ภราดร ยันไม่กระทบสัมพันธ์ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย หลังถอนชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน.

ภราดร ยันไม่กระทบสัมพันธ์ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย หลังถอนชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน.

ภราดร ยันไม่กระทบสัมพันธ์ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย หลังถอนชื่อหนุนร่างแก้ไข รธน.

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.02 น.

“ภราดร”ยันไม่กระทบสัมพันธ์”ภูมิใจไทย-เพื่อไทย” หลังถอนชื่อหนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เผยคุยข้อกังวลกันก่อนแล้ว หวั่นขัดคำวินิจฉัยศาล รธน. ไม่ฟันธง พท.กลับไปแก้ จะร่วมหนุนใหม่หรือไม่

4 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรค ภท.มีมติถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า ได้มีการหารือกัน ซึ่งมีข้อกังวลจากฝ่ายกฎหมายและผู้ที่ดูเรื่องรัฐธรรมนูญ ทั้ง นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท.ที่ได้มีการท้วงติงถึงร่างกฎหมายของพรรค พท.ว่าจะมีปัญหาขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีคำวินิจฉัยไว้ว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ห้ามมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง โดยในร่างของพรรค พท.ได้กำหนดไว้ว่า ให้แต่ละจังหวัดไปเลือก ส.ส.ร.ให้เหลือ 3 คน และส่งให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน ซึ่งเรามองว่า มันอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นข้อกังวลของทีมกฎหมายพรรค ภท.

นายภราดร กล่าวว่า ได้มีการหารือกับพรรค พท.ถึงกรณีที่มี สส.ของพรรค ภท. 30 คน ไปร่วมลงชื่อในร่างของพรรค พท.ซึ่งมีข้อกังวลในเรื่องข้อกฎหมาย จึงขอใช้สิทธิขออนุญาตไม่สนับสนุนร่างของพรรค พท.เพียงเท่านั้น โดยได้พูดคุยกับพรรค พท.แล้ว ส่วนตัวได้คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พท.และ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรค พท.

เมื่อถามถึงกรณี หากพรรค พท.จะนำร่างกลับไปแก้ไข พรรค ภท.จะร่วมลงชื่อหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ในส่วนของพรรค ภท.ได้บอกข้อกังวลแล้วว่า ข้อกังวลคืออะไร ซึ่งสุดแท้แต่พรรค พท.จะไปพูดคุยกันภายในพรรคว่า มีความเห็นต่อข้อกังวลของพวกตนอย่างไร และจะไปดำเนินการแก้ไขร่างอย่างไรก็สุดแล้วแต่ทางพรรค พท.ส่วนจะร่วมลงชื่อได้หรือไม่ หากมีการแก้ไขร่างฯแล้วนั้น ขอพิจารณาก่อน แต่จริงๆ พรรค ภท.กับพรรค พท.พูดคุยกันมาตลอด หารือกันตั้งแต่วันแรก โดยตนได้คุยกับ นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พท.ซึ่งนายชูศักดิ์ บอกว่า พรรค พท.มี 70 คน ไม่สามารถที่จะยื่นได้ ตนก็ยืนยันว่า ภท.พร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เมื่อมีข้อกังวลเช่นนี้ก็ต้องเรียนไปตรงๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะกระทบความสัมพันธ์ในพรรคร่วมหรือไม่ นายภราดร กล่าวยืนยันว่า ไม่มี ถ้าจะกระทบคือไม่ได้มีการพูดคุยกันก่อน อย่างนี้อาจจะมีความเข้าใจผิดกันได้บ้าง แต่เมื่อมีการพูดคุยหารือกัน ตนเชื่อว่าไม่กระทบกระเทือนกัน อย่างไรก็ตาม อยากให้แยกส่วนฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เหมือนที่นายจุลพันธ์ให้สัมภาษณ์ว่า ฝ่ายนิติบัญญัติ ทางรัฐสภาก็ดำเนินการกันไป มีข้อกังวลตรงไหนก็พูดคุยกัน ส่วนฝ่ายบริหารก็ทำงานของฝ่ายบริหารไป

จุลพันธ์แจงปมจิรายุ แฉชัชชาติทำในนามส่วนตัว ย้ำเพื่อไทยไม่เกี่ยว

จุลพันธ์แจงปมจิรายุ แฉชัชชาติทำในนามส่วนตัว ย้ำเพื่อไทยไม่เกี่ยว

จุลพันธ์แจงปมจิรายุ แฉชัชชาติทำในนามส่วนตัว ย้ำเพื่อไทยไม่เกี่ยว

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.26 น.

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์เปิดโปงถึงการทุจริตตำแหน่งข้าราชการในกรุงเทพมหานคร ซึ่งพาดพิงถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.ได้รับไฟเขียวจากพรรคหรือไม่ โดย นายจุลพันธ์ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่มีไฟเขียวหรือไฟแดง ในส่วนของนายจิรายุ เป็นเรื่องของความคิดเห็น และตัวท่านอาจจะมีข้อมูลส่วนตัว ซึ่งตนไม่ได้เห็น และท่านก็ดำเนินการตามสิทธิของประชาชนคนหนึ่ง ไม่ได้ทำในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย แม้นายจิรายุจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนจะต้องเดินหน้าในกรอบเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิตามส่วนตัว เมื่อถามว่า จะเรียกนายจิรายุมา สอบถามหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งตัวผู้สมัคร และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยให้เป็นเรื่องของท้องถิ่นดำเนินการ

จุลพันธ์ยันทักษิณไม่เกี่ยวเพื่อไทย ชี้เลยจุดถูกตั้งคำถามเรื่องครอบงำ

จุลพันธ์ยันทักษิณไม่เกี่ยวเพื่อไทย ชี้เลยจุดถูกตั้งคำถามเรื่องครอบงำ

จุลพันธ์ยันทักษิณไม่เกี่ยวเพื่อไทย ชี้เลยจุดถูกตั้งคำถามเรื่องครอบงำ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.20 น.

“จุลพันธ์”ยัน”ทักษิณ”ไม่เกี่ยวข้อง”เพื่อไทย”แล้ว ชี้เลยจุดถูกตั้งคำถามเรื่องครอบงำ ลั่นพรรคมีแนวทางของตัวเอง

4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งทางสมาชิกพรรคเพื่อไทยจะมีโอกาสไปเข้าพบหรือไม่ ว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้ แต่พอพูดถึงชื่อนี้ขึ้นมา ทุกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังในที่นี้ก็ยิ้มกันทุก เพราะยินดีกับครอบครัวของนายทักษิณ รวมถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ส่วนท่านจะมายุ่งเกี่ยวกับพรรคหรือไม่นั้น ก็ไม่มีแล้ว และตนเรียนฝากสื่อด้วยว่า ประเด็นเรื่องของการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารพรรคมันเลยจุดนั้นไปแล้ว ต้องไม่มีคำถามนี้แล้ว

“วันนี้เพื่อไทยเราพร้อมที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนการทำงานของพวกเราภายใต้อุดมการณ์ ความคิด ซึ่งปูรากฐานมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาจนถึงปัจจุบัน เรามีหลักการ แนวความคิด และความเชื่อของเรา เราพร้อมจะนำความเชื่อนั้นไปสู่ประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของพวกเราให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ไม่ได้มีการครอบงำจากภายนอกใดๆ อยู่แล้ว”  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

เพื่อไทยถอยปรับแก้ รธน. ขอเวลาคุยภายในให้ตกผลึก ยันไม่มีเสียหลักการ

เพื่อไทยถอยปรับแก้ รธน. ขอเวลาคุยภายในให้ตกผลึก ยันไม่มีเสียหลักการ

เพื่อไทยถอยปรับแก้ รธน. ขอเวลาคุยภายในให้ตกผลึก ยันไม่มีเสียหลักการ

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.17 น.

‘จุลพันธ์’ ยันไม่กระทบสัมพันธ์ หลังภูมิใจไทยถอนเชื่อหนุนร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไทย ขอเวลาคุยภายในให้ตกผลึก พร้อมคุยภูมิใจไทย  ก่อนสรุปชงร่างฯ  ยันไม่มีเสียหลักการ มั่นใจไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล แถมเป็นประโยชน์ เป็นประชาธิปไตยสุด

วันที่ 4 มิถุนายน 2569  ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีพรรคภูมิใจไทยถอนรายชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยที่จะยื่นต่อรัฐสภาจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ ว่า ก็ต้องยอมรับว่ามีความเปลี่ยนแปลง เบื้องต้นเรามีความพร้อมที่จะยื่นร่างเข้าสู่การพิจารณา 100% เราคุยกันลงชื่อโดย 7 พรรคการเมือง แต่เมื่อพรรคภูมิใจไทยมีมติพรรคว่าจะถอนชื่อออกจากการลงชื่อสนับสนุนร่าง ด้วยความห่วงใยในบางประเด็นนั้นเราก็ต้องรับฟัง ด้วยความเคารพเพราะเป็นเอกสิทธิ์ที่จะดำเนินการได้ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในสภาและเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่ยืนยันว่าไม่กระทบกับความสัมพันธ์เพราะได้รับแจ้งล่วงหน้าแล้ว

อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดเหตุขึ้นมาแล้วสิ่งที่เราจะต้องทำมีอยู่ 2 อย่าง 1. พูดคุยกับทางพรรคภูมิใจไทยว่ามีเหตุผลและความจำเป็นและแนวความคิดที่มีประเด็นข้อห่วงใย ข้อสุ่มเสี่ยงในข้อกฎหมายมีอะไรบ้าง แล้วเราจะเดินหน้าอย่างไร 2. สมาชิกพรรคเพื่อไทยต้องมาประชุมกันซึ่งคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า ว่ามีข้อห่วงใยอย่างไรกับตัวร่างนี้ ซึ่งตนขอชี้แจงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสิ่งสำคัญคือความร่วมมือร่วมใจ เพราะเราก็รู้อยู่ว่ากติกาในปัจจุบันการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญคือจะต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และเสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภาเพราะฉะนั้นเวลามองจำนวน 30 จึงไม่ใช่แค่ 30 คนแต่มีมากกว่านั้นทั้งคงคาพยพ ดังนั้นเราต้องกลับมาทบทวนพิจารณาให้ถี่ถ้วนคงใช้เวลาอีกหลายวันข้างหน้าในการมาพูดคุยภายในเพื่อให้ตกผลึกว่าจะดำเนินการอย่างไร

เมื่อถามว่าจะเสียหลักการของพรรคหรือไม่ เพราะในบรรดาร่างที่ยื่นเข้าไปนั้นมีเพียงร่างของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้นที่แตกต่างออกไป  นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่เสียหลักการเพราะเราต้องเคารพในเสียงของประชาชน ต้องยอมรับความจริงก่อนว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยมีแค่ 74 เสียง เราไม่สามารถลงชื่อโดยพรรคเดียวแล้วผลักดันร่างของเราได้ ในส่วนของร่างหลัก เราก็ต้องยอมรับความจริงว่าสุดท้ายว่าพรรคภูมิใจไทยมีสมาชิกมากที่สุดถึง 190 กว่าเสียงสุดท้ายก็คงต้องใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหลักการแต่เป็นเรื่องของสมการทางการเมือง เมื่อมีจำนวนเท่านี้ก็ต้องผลักดันไปตามที่เราได้รับความไว้วางใจมา

ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ทำงานแบบหวังผล เรารับตำแหน่งทำงานในสภา และคณะรัฐมนตรีก็ขับเคลื่อนภารกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายประโยชน์เพื่อประชาชน ชัดเจนว่าสุดท้ายเราจะสามารถขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ที่จะมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีตัวแทนเข้ามาดำเนินการยกร่าง ที่เป็นประโยชน์สูงสุดมีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุด วันนี้เราคงยังไม่ได้ดำเนินการในการยื่น แต่หลังจากนี้จะมีการทบทวนและพูดคุยกับหลายๆ ฝ่ายสุดท้ายจะมีข้อสรุปอย่างไร เรายังมีกลไกในการทำงานอีกมากที่จะสามารถขับเคลื่อนแนวคิดของเราเข้าไปเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปในสิ่งที่เราเชื่อมั่นว่าจะเป็นประชาธิปไตยที่สุด สามารถแก้ไขปัญหาให้กับประเทศที่สุด

เมื่อถามว่าที่มาของส.ส.ร.ควรจะเป็นไปโดยอ้อมหรือ เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป๊ะๆ เลยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลเป๊ะๆ นั้นใครวินิจฉัยได้บ้าง เราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด วันนี้สิ่งที่ต้องทำคือกลับมาทบทวน พรรคเพื่อไทยขอเวลาไม่นานในการพูดคุยภายในเพื่อให้ตกผลึกก่อน รวมถึงก็ต้องคุยกับทางภาคภูมิใจไทยด้วยแต่ก็ต้องย้ำว่าไม่มีเรื่องความขัดแย้งใดๆ

“ด้วยความเคารพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีก็ได้บอกกับผมแล้วว่า ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทางพรรคภูมิใจไทยมีข้อห่วงใย รวมถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้แจ้งมาก่อนแล้วว่าจะมีการประชุมพรรคภูมิใจไทย และแนวโน้มมติพรรคอาจจะออกมาเป็นเช่นไร ดังนั้นเราทราบล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ เมื่อเกิดแล้วเราก็ต้องรับฟัง เพราะท่านมี 190 เสียง ยังไงก็เป็นพรรคหลักในการขับเคลื่อนแก้ไขกฎหมายต่างๆ” นายจุลพันธ์กล่าว

เมื่อถามว่าจะต้องมีการปรับแก้เรื่องที่มาของส.ส.ร.ให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ได้จำเป็นขนาดนั้น และไม่ได้หมายความว่าเช่นนั้น ขอให้เวลาเป็นตัวตอบดีกว่า เพราะตนก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตอบได้จะต้องเป็นสิ่งซึ่งได้รับความเห็นชอบร่วมกันของสมาชิก

เมื่อถามต่อว่า มีการระบุว่า พรรคเพื่อไทยอาจจะเสียหลักการของตัวเองเพราะต้องคล้อยตามพรรคการเมืองหลักหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไม่ใช่ ยังมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันอีกหลายข้อและที่สำคัญ จะเป็นร่างของใครก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายหลักของประเทศไม่สามารถเริ่มด้วยการขัดแย้ง เราต้องสงวนจุดร่วม หาจุดที่สามารถเดินหน้าร่วมกันได้ในการขับเคลื่อนการแก้ไข แต่ถ้าเราเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ยืนประจันหน้ากัน ตนรับประกันได้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้สุดท้ายจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน ฉะนั้นในจุดนี้เพื่อไทยพร้อมรับฟังทุกฝ่าย จะเห็นว่าความพยายามของพวกตนที่ผ่านมาร่างของเรา เรามีความเชื่อมั่นว่าเป็นประโยชน์สูงสุดและเป็นประชาธิปไตย โดยที่ไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาล แต่การเดินหน้าของเรา สิ่งที่เราทำคือการรวบรวมเสียงจากสมาชิก ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเพราะนี่คือสิ่งที่เราเชื่อว่าความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่ายเท่านั้นจึงจะสามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นได้จริง

จ่อยกเครื่องกฎเกณฑ์คนขับทั่วประเทศ ศุภมาส เผย โบลท์ จ่ายเยียวยานทท.ญี่ปุ่น 35,000

จ่อยกเครื่องกฎเกณฑ์คนขับทั่วประเทศ ศุภมาส เผย โบลท์ จ่ายเยียวยานทท.ญี่ปุ่น 35,000

จ่อยกเครื่องกฎเกณฑ์คนขับทั่วประเทศ ศุภมาส เผย โบลท์ จ่ายเยียวยานทท.ญี่ปุ่น 35,000

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

‘ศุภมาส’เผย ‘โบลท์’ จ่ายเยียวยานทท.ญี่ปุ่น 35,000 บาทแล้ว พรุ่งนี้เรียกคุยต่อ จ่อฟ้องคดีทำร้ายร่างกายต่อ ก่อนนัด 13 แพลตฟอร์มใหญ่คุยสัปดาห์หน้า หลังเรียกเก็บค่ารถไม่เท่ากัน
ถกสคบ. ชุดใหญ่พรุ่งนี้ ลุยฟ้อง‘วอลโว่’ ป้องเหยื่อกว่า 500 เคส ลั่นไม่มีไกล่เกลี่ยแล้ว

วันที่ 4 มิ.ย.69 เมื่อเวลา 12.54 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีความคืบหน้าคนขับรถรับจ้างผ่านแอพพลิเคชั่นโบลท์ ก่อเหตุทำร้ายร่างกายผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นระหว่างการเดินทางในพื้นที่สุขุมวิทย่านถนนอโศก จะต้องมีการจ่ายเงินเยียวยาอย่างไร ว่า ตามที่มีข่าวว่าแพลตฟอร์มชื่อดังที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในตอนนี้ เนื่องจากมีราคาค่าบริการต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่น  ในเรื่องของสคบ. ที่ดูแลเรื่องสิทธิผู้บริโภค เมื่อคนขับรถกดรับผู้โดยสารแล้วต้องส่งให้ถึงปลายทาง ซึ่งถือเป็นสิทธิที่ผู้บริโภคต้องได้รับ โดยกรณีนี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิผู้บริโภค ขณะที่ ตัวแทนของแอพพลิเคชันดังกล่าวได้มาพบกับนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สน. ทองหล่อเมื่อวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีการพูดคุยเจรจาและไกล่เกลี่ยซึ่งทางแอพพลิเคชันดังกล่าวแสดงความรับผิดชอบ มีการจ่ายค่าเยียวยารวมแล้วประมาณ 35,000 บาท แต่เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะยังมีคดีของการทำร้ายร่างกาย ซึ่งวันเดียวกันนี้เรื่องจะไปถึงศาลเพื่อดำเนินคดีในเรื่องดังกล่าวต่อ 

ศุภมาส อิศรภักดี

ทั้งนี้ทางสคบ. มีแนวคิดเรื่องนี้มาระยะหนึ่งแล้วที่จะต้องเข้ามาดูแลแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งแพลตฟอร์มขายของแพลตฟอร์มรับส่งสินค้า และแพลตฟอร์มรับส่งผู้โดยสาร โดยในวันที่ 5 มิ.ย.จะเรียกบริษัท โบลท์ ประเทศไทย (Bolt Thailand) เข้ามาพูดคุยเป็นเจ้าแรก และในวันที่ 12 มิ.ย.ก็จะเรียกอีก 13 แพลตฟอร์มเข้ามาพูดคุย เนื่องจากค่าบริการของทั้ง 13 แพลตฟอร์มไม่เท่ากันอย่างมีนัย ห่างกันเป็น 10 บาท 

“จากเคสนี้คนขับเป็นเด็กอายุ 23 ปี ไม่มีใบขับขี่รถโดยสารสาธารณะ บริษัทปล่อยให้มาขับแบบนี้ได้อย่างไร ต้องยอมรับว่าอายุ 23 ปีวุฒิภาวะอาจจะน้อย เพราะฉะนั้นอาจจะต้องถึงเวลาทบทวน มาตรการตั้งแต่เริ่มคัดกรองผู้ขับขี่ ว่าควรจะมีอายุเท่าไหร่ คุณอายุ 20 ปี ขับรถมีใบขับขี่ส่วนตัวได้ รถชนตายเองคนเดียวจบ แต่อันนี้มันเป็นใบขับขี่สาธารณะ อายุต้องเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมในการรับผิดชอบชีวิตคนอื่น ที่เป็นผู้โดยสาร รวมถึงบริษัทจะต้องมีสัญญามาตรฐานที่เป็นธรรมกับผู้โดยสาร จะต้องไม่ทอดทิ้งผู้โดยสาร ถ้าไม่มีเหตุสุดวิสัย ขณะเดียวกันจะต้องดูเรื่องความเป็นธรรมของค่าโดยสาร” น.ส.ศุภมาส กล่าว

ศุภมาส อิศรภักดี

น.ส.ศุภมาส กล่าวต่อว่า ทั้งนี้การแก้ปัญหาจะต้องบูรณาการกับหลายหน่วยงานเพราะจะต้องขึ้นลิสต์ผู้กระทำความผิด ว่าทำผิดขั้นไหนจะต้องมีบทลงโทษอย่างไร รวมถึงตัวแอพพลิเคชันด้วย จะต้องประชุมกัน เพื่อออกมาตรการและบทลงโทษ ถ้าแอพพลิเคชันไหนสร้างปัญหา ทำผิดซ้ำปล่อยประละเลย และมีการกระทำที่ไม่เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย จะต้องมีมาตรการลงโทษ

น.ส.ศุภมาส กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 5 มิ.ย. จะมีการประชุมสคบ.ชุดใหญ่ ซึ่งมีเรื่องค้างพิจารณาประมาณ 10 เรื่อง แต่เรื่องใหญ่คือกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ไฟฟ้า Volvo รุ่น EX30 ขณะชาร์จไฟอยู่ที่บ้านเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา  ซึ่งภายหลังการประชุมเสร็จสิ้นจะมีการเตรียมฟ้องร้อง บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ไม่ให้มีการไกล่เกลี่ย แต่จะต้องดูว่าสามารถฟ้องร้องได้ขนาดไหน เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด โดยอาจจะมีการฟ้องค่ารถบวกค่าดอกเบี้ย รวมถึงค่าเสียหายอื่นๆเพราะผู้เสียหายอาจจะต้องเปลี่ยนไปใช้บริการรถแท็กซี่ หรือถูกสังคมไม่ต้อนรับเวลานำรถยนต์ของตัวเองไปจอดที่อื่น ซึ่งจะต้องดำเนินการฟ้องผู้เสียหาย 500 กว่าเคส ซึ่งมีบางคนไม่ต้องการได้รถยนต์แล้ว แต่ต้องการได้รับเงินชดเชย และต้องการเปลี่ยนแบตเตอรี่ตามข้อเสนอของ แบตเตอรี่ เราก็จะเดินหน้าฟ้องร้องให้ 

ศรีสุวรรณ ร้องศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พีระพันธุ์ ตั้งผู้ที่ถูกลงโทษ ม.112 เป็น จนท.รัฐ ขัด รธน.หรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พีระพันธุ์ ตั้งผู้ที่ถูกลงโทษ ม.112 เป็น จนท.รัฐ ขัด รธน.หรือไม่

ศรีสุวรรณ ร้องศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พีระพันธุ์ ตั้งผู้ที่ถูกลงโทษ ม.112 เป็น จนท.รัฐ ขัด รธน.หรือไม่

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.11 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานศาลรัฐธรรม นูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคาร A ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการที่มีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้อำนาจแต่งตั้งบุคคลซึ่งเคยต้องโทษในคดีอาญา ม.112 มาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ อันถือว่ามีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 25 ประกอบมาตรา 53 หรือไม่
           
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมัยที่ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานเขตตรวจราชการที่ 11 ขึ้นมาเมื่อวันที่ 15 พ.ย.2566 เพื่อช่วยตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ ใน 3 จังหวัดของภาคอีสานตอนบน ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานดังกล่าวเคยกระทำความผิดและถูกพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายอาญา สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นฟ้องในคดีอาญา ตามมาตรา 112 และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเป็นที่สุดในคดีหมายเลขดำที่ อ.2740/2553 คดีหมายเลขแดงที่ อ.193/56 โดยคดีถึงที่สุดให้จำคุก 3 ปี และลดโทษหนึ่งในสาม ตาม ป.อาญา มาตรา 78  คงจำคุก 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคม 2560 เป็นต้นมา และศาลได้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วด้วย
     
“ซึ่งคณะทำงานตรวจราชการดังกล่าวที่รองนายกรัฐมนตรีคนดังกล่าวแต่งตั้งนั้น  คณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับมีมติเมื่อวันที่ 24 ม.ค.2567 ว่าคณะทำงานดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามความหมายของ พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ทั้ง ๆ ที่บุคคลดังกล่าวถูกจำคุกในคดีความมั่นคง ตาม ปอ.มาตรา 112 มาแล้ว”นายศรีสุวรรณ  กล่าว

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า  ดังนั้น การที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่งตั้งบุคคลมาเป็นคณะทำงานโดยไม่ตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเสียก่อนนั้น น่าจะเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและกฎหมายอีกหลายฉบับ อันอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 25 ประกอบมาตรา 53 หรือไม่ อีกทั้งการใช้อำนาจดังกล่าวอาจเข้าข่ายไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) และ ปอ.มาตรา 157 ด้วยหรือไม่ ด้วยเหตุดังกล่าวองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองไว้ จึงขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการมายื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยเรื่องดังกล่าว เพื่อให้กรณีเช่นนี้ใช้เป็นบรรทัดฐานของสังคมต่อไป  

หมอวรงค์ วอน รัฐบาล ทบทวน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน หวั่นกระทบภาคเกษตรกรไทย

หมอวรงค์ วอน รัฐบาล ทบทวน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน หวั่นกระทบภาคเกษตรกรไทย

หมอวรงค์ วอน รัฐบาล ทบทวน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน หวั่นกระทบภาคเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

‘หมอวรงค์’ วอน’รัฐบาล’ ทบทวน MOU นำเข้าข้าวโพด GMO 1 ล้านตัน อีกครั้งหนึ่ง หวั่นกระทบต่อภาคเกษตรกรไทย

 วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี รับหนังสือจากสมาคมพืชไร่ กรณี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงนาม MOU กับทางสหรัฐอเมริกาในการนำเข้าข้าวโพด GMO ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์จำนวน 1 ล้านตัน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในกระบวนการจัดการ

โดย นพ.วรงค์ กล่าวว่า การที่นางศุภจีเปิดโอกาสให้มีการลงนามเพื่อนำเข้าข้าวโพด GMO ซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ไม่อนุญาตให้เกษตรกรไทยปลูก ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่าทำไมนางศุภจีถึงจะไปลงนามให้นำเข้า ซึ่งอาจเกิดผลกระทบในระยะยาวต่อคนไทยได้ สิ่งที่ประชาชนผู้มายื่นหนังสือกังวลใจคือผลกระทบด้านราคา จริงอยู่ที่ผลผลิตข้าวโพดในประเทศไม่เพียงพอต่อการผลิตอาหารสัตว์ แต่ขณะนี้เกิดสมดุลแล้ว เนื่องจากสามารถใช้ผลผลิตอย่างอื่นมาเป็นวัตถุดิบได้ รวมถึงการนำเข้าข้าวสาลีมาเป็นวัตถุดิบ โดยขณะนี้ไม่ใช่ช่วงฤดูเก็บเกี่ยวของข้าวโพด แต่หากข้าวโพด GMO ที่นางศุภจียอมให้ผู้ประกอบการอาหารสัตว์นำเข้ามา จะมีผลกระทบต่อราคาในอนาคตเนื่องจากข้าวโพด GMO มีราคาถูกกว่า จึงเรียกร้องไปยังนางศุภจีให้เห็นแก่เกษตรกร อย่าเห็นแก่นายทุนและเรียกร้องให้ยกเลิกแผนโครงการนี้ 

“ฝากไปยังนางศุภจีว่าตนมีความจริงใจต่อรองนายกฯ หากทำอะไรดีก็ชื่นชม แต่อะไรที่ไม่ถูกต้องก็จะต้องเตือน การที่นางศุภจีไปเห็นชอบกับสมาคมผู้ประกอบการอาหารสัตว์และนำเข้าข้าวโพด GMO แบบไม่กำหนดระยะเวลาอันตราย โดยในช่วงนี้เป็นช่วงกระบวนการ และหากนำเข้าในช่วงฤดูการเก็บเกี่ยว ราคาข้าวโพดจะตกต่ำขนาดไหน จึงขอให้นางศุภจีปรับหรือยกเลิกแผนงานโครงการนี้เพื่อผลดีต่อภาพรวมธุรกิจอาหารสัตว์ เพื่อพี่น้องค้าพืชไร่และพี่น้องเกษตรกรปลูกข้าวโพด”นพ.วรงค์ กล่าว

ด้านนายพรเทพ ปู่ประเสริฐ อุปนายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า ทางสมาคมมีความกังวลจากกรณีที่นางศุภจีได้มีการลงนาม MOU นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯมาไทย พวกตนมีข้อกังวล 3 ประเด็นคือ ปัจจุบันไทยไม่อนุญาตให้เกษตรกรปลูกพืช GMO เด็ดขาด แต่วันนี้ไทยกลับไปนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากเมล็ดพันธุ์ GMO เข้าไทย ซึ่งบทเรียนนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในปี 2550 จากพืชถั่วเหลือง และการลงนาม MOU ข้าวโพดในครั้งนี้ มีการปรับลดภาษีนำเข้าจาก 73% เหลือ 0% ในส่วนของราคาและเสถียรภาพการค้าภายในประเทศในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เมื่อช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวของเกษตรกรภายในประเทศ การนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามาโดยไม่กำหนดระยะเวลา การนำเข้าจะเกิดการทับซ้อนในการบริหารจัดการวัตถุดิบ ทำให้เกิดวัตถุดิบล้นตลาดในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว นำไปสู่ภาวะราคาตกต่ำ โดยทางสมาคมพิจารณาแล้วว่า วัตถุดิบทดแทนภายในยังเพียงพอต่อความต้องการอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเฉพาะปลายข้าว มันเส้น มันสำปะหลัง ที่ทางสมาคมเรียกร้องนางศุจีทบทวนและบริหารจัดการวัตถุดิบภายในเสียก่อนตอนจะนำเข้าข้าวโพดเข้ามา ราคาข้าวโพดยังตกต่ำเหลือ 6 บาท และหากนำเข้าข้าวโพดเข้ามาจริง ราคาข้าวโพดจะไม่ยิ่งตกต่ำลงหรือ

ยศชนัน เผยมติ กพช. เพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท คาดชงเข้าครม. เดือนนี้

ยศชนัน เผยมติ กพช. เพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท คาดชงเข้าครม. เดือนนี้

ยศชนัน เผยมติ กพช. เพิ่มเบี้ยคนพิการ จาก 800 เป็น 1,000 บาท คาดชงเข้าครม. เดือนนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.50 น.

“ยศชนัน” เติมใจ กพช. เพิ่มเบี้ย​ ผู้พิการจาก 800 บาทเป็น 1,000 บาทต่อเดือน พร้อมขยายเพดานเงินกู้เป็น 3 แสนบาท​ แถมเสนอเปิดช่องญาติเป็นผู้ช่วยผู้พิการเดือนละ 10,800 บาท คาดชงครม.ภายในเดือนนี้

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา​ 11.20 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน​ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม แถลงผลประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ​ หรือ​ ก​พช.​ ว่าที่ประชุมมีมติปรับเบี้ยยังชีพผู้พิการ​ ในกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและมีอายุต่ำกว่า 18 ปี​ จากเดือนละ 800 บาท​ เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้เพื่อความเท่าเทียมของการได้รับเบี้ยในส่วนนี้​  

นายยศชนัน กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังอนุมัติโครงการจัดหากายอุปกรณ์  สำหรับช่วยเหลือผู้พิการ โดยใช้เงินจากกองทุนประจำปี 2569 มีกรอบวงเงิน 141 ล้านบาทจำนวน​ทั้งหมด 17,000 รายการ  และยังเห็นชอบการแก้ไขแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ รวมถึงยังมีการขยายวงเงินกู้ยืม​ เพื่อการประกอบอาชีพ  โดยจะมีการขยายเพดานจาก 120,000 บาทเป็น 300,000 บาท เพื่อรองรับสถานการณ์ปัจจุบันให้สอดคล้องกับความเดือดร้อนของประชาชน

นายยศชนัน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีการปรับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ของผู้พิการ และการรับรองผู้ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งผู้ช่วยคนพิการจะต้องผ่านการรับรอง จากเดิมที่ไม่มีเรื่องเครือญาติ​ แต่ปัจจุบันเราเห็นว่าปกติผู้ที่จะให้การช่วยเหลือผู้พิการ​ ส่วนมากจะเป็นเครือญาติ  ก็จะมีการปรับให้สามารถเป็นเครือญาติพี่น้องได้ หากผ่านการอบรม และได้รับใบรับรอง ซึ่งจะมีค่าตอบแทน 60 บาทต่อชั่วโมง  6 ชั่วโมงต่อวัน​ และ 30 วันต่อเดือน รวมเป็นเงิน 10,800 บาทต่อเดือน เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องออกจากงานมาดูแลผู้พิการที่บ้าน  

ส่วนการจ้างงานผู้พิการของภาครัฐ นายยศชนัน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเอกชนทำได้ดี ซึ่งจะมีการนำรายงานเรื่องการจ้างงานผู้พิการ  เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ และขอความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ในการที่จะจ้างงานให้เป็นไปตามเกณฑ์

นายยศชนัน กล่าวว่า ส่วนเรื่องของ พ.ร.บ. Universal Design ซึ่งจะมีการตั้งคณะอนุกรรมการ​ เพื่อศึกษาและยกร่าง​ ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคน ทั้งในเชิงโครงสร้างกายภาพและมีการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล และเป็นในมุมของการส่งเสริมการเรียนรู้​ รวมถึงมีภาคีเครือข่ายจากผู้พิการหลากหลายรูปแบบเข้ามาร่วมกัน ซึ่งพ.ร.บ.นี้มีความมุ่งหวังไม่ใช่เฉพาะคนพิการ​ แต่เราจะต้องทำเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ หากสามารถ​ทำส่วนนี้ได้เรื่องของการท่องเที่ยวในตลาดผู้สูงอายุ​จากต่างชาติเข้ามาก็จะสามารถทำได้ง่ายขึ้น​ ขณะเดียวกัน ผู้พิการไทย ก็จะสามารถอยู่ได้อย่างเท่าเทียมและประกอบอาชีพต่างๆได้​ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาส และปรับปรุงครั้งสำคัญ ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้

ทางด้านนายกันต์พงศ์​ รังษีสว่าง​ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า การปรับเบี้ยผู้พิการและเงินอุดหนุนผู้ช่วยผู้พิการจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ภายในเดือนนี้ ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเคยมีการพิจารณาเรื่องนี้ไว้แล้ว แต่จะต้องมีการประชุมคณะกรรมการกพช. เพื่อนำไปสู่การประชุมของคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะทันภายในเดือนมิถุนายนนี้ หรือช้าสุดอาจจะเป็นต้นเดือนกรกฎาคม

นายกันต์พงศ์​ กล่าวว่า สำหรับการให้เงินเดือนช่วยเหลือผู้พิการ จะต้องมีการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งจะบูรณาการ ความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา​ มหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศ​ ที่มีหลักสูตรพยาบาล เพื่อเปิดอบรมหลักสูตรผู้ช่วยผู้พิการ  ส่วนผู้พิการที่จะได้รับการดูแล​ คือทุกคนจะต้องมีบัตรประจำตัวผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดทั้ง 7 ประเภท ต้องจดทะเบียนและทำบัตรให้ครบถ้วน ซึ่งกำหนดการจ้างผู้ช่วยผู้พิการจะสิ้นสุดลงเมื่อความพิการนั้นสิ้นสุด หรือผู้พิการเสียชีวิต​ หรือเลิกเป็นผู้ดูแล

ภาพรวมหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-สก. 7 วันแรกไร้เรื่องร้องเรียน กกต. เตือนผู้สมัครระวังค่าใช้จ่าย

ภาพรวมหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-สก. 7 วันแรกไร้เรื่องร้องเรียน กกต. เตือนผู้สมัครระวังค่าใช้จ่าย

ภาพรวมหาเสียง ผู้ว่าฯ กทม.-สก. 7 วันแรกไร้เรื่องร้องเรียน กกต. เตือนผู้สมัครระวังค่าใช้จ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.44 น.

‘ผอ.กกต.กทม.’เผยภาพรวมหาเสียงผู้ว่าฯกทม.-สก. 7 วันแรกยังไร้เรื่องร้องเรียน ส่งชุดเคลื่อนที่เร็ว 50 ชุดเขต เกาะติดพื้นที่ ย้ำเจ้าหน้าที่ต้องวางตัวเป็นกลาง ชี้สื่อเชิญผู้สมัครออกทีวีต้องระมัดระวัง หากมีประเด็นร้องเรียนต้องรับผิดชอบเอง

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการฯแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ผอ.กกต.กทม.) กล่าวถึงภาพรวมการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ว่า ภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยยังไม่มีเรื่องร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร และลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งภายใน 7 วัน ก่อนประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติ โดยขณะนี้ผู้สมัครได้มีการเริ่มหาเสียงแล้ว ในส่วนของจำนวนป้ายหาเสียงอาจจะยังมีไม่มาก เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งผู้สมัครได้มีการยื่นบัญชีหาเสียงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ช่วยหาเสียง รวมถึงเวทีปราศรัยหาเสียง และยานพาหนะที่จะใช้ในการหาเสียงต่อกกต.กทม. โดยทุกคนอยู่ระหว่างการดำเนินการและอยู่ในกฎกติกา

ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้ง หรือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งตลอดช่วง 7 วันของการหาเสียงที่เป็นหนังสือ แต่อาจจะมีการพูดคุยตามโซเชียลมีเดียว่าจะมีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ยังไม่เห็นว่ามีการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามากกต.กทม. รวมถึงเรื่องร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้ง

ในส่วนของการติดตามการหาเสียงของผู้สมัครนั้น จะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งไปลงพื้นที่รวมถึงสังเกตการในส่วนของการดำเนินการและการจัดการเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ ว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ รวมถึงสังเกตการณ์การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ในขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วจำนวน 50 ชุด ใน 50 เขตเลือกตั้ง หากมีการร้องเรียนหรือมีการแจ้งเบาะแส เราก็จะแจ้งไปยังชุดเคลื่อนที่เร็วทั้งหมดเพื่อเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กทม.วางตัวไม่เป็นกลางจะดำเนินการตรวจสอบอย่างไร ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่าเจ้าหน้าที่วางตัวไม่เป็นกลางอย่างไร ซึ่งจะต้องมีการระบุพฤติการณ์ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้ง หากมีการร้องเรียนก็จะต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตามกฎหมายระบุว่าห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นคุณเป็นโทษแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง

เมื่อถามอีกว่า พรรคเศรษฐกิจจะมีการเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายตำแหน่ง ผอ.เขต ในบ่ายวันนี้( 4มิ.ย.)ทางกกต.กทม.จะมีการติดตามเป็นพิเศษหรือไม่ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งพฤติการณ์ความผิดจะต้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งเท่านั้น โดยตามกฎหมายกำหนดว่าห้ามผู้สมัครหรือผู้ใดใส่ร้ายหรือบังคับขู่เข็ญให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับคะแนนนิยมของผู้สมัครและเลือกตั้ง ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีความเกี่ยวข้องหรือไม่  ย้ำว่าจะต้องดูองค์ประกอบว่าเป็นการใส่ร้ายในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่

เมื่อถามย้ำว่าการออกมาเปิดเผยเรื่องการซื้อขายตำแหน่งจะทำให้ผู้สมัครได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่  ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า กกต.กทม.ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่วันนี้จัดโครงการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์เชิญผู้สมัครมาอธิบายกติกา ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และสิ่งที่ผู้สมัครต้องทำภายใน 90 วันหลังการเลือกตั้ง ส่วนพฤติการณ์ที่ผู้สมัครจะไปดำเนินการใดๆนั้น กกต.จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องเรียนเรื่องดำเนินการการเลือกตั้ง แล้วต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ ซึ่งวันนี้เราพยายามบอกกฎกติกาเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนเรื่องการจัดเวทีดีเบตให้กับผู้สมัครอิสระในการหาเสียงนั้น ผอ.กกต.กทม. ตอบว่า ไม่มีนโยบายในการจัดเวทีปราศรัยให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของผู้สมัครดำเนินการเอง แต่การจัดเวทีปราศรัยจะต้องแจ้งกกต.กทม.ก่อนดำเนินการ

สำหรับกรณีที่สื่อมวลชนเชิญผู้สมัครที่มีแนวโน้มที่จะได้รับการเลือกตั้ง มากกว่าผู้สมัครอิสระจะเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร ผอ.กกต.กทม. ระบุว่า กฎหมายการเลือกตั้งไม่ได้ห้ามเอกชน แต่หากมีค่าใช้จ่าย ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องยื่นบัญชีภายใน 90 วัน โดยต้องดูว่าแต่ละสถานี (สื่อ)ที่เชิญมีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาทหรือไม่ ซึ่งจะต้องนำมาคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียง ย้ำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง ไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่อันเป็นคุณเป็นโทษต่อผู้สมัคร

“ขณะที่สื่อมวลชนที่เชิญผู้สมัครจะต้องพึงระมัดระวังเอง อะไรที่จะทำให้เกิดเป็นข้อพิพาทได้ก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง ซึ่งหากมีข้อร้องเรียนกกต.กทม.จะต้องเข้าไปตรวจสอบว่าเป็นพฤติการณ์เช่นนั้นหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูเป็นกรณีไป โดยการเชิญมีความเท่าเทียมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานีในการดำเนินการ เราไม่มีข้อกำหนดในการไปสั่งห้าม เพราะไม่ได้จัดโดยหน่วยงานของรัฐ”

สำหรับอินฟลูเอนเซอร์ที่สนับสนุนผู้สมัคร จะต้องคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายหรือไม่ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า ระเบียบว่าด้วยวิธีการหาเสียง ระบุชัดเจนว่ากรณีบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครช่วยเหลือในการหาเสียงเลือกตั้ง หากมีค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาทจะต้องแจ้งต่อกกต.ให้ทราบ และหาก อินฟลูเอนเซอร์ บอกว่าไม่มีค่าใช้จ่ายก็เป็นไปตามข้อเท็จจริง 

ส่วนเรื่องของการติดตั้งป้ายหาเสียงนั้น ผอ.กกต.กทม.  กล่าวว่า ระเบียบเขียนไว้ว่าหากติดป้ายหรือประกาศไม่เป็นไปตามประกาศที่กกต.กทม.กำหนด ก็จะมีการแจ้งให้ผู้สมัครดำเนินการแก้ไข หากไม่แก้ไขให้ถูกต้องก็จะต้องไปทำลายป้ายหาเสียง หากมีค่าใช้จ่ายก็จะแจ้งให้กับผู้สมัครให้เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนในการปิดป้ายหาเสียง

สำหรับกรณีที่มีผู้สมัครผู้ว่ากทม. เชิญชวนให้ประชาชนที่ถ่ายรูปคู่ติดข้อความติดแฮชแท็กชื่อ และแคมเปญหาเสียง เข้าข่ายเป็นการช่วยหาเสียงหรือไม่ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ กล่าวว่า การที่จะไปแท็กหรือหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเข้าข่ายหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องแจ้งชื่อบัญชีผู้ใช้งาน ส่วนการติดแฮชแท็กหรือไม่นั้นจะต้องดูเป็นกรณีว่าเป็นข้อมูลของผู้สมัครหรือไม่ บางทีหากแชร์ไปผู้สมัครไม่รู้เรื่อง ก็ไม่เข้าข่ายลักษณะการหาเสียงตามระเบียบหาเสียงผ่านอิเล็กทรอนิกส์ ที่ผู้สมัครจะต้องแจ้งบัญชีผู้ใช้งาน ดังนั้น หากผู้สมัครมีการรณรงค์ให้มีการติดแฮชแท็กก็ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร เข้าข่ายการหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่

ยศชนัน ยันบริหารบ้านเมือง-งานพรรคเต็มที่ เพื่อประเทศก้าวหน้า ไม่ตอบเข้าปรึกษา ทักษิณ หรือไม่?

ยศชนัน ยันบริหารบ้านเมือง-งานพรรคเต็มที่ เพื่อประเทศก้าวหน้า ไม่ตอบเข้าปรึกษา ทักษิณ หรือไม่?

ยศชนัน ยันบริหารบ้านเมือง-งานพรรคเต็มที่ เพื่อประเทศก้าวหน้า ไม่ตอบเข้าปรึกษา ทักษิณ หรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“ยศชนัน”ยันงานบริหารบ้านเมือง-งานพรรค พท.ทำเต็มที่ เพื่อปท.ก้าวหน้า

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีน.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุเรื่องการเมืองนายทักษิณ ได้มอบให้นายยศชนันและน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ ในฐานะคณะที่ปรึกษาและหัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย ดูแลบริหารงานในพรรค ได้ฝากฝังอะไรหรือไม่ว่า ต้องเรียนว่า การบริหารบ้านเมืองทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรามีอำนาจเต็มอยู่แล้วและแต่ละท่านก็ทำเต็มที่ ส่วนการบริหารงานพรรคก็มีโครงสร้างอยู่แล้ว โดยโครงสร้างของพรรคจะมีที่ปรึกษา ซึ่งน.ส.แพทองธาร ดูในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา ให้มีความเหมาะสม ในการขับเคลื่อนพรรค 

เมื่อถามว่า ฟังจากข่าวดูเหมือนว่านายทักษิณ จะไม่เข้ามายุ่งการเมือง จะวางมือแล้ว นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ก็เหมือนที่เรียนไปแล้ว ในเรื่องของ ครม. ดำเนินการอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ส่วนในเรื่องของการบริหารพรรคก็เป็นไปตามระเบียบโครงสร้างของพรรค ซึ่งน.ส.แพทองธารก็เป็นที่ปรึกษาอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า แสดงว่า การเจรจาทางการเมืองจะมีอำนาจเต็มร่วมกับน.ส.แพทองธาร ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า อย่างน้อยก็ยืนยันเหมือนเดิมทำงานเต็มที่ทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้า 

เมื่อถามว่า ตัวของนายยศชนัน เองจะมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า “ไม่มีหรอกครับ ทุกอย่างเป็นไปตามโครงสร้างบริหารพรรค ในเวลานี้ ชัดเจนอยู่แล้วว่าเดือนที่แล้วได้มีการปรับโครงสร้างพรรค ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เราสามารถที่จะขับเคลื่อนพรรคไปได้

เมื่อถามว่า จะมีโอกาสเข้าไปขอคำปรึกษานายทักษิณ เกี่ยวการทำงานบ้างหรือไม่ เพราะนายทักษิณ เองก็เป็นอดีตนายกฯ นายยศชนัน กล่าวว่า เรื่องนี้ความจริงตรงไปตรงมา ในขณะที่เราทำงานเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมืองตรงนี้ มีขั้นตอนมีกฎเกณฑ์อยู่แล้ว ส่วนเรื่องการบริหารพรรคก็เป็นไปตามกลไกของพรรค