แห่ลงทะเบียนวันแรก คนจนร้องไห้ ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว

แห่ลงทะเบียนวันแรก  คนจนร้องไห้  ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว

แห่ลงทะเบียนวันแรก คนจนร้องไห้ ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แห่ลงทะเบียนวันแรก คนจนร้องไห้ ดีใจอยากได้เงินซื้อข้าว ‘เอกนิติ’สั่งคลังดูเงื่อนไข ตัดสิทธิพ่อเแม่ปมภาษี ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ยังคึก ยอดใช้จ่ายทะลุ6.2พันล.

“ศิริกัญญา” อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่ ตัดสิทธิพ่อแม่เพียงเพราะลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี “เอกนิติ” ย้ำต้องคัดกรองคนเดือดร้อนหลังประชาชนโอดออกเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตัดสิทธิพ่อแม่หากลูกนำไปลดหย่อนภาษีเผยสั่งกระทรวงคลังดูอยู่ ด้าน “โฆษกกระทรวงการคลัง” ยันเดินหน้าเกณฑ์ลดหย่อนภาษีคัดกรองบัตรคนจนเข้ม ปักหลักตามมติ ครม.ดีด“คนอยากจน”ออกจากระบบ แจงปมพ่อแม่ถูกอ้างชื่อลดหย่อนภาษีสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ขณะที่ “ไทยช่วยไทย พลัส60/40” ยังแรงต่อเนื่อง ยอดใช้จ่ายสะสมทะลุ 6,214 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิแล้ว กว่า 16.5 ล้านคน

เมื่อวันที่ 4มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ซึ่งเริ่มเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยและเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องโดยข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2569 เวลา 17.00 น. พบว่ามีประชาชนได้รับสิทธิในโครงการแล้วจำนวน 26,040,623 ราย และมีผู้ใช้จ่ายสำเร็จแล้ว 16,527,898 คนในส่วนยอดการใช้จ่ายสะสมภายใต้โครงการ มีมูลค่ารวม 6,214.99 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่ายจำนวน 3,614.79 ล้านบาท และเงินที่ประชาชนร่วมจ่ายจำนวน 2,600.20 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการกระจายเม็ดเงินสู่ร้านค้าทั่วประเทศ

สำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จและพร้อมใช้งานแล้วรวม 951,013 ร้านค้า แบ่งเป็นร้านค้าเดิม 851,247 ร้านค้า และร้านค้าใหม่ 99,766 ร้านค้า ขณะที่มีร้านค้าที่อยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับเงื่อนไข (T&C) จำนวน 128,333 ร้านค้า และอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีก 3,652 ร้านค้านอกจากนี้ ยังมีร้านค้าที่มีการใช้จ่ายผ่านโครงการแล้วจำนวน 829,130 ร้านค้า

‘ไหม’อัดรัฐออกเกณฑ์บัตรคนจนใหม่

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยมีการปรับเกณฑ์การคัดเลือกให้ละเอียดขึ้น ซึ่งนำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนถึงความไม่เป็นธรรมโดยเฉพาะกรณีการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปใช้ลดหย่อนภาษีค่าอุปการะเลี้ยงดูเกณฑ์ดังกล่าวมีความย้อนแย้งเป็นอย่างมาก เนื่องจากตามเกณฑ์ภาษีในปัจจุบัน บุตรสามารถนำชื่อบิดามารดาที่อายุเกิน 60 ปี และมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ไปหักลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุพการีได้ปีละ 30,000 บาท ซึ่งเท่ากับว่ารัฐสนับสนุนให้บุตรส่งเงินให้บิดามารดาใช้เดือนละไม่ถึง 3,000 บาท แต่หากบุตรนำสิทธินี้ไปใช้ลดหย่อนภาษีเมื่อใด บิดามารดากลับต้องถูกตัดสิทธิการรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในทันที

น.ส.ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ทั้งที่เกณฑ์รายได้ของผู้ที่มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถูกกำหนดไว้ว่าต้องมีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ซึ่งหากนำเงินที่บุตรส่งให้เพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีมารวมกับรายได้ของบิดามารดา อย่างไรยอดรวมก็ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี จึงเป็นที่น่าตั้งคำถามว่ารัฐบาลนำเหตุผลใดมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสิทธิประชาชนกลุ่มนี้

“เกณฑ์แบบนี้กลายเป็นการทำโทษลูกกตัญญู ถ้าหากรัฐบาลให้สิทธิลดหย่อนภาษีค่าอุปการะบุพการีได้ถึง 100,000 บาทก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เอาอะไรไปตัดสิทธิเขา” ศิริกัญญา กล่าว

‘เอกนิติ’ย้ำต้องคัดกรองคนเดือดร้อน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่าจะมีการทบทวนหรือไม่ โดยเฉพาะการตัดสิทธิ์พ่อแม่ หากลูกนำไปลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบุพการี ครั้งนี้ไม่ทัน จะปรับครั้งหน้าหรือไม่ ว่า กำลังให้กระทรวงการคลังดูอยู่ อย่างที่บอกเราต้องการสำรวจสิทธิ เพื่อที่จะช่วยดูแลผู้ที่เดือดร้อนจริงๆ ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ให้กระทรวงมหาดไทยเข้าไปสำรวจ ซึ่งหัวใจสำคัญ คือ ประชาชนที่เดือดร้อน และไม่ได้อยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งไม่ได้มีการทบทวนสิทธิมานาน เพราะฉะนั้นจึงอยากช่วยกลุ่มที่เดือดร้อนจริงๆ ก่อน

คลังยันคัดกรองบัตรคนจนเข้ม

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีหลักเกณฑ์การคัดกรองผู้ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ที่มีการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มขึ้น โดยผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร จะถูกตัดสิทธิออก ว่า ยืนยันว่าหลักเกณฑ์การคัดกรองโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังเดินหน้าตามเดิม เพราะเรื่องนี้ผ่านการการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้ว โดยเกณฑ์การคัดกรองในครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้มีการปรับกระบวนการจากการพิจารณารายได้ครอบครัว มาเป็นเกณฑ์รายได้บุคคลแทน เพื่อคัดกรองให้ได้ผู้ที่ยากจนอย่างแท้จริง ให้คนที่ได้รับความเดือนร้อนจริงสามารถเข้าถึงสิทธิตามบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงออกเกณฑ์ดังกล่าวมา

“เกณฑ์ที่ออกมานี้จะเน้นการคัดกรองว่าทำอย่างไรที่จะได้คนจนอย่างแท้จริง เพราะตอนนี้เรามีทั้งคนยากจนและคนที่อยากจน คนที่รายได้น้อย กับคนที่อยากมีรายได้น้อยวันนี้เราต้องคัดกรองออกไปก่อน เราต้องดูแลคนจนที่ลำบากที่สุดก่อน ส่วนเกณฑ์เรื่องการลดหย่อนนั้นเป็นหนึ่งในหลาย ๆ เกณฑ์ที่จะตามคนจนอย่างแท้จริง ขอย้ำว่าเราไม่ได้มุ่งเป้าหมายแต่การจะตัดคนออก แต่สิ่งหนึ่งที่รู้ คือ พื้นที่ทางการคลังวันนี้ไม่เยอะ วันนี้อยู่ในภาวะวิกฤต มีการออก พ.ร.ก. เงินกู้ และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นกลไกหนึ่งในนั้น มีการเพิ่มเงินเข้าไป 4 เดือน เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาน้ำมันแพง ของแพง กำลังซื้อลด” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ

ย้ำต้องช่วยคนที่เดือดร้อนจริง

สำหรับกรณีที่มีการตั้งคำถามว่า หากมีบุตรที่นำเอาชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนภาษีโดยที่เจ้าตัวไม่รู้นั้น นายวินิจ กล่าวว่า กรณีแบบนี้กระทรวงการคลังยินดีรับฟัง และสามารถยื่นอุทธรณ์เข้ามาได้ หน่วยงานที่รับผิดชอบพร้อมตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดอยู่แล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันกระทรวงการคลังมีข้อมูลมากขึ้นและเพียงพอมากกว่าในอดีต ทำให้การคัดกรองคนจนไม่จริงออกจึงเป็นเรื่องที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนที่มีหลักฐานยืนยันเข้ามาเยอะว่า ผู้ได้รับบัตรสวัสดิการบางรายที่มีการซื้อสินค้าชนิดเดียวในราคา 300 บาททุกเดือน นั่นคือ ยาดม เพื่อนำไปขายต่อ และเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ราคาแพงหลายแสนบาท นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มข้นในครั้งนี้

“วันนี้ไม่อยากให้มากังวลเรื่องนี้มากเท่ากับการที่เราต้องพิจารณาเอาคนจนอย่างแท้จริงเข้ามารับสวัสดิการด้วย ประเด็นนี้หากเทียบกับคนที่ไม่มีใครดูแลเลย เราต้องรีบเข้าไปช่วยก่อน ส่วนคนที่มีคนดูแลแต่ยังเดือดร้อนอยู่ รัฐก็ยินดีที่จะเข้าไปดูข้อมูลแล้วมานั่งคุยกันว่าหลักเกณฑ์จะเป็นอย่างไร ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธคนที่เดือดร้อนจริงๆ และควรได้รับการช่วยเหลือ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางให้เข้ามารับสวัสดิการก่อน” นายวินิจ กล่าว

แห่ลงทะเบียนคนจนแน่นธนาคาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันแรกที่รัฐบาลเปิดดีเดย์ระบบการลงทะเบียนโครงการเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 โดยบรรยากาศในพื้นที่ภูมิภาค โดยเฉพาะที่อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พบว่าเป็นไปอย่างคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยประชาชนที่เดินทางมารอลงทะเบียนตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาทำการของสถาบันการเงิน โดยจุดให้บริการหลักที่มีประชาชนหนาแน่นที่สุด ได้แก่ ธนาคารออมสิน สาขาลาดหลุมแก้ว และ ธนาคารกรุงไทย สาขาแยกนพวงศ์ ซึ่งมีกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้สูงอายุเดินทางมารับบัตรคิวเพื่อสแกนสิทธิ์และลงทะเบียนรอบใหม่อย่างต่อเนื่อง

นางประนอม อายุ 55 ปี ราษฎรตำบลบ่อเงิน เปิดเผยว่า ตนเองมีความตั้งใจที่จะลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ แต่ปรากฏว่าไม่สามารถทำรายการผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ เนื่องจากระบบเกิดความขัดข้องและมีการเด้งออกจากแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตนเองไม่มีความชำนาญในการใช้งานเทคโนโลยี จึงตัดสินใจเดินทางไกลจากบริเวณแถววัดเจดีย์หอย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ธนาคารช่วยดำเนินการ

นางสัมฤทธิ์ อายุ 83 ปี ชาวตำบลระแหง ระบุว่า ตนเองไม่มีความรู้เรื่องระบบการลงทะเบียนออนไลน์เลย และในบ้านก็ไม่มีใครคอยให้คำแนะนำ จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง หรือกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) ช่วยลงพื้นที่เข้ามาให้ความรู้และอธิบายขั้นตอนการรักษาสิทธิ์ในชุมชน เนื่องจากในหมู่บ้านมีผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางจำนวนมากที่ไม่เข้าใจระบบเทคโนโลยี

ชาวมหาสารคามเข้าคิวยาวเหยียด

ส่วนที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม มีประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์จากพื้นที่ตำบลต่างๆ ของอำเภอเมืองมหาสารคาม พากันเดินทางมารอคอยบริเวณหน้าธนาคารตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาทำการ เพื่อดำเนินการยืนยันตัวตนรับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลให้เกิดแถวคิวยาวเหยียดประมาณ 10-20 เมตรบริเวณด้านข้างอาคารธนาคารในการนี้ ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารได้จัดระบบอำนวยความสะดวกอย่างรวดเร็วโดยนำเครื่องตรวจสอบสิทธิ์เบื้องต้นมาให้บริการแก่ประชาชน หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ตามระบบอย่างถูกต้อง ก็จะได้รับบัตรคิวเพื่อแยกไปทำรายการยืนยันตัวตนผ่านตู้เอทีเอ็ม (ATM) หรือผ่านเจ้าหน้าที่ธนาคารที่ตั้งโต๊ะคอยให้บริการพิเศษอยู่ที่บริเวณหน้าธนาคาร

ชาวบ้านหลั่งน้ำตาด้วยความดีใจ

ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาศาลากลาง จ.นครราชสีมา บรรยากาศการยืนยันตัวตนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน วันแรก เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เดินทางมาใช้บริการตั้งแต่ช่วงเช้า บางรายรวมกลุ่มกันเช่ารถพ่วงข้างและรถกระบะ หารค่าใช้จ่ายค่าน้ำมันเพื่อเดินทางมายังธนาคาร เนื่องจากไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหรือไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเองสำหรับการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลกำหนดให้ทั้งผู้ถือสิทธิรายเดิมและผู้สมัครรายใหม่ต้องเข้าสู่กระบวนการลงทะเบียนและคัดกรองคุณสมบัติใหม่ทั้งหมด เพื่อคัดกรองผู้มีรายได้น้อยที่มีสิทธิได้รับสวัสดิการจากภาครัฐอย่างแท้จริง

คุณตาวีระ อายุ 78 ปี ซึ่งเดินทางมาพร้อมภรรยา อายุ 73 ปี เปิดเผยด้วยความรู้สึกตื้นตันใจน้ำตาไหลว่า รู้สึกดีใจที่สามารถยืนยันตัวตนผ่านเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องรอลุ้นผลการพิจารณาว่าจะได้รับสิทธิหรือไม่ เนื่องจากครอบครัวมีฐานะค่อนข้างลำบากและหวังว่าสิทธิจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ตนไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่จะใช้ยืนยันตัวตนเอง ลูกหลานก็ไปทำงาน ไม่มีใครช่วยทำให้ การมาธนาคารแม้จะลำบากแต่ก็ต้องมา เพราะอยากได้สิทธิ์นี้ไว้ช่วยซื้อข้าว ซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน

ขณะที่ผู้สูงอายุบางราย ระบุว่า ตนเองไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ไม่มีความรู้เรื่องระบบออนไลน์ การเดินทางก็ลำบาก อยากให้รัฐบาลช่วยปรับขั้นตอนให้สะดวกกว่านี้

สภาฯตั้ง25กมธ. ติดตามกู้เงิน4แสนล.

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติขอให้สภาฯตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างครบถ้วนแล้ว ตัวแทนผู้เสนอญัตติได้ลุกขึ้นกล่าวสรุป

จากนั้น ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ตรวจสอบการใช้จ่าย พรก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท จำนวน 25คน กำหนดระยะเวลาพิจารณา 90วันและได้สั่งปิดประชุมในเวลา 16.16น.

ทภ.2 สยบข่าวลือ! ชี้คลิปทหารเขมรแค่หน้าฐานตัวเอง ปราสาทคนาไทยคุมเบ็ดเสร็จ

ทภ.2 สยบข่าวลือ! ชี้คลิปทหารเขมรแค่หน้าฐานตัวเอง ปราสาทคนาไทยคุมเบ็ดเสร็จ

ทภ.2 สยบข่าวลือ! ชี้คลิปทหารเขมรแค่หน้าฐานตัวเอง ปราสาทคนาไทยคุมเบ็ดเสร็จ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 21.11 น.

ทภ.2 ชี้คลิปทหารกัมพูชาโผล่ใกล้ปราสาทคนา ที่แท้เป็นภาพหน้าฐานฝั่งเขมร ส่วนฝั่งไทยคุมพื้นที่เบ็ดเสร็จ ล้อมลวดหนามเข้มตลอดแนวหน้าผา พร้อมตอบโต้ทันทีหากละเมิดอธิปไตย

4 มิถุนายน 2569 ตามที่ได้ปรากฏคลิปวิดีโอเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีการกล่าวอ้างว่าทหารกัมพูชาได้นำกำลังพลเจาะทางขึ้นพื้นที่บริเวณปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในลักษณะหยั่งเชิง ดูลาดเลา และพยายามเข้าใกล้การวางกำลังของฝ่ายไทยนั้น

ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ชี้แจงว่า ปัจจุบันพื้นที่บริเวณปราสาทคนา อยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทย โดยได้มีการวางกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่และภูมิประเทศสำคัญไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ จากผลการปฏิบัติการที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้ทำลายกระเช้าลำเลียงกำลังพลและสิ่งอุปกรณ์ ตลอดจนได้เผาทำลายบันไดไม้จากจุดด้านบน ที่ฝ่ายไทยยึดครองลงไปถึงจุดพักกลาง เป็นระยะทางประมาณ 250 เมตร

สำหรับบันไดไม้ที่ยังคงเหลืออยู่ เป็นช่วงจากจุดพักกลางลงไปจนถึงต้นทางบันไดด้านล่าง ระยะทางประมาณ 200 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ฝั่งกัมพูชา และบริเวณดังกล่าวเป็นที่ตั้งของฐานปฏิบัติการทหารกัมพูชา ที่ใช้ควบคุมเส้นทางขึ้นลงในพื้นที่ ดังนั้น คลิปวิดีโอที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นการบันทึกภาพบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชาเอง โดยยังไม่ปรากฏหลักฐานหรือภาพยืนยันว่ามีกำลังพลทหารกัมพูชาเคลื่อนที่ขึ้นมาบนพื้นที่หน้าผาด้านบน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายไทยแต่อย่างใด ซึ่งหน่วยเฉพาะกิจที่รับผิดชอบพื้นที่ได้ดำเนินมาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด โดยได้ติดตั้งลวดหนามตลอดแนวขอบหน้าผา จัดวางจุดเฝ้าตรวจ และจัดสร้างที่มั่นดัดแปลงที่มีความแข็งแรง พร้อมสามารถปฏิบัติการตอบโต้ได้ทันที หากเกิดสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรืออธิปไตยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับและส่งต่อข้อมูลข่าวสาร โดยติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมกันนี้ ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลทุกนาย ซึ่งยังคงมุ่งมั่น ทุ่มเท และปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็งในการพิทักษ์รักษาอธิปไตยของชาติ คุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ ตลอดจนดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

– 006

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.16 น.

รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 เวลา 19.00 น. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569

โอกาสนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีและภริยา เดินทางถึงตึกสันติไมตรี (หลังนอก) นายกรัฐมนตรีถวายราชสักการะพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี และถวายธูปเทียนแพ แล้วถวายคำนับ จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถวายพระพรชัยมงคล ใจความว่า 

“ขอพระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ข้าพระพุทธเจ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในนามของคณะรัฐมนตรี พร้อมด้วยคู่สมรส คณะทูต ข้าราชการ และพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า มีความปีติโสมนัสเป็นล้นพ้น ที่ได้มาชุมนุมกันในงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ในวันนี้

นับแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมราชินี ทรงเป็นฉัตรแก้วมิ่งขวัญ เคียงคู่พระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระราชวิริยอุตสาหะ โดยเสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลากหลายด้านทั้งการทหารและการบิน การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม รวมถึงการสาธารณสุข โดยทรงมีพระราชหฤทัยมุ่งมั่น ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งพระราชปณิธานแห่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เกิดการพัฒนาต่อยอด เพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่ปวงประชา

ทั้งการสืบสานงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ เพื่อธำรงรักษาไว้ ซึ่งมรดกทางภูมิปัญญา และหัตถศิลป์ของแผ่นดิน ทรงมุ่งมั่นส่งเสริม และยกระดับด้านการกีฬาไทยสู่นานาชาติ ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพ และคุณค่าของสตรีไทย เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญวัฒนาสถาพร ทั้งทรงเป็นแบบอย่างในการรักษาศิลปวัฒนธรรม อันเป็นภูมิปัญญาของชาติ ที่สะท้อนเอกลักษณ์แห่งสตรีไทยได้อย่างสง่างาม ด้วยการทรงฉลองพระองค์พัสตราภรณ์ไทยอันประณีตวิจิตร เป็นที่ประจักษ์แซ่ซ้องในนานาอารยประเทศ ด้วยพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า พระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตา ความเสียสละ ความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า และพระจริยวัตรอันงดงามของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงทรงเป็นแบบอย่างแห่งความดีงาม การอุทิศตนเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ สมควรแก่การเทิดทูน และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตลอดไป

ในศุภวาระมหามงคลนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และพลานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากล โปรดอภิบาลบันดาลดลสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ให้ทรงเจริญพร้อมด้วยจตุรพิธพรพิพัฒน์สวัสดิมงคล มีพระราชประสงค์จำนงหมายสิ่งใด ขอจงสัมฤทธิ์ผลสมดั่งพระราชหฤทัยปรารถนา ทรงพระเกษมสำราญ พระเกียรติคุณเกริกไกรแผ่ไพศาลทั่วทิศานุทิศ สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงข้าพระพุทธเจ้าตราบจิรัฐิติกาลเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม”

ต่อจากนั้น วงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี จบแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานกล่าว “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง เสร็จแล้ว นายกรัฐมนตรีและผู้มีเกียรติดื่มถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี จากนั้น นายกรัฐมนตรีรับชมการแสดงเฉลิมพระเกียรติชุด “ฉุยฉายถวายพระพร” และวงดนตรีบรรเลงเพลงสดุดีจอมราชา เป็นอันเสร็จพิธี

กรณ์ ติงรัฐบาล! สิทธิลูกลดหย่อนภาษี กับสวัสดิการพ่อแม่ ต้องไปคู่กันได้

กรณ์ ติงรัฐบาล! สิทธิลูกลดหย่อนภาษี กับสวัสดิการพ่อแม่ ต้องไปคู่กันได้

กรณ์ ติงรัฐบาล! สิทธิลูกลดหย่อนภาษี กับสวัสดิการพ่อแม่ ต้องไปคู่กันได้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.11 น.

4 มิถุนายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมเห็นด้วย กับความเห็นนี้ของคุณหนอมครับ

“เราไม่ควรเถียงกันว่า สิทธิลดหย่อนภาษี กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิทธิไหนสำคัญกว่า หรือควรเลือกใช้อะไร

เพราะทั้งสองอย่างนี้ไม่ควรถูกออกแบบให้ประชาชนต้องเลือกตั้งแต่แรก

สิทธิลดหย่อนภาษี

คือ การที่รัฐรับรู้ว่า ลูกบางคนมีภาระดูแลพ่อแม่

ส่วนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

คือ การที่รัฐรับรู้ว่า ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ลำบาก และต้องการความช่วยเหลือพื้นฐาน

สองเรื่องนี้ไม่ควรขัดกันเอง โดยเฉพาะในครอบครัวที่กำลังพยายามประคองชีวิตอยู่แล้วอย่างทุกวันนี้

ผมเข้าใจว่ารัฐจำเป็นต้องคัดกรองสวัสดิการ เพราะงบประมาณมีจำกัด และรัฐควรป้องกันไม่ให้คนที่ไม่ได้ลำบากจริง เข้ามาใช้สิทธิแทนคนที่ลำบากกว่า

ตรงนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และเป็นสิ่งที่รัฐควรทำ

แต่คำถามคือ

เกณฑ์ที่ใช้คัดกรองนั้นสมเหตุสมผลหรือยัง

กรณีที่พ่อแม่ถูกลูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ไม่ควรถูกตีความอัตโนมัติว่า พ่อแม่ไม่ลำบากแล้ว หรือครอบครัวนั้นมีคนดูแลเพียงพอแล้ว

เพราะลูกที่ดูแลพ่อแม่ ไม่ได้แปลว่าพ่อแม่ไม่ลำบาก

และลูกที่ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ก็ไม่ได้แปลว่าลูกมีฐานะดีพอจะแบกรับทุกอย่าง

ในทางกลับกัน การที่ลูกนำพ่อแม่ไปลดหย่อนได้ มีเงื่อนไขสำคัญอยู่แล้วว่า พ่อแม่ต้องมีเงินได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี

ตัวเลขนี้ควรสะท้อนความเปราะบาง ไม่ใช่ถูกใช้เป็นเหตุผลว่า คน ๆ นั้นไม่ควรได้รับความช่วยเหลือ

และต้องไม่ลืมว่า สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ 30,000 บาทต่อคนต่อปี ไม่ได้แปลว่ารัฐช่วยครอบครัวนั้น 30,000 บาทจริง ๆ

เพราะตัวเลขนี่เป็นเพียงฐานลดหย่อนภาษี มูลค่าจริงที่ลูกได้รับขึ้นอยู่กับฐานภาษีของแต่ละคน แต่ภาระจริงในการดูแลพ่อแม่ อาจสูงกว่านั้นมาก

ค่าอาหาร ค่ายา ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน รวมถึงภาระทางใจของคนที่ต้องประคองทั้งบ้านไว้พร้อมกัน

ทั้งหมดนี้ไม่ได้ถูกสะท้อนครบในตัวเลขลดหย่อน 30,000 บาท แล้วบอกว่าจบแล้ว เลิกแล้ว ไม่เอาแล้ว

สิ่งที่ผมอยากชวนคิดต่อ

คือ การอุทธรณ์เพื่อใช้สิทธิ์

หากลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อน แต่ไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูจริง พ่อแม่สามารถยื่นอุทธรณ์ขอคืนสิทธิได้

จุดนี้แปลว่า แม้รัฐเองก็ยอมรับว่า การถูกนำชื่อไปลดหย่อน ไม่ใช่หลักฐานสมบูรณ์ว่าได้รับการดูแลจริง

คำถามกลับที่น่าสนใจ คือ ทำไมภาระในการพิสูจน์ความจริง จึงต้องถูกผลักไปอยู่ที่พ่อแม่ที่ลำบากอยู่แล้ว

การมีช่องอุทธรณ์เป็นเรื่องดี

แต่การอุทธรณ์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน

โดยเฉพาะผู้สูงอายุ คนที่เข้าไม่ถึงระบบดิจิทัล คนที่ไม่รู้ขั้นตอน คนที่ไม่มีเอกสารพร้อม หรือคนที่ไม่กล้าพูดว่า ลูกไม่ได้ดูแลจริง

ในบริบทของสังคมไทย การให้พ่อแม่ไปอุทธรณ์ว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดูฉันจริง” ไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร

มันอาจกระทบความสัมพันธ์ในบ้าน กระทบความรู้สึก กระทบหน้าตาของครอบครัว

อีกประโยคหนึ่งที่ควรคิดใคร่ครวญให้ดี คือ ตอนนี้สิทธิ์เหมือนให้เลือกว่า “จะให้รัฐดูแล หรือให้ลูกดูแล”

แต่ชีวิตจริงของหลายครอบครัวไม่ได้มีแค่สองทางแบบนั้น หลายบ้านไม่ได้อยู่ได้เพราะลูกดูแลทั้งหมด และไม่ได้อยู่ได้เพราะรัฐดูแลทั้งหมด

แต่อยู่ได้เพราะทุกฝ่ายช่วยกันคนละส่วน

รัฐช่วยนิดหนึ่ง ลูกช่วยนิดหนึ่ง พ่อแม่ประหยัดอีกนิดหนึ่ง ทั้งบ้านช่วยกันประคองไม่ให้ชีวิตไหลลงไปลำบากกว่าเดิม

เพราะการมีลูกช่วย ไม่ใช่หลักฐานว่าไม่ลำบาก

และการที่ครอบครัวพยายามช่วยเหลือตัวเอง ก็ไม่ควรถูกตีความว่า รัฐไม่จำเป็นต้องช่วยแล้ว

รัฐควรจัดการคนที่แกล้งลำบาก คนที่บิดเบือนข้อมูล หรือคนที่ใช้สวัสดิการผิดวัตถุประสงค์

เรื่องนี้ไม่มีใครควรปกป้อง

แต่การจัดการคนกลุ่มนั้น ต้องไม่ทำให้คนลำบากจริง ต้องถูกสงสัยไว้ก่อน ต้องแบกภาระพิสูจน์ตัวเองมากขึ้น หรือหลุดจากระบบเพราะเกณฑ์ที่กำหนด

นโยบายที่ดีไม่ควรทำให้สิทธิลดหย่อนภาษี กลายเป็นคู่แข่งของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะสิทธิหนึ่งสะท้อนว่าลูกมีภาระ อีกสิทธิหนึ่งสะท้อนว่าพ่อแม่ยังลำบาก

เรื่องทั้งหมดนี้ควรถูกออกแบบให้ช่วยกันมองเห็น ไม่ใช่เป็นแค่สิทธิ์ที่ต้องเลือกเพียงอย่างเดียว”

ทอ.โชว์พร้อมรบ ย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตย-ปกป้องน่านฟ้าทุกวินาที

ทอ.โชว์พร้อมรบ ย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตย-ปกป้องน่านฟ้าทุกวินาที

ทอ.โชว์พร้อมรบ ย้ำภารกิจพิทักษ์อธิปไตย-ปกป้องน่านฟ้าทุกวินาที

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.50 น.

4 มิถุนายน 2569 กองทัพอากาศ ยังคงดำรงความพร้อมรบและเฝ้าติดตามสถานการณ์ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยทุกหน่วยมีความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจทันทีเมื่อมีความจำเป็น เพื่อปกป้องน่านฟ้าไทยและรักษาความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ

การบินเตรียมความพร้อมของเครื่องบินรบในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนถึงศักยภาพและขีดความสามารถของกำลังทางอากาศไทย ที่พร้อมปฏิบัติภารกิจทั้งด้านการเฝ้าระวัง การสังเกตการณ์ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา

ขณะเดียวกัน การแสดงความพร้อมดังกล่าวยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวชายแดนว่า กองทัพอากาศยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมในการดูแลความมั่นคงของประเทศอย่างต่อเนื่อง

กองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ ระบุว่า ภารกิจในการพิทักษ์อธิปไตยเหนือน่านฟ้าไทยเป็นหน้าที่สำคัญที่ ไม่อาจหยุดนิ่งได้ แม้เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินรบที่ดังกึกก้องเหนือผืนฟ้าไทย ไม่ได้เป็นเพียงการบินฝึกตามวงรอบปกติเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความพร้อมของกองทัพอากาศไทยในการปฏิบัติภารกิจเพื่อปกป้องอธิปไตย และรักษาความมั่นคงของชาติภายใต้ปณิธาน “รักษาอธิปไตย สืบไว้ชั่วนิรันดร์”

มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

มทภ.2 เยี่ยมชายแดน ย้ำกำลังพลไทยปกป้องอธิปไตยทุกสถานการณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.32 น.

4 มิถุนายน 2569 พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานตามแนวชายแดนในเขตความรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคง ตรวจสอบภูมิประเทศ เส้นทางยุทธศาสตร์ และทบทวนแผนปฏิบัติการของหน่วยอย่างใกล้ชิด

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพบกในการรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ได้พบปะให้กำลังใจกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยดำรงความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และการปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กำชับให้กำลังพลยึดมั่นในหน้าที่ รักษาระเบียบวินัย และเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจ โดยยืนยันว่ากำลังพลทุกนายคือกำลังสำคัญในการพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยและความมั่นคงของประเทศ

“เส้นทางยุทธศาสตร์ที่มั่นคงคือรากฐานสำคัญของการปกป้องอธิปไตยชาติ ขณะที่ความพร้อมของกำลังพลคือหัวใจของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน” แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าว

ทั้งนี้ กองกำลังตามแนวชายแดนยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและความสงบเรียบร้อยของประเทศอย่างเต็มกำลังภายใต้กรอบภารกิจที่ได้รับมอบหมาย

– 006

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.14 น.

พลิกอีกตลบ!! จับตา กกต.ประชุมลับ ถกปม แสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อกฎหมาย อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีวาระการพิจารณาเรื่องการบริหารสำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมลับ 7 คนซึ่งคาดว่าจะเป็นการหารือกรณีมีกระแสข่าวว่า นายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯ กกต. เนื่องจาก กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 โดยสำนักงานฯ รอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ กกต.ที่จะเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวม และนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้

โดยมีรายงานว่าในที่ประชุมลับดังกล่าว ได้มีการพิจารณาเบื้องต้นว่าจะต้องมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป รวมทั้งพิจารณาการทำงานของเลขาธิการกกต.ในปัจจุบัน อีกทั้งในประเด็นข้อกฎหมายที่มีการโต้แย้ง ว่ากกต. ชุดเก่าที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วมีอำนาจในการประเมินหรือไม่ เพราะมาประเมินภายหลังพ้นจากตำแหน่งไปนานแล้ว โดยเพิ่งมาประเมินเมื่อต้นเดือน มิ.ย.69 นี้ ซึ่งขัดกับสัญญาที่กำหนดว่าผู้ประเมินต้องเป็น กกต.เท่าที่มีอยู่และการประเมินที่ผ่านมาก็ให้เฉพาะ กกต.เท่าที่มีอยู่เท่านั้นเป็นผู้ประเมิน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมานายธวัชชัย เทอดเผ่าไทย อดีตกกต.และนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี อดีตกกต. ที่พ้นจากตำแหน่ง ก็ไม่ได้ประเมิน แต่ กกต.ที่มาแทน คือ นายชาย นครชัย ซึ่งมาเป็น กกต.ใหม่ ก็เป็นผู้ประเมิน แม้จะมาดำรงตำแหน่งภายหลังปีประเมินก็ตาม แต่ครั้งนี้กลับให้กกต.ที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วเป็นผู้ประเมิน ซึ่งไม่ได้เป็น กกต.แล้ว ขณะที่ กกต.ปัจจุบันไม่ได้ประเมิน จึงต่างจากการประเมินปี 2566 ซึ่งเป็นสัญญาฉบับเดียวกัน

“นอกจากนี้ มีกกต.บางคนที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้วยังไม่ได้ส่งผลการประเมิน รวมทั้งบางส่วนมีหนังสือสอบถามว่า อดีต กกต.มีอำนาจประเมินหรือไม่ ถ้ามีตามกฎหมายหรือสัญญาข้อใด และที่ผ่านมา มีอดีต กกต.เคยประเมินหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้สำนักงานฯต้องไปศึกษาและนำมาเสนอที่ประชุมกกต. พร้อมกับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า ที่หากกกต.ชุดปัจจุบันยอมรับผลการประเมินของกกต.ชุดเก่า และจะมีมติตามระเบียบกกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และวิธีการได้มาซึ่งเลขาธิการกกต. 2560 ข้อ 14(5) ก็กำหนดว่า หากกกต.มีมติให้พ้นจากตำแหน่งก็ต้องมีมติด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

ศาล รธน.ยังไม่เคาะ! สั่งรอข้อมูลเพิ่มเติม ปม บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.39 น.

ศาล รธน.รอสำนักงานศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ปมร้องบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ทำการลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ

4 มิถุนายน 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาคำร้องในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 22 คำร้อง ขอให้พิจารณายื่นคำ พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคณะ ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224

ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้ว ให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

ศาล รธน.ขีดเส้น 7 วัน สั่งทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.37 น.

ศาล รธน.สั่งผู้เกี่ยวข้อง ทำความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่งศาลตามประเด็นที่กำหนด ยื่นพร้อมหลักฐานต่อศาลภายใน 7 วัน เพื่อพิจารณาต่อไป

4 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณากรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 133 คน ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง จึงส่งความเห็นดังกล่าวเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง

โดยศาลฯ เห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด และจัดส่งข้อมูลพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

ชูศักดิ์ แจงยิบ! ร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.27 น.

“ชูศักดิ์”แจงร่างแก้ไข รธน.ฉบับเพื่อไทย ปัด ปชช.เลือกผู้ร่างโดยตรง โอดเจอพรรคถอนชื่อทั้งที่ส่งร่างให้ดูก่อนแล้ว รอดูทิศทางพรรค

4 มิถุนายน 2569 นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ต่อรัฐสภา เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กล่าวว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้กับครั้งก่อนไม่ได้มีอะไรแตกต่างในสาระสำคัญ โดยร่างของพรรคเพื่อไทยให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เลือกมาจากประชาชนเบื้องต้น แล้วให้รัฐสภามาเลือกอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่ามิใช่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยใดๆ ว่าทำแบบนี้ไม่ได้ ที่สำคัญร่างแบบนี้เคยเข้าพิจารณาในรัฐสภามาแล้ว พรรคภูมิใจไทยโหวตรับร่างจนได้เสียงข้างมากของรัฐสภา เพียงแต่ไม่ได้เสียง สว.หนึ่งในสาม ขาดไปหกคน ทำให้ร่างตกไป เหลือเพียงร่างของประชาชนซึ่งให้ประชาชนมาออกเสียงเหมือนกันกับร่างของภูมิใจไทยเท่านั้นที่ผ่านไปได้ ในตอนนั้นยังเอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก แต่สุดท้ายก็ยุบสภากันเสียก่อน ส่วนตัวจึงไม่เข้าใจว่าครั้งก่อนโหวตให้ ครั้งนี้มีปัญหา

นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ทำใจลำบาก คือได้ขอความร่วมมือทุกพรรคการเมือง และส่งร่างให้ดูกันแล้วจนมีการแถลงต่อสื่อว่าจะยื่นประธานรัฐสภาในวันนี้ ก็มีเหตุการณ์ถอนชื่อกันขึ้น โดยมีเหตุผลว่าเป็นห่วงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัย ซึ่งประเด็นว่าขัดต่อคำวินิจฉัยก็คงจะไม่เกิดขึ้นอยู่แล้ว เพราะโอกาสที่ร่างของเพื่อไทยที่จะเป็นร่างหลักนำไปพิจารณา คงจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ร่างที่จะเป็นหลักจะเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทยที่มีเสียงมากสุด

“ส่วนตัวจึงเห็นว่าถ้าเสียงที่มีอยู่พอเพียงถึงหนึ่งในห้า ก็ควรจะได้ยื่นร่างของพรรคเพื่อไทยต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันในเจตนารมณ์การมีส่วนร่วมของประชาชน ความตั้งใจของผมอยากเห็นเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ ยื่นกันหลายๆพรรค วิจารณ์ข้อดีข้อเสียกันให้ถึงที่สุด ผมคงจะดูว่าฝ่ายบริหารของพรรคจะเดินต่อไปอย่างไร” นายชูศักดิ์ กล่าว