัดเดียว ไม่รู้เป็นห่าไร

และตอนนี้เพื่อนๆทุกคนของไอซ์ ถูก ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเตรียมยื่นต่อศาลฎีกา กรณีเสนอแก้กฏหมาย คำถามคือความผิดของพวกเค้าคืออะไรพูดให้ชัดๆหน่อย ?

ราวกับว่าประชาชนทั้งประเทศเชื่อไปแล้ว ว่าพวกเค้าจะต้องถูกตัดสิทธิ์แน่นอน โดยลืมไปแล้วว่าต้นเหตุมาจากอะไร

ทุกคนตั้งสตินะคะ เรากำลังจะเสียบุคลากรคุณภาพจำนวนมากไป แค่เพียงเพราะพวกเค้าตั้งใจทำงานและทำหน้าที่ตาม job description ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ ต ร า ก ฏ ห ม า ย !

คนกลุ่มนี้เค้ากำลังจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต เพราะพวกเค้ายื่นแก้กฏหมาย ทั้งๆกฏหมายแม่งยังไม่ได้เข้าสภาด้วยซ้ำ!

ประเทศนี้มันจะบิดเบี้ยวไปถึงไหน

สส. ที่ขาดประชุมสภาเป็นว่าเล่น ไม่เข้าสภา ไม่มาโหวต บางคนตลอดสมัยโผล่มาสภา 2ครั้ง บางคนลงมติ ไม่โดนลงโทษอะไร เช่น สุชาติชมกลิ่น สส. พรรคภูมิใจไทย ในสมัยที่แล้ว ลา/ขาดลงมติในการลงมติ 138 มติ จากทั้งหมด 183 มติ คิดเป็น 75.41% จากการขาดการลงมติทั้งหมดในสภา! ไม่โดนอะไรเลย ยังลอยหน้าลอยตาลงรับสมัครและเป็น สส. อยู่ได้เรื่อยๆ

แต่คนที่ตั้งใจทำงาน เป็นเดือดเป็นร้อนไปกับทุกข์ของประชาชน ขยันเสนอแก้กฏหมาย เอาใจใส่หน้าที่ตัวเองมาประชุมสภาทุกวัน ไม่ขาดลงมติน้อยมาก กำลังจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต

ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน..

ใจคอผู้มีอำนาจในประเทศนี้ จะตัดตอนองคาพยพสีส้มให้เหี้ยนเตียน ตัดแขนตัดขาให้เดินไม่ได้กันไปเรื่อยๆใช่ไหม ท่านคิดบ้างหรือป่าวว่าทำแบบนี้ไปเรื่องๆในสภา หรือ ประเทศเรามันจะเหลืออะไร

ท่านจะตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตคนอย่าง พิธา วิโรจน์ ศิริกัญญา ณัฐพงษ์ วรภพ วาโย เท่าภิภพ รังสิมัน แล้วในสภาและในการเมืองไทยก็จะมีแต่คนอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น , ธรรมนัส พรหมเผ่า , สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว , ไผ่ ลิกค์ , ชาดา ไทยเศรษฐ์ และอื่นๆอีกมากมาย ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้หรอ ?

ท่านเกลียดเรา หวาดกลัวพวกเรา ใช้ทุกวิธีการไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร ทำให้พวกเราค่อยๆหายไป แล้วเคยคิดไหมว่าพวกเราหายไปแล้ว คนแบบไหนที่จะเรืองอำนาจขึ้นมาปกครองประเทศนี้ เราจะอยู่กันแบบนี้หรอ ? “

วัส ติงสมิตร เจาะลึกวิบากกรรม ทำไม 44 สส.ส้ม ถึงเสี่ยงถูกประหารชีวิตทางการเมือง

วัส ติงสมิตร เจาะลึกวิบากกรรม ทำไม 44 สส.ส้ม ถึงเสี่ยงถูกประหารชีวิตทางการเมือง

วัส ติงสมิตร เจาะลึกวิบากกรรม ทำไม 44 สส.ส้ม ถึงเสี่ยงถูกประหารชีวิตทางการเมือง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.40 น.

1 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิบากกรรม “จริยธรรม” จาก “อนาคตใหม่” สู่ “ก้าวไกล”: บทวิเคราะห์นิติสงครามและบรรทัดฐานใหม่

เส้นทางการเมืองของกลุ่ม “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้สู้กันเพียงแค่ในคูหาเลือกตั้ง แต่เป็นการต่อสู้บนบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เข้มงวด โดยมีศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดชะตากรรมของเหล่าขุนพลการเมือง

1. ปฐมบท: อนาคตใหม่กับการสิ้นสภาพ “รายบุคคล” และ “รายพรรค”

ในช่วงปี 2562-2563 บทเรียนแรกเริ่มจากความบกพร่องในคุณสมบัติและระเบียบพรรคการเมือง:

• คดีหุ้นสื่อ (วี-ลัค มีเดีย): ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พ้นจาก สส. เพราะถือครองหุ้นสื่อในวันสมัคร ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

• คดีเงินกู้ 191.2 ล้าน: นำไปสู่การ ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยศาลมองว่าเงินกู้จากหัวหน้าพรรคเป็นรายได้ที่ไม่ชอบตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง ส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคหลายคนต้องออกจากสภาทันที

2. ก้าวไกลกับ “บรรทัดฐานล้มล้างการปกครอง”

เมื่อมาถึงยุคพรรคก้าวไกล ประเด็นขยับจากการทำผิดระเบียบ ไปสู่เรื่อง “อุดมการณ์และการปกครอง”:

• คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (7 ส.ค. 2567): สั่งยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี (รวมถึง นายพิธา และ นายชัยธวัช)

• จุดชี้ขาด: ศาลมองว่าการเสนอแก้ไข ม.112 ไม่ใช่เพียงการใช้อำนาจนิติบัญญัติตามปกติ แต่มีพฤติการณ์รณรงค์ “นอกสภา” ที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ รวมถึงการใช้ประเด็นนี้เป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

• โดยที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันศาลอื่นๆ ในคดีเกี่ยวเนื่องกันนี้ตามมาตรา 211 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นการยากที่ศาลอื่นๆ รวมทั้งศาลยุติธรรม จะวินิจฉัยคดีเกี่ยวเนื่องกันนี้ให้แตกต่างจากผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ได้

3. พรรคประชาชน กับ “ดาบสอง” คดีจริยธรรม 44 สส.

สถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ป.ป.ช. ได้รุกคืบยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา เอาผิดอดีต 44 สส. ก้าวไกล (ซึ่งปัจจุบันบางส่วนสังกัดพรรคประชาชน) ในข้อหา “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” โดยมีประเด็นวิเคราะห์เชิงลึกที่น่าสนใจดังนี้:

ประเด็นที่ 1: พฤติกรรม “นอกสภา” คือหัวใจหลัก

ในการพิจารณาคดีจริยธรรม ศาลอาจไม่มองเพียงแค่การลงชื่อยื่นกฎหมายในสภา (ซึ่งเป็นสิทธิของ สส.) แต่จะดู “พฤติการณ์แวดล้อม” ประกอบ เช่น:

• การแสดงความเห็นผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียในลักษณะลดทอนคุณค่าสถาบันฯ

• การเข้าร่วมมวลชนรณรงค์ที่มีลักษณะดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทตาม ม.112

• พฤติกรรมเหล่านี้ถูกนำมาใช้พิสูจน์ “เจตนาที่แท้จริง” ว่ามุ่งหมายปรับปรุงกฎหมายหรือมุ่งสั่นคลอนสถาบันฯ กันแน่

ประเด็นที่ 2: ความย้อนแย้งระหว่าง ม.112 และ ม.134

ข้อสังเกตทางกฎหมายอีกระดับหนึ่งคือ “เจตจำนงในการคุ้มครองประมุข”:

• ผู้ถูกร้องมุ่งแก้ไข ม.112 (ซึ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ไทย) โดยอ้างหลักสากล

• แต่กลับเพิกเฉยต่อ ม.134 (ที่คุ้มครองผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนักในลักษณะคล้ายกัน)

• ความลักลั่นนี้อาจถูก ป.ป.ช. หยิบยกมาโต้แย้งในศาลว่า ผู้ถูกร้องไม่ได้มุ่งแก้ไขกฎหมายให้เป็นสากลอย่างจริงใจ แต่เป็นการ “มุ่งเป้ากระทำการต่อสถาบันหลักของไทยเพียงแห่งเดียว” ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมข้อ 5 และ 6 ว่าด้วยการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

บทสรุปและทางแยกทางการเมือง

หากศาลฎีการับคำร้อง สส. 10 คนที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากผลการวินิจฉัยออกมาว่าผิดจริง ทั้ง 44 คนจะถูก “ประหารชีวิตทางการเมือง” โดยถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ในบริบทการเมืองไทย “เอกสิทธิ์ของสภา” อาจไม่เพียงพอที่จะคุ้มครอง สส. หากการกระทำนั้นถูกมองว่าขัดต่อบรรทัดฐานจริยธรรมและระบอบการปกครองขั้นพื้นฐานของรัฐครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
1/4/69

โผตรงปก แต่คำถามเพียบ! ส่อง 6 ข้อสังเกต เทพไท ชำแหละ ครม.อนุทิน 2

โผตรงปก แต่คำถามเพียบ! ส่อง 6 ข้อสังเกต เทพไท ชำแหละ ครม.อนุทิน 2

โผตรงปก แต่คำถามเพียบ! ส่อง 6 ข้อสังเกต เทพไท ชำแหละ ครม.อนุทิน 2

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.09 น.

1 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 6 ข้อสังเกตุ รัฐบาลอนุทิน 2

หลังจากได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน 2 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รายชื่อคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นรายชื่อ ซึ่งได้เผยแพร่ และมีการวิเคราะห์กันทางหน้าสื่อมวลชน ไม่ได้เกินความคาดหมายใดๆ ทั้งสิ้น นับว่าเป็นคณะรัฐมนตรีชุดแรก ที่มีรายชื่อจากโผ ครม.ตรงกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการทุกคน

ในจำนวนรายชื่อคณะรัฐมนตรี 35 คน ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์การเมือง อยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายชื่อและโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี ชุดอนุทิน 2 ดังนี้ คือ

1.คณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน 2 มีรัฐมนตรีหน้าเก่าที่เคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน 1 จำนวน 16 คน มีรัฐมนตรีหน้าใหม่ เป็นรัฐมนตรีครั้งแรกจำนวน 10 คน มีหน้าเก่าที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 21 คน เป็นบุคคลภายนอกที่ถูกเชิญมาเป็นรัฐมนตรีจำนวน 6 คน

2.กระทรวงสำคัญๆ กระทรวงหลักๆ ที่เป็นกระทรวงใหญ่ ไม่มีรัฐมนตรีช่วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้และในอดีตที่ผ่านมา เคยมีรัฐมนตรีช่วยกระทรวงละ 1 – 3 คนเป็นอย่างน้อย เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงเล็กที่ไม่เคยมีรัฐมนตรีช่วยมาก่อน กลับมีรัฐมนตรีช่วยในครั้งนี้ คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี

3.รัฐมนตรีที่เป็นบุคคลภายนอก หรือเทคโนแครต จะไม่ใช้รัฐมนตรีช่วยในกระทรวงที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยที่เป็นนักการเมือง หรือมาจาก สส.จะไม่มีในกระทรวงเหล่านี้ จะรัฐมนตรีว่าการเพียงคนเดียว เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม หลีกเลี่ยงการมีรัฐมนตรีช่วย แต่จะใช้วิธีการแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี มาช่วยงานในกระทรวงแทนรัฐมนตรีช่วย

4.มีการจัดหวางรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4 คน และรองนายกรัฐมนตรีอีก 7 คน รวมเป็น 11 คน ทั้งที่หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีน้อย จึงตั้งสังเกตว่าทำไมไม่กระจายรัฐมนตรีเหล่านี้ ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงต่างๆ ที่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยเลย

5.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา จะใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มียศระดับพลเอก ถ้าหากว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ไม่มียศ ก็จะเป็นพลเรือน แต่ ครม.ชุดนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มียศเพียงพลโทเท่านั้น

6.คณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีบุคคลใดเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะรองนายกรัฐมนตรีมีหลายคน เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งทั้ง 3 คน ล้วนเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ควบกระทรวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจทั้งนั้น จึงไม่ทราบว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 คือใคร

ต้องยอมรับความจริงว่าในสถานการณ์ปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญ ที่รัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเผชิญอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาวิกฤติพลังงาน ราคาน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ซึ่งจะลุกลามไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน สินค้าขึ้นราคา ประชาชนมีรายได้น้อย ไม่มีกำลังซื้อ และประชาชนตกงาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความท้าทายความสามารถของรัฐบาลอนุทิน 2 ทั้งสิ้น

จึงต้องจับตาดูว่า ผลงานของรัฐบาลอนุทิน 2 จะฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคไปตลอดรอดฝั่งครบเทอมหรือไม่

ปลัดมท.ถกด่วน สั่ง17ผู้ว่าฯเหนือ แก้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ

ปลัดมท.ถกด่วน  สั่ง17ผู้ว่าฯเหนือ  แก้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ

ปลัดมท.ถกด่วน สั่ง17ผู้ว่าฯเหนือ แก้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปลัดมท.ถกด่วน สั่ง17ผู้ว่าฯเหนือ แก้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ เชียงใหม่ยังอ่วม

นายกฯมอบ“สุชาติ”-ปลัดมท.ลงพื้นที่แก้ปัญหาไฟป่าภาคเหนือ ลั่นต้องเฉียบขาด ชี้วัด KPI ผู้ว่าฯ ด้านปลัด มท.ถกผู้ว่าฯ 17 จังหวัดภาคเหนือดำเนิน 4 มาตรการ รายงานสถานการณ์ต่อเนื่อง ส่วนนักวิชาการ ชี้ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่-ปาย พุ่งเกิน 300 มคก./ลบ.ม.เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เป็นหายนะทางสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ว่าได้มอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปลัดกระทรวงมหาดไทย จะกำกับดูแลในพื้นที่ 3-4 จังหวัดภาคเหนือ ที่จะต้องเข้มงวดเรื่องการเผาวัชพืชต่างๆ ส่วนการพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เราก็ร่วมมืออยู่ตลอด แล้วก็พยายามบริหารจัดการในส่วนที่เราควบคุมได้ ก็สามารถลดความรุนแรงได้ระดับหนึ่ง และได้ย้ำไปว่าต้องทำงานอย่างเฉียบขาด เต็มที่เหมือนกับปีที่แล้ว เพราะเราไม่อยากมานั่งทำเหมือนจับปูใส่กระด้ง แต่พอทำเต็มที่ก็หาว่าไปแกล้งเกษตรกรอีก หรือทำให้เขาเดือดร้อน แล้วจะทำอย่างไร ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้รับคำสั่งชัดเจน ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวัดประสิทธิภาพ (KPI) ผู้ว่าฯด้วย

ด้านนายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีนายธีรพัฒน์คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมทั้งผู้ว่าราชการ 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยนายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีความรุนแรงต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง นายกฯ ได้สั่งการให้ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ประชุมติดตามสถานการณ์ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ดำเนิน 4 มาตรการยกระดับการลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นPM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ

“แม้ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยจะมีมาตรการห้ามเผาที่ได้ผล แต่สาเหตุจากฤดูร้อนทำให้มีโอกาสเกิดไฟป่ามากขึ้น รวมถึงสะสมของเศษซากการเกษตร ซึ่งอาจมีการลักลอบเผา จึงขอให้อธิบดีปภ.ในฐานะผู้บัญชาการปภ.กลาง ประสานระดมเครื่องจักรกลและเฮลิคอปเตอร์จากหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกองทัพบก (ทบ.) ไปประจำจุดที่มีค่าฝุ่นPM2.5 หรือ Hotspot สูงเพื่อให้เข้าระงับเหตุได้ทันท่วงที พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในพื้นที่ซึ่งสถานการณ์วิกฤต เช่น อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อความรวดเร็วในบริหารจัดการภัยพิบัติ” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ ติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ดำเนินตาม 4 มาตรการยกระดับการลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นPM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากพื้นที่ใดมีค่าฝุ่น PM2.5 สูง แต่ตรวจไม่พบจุดความร้อนในพื้นที่ เนื่องจากสาเหตุหมอกควันข้ามแดนหรือพัดมาจากพื้นที่ข้างเคียง ให้รายงานมายังผู้บัญชาการทันที พร้อมให้จังหวัดช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน และให้กำชับนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เฝ้าระวังผู้ที่เข้าไปในป่าอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดจุดความร้อนขึ้นอีก และหากพบว่าเกิดจุดความร้อนที่เกิดในเขตอุทยานแห่งชาติ ให้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหัวหน้าอุทยานฯ เพื่อทราบถึงมาตรการและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้นๆ ทั้งนี้ ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ บูรณาการร่วมกันเป็นหูเป็นตา ทั้งฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เชื่อว่าสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 จะคลี่คลายลงโดยเร็ว

ส่วนอธิบดีปภ.กล่าวว่าได้ประจำการในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันมีหมอกควันปกคลุมหนาแน่น โดยเฉพาะ อ.เชียงดาว ตรวจวัดค่าฝุ่นPM2.5 สูงถึง 330 ไมโครกรัม (มคก.)/ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ได้สั่งการให้เฮลิคอปเตอร์ปภ.(KA-32) ลำที่ 1 ขึ้นบินปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟป่าตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา และวันเดียวกันนี้ได้นำเฮลิคอปเตอร์ลำที่ 2 จาก จ.ลพบุรี ไปสแตนด์บายที่ จ.เชียงใหม่เพิ่มเติม เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและเพิ่มศักยภาพในการระงับเหตุ นอกจากนี้ในเรื่องการใช้จ่ายเงินทดรองราชการ ได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบถึงแนวทางตามระเบียบกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) ซึ่งในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน จังหวัดสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการในเชิงป้องกันและยับยั้งภัย ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้จังหวัดมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการภัยได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้ง ได้ชี้แจงให้ทุกจังหวัดในเรื่องการประชาสัมพันธ์มาตรการต่างๆ การดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

ขณะที่นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลAir4Thai ระบุค่าฝุ่น PM2.5 ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สูงถึง 332 มคก./ลบ.ม.และที่ อ.ปายจ.แม่ฮ่องสอน สูงถึง 309 มคก./ลบ.ม.อยู่ในเขตอันตรายสูงสุด ถือเป็นหายนะทางด้านสิ่งแวดล้อม (environmental disaster)

นายสนธิ เปิดเผยด้วยว่า ข้อมูลองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US. EPA) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าหากฝุ่น PM2.5 ที่มีค่าสูงกว่า 300 มคก./ลบ.ม.ในรอบ 24 ชั่วโมงจัดอยู่ในระดับที่อันตรายมาก (Hazardous) โดยตามเกณฑ์ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ระดับนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงต่อทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มเสี่ยงเท่านั้น