นักวิชาการชี้ อนุทิน เล่นเป็น! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวกแลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม

นักวิชาการชี้ อนุทิน เล่นเป็น! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวกแลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม

นักวิชาการชี้ อนุทิน เล่นเป็น! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวกแลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.37 น.

นักวิชาการชี้”อนุทิน”เล่นเป็น! ใช้การทูตไม่เป็นทางการ ผนวกแลนด์บริดจ์ ดันไทยเนื้อหอม ท่ามกลางโลกผันผวน

30 เมษายน 2569 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์ภาควิชาการบริหารและจัดการเมือง วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวถึงกรณี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน และ นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ โดยระบุว่า

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อน “ลีลาการทูตแบบไม่เป็นทางการ” ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้ความเป็นกันเอง เช่น การพาแขกต่างประเทศไปรับประทานอาหาร พาไปดื่มกาแฟ หรือแม้แต่การขับรถด้วยตนเอง ซึ่งไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์ทางการเมือง แต่เป็นเครื่องมือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้จริง

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีใช้บุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนเข้าถึงง่าย ชอบอาหาร และรู้จักร้านอร่อย มาเป็นส่วนหนึ่งของการต้อนรับแขกต่างประเทศ ทำให้บรรยากาศการหารือผ่อนคลายมากขึ้น ต่างจากการเจรจาในห้องประชุมที่มักเต็มไปด้วยพิธีการและความเป็นทางการสูง

“บางครั้งการคุยกันบนโต๊ะอาหาร หรือระหว่างเดินทาง อาจได้ผลมากกว่าการเจรจาในห้องประชุม เพราะแขกรู้สึกถึงความจริงใจ ความเป็นกันเอง และความใส่ใจของผู้นำประเทศเจ้าภาพ” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวเพิ่มเติม ว่า นับตั้งแต่นายกฯ กลับมานำเสนอนโยบายเรื่องแลนด์บริดจ์ ประเทศไทย ก็เนื้อหอมทันที โดยเป็นผลจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนไป เส้นทางขนส่งและพลังงานเริ่มมีความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือสำคัญ ทั้งฮอร์มูซ ที่มีปัญหา และช่องแคบมะละกา ก็เริ่มมีการพูดเรื่องเก็บค่าผ่านทาง ทำให้หลายประเทศต้องมองหาเส้นทางและพันธมิตรใหม่ ไทยจึงกลายเป็นประเทศที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น

โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่ควรถูกพิจารณาเฉพาะมิติความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในยามปกติเท่านั้น แต่ต้องมองในฐานะ “แผนสำรองของประเทศ” หากโลกเข้าสู่ภาวะวิกฤตด้านโลจิสติกส์และความมั่นคงทางทะเล หากโครงการแลนด์บริดจ์เกิดขึ้นได้จริง ไทยจะมีโอกาสเชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย ลดการพึ่งพาเส้นทางเดิม และอาจยกระดับประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์สำคัญของภูมิภาค

ผศ.ดร.เชษฐา ระบุด้วยว่า การวิจารณ์โครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ควรใช้ข้อมูลปัจจุบัน ไม่ใช่ยึดผลการศึกษาเก่าที่เกิดขึ้นในบริบทโลกคนละแบบ เพราะวันนี้โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่มีมิติความมั่นคงเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญมากขึ้น

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า การที่ Moody’s ปรับมุมมองต่อไทยดีขึ้น รวมถึงความสนใจลงทุนผ่าน BOI ที่อยู่ในระดับสูง สะท้อนว่าไทยยังมีศักยภาพและยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ หากรัฐบาลสามารถวางยุทธศาสตร์ระยะยาวได้ชัดเจน

“วันนี้ไทยมีโอกาส แต่ต้องคิดให้รอบคอบ ฝ่ายค้านก็ควรค้านอย่างสร้างสรรค์ ส่วนรัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างตั้งใจ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ประเทศไทยยังไปต่อได้” ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว

– 006

ทรงศักดิ์ ขอไม่ก้าวล่วงปมจัดสรรประธาน กมธ.

ทรงศักดิ์ ขอไม่ก้าวล่วงปมจัดสรรประธาน กมธ.

ทรงศักดิ์ ขอไม่ก้าวล่วงปมจัดสรรประธาน กมธ.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.05 น.

ทรงศักดิ์ ขอไม่ก้าวล่วงปมจัดสรรประธาน กมธ. บอกมองโลกในแง่ดี ปม สส.ดีดตัวออกจากไลน์กลุ่มพรรค มืออาจลั่นไปโดน 

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดสรรตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ในสภาผู้แทนราษฎร ในสัดส่วนพรรค ภท. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของสภาฯ เราอยู่ฝ่ายบริหารแล้ว อะไรที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของสภาฯขอให้เป็นงานของสภาฯดีกว่า ตนจะมีอย่างเดียวคือ ถ้าสภาฯมีกระทู้หรือญัตติอะไรเป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะต้องไปชี้แจงหรือตอบ ถือเป็นการทำงานที่สอดรับกัน ให้ถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน แต่คงไม่ก้าวล่วงไปถึงว่าเรื่องนี้เรื่องนั้นเป็นอย่างไร ขออนุญาตไม่ตอบ 

เมื่อถามถึงกรณีที่มี สส.ดีดตัวออกจากไลน์กลุ่มพรรค เพราะไม่พอใจที่ไม่ได้รับการจัดสรรตำแหน่งประธาน กมธ. นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า เห็นมีแต่คนเล่าให้ฟัง แต่ในข้อเท็จจริงคงต้องไปถามเจ้าตัวว่า เป็นอย่างข่าวที่ออกมาจริงหรือไม่ แต่ตนยังไม่เห็นเลย เมื่อถามย้ำว่า การเอาตัวเองออกจากไลน์กลุ่ม แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจ นายทรงศักดิ์ กล่าวว่า “เขาอาจจะไปกด มือไปกดไลน์ ไปออกจากกลุ่ม ประมาณอย่างนั้น แต่ข้อเท็จจริงผมยังไม่ทราบเลย” เมื่อถามอีกว่า มือลั่นใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ ยิ้มพร้อมกล่าวว่า อะไรประมาณอย่างนั้น แต่ข้อเท็จจริงยังไม่ทราบเลย 

กกต.เราไม่ลืมคุณ! ไอติม ยื่นแก้ กม.เลือกตั้ง-ตั้ง กมธ.เช็กบิลความโปร่งใส

กกต.เราไม่ลืมคุณ! ไอติม ยื่นแก้ กม.เลือกตั้ง-ตั้ง กมธ.เช็กบิลความโปร่งใส

กกต.เราไม่ลืมคุณ! ไอติม ยื่นแก้ กม.เลือกตั้ง-ตั้ง กมธ.เช็กบิลความโปร่งใส

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.39 น.

30 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า [ #กกตเราไม่ลืมคุณ : 5 พรรคเห็นตรงกัน ให้เพิ่มชื่อผู้สมัคร-ชื่อพรรค ในบัตรเลือกตั้ง สส. เขต | พรรคประชาชน เดินหน้าผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. และ การตั้ง กมธ. วิสามัญ ตรวจสอบเลือกตั้ง 69 เพื่อการเลือกตั้งที่สะดวกและโปร่งใส ]

เมื่อวาน อ. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และนักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ได้มาหารือกับตัวแทน 5 พรรคการเมือง (พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์) เพื่อยื่นข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมายเลือกตั้ง

เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ทั้ง 5 พรรคการเมือง เห็นตรงกันใน 1 ข้อเสนอหลัก นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อให้บัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีข้อมูลเรื่องชื่อผู้สมัครและชื่อพรรคการเมือง (ในลักษณะเดียวกันกับที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีชื่อพรรคการเมือง) เพื่อลดความสับสนสำหรับประชาชนในการลงคะแนนเสียง – หากทั้ง 5 พรรครักษาสัญญาที่ให้ไว้ในวันนี้ การแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ในประเด็นดังกล่าว จะมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ผมและพรรคประชาชนเห็นว่าเราต้องทำ 2 อย่างเพิ่มเติม คู่ขนานกัน

1. ผลักดันการแก้ไข พ.ร.ป. เลือกตั้ง สส. ที่ครอบคลุมหลายประเด็นเกี่ยวกับการเพิ่มความสะดวกสำหรับประชาชนในการใช้สิทธิและเพิ่มความโปร่งใสในการจัดการเลือกตั้ง – เช่น การเพิ่มข้อมูลชื่อ-พรรคการเมืองบนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (ตามที่ 5 พรรคเห็นตรงกัน) / การคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการสังเกตการณ์การนับคะแนน / การติดตั้งกล้องสำหรับการถ่ายการนับคะแนนในทุกหน่วยเลือกตั้ง / การกำหนดให้ กกต. เผยแพร่แบบขีดคะแนน (5/11) & รายงานผลการนับคะแนน (5/18) ของทุกหน่วย ผ่านช่องทางออนไลน์ ในรูปแบบ machine-readable ภายใน 1 วันหลังเลือกตั้ง [ตอนนี้ พรรคประชาชนกำลังยกร่างดังกล่าว เพื่อเตรียมเสนอต่อรัฐสภาในเร็วๆนี้]

2. ผลักดันการตั้ง กมธ. วิสามัญ เพื่อตรวจสอบ กกต. ในการจัดการเลือกตั้ง 69 โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่ประชาชนยังมีข้อสงสัยหรือข้อกังวล – เช่น ปัญหาการรายงานผลการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ของ กกต. ที่มีความล่าช้า / ผลการนับคะแนนรายหน่วยที่ไม่ตรงกันระหว่างเอกสารแต่ละประเภท / การนับคะแนนของ กปน. ในบางหน่วย ที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย / คะแนนในบางหน่วยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญหลังมีการนับคะแนนใหม่ที่นำไปสู่คะแนน / การออกแบบบัตรเลือกตั้งให้มีบาร์โค้ดที่ระบุรหัสบัตร ซึ่งทำให้กระทบต่อหลักการการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ [ตอนนี้ พรรคประชาชนได้ยื่นญัตติดังกล่าวต่อสภาแล้ว โดยอยู่ในคิวที่รอการพิจารณา]

#กกตเราไม่ลืมคุณ

‘พิพัฒน์’วาดฝันปี’73 ตอกเสาเขม เดินหน้าแลนด์บริดจ์ 8พ.ค.ไปชุมพร-ระนอง

‘พิพัฒน์’วาดฝันปี’73 ตอกเสาเขม เดินหน้าแลนด์บริดจ์ 8พ.ค.ไปชุมพร-ระนอง

‘พิพัฒน์’วาดฝันปี’73 ตอกเสาเขม เดินหน้าแลนด์บริดจ์ 8พ.ค.ไปชุมพร-ระนอง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘พิพัฒน์’วาดฝันปี’73 ตอกเสาเขม เดินหน้าแลนด์บริดจ์ 8พ.ค.ไปชุมพร-ระนอง เปิดรับฟังความคิดเห็น ‘กรณ์’นำทัพค้านแหลก เผยพิรุธเร่งรีบผิดปกติ

“พิพัฒน์” วางโปรแกรม ลงพื้นที่ชุมพร-ระนอง 8 พฤษภาคม ตรวจพื้นที่โครงการแลนด์บริดจ์ ยินดีเปิดรับฟังความคิดเห็น มั่นใจทำได้แน่ วาดฝันตอกเสาเข็มได้ในปี 2573 ด้าน “กรณ์” นำทีม สส.ใต้-ตะวันออก  ประชาธิปัตย์ ยื่นญัตติด่วนตั้งกมธ. ค้าน “แลนด์บริดจ์ล้านล้าน”ชี้พบพิรุธเร่งรีบทั้งที่ไม่เคยเขียนไว้ในนโยบายรัฐบาล แนะเอาเงินไปสร้างรถไฟรางคู่ มอเตอร์เวย์สายใต้ คุ้มค่ากว่า

เมื่อวันที่ 29 เมษายน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ขุนพลสายใต้พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการแลนด์บริดจ์ เชื่อมการจราจรจากระนองไปยังชุมพรว่า เป็นโจทย์สำคัญของประเทศ โดยผลศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ยืนยันว่า โครงการมีความคุ้มค่า และเป็นโอกาสของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการให้กระทรวงคมนาคมลงพื้นที่อีกครั้งมีการทำประชาพิจารณ์แล้ว กำหนดเบื้องต้นว่า วันที่ 8 พฤษภาคมจะลงพื้นที่ไปที่ชุมพรก่อน บินจาก กทม. ไปชุมพร อำเภอหลังสวน พะโต๊ะ ขับรถจากพะโต๊ะไประนอง ให้ท้องถิ่นผู้นำชุมชนมาหารือ พยายามเอาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมามีส่วนร่วม ขอความเห็นจากชาวบ้าน เห็นด้วยหรือไม่

“ผมจะไปชี้แจงข้อดี ข้อเสีย และผลการศึกษา อาชีพอะไรทำได้เมื่อมีท่าเรือเพิ่มขึ้น การที่เรือมาทิ้งสมอจะสร้างอาชีพอะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใหญ่ สามารถเป็นบริษัทในพื้นที่ และจะมีอาชีพอะไรที่ต้องสงวนให้คนในพื้นที่เท่านั้น เพื่อให้คนพื้นที่ได้รับประโยชน์ แต่ต้องทำการศึกษาให้คนระนองและชุมพรก่อนเท่านั้น”

เล็งตอกเสาเข็ม 2573

ด้านกระแสคัดค้าน นายพิพัฒน์ย้ำว่าไม่กังวล โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติของโครงการขนาดใหญ่ พร้อมขอให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ส่วนกรณีสภาพัฒน์บอกว่า ไม่ได้ศึกษานั้น นายพิพัฒน์ยืนยันว่า เป็นคนละเรื่องเพราะที่ศึกษาคลองไทย เป็นการศึกษามายาวนานแล้ว มี 4 เวอร์ชั่นจากคอคอดกระจนมาถึงคลองไทย ยืนยันว่า จะเดินหน้าแลนด์บริดจ์ ไม่มีการแบ่งแยกประเทศไทยเป็นสองส่วน ไม่มีไทยเหนือ ไทยใต้ที่ผ่านมาการแบ่งประเทศเป็นสองส่วนเป็นความกังวลฝ่ายความมั่นคง

พร้อมยืนยันว่า มีการสำรวจระบบนิเวศวิทยาพยายามกระทบให้น้อยที่สุด และส่วนที่มีดราม่าความกังวลว่าจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่าหายไปบ้างเพราะแลกมากับผลประโยชน์รายได้ที่จะเข้ามาในอนาคต

ทั้งนี้ คาดว่า พ.ร.บ. SEC จะเสนอครม.ได้ในไตรมาสที่สามของปีนี้ และคาดว่าจะเปิดประมูลโครงการต้องรอการพิจารณาจากสภาก่อน คาดว่า 2573 จะตอกเสาเข็มได้

‘พิพัฒน์’ มอบนโยบาย สนข.

ขณะเดียวกัน นายพิพัฒน์ ยังได้ไปตรวจเยี่ยมมอบนโยบาบให้กับสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรโดยมีประเด็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลักดันโครงการ Landbridge ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนมิถุนายน 2569 นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ สนข. ศึกษาโปรเจกต์ใหม่ คือ การพัฒนามอเตอร์เวย์ทางน้ำเชื่อมภาคเหนือสู่อ่าวไทย(MMR) เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางน้ำของประเทศ และได้นำบทเรียนจากการกำกับดูแลเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมาใช้ในการพัฒนา SEC และ Landbridge โดยเน้นย้ำว่าการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานต้องตอบโจทย์และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเป็นอันดับแรก และต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้จริง

ด้าน นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผอ.สนข.กล่าวย้ำว่าจะเสนอร่าง พ.ร.บ. SEC ต่อ
ครม. ภายในเดือนมิถุนายน 2569 บูรณาการและเร่งรัดดำเนินการออกแบบและรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA และ EHIA) ร่วมกับกรมทางหลวงและการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 เพื่อให้ได้ผู้ลงทุนโครงการ Landbridge และเริ่มดำเนินการก่อสร้างระยะที่ 1 ให้ได้ภายในปี 2573 นอกจากนี้ สนข. จะเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณในปี 2570 เพื่อศึกษาความเหมาะสมและรูปแบบการลงทุนของโครงการการพัฒนามอเตอร์เวย์ทางน้ำเชื่อมภาคเหนือสู่อ่าวไทย (MMR1)คาดว่าจะสามารถนำเสนอผลการศึกษา ต่อกระทรวงคมนาคม ก่อนเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบภายในปี 2573

พรรคร่วมไม่ขวางแลนด์บริดจ์

ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สั่งการในที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ให้ไปศึกษาการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์นั้น มีรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ไปศึกษาความเป็นไปได้ซึ่งมีผลการศึกษาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้อัปเดต รวมถึงการไปรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อมูลกับประชาชนในพื้นที่ ว่าโครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และมีความเห็นอย่างไร ก่อนนำกลับมาเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมในรัฐบาล รวมถึงพรรคเพื่อไทยเองเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว แต่หัวใจหลักคือ ต้องศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งการจะดำเนินโครงการอะไรจะต้องคำนึงถึง 3 ปัจจัยหลัก คือ 1. ผลการศึกษาความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน 2. ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม ว่ามีความคุ้มค่าหรือไม่ และ3.งบประมาณในการลงทุน ว่าจะนำมาจากแหล่งใด ส่วนจะเสนอโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม.สัญจรหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นผู้ตั้งเรื่องที่จะต้องเสนอโครงการเข้าสู่ที่ประชุม ครม.สัญจร

กรณ์นำทีมปชป.ค้านแหลก

ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยสส. ภาคใต้ และ ภาคตะวันออกของพรรค ประกอบด้วยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง นายกฤตย์อิชย์ ภาคอิชณน์ สส.ตรัง นางกนกพร เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และ นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง ร่วมกันแถลงข่าวกรณีการยื่นญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาโครงการแลนด์บริดจ์โดยตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าของโครงการเมกะโปรเจกต์มูลค่ามหาศาลที่รัฐบาลพยายามผลักดันอย่างผิดปกติ ทั้งที่โครงการดังกล่าวไม่เคยหาเสียงและไม่มีในคำแถลงนโยบายรัฐบาล

ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้รับข้อมูลจากสายการเดินเรือต่างๆ ว่าโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่า แต่ควรนำเงิน ไปยกระดับมอเตอร์เวย์ต่าง โดยเฉพาะมอเตอร์เวย์สายใต้ กรุงเทพฯ-นราธิวาส รถไฟรางคู่ สร้างท่าเรือน้ำลึก 2 ฝั่งทะเล สนับสนุนทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทยในพื้นที่ที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ

กพช.ไฟเขียว โครงสร้างค่าไฟใหม่4ปี 200หน่วยแรกไม่เกิน3บ.

กพช.ไฟเขียว โครงสร้างค่าไฟใหม่4ปี  200หน่วยแรกไม่เกิน3บ.

กพช.ไฟเขียว โครงสร้างค่าไฟใหม่4ปี 200หน่วยแรกไม่เกิน3บ.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กพช.ไฟเขียว โครงสร้างค่าไฟใหม่4ปี  200หน่วยแรกไม่เกิน3บ.

“เอกนัฏ” แถลงมติ กพช.ไฟเขียวปลดล็อกโควตาโซลาร์รูฟท็อป หนุนใช้หลังคาบ้านผลิตไฟฟ้า รับซื้อไม่อั้น เพิ่มทีละ 500 เมกะวัตต์ จากเดิม 90 เมกะวัตต์ ซื้อคืนรัฐ 2.20 บาทต่อหน่วย สัญญา10 ปี ขณะที่ 21 ล้านครัวเรือนเฮ! ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ ช่วยบ้านพักอาศัย 200 หน่วยแรก คิดต่ำกว่า 3 บาท ส่วนบ้านใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วย หรือ2.2 พันบาทต่อเดือนจะประหยัดกว่าเดิม อัตราใหม่ใช้ตลอด 4 ปีรัฐบาลลุย “ไทยช่วยไทย” Kick-off ทั่วประเทศ1 พ.ค.นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ครั้งที่ 1/2569 มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานว่า ที่ประชุม กพช.เห็นชอบ มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดภาระค่าครองชีพประชาชน

โดยมีมติสำคัญในการปลดล็อกโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน จากเดิมที่มีการจำกัดการรับซื้อไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าน้อยมาก และเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่ต้องการติดตั้ง โดยมติใหม่จะให้ขยายเพิ่มทันทีครั้งละ 500 เมกะวัตต์ และหากมีการสมัครจนเต็มโควตาก็จะขยายต่อเพิ่มขึ้นไปอีกครั้งละ 500 เมกะวัตต์อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้หลังคาบ้านผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด

นายเอกนัฏกล่าวว่าสำหรับรายละเอียดการรับซื้อไฟฟ้านั้นประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับการไฟฟ้าซื้อจากโซลาร์ฟาร์มโดยคาดว่าจะเริ่มเปิดให้เสนอขายไฟฟ้าได้ตั้งแต่หลังเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยสัญญารับซื้อจะมีระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตให้เหลือเพียงจุดเดียว (One Stop Service) ผ่านทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้านครหลวง โดยหากเป็นการติดตั้งเพื่อใช้เองอย่างเดียวจะเร่งรัดให้เรียบร้อยภายใน 7 วัน และหากมีการขายไฟฟ้าคืนด้วยจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน

นายเอกนัฏกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือด้านการลงทุนกระทรวงพลังงานกำลังร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการผ่อนชำระโซลาร์เซลล์ซึ่งตั้งเป้าให้ยอดผ่อนจ่ายต่อเดือนมีราคาถูกกว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายปกติ อีกทั้งยังสั่งการให้การไฟฟ้าฯเร่งศึกษาโครงการเข้าไปลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านให้ประชาชนฟรี สำหรับบ้านที่ไม่ต้องการลงทุนเองโดยการไฟฟ้าฯจะขายไฟฟ้าจากโซลาร์นั้นคืนให้เจ้าของบ้านในราคาถูก เช่นไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วย

นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าใหม่ (Progressive Rate) เพื่อช่วยลดค่าไฟให้แก่บ้านพักอาศัยโดยเฉพาะ โดยกำหนดให้ผู้ที่ใช้ไฟ 200 หน่วยแรก ให้มีราคาต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย ส่วนครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็นค่าไฟประมาณ 2,200 บาท ซึ่งรวมแล้วกว่า 21 ล้านครัวเรือน จะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงด้วย

“การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นการคำนวณภายในกลุ่มบ้านพักอาศัยเอง ไม่ใช่การให้ภาคอุตสาหกรรมมาแบกรับภาระแทน และจะดำเนินการต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปี เพื่อให้สะท้อนต่อบริบทการใช้ชีวิตในปัจจุบันและสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนมากที่สุด”นายเอกนัฏ กล่าว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม แถลงหลังการประชุม กพช.ถึงกรณีข้อกังวลของภาคอุตสาหกรรมต่อมาตรการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ จะกระทบกับภาคอุตสาหกรรมว่าจากที่ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าการปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate) ในครั้งนี้ จะใช้เฉพาะกับภาคครัวเรือนหรือบ้านพักอาศัยเท่านั้น โดยไม่มีการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ภาคอุตสาหกรรม ร้านค้า หรือร้านอาหารแบกรับแทนอย่างแน่นอน

นายวราวุธ กล่าวว่าส่วนที่สภาอุตสาหกรรมได้แสดงความเป็นห่วงว่าการลดค่าไฟให้ประชาชนอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลางและรายใหญ่ที่ใช้ไฟปริมาณมากต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ในมติล่าสุดยืนยันชัดเจนว่า ผู้ประกอบการจะยังคงเสียค่าไฟในเรทเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่มีรูปแบบที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องจ่ายค่าไฟต่อหน่วยในอัตราที่แพงกว่าที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด เพราะการจ่ายค่าไฟฟ้าจะเป็นการจ่ายตามอัตราการใช้ไฟจริงหากใช้ไฟมากก็จะถูกเก็บเพิ่มอัตราก้าวหน้า

พร้อมฝากเตือนไปยังบ้านพักอาศัยที่มีการดัดแปลงเป็นร้านอาหารหรือร้านกาแฟขนาดเล็ก หากไม่ได้จดทะเบียนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์และมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นจนเข้าสู่เกณฑ์อัตราก้าวหน้าขั้นที่สูงขึ้น ก็อาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดค่าไฟในส่วนนี้

วันเดียวกัน นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และ เดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน

โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า“ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada,TikTok, GrabMart และ LINE MAN

สำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคา ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขรเผยว่าเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลงอีก 4 บาท เป็นราคา 40.25 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัทฯจึงดำเนินการปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลงอีก 1 บาท จากอัตราเดิม ตั้งแต่วันศุกร์ที่1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

โดย เรือธงส้ม เส้นทางนนทบุรี-วัดราชสิงขร จากราคา 19 บาท ลดลงเป็น 18 บาท (ตลอดสาย) เรือธงเหลือง: เส้นทางนนทบุรี-สาทร จากราคา 24 บาท ลดลงเป็น 23 บาท (ตลอดสาย)เรือธงเขียวเหลือง-เส้นทาง ปากเกร็ด-นนทบุรี จากราคา 17 บาท ลดลงเป็น 16 บาท-เส้นทาง นนทบุรี-สาทร จากราคา 24 บาท ลดลงเป็น 23 บาท-เส้นทาง ปากเกร็ด-สาทร จากราคา 36 บาท ลดลงเป็น 35 บาท เรือธงแดง(ปรับอากาศ) : นนทบุรี-สาทร จากราคา 33 บาท ลดลงเป็น 32 บาท กรณีราคาน้ำมันปรับลดลงอีกครั้ง บริษัทฯจะปรับลดอัตราค่าโดยสารต่อไป

บิ๊กฝนหลวงลั่นมีศักดิ์ศรี ชิงขอลาออก แฉทิ้งทวน‘หลานผู้ใหญ่ โยงงบซ่อมเครื่องบิน

บิ๊กฝนหลวงลั่นมีศักดิ์ศรี ชิงขอลาออก แฉทิ้งทวน‘หลานผู้ใหญ่ โยงงบซ่อมเครื่องบิน

บิ๊กฝนหลวงลั่นมีศักดิ์ศรี ชิงขอลาออก แฉทิ้งทวน‘หลานผู้ใหญ่ โยงงบซ่อมเครื่องบิน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บิ๊กฝนหลวงลั่นมีศักดิ์ศรี ชิงขอลาออก แฉทิ้งทวน‘หลานผู้ใหญ่ โยงงบซ่อมเครื่องบิน ปีละประมาณ300ล. ‘สุริยะ’ป้องคนใกล้ชิด

กระทรวงเกษตรฯเดือด “ราเชน” ยื่นใบลาออกพ้นอธิบดีกรมฝนหลวงหลังโดนเด้งเข้ากรุผู้ตรวจฯ พร้อมทิ้งบอมบ์มีกลุ่มบุคคลแอบอ้างเป็นหลานผู้ใหญ่ขอพบหลายครั้งอ้างขอเอี่ยวดูงบซ่อมอากาศยาน แถมมีสายปริศนาโทรฯไปคุยชั้น 4 ย่านวิภาวดีฯ ประกาศลั่นขอจบชีวิตราชการอย่างมีศักดิ์ศรี ด้าน “สุริยะ” โต้เดือดยันไม่เกี่ยวคนใกล้ชิด ยันโยกย้ายเพื่อความเหมาะสมเปิดทางคนรุ่นใหม่ พร้อมเปิดห้องให้รอพบหากติดใจสาเหตุ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โพสต์ข้อความหลังถูกคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงเกษตรฯ โดยระบุว่า ขอบคุณทุกท่านที่โทรมากำลังใจ ไม่ได้รับสายขออย่าโกรธนะครับ น้อมรับคำสั่งของผู้บังคับบังคับชา

นายราเชนกล่าวว่า เป็นข้าราชการมืออาชีพ อยู่ตรงไหนก็น้อมรับครับ ทำประโยชน์ให้ประชาชนคนไทย อีก 5 เดือนก็ต้องไปแล้วไปช้าไปเร็ว 30 กันยายน ก็ต้องไป ตามวิถีราชการ น้อมรับด้วยความยินดี ไม่มีโอกาสได้ดูแลครอบครัวและลูก ได้บอกลูกว่ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ สงสารแต่ลูก ตัวน้องเพิ่งจะเข้า ป้ามาถามว่า พ่อจะมาอยู่กับหนูเมื่อไร

“วันนี้มีคำตอบแล้ว คงก้าวเดินออกจากชีวิตราชการที่ทุ่มเทให้เพื่อประเทศชาติ กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวอย่างมีความสุข คงต้องพิจารณาตัวเอง จบชีวิตราชการก่อน 60 ปี อย่างมีศักดิ์ศรีของราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมไม่ใช่
ข้าราชการการเมืองโดนให้ร้ายมาตลอด ขอบคุณสำหรับกำลังใจของทุกท่านที่โทรมาให้กำลังใจ ไม่สู้ครับน้อมรับคำสั่ง กรมฝนหลวงยังเป็นกรมของพระราชา ที่พร้อมช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนคนไทยทุกคนที่เดือดร้อน”นายราเชน กล่าว

ขณะที่รายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ระบุว่า อธิบดีกรมฝนหลวง กระทรวงเกษตรฯที่โดนย้ายไปเป็นผู้ตรวจ บอกว่า ที่โดนเด้ง เพราะมีโทรศัพท์จากซีอีโอ สายการบินชื่อดังแห่งหนึ่ง มาขอพบ พอถึงวันมามีคน 3 คน มาพบบอกว่าจะมาช่วยดูงานซ่อมอากาศยานแต่อธิบดีไม่ได้พบ เพราะมีงานนัดหมายล่วงหน้า ไม่รู้มิจฉาชีพไหม

มาขอพบใหม่ อ้างว่าเป็นเครือญาติผู้ใหญ่ ก็ยังไม่ได้ให้พบ เพราะติดไปทำเรื่องฝุ่นที่เชียงใหม่ ทีนี้นัดมาใหม่ คราวนี้บอกเป็นหลาน ผู้ใหญ่เลย แต่อธิบดีก็ติดภารกิจ ไปทำงานกับหน่วยงานที่เตรียมการกันไว้ เมื่อวันที่ 14 เมษายน ยังไปทำงานกับรมช.วัชระพล ขาวขำ

นายราเชนบอกว่า เคยพบนายสุริยะหนเดียว น้อมรับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ ทำไปแล้วก็ไม่ว่ากัน “ผมเป็นข้าราชการมืออาชีพ อยู่ไม่ได้ก็ลาออก”

เมื่อถามว่าคิดจะลาออกไหม อธิบดีบอกว่า จริงๆ ตั้งใจจะลาออก 7 สิงหาคมนี้ เพราะอายุจะครบ 60 ปีแล้ว ปรากฏว่าตอนนี้ก็เลยได้ทำใบลาออกไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ก็เปิดโอกาสให้ผู้บริหารหาคนมาทำงาน ก็เป็นข้าราชการต้องมีวินัย ให้มีผลภายในเดือนมิถุนายน

“ช่วงต้นเมษายน มีสายลึกลับให้เอาคำขอตั้งงบประมาณปี’70 ไปพบผู้ใหญ่ของพรรค แถวชั้น 4 ที่รัชดาโดนเรียกไปทุกกรม ถูกมองว่าเป็นคนของพรรคนั้นนี้ แต่ยืนยันว่าตนเองเป็นข้าราชการคนทำงาน”

วันเดียวกัน ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินทางเข้ายื่นหนังสือลาออกจากราชการ พร้อมเปิดเผยถึงการตัดสินใจ ลาออกก่อนเกษียณ ทั้งที่เดิมวางแผนจะยุติบทบาทในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งเป็นวันครบอายุราชการ 60 ปี

โดยนายราเชนกล่าวว่า เดิมตั้งใจจะลาออกในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้มีคุณสมบัติครบในการรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของข้าราชการ แต่สุดท้ายได้หารือกับครอบครัว และตัดสินใจลาออกทันที โดยให้มีผลในวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ซึ่งการย้ายครั้งนี้ยอมรับว่า เป็นเรื่องการตัดสินใจของผู้ใหญ่ และไม่ขอขยายความเพิ่มเติม เพราะเกรงจะกลายเป็นประเด็นบานปลาย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ถูกจับตา คือการเปิดเผยว่ามีบุคคลพยายามติดต่อเข้าพบอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการโทรศัพท์เข้ามาหลายครั้งถึง 5–6 ครั้ง แต่เมื่อมีการนัดหมายกลับไม่มาตามนัด และมีบุคคลอื่นอ้างตัวเข้ามาแทน มีการอ้างว่าจะเข้ามาคุยเรื่องซ่อมอากาศยานของหน่วยงาน แต่ตัวจริงที่นัดกลับไม่มา เป็นคนอื่นมาแทน ซึ่งไม่ได้เป็นคนนัด มีบันทึกการติดต่อและหลักฐานครบถ้วนและยืนยันว่ามีบุคคลเรียกไปคุยที่อาคารแห่งหนึ่งแถวย่านวิภาวดี ชั้น 4 ไม่ใช่รัชดา

ส่วนของประเด็นงบประมาณซ่อมอากาศยานปี 2570 นายราเชน ยืนยันว่า เป็นกระบวนการปกติของราชการ ทุกหน่วยต้องเสนอคำของบประมาณ โดยหน่วยงานมีอากาศยานกว่า 30 ลำ และมีงบซ่อมบำรุงปีละประมาณ 300 ล้านบาท บางรายการอาจสูงถึง 30–40 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัย ซ่อมต้องซ่อมจริง ไม่ซ่อมไม่ได้ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของชีวิตและย้ำอีกว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบ โปร่งใส และเปิดเผย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายตำแหน่งก่อนเกษียณนายราเชนกล่าวว่า เป็นนโยบายของผู้บริหาร โดยให้เหตุผลว่าใกล้เกษียณแล้วต้องการปรับตำแหน่งให้เหมาะสม แต่ยืนยันว่าไม่ติดใจ และพร้อมปฏิบัติตามในฐานะข้าราชการมืออาชีพ ถ้าให้ไปอยู่ตรงไหน ไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลาออกครั้งนี้ ยืนยันไม่ใช่เรื่องความผิดหรือความด่างพร้อยในชีวิตราชการ แต่เป็นการตัดสินใจด้วยตัวเอง เพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่เข้ามาทำงาน และเพื่อกลับไปดูแลครอบครัว ทำงานมาทั้งชีวิต วันนี้ขอทำเพื่อตัวเองบ้างไม่อยากมีปัญหากับใคร อยู่ไม่ได้ก็ลาออกแค่นั้น ยืนยันว่าไม่ยึดติดตำแหน่ง และยังคงมีศักดิ์ศรีในฐานะข้าราชการ

นายราเชนบอกอีกว่า ตอนนี้มีความห่วงใยสถานการณ์ประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมลิตรละ 39 บาท เพิ่มเป็นกว่า 52–53 บาท ซึ่งได้รายงานไปแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบสนองที่ชัดเจน และมั่นใจว่าอธิบดีกรมฝนหลวงและเกษตรคนใหม่ที่จะเข้ามาเป็นคนรุ่นใหม่และเป็นคนดี ที่จะสามารถขับเคลื่อนงานได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าที่ไม่ได้ไปต่อเพราะไม่ใช่เด็กของนายใหม่/นายราเชน ยอมรับว่าเติบโตมาจากสายงานที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง เริ่มต้นจากการเป็นหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ก่อนขยับขึ้นเป็นรองอธิบดี และทำงานใกล้ชิดผู้บริหารหลายยุค

“ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เคยถูกมองว่าเป็นคนของนักการเมือง แต่ยืนยันว่าในฐานะข้าราชการมืออาชีพ หน้าที่คือการสนองนโยบายของผู้บริหาร ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามใครมาเป็นผู้บริหาร เราก็ต้องทำงานสนองนโยบาย แต่ต้องอยู่ในกรอบของความถูกต้อง”นายราเชน กล่าว

นายราเชนย้ำชัดว่า แม้จะทำงานกับฝ่ายการเมือง แต่มีเส้นแดงที่ไม่ก้าวข้าม คือการไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ถูกต้อง อย่ามาให้ทำในสิ่งที่ผิด มีจุดยืนของตัวเอง หากมีข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาใดๆ ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทันที เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์ ถ้าผิดให้ตรวจสอบได้เลย รับได้เสมอแต่ในทางกลับกัน หากต้องอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันหรือไม่สามารถยืนอยู่บนหลักการได้ ก็ยืนยันว่าการลาออกคือทางเลือกที่ชัดเจนที่สุดไม่ผิดแล้วอยู่ไม่ได้ ก็ลาออก

ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ โดยนายราเชน เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย ว่าสาเหตุที่ถูกโยกย้ายคาดว่าน่าจะมาจากที่ไม่รับโทรศัพท์หลานของผู้ใหญ่เพราะติดภารกิจต้องลงพื้นที่ปฏิบัติการดับไฟป่า ว่า ขอให้สังคมพิจารณาว่าประเด็นแค่นี้จะถึงขั้นโยกย้ายหรือไม่

“ตั้งแต่ตนเคยดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2545 ไม่เคยใช้อำนาจโยกย้ายข้าราชการ เพื่อสร้างความไม่พอใจในการทำงานของข้าราชการ ส่วนสาเหตุที่มีการโยกย้ายครั้งนี้น่าจะมาจากหลายปัจจัย โดยมองว่ากระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวข้องกับประชาชนรากหญ้า ต้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือเร่งด่วนหลายอย่าง และส่วนหนึ่งมองว่าข้าราชการที่ใกล้เกษียณอายุ อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงเป็นสาเหตุในการปรับเปลี่ยน โยกย้าย”นายสุริยะ กล่าวย้ำ

นายสุริยะกล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ว่าหลานตนพยายามติดต่ออธิบดีกรมฝนหลวงฯ เป็นการของาน ยืนยันว่าหากเป็นความจริงถือว่าผิดกฎหมาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาสาเหตุดังกล่าวไปย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ที่ผ่านมา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ได้เน้นย้ำกับผู้อำนวยการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎเกณฑ์ และได้สอบถามกับหลานของตนแล้ว ทราบว่าได้โทรศัพท์ไปขอเข้าพบ จริง แต่ยังไม่ได้มีพูดคุยอะไรกัน

สำหรับประเด็นที่นายราเชน เปิดเผยว่า มีการขอข้อมูลการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 ของแต่ละหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ไปพูดแถวย่านวิภาวดี นั้น นายสุริยะกล่าวว่า ไม่เคยพูดคุยเรื่องดังกล่าว ยืนยันว่ามีการขอเรียกดูข้อมูลจริง เนื่องจากพรรคเพื่อไทย ได้รับการประสานให้เข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรฯ จึงต้องเรียกดูข้อมูลเพื่อให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคฯ ที่จะขับเคลื่อน และเป็นไปตามกรอบแนวทางของสำนักงบประมาณ โดยครั้งนั้นได้มอบหมายให้นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เป็นผู้แทนในการพูดคุยดังกล่าว

ทั้งนี้ นายสุริยะระบุว่า ยินดีหากนายราเชน ต้องการเข้ามาพูดคุย และยินดีรับฟัง แต่ขอยืนยันว่าสาเหตุที่นายราเชน ถูกโยกย้าย ไม่ได้เกิดจากการที่หลานของตนไปขอเข้าพบ ซึ่งไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนงานของกรมฝนหลวงฯ จากนี้ก็ยังคงมุ่งเน้นในการรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นรวมไปถึงสถานการณ์ไฟป่าที่ยังคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ลึกลับในสนามข่าว : 30 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 30 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 30 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

■■…เห็นภาพในโพสต์ของ สส.กานต์-สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี เขต 7 ศรีเมืองใหม่โขงเจียม สิรินธร พิบูล (ต.ระเว และต.ทรายมูล) พรรคภูมิใจไทย ต้องยกนิ้วให้ผู้แทนฯสาวแกร่งแห่งเมืองดอกบัวคนนี้จริงๆ เจ้าภาพเขาเชิญมาให้เป็นประธานเปิดงาน “ดอนปู่ตา ดับเบิ้ล ครั้งที่ 2” ของชมรมตะกร้อดอนปู่ตาในฐานะผู้สนับสนุนชมรมนี้มาต่อเนื่อง…พอถึงเวลา เจ้าตัวนั่งไม่ติด ขอลุยลงไปฟาดสักเกม…สุดยอดจริงๆ ก่อนหน้านี้เห็นสาวหน้าสวยขี่ม้า ให้น้ำเช็ดตัวไก่ชน มาคราวนี้ เตะตะกร้อได้อีก แหมะ คนอะไรจะความสามารถรอบตัวขนาดนั้น

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ

….“ผู้จัดให้มาเป็นประธานเปิดงาน แต่ สรุปว่า สส.กานต์มาเป็นผู้เล่น มีความสุข ในทุกๆ วันที่อยู่พื้นที่”…เป็นไงล่ะพี่น้อง อิจฉาคนอุบลฯ ซะจริง ได้ผู้แทนครบเครื่อง สมสโลแกน
ประจำพรรค “พูดแล้วทำพลัส” พูดจริงทำจริงไม่จกตานะเออ…ไม่รู้ไปเปิดงานรอบหน้า ผู้แทนสาวจะโชว์ความสามารถอะไรออกมาให้เซอร์ไพรส์อีก….ต้องติดตามตอนต่อไป…■■

วราวุธ ศิลปอาชา

■■…หลังควงแขน “รมต.แต๋ม-ศุภจี สุธรรมพันธุ์”รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ตีปี๊บลดการใช้ขวดน้ำพลาสติก หันมาพกแก้วน้ำดื่มส่วนตัวแทน รมว.อุตสาหกรรม “ท็อป-วราวุธ ศิลปอาชา” เจ้าของสโลแกน #RefillNotReplace #SayNoToPlastic ก็เดินหน้าสนับสนุนแคมเปญนี้สุดตัว กระบอกน้ำดื่มส่วนตัวหลากหลายสีสันหลายรูปแบบ ก็ถูกนำมาใช้สลับสับเปลี่ยนไม่เว้นแต่ละวัน…หลังทำมาได้สักระยะแล้ว เห็นเจ้าตัวบอกว่า เจอคำถามเข้ามาเยอะ เรื่องจะเติมน้ำจากที่ไหน รมต.ท็อปเลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาอีกว่า ต้องมีแหล่งเติมน้ำดื่มสะอาด ทั้งน้ำร้อนน้ำเย็นมาให้ด้วย เริ่มขึ้นที่กระทรวงอุตสาหกรรมเลยทันทีละกัน “ผมเลยเริ่มต้นจากกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเพิ่มตู้กดน้ำดื่ม ที่ใช้เงินส่วนตัว ติดตั้งที่โถงบันไดชั้น 2 กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้น้องๆ เจ้าหน้าที่ มากดน้ำดื่มกันได้สะดวก ดื่มได้ทั้งร้อน-เย็น รับรองกรองสะอาดสุดๆ”…เรียกว่า เป็นการให้คำตอบไม่ใช่แค่คำพูด แต่ลงมือทำให้เห็นทันที ก็ “พูดแล้วทำพลัส” ไง จะชักช้าอยู่ได้อย่างไรละคร้าบ…■■

‘ทักษิณ’ได้พักโทษ ปล่อยตัวพ้นคุก11พ.ค. คุมประพฤติอีก4เดือน

‘ทักษิณ’ได้พักโทษ ปล่อยตัวพ้นคุก11พ.ค. คุมประพฤติอีก4เดือน

‘ทักษิณ’ได้พักโทษ ปล่อยตัวพ้นคุก11พ.ค. คุมประพฤติอีก4เดือน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ทักษิณ’ได้พักโทษ ปล่อยตัวพ้นคุก11พ.ค. คุมประพฤติอีก4เดือน

“ทักษิณ” คุณสมบัติผ่านเกณฑ์ “พักโทษ” ปล่อยตัวคุมประพฤติจากเรือนจำฯ 11 พฤษภาคม 2569 ติดกำไล EM ด้าน “ปชน.”เดินหน้า “ครม.เงา” ตั้ง 4 ขุนพล ตรวจสอบเข้ม รบ.4 ประเด็น ทั้ง“ไทยช่วยไทยพลัส-แลนด์บริดจ์-ลดค่าไฟ-กม.อากาศสะอาด ขณะที่ “มาร์ค” อุบชื่อส่งใครชิงผู้ว่าฯกทม. “กกต.” ยื่นพยานคิวอาร์โค้ด 11 คน

จากกรณีที่คณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีนางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ได้รับมอบหมายจาก นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการฯประชุมหารือกับกรรมการแต่ละหน่วยงาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์โครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ที่วันที่ 28 เมษายน 2569 โดยมีรายชื่อบุคคลสำคัญ คือ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องขังเด็ดขาดเรือนจำกลางคลองเปรม ที่คุมขังอยู่ภายในเรือนจำฯตั้งแต่วันที่ 9 ก.ย. 2568 จนถึงปัจจุบันวันที่ 29 เม.ย. 2569 เป็นระยะเวลา 7 เดือนกับอีก 20 วัน จึงเหลืออีกเพียง 12 วัน ก็จะคุมขังครบ 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี และจะได้รับการพักโทษ คุมประพฤติในวันที่ 11 พ.ค. 2569 ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น

‘ทักษิณ’พักโทษ11พ.ค.-ติดกำไลอีเอ็ม

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 29 เม.ย. 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม หลังจากคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมี นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานฯ ประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ส.กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการปกครอง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ฯลฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษรายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดจากทั่วประเทศที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป เพื่อที่จะได้รับการปล่อยตัวคุมประพฤติตามระยะเวลาโทษคงเหลือ

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า หลังผ่านการประชุมไปกว่า 3 ชั่วโมง ที่ประชุมมีมติให้ นายทักษิณ เป็นผู้มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพักการลงโทษกรณีทั่วไป โดยไม่ต้องติดกำไล EM เนื่องด้วยเป็นผู้ต้องขังสูงวัยอายุเกินกว่า 70 ปี และมีโรคประจำตัวจากนั้นมติที่ประชุมที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะถูกแจ้งไปยังผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมรับทราบและเจ้าหน้าที่คุมประพฤติรับทราบและเรือนจำกลางคลองเปรมจะได้ดำเนินการปล่อยตัว นายทักษิณ เข้าสู่การคุมประพฤติอีก 4 เดือน ในวันที่ 11 พ.ค. 2569

ต่อมา กรมราชทัณฑ์ออกเอกสารแจ้งว่า การประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษครั้งที่ 4/2569 ได้เห็นชอบพักการลงโทษกรณีมีเหตุพิเศษ จำนวน 10 ราย ในจำนวนนี้มีนายทักษิณ ชินวัตร และมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) จนกว่าจะพ้นโทษ

ปชน.ตั้ง4ขุนพลตรวจสอบรบ.4ด้าน

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม.เงา ว่า การประชุมวันนี้เป็นการประชุมภายในเพื่อออกแบบการทำงานในทีมพรรคประชาชน ย้ำว่าครม.เงา ไม่ใช่สิ่งที่พรรคปชน.หรือ
พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งคิดขึ้น แต่เรารับเอาวัฒนธรรมในต่างประเทศ เช่น อังกฤษที่มีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภาเป็นร้อยๆปีแล้ว ทั้งนี้ มีการแบ่งงานเป็น 4 เสาหลัก พร้อมผู้รับผิดชอบ คือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีราชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านเศรษฐกิจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ดูแลการปฏิรูปรัฐ นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรคประชาชน ดูแลด้านคุณภาพชีวิตใหม่ และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ดูแลความมั่นคงใหม่ โดยมี 4 เรื่องด่วนต้องติดตามในช่วง1 เดือน จากนี้ 1.มาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส 2.โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งต้องมีการทบทวน ว่า จะดำเนินการต่ออย่างไร 3.เรื่องค่าไฟ ข้อเสนอของเราที่ดีกว่าในการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างไร และ 4.เรื่องลมหายใจ รัฐบาลต้องเสนอกฎหมายปกป้องลมหายใจของคนไทย2 ร่างสำคัญ คือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด และพ.ร.บ. PRTR กลับมาเดินหน้าต่อภายใน 12 พ.ค.นี้

‘มาร์ค’อุบชื่อส่งใครชิงผู้ว่าฯกทม.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการสรรหาบุคคลลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพฯ (สก.) ว่า ในส่วนของ สก.ได้อนุมัติไปแล้วเกือบทั้งหมด ขาดอยู่ประมาณ 5-6 เขต ซึ่งคิดว่าภายในสัปดาห์หน้าก็น่าจะเรียบร้อย และน่าจะเป็นจังหวะเวลาที่ใกล้เคียงกับการเปิดตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ด้วย ส่วนผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.จะเป็นใคร ถึงเวลาจะเรียนให้ทราบ เพราะเราก็พยายามที่จะเตรียมความพร้อมทุกเรื่องพร้อมกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องตัวผู้สมัคร แต่หมายถึงเรื่องของแนวคิดนโยบายที่จะผลักดันต่อไปด้วย

‘ชัชชาติ’ปิดปากขอทำงานก่อน

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.กล่าวถึงการตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า ตนยังไม่ประกาศว่าจะลงสมัครหรือไม่ เท่าที่ดูรายชื่อว่าที่ผู้สมัครฯก็เก่งๆกันทั้งนั้น แต่ละคนมีความสามารถที่จะเป็นผู้ว่าฯกทม.ได้ทุกคน สำหรับตนจะทำอะไรก็ให้คำพูดเป็นเจ้านายเรา ในใจไม่ได้ลังเลอะไร มีความชัดเจนอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องรีบประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจจะใกล้ๆ วันหมดวาระคงมีการประกาศทางการ แต่ตนยังไม่ต้องรีบ และขอกลับไปดูเงื่อนเวลาของ ที่ กกต.กำหนดไว้ก่อน ส่วนจะอยู่ครบวาระหรือไม่นั้น ก็ต้องดูเรื่องกฎหมายประกอบไปด้วย สำหรับช่วงเวลาที่เหลือ จะเร่งงานที่ค้างอยู่ให้หมด โดยเฉพาะเรื่องที่มีความกังวลอยู่ 2 เรื่อง และคิดว่าคนที่มาใหม่ก็ต้องทำต่อ คือ เรื่องปากท้องประชาชน เศรษฐกิจ ซึ่งเราเองอาจจะไม่ได้ช่วยได้เต็มที่ เพราะไม่ได้มีเงินให้ประชาชน อีกเรื่องความโปร่งใส ปราบทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาตัวบุคคลด้วย”ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

‘โสภณ’พร้อมส่งเรื่องสอบปปช.

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา กล่าวถึง คำร้องของพรรคประชาชนที่จะเข้าชื่อสมาชิกรัฐสภา เพื่อยื่นเรื่องผ่านประธานรัฐสภา ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการไต่สวนกรรมการ ป.ป.ช.จากกรณีมาตรฐานการทำคดีการตีตกคดีซุกหุ้นของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคมและอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ว่า ได้ยินแต่ข่าว แต่ยังไม่เห็นอะไร

เมื่อถามว่า มีความกังวลว่าประธานรัฐสภาดึงเช็งเรื่องนี้ นายโสภณ กล่าวว่า เป็นเรื่องของคนคิด ให้ถึงเวลาก่อน อย่าไปกังวล เมื่อถามย้ำว่า หากยื่นมาสามารถส่งต่อไปศาลฎีกาได้เลยหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า หากส่งไปเลยก็ทำหน้าที่เป็นไปรษณีย์ เอาไว้ให้ถึงเวลาก่อนค่อยตอบ ตามที่ได้พูดเอาไว้ในวันแสดงวิสัยทัศน์ ว่า “เที่ยงธรรม” ไม่ได้ใช้คำว่า“เป็นกลาง” เพราะคำว่า เป็นกลางขึ้นอยู่ที่คนตัดสิน ชอบก็บอกว่า เป็นกลางไม่ชอบก็บอกว่าไม่เป็นกลาง แต่วิญญูชนเขาจะตัดสินเอง

ตรวจคุณสมบัติพร้อมทูลเกล้าฯ

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าในการนำรายชื่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านว่า ยังอยู่ระหว่างกระบวนการที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ที่ได้สั่งการไปว่าให้ตรวจสอบคุณสมบัติให้ครบถ้วนแล้วค่อยนำเสนอมา แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นหนังสือมายังประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบให้ครบถ้วน ซึ่งหากหนังสือมาถึงแล้วก็เป็นไปตามกระบวนการไม่มีอะไร

นายกฯชิมขนม-ทักทายสื่อมวลชน

วันเดียวกัน คณะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับสำนักโฆษกสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์และพบปะสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ที่หน้าตึกนารีสโมสรทำเนียบรัฐบาล โดยมีทีมโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจําสํานักนายกฯและ น.ส.ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ว่าที่รองโฆษกฯ ขณะที่บรรดารัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล นางศุภมาส อิสรภักดี และนางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ลงมาร่วมพบปะและรับประทานอาหารกับสื่อมวลชน

ปล่อยมุก‘แปะก๊วยช่วยความจํา’

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 โดยนายกฯเดินทักทายสื่อมวลชน ก่อนจะชิมขนมไทยและเดินไปตักไอศกรีมกะทิ ใส่เครื่อง พร้อมระบุว่า “แปะก๊วยช่วยความจําพ่อบังคับให้กินทุกเช้า มีวันนึง นั่งกินข้าวกับพี่เกรียง (พล.อ.เกรียงไกร) พี่เกรียงบอกว่าต้องกิน พี่หนูต้องกินแปะก๊วยทุกวัน ผมกินทุกวันความจําผมดี แล้วพี่เกรียง ก็หันไปถามภรรยาตัวเองว่าเมื่อเช้าพี่กินแล้วหรือยังน้อง” สร้างเสียงหัวเราะให้บรรดาทีมโฆษกและสื่อมวลชน ก่อนที่นายกฯจะระบุว่า วันนี้ไม่ได้มาร่วมนั่งกินด้วย เพราะต้องขึ้นไปเคลียร์งานที่ค้างอยู่บนตึกไทยคู่ฟ้า แค่แวะมาทักทายและกินไอศกรีม

กกต.จ่อยื่นพยานคิวอาร์โค้ด 11 คน

นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.กล่าวถึงความคืบหน้าการยื่นบัญชีพยานและความเห็นของพยานในคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่า สำนักงานกกต.ยื่นบัญชีรายชื่อพยานทั้งหมด 11 คนโดย 7 คนเป็นคนจากสำนักงาน กกต.และอีก 4 คน เป็นคนนอก ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยี ขณะนี้อยู่ในช่วงจัดทำความเห็นของพยานเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อเตรียมส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะเรียกพยานที่กกต.ได้เสนอไปมาไต่สวนหรือไม่นั้นเป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ตาม พยานของกกต.ทุกคนมีความพร้อมที่จะไปให้การด้วยตัวเองถ้าศาลเรียก

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“แม้จะทำงานกับฝ่ายการเมือง แต่มีเส้นแดงที่ไม่ก้าวข้าม คือการไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ถูกต้อง อย่ามาให้ทำในสิ่งที่ผิด มีจุดยืนของตัวเอง หากมีข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาใดๆ ก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทันที เพราะมั่นใจในความบริสุทธิ์”

นายราเชน ศิลปะรายะ

อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

นักเขียนซีไรต์ ชู หมอวรงค์ มือปราบวงจรอุบาทว์ กล้าปฏิวัติระบบการเมืองไทย

นักเขียนซีไรต์ ชู หมอวรงค์ มือปราบวงจรอุบาทว์ กล้าปฏิวัติระบบการเมืองไทย

นักเขียนซีไรต์ ชู หมอวรงค์ มือปราบวงจรอุบาทว์ กล้าปฏิวัติระบบการเมืองไทย

วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.14 น.

วันที่ 29 เมษายน 2569 วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ภาพของ  นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี พร้อมข้อความในภาพ ว่า “ผมกล้าพูดได้เต็มปาก แทบทุกพรรคการเมือง โกงชาติบ้านเมืองหมด พรรคใหญ่ๆก็โกง พรรคเล็กๆก็โกง พรรคที่อ้างเป็นคนรุ่นใหม่ มันก็โกง”

ซึ่งทางวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้ออกความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า ถ้าจะมีนักการเมืองสักคนที่จะ “ปฏิวัติระบบ “การเมือง+การปกครองไทย ตอนนี้ก็เห็นแค่คุณหมอวรงค์คนเดียว ปฏิวัติระบบที่เปิดโอกาสให้นักการเมืองเ-ว ข้าราชการ-ั่ว พ่อค้าและโมบ รวมหัวกันกัดกินบ้านเมือง  ไม่ใช่ปฏิวัติระบอบ (ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)