KPI Poll ชี้ชัด ปากท้องต้องมาก่อน ประชาชนอยากให้รัฐ ‘เร่งลดหนี้สิน-ค่าครองชีพ’

KPI Poll ชี้ชัด ปากท้องต้องมาก่อน ประชาชนอยากให้รัฐ ‘เร่งลดหนี้สิน-ค่าครองชีพ’

KPI Poll ชี้ชัด ปากท้องต้องมาก่อน ประชาชนอยากให้รัฐ ‘เร่งลดหนี้สิน-ค่าครองชีพ’

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.39 น.

วันนี้ 1 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ เรื่อง เสียงประชาชนต่อนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ สังคม และประเด็นสำคัญทางการเมือง ครั้งที่ 18 สำรวจในช่วงวันที่ 24-27 เม.ย. 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนทั่วประเทศ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “KPI Poll | คลังความคิดจากเสียงประชาชน สู่เข็มทิศการเมืองไทย

สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงประชาชนต่อนโยบายเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจ สังคม และประเด็นสำคัญทางการเมือง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 18 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 24-27 เม.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. นโยบายที่ควรให้ความสำคัญเพิ่มเติมมากที่สุด (สำรวจโดย X Line Today) 64.8% นโยบายเรื่อง “การแก้ปัญหาราคาพลังงาน ค่าไฟ และค่าน้ำมัน” สูงที่สุด รองลงมา 15.5% นโยบายเรื่อง “การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และสิ่งแวดล้อม”, 8.2% นโยบายเรื่อง “การผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”, 6.7% นโยบายเรื่อง “การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ/รายได้ของผู้เริ่มทำงาน”, 2.0% นโยบายเรื่อง “นิรโทษกรรม ผู้ต้องโทษคดีทางการเมืองต่าง ๆ”, 1.6% ไม่มีนโยบายเรื่องใดเพิ่มเติม และ 1.2% ไม่มีความเห็น

ประชาชนให้น้ำหนักกับปัญหาที่กระทบชีวิตประจำวันอย่างเร่งด่วนมากกว่าประเด็นเชิงโครงสร้างทางการเมือง นั่นคือ “ราคาพลังงาน ค่าไฟ และค่าน้ำมัน” ซึ่งเป็นทั้ง “ต้นทุนชีวิต” และ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” ในขณะที่ประเด็น ฝุ่น PM 2.5 และสิ่งแวดล้อม ตามมาเป็นลำดับรอง สะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้มองเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตในระยะยาวต่อสุขภาพด้วย

2. ค่าครองชีพยังเป็นโจทย์ใหญ่ ประชาชนหนุนรัฐ “ลดหนี้-ลดภาระ” เร่งด่วนที่สุด 57.7% อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในเรื่อง “ลดหนี้สินและลดค่าครองชีพของประชาชน” สูงสุด รองลงมา คือ 22.6% อยากให้เร่งนโยบาย “โครงการคนละครึ่งพลัส”, 11.8% อยากให้เร่งนโยบาย “ลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น”, 6.2% อยากให้เร่งนโยบาย “ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปี” และ 1.7% ไม่มีความเห็น

ประชาชนไม่ได้มองหาเพียงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น หรือ ไม่ใช่แค่ “การช่วยใช้จ่ายเพิ่ม”แต่ต้องการให้เข้าไปจัดการ “ภาระทางเศรษฐกิจพื้นฐาน” ที่กระทบชีวิตประจำวันโดยตรงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน ราคาสินค้า หรือค่าครองชีพโดยรวม

3. “ยาเสพติด” ครองปัญหาสังคมอันดับหนึ่ง แต่ “Gen Z” อยากให้เร่ง “เรียนฟรี มีงานทำ” 35.6% อยากให้เร่งดำเนินนโยบายสังคมและคุณภาพชีวิตในเรื่อง “แก้ปัญหายาเสพติด” สูงสุด รองลงมา 25.3% อยากให้เร่งนโยบาย “เรียนฟรี มีงานทำ”, 16.9% อยากให้เร่งนโยบาย “เตรียมสังคมและชุมชนให้พร้อมรองรับผู้สูงอายุ”, 14.4% อยากให้เร่งนโยบาย “แก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ/แก๊งสแกมเมอร์”, 5.9% อยากให้เร่งนโยบาย “แก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้อย่างยั่งยืน” และ 2.0 ไม่มีความเห็น

ตามช่วงวัย- คน Gen Y (38.6%), Gen X (37.5%) และ Gen Baby boomer (36.5%) ให้ความสำคัญและอยากให้เร่งนโยบาย “แก้ปัญหายาเสพติด” เป็นสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ Gen Z (36.6%) ให้ความสำคัญและอยากให้เร่งนโยบาย “เรียนฟรี มีงานทำ” เป็นสัดส่วนสูงสุด

คนส่วนใหญ่ยังอยากเห็นรัฐเร่งแก้ปัญหายาเสพติด ในฐานะโจทย์เร่งด่วนด้านความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของสังคมไทย แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z กลับส่งสัญญาณชัดว่า สิ่งที่ต้องการเร่งด่วนที่สุดคือ “เรียนฟรี มีงานทำ” สะท้อนความคาดหวังต่อโอกาสในชีวิตและความมั่นคงในอนาคต นโยบายสังคมที่ตอบโจทย์ประชาชนในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างทั้ง “ความปลอดภัยในปัจจุบัน” และ “โอกาสในอนาคต” ไปพร้อมกัน

4. คนเกินครึ่งกังวลต่อปัญหาทางกฎหมาย กรณี “บัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด” 60.2% รู้สึก “ค่อนข้างกังวล-กังวลมาก” ต่อกรณีข้อร้องเรียน “บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด” ว่าอาจมีปัญหาทางกฎหมายและกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง ในขณะที่ 26.2% “ไม่ค่อยกังวล-ไม่กังวลเลย” และ 13.6% ไม่มีความเห็น

ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความถูกต้อง โปร่งใส และความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งอย่างมาก โดยเมื่อเกิดข้อร้องเรียนที่อาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมาย ก็ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งได้ทันที

บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 18 ผลโพลครั้งนี้ สะท้อนความคาดหวังให้รัฐเร่งดำเนินการควบคู่กันในหลายมิติ โดยเฉพาะการบริหารที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดการปัญหาราคาพลังงานและภาระค่า ครองชีพ ซึ่งประชาชนมองว่าเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการดำรงชีวิต ขณะเดียวกัน ควรออกแบบนโยบายสังคมให้สอดคล้องกับความต้องการของคนแต่ละช่วงวัย ทั้งการแก้ปัญหายาเสพติดเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในสังคม และการสร้างโอกาสด้านการศึกษาและอาชีพ เพื่อตอบสนองความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความชัดเจนเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสาธารณะ รวมทั้งการให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับสุขภาพและความมั่นคงในอนาคตไปพร้อมกัน

KPI Poll – คลังความคิดจากเสียงประชาชน เพื่อประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความจริง ไม่ใช่ความรู้สึก รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ https://kpi.ac.th/wp-contenthttps://static.naewna.com/uploads/2026/04/รายงานผล-KPI-Poll-_18-สำหรับเผยแพร่-1.pdf #KPIPoll #KPI #สถาบันพระปกเกล้า”

KPI Poll

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สถาบันพระปกเกล้า

เพื่อไทยออกแถลงการณ์วันแรงงาน 2569 กางโรดแมปคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม

เพื่อไทยออกแถลงการณ์วันแรงงาน 2569 กางโรดแมปคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม

เพื่อไทยออกแถลงการณ์วันแรงงาน 2569 กางโรดแมปคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.53 น.

เพื่อไทยออกแถลงการณ์วันแรงงานสากล 2569 ยกย่องแรงงานคือฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนประเทศ พร้อมกางโรดแมปยกระดับสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม-คุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม-ปั้นทักษะรับเศรษฐกิจมูลค่าสูง

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์เนื่องในโอกาสวันแรงงานสากล โดยยกย่องแรงงานทุกคนในฐานะฟันเฟืองสำคัญที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการทำให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้ในฐานะที่พรรคเป็นทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่ดูแลกระทรวงแรงงาน จึงขอยืนยันชัดเจนว่าจะไม่หยุดทำงานเพื่อแรงงานในทุกด้าน โดยเน้นการคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ หรือแรงงานกึ่งอิสระอย่างแรงงานแพลตฟอร์ม

พรรคเพื่อไทย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีความเข้มแข็ง เป็นธรรม และมีความยั่งยืนในระยะยาว พร้อมทั้งมุ่งบริหารจัดการโครงสร้างตลาดแรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อรองรับการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling) ให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่ โดยเป้าหมายหลักคือการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง ซึ่งต้องอาศัยแรงงานที่มีศักยภาพและมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงท้ายของแถลงการณ์ พรรคเพื่อไทยระบุถึงความมุ่งมั่นในการร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้เท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้และเปิดโอกาสให้แรงงานไทยทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ โดยพรรคเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อแรงงานไทยมีรากฐานชีวิตที่มั่นคงแล้ว ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ประเทศไทยมั่งคั่งและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

พรรคเพื่อไทย

โฆษกพท.โต้เดือด สุทธิชัย ปมโพสต์หลานรมต.ขอดูงบปี 70 อัดยับทำคนเข้าใจผิด

โฆษกพท.โต้เดือด สุทธิชัย ปมโพสต์หลานรมต.ขอดูงบปี 70 อัดยับทำคนเข้าใจผิด

โฆษกพท.โต้เดือด สุทธิชัย ปมโพสต์หลานรมต.ขอดูงบปี 70 อัดยับทำคนเข้าใจผิด

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.06 น.

“ศึกษิษฏ์” โต้ “สื่อรุ่นเดอะ” แนะควรรายงานข้อมูลให้ถูกต้อง ระบุ มีการหารือ งบประมาณ 2570 กันตามปกติ เพื่อจัดสรรให้ตรงตามเป้า ยืนยัน ไม่มีลูกหลานคนไหนขอเรียกดูงบประมาณได้ และความสัมพันธ์หรือญาติไม่เกี่ยวข้องกับการโยกย้ายข้าราชการ

นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง โพสต์ข้อความชี้แจง นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส หลังเผยแพร่ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิด กรณีเรื่องการขอดูประมาณตามปกติของทีมงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากอดีอธิบดีกรมฝนหลวง เพื่อทำการกลั่นกรองงบฯ โดยระบุว่า 

ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ

“เรียกตัวเองเป็น “ผู้สื่อข่าว” รบกวนรายงานข้อมูลให้ถูกต้องหน่อยก็ดีนะครับ” 

นายศึกษิษฏ์ ชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องว่า หลังจากที่ได้รับการทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล ก็มีการเชิญหน่วยงานมาหารือเรื่อง งบประมาณปี 70 เนื่องจากตามปฏิทินปีงบประมาณ คำของบประมาณจะต้องถูกส่งไปให้สำนักงบประมาณ เพื่อทำการกลั่นกรองก่อนถูกส่งไปที่รัฐสภา

และเพื่อให้งบประมาณถูกจัดสรรให้ตรงตามเป้าหมายนโยบายของรัฐบาลและตามที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงสัญญากับประชาชนไว้ จึงมีความจำเป็นต้องมีการหารือกัน ซึ่งเป็นปกติของการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงของการเปลี่ยนผ่านผู้บริหาร 

ไม่มีลูกหลานคนไหนเรียกดูงบประมาณ และเรื่องความสัมพันธ์หรือญาติไม่มีความเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายแม้แต่นิดเดียว

“ผู้สื่อข่าวที่ไม่รายงานข้อมูลบนข้อเท็จจริงนี่ ไม่มั่นใจว่าต้องการหาประโยชน์ส่วนตัวโดยการปล่อยข่าวเท็จเพื่อเรียกยอดเอนเกจเม้นท์หากินกับความเข้าใจผิดของประชาชน หรือต้องการสะท้อนมาตรฐานการทำงานของตนเองกันแน่” 

ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ
ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ

ชงพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตตอ.กลาง คลังเสนอครม. 5 พ.ค. นี้

ชงพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตตอ.กลาง คลังเสนอครม. 5 พ.ค. นี้

ชงพรก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตตอ.กลาง คลังเสนอครม. 5 พ.ค. นี้

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.19 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ 30 เม.ย.69 ภายหลังนายกฯประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช.และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ต่างปฏิเสธแสดงความเห็นถึงรายละเอียดการประชุม โดยพูดตรงกันว่า ให้สอบถามจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

ขณะที่ ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในวันที่ 5 พ.ค.กระทรวงการคลังจะเสนอร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ…วงเงิน 4 แสนล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นแหล่งเงินในการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้ในรบในภูมิภาคตะวันออกกลาง 

เงินกู้

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ทั้งนี้การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯวงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น รัฐบาลกำหนดวงเงินดังกล่าวจากความต้องการใช้งบประมาณเพิ่มจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กับความต้องการใช้งบประมาณในโครงการไทยช่วยไทยพลัส อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีแผนจะใช้เงินกู้ตามความจำเป็นสอดคล้องกับโครงการที่ได้มีการวางแผนไว้อย่างคุ้มค่าไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะใช้วงเงินกู้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท 

เปาบุ้นจิ้นไทยภักดี หมอวรงค์ อาสาตีแผ่ความจริงกลางสภา หลังอธิบดีฝนหลวงร่อนจดหมายลาออก ชมคลิป

เปาบุ้นจิ้นไทยภักดี หมอวรงค์ อาสาตีแผ่ความจริงกลางสภา หลังอธิบดีฝนหลวงร่อนจดหมายลาออก ชมคลิป

เปาบุ้นจิ้นไทยภักดี หมอวรงค์ อาสาตีแผ่ความจริงกลางสภา หลังอธิบดีฝนหลวงร่อนจดหมายลาออก ชมคลิป

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.48 น.

วันนี้ 1 พฤษภาคม 2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ออกมาอัดคลิปวิดีโอร่ายยาวผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีการลาออกของ คุณราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวง ที่ให้เหตุผลสุดช็อกว่า ไม่สามารถสนองงานนักการเมืองได้ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสในแวดวงข้าราชการและนักการเมือง กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าบนโลกออนไลน์ ซึ่งมีข้อความว่า “#คุณอนุทินต้องไม่ปล่อยผ่าน กรณีคุณราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงยื่นหนังสือลาออกจากราชการ โดยให้เหตุผลว่า “ไม่สามารถสนองงานนักการเมืองได้” โดยเฉพาะการพัวพันกับหลานรัฐมนตรี พี่น้องประชาชน คิดว่าเรื่องนี้จะสุจริตหรือทุจริต? ยิ่งฟังคำชี้แจงของคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้เหตุผลการย้าย และยอมรับว่าเป็นหลานตนเองด้วย ฟังดูแล้ว เหมือนคำแก้ตัว ผมคิดว่าเรื่องนี้ คุณอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะลอยตัวไม่ได้นะครับ ในฐานะผู้นำประเทศ และเพิ่งประกาศจะจัดการเรื่องทุจริต ต้องหาคำตอบของเรื่องนี้ มาชี้แจงประชาชนให้ได้ ส่วนคุณราเชน ในฐานะข้าราชการที่ได้รับผลกระทบ ถ้ามีอะไรที่จะให้ผมช่วยตีแผ่ความจริงในสภา ผมยินดีนะครับ”

หมอวรงค์

นอกจากนี้ หมอวรงค์ ยังได้เข้ามาคอมเมนต์ใต้โพสต์ของตัวเองอย่างดุเดือดเกี่ยวกับสวัสดิการของนักการเมือง โดยระบุว่า “ถ้าสมมติว่า มีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้น และหากนายสุริยะไม่ได้เป็นส.ส. ภายใต้หลักบำนาญส.ส./สว. ประชาชนต้องเลี้ยงดูนายสุริยะ ตลอดชีพเชียวหรือ??? #ยกเลิกบำนาญสส/สว ข้อสังเกตเพิ่มเติม มีรัฐมนตรีหลายคน ลาออกจากตำแหน่งส.ส. เพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรีอย่างเดียว เท่ากับว่า นอกจากเขาได้รับเงินเดือนรัฐมนตรีแล้ว เขายังได้รับบำนาญส.ส.อีกด้วย แฟร์กับประชาชนไหมครับ??? #ยกเลิกบำนาญสส/สว”

หมอวรงค์

หลังจากที่โพสต์ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม เผยแร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็และแฟนคลับที่เห็นโพสต์ดังกล่าว ต่างหลั่งไหลเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลาม เช่น

“สุดยอดเลยคุณหมอ ถ้าหนูไม่รีบจัด เดียวประชาชนจัดหนูเอง”

“คนที่พูดเสียงสั่น เหงื่อแตก ใส่แว่นดำ แสดงว่า…..ยิ่งเป็นรัฐมนตรีหลายสมัยเสียงไม่น่าจะสั่นขนาดนี้”

“ขอ ตั้งฉายาให้หมอ เป็นเปาบุ้นจิ้น แห่งไทยภักดี”

“เอาให้ยับครับคุณหมอ”

“สุจริตหรือทุจริต นายกอนุทินย่อมรู้ดี”

“ขอบคุณมากครับคุณหมอ นี่แหละของจริงปากเสียงแทนประชาชน”

“คุณหมอค่ะช่วยนำความจริงให้ปรากฏด้วยค่ะ”

“เรายังหวังกับ ไอ้อนุทิน ไอ้นายก เอื้อพวกเดียวกัน ที่ไม่เคยทำตามคำพูดก่อนหาเสียงได้อีกเหรอครับv

“ถูกใจอีฉันยิ่งนัก คุณหมอคือท่านเปาของพรรคไทยภักดี #เป็นเปาบุ้นจิ้นของประเทศไทยและประชาชนคนไทยจริงๆ”

หมอวรงค์
หมอวรงค์
หมอวรงค์

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

ไทยฮึ่มเขมร อย่ายั่วยุประชิดชายแดน ทบ.มอบแนวทางตอบโต้

ไทยฮึ่มเขมร  อย่ายั่วยุประชิดชายแดน  ทบ.มอบแนวทางตอบโต้

ไทยฮึ่มเขมร อย่ายั่วยุประชิดชายแดน ทบ.มอบแนวทางตอบโต้

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสธ.ทบ.แจงทหารไทยจุดประทัด 3 นัด เตือนกัมพูชา เหตุละเมิดข้อตกลง ประชิดแนวลวดหนาม-ยั่วยุ ชี้ ผบ.ทบ.มอบแนวทางตอบโต้ไว้แล้ว ด้าน ผบ.กองกำลังบูรพา ยันคลองน้ำใส เขตไทย ไม่ให้ใครรุกล้ำ

เมื่อวันที่ 30 เมษายน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวว่าทหารกัมพูชา เข้าประชิดแนวลวดหนาม ในพื้นที่ช่องจอม จ.สุรินทร์ หลังจากฝ่ายกัมพูชา ขณะที่นำคณะผู้ช่วยทูตทหาร ลงพื้นที่โอร์เสม็ด ฝั่งกัมพูชา ทำให้ฝ่ายไทย ได้จุดประทัดเตือน 3 นัด ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเนื่องจากจริงๆ แล้วกัมพูชาต้องทำตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 แต่มีการเคลื่อนย้ายกำลังเข้ามาซึ่งถือว่าผิดข้อตกลงทางฝ่ายไทยจึงถือเป็นการแจ้งเตือนซึ่งจริงๆแล้วมีแนวทางใช้กำลังในการเตือนอยู่แล้ว โดย พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มอบนโยบาย แนวทางการใช้กำลังดังกล่าว ซึ่งต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากกัมพูชาละเมิดสิ่งใดที่ตกลงกันไว้ เราก็ตอบโต้ตามแนวทางต่างๆ

พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวต่อว่า ตามภาพข่าวที่เราเห็นฝ่ายกัมพูชาเชิญคณะผู้สังเกตการณ์ AOT มาลงพื้นที่ ก็จะมีกำลังทหารมาอยู่ใกล้บริเวณแนวรั้วลวดหนามที่เรารักษาอยู่ แต่เราก็มีวิธีการตอบโต้ของเรา เพื่อทำให้เขาไม่ทำในสิ่งเหล่านั้นอีก ซึ่งได้เน้นย้ำว่าเราจะไม่ยอมในสิ่งที่เขามารบกวนหรือก่อกวนในพื้นที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ของเรา เกิดความตระหนกตกใจ กองทัพจะไม่ยอมในเรื่องดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากเกิดการกระทำลักษณะดังกล่าวจะกระทบต่อความไว้เนื้อเชื่อใจและส่งผลต่อความร่วมมือในอนาคตหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ในระดับนโยบาย ผู้ใหญ่ของรัฐบาลและกองทัพมีการพูดคุยว่าอย่าทำเรื่องเหล่านั้นเด็ดขาด หากทำถือเป็นการละเมิดข้อตกลง เราคงไม่อยู่เฉย ต้องปฏิบัติตามแนวทางที่วางไว้เมื่อถามถึงกรณีปราสาทตาควาย ที่ฝ่ายกัมพูชามีการประท้วงไทย ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวและบูรณะปราสาท เสธ.ทบ.ระบุว่า ไม่มีปัญหา เพราะเขาทำอย่างอื่นมากกว่านี้ ขอให้ประชาชนไว้วางใจ ซึ่งเราเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ เราดูแลสถานที่ของเรา

วันเดียวกัน ที่ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก ต.อรัญประเทศ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงกรณีการถมที่ดินคลองน้ำใส อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ที่กัมพูชาเข้ามาขุดลอกคลอง เพื่อเปลี่ยนทิศทางการไหลของน้ำ เปลี่ยนเส้นเขตแดน หวังยึดดินแดนไทยว่าขอยืนยันพื้นที่ตรงนั้นอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งเราก็ทำ

ผู้สื่อข่าวถามว่าขณะนี้มีการปรับลำน้ำให้ไหลตามปกติแล้วหรือไม่ พล.ต.บญจพล กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว น้ำเป็นไปธรรมชาติ มีการปรับเปลี่ยนตามธรรมชาติ ไม่ใช่ว่ามีเจตนาจะไปโน่นนี่นั่น แต่ถ้าเราไปตรวจสอบแล้ว แบบไหนไม่ได้ ไม่ใช่เราจะไปดำเนินการ ถ้ามั่นใจก็ทำต่อ ไม่ได้สนใจอะไร ซึ่งเรายืนยันว่าเราไม่ได้ก้าวร้าว หรือไปก้าวล่วงอะไร พื้นที่ตรงนั้นคือแผ่นดินไทยเมื่อถามว่ากรณีที่กัมพูชามีการประท้วงเราจะสามารถทำให้เราเข้าพื้นที่ได้หรือไม่ พล.ต.เบญจพล กล่าวว่า เข้าได้ เพราะคือบ้านเรา

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การวิจารณ์โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ (โครงการแลนด์บริดจ์) ควรใช้ข้อมูลปัจจุบัน ไม่ใช่ยึดผลการศึกษาเก่าที่เกิดขึ้นในบริบทโลกคนละแบบ เพราะวันนี้โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มีมิติความมั่นคงเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้น”

ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น

อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง

วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช

เรียกอธิบดีเรียงแถวขอดูงบ ‘ราเชน’แฉแหลก เก็บหลักฐาน-ไม่ได้โง่

เรียกอธิบดีเรียงแถวขอดูงบ  ‘ราเชน’แฉแหลก  เก็บหลักฐาน-ไม่ได้โง่

เรียกอธิบดีเรียงแถวขอดูงบ ‘ราเชน’แฉแหลก เก็บหลักฐาน-ไม่ได้โง่

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรียกอธิบดีเรียงแถวขอดูงบ ‘ราเชน’แฉแหลก เก็บหลักฐาน-ไม่ได้โง่ ชี้รู้ทันเล่ห์นักการเมือง สุริยะลั่นหลานไม่เกี่ยว ขู่ฟ้องถ้ายังไม่ยอมหยุด

เปิดหนังสือลาออก “อธิบดีกรมฝนหลวงฯ” ระบุ “ไม่สามารถสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้” เปิดใจแจงปมร้อนลั่นรู้ช่องโหว่นักการเมือง เล็งโยกงบ-ขอซ่อมอากาศยาน ยันมีคลิปหลักฐานภาพเสียงชัดเจน นายกฯโยนสื่อถาม รมว.เกษตรฯ ขณะที่ “สุริยะ”ยืนยันเรื่องนี้ไม่เกี่ยวหลาน ปัดล้างบางคนของพรรคเก่า บอกถึงหลานได้พบ ก็ย้ายอยู่ดี ลั่นอยากได้คนมีกำลังทำงาน ไม่ใช่ใกล้เกษียณ แล้วเกียร์ว่าง ขู่ฟ้องหากยังไม่หยุด

จากกรณี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยื่นหนังสือลาออกที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากกรณีถูกโยกย้ายและมีการเชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์นั้น

เมื่อวันที่ 30 เมษายน2569เพจเฟซบุ๊กเรื่องเล่าข่าวเกษตร ได้โพสต์หนังสือลาออกจากราชการ ของนายราเชน ลงวันที่ 28 เมษายน 2569 มีผลในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 โดยระบุเหตุผลการลาออกว่า เนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้

สำหรับรายละเอียดหนังสือขอลาออกจากราชการ เป็นดังนี้ เขียนที่ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เรื่อง ขอลาออกจากราชการเรียน ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยข้าพเจ้า นายราเชน ศิลปะรายะ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความประสงค์ขอลาออกจากราชการเพราะ เนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ข้าพเจ้ามีภาระผูกพันกับทางราชการและผู้ที่เกี่ยวข้องตามเอกสารแนบจึงเรียนมาเพื่อขอลาออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 23 เดือน มิถุนายน พ.ศ. 2569

เผยมีบันทึกหลักฐานชัดเจน

ล่าสุด นายราเชน ศิลปะรายะ อดีตอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรให้สัมภาษณ์เปิดใจผ่านรายการ“เปิดโต๊ะข่าว” ทางช่อง PPTVHD36 ตอนหนึ่งว่าวันที่มีการเชิญตนไปพบที่อาคารแถววิภาวดี ในวันที่ 31มี.ค. โดยมีการขอดูข้อมูลการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 ก็สามารถดูได้ ตนก็เอาไปให้ดู หลังจากนั้น ก็มีการติดต่อแบบรัวๆตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.-24 เม.ย. เพราะในส่วนของนักการเมือง จะรู้อยู่แล้วว่าสำนักงบประมาณสามารถให้เปลี่ยนแปลงรายการคำของบประมาณได้ สามารถเพิ่มหรือลดรายการได้ แต่วงเงินภายในกำหนด ไม่เกิน 20%ซึ่งการที่ตนไม่ได้ตอบรับ ก็คิดว่าทำให้ไม่เป็นที่พอใจ และเมื่อวานนี้ที่ตนไปยื่นหนังสือลาออกจากราชการแล้ว ตนก็ได้ประชุมหารือการจัดทำงบประมาณปี 2570 ร่วมกับสำนักงานประมาณ และตนก็ยืนยันว่าในส่วนของกรมฝนหลวงฯจะไม่เพิ่มอะไร เพราะการทำงานของกรมฝนหลวงมีแผนงานที่ชัดเจน อย่างการซ่อมอากาศยานก็เป็นไปตามวงรอบอยู่แล้ว

นายราเชน ตั้งข้อสังเกตว่า ในวันที่ 31 มี.ค. ที่ตนได้ไปพบคนใกล้ชิดของ รมว.เกษตรฯ นั้น รมว.เกษตรฯยังไม่ได้เข้าเฝ้าเพื่อรับการโปรดเกล้าเลย แต่มีการเรียกอธิบดีเรียงแถวเข้าไปพบ เพื่อเอาคำของบประมาณไปดู ซึ่งตนมีการบันทึกไว้หมด

รู้ช่องโหว่นักการเมือง

เมื่อถามว่าในการหารือวันนั้นมีการขอให้เปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณอะไรหรือไม่ นายราเชน บอกว่า วันนั้นเขาขอดูรายการคำของบประมาณตนก็ส่งให้ 1 ชุด ก็ไม่ได้คุยกันมากมายอะไร แต่ตนมองออกว่ามันเป็นช่องทางหนึ่งที่กรมฯสามารถไปเพิ่มหรือลดรายการโดยอยู่ในวงเงินเดิมที่กำหนด ถ้าฝ่ายการเมืองจะสอดแทรกได้ก็คือตรงนี้แหละ สามารถทำในงบปี 70 ได้เลย อาจจะไปตัดลดหรือเพิ่มอะไรได้ ดังนั้นหลังสงกรานต์จึงมีความพยายามในการขอพบตน

เมื่อถามว่าการที่อธิบดีฯไม่ได้รับนัดกับกลุ่มคนที่ขอนัดพบในช่วงหลังสงกรานต์เพราะเล็งเห็นว่าอาจจะมีความพยายามขอให้ปรับเพิ่มหรือลดงบประมาณบางส่วนใช่หรือไม่ นายราเชน บอกว่า แน่นอน ตนเป็นระดับอธิบดี ตนรู้ว่า มีช่องว่างที่ทำได้

หลังพิงฝา-ขอเรียกร้อศักดิ์ศรีขรก.

“ผมอ่านออกอยู่แล้ว ผมไม่ใช่คนโง่ คนโง่เขาคงมาถึงขนาดนี้ไม่ได้มั้ง แต่ผมไม่พูดเพราะว่าผมให้เกียรติ ผมให้เกียรติท่านผู้บริหาร ในเมื่อให้ผมหลังพิงฝา ผมก็ต้องออกมาเรียกร้องศักดิ์ศรีของข้าราชการและโดยเฉพาะบอกว่าผมจะเกษียณแล้ว ทำงานไม่ได้ ต้องเอาคนหนุ่มมาขับเคลื่อน แต่ปลัดกระทรวงก็เกษียณพร้อมผม เลขาส.ป.ก.ก็เกษียณพร้อมผม อธิบดีกรมปศุสัตว์ ก็เกษียณพร้อมผม ทำไมต้องย้ายผมคนเดียว ก็บอกดีๆผมพร้อมไป”นายราเชน กล่าว

เมื่อถามว่าแสดงว่าคำสั่งย้ายเป็นคำสั่งที่อธิบดีฯไม่รู้มาก่อนเลยใช่หรือไม่ นายราเชน กล่าวว่าไม่รู้เลย เรื่องดังกล่าวเสนอเข้าที่ประชุมครม.เป็นวาระจร หลังจากนั้นตนถึงรู้ว่าโดนย้ายสลับไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง ทั้งที่กรมฝนหลวงฯเป็นกรมด้านเทคนิค ไม่ใช่ว่าใครจะมาบริหารก็ได้ เพราะก่อนที่ตนจะมาเป็นอธิบดียังต้องเรียนรู้เรื่องการทำฝนหลวง เรื่องสภาพเมฆและต้องประชุมกับนักวิทยาศาสตร์ นักบิน ประชุมปฏิบัติงานร่วมกัน

ชะลอร้องขอความเป็นธรรมที่สภา

ล่าสุด นายราเชน เปิดเผยว่าวันนี้ยังไม่ได้เดินทางไปยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมที่รัฐสภา ตามที่ได้ประสานไว้โดยได้มีการพูดคุยกับนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรมเบื้องต้นจริง แต่จากภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารแปรปรวน จึงขอชะลอการดำเนินการออกไปก่อนแนวทางการยื่นร้องขอความเป็นธรรมกรณีถูกโยกย้ายตำแหน่งนั้นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยจะขอหารือและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบ

นายราเชน ระบุว่าแม้จะเคยทำงานกับฝ่ายการเมืองหลายยุค แต่ไม่ได้เป็นเด็กของใครหรือสังกัดพรรคการเมืองใด โดยยึดหลักข้าราชการมืออาชีพที่ต้องสนองนโยบายของผู้บริหารทุกคนอย่างเท่าเทียมหากกระทำผิดก็พร้อมให้ตรวจสอบแต่หากไม่ได้กระทำผิดและไม่สามารถทำงานภายใต้หลักการได้ การลาออกถือเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของตนเองและความเป็นข้าราชการ

นายกฯโยนสื่อถาม“สุริยะ”

วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายราเชน ประกาศลาออกก่อนหมดอายุราชการ หลังถูกโยกไปนั่งผู้ตรวจราชการ โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถตอบสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้ โดยนายกรัฐมนตรี ระบุว่าต้องไปถาม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพราะท่านรับผิดชอบและดูงานกระทรวงนี้อยู่

เมื่อถามว่าตอนนี้เป็นดรามาใหญ่โตระหว่างอธิบดีและ รมว.เกษตรฯ นายกฯตอบย้ำว่า “ต้องไปถาม นายสุริยะว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร” เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามว่ามีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั้นนายกฯไม่ตอบคำถามก่อนเดินทางกลับทันที

‘สุริยะ’แจงปมย้าย‘ราเชน’อีกรอบ

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า นายราเชนได้พยายามพูดถึงสาเหตุของการถูกโยกย้ายในหลายเรื่อง โดยพยายามสื่อให้เห็นว่าสาเหตุเนื่องจากว่าหลานของตน ซึ่งเป็นผู้บริหารสายการบินแห่งหนึ่งพยายามติดต่อขอเข้าพบนายราเชน แต่ไม่ได้พบ โดยมีการย้อนไปตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าช่วงเวลานั้นตนไม่ได้เกี่ยวข้อง และอยู่คนละกระทรวง จากนั้น นายราเชน บอกว่าจะแฉ โดยว่ามีบันทึกการสนทนาไว้ ว่ามีการโทรหานายราเชน ตั้งแต่ 30 มีนาคม 2569 ในช่วงเย็น ใช้เวลา 1 นาที,ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. ใช้เวลา 54 นาที, วันที่ 16 เมษายน 2569 ช่วง เวลา 13.00 น. 2 Miss Call ,วันที่ 19 เมษายน 2569 ช่วงเที่ยง ใช้เวลา 16 นาที และวันเดียวกันเวลา 13.00 น. ใช้เวลา 54 วินาที ซึ่งจะเห็นว่าในข้อเท็จจริงตนไม่ทราบเรื่องนี้มาก่อนว่าหลานจะติดต่อไปขอพบนายราเชน หลังจากมีข่าวตนได้สอบถามหลาน ซึ่งก็ยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เขาติดต่อไป

ยังไงก็ย้ายอยู่ดี-ไม่เกี่ยวกับหลาน

นายสุริยะ กล่าวว่า ลองคิดดูถ้าตนรู้ว่าหลานติดต่อไป คงจะบอกนายราเชนว่าหลานอยากขอพบ แสดงว่าตนไม่ได้รับการติดต่อจากหลาน หลานพยายามติดต่อโดยตรง ซึ่งถ้าตนรู้ก็คงบอกนายราเชนว่าให้มีการพบกันหน่อย อาจจะมีเรื่องอะไรที่เสนอเป็นประโยชน์หรือไม่ แต่แม้ว่านายราเชนให้พบ ยังไงก็ย้ายอยู่ดี เพราะการย้ายไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของหลาน แต่เป็นเรื่องที่ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำกับดูแลเกษตรกรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าภาคธุรกิจอื่น และผลผลิตขณะนี้ก็ตกต่ำดังนั้น ตนอยากได้คนมีกำลังวังชาที่จะทำงาน เพื่อสนองนโยบายผม ซึ่งสื่อมวลชนก็คงทราบดีว่ามีการกล่าวกันไปว่าข้าราชการพอใกล้เกษียณคล้ายว่าค่อนข้างจะเกียร์ว่าง ไม่ใช่ผมพูดเองนะ แต่สื่อมวลชนก็รู้ว่าเป็นอย่างนั้น ผมก็เลยเสนอเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีเรื่องอื่นเลย

นายสุริยะ กล่าวอีกว่า มีข่าวออกมาว่าหลานของตนจะไปของานที่กระทรวงเป็นเงินจำนวนมาก แต่ตนจำตัวเลขไม่ได้ แต่ในเมื่อนายราเชน ไม่ยอมให้หลานของตนพบเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหลานไปของาน มันขัดกับข้อเท็จจริง จึงอยากทำความเข้าใจว่าตนยึดถือความโปร่งใสเป็นหลัก

ยอมรับหลานชายติดต่อไปจริง

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้สอบถามหลานว่ามีการติดต่อนายราเชนไปจริงหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า หลังเกิดเรื่องได้ถามหลานชายว่าได้ติดต่อไปจริงหรือไม่ ซึ่งหลานยอมรับว่าได้ขอติดต่อจริง แต่หากย้อนไปปี 2568 ซึ่งนายราเชน พูดว่าหลานได้นัดไปและปรากฎตัวกัน 3 คน แต่หลานชายตนไม่ไป กลัวถูกหลอกจึงไม่ให้พบ พอมาถึงในช่วงนี้หลานชายได้ติดต่อไปจริงแต่ไม่ให้พบ ซึ่งหากเขาต้องการจะพบคงมาบอกตนแล้ว แต่ไม่ได้มาบอก เพราะเป็นกิจการธุรกิจของเขาเองไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับตนเลย จึงอยากเรียนว่าแม้ครอบครัวตนจะเป็นญาติพี่น้องกันแต่ครอบครัวต่างคนต่างแยกกันไป อยู่มีธุรกิจของตัวเอง ตนมาอยู่การเมือง

ขู่หากยังไม่หยุดจะยื่นฟ้อง

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะชี้แจงอย่างไรที่หลายคนมองว่าการโยกย้ายครั้งนี้ไม่เป็นธรรมต่อข้าราชการ นายสุริยะ ย้อนถามว่า ข้าราชการตรงไหนบ้างตั้งแต่ตอนตนย้ายมาก็ไม่มีใครมาพูดถึงเรื่องนี้ ให้มาถึงหู มีแค่อธิบดีราเชนคนเดียวเท่านั้นที่พูดอยู่ ขอย้ำว่าตนทำงานการเมืองมาตั้งแต่ปี 2544 มาถึงตอนนี้เกือบ 30 ปีแล้วถูกโยกย้ายมาแล้วหลายกระทรวง แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เจ้าหน้าที่ถูกย้ายแล้วมาว่าตนไม่ให้ความเป็นธรรม ในครั้งนี้การที่อ้างว่าถูกโยกย้ายเพราะไม่เอื้อประโยชน์ให้หลานชายตนไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของการเมืองแต่เป็นเรื่องการบริหารเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดของกระทรวงเกษตรฯ

เมื่อถามว่ากรณีที่นายราเชนให้เหตุผลในเอกสารลาออกว่าไม่สามารถตอบสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้ นายสุริยะ กล่าวว่า มีอะไรที่สนองฝ่ายการเมืองไม่ได้ ตนไปบีบอะไรท่าน ขอให้ท่านชี้แจงมา แต่ถ้าเสนอสิ่งที่เป็นเท็จตนถือว่าได้รับความเสียหาย หลังจากตนแถลงครั้งนี้แล้วท่านยังไม่หยุดจะดำเนินการฟ้องคดี และถ้าหากท่านเห็นว่าไม่เป็นธรรมก็สามารถฟ้องดำเนินคดีกับตนได้

ไม่มีการล้างบางคนของพรรคเก่า

ผู้สื่อข่าวถามว่าการโยกย้ายครั้งนี้เป็นการล้างคนเก่าของพรรคการเมืองเดิมหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ตอนที่ไปดำรงตำแหน่งเป็น รมว.คมนาคม ก็มีคนที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยแต่งตั้งไว้อยู่ เช่น อธิบดีกรมทางหลวง และอธิบดีกรมทางหลวงชนบท ตนก็ไม่เคยโยกย้าย ดังนั้นจึงไม่มีเรื่องการล้างบาง ข้าราชการทุกคนทำตามนโยบายของผู้บริหารและรัฐมนตรีอยู่แล้วเพราะเขาเป็นมืออาชีพ ฉะนั้นตนไม่จำเป็นต้องไปย้ายใครเพราะเป็นคนของพรรคนั้นพรรค

เมื่อถามว่ากรณีที่นายราเชนเตรียมจะไปขอความเป็นธรรมจากพรรคกล้าธรรม จะทำให้เรื่องนี้ถูกนำไปโยงกับเรื่องการเมืองหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า นายราเชนพูดเองว่าที่ถูกสั่งย้ายเพราะไม่ให้หลานชายพบ ไปสรุปตรงนั้นเอง จึงไม่ใช่เรื่องของการเมือง ใครจะทำเป็นเรื่องการเมืองก็แล้วแต่ แต่ตนยืนยันว่าการโยกย้ายครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับทางพรรคกล้าธรรม

ย้ำไม่สบายใจก็เข้ามาคุยได้ตลอดเวลา

เมื่อถามว่า กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มีการเรียกนายราเชนไปพบเพื่อพูดคุยเรื่องงบประมาณก่อนโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี นายสุริยะ กล่าวว่า ก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็น รมว.เกษตรฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ คนเดิมได้จัดทำนโยบายเพื่อเสนองบประมาณฯของท่านอยู่ พอตนเข้ารับตำแหน่งสำนักงบประมาณจึงให้ไปดูว่ามีความจำเป็นหรือไม่อย่างไร หรือต้องมีการปรับปรุงส่วนไหนหรือไม่ ซึ่งตนก็ยืนยันไปตามเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนเลย

เมื่อถามว่า วันที่ 29 เมษายน ที่มีการประชุมงบประมาณกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งนายราเชนได้เข้าประชุมด้วยได้มีโอกาสพูดคุยเคลียร์ใจกันเบื้องต้นหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า เมื่อวานการประชุมมีเจ้าหน้าที่มาจำนวนมาก และตนเคยพูดต่อสื่อมวลชนแล้วหากนายราเชนมีอะไรไม่สบายใจห้องตนก็เปิดตลอดเวลา

‘อรรถกร’รับเสียดาย‘ราเชน’

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา โฆษกพรรคกล้าธรรม อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า วานนี้(29 เม.ย.) ตนได้รับการประสานจากนายราเชน จึงได้คุยกับนายไผ่ เพื่อให้เข้ามาพูดคุยในเรื่องของความไม่สบายใจของเจ้าตัว ที่อยากจะเข้ามาพูดคุยกับคนที่เคยรู้จัก ในฐานะพี่ในฐานะน้อง ซึ่งในส่วนของรายละเอียดในระดับหนึ่งแต่ยังไม่ได้ลงลึก จากประสบการณ์ส่วนตัวมองว่าการโยกย้ายนอกฤดูกาล ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก และการโยกย้ายเกิดขึ้นรวดเร็วพอสมควรและสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ ในสมัยที่ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ต่อเนื่องมาจนถึง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เหรัญญิกพรรคกล้าธรรม รวมถึงช่วงสั้นๆ ที่ตนได้เป็น ก็ไม่มีการโยกย้ายอธิบดีในลักษณะนี้ เมื่อคิดถึงอายุราชการของนายราเชน ก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย และในฐานะที่ตนได้พบปะและร่วมงานกับนายราเชนก็เห็นว่าผลงานเป็นที่ประจักษ์และจับต้องได้

“แต่เท่าที่ดูจากสื่อนายราเชน ได้ยื่นใบลาออกจากราชการแล้ว ด้วยเหตุผลว่าไม่สามารถตอบสนองทางการเมืองได้ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย กับการที่ประเทศไทยจะต้องสูญเสียบุคลากรที่มีความรู้ แต่จากรายงานข่าวบุคคลที่จะเข้ามารับหน้าที่อธิบดีกรมฝนหลวงฯคนใหม่ก็เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีประสบการณ์โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำ ดังนั้นจะดีกว่าหรือไม่ดีกว่าก็เป็นเรื่องของอนาคต” นายอรรถกร กล่าว

หากเกิดจากอคติก็ต้องตรวจสอบ

เมื่อถามว่า ในฐานะที่เคยเป็นอดีต รมว.เกษตรฯมาก่อน เหตุผลในการสั่งย้ายอธิบดีเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน ถือว่าฟังขึ้นหรือไม่ นายอรรถกร กล่าวว่า เรื่องความต่อเนื่องอาจจะเป็นมุมที่ผู้บริหารคิด แต่ในกรมอธิบดีไม่ได้เก่งเพียงคนเดียว ดังนั้นความต่อเนื่องอย่างไรก็ต้องมีอยู่แล้ว และทราบดีว่าภารกิจเป็นอย่างไร ดังนั้นส่วนตัวมองว่าเรื่องความต่อเนื่องรอได้ แล้วอีก 5 เดือนค่อยไปแก้ไขปัญหา

“หากการโยกย้ายครั้งนี้เป็นไปตามครรลองคลองธรรมคงไม่ติดใจอะไร แต่หากการโยกย้ายครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะอคติหรือเพื่อแก้แค้น ก็คงจะใช้กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับข้าราชการไม่ใช่แค่ ซี10 และ ซี11 แต่ต้องเป็นข้าราชการผู้น้อยด้วย แต่อย่างไรก็ต้องรอการพูดคุยกับนายราเชนก่อน” นายอรรถกร กล่าว

รบ.ตอบกระทู้ ชูแลนด์บริดจ์ มุ่งเดินเรือโลก

รบ.ตอบกระทู้  ชูแลนด์บริดจ์  มุ่งเดินเรือโลก

รบ.ตอบกระทู้ ชูแลนด์บริดจ์ มุ่งเดินเรือโลก

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“สิริพงศ์” รมช.คมนาคม แจงปมรัฐเดินหน้าไฟเขียวลงทุน “แลนด์บริดจ์” ชี้เป็นทางออกวิกฤต “เดินเรือโลก” ยันเป็นเวลาที่ใช่-คุ้มค่า-ลดเวลาขนส่ง

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 เมษายน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม กรณีโครงการแลนด์บริดจ์ โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม มาชี้แจงแทน

โดยน.ส.อรทัย กล่าวว่า ในการรื้อฟื้นโครงการแลนด์บริดจ์ เหตุใดรัฐบาลจึงเร่งผลักดันทั้งที่ไม่มีในคำแถลงนโยบาย ขณะที่การแก้ปัญหาวิกฤตอื่นยังไม่เป็นรูปธรรม ขอให้ชี้แจงความคุ้มค่าหลังพบข้อมูลขัดแย้งระหว่างผลการศึกษาจากศูนย์บริการวิชาการจุฬาลงกรณ์ ร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ระบุว่าโครงการ 30 ปีไม่สามารถคืนทุนได้ มีค่าผลตอบแทนที่คาดว่าเราจะได้จากการลงทุน (NPV) และผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ติดลบ แต่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กลับระบุว่าจะคืนทุนได้ภายใน 24 ปีและมีค่า NPV เป็นบวก จึงขอทราบที่มาของตัวเลข การดึงส่วนแบ่งจากช่องแคบมะละกา

ด้านนายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่รัฐบาลหยิบยกโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมา เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเรื่องสถิติการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกาที่คาดว่าในปี 2030 จะมีเรือผ่านช่องแคบนี้เพิ่มขึ้นถึง 110,000 ลำต่อปี ทำให้เกิดความแออัด และมักเกิดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ สภาพการเดินเรือทางน้ำทั่วโลกหลายพื้นที่พบปัญหา เช่น บริเวณคลองสุเอช ที่เกิดเหตุเรือเอเวอร์กรีนติดกีดขวางทาง, เหตุการณ์ก่อการร้ายในทะเลแดง ที่ทำให้เรือขนส่งสินค้าต้องแล่นเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ต้องใช้เวลาเพิ่มอีก 10 วัน

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งหมดนี้แม้จะเป็นเหตุการณ์ในอดีต แต่สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่หลายประเทศหยิบยกขึ้นมา และทุกคนเห็นตรงกันว่าจะต้องมีเส้นทางคมนาคมที่เป็นทางเลือกได้ แม้ก่อนหน้านี้ไทยเคยมีการพูดคุยเรื่องการขุดคลองไทย แต่มีความเห็นตรงกันว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะมีความคุ้มค่าในการลงทุนมากกว่า ส่วนที่จะต้องเป็นเวลานี้ เนื่องจากเป็นเวลาที่ใช่ เพราะจากความแออัดของช่องแคบมะละกาที่จะเกิดขึ้นในอีก 10 ปีข้างหน้า รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง และความพร้อมของ Smart Port Technology & AI-Digitalization

“วันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ในอดีตท่านอาจจะคิดว่าการเดินทางทางเรือ หมายความว่าจะใช้เรืออย่างเดียว ไม่ควรจะเป็นการยกเปลี่ยนลำ ยกของออกจากเรือขึ้นทางราง แต่นี่คือเทคโนโลยีที่เราคิดมาว่า ถ้าเป็นแลนด์บริดจ์จะประหยัดเวลาการเดินทางข้ามจากอ่าวไทยไปทะเลอันดามัน ประหยัดเวลาในการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาไป 5 วัน ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมกับการขับเคลื่อนนโยบาย” นายสิริพงศ์ กล่าว

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่า ในอดีต สนข. เคยทำข้อมูล FIRR ต่ำ และมีการร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมระดับโลกจากเนเธอร์แลนด์ แต่วันนี้ FIRR ของ สนข. เปลี่ยนไป เป็นบวก และพิจารณาดูแล้วมีความน่าสนใจที่จะลงทุน โดยจะเป็นโครงการแบบ PPP หรือโครงการร่วมระหว่างรัฐกับเอกชน จะทำให้ไม่เป็นภาระด้านงบประมาณมากเกินไป

จากนั้น น.ส.อรทัยได้สอบถามถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่จังหวัดระนอง และชุมพร ที่นักวิชาการออกมาระบุว่า EHIA กับ EHIA ที่อยู่ในโครงการกับที่มีการสำรวจจริงต่างกัน

นายสิริพงศ์ ตอบว่า เป็นธรรมดาของทุกครั้งที่มีการก่อสร้างโครงการที่เปลี่ยนแปลงภูมิประเทศจะมีข้อถกเถียง เพราะส่งผลต่อระบบนิเวศที่จะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ในประเทศไทย ซึ่งตนทราบดีว่าโครงการแลนด์บริดจ์มีข้อโต้แย้งจากหลายๆ ส่วน ทั้งประเด็น EIA และ EHIA ที่รัฐบาลจะต้องทำให้ครบถ้วน และทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 4 จังหวัดภาคใต้ ที่ในอนาคตที่เราจะเรียกว่า SEC สิ่งเหล่านี้ต้องเกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่ โดยกระบวนการเริ่มต้นจะต้องทำ พ.ร.บ.SEC ก่อน ส่วนที่อาจมีข้อกังวลว่าชาวต่างชาติจะถือครองที่ดินเกินกว่าคนไทย ยืนยันว่าเป็นการจัดสรรพื้นที่ให้คนไทยและคนต่างประเทศได้มีโอกาสลงทุน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานรูปแบบใหม่ ยืนยันว่ารัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้เพื่อให้เกิด New S-Curve ใหม่ ที่จะสร้างรายได้และสร้างเศรษฐกิจให้กับจังหวัดภาคใต้ ส่วนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะไม่ปล่อยให้หลุดไป ขอให้ประชาชนในพื้นที่สบายใจได้

นายสิริพงศ์ ยังกล่าวถึงระยะเวลาขนถ่ายสินค้าของโครงการแลนด์บริดจ์ที่ใช้เวลา 5 วัน ว่า สำหรับคนปกติอาจจะเป็นระยะเวลาแค่ 5 วัน แต่ในสถานการณ์ที่เรือไม่สามารถแล่นผ่านได้ระยะเวลา 5 วัน มีความสำคัญ ส่วนกรณีสัมปทานให้กับชาวต่างชาติ 50 ปีนั้น ยืนยันว่าต่างจาก 99 ปี เพราะหากไม่ได้ทำผิดเงื่อนไข จึงจะมีสิทธิ์ที่จะขอต่อสัญญาได้ และเพื่อให้เกิดความมั่นใจรัฐบาลได้เปิดตั้งกองทุนให้ผู้ได้รับสัมปทานต้องสมทบเข้ากองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ SEC เชื่อว่าสิ่งนี้จะสร้างความอุ่นใจให้กับคนในพื้นที่ได้ ขณะเดียวกันการเวนคืนที่ดินเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการจัดสรรเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้รับประโยชน์สูงสุด ขอย้ำว่า เรื่องการแข่งขันทางภูมิเศรษฐศาสตร์ ไทยมีจุดแข็งในการรักษาสถานภาพความเป็นกลางในการต่อสู้กันของขั้วอำนาจเศรษฐกิจ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตร และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.51 น.

วันที่ 30 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ พระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานยศข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ประกอบมาตรา ๔ และมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคล ของราชการในพระองค์ พ.ศ. ๒๕๖๐ และมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๙

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พันเอก ปฏิวัติ เฟื่องประภัสสร์ ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พันเอกพิเศษ) ดำรงตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ (อัตรา พลตรี) และพระราชทานยศเป็น พลตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙