อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 เมษายน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งจะต้องเว้นระยะ 3 วัน เพื่อประสานส่งร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้สมาชิกรัฐสภา ได้ไปศึกษาก่อน โดยร่างคำแถลงนโยบายดังกล่าว มีเนื้อหากว่า 20 หน้า

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.42 น.

“นพดล” จ่อขึ้นเลขาธิการกฤษฎีกาแทน “ปกรณ์” หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 จำนวน 35 คน ซึ่ง 1 ในนั้น มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย ทำให้เก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่างลง โดยมีนายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่มีความอาวุโสสูงสุด รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ โดยมีรายงานว่า หลังจาก ครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ฯ และมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น มีอำนาจเต็ม จะมีการแต่งตั้งนายนพดล ขึ้นมาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป
 
ทั้งนี้  นายนพดล เคยดำรงตำแหน่งกรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนขยับขึ้นรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อปี 64 โดยยังทำหน้าที่โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกหน้าที่หนึ่งด้วย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

รัฐมนตรีป้ายแดง “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” ลูกสาว “ยงยุทธ ติยะไพรัช” นักการเมืองชื่อดัง จ.เชียงราย  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

“ยงยุทธ” กับ “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายกอบจ.เชียงราย มีบุตร 3 คน “มิตติ ติยะไพรัช” ประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ,”ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช” ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด , “โฮม ปิยะรัฐชย์ ” เป็นลูกสาวคนเดียว และเป็นคนกลาง

“โฮม ปิยะรัฐชย์” อายุ 39 ปี เกิดวันที่ 11 ตุลาคม 2530 การศึกษาจบปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม) มหาวิทยาลัยมหิดล

ถนนเส้นการเมือง เริ่มปี 2562 เป็น สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ ปี 2566 เป็น สส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย ปี 2569 เป็นสส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโควต้าพรรคเพื่อไทยของรัฐบาล “อนุทิน2”

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน… จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน... จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน… จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ท่ามกลางกระแสลมทางการเมืองที่พัดผ่านทำเนียบรัฐบาล จนนำมาสู่การโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รายชื่อหนึ่งที่ถูกสปอตไลท์จับจ้องมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ที่ข้ามห้วยจากกระทรวงอุตสาหกรรม มานั่งคุมบังเหียน “กระทรวงพลังงาน” กระทรวงเกรดเอที่เป็นเสมือนเผือกร้อนในมือรัฐบาลขณะนี้

ดีเอ็นเอการเมืองและโปรไฟล์ “หนุ่มอ็อกซ์ฟอร์ด”

เส้นทางของเอกนัฏไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะมีดีกรีการศึกษาขั้นเทพพ่วงท้ายด้วยปริญญาตรี-โท ด้าน Engineering, Economics and Management (EEM) จาก University of Oxford   ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับงานพลังงานที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจด้านวิศวกรรมและการคำนวณโครงสร้างราคาระดับเศรษฐศาสตร์ แต่เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาใต้ร่มเงาของตระกูลการเมืองใหญ่ ทั้งฐานรากจาก “เตชะไพบูลย์” และความใกล้ชิดกับลุงกำนัน  “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประสบการณ์ทั้งในฐานะ สส. ที่อายุน้อยที่สุด และบทบาทนอกสภาในฐานะ โฆษก กปปส. ในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง หล่อหลอมให้เขามีบุคลิก “กล้าชน” และสื่อสารได้อย่างมีพลัง

บทเรียน “มือปราบทุนเทา” สู่โจทย์ใหญ่ “โครงสร้างพลังงาน”

ภาพจำที่เอกนัฏสร้างไว้ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม คือภาพของรัฐมนตรีสายลุยที่จัดตั้ง “ทีมสุดซอย” ออกไล่ล่าตรวจจับโรงงานอุตสาหกรรมทุนเทาที่สร้างมลพิษและทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพล จนมีข่าวลือถึงการถูก “ตั้งค่าหัว” หลักร้อยล้านบาท ความสำเร็จนี้กลายเป็นความหวังที่ประชาชนมีต่อเขาเมื่อย้ายมาคุมพลังงาน

โจทย์ใหญ่ที่รออยู่ไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษ แต่คือ “วิกฤตปากท้อง” จากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนรุนแรง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปี 2569 ทำให้ราคาน้ำมันและค่าก๊าซกลายเป็นระเบิดเวลา คำถามคือเขาจะใช้ความ “สุดซอย” แบบที่เคยทำกับโรงงานทุนเทา มาใช้กับการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่ผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด

เงาอดีตและรอยร้าวที่ต้องก้าวข้าม

อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ คือการก้าวเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญที่เดิมเป็นของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีต รมว.แรงงาน (และอดีตเจ้ากระทรวงพลังงานยุคก่อนหน้า) ความไม่ลงรอยระหว่างเอกนัฏกับพีระพันธุ์ในเชิงการบริหารงานภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเรื่องที่คอการเมืองต่างรู้กันดี การเปลี่ยนตัวผู้เล่นในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับทัพตามความเหมาะสม แต่เป็นการวัดรอยเท้าและพิสูจน์ว่าแนวทางของคนรุ่นใหม่อย่างเอกนัฏ จะทำสิ่งที่คนรุ่นเก่าทำไม่สำเร็จได้จริงหรือไม่

บทสรุป: เดิมพันศรัทธารัฐบาลอนุทิน

สุดท้ายแล้ว กระทรวงพลังงานในยุค “เอกนัฏ 1” จะกลายเป็นจุดชี้ขาดสำคัญของรัฐบาลอนุทิน การเริ่มต้นที่ดูทุลักทุเลท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลก ทำให้รัฐบาลต้องออกแรงอย่างมาก ให้การกอบกู้สถานการณ์  ฝีมือการทำงานของเอกนัฏต่อจากนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า เขาจะสามารถกู้ศรัทธาประชาชนกลับคืนมาด้วยการลงมือบริหารจัดการจัดการสถานการณ์พลังงานให้พ้นวิกฤต  รวมถึงการจัดการโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย   และใช้กลไกอำนาจที่มีอยู่ในมือเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รุดไปข้างหน้า ได้แค่ไหน

เส้นทางสายพลังงานสายนี้… จะไปได้สุดซอยอย่างที่ได้เคยสร้างชื่อไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรม หรือจะเอาชื่อมาทิ้งไว้ แล้วทำตัว ลอยตามน้ำ เฉกเช่นนักการเมืองธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่มาแล้วก็ไป  ยังไม่อาจสรุปได้ แต่ผลงานนับจากนี้ไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า ขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐบาลสีน้ำเงิน มองภาพรวมก็เรียกได้ว่า “Fresh”  มีรุ่นเก๋ากึ๊กหลุดมา 1 นอกนั้นก็หน้าตาใหม่ๆ

การได้ยศถาบรรดาศักดิ์เป็นรัฐมนตรีชุดใหม่ครานี้   จัดว่า “เป็นทุกขลาภ”  คือได้ลาภยศท่ามกลางความเดือดร้อนวุ่นวายของโลกและของประชาชน  หากจริงใจซื่อสัตย์  ไม่เข้ามาเพื่อแสวงประโยชน์และทุจริตคอรัปชั่น  ก็จะเกิดเป็นบุญบารมี  

พวกท่านจะต้องถูกทดสอบอย่างหนักหน่วง ประชาชนทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายค้าน  จะจับจ้องพฤติกรรมของท่าน  ทุกคำพูด ทุกการกระทำ  ท่านจะยึดสไตล์ทำงานการเมืองเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว   ประเภท “ตั้งคณะกรรมการ”  “ยังไม่ได้รับรายงาน”   ประชาชนสุดเอียนกับวิธีการพูดเอาตัวรอด  และขอไปทีแบบนี้ที่สุด ท่านคงรู้ว่า  ก่อนพูดเราเป็นนายของคำพูด  เมื่อพูดแล้วคำพูดนั้นจะเป็นนายเรา

เกียรติภูมิของท่านที่เพิ่งได้หรือสะสมมา  อาจพังได้เพียงคำพูดประโยคเดียว แต่หากรมต.ทุกท่านมีความดีเป็นที่ตั้ง  ต่อให้มีพายุโหมมาปะทะแค่ไหน  ความดีจะเป็นเกราะคุ้มภัยให้ท่านเอง  ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ ยกเว้นทองปลอม โดนไฟลนนิดเดียวสีก็ถลอก

ในฐานะประชาชน   อาจารย์ก็ไม่ได้หวังอะไรจากท่านมากนักหรอก  แค่ขอให้ซื่อสัตย์  ไม่โกง จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์  และโปรดถามตัวเองเสมอก่อนจะตอบว่า “ทำไม่ได้” ว่าท่านพยายามอย่างถึงที่สุดหรือยัง  That’s all I ask for.

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

31 มีนาคม 2569

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

วันนี้ 31 มีนาคม 2569 เกิดเป็นประเด็นร้อนแรงรับลมร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมีนาคม เมื่อนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านการเมืองชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์กรณีมีข่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเตรียมยื่นศาลฎีกา เอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “วันนี้มีข่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้อง เพื่อยื่นศาลฎีกา กล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าศาลรับ 10 และไม่มีคำสั่งอย่างอื่น สส.พรรคประชาชนจะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

นี่ไม่ใช่เพียง “ข่าวการเมือง” แต่มันคือ “จุดตัดของอำนาจสามเส้า” ระหว่าง องค์กรอิสระ ตุลาการ ผู้แทนประชาชนและสิ่งที่ต้องถามทันที ไม่ใช่แค่ว่า “ใครผิด” แต่คือ “กระบวนการนี้กำลังทำอะไรกับระบอบประชาธิปไตยไทย” หัวใจของคดีนี้อยู่ที่คำว่า “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ปัญหาคือ คำนี้ ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่มีความชัดเจนเชิงรูปธรรม แต่มันเป็น “นามธรรมที่ตีความได้กว้าง” ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ นี่เรียกว่า บรรทัดฐานที่ยืดหยุ่นสูง (elastic norm)

พิชาย

ซึ่งมีคุณสมบัติอันตราย 3 ประการ 1. ขยายความหมายได้ตามบริบททางการเมือง 2. เปิดช่องให้ “ผู้ตีความ” มีอำนาจเหนือ “ตัวบท” 3. ทำให้การลงโทษสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีความผิดเชิงรูปธรรมชัดเจน แปลตรงๆ คือ มันสามารถกลายเป็น “กฎหมายที่ไม่มีเส้นแบ่งแน่ชัด” และเมื่อเส้นไม่ชัด อำนาจของผู้ตัดสินจะยิ่งใหญ่ขึ้นทันที คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่ได้ทำหน้าที่แค่ปราบโกงในกรณีนี้ แต่กำลังทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมประตูของระบบการเมืองกล่าวคือ ใคร “ควร” หรือ “ไม่ควร” อยู่ในสนามการเมือง และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญจาก “องค์กรตรวจสอบ” กลายเป็น “องค์กรกำหนดชะตาทางการเมือง” นี่คือการทำให้การเมืองถูกดึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการกึ่งตุลาการหากคำร้องถูกส่งไปยัง

ศาลฎีกาสิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือการเมืองจะถูก “แปลงรูป” เป็นคดีความและมีผลกระทบเชิงโครงสร้างทันที ส.ส. อาจถูก “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ก่อนมีคำตัดสินเสียงของประชาชนในสภาถูก “ลดทอน” โดยกระบวนการทางกฎหมาย อำนาจอธิปไตย ถูก “พักใช้” ชั่วคราว นี่คือปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญไทยที่ใช้ “กฎหมาย” เพื่อจำกัด “ตัวแทนของประชาชน” กรณีนี้ต้องอ่านในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ “44 ส.ส.” แต่คือ “การจัดระเบียบใหม่ของผู้เล่นในระบบ” สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการลดบทบาทของพรรคที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม การสร้าง “ต้นทุนความเสี่ยง” ให้กับนักการเมืองแนวปฏิรูป การส่งสัญญาณเชิงอำนาจ ไปยังทั้งสภา ใคร “คิดต่างมากเกินไป” อาจไม่ได้แพ้ในสนามเลือกตั้ง แต่แพ้ใน “สนามกฎหมาย” ปัญหาที่ใหญ่กว่าคดี คือ “ความเชื่อมั่นของระบบ” ถ้าประชาชนรู้สึกว่าผู้แทนที่เลือกมา ถูกถอดหรือหยุดงานผ่านกลไกที่ตีความกว้าง

พิชาย

โดยกระบวนการไม่ได้ยึดโยงกับเจตจำนงประชาชนจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า วิกฤตความชอบธรรม ซึ่งมีผลระยะยาวคือความศรัทธาต่อองค์กรอิสระลดลง ความขัดแย้งทางการเมืองยิ่งรุนแรงและการเมืองย้ายจาก “สภา” ไปสู่ “ถนน” หรือ “โลกออนไลน์” #คำถามที่ต้องถามและสังคมควรถามทันที

“มาตรฐานจริยธรรม” ถูกใช้เป็น หลักการ หรือ เครื่องมือ? การหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนตัดสิน คือ ความยุติธรรม หรือ การลงโทษล่วงหน้า? ใครเป็นผู้กำหนดเส้นแบ่งของ “จริยธรรมร้ายแรง” และมี ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ แค่ไหน? กระบวนการนี้ “ปกป้องหรือบิดเบือนระบอบประชาธิปไตย” ”? นี่ไม่ใช่คดีจริยธรรมธรรมดา แต่มันคือ “การต่อสู้เพื่อกำหนดว่า ใครมีสิทธิอยู่ในประชาธิปไตยไทย” และคำถามสุดท้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ถ้าระบอบที่ผู้แทนของประชาชน ถูกหยุดทำหน้าที่ด้วยการตีความขององค์กรที่ประชาชนไม่ได้เลือก ยังเรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอยู่หรือไม่? #พรรคประชาชน #ปปช #จริยธรรม #การเมือง #ประชาธิปไตย #นิติสงคราม #พิชาย”

พิชาย

หลังจากที่โพสต์ของ นาย พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตแห่กดไลก์กดแชร์ และเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

“นับวันพวกโกงกินเข้ามามีอำราจแบบง่ายๆไม่ต้องสนใจกฏกติกานอกกฎของพวกกู.ภาวะวิกฤติน้ำมันจะเห็นๆได้ชัดเจนว่าฝ่ายปกครองไม่จำเปนค้องทำตามปชชผู้ร้องขอแม้นจะมีกฎหมายให้ทำได้. ฉันไม่ทำ..จะทำอะไรฉันได้. ตำแหน่งฉันKมอบให้..ทาแตะเท่ากับต่อต้่นตัวแทนK…”

“หดหู่ใจมากค่ะอาจารย์​มันไม่ยุติธรรมกับพวกเขา”

“องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำไว้กลั่นแกล้งคนที่เห็นต่าง”

“สุดยอดค่ะ ฟังแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจน”

“เขาไม่สน องค์กรไม่อิสระ เสื่อมหรอกครับ เงินเดือนแพง สวัสดิการ ต่างๆ เยอะแยะ หน้าที่ ออก แก้ ปรับปรุง กฎหมาย คือนิตืบัญญัติ ใน สภา กฎหมายแก้ได้ทุกข้อ ส่วนแก้ได้ไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่ง แต่ ฉาก รัฐธรรมนูญ ง่ายมาก ม 113 แถม ยึดอำนาจ ได้ปกครองประเทศ ยาวนาน จนประเทศพังเสียหาย ลอยนวล”

“กับดักที่สร้างขึ้นมาขัดขวางการพัฒนาประเทศและประชาชนันธุ์ไม่เชื่อง….!”

“อีกซักกี่ปี กีชาติคับอาจารย์ ประเทศไทยเราจะเปลี่ยนไปสู่ ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงซะที เหนื่อยกับระบบยุติธรรม ที่ไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย เป็นได้แค่เครื่องมือของผู้มีอำนาจ เอาไว้ทำลายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ติดตามรับฟังอาจารย์มาตลอดคับ..”

พิชาย
พิชาย
พิชาย
พิชาย
พิชาย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือคาดหมาย ลับมีดรอเตรียมใช้เวทีแถลง นโยบายรัฐ จี้แก้ปัญหา พลังงาน-ปากท้อง คาดช่วง9-10เม.ย.นี้ อัดไร้มาตรการช่วยเหลือชัดเจน ติง พิพัฒน์ มักแจงในมุม ผู้ประกอบการ มากกว่ามุมประชาชน เผยคุย พรรคส้ม มีแนวทางรับมือคดี44สส.แล้ว

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่า ไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมาย  ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่เชื่อว่าจะใช้ในเวทีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เบื้องต้นทราบว่าจะให้มีการอภิปรายจำนวน 2 วัน แต่ยังไม่ตกลงเป็นที่แน่นอนว่าจะเป็น ช่วงวันที่ 8-9 เม.ย. หรือ 9-10 เม.ย.  ซึ่งฝ่ายค้านจะใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอในแง่ความเป็นไปได้ต่อการปฏิบัติ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านต้องหารือกันอีกครั้งถึงการจัดสรรเวลา เบื้องต้นคาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับเวลาอภิปราย 14-15 ชั่วโมง แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจได้เวลาอภิปรายเพียง 1 ชั่วโมง  ดังนั้นจึงถือว่าเป็นโอกาสที่จะสอบถามนายกฯ และรัฐบาลใหม่ ถึงแนวทางแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับวันข้างหน้า ทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงสภาพปัญหาของประเทศที่เผชิญวิกฤติหลายด้านว่า  ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำมาตรการหรือแนวทางที่ชัดเจนต่อการแก้ปัญหาของประชาชน เพราะจากการขึ้นราคาน้ำมันพบว่ามีผลกระทบหลายด้าน ทั้งเม็ดพลาสติก ปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐบาล โดยเฉพาะ  ความรับผิดชอบของโรงกลั่นต้องมีส่วนร่วมรับภาระที่เกิดขึ้นประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตได้ นอกจากนั้นในส่วนของราคารัฐบาลจะช่วยเหลือด้านการเงินการคลังหรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด

เมื่อถามว่าดูเหมือนรัฐบาลผลักภาระให้ประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนแบกรับภาระอยู่มาก แม้จะใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน แต่ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือเป็นภาระของประชาชนในอนาคตแม้ว่าราคาน้ำมันจะถูกลงแต่ยังต้องจ่ายแพง ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งทำแนวทางเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 

“รัฐบาลมักพูดว่าเป็นช่วงรอยต่อ แต่ตามหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสามารถทำได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญ คือหน้าตา ครม. ใหม่มีความต่อเนื่องกับรัฐบาล โดยไม่พบปัญหาว่าหากทำวันนี้แล้วรัฐบาลที่เข้ามาจะใช้แนวทางเดียวกันหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่ไม่ชัดเจนเพราะเลือกอุ้มผู้ประกอบการมากกว่าหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า ตนกังวลต่อการชี้แจงของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม 
ฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มักชี้แจงในฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานมากกว่ามุมของประชาชน เพราะเมื่อถูกตั้งคำถามต่อประเด็นมีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้จะบอกว่าได้พยายามลาออก แต่กลับไม่อยู่ในข้อพิจารณาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ยิ่งทำให้สงสัยและเป็นห่วงมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูล 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล จะมีปัญหาต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้านหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบแนวทางของศาล แต่ที่เคยพูดคุยกันกับตัวแทนพรรคประชาชน ทราบว่าได้เตรียมแนวทางรองรับไว้อยู่แล้ว

ชวน ติวเข้ม สส.รับสภาฯชุดที่ 27 เตือน​ผู้แทนฯอย่าเริ่มต้นด้วยเงิน หวั่นเกิดวงจรอุบาทว์

ชวน ติวเข้ม สส.รับสภาฯชุดที่ 27 เตือน​ผู้แทนฯอย่าเริ่มต้นด้วยเงิน หวั่นเกิดวงจรอุบาทว์

ชวน ติวเข้ม สส.รับสภาฯชุดที่ 27 เตือน​ผู้แทนฯอย่าเริ่มต้นด้วยเงิน หวั่นเกิดวงจรอุบาทว์

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

“ชวน”บรรยากาศพิเศษ ติวเข้ม สส.รับสภาฯ ชุดที่ 27 เตือน”ผู้แทนฯ”อย่าเริ่มต้นด้วยเงิน หวั่นเกิด”วงจรอุบาทว์” ลาม”ขรก.-องค์กรอิสระ” ขอยึดประโยชน์ ปชช.เหนือผลประโยชน์การเมือง ลั่นหาก รธน.ดี แต่คนไม่ดี กฎหมายก็มีปัญหา

31 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภา กล่าวบรรยายตอนหนึ่งในงานสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ สส.ที่ได้รับเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ตอนว่า ตนเป็น สส.เมื่อ 57 ปีมาแล้ว ที่ตนเข้ามาเป็น สส.ไม่ใช่เพราะไม่มีงานทำ หรือไม่มีที่ไป แต่ตั้งใจว่าอยากเป็นนักการเมือง จึงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ และชนะการเลือกตั้งได้เป็น สส.สมัยแรก ต่อมาในรัฐธรรมนูญปี 2540 ระบุให้มี สส.แบบบัญชีรายชื่อ ฉะนั้น จึงอยากบอกทุกท่านว่าสมัยแรกได้มาเป็น สส.ยากแค่ไหน แต่การเป็น สส.สมัยที่ 2 ยากกว่า ทั้งนี้ ตนได้บอกเพื่อนผู้ร่วมพรรคอยู่เสมอว่าอย่าเป็นนักการเมืองที่ใช้เงิน ถือเป็นเรื่องหนึ่งของการการเมืองแบบสุจริต

นายชวน กล่าวต่อว่า การที่พวกเราเป็น สส.ใหม่ในสมัยนี้ หากเริ่มจากการใช้เงินจะไม่มีลดลง มีแต่เพิ่มขึ้น อยากให้ทำการเมืองแบบสุจริต ไม่เช่นนั้นในอนาคตก็จะมีแต่การเตรียมเงิน เพราะถือเป็นการเมืองแบบธุรกิจ เอาเงินส่วนนั้นมาเป็นกำไรซื้อเสียงเพื่อให้กลับมาเป็นรัฐมนตรี และหาเงินกลับไปซื้อเสียงถือเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง จึงอยากบอกว่าวงจรอุบาทว์ทางการเมืองกำลังจะลามไปสู่วงจรอุบาทว์ข้าราชการ ข้าราชการบางกระทรวงที่ถูกแต่งตั้งเพราะนักการเมืองต้องการโกง เพราะข้าราชการที่ดีไม่ยอมหาเงินให้เขา สุดท้ายเราก็จะได้รัฐมนตรีโกง อธิบดีโกง และยังอาจจะลามไปสู่วงจรอุบาทว์ขององค์กรอิสระ

นายชวน กล่าวอีกว่า เราเลือกผู้แทนราษฎรมา 27 สมัย แต่ตอนนี้สภาพเป็นเช่นนี้หรือ เรามีองค์กรที่พร้อมตั้งแต่ยอดลงมาล่าง มีกฎหมายรองรับ มีตำแหน่งประจำกระจายอยู่ทั่วประเทศ แล้วเขาทำหน้าที่หรือไม่ บางคนทำหน้าที่แต่ไม่ครบถ้วน ขอให้ดูตัวอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะทำให้การเลือกตั้งสำเร็จ แต่ยังทำไม่เสร็จเพราะทำแบบตรงไปตรงมาและสุจริตหรือไม่ ซื้อเสียงหรือไม่โกงหรือไม่ กกต.ไม่สามารถพิสูจน์ได้

นายชวน กล่าวอีกว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับบรรดาเพื่อนใหม่ของเราคือ สภาฯ ปัจจุบันนี้มีเครื่องมือพร้อมมาก ปัจจุบันมีเครื่องมือที่พร้อม ฉะนั้นการใช้เครื่องมือที่พร้อม ที่อยู่ต่อหน้าก็จะทำให้มีปัญหาบางครั้งไมโครโฟนที่อยู่ตรงหน้า บางคนจะพูดต้องก็พูดเลย ไม่ได้ดูกรรมการซึ่งในส่วนนี้เราต้องรักษามารยาท ในการทำงานของพวกเรานั้นแน่นอนที่สุดว่าเราเป็นทั้งฝ่ายค้านหรือรัฐบาลที่มี สส.รุ่นใหม่หรือหน้าใหม่

“ในการทำหน้าที่นั้นแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่หากใช้อำนาจในทางที่มิชอบก็จะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤต และรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฎิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม กฎหมายรัฐธรรมนูญจะดี แต่หากคนไม่ดี กฎหมายนั้นจะมีปัญหา จึงพูดอย่างเต็มปากว่ากฎหมายที่ดีและคนที่ดีจะไปด้วยกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะรับพระบรมโชวาทเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ว่ายึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่หากประโยชน์ของประเทศชาติขัดกับประโยชน์ของนักการเมือง พระบรมราโชวาทบอกว่าให้ยึดถือประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด” นายชวน กล่าว

นอกจากนี้ นายชวนยังได้ฝากหนังสือบทบาทหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งได้จัดทำไว้ตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เราต้องทำให้ดีขึ้นอย่าให้เขาบอกว่านี่คือระบบที่ล้มเหลว เราต้องทำทุกอย่างตามความถูกต้อง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และขณะนี้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันสูง หากเราทำถูกต้องไม่กักตุน ยึดประโยชน์ส่วนรวมแม้ชาวบ้านจะกระทบ แต่อย่างน้อยถ้วนหน้าคนที่เป็นเศรษฐีก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ขอให้พวกเรา มีส่วนร่วมเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน ทั้งประเทศโดยเฉพาะประชาชนที่ประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ให้เบาบางลง อย่าหาผลประโยชน์เพียงเพื่อคืนทุนที่ลงไปอย่างมหาศาล

ทั้งนี้ ช่วงท้าย นายชวน เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้ถอดสายน้ำเกลือจากโรงพยาบาล เนื่องจากติดเชื้อตั้งแต่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น และเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยก็เข้าโรงพยาบาลเลย แต่งานนี้ได้มีการรับปากไว้ล่วงหน้า จึงต้องมา และหลังจบจากการบรรยายก็ต้องกลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อให้ยาฆ่าเชื้อและนอนพักรักษาตัวตามที่หมอสั่ง

นครินทร์ ปัดให้ความเห็นแก้รธน. รับมีข้อบกพร่อง คาดคดีบาร์โค้ด ไม่เกิน 1 ปีเสร็จ

นครินทร์ ปัดให้ความเห็นแก้รธน. รับมีข้อบกพร่อง คาดคดีบาร์โค้ด ไม่เกิน 1 ปีเสร็จ

นครินทร์ ปัดให้ความเห็นแก้รธน. รับมีข้อบกพร่อง คาดคดีบาร์โค้ด ไม่เกิน 1 ปีเสร็จ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

นครินทร์ ปัดให้ความเห็นแก้รธน. ยอมรับมีข้อบกพร่อง โยนเป็นหน้าที่รัฐสภา มองวาระตุลาการไม่ควรต่ำกว่า 9-12 ปี คาด คดีบาร์โค้ด ไม่เกิน 1 ปีเสร็จ

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า จ.กระบี่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจัดโครงการสัมมนาศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าโดยส่วนตัวปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น เพราะเป็นเรื่องของรัฐสภา แต่ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 60  มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง จากเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีเฉพาะคดีที่มีข้อขัดแย้งแต่รัฐธรรมนูญปี 60 อนุญาตให้มีการปรึกษาหารือได้ และยกตัวอย่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถึงวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันกำหนดให้มีวาระ 7 ปี ขณะที่ตนเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดวาระตุลาการ 9 ปี จึงมองว่า 7 ปี เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกส่วนใหญ่ กำหนดวาระไว้ 9-12 ปี ซึ่งเป็นมาตรฐานของยุโรป เยอรมัน ออสเตรเลีย

ประเทศไทยมีการลดวาระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจาก 9 ปีเหลือ 7 ปี ทำให้ องค์กรตุลาการ ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะในช่วงแรกตุลาการจะเสียเวลาไปกับการตั้งหลัก พอเริ่มชำนาญก็หมดวาระ โดยเฉพาะในปีหน้าจะมีตุลาการที่ครบวาระ 7 ปี จำนวน4-5 คน ซึ่งถือว่าระยะเวลาสั้นเกินไป ตรงนี้ตรงพูดในฐานะนักวิชาการไม่ได้พูดถึงผลประโยชน์ส่วนตัว” นายนครินทร์ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายนครินทร์ กล่าวถึงกรอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ตามปกติไม่ควรเกิน 1 ปี และคดีที่ผ่านมา เคยมีการพิจารณายาวที่สุดอยู่ที่ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินไปกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ต้องรอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ที่ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนเสียก่อน

ปลัดมท. เรียกถก ปภ.-ผู้ว่าฯ 17 จังหวัดเหนือ เข้มยกระดับจัดการไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5

ปลัดมท. เรียกถก ปภ.-ผู้ว่าฯ 17 จังหวัดเหนือ เข้มยกระดับจัดการไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5

ปลัดมท. เรียกถก ปภ.-ผู้ว่าฯ 17 จังหวัดเหนือ เข้มยกระดับจัดการไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

ปลัดมท. เรียกถก ปภ.-พ่อเมือง17 จังหวัดเหนือ เข้มยกระดับจัดการปัญหาไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5 กำชับระดมอากาศยานดับไฟป่า ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า สแกนคนเข้าป่า ย้ำทุกพื้นที่บูรณาการเร่งแก้วิกฤตด่วน

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง กระทรวงมหาดไทย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม 

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการให้ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ประชุมติดตามสถานการณ์ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งวานนี้ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ดำเนิน 4 มาตรการยกระดับการลดผลกระทบจากสถานการณ์ PM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ 

“แม้ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยจะมีมาตรการห้ามเผาที่ได้ผลน่าพอใจ แต่สาเหตุจากฤดูร้อนที่ทำให้มีโอกาสเกิดไฟป่าได้มากขึ้น รวมถึงสะสมของเศษซากการเกษตร ซึ่งอาจมีการลักลอบเผา จึงขอให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้บัญชาการ ปภ. กลาง ประสานระดมเครื่องจักรกลและเฮลิคอปเตอร์จากหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกองทัพบก (ทบ.) ไปประจำจุดสำคัญที่มีค่า PM2.5 หรือ Hotspot สูงในภาคเหนือ เพื่อให้เข้าระงับเหตุได้ทันท่วงที พร้อมทั้งให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในพื้นที่ที่สถานการณ์วิกฤต เช่น อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อความรวดเร็วในบริหารจัดการภัยพิบัติ” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ ติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ดำเนินตาม 4 มาตรการยกระดับการลดผลกระทบจากสถานการณ์ PM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากพื้นที่ใดมีค่าฝุ่น PM2.5 สูง แต่ตรวจไม่พบจุดความร้อนในพื้นที่ เนื่องจากสาเหตุหมอกควันข้ามแดนหรือพัดมาจากพื้นที่ข้างเคียง ให้รายงานมายังผู้บัญชาการทันที พร้อมให้จังหวัดช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน และให้กำชับนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เฝ้าระวังผู้ที่เข้าไปในป่าอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดจุดความร้อนขึ้นอีก และหากพบว่าเกิดจุดความร้อนที่เกิดในเขตอุทยานแห่งชาติ ให้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหัวหน้าอุทยานฯ เพื่อทราบถึงมาตรการและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้นๆ ทั้งนี้ ขอให้ทุกท่านทำงานอย่างเต็มที่ บูรณาการร่วมกันเป็นหูเป็นตา ทั้งฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมเชื่อมั่นว่าหากเราร่วมมือกัน สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 จะคลี่คลายลงโดยเร็ว” 

ด้านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประจำการในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันมีหมอกควันปกคลุมหนาแน่น โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงดาว ตรวจวัดค่า PM2.5 ได้สูงถึง 330 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่ง ได้สั่งการให้เฮลิคอปเตอร์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (KA-32) ลำที่ 1 ขึ้นบินปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟป่ามาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา และในวันนี้ได้นำเฮลิคอปเตอร์ลำที่ 2 จากจังหวัดลพบุรี ขึ้นไปสแตนด์บายที่เชียงใหม่เพิ่มเติม เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและเพิ่มศักยภาพในการระงับเหตุ นอกจากนี้ในเรื่องการใช้จ่ายเงินทดรองราชการ ได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบถึงแนวทางตามระเบียบกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) ซึ่งในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน จังหวัดสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการในเชิง “ป้องกันและยับยั้งภัย” ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้จังหวัดมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการภัยได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้ง ได้ชี้แจงให้ทุกจังหวัดในเรื่องการประชาสัมพันธ์มาตรการต่างๆ การดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง