เด้งฟ้าผ่า! ผบ.นย.ตราด หลังเผชิญกัมพูชา หน้าตู้คอนเทนเนอร์ทมอดา

เด้งฟ้าผ่า! ผบ.นย.ตราด หลังเผชิญกัมพูชา หน้าตู้คอนเทนเนอร์ทมอดา

เด้งฟ้าผ่า! ผบ.นย.ตราด หลังเผชิญกัมพูชา หน้าตู้คอนเทนเนอร์ทมอดา

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.18 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มีคำสั่งพ้นหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ราชการชายแดนนายทหารในสังกัด 17 นาย โดยหนึ่งในนั้น มี นาวาเอกธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด โดยให้ย้ายไปหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ 

สำหรับคำสั่งดังกล่าว โดยเฉพาะกรณีของนาวาเอก ธรรมนูญ นั้น สร้างความแปลกใจให้สังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจาก นาวาเอก ธรรมนูญ ถือเป็น ผบ.หน่วยรบคนสำคัญ และมีผลงานมากมายตั้งแต่ไฟใต้จนถึงการสู้รบกับกัมพูชาในรอบที่ 2 ที่นำทัพบุกเข้ายึดแผ่นดินไทยคืนจากกัมพูชาบริเวณบ้าน 3 หลัง และกาสิโนทมอดา จังหวัดตราด 

ผู้สื่อข่าวจึงได้สอบถามไปยัง นาวาเอก ธรรมนูญ ถึงสาเหตุการถูกสั่งย้ายในครั้งนี้ โดยนาวาเอก ธรรมนูญ ยอมรับว่ามีคำสั่งย้ายจริง ซึ่งคำสั่งส่งมาเมื่อคืน ตนเองไม่รู้มาก่อน ตอนนี้อยู่ระหว่างเก็บของ และจะรับส่งการทำหน้าที่ในวันพรุ่งนี้ 

ในส่วนของสาเหตุที่มีการย้าย นาวาเอก ธรรมนูญ ในครั้งนี้ อาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ นาวาเอก ธรรมนูญ ลงพื้นที่บริเวณตู้คอนเทนเนอร์แนวชายแดนบ้านทมอดา เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเผชิญหน้ากับทหารกัมพูชา โดย”ผู้กองโทนี่” ผบ.ร้อยสนาม นาวิกโยธินสายบู๊ ซึ่งเป็นทหารคนสนิท นาวาเอก ธรรมนูญ ได้ไล่ นายพลจัตวา กึม โกะซอล ที่มาโวยวายใส่ “กัน จอมพลัง” เพราะเข้าใจว่าจะมาขยับแนวรั้วตู้คอนเทนเนอร์ โดยตามข้อเท็จจริงมาติดธงชาติไทย และธงราชนาวีไทย ทำให้เกิดวาทกรรม “ดูหน้ากูไว้”

คาดเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ 6 เม.ย. นายกฯ เผยพร้อมแถลงนโยบายรัฐบาลทันที

คาดเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ 6 เม.ย. นายกฯ เผยพร้อมแถลงนโยบายรัฐบาลทันที

คาดเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ 6 เม.ย. นายกฯ เผยพร้อมแถลงนโยบายรัฐบาลทันที

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.16 น.

นายกฯ เผยเป็นพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ”ครม.อนุทิน2″ คาดเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ 6 เม.ย.นี้ พร้อมเตรียมร่างแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว

31 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.20 น.ที่เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ พวกเราทุกคนก็ยังทำงานอย่างเต็มความสามารถรับใช้ที่น้องประชาชน

เมื่อถามถึงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เตรียมในสาระสำคัญก็เกือบจะครบถ้วนแล้ว เรายังมีเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ถ้าจะเพิ่มหรือทำให้มันมีความสมบูรณ์มากกว่านี้ เมื่อถามว่า สาระสำคัญของร่างแถลงนโยบายฯ รวมของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรารวมข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน

เมื่อถามว่า จะต้องมีการเชิญพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุยก่อนแถลงนโยบายใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คุยแล้ว ระหว่างการจัดทำร่างเราก็มีการเชิญมาพูดคุยกันแล้ว เดี๋ยวจะส่งให้พรรคร่วมรัฐบาล ถ้าไม่มีอะไรแก้ไขในสาระสำคัญก็จะส่งให้สภาด้วย เพื่อให้ สส.ได้ไปอ่านและไปศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมในการอภิปราย ซึ่งตนเชื่อว่าในการอภิปรายจะต้องมีข้อแนะนำและข้อเสนอแนะดีๆ นอกเหนือจากการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งรัฐบาลก็จะรับมาดำเนินการ รัฐบาลนี้ฟังประชาชนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า จะมีการตั้งทีมเพื่อรับฟังการอภิปรายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่ เมื่อถามว่า คำแถลงนโยบายจะมีการเพิ่มอะไรเป็นพิเศษอีกหรือไม่นอกจาก 4 ด้านสาระสำคัญที่เขียนไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็นำเสนอเข้าไปและรับฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา เพราะเราแถลงต่อสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว ฉะนั้น เชื่อว่าเราจะได้รับข้อเสนอแนะ แนวคิด แนวทางดีๆ จากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน

เมื่อถามย้ำว่า มีอะไรที่เพิ่มมาเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเดิมที่เราหาเสียงไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องของพลังงาน เรื่องของสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปราม การทุจริตคอรัปชั่น การปราบปรามยาเสพติด เป็นสิ่งที่เราต้องทำเพราะเราจะเข้าไปเป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เพื่อบอกชาวโลกว่าเราเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ เป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาล มีคุณธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน เราก็ต้องมีความสะอาด ไม่ใช่เข้าไปเปื้อนไปหมดแบบนี้ แบบเปื้อนไปหมดแบบนี้เข้าไปก็เท่ากับเป็นการประจานตัวเอง ไม่ได้หรอก

เมื่อถามว่า ได้วันเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อย่างไม่เป็นทางการ ว่าน่าจะเป็นวันที่ 6 เมษายน อันนี้สุดแล้วแต่ทางสำนักพระราชวังแจ้งมา ตรงนี้เรากำหนดไม่ได้ ก็รอแจ้งอย่างเป็นทางการมา แต่เบื้องต้นได้รับการประสานมาว่าให้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่จากนี้เป็นต้นไป คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนก็ได้รับการแจ้งว่าต้องมีความพร้อมตลอดเวลาที่จะไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่ว่าวันไหนเวลาไหน ที่แน่นอน เดี๋ยวจะประสาน เรากำหนดไม่ได้ เมื่อถามว่า ภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จจะเรียกประชุม ครม.เลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทันทีครับ และจากนั้นก็เป็นการแถลงนโยบาย

นายกฯมอบ สุชาติ-ปลัดมท. ลงพื้นที่ดูไฟป่าเหนือ ลั่นต้องเฉีบบขาด

นายกฯมอบ สุชาติ-ปลัดมท. ลงพื้นที่ดูไฟป่าเหนือ ลั่นต้องเฉีบบขาด

นายกฯมอบ สุชาติ-ปลัดมท. ลงพื้นที่ดูไฟป่าเหนือ ลั่นต้องเฉีบบขาด

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

นายกฯมอบ สุชาติ-ปลัดมท. ลงพื้นที่ดูไฟป่าเหนือ ลั่นต้องเฉีบบขาด อย่าจับปูใส่กระด้ง ชี้ งานนี้วัด KPI ผู้ว่าฯ 

31 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 11.25 น. ที่อิมแพคเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งมีประชาชนได้รับผลกระทบโดยกระทรวงมหาดไทยจะสั่งการเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร ว่านายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปลัดกระทรวงมหาดไทย จะขึ้นขึ้นไปกํากับดูแลในพื้นที่ 3-4 จังหวัดภาคเหนือ ที่จะต้องเข้มงวดเรื่องการเผาวัชพืชต่าง ๆ 

เมื่อถามว่า จะต้องมีการคุยกับประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ เพราะตอนนี้มีควันไฟลอยข้ามแดนเข้ามา  นายกฯ กล่าวว่า มีๆ ข้ามจากฝั่งนั้นมา ซึ่งเราก็พูดคุยความร่วมมืออยู่ตลอด แล้วเราก็พยายามบริหารจัดการในส่วนที่เราควบคุมได้ ก็สามารถลดความรุนแรงไปได้ระดับหนึ่ง และย้ําไปว่าต้องทํางานกันอย่างเฉียบขาด เต็มที่เหมือนกับปีที่แล้ว เพราะเราไม่อยากมานั่งทําเหมือนจับปูใส่กระด้ง แต่พอทําเต็มที่ก็หาว่าไปแกล้งเกษตกรเขาอีก หรือทําให้เขาเดือดร้อน แล้วจะทําอย่างไร 

ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้รับคําสั่งชัดเจน ต้องดําเนินการอย่างเฉียบขาด ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวัดประสิทธิภาพผู้ว่าฯด้วย

ธีระชัย ผ่าสูตรแก้วิกฤตน้ำมัน บี้รัฐบาลรื้อโครงสร้าง-เลิกอิงสิงคโปร์-ยึดกำไรลาภลอย

ธีระชัย ผ่าสูตรแก้วิกฤตน้ำมัน บี้รัฐบาลรื้อโครงสร้าง-เลิกอิงสิงคโปร์-ยึดกำไรลาภลอย

ธีระชัย ผ่าสูตรแก้วิกฤตน้ำมัน บี้รัฐบาลรื้อโครงสร้าง-เลิกอิงสิงคโปร์-ยึดกำไรลาภลอย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

31 มีนาคม 2569 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นโยบายน้ำมันเพื่อประชาชน

ราคาน้ำมันโลกยังจะสูงขึ้น และถึงแม้สงครามพักรบในเดือนเมษายน/พฤษภาคม ราคาก็จะยังสูงกว่าก่อนสงครามเพราะการผลิตจะใช้เวลาเป็นปี จนกว่าจะเข้าที่

ผมสรุปเสนอว่า รัฐบาลอนุทินควรจะทำนโยบายน้ำมันเพื่อประชาชน ดังนี้

1 ยกเลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ทันที

2 กำหนดกติกาใหม่ ห้ามโรงกลั่นบวกกำไรค่าน้ำมันดิบ ให้มีรายได้เฉพาะค่าการกลั่นต่อลิตรเป็นธรรมที่รัฐกำหนด

3 ออกพระราชกำหนด

-ยึดกำไรจากสต็อคน้ำมันที่ราคาสูงขึ้นระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 2569 ถึงวันออกพระราชกำหนด

โดยยึดจากโรงกลั่น และจากผู้ค้าส่ง ค้าปลีก ตามหลักฐานตัวเลขสต็อค เงินนี้ให้โอนเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

-ยึดค่าการกลั่นต่อลิตรส่วนที่เกินอัตราที่รัฐกำหนดระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 2569 ถึงวันออกพระราชกำหนด

โดยยึดจากโรงกลั่น เงินนี้ให้โอนเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

4 ในกติกาใหม่ ซึ่งห้ามโรงกลั่นบวกกำไรค่าน้ำมันดิบ โดยให้มีรายได้เฉพาะค่าการกลั่นต่อลิตรเป็นธรรมที่รัฐกำหนด นั้น

เมื่อใดราคาตลาดโลกสูงขึ้น โรงกลั่นก็จะไม่ได้กำไรลาภลอย ประชาชนยอมรับว่าราคาน้ำมันไทยจะแพงขึ้นตามราคาโลก

เมื่อใดราคาตลาดโลกต่ำลง โรงกลั่นก็จะไม่ต้องขาดทุนสต็อค ผลประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ลดลงจะส่งผ่านให้ประชาชนทันที ไม่มีการกั๊ก

5 ไม่ต้องไปกำหนดราคาควบคุมขายปลีก รัฐควรปล่อยให้ลอยตัว โดยเก็บเงินจากผู้ใช้เข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

วันที่ 31 มีนาคม 2569
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
(เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ)

หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และเผยแพร่ในฐานะเป็นความเห็นส่วนตัว มิใช่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใด

วุฒิสภา พร้อมเดินตาม สภาฯ ชงเลิกเลี้ยงอาหาร สว.พรุ่งนี้ แต่ยังอุบหนุนลดผู้ช่วย – ตัดบำนาญหรือไม่

วุฒิสภา พร้อมเดินตาม สภาฯ ชงเลิกเลี้ยงอาหาร สว.พรุ่งนี้ แต่ยังอุบหนุนลดผู้ช่วย - ตัดบำนาญหรือไม่

วุฒิสภา พร้อมเดินตาม สภาฯ ชงเลิกเลี้ยงอาหาร สว.พรุ่งนี้ แต่ยังอุบหนุนลดผู้ช่วย – ตัดบำนาญหรือไม่

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

วุฒิสภา พร้อมเดินตาม สภาฯ ชงเลิกเลี้ยงอาหาร สว.พรุ่งนี้ ร่วมมือช่วยประหยัดงบประมาณ-ใช้ตามความจำเป็น ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน แต่ยังอุบตอบหนุนลดผู้ช่วย สส.- ตัดบำนาญเลี้ยงชีพหรือไม่

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีผลหารือของตัวแทนพรรคการเมือง เสียงเอกฉันท์ให้เลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน สส. ตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไปว่า  สว.พร้อมให้ความร่วมมือ ในภาวะที่ประเทศตกในภาวะวิกฤติพลังงาน สว.ได้คุยกันว่าพร้อมให้ความร่วมมือประหยัดงบประมาณของราชการให้มากที่สุด เช่น มีมติชัดเจนให้งดเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็น  ขณะที่มาตรการประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าอาหาร ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือประหยัดงบ เรื่องอาหารกลางวันหรืออาหารระหว่างประชุมพร้อมจะจ่ายกันเอง โดยไม่ไม่เป็นปัญหาของสว.  ทั้งนี้ตนจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ในวันที่ 1 เม.ย.  เพื่อให้รับทราบร่วมกันว่า เมื่อสภาฯ มีมติออกมา สว.ต้องดำเนินการตามแบบอย่างเพื่อบ้านเมืองของเรา อย่างน้อยเพื่อประหยัดงบประมาณ และหากทำได้ถือเป็นสิ่งที่ดี

เมื่อถามว่าจะมีความชัดเจนถึงขั้นเลิกเลี้ยงอาหารสว. เลยหรือไม่ นายมงคล กล่าววว่า  การจัดเลี้ยงเป็นเรื่องของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ทั้งนี้ต้องดูตามความจำเป็น อะไรที่ประหยัดได้จะประหยัด อะไรที่ไม่จำเป็นไม่ทำ 

“สำนึกที่ต้องมีคือสำนึกคนไทยและวิกฤติของประทศ หากประเทศตกในภาวะวิกฤติต้องร่วมมือประหยัด การใช้งบประมาณต้องทำตามความจำเป็น อะไรที่เสียสละได้ทุกคนต้องเสียสละ” นายมงคล กล่าว

เมื่อถามทบทวนสวัสดิการอื่นๆ เช่น ค่าสนับสนุนการเดินทาง ค่าเครื่องบิน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยหรือไม่ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า “แล้วแต่ความจำเป็น หากจำเป็นต้องคุยกันอีกที”

เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วยทำงานประจำตัว สว. นายมงคล กล่าวว่า ขอรอฟังทางสภาฯ หากมีอะไรต้องปรึกษาหารือกัน ส่วนที่มีข้อเสนอให้ศึกษาแนวทางโดยกมธ.กิจการสภา และวิปวุฒิสภานั้น ฝั่งวุฒิสภาพร้อมให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ดีในส่วนของวิปวุฒิสภา ได้ศึกษากันอยู่ โดยวางแนวทางทำให้ประหยัดงบประมาณให้มากที่สุด และการใช้งบประมาณทุกบาท ทุกสตางค์ต้องใช้ความจำเป็นเท่านั้น จะไม่ใช้เกินความจำเป็น 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้ยกเลิกทุนเลี้ยงชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา นายมงคล ฐานะกรรมการกองทุนเลี้ยงชีพผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา  กล่าวว่า ต้องดูตามความจำเป็น ตนฐานะกรรมการกองทุนฯ ทราบว่ามีอดีตสมาชิกรัฐสภา ที่ช่วยตัวเองไม่ได้อยู่จำนวนหนึ่ง บางคนไม่มีรายได้ บางคนอยู่ในภาวะเจ็บป่วย  ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่าใช้งบประมาณสูงมากแต่ละปี ตนมองว่ากรรมการกองทุนต้องหารือร่วมกัน โดยสรุปทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เหตุผลและความจำเป็นไม่มีการใช้เกินกว่าความจำเป็น

สมชัย ชำแหละ ครม.อนุทิน 2 แบ่งเกรด 3 กลุ่ม เตือนระวังพวกเขี้ยวลากดิน

สมชัย ชำแหละ ครม.อนุทิน 2 แบ่งเกรด 3 กลุ่ม เตือนระวังพวกเขี้ยวลากดิน

สมชัย ชำแหละ ครม.อนุทิน 2 แบ่งเกรด 3 กลุ่ม เตือนระวังพวกเขี้ยวลากดิน

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

31 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า ครม. ชุดใหม่ : ด่านทดสอบฝีมือทายาททางการเมืองและความเป็นมืออาชีพในภาวะวิกฤตสุด ๆ

การประกาศชื่อ ครม.อนุทิน 2 จำนวน 35 คน มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน

กลุ่มแรก คือ นักการเมืองเก่า มาเพื่อรักษาตำแหน่งในกระทรวงสำคัญและเหตุผลทางการเมือง กลุ่มนี้ เคยดำรงตำแหน่ง รมต. มาตลอด จึงไม่สร้างความคาดหวังอะไรแก่ประชาชน เช่น สุริยะ พิพัฒน์ สุชาติ เอกนัฏ ทรงศักดิ์ ศุภมาส วราวุธ ประเสริฐ จุลพันธ์

กลุ่มที่สอง ทายาทบ้านใหญ่ สร้างภาพ สร้างความหวังให้ประชาชนว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่มาได้เพราะนามสกุล เช่น ไชยชนก เจเศรษฐ์ พลพีร์ ซาบีดา และอีกหลายคนที่เอ่ยชื่อจะไม่คุ้น แต่อ่านนามสกุลจะร้องอ๋อ กลุ่มนี้ ต้องแสดงฝีมือให้เห็นว่า บริหารงานได้ดี ไม่ใช่แค่การส่งผ่านจากบุพการี

กลุ่มที่สาม กลุ่มมืออาชีพ ที่เคยประสบความสำเร็จทั้งทางการเมือง หน้าที่การงานในอดีตทั้งรัฐและเอกชน เช่น เอกนิติ สีหศักดิ์ ศุภจี ปกรณ์ ภราดร ยศชนัน กลุ่มนี้เป็นความหวังทั้งจากฝ่ายการเมืองด้วยกันและจากประชาชนที่จะเห็นการใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาบ้านเมือง

กลุ่มหนึ่ง ไม่ต้องหวังอะไร แต่ต้องช่วยระวังอย่าให้เขาใช้ประสบการณ์เขี้ยวลากดิน เอาประโยชน์เข้าตัวและพวกพ้อง

กลุ่มสอง รอเขาแสดงฝีมือ อย่าอวยจนเกินจริง แต่ทำอะไรไม่เป็น

กลุ่มสาม ต้องภาวนาว่า จะใช้ความสามารถได้เต็มที่ และ ภาวะวิกฤตของโลกที่กระทบกับไทย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมืออาชีพในภาวะปกติ

– 006

ปลุกพลังหญิงสภา! เนเน่ ชูโปรเจกต์ Black Box ดันสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัย

ปลุกพลังหญิงสภา! เนเน่ ชูโปรเจกต์ Black Box ดันสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัย

ปลุกพลังหญิงสภา! เนเน่ ชูโปรเจกต์ Black Box ดันสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

31 มีนาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี (เนเน่) รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เชื่อหรือไม่? 44% ของผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลก เคยเผชิญการคุกคามทางเพศ — ข้อมูลจาก Inter-Parliamentary Union

เมื่อวานนี้ เนเน่มีโอกาสเข้าร่วมเวทีเสวนา “รัฐสภาปลอดการคุกคามทางเพศ” ณ อาคารรัฐสภา จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ สถานทูตอังกฤษ สถานทูตแคนาดา และมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (WFD) ร่วมกับทางคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ของสมาชิกวุฒิสภาค่ะ

สิ่งที่ชัดเจนมากจากเวทีนี้คือ “การคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่มันคือ “ความจริงที่หลายคนรู้…แต่กลับไม่กล้าพูด”

คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ได้ริเริ่มโครงการชื่อ Black Box รวบรวมเรื่องราวการคุกคามทางเพศในพื้นที่รัฐสภาค่ะ ในระยะเวลาแค่ 72 วัน มีผู้ตอบ 775 ความเห็น แต่ที่น่าตกใจคือ 16.25% ไม่ประสงค์ให้นำข้อมูลมาเปิดเผยค่ะ… สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ปัญหามีอยู่จริง และเรากำลังถูก “วัฒนธรรมความเงียบ” กัดกินค่ะ

ซึ่งปัญหาคือ ไม่ใช่เพราะคนไม่อยากพูดนะคะ แต่เพราะ “ระบบยังไม่ปลอดภัยพอให้พูด” การ “นิ่งเสีย” ยังคงเป็น “ตำลึงทอง” อยู่… นี่แหละค่ะ อุปสรรคหลักที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไขสักที วนเวียนอยู่ที่เดิม

ร้องเรียนไปก็กลัวกระทบงาน กลัวถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือแม้กระทั่งกลัวถูกฟ้องกลับเพื่อ “ปิดปาก” ฉะนั้น ปัญหาการคุกคามทางเพศในพื้นที่รัฐสภานี้ เป็นมากกว่าแค่เรื่องของ “พฤติกรรม” แต่คือเรื่องของ “อำนาจ และระบบ” ค่ะ ทั้ง ๆ ที่รัฐสภาเป็นพื้นที่ที่ออกกฎหมาย ตามตรรกะแล้ว ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องเป็น “พื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด” สำหรับทุกคน

เนเน่ได้แชร์ไปว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมี

– กลไกร้องเรียนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นกุญแจ ให้ความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ลดการถูกทำร้ายซ้ำ

– การคุ้มครองผู้ร้องอย่างแท้จริง ตรวจสอบอย่างลับ ๆ ดำเนินการโดยผู้ที่เป็นอิสระจากอำนาจ

– และความรับผิดที่ชัดเจน เด็ดขาด ไม่สนใจระดับชั้นอำนาจของผู้ทำผิด

– สังคมที่เข้าใจว่าการคุกคามคือเรื่องของทุกคน กล้าปราม กล้าแฉ ไม่ขำ ไม่ล้อเล่น

“ความเงียบ ไม่เคยทำให้ปัญหาหายไป มีแต่ทำให้มันฝังลึกกว่าเดิม”

ขอให้รัฐสภาไทยเป็นพื้นที่ที่ทั้ง ‘ทรงเกียรติ’ และ ‘ปลอดภัย’ ได้พร้อมกันค่ะ

#เนเน่ #เนเน่รัดเกล้า #สุวรรณคีรี
#รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ทำเนียบฯเข้ม! หลังแท็กซี่มหาภัยซิ่งมอเตอร์ไซค์ถึงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า

ทำเนียบฯเข้ม! หลังแท็กซี่มหาภัยซิ่งมอเตอร์ไซค์ถึงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า

ทำเนียบฯเข้ม! หลังแท็กซี่มหาภัยซิ่งมอเตอร์ไซค์ถึงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.25 น.

ทำเนียบฯ เข้ม! ผู้การสันติบาล นำคณะตรวจรอบทำเนียบ เพิ่มคัดกรองบุคคลเข้า-ออก หลัง “พงศ์พิชาญ” แท็กซี่มหาภัยเจ้าเก่า ซิ่งมอไซค์บุกถึงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า ร้องพบ “นายกฯ”

31 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.จิรศักดิ์ ไกรเพชร ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 พร้อมเจ้าหน้าที่กองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อตรวจสอบทางเข้าและออกบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะประตูฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ

หลังจากวานนี้ (30 มี.ค.) นายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ ฉายาแท็กซี่มหาภัย เจ้าเก่า ขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าด่านป้อมตำรวจทำเนียบบริเวณประตูสะพานชมัยมรุเชฐ ขับตรงมาที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ถึงบันไดหน้าตึก พร้อมบีบแตรและตะโกนเรียกหานายกรัฐมนตรี เพื่อร้องขอเงินเยียวยา และขอให้ตรวจสอบกรณีถูกตำรวจ สน.พหลโยธิน จับปรับ 500 บาท 

ทั้งนี้ทาง พล.ต.ต.จิรศักดิ์ ได้นำคณะเดินตรวจสอบรอบทำเนียบเพื่อหาแนวทางป้องกันและผิดช่องโหว่ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเพิ่มการตรวจคัดกรองบุคคลเข้าและออกเข้มงวดมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ประตูทางเข้า-ออก ฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ ปกติจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้า-ออกเด็ดขาด ยกเว้นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และแขกบุคคลสำคัญ ซึ่งภายหลังนายกฯหรือรัฐมนตรีเข้ามาในทำเนียบเรียบร้อยแล้วก็จะปิดประตู 

ส่วนประตู 4 ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล จะเปิดให้รถเข้า-ออก เวลา 06.30-09.30 น. และจะเปิดอีกครั้ง หลังเวลาเลิกงานคือเวลา 16.00 น. 

ทั้งนี้ กองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังกองต่างๆ ถึงเวลาเปิดและปิดอีกครั้ง

วิสุทธิ์ แนะ อนุทิน ยกวิกฤตพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ

วิสุทธิ์ แนะ อนุทิน ยกวิกฤตพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ

วิสุทธิ์ แนะ อนุทิน ยกวิกฤตพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

“วิสุทธิ์”แนะ”อนุทิน” ยกวิกฤตพลังงานเป็น”วาระแห่งชาติ” ชี้น้ำมันหาซื้อไม่ได้กระทบเกษตรกรโดยตรง เหตุไร้รถขนส่งขนผลผลิตไปขาย

31 มีนาคม 2569 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันปรับราคาสูงขึ้น แม้จะมีราคาแพงแต่ผลที่ออกมาน้ำมันหายากมาก บางพื้นที่ไม่มีน้ำมัน หรือมีก็จำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ น้ำมันยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของการทำการเกษตรในปัจจุบัน หากไม่มีน้ำมันจะกระทบกับพี่น้องเกษตรกรโดยตรง บางพื้นที่เกษตรกรไม่มีน้ำมันเติมรถไถหรือเครื่องสูบน้ำที่จะสูบน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งจัดหาน้ำมันให้เพียงพอความต้องการของประชาชน เมื่อรัฐยืนยันว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนแต่ทำไมหาซื้อไม่ได้

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เวลานี้เกษตรกรหลายพื้นที่ต้องปล่อยให้ผลผลิตในสวนในไร่ทิ้งคาต้น เพราะไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ ถึงเก็บได้ก็ไม่มีรถขนนำไปขาย ที่ผ่านมาเก็บเกี่ยวแล้วแต่รถขนผลผลิตไปส่งตลาด ไม่มีน้ำมันขับหาน้ำมันข้ามจังหวัดก็หาไม่ได้ ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรกองไว้ในสวน เพราะไม่มีรถขนส่งมารับไปจำหน่ายต่อ นอกจากนี้ ในพื้นที่นาข้าวในพื้นที่ภาคเหนือที่เกษตรกรต้องยืนมองดูต้นข้าวยืนต้นตาย บางพื้นที่ข้าวออกรวงเก็บเกี่ยวแล้วแต่ไม่มีรถรับข้าวไปโรงสี นอกจากนี้ โรงสีบางพื้นที่ไม่รับสีข้าว เกษตรกรไร้ทางเลือก ทำให้เกิดความเสียหายกับเกษตรกรมาก

นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องยกวิกฤตพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ จำเป็นต้องยกระดับมาตรการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาปัญหาให้ประชาชน อย่าชะล่าใจ เพราะวิกฤตยังไม่หยุดแค่นี้ ดังนั้น สส.ทั้ง 500 คน ในสภาฯ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องออกไปช่วยเหลือประชาชน อย่ามองว่าต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้น การระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเชื่อว่าจะสามารถหาทางออกได้ แม้ในวิกฤตหากร่วมมือกันก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน

โปรดเกล้าฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกา

โปรดเกล้าฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกา

โปรดเกล้าฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกา

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

31 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง ความว่า

ด้วยสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งอนุญาตให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569

ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

– ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง [นายปกรณ์ นิลประพันธ์] https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/111478.pdf

– 006