เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม จากคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนายทักษิณได้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน กับอีก 22 วัน และเตรียมจะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยจะครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี หรือ 8 เดือน โดยนายทักษิณ จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 เพื่อคุมประพฤติต่ออีก 4 เดือน จากนั้นจะครบกำหนดโทษ 1 ปี พ้นโทษและเป็นอิสรภาพ ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้เรือนจำกลางคลองเปรมได้ดำเนินการนำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำฯ เป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้ง จำนวน 2 คน เป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาด ซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมวันนี้ คณะกรรมการฯ เห็นชอบมีมติให้ 10 รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักโทษเรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการฯ ได้ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเรือนจำกลางคลองเปรม เสนอรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษทั้ง 10 รายไปยังกรมราชทัณฑ์ ทั้งนี้ นายทักษิณ ชินวัตร คือ 1 ใน 10 รายชื่อที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า ส่วนในขั้นตอนถัดไป คณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์จะได้พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อจะได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม

ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี

ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่ง กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย และเมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร

นักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 ต่อไป

กรณีสำคัญเรื่องการติดหรือไม่ติดกำไล EM ของนายทักษิณ หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 11 พ.ค.69 นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้นที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.08 น.

“เท้ง ณัฐพงษ์” โพสต์ หลัง ปปช.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวกับอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เข้าชื่อเสนอแก้ไข ม. 112  ย้ำการเสนอแก้กฎหมายเป็นอำนาจของผู้แทนราษฎร 

 วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน  โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ -Natthaphong Ruengpanyawut  ระบุว่า 

จากรายงานข่าวที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันนี้

ขอยืนยันอีกครั้งว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ – ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ – การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไปผ่านกระบวนการนิติสงคราม

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแช่แข็งและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปแค่ไหน ผมและเพื่อนร่วมพรรคจะยังคงเดินหน้าต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่และสุดกำลังความสามารถ ไม่ว่าในอนาคตศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำตัดสินเป็นแบบใด 

เวทีที่สำคัญต่อจากนี้ คือ การอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล และญัตติสำคัญเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่ภาคเหนือและใกล้พื้นที่เคียง ที่พวกเราเตรียมเสนอในสภาในวันพรุ่งนี้

ผมหวังว่าประชาชนคนไทยทุกคน จะช่วยกันเรียกร้องระบบนิติรัฐ-นิติธรรม ที่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมืองโดยละเว้นพวกพ้อง มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เข้มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชนไปด้วยกันครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มติ!ป.ป.ช.เห็นชอบคำร้อง ยื่นศาลฎีกา ฟันคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดีเสนอแก้ ม.112

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 ‘บิ๊กดุลย์’ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 'บิ๊กดุลย์'ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 ‘บิ๊กดุลย์’ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

’พล.ท.อดุลย์‘ เข้าพรรคภูมิใจไทย คาดหารือ​ ปม​ MOU 44 – สถานการณ์ชายแดน​กับ นายกฯ ปัดตอบ ปม​ย้าย​ ‘น.อ.​ธรรมนูญ’​ บอกแค่ ’ไม่มีอะไรไปในที่ที่ดีกว่า ขณะที่‘เสธ.ทร.โผล่เข้ามาด้วย

เมื่อเวลา 16.15. น. วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรมเจริญ​  รมว.กลาโหม เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโยกย้าย น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด  (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ​ โดยระบุสั้นๆ ว่า “ไม่มี​อะไร ไปในที่ที่ดีกว่า”

จากนั้นเวลา 16.25 น.​ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยคาดว่าจะมีการการหารือถึง MOU 44 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทับซ่อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งบริเวณดังกล่าว​เป็นแหล่งน้ำมัน​ และการยกเลิก MOU 44 ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลภูมิใจไทยใช้หาเสียงมาโดยตลอด​ รวมไปถึงอาจจะมีการหารือถึงสถานการณ์ชายแดนด้วย

อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 เมษายน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งจะต้องเว้นระยะ 3 วัน เพื่อประสานส่งร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้สมาชิกรัฐสภา ได้ไปศึกษาก่อน โดยร่างคำแถลงนโยบายดังกล่าว มีเนื้อหากว่า 20 หน้า

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.42 น.

“นพดล” จ่อขึ้นเลขาธิการกฤษฎีกาแทน “ปกรณ์” หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 จำนวน 35 คน ซึ่ง 1 ในนั้น มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย ทำให้เก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่างลง โดยมีนายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่มีความอาวุโสสูงสุด รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ โดยมีรายงานว่า หลังจาก ครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ฯ และมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น มีอำนาจเต็ม จะมีการแต่งตั้งนายนพดล ขึ้นมาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป
 
ทั้งนี้  นายนพดล เคยดำรงตำแหน่งกรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนขยับขึ้นรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อปี 64 โดยยังทำหน้าที่โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกหน้าที่หนึ่งด้วย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

รัฐมนตรีป้ายแดง “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” ลูกสาว “ยงยุทธ ติยะไพรัช” นักการเมืองชื่อดัง จ.เชียงราย  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

“ยงยุทธ” กับ “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายกอบจ.เชียงราย มีบุตร 3 คน “มิตติ ติยะไพรัช” ประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ,”ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช” ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด , “โฮม ปิยะรัฐชย์ ” เป็นลูกสาวคนเดียว และเป็นคนกลาง

“โฮม ปิยะรัฐชย์” อายุ 39 ปี เกิดวันที่ 11 ตุลาคม 2530 การศึกษาจบปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม) มหาวิทยาลัยมหิดล

ถนนเส้นการเมือง เริ่มปี 2562 เป็น สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ ปี 2566 เป็น สส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย ปี 2569 เป็นสส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโควต้าพรรคเพื่อไทยของรัฐบาล “อนุทิน2”

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน… จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน... จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน… จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ท่ามกลางกระแสลมทางการเมืองที่พัดผ่านทำเนียบรัฐบาล จนนำมาสู่การโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รายชื่อหนึ่งที่ถูกสปอตไลท์จับจ้องมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ที่ข้ามห้วยจากกระทรวงอุตสาหกรรม มานั่งคุมบังเหียน “กระทรวงพลังงาน” กระทรวงเกรดเอที่เป็นเสมือนเผือกร้อนในมือรัฐบาลขณะนี้

ดีเอ็นเอการเมืองและโปรไฟล์ “หนุ่มอ็อกซ์ฟอร์ด”

เส้นทางของเอกนัฏไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะมีดีกรีการศึกษาขั้นเทพพ่วงท้ายด้วยปริญญาตรี-โท ด้าน Engineering, Economics and Management (EEM) จาก University of Oxford   ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับงานพลังงานที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจด้านวิศวกรรมและการคำนวณโครงสร้างราคาระดับเศรษฐศาสตร์ แต่เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาใต้ร่มเงาของตระกูลการเมืองใหญ่ ทั้งฐานรากจาก “เตชะไพบูลย์” และความใกล้ชิดกับลุงกำนัน  “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประสบการณ์ทั้งในฐานะ สส. ที่อายุน้อยที่สุด และบทบาทนอกสภาในฐานะ โฆษก กปปส. ในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง หล่อหลอมให้เขามีบุคลิก “กล้าชน” และสื่อสารได้อย่างมีพลัง

บทเรียน “มือปราบทุนเทา” สู่โจทย์ใหญ่ “โครงสร้างพลังงาน”

ภาพจำที่เอกนัฏสร้างไว้ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม คือภาพของรัฐมนตรีสายลุยที่จัดตั้ง “ทีมสุดซอย” ออกไล่ล่าตรวจจับโรงงานอุตสาหกรรมทุนเทาที่สร้างมลพิษและทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพล จนมีข่าวลือถึงการถูก “ตั้งค่าหัว” หลักร้อยล้านบาท ความสำเร็จนี้กลายเป็นความหวังที่ประชาชนมีต่อเขาเมื่อย้ายมาคุมพลังงาน

โจทย์ใหญ่ที่รออยู่ไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษ แต่คือ “วิกฤตปากท้อง” จากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนรุนแรง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปี 2569 ทำให้ราคาน้ำมันและค่าก๊าซกลายเป็นระเบิดเวลา คำถามคือเขาจะใช้ความ “สุดซอย” แบบที่เคยทำกับโรงงานทุนเทา มาใช้กับการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่ผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด

เงาอดีตและรอยร้าวที่ต้องก้าวข้าม

อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ คือการก้าวเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญที่เดิมเป็นของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีต รมว.แรงงาน (และอดีตเจ้ากระทรวงพลังงานยุคก่อนหน้า) ความไม่ลงรอยระหว่างเอกนัฏกับพีระพันธุ์ในเชิงการบริหารงานภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเรื่องที่คอการเมืองต่างรู้กันดี การเปลี่ยนตัวผู้เล่นในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับทัพตามความเหมาะสม แต่เป็นการวัดรอยเท้าและพิสูจน์ว่าแนวทางของคนรุ่นใหม่อย่างเอกนัฏ จะทำสิ่งที่คนรุ่นเก่าทำไม่สำเร็จได้จริงหรือไม่

บทสรุป: เดิมพันศรัทธารัฐบาลอนุทิน

สุดท้ายแล้ว กระทรวงพลังงานในยุค “เอกนัฏ 1” จะกลายเป็นจุดชี้ขาดสำคัญของรัฐบาลอนุทิน การเริ่มต้นที่ดูทุลักทุเลท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลก ทำให้รัฐบาลต้องออกแรงอย่างมาก ให้การกอบกู้สถานการณ์  ฝีมือการทำงานของเอกนัฏต่อจากนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า เขาจะสามารถกู้ศรัทธาประชาชนกลับคืนมาด้วยการลงมือบริหารจัดการจัดการสถานการณ์พลังงานให้พ้นวิกฤต  รวมถึงการจัดการโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย   และใช้กลไกอำนาจที่มีอยู่ในมือเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รุดไปข้างหน้า ได้แค่ไหน

เส้นทางสายพลังงานสายนี้… จะไปได้สุดซอยอย่างที่ได้เคยสร้างชื่อไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรม หรือจะเอาชื่อมาทิ้งไว้ แล้วทำตัว ลอยตามน้ำ เฉกเช่นนักการเมืองธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่มาแล้วก็ไป  ยังไม่อาจสรุปได้ แต่ผลงานนับจากนี้ไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า ขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐบาลสีน้ำเงิน มองภาพรวมก็เรียกได้ว่า “Fresh”  มีรุ่นเก๋ากึ๊กหลุดมา 1 นอกนั้นก็หน้าตาใหม่ๆ

การได้ยศถาบรรดาศักดิ์เป็นรัฐมนตรีชุดใหม่ครานี้   จัดว่า “เป็นทุกขลาภ”  คือได้ลาภยศท่ามกลางความเดือดร้อนวุ่นวายของโลกและของประชาชน  หากจริงใจซื่อสัตย์  ไม่เข้ามาเพื่อแสวงประโยชน์และทุจริตคอรัปชั่น  ก็จะเกิดเป็นบุญบารมี  

พวกท่านจะต้องถูกทดสอบอย่างหนักหน่วง ประชาชนทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายค้าน  จะจับจ้องพฤติกรรมของท่าน  ทุกคำพูด ทุกการกระทำ  ท่านจะยึดสไตล์ทำงานการเมืองเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว   ประเภท “ตั้งคณะกรรมการ”  “ยังไม่ได้รับรายงาน”   ประชาชนสุดเอียนกับวิธีการพูดเอาตัวรอด  และขอไปทีแบบนี้ที่สุด ท่านคงรู้ว่า  ก่อนพูดเราเป็นนายของคำพูด  เมื่อพูดแล้วคำพูดนั้นจะเป็นนายเรา

เกียรติภูมิของท่านที่เพิ่งได้หรือสะสมมา  อาจพังได้เพียงคำพูดประโยคเดียว แต่หากรมต.ทุกท่านมีความดีเป็นที่ตั้ง  ต่อให้มีพายุโหมมาปะทะแค่ไหน  ความดีจะเป็นเกราะคุ้มภัยให้ท่านเอง  ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ ยกเว้นทองปลอม โดนไฟลนนิดเดียวสีก็ถลอก

ในฐานะประชาชน   อาจารย์ก็ไม่ได้หวังอะไรจากท่านมากนักหรอก  แค่ขอให้ซื่อสัตย์  ไม่โกง จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์  และโปรดถามตัวเองเสมอก่อนจะตอบว่า “ทำไม่ได้” ว่าท่านพยายามอย่างถึงที่สุดหรือยัง  That’s all I ask for.

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

31 มีนาคม 2569

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

วันนี้ 31 มีนาคม 2569 เกิดเป็นประเด็นร้อนแรงรับลมร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมีนาคม เมื่อนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านการเมืองชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์กรณีมีข่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเตรียมยื่นศาลฎีกา เอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “วันนี้มีข่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้อง เพื่อยื่นศาลฎีกา กล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าศาลรับ 10 และไม่มีคำสั่งอย่างอื่น สส.พรรคประชาชนจะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

นี่ไม่ใช่เพียง “ข่าวการเมือง” แต่มันคือ “จุดตัดของอำนาจสามเส้า” ระหว่าง องค์กรอิสระ ตุลาการ ผู้แทนประชาชนและสิ่งที่ต้องถามทันที ไม่ใช่แค่ว่า “ใครผิด” แต่คือ “กระบวนการนี้กำลังทำอะไรกับระบอบประชาธิปไตยไทย” หัวใจของคดีนี้อยู่ที่คำว่า “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ปัญหาคือ คำนี้ ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่มีความชัดเจนเชิงรูปธรรม แต่มันเป็น “นามธรรมที่ตีความได้กว้าง” ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ นี่เรียกว่า บรรทัดฐานที่ยืดหยุ่นสูง (elastic norm)

พิชาย

ซึ่งมีคุณสมบัติอันตราย 3 ประการ 1. ขยายความหมายได้ตามบริบททางการเมือง 2. เปิดช่องให้ “ผู้ตีความ” มีอำนาจเหนือ “ตัวบท” 3. ทำให้การลงโทษสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีความผิดเชิงรูปธรรมชัดเจน แปลตรงๆ คือ มันสามารถกลายเป็น “กฎหมายที่ไม่มีเส้นแบ่งแน่ชัด” และเมื่อเส้นไม่ชัด อำนาจของผู้ตัดสินจะยิ่งใหญ่ขึ้นทันที คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่ได้ทำหน้าที่แค่ปราบโกงในกรณีนี้ แต่กำลังทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมประตูของระบบการเมืองกล่าวคือ ใคร “ควร” หรือ “ไม่ควร” อยู่ในสนามการเมือง และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญจาก “องค์กรตรวจสอบ” กลายเป็น “องค์กรกำหนดชะตาทางการเมือง” นี่คือการทำให้การเมืองถูกดึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการกึ่งตุลาการหากคำร้องถูกส่งไปยัง

ศาลฎีกาสิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือการเมืองจะถูก “แปลงรูป” เป็นคดีความและมีผลกระทบเชิงโครงสร้างทันที ส.ส. อาจถูก “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ก่อนมีคำตัดสินเสียงของประชาชนในสภาถูก “ลดทอน” โดยกระบวนการทางกฎหมาย อำนาจอธิปไตย ถูก “พักใช้” ชั่วคราว นี่คือปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญไทยที่ใช้ “กฎหมาย” เพื่อจำกัด “ตัวแทนของประชาชน” กรณีนี้ต้องอ่านในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ “44 ส.ส.” แต่คือ “การจัดระเบียบใหม่ของผู้เล่นในระบบ” สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการลดบทบาทของพรรคที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม การสร้าง “ต้นทุนความเสี่ยง” ให้กับนักการเมืองแนวปฏิรูป การส่งสัญญาณเชิงอำนาจ ไปยังทั้งสภา ใคร “คิดต่างมากเกินไป” อาจไม่ได้แพ้ในสนามเลือกตั้ง แต่แพ้ใน “สนามกฎหมาย” ปัญหาที่ใหญ่กว่าคดี คือ “ความเชื่อมั่นของระบบ” ถ้าประชาชนรู้สึกว่าผู้แทนที่เลือกมา ถูกถอดหรือหยุดงานผ่านกลไกที่ตีความกว้าง

พิชาย

โดยกระบวนการไม่ได้ยึดโยงกับเจตจำนงประชาชนจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า วิกฤตความชอบธรรม ซึ่งมีผลระยะยาวคือความศรัทธาต่อองค์กรอิสระลดลง ความขัดแย้งทางการเมืองยิ่งรุนแรงและการเมืองย้ายจาก “สภา” ไปสู่ “ถนน” หรือ “โลกออนไลน์” #คำถามที่ต้องถามและสังคมควรถามทันที

“มาตรฐานจริยธรรม” ถูกใช้เป็น หลักการ หรือ เครื่องมือ? การหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนตัดสิน คือ ความยุติธรรม หรือ การลงโทษล่วงหน้า? ใครเป็นผู้กำหนดเส้นแบ่งของ “จริยธรรมร้ายแรง” และมี ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ แค่ไหน? กระบวนการนี้ “ปกป้องหรือบิดเบือนระบอบประชาธิปไตย” ”? นี่ไม่ใช่คดีจริยธรรมธรรมดา แต่มันคือ “การต่อสู้เพื่อกำหนดว่า ใครมีสิทธิอยู่ในประชาธิปไตยไทย” และคำถามสุดท้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ถ้าระบอบที่ผู้แทนของประชาชน ถูกหยุดทำหน้าที่ด้วยการตีความขององค์กรที่ประชาชนไม่ได้เลือก ยังเรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอยู่หรือไม่? #พรรคประชาชน #ปปช #จริยธรรม #การเมือง #ประชาธิปไตย #นิติสงคราม #พิชาย”

พิชาย

หลังจากที่โพสต์ของ นาย พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตแห่กดไลก์กดแชร์ และเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

“นับวันพวกโกงกินเข้ามามีอำราจแบบง่ายๆไม่ต้องสนใจกฏกติกานอกกฎของพวกกู.ภาวะวิกฤติน้ำมันจะเห็นๆได้ชัดเจนว่าฝ่ายปกครองไม่จำเปนค้องทำตามปชชผู้ร้องขอแม้นจะมีกฎหมายให้ทำได้. ฉันไม่ทำ..จะทำอะไรฉันได้. ตำแหน่งฉันKมอบให้..ทาแตะเท่ากับต่อต้่นตัวแทนK…”

“หดหู่ใจมากค่ะอาจารย์​มันไม่ยุติธรรมกับพวกเขา”

“องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำไว้กลั่นแกล้งคนที่เห็นต่าง”

“สุดยอดค่ะ ฟังแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจน”

“เขาไม่สน องค์กรไม่อิสระ เสื่อมหรอกครับ เงินเดือนแพง สวัสดิการ ต่างๆ เยอะแยะ หน้าที่ ออก แก้ ปรับปรุง กฎหมาย คือนิตืบัญญัติ ใน สภา กฎหมายแก้ได้ทุกข้อ ส่วนแก้ได้ไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่ง แต่ ฉาก รัฐธรรมนูญ ง่ายมาก ม 113 แถม ยึดอำนาจ ได้ปกครองประเทศ ยาวนาน จนประเทศพังเสียหาย ลอยนวล”

“กับดักที่สร้างขึ้นมาขัดขวางการพัฒนาประเทศและประชาชนันธุ์ไม่เชื่อง….!”

“อีกซักกี่ปี กีชาติคับอาจารย์ ประเทศไทยเราจะเปลี่ยนไปสู่ ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงซะที เหนื่อยกับระบบยุติธรรม ที่ไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย เป็นได้แค่เครื่องมือของผู้มีอำนาจ เอาไว้ทำลายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ติดตามรับฟังอาจารย์มาตลอดคับ..”

พิชาย
พิชาย
พิชาย
พิชาย
พิชาย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือคาดหมาย ลับมีดรอเตรียมใช้เวทีแถลง นโยบายรัฐ จี้แก้ปัญหา พลังงาน-ปากท้อง คาดช่วง9-10เม.ย.นี้ อัดไร้มาตรการช่วยเหลือชัดเจน ติง พิพัฒน์ มักแจงในมุม ผู้ประกอบการ มากกว่ามุมประชาชน เผยคุย พรรคส้ม มีแนวทางรับมือคดี44สส.แล้ว

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่า ไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมาย  ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่เชื่อว่าจะใช้ในเวทีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เบื้องต้นทราบว่าจะให้มีการอภิปรายจำนวน 2 วัน แต่ยังไม่ตกลงเป็นที่แน่นอนว่าจะเป็น ช่วงวันที่ 8-9 เม.ย. หรือ 9-10 เม.ย.  ซึ่งฝ่ายค้านจะใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอในแง่ความเป็นไปได้ต่อการปฏิบัติ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านต้องหารือกันอีกครั้งถึงการจัดสรรเวลา เบื้องต้นคาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับเวลาอภิปราย 14-15 ชั่วโมง แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจได้เวลาอภิปรายเพียง 1 ชั่วโมง  ดังนั้นจึงถือว่าเป็นโอกาสที่จะสอบถามนายกฯ และรัฐบาลใหม่ ถึงแนวทางแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับวันข้างหน้า ทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงสภาพปัญหาของประเทศที่เผชิญวิกฤติหลายด้านว่า  ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำมาตรการหรือแนวทางที่ชัดเจนต่อการแก้ปัญหาของประชาชน เพราะจากการขึ้นราคาน้ำมันพบว่ามีผลกระทบหลายด้าน ทั้งเม็ดพลาสติก ปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐบาล โดยเฉพาะ  ความรับผิดชอบของโรงกลั่นต้องมีส่วนร่วมรับภาระที่เกิดขึ้นประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตได้ นอกจากนั้นในส่วนของราคารัฐบาลจะช่วยเหลือด้านการเงินการคลังหรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด

เมื่อถามว่าดูเหมือนรัฐบาลผลักภาระให้ประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนแบกรับภาระอยู่มาก แม้จะใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน แต่ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือเป็นภาระของประชาชนในอนาคตแม้ว่าราคาน้ำมันจะถูกลงแต่ยังต้องจ่ายแพง ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งทำแนวทางเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 

“รัฐบาลมักพูดว่าเป็นช่วงรอยต่อ แต่ตามหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสามารถทำได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญ คือหน้าตา ครม. ใหม่มีความต่อเนื่องกับรัฐบาล โดยไม่พบปัญหาว่าหากทำวันนี้แล้วรัฐบาลที่เข้ามาจะใช้แนวทางเดียวกันหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่ไม่ชัดเจนเพราะเลือกอุ้มผู้ประกอบการมากกว่าหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า ตนกังวลต่อการชี้แจงของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม 
ฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มักชี้แจงในฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานมากกว่ามุมของประชาชน เพราะเมื่อถูกตั้งคำถามต่อประเด็นมีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้จะบอกว่าได้พยายามลาออก แต่กลับไม่อยู่ในข้อพิจารณาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ยิ่งทำให้สงสัยและเป็นห่วงมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูล 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล จะมีปัญหาต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้านหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบแนวทางของศาล แต่ที่เคยพูดคุยกันกับตัวแทนพรรคประชาชน ทราบว่าได้เตรียมแนวทางรองรับไว้อยู่แล้ว