ธีระชัย ผ่าสูตรแก้วิกฤตน้ำมัน บี้รัฐบาลรื้อโครงสร้าง-เลิกอิงสิงคโปร์-ยึดกำไรลาภลอย

ธีระชัย ผ่าสูตรแก้วิกฤตน้ำมัน บี้รัฐบาลรื้อโครงสร้าง-เลิกอิงสิงคโปร์-ยึดกำไรลาภลอย

ธีระชัย ผ่าสูตรแก้วิกฤตน้ำมัน บี้รัฐบาลรื้อโครงสร้าง-เลิกอิงสิงคโปร์-ยึดกำไรลาภลอย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

31 มีนาคม 2569 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นโยบายน้ำมันเพื่อประชาชน

ราคาน้ำมันโลกยังจะสูงขึ้น และถึงแม้สงครามพักรบในเดือนเมษายน/พฤษภาคม ราคาก็จะยังสูงกว่าก่อนสงครามเพราะการผลิตจะใช้เวลาเป็นปี จนกว่าจะเข้าที่

ผมสรุปเสนอว่า รัฐบาลอนุทินควรจะทำนโยบายน้ำมันเพื่อประชาชน ดังนี้

1 ยกเลิกอ้างอิงราคาสิงคโปร์ทันที

2 กำหนดกติกาใหม่ ห้ามโรงกลั่นบวกกำไรค่าน้ำมันดิบ ให้มีรายได้เฉพาะค่าการกลั่นต่อลิตรเป็นธรรมที่รัฐกำหนด

3 ออกพระราชกำหนด

-ยึดกำไรจากสต็อคน้ำมันที่ราคาสูงขึ้นระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 2569 ถึงวันออกพระราชกำหนด

โดยยึดจากโรงกลั่น และจากผู้ค้าส่ง ค้าปลีก ตามหลักฐานตัวเลขสต็อค เงินนี้ให้โอนเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

-ยึดค่าการกลั่นต่อลิตรส่วนที่เกินอัตราที่รัฐกำหนดระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 2569 ถึงวันออกพระราชกำหนด

โดยยึดจากโรงกลั่น เงินนี้ให้โอนเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

4 ในกติกาใหม่ ซึ่งห้ามโรงกลั่นบวกกำไรค่าน้ำมันดิบ โดยให้มีรายได้เฉพาะค่าการกลั่นต่อลิตรเป็นธรรมที่รัฐกำหนด นั้น

เมื่อใดราคาตลาดโลกสูงขึ้น โรงกลั่นก็จะไม่ได้กำไรลาภลอย ประชาชนยอมรับว่าราคาน้ำมันไทยจะแพงขึ้นตามราคาโลก

เมื่อใดราคาตลาดโลกต่ำลง โรงกลั่นก็จะไม่ต้องขาดทุนสต็อค ผลประโยชน์จากราคาน้ำมันโลกที่ลดลงจะส่งผ่านให้ประชาชนทันที ไม่มีการกั๊ก

5 ไม่ต้องไปกำหนดราคาควบคุมขายปลีก รัฐควรปล่อยให้ลอยตัว โดยเก็บเงินจากผู้ใช้เข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง

วันที่ 31 มีนาคม 2569
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
Facebook Thirachai Phuvanatnaranubala
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
(เครดิตภาพตามแหล่งที่แสดงชื่อ)

หมายเหตุ: การกล่าวถึงชื่อบุคคลใดมิใช่เป็นการกล่าวหากระทำความผิด แต่เป็นเพื่อประกอบการบรรยายทางวิชาการเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ และเผยแพร่ในฐานะเป็นความเห็นส่วนตัว มิใช่เกี่ยวกับพรรคการเมืองใด

วุฒิสภา พร้อมเดินตาม สภาฯ ชงเลิกเลี้ยงอาหาร สว.พรุ่งนี้ แต่ยังอุบหนุนลดผู้ช่วย – ตัดบำนาญหรือไม่

วุฒิสภา พร้อมเดินตาม สภาฯ ชงเลิกเลี้ยงอาหาร สว.พรุ่งนี้ แต่ยังอุบหนุนลดผู้ช่วย - ตัดบำนาญหรือไม่

วุฒิสภา พร้อมเดินตาม สภาฯ ชงเลิกเลี้ยงอาหาร สว.พรุ่งนี้ แต่ยังอุบหนุนลดผู้ช่วย – ตัดบำนาญหรือไม่

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.27 น.

วุฒิสภา พร้อมเดินตาม สภาฯ ชงเลิกเลี้ยงอาหาร สว.พรุ่งนี้ ร่วมมือช่วยประหยัดงบประมาณ-ใช้ตามความจำเป็น ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน แต่ยังอุบตอบหนุนลดผู้ช่วย สส.- ตัดบำนาญเลี้ยงชีพหรือไม่

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีผลหารือของตัวแทนพรรคการเมือง เสียงเอกฉันท์ให้เลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน สส. ตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไปว่า  สว.พร้อมให้ความร่วมมือ ในภาวะที่ประเทศตกในภาวะวิกฤติพลังงาน สว.ได้คุยกันว่าพร้อมให้ความร่วมมือประหยัดงบประมาณของราชการให้มากที่สุด เช่น มีมติชัดเจนให้งดเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็น  ขณะที่มาตรการประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าอาหาร ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือประหยัดงบ เรื่องอาหารกลางวันหรืออาหารระหว่างประชุมพร้อมจะจ่ายกันเอง โดยไม่ไม่เป็นปัญหาของสว.  ทั้งนี้ตนจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ในวันที่ 1 เม.ย.  เพื่อให้รับทราบร่วมกันว่า เมื่อสภาฯ มีมติออกมา สว.ต้องดำเนินการตามแบบอย่างเพื่อบ้านเมืองของเรา อย่างน้อยเพื่อประหยัดงบประมาณ และหากทำได้ถือเป็นสิ่งที่ดี

เมื่อถามว่าจะมีความชัดเจนถึงขั้นเลิกเลี้ยงอาหารสว. เลยหรือไม่ นายมงคล กล่าววว่า  การจัดเลี้ยงเป็นเรื่องของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ทั้งนี้ต้องดูตามความจำเป็น อะไรที่ประหยัดได้จะประหยัด อะไรที่ไม่จำเป็นไม่ทำ 

“สำนึกที่ต้องมีคือสำนึกคนไทยและวิกฤติของประทศ หากประเทศตกในภาวะวิกฤติต้องร่วมมือประหยัด การใช้งบประมาณต้องทำตามความจำเป็น อะไรที่เสียสละได้ทุกคนต้องเสียสละ” นายมงคล กล่าว

เมื่อถามทบทวนสวัสดิการอื่นๆ เช่น ค่าสนับสนุนการเดินทาง ค่าเครื่องบิน ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ด้วยหรือไม่ ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า “แล้วแต่ความจำเป็น หากจำเป็นต้องคุยกันอีกที”

เมื่อถามถึงข้อเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วยทำงานประจำตัว สว. นายมงคล กล่าวว่า ขอรอฟังทางสภาฯ หากมีอะไรต้องปรึกษาหารือกัน ส่วนที่มีข้อเสนอให้ศึกษาแนวทางโดยกมธ.กิจการสภา และวิปวุฒิสภานั้น ฝั่งวุฒิสภาพร้อมให้ความร่วมมือ อย่างไรก็ดีในส่วนของวิปวุฒิสภา ได้ศึกษากันอยู่ โดยวางแนวทางทำให้ประหยัดงบประมาณให้มากที่สุด และการใช้งบประมาณทุกบาท ทุกสตางค์ต้องใช้ความจำเป็นเท่านั้น จะไม่ใช้เกินความจำเป็น 

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้ยกเลิกทุนเลี้ยงชีพอดีตสมาชิกรัฐสภา นายมงคล ฐานะกรรมการกองทุนเลี้ยงชีพผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา  กล่าวว่า ต้องดูตามความจำเป็น ตนฐานะกรรมการกองทุนฯ ทราบว่ามีอดีตสมาชิกรัฐสภา ที่ช่วยตัวเองไม่ได้อยู่จำนวนหนึ่ง บางคนไม่มีรายได้ บางคนอยู่ในภาวะเจ็บป่วย  ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่าใช้งบประมาณสูงมากแต่ละปี ตนมองว่ากรรมการกองทุนต้องหารือร่วมกัน โดยสรุปทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เหตุผลและความจำเป็นไม่มีการใช้เกินกว่าความจำเป็น

สมชัย ชำแหละ ครม.อนุทิน 2 แบ่งเกรด 3 กลุ่ม เตือนระวังพวกเขี้ยวลากดิน

สมชัย ชำแหละ ครม.อนุทิน 2 แบ่งเกรด 3 กลุ่ม เตือนระวังพวกเขี้ยวลากดิน

สมชัย ชำแหละ ครม.อนุทิน 2 แบ่งเกรด 3 กลุ่ม เตือนระวังพวกเขี้ยวลากดิน

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

31 มีนาคม 2569 นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความระบุว่า ครม. ชุดใหม่ : ด่านทดสอบฝีมือทายาททางการเมืองและความเป็นมืออาชีพในภาวะวิกฤตสุด ๆ

การประกาศชื่อ ครม.อนุทิน 2 จำนวน 35 คน มีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน

กลุ่มแรก คือ นักการเมืองเก่า มาเพื่อรักษาตำแหน่งในกระทรวงสำคัญและเหตุผลทางการเมือง กลุ่มนี้ เคยดำรงตำแหน่ง รมต. มาตลอด จึงไม่สร้างความคาดหวังอะไรแก่ประชาชน เช่น สุริยะ พิพัฒน์ สุชาติ เอกนัฏ ทรงศักดิ์ ศุภมาส วราวุธ ประเสริฐ จุลพันธ์

กลุ่มที่สอง ทายาทบ้านใหญ่ สร้างภาพ สร้างความหวังให้ประชาชนว่าเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่มาได้เพราะนามสกุล เช่น ไชยชนก เจเศรษฐ์ พลพีร์ ซาบีดา และอีกหลายคนที่เอ่ยชื่อจะไม่คุ้น แต่อ่านนามสกุลจะร้องอ๋อ กลุ่มนี้ ต้องแสดงฝีมือให้เห็นว่า บริหารงานได้ดี ไม่ใช่แค่การส่งผ่านจากบุพการี

กลุ่มที่สาม กลุ่มมืออาชีพ ที่เคยประสบความสำเร็จทั้งทางการเมือง หน้าที่การงานในอดีตทั้งรัฐและเอกชน เช่น เอกนิติ สีหศักดิ์ ศุภจี ปกรณ์ ภราดร ยศชนัน กลุ่มนี้เป็นความหวังทั้งจากฝ่ายการเมืองด้วยกันและจากประชาชนที่จะเห็นการใช้ความสามารถในการแก้ปัญหาบ้านเมือง

กลุ่มหนึ่ง ไม่ต้องหวังอะไร แต่ต้องช่วยระวังอย่าให้เขาใช้ประสบการณ์เขี้ยวลากดิน เอาประโยชน์เข้าตัวและพวกพ้อง

กลุ่มสอง รอเขาแสดงฝีมือ อย่าอวยจนเกินจริง แต่ทำอะไรไม่เป็น

กลุ่มสาม ต้องภาวนาว่า จะใช้ความสามารถได้เต็มที่ และ ภาวะวิกฤตของโลกที่กระทบกับไทย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับมืออาชีพในภาวะปกติ

– 006

ปลุกพลังหญิงสภา! เนเน่ ชูโปรเจกต์ Black Box ดันสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัย

ปลุกพลังหญิงสภา! เนเน่ ชูโปรเจกต์ Black Box ดันสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัย

ปลุกพลังหญิงสภา! เนเน่ ชูโปรเจกต์ Black Box ดันสภาเป็นพื้นที่ปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.04 น.

31 มีนาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี (เนเน่) รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เชื่อหรือไม่? 44% ของผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลก เคยเผชิญการคุกคามทางเพศ — ข้อมูลจาก Inter-Parliamentary Union

เมื่อวานนี้ เนเน่มีโอกาสเข้าร่วมเวทีเสวนา “รัฐสภาปลอดการคุกคามทางเพศ” ณ อาคารรัฐสภา จัดขึ้นโดยความร่วมมือของ สถานทูตอังกฤษ สถานทูตแคนาดา และมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (WFD) ร่วมกับทางคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ของสมาชิกวุฒิสภาค่ะ

สิ่งที่ชัดเจนมากจากเวทีนี้คือ “การคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องไกลตัว” แต่มันคือ “ความจริงที่หลายคนรู้…แต่กลับไม่กล้าพูด”

คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง ได้ริเริ่มโครงการชื่อ Black Box รวบรวมเรื่องราวการคุกคามทางเพศในพื้นที่รัฐสภาค่ะ ในระยะเวลาแค่ 72 วัน มีผู้ตอบ 775 ความเห็น แต่ที่น่าตกใจคือ 16.25% ไม่ประสงค์ให้นำข้อมูลมาเปิดเผยค่ะ… สิ่งนี้ตอกย้ำว่า ปัญหามีอยู่จริง และเรากำลังถูก “วัฒนธรรมความเงียบ” กัดกินค่ะ

ซึ่งปัญหาคือ ไม่ใช่เพราะคนไม่อยากพูดนะคะ แต่เพราะ “ระบบยังไม่ปลอดภัยพอให้พูด” การ “นิ่งเสีย” ยังคงเป็น “ตำลึงทอง” อยู่… นี่แหละค่ะ อุปสรรคหลักที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ได้รับการแก้ไขสักที วนเวียนอยู่ที่เดิม

ร้องเรียนไปก็กลัวกระทบงาน กลัวถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือแม้กระทั่งกลัวถูกฟ้องกลับเพื่อ “ปิดปาก” ฉะนั้น ปัญหาการคุกคามทางเพศในพื้นที่รัฐสภานี้ เป็นมากกว่าแค่เรื่องของ “พฤติกรรม” แต่คือเรื่องของ “อำนาจ และระบบ” ค่ะ ทั้ง ๆ ที่รัฐสภาเป็นพื้นที่ที่ออกกฎหมาย ตามตรรกะแล้ว ต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องเป็น “พื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด” สำหรับทุกคน

เนเน่ได้แชร์ไปว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมี

– กลไกร้องเรียนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นกุญแจ ให้ความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ ลดการถูกทำร้ายซ้ำ

– การคุ้มครองผู้ร้องอย่างแท้จริง ตรวจสอบอย่างลับ ๆ ดำเนินการโดยผู้ที่เป็นอิสระจากอำนาจ

– และความรับผิดที่ชัดเจน เด็ดขาด ไม่สนใจระดับชั้นอำนาจของผู้ทำผิด

– สังคมที่เข้าใจว่าการคุกคามคือเรื่องของทุกคน กล้าปราม กล้าแฉ ไม่ขำ ไม่ล้อเล่น

“ความเงียบ ไม่เคยทำให้ปัญหาหายไป มีแต่ทำให้มันฝังลึกกว่าเดิม”

ขอให้รัฐสภาไทยเป็นพื้นที่ที่ทั้ง ‘ทรงเกียรติ’ และ ‘ปลอดภัย’ ได้พร้อมกันค่ะ

#เนเน่ #เนเน่รัดเกล้า #สุวรรณคีรี
#รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ทำเนียบฯเข้ม! หลังแท็กซี่มหาภัยซิ่งมอเตอร์ไซค์ถึงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า

ทำเนียบฯเข้ม! หลังแท็กซี่มหาภัยซิ่งมอเตอร์ไซค์ถึงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า

ทำเนียบฯเข้ม! หลังแท็กซี่มหาภัยซิ่งมอเตอร์ไซค์ถึงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.25 น.

ทำเนียบฯ เข้ม! ผู้การสันติบาล นำคณะตรวจรอบทำเนียบ เพิ่มคัดกรองบุคคลเข้า-ออก หลัง “พงศ์พิชาญ” แท็กซี่มหาภัยเจ้าเก่า ซิ่งมอไซค์บุกถึงบันไดตึกไทยคู่ฟ้า ร้องพบ “นายกฯ”

31 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 07.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ต.จิรศักดิ์ ไกรเพชร ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 พร้อมเจ้าหน้าที่กองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลเพื่อตรวจสอบทางเข้าและออกบริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล โดยเฉพาะประตูฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ

หลังจากวานนี้ (30 มี.ค.) นายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ ฉายาแท็กซี่มหาภัย เจ้าเก่า ขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าด่านป้อมตำรวจทำเนียบบริเวณประตูสะพานชมัยมรุเชฐ ขับตรงมาที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ถึงบันไดหน้าตึก พร้อมบีบแตรและตะโกนเรียกหานายกรัฐมนตรี เพื่อร้องขอเงินเยียวยา และขอให้ตรวจสอบกรณีถูกตำรวจ สน.พหลโยธิน จับปรับ 500 บาท 

ทั้งนี้ทาง พล.ต.ต.จิรศักดิ์ ได้นำคณะเดินตรวจสอบรอบทำเนียบเพื่อหาแนวทางป้องกันและผิดช่องโหว่ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเพิ่มการตรวจคัดกรองบุคคลเข้าและออกเข้มงวดมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ประตูทางเข้า-ออก ฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ ปกติจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้า-ออกเด็ดขาด ยกเว้นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และแขกบุคคลสำคัญ ซึ่งภายหลังนายกฯหรือรัฐมนตรีเข้ามาในทำเนียบเรียบร้อยแล้วก็จะปิดประตู 

ส่วนประตู 4 ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล จะเปิดให้รถเข้า-ออก เวลา 06.30-09.30 น. และจะเปิดอีกครั้ง หลังเวลาเลิกงานคือเวลา 16.00 น. 

ทั้งนี้ กองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จะทำหนังสือเวียนแจ้งไปยังกองต่างๆ ถึงเวลาเปิดและปิดอีกครั้ง

วิสุทธิ์ แนะ อนุทิน ยกวิกฤตพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ

วิสุทธิ์ แนะ อนุทิน ยกวิกฤตพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ

วิสุทธิ์ แนะ อนุทิน ยกวิกฤตพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

“วิสุทธิ์”แนะ”อนุทิน” ยกวิกฤตพลังงานเป็น”วาระแห่งชาติ” ชี้น้ำมันหาซื้อไม่ได้กระทบเกษตรกรโดยตรง เหตุไร้รถขนส่งขนผลผลิตไปขาย

31 มีนาคม 2569 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันปรับราคาสูงขึ้น แม้จะมีราคาแพงแต่ผลที่ออกมาน้ำมันหายากมาก บางพื้นที่ไม่มีน้ำมัน หรือมีก็จำนวนไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ น้ำมันยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของการทำการเกษตรในปัจจุบัน หากไม่มีน้ำมันจะกระทบกับพี่น้องเกษตรกรโดยตรง บางพื้นที่เกษตรกรไม่มีน้ำมันเติมรถไถหรือเครื่องสูบน้ำที่จะสูบน้ำเข้าพื้นที่การเกษตร ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งจัดหาน้ำมันให้เพียงพอความต้องการของประชาชน เมื่อรัฐยืนยันว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนแต่ทำไมหาซื้อไม่ได้

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เวลานี้เกษตรกรหลายพื้นที่ต้องปล่อยให้ผลผลิตในสวนในไร่ทิ้งคาต้น เพราะไม่สามารถเก็บผลผลิตได้ ถึงเก็บได้ก็ไม่มีรถขนนำไปขาย ที่ผ่านมาเก็บเกี่ยวแล้วแต่รถขนผลผลิตไปส่งตลาด ไม่มีน้ำมันขับหาน้ำมันข้ามจังหวัดก็หาไม่ได้ ส่งผลให้ผลผลิตของเกษตรกรกองไว้ในสวน เพราะไม่มีรถขนส่งมารับไปจำหน่ายต่อ นอกจากนี้ ในพื้นที่นาข้าวในพื้นที่ภาคเหนือที่เกษตรกรต้องยืนมองดูต้นข้าวยืนต้นตาย บางพื้นที่ข้าวออกรวงเก็บเกี่ยวแล้วแต่ไม่มีรถรับข้าวไปโรงสี นอกจากนี้ โรงสีบางพื้นที่ไม่รับสีข้าว เกษตรกรไร้ทางเลือก ทำให้เกิดความเสียหายกับเกษตรกรมาก

นายวิสุทธิ์ กล่าวอีกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องยกวิกฤตพลังงานเป็นวาระแห่งชาติ จำเป็นต้องยกระดับมาตรการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาปัญหาให้ประชาชน อย่าชะล่าใจ เพราะวิกฤตยังไม่หยุดแค่นี้ ดังนั้น สส.ทั้ง 500 คน ในสภาฯ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องออกไปช่วยเหลือประชาชน อย่ามองว่าต้องเป็นรัฐบาลเท่านั้น การระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาเชื่อว่าจะสามารถหาทางออกได้ แม้ในวิกฤตหากร่วมมือกันก็สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอน

โปรดเกล้าฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกา

โปรดเกล้าฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกา

โปรดเกล้าฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการกฤษฎีกา

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

31 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง ความว่า

ด้วยสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งอนุญาตให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี ลาออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569 และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พ้นจากตำแหน่งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2569

ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

– ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง [นายปกรณ์ นิลประพันธ์] https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/111478.pdf

– 006

นายกฯ เข้าทำเนียบเช้านี้ หลังครม. อนุทิน 2 โปรดเกล้าฯ​

นายกฯ เข้าทำเนียบเช้านี้ หลังครม. อนุทิน 2 โปรดเกล้าฯ​

นายกฯ เข้าทำเนียบเช้านี้ หลังครม. อนุทิน 2 โปรดเกล้าฯ​

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา​ 09.20 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ยังทำเนียบรัฐบาล​ โดยทันทีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึง ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกำหนดวันเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ หลังจากที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ลงมาแล้ว​ แต่นายอนุทิน ได้หันมายิ้มให้ผู้สื่อข่าวเท่านั้น

ทั้งนี้ สำหรับภารกิจในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรี เปิดโอกาส​ ให้​ Mr. Brad Smith รองประธานและประธานกรรมการ บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่ในเวลา 10.30 น.นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ห้อง Sapphire อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี

โปรดเกล้าฯ แล้ว ครม.อนุทิน 2

โปรดเกล้าฯ แล้ว ครม.อนุทิน 2

โปรดเกล้าฯ แล้ว ครม.อนุทิน 2

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.16 น.

31 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 แล้วนั้น

บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

1.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

2.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี

3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

4.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

5.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี​

7.นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

8.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

9.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

10.นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

11.นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

12.พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

13.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

14.นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

15.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

16.นายวัชรพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

17.น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

18.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

19.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

20.นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

21.นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

22.น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

23.นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

24.นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

25.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

26.นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

27.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

28.นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

29.พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

30.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

31.น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

32.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

33.นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

34.นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

35.นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

– พระบรมราชโองการ ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี [รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล] https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/111477.pdf

– 006

ปลัด มท. สั่งด่วน 17 ผู้ว่าฯ ภาคเหนือ ยกระดับมาตรการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง

ปลัด มท. สั่งด่วน 17 ผู้ว่าฯ ภาคเหนือ ยกระดับมาตรการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง

ปลัด มท. สั่งด่วน 17 ผู้ว่าฯ ภาคเหนือ ยกระดับมาตรการลดผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 อย่างจริงจัง

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 08.42 น.

ปลัด มท. สั่งการด่วนที่สุด ผู้ว่าฯ 17 จังหวัดภาคเหนือ ดำเนิน 4 มาตรการ ยกระดับมาตรการลดผลกระทบจากสถานการณ์ PM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 เวลา 00.05 น. นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในภาพรวมของประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ  ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และจังหวัดอุทัยธานี ซึ่งหลายจังหวัดมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

“เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) จึงได้สั่งการให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ยกระดับการดำเนินงานตามมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) รวม 4 แนวทาง อย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ได้แก่

1. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน แก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

2. หากพบจุดความร้อน (Hotspot) ที่เกิดจากการกระทำของบุคคล ให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด

3. ระดมทรัพยากรบุคลากร และอุปกรณ์ทุกชนิดในการดับไฟป่า เพื่อบรรเทาความรุนแรง ทำให้เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว

และ 4. ประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยระดมสรรพกำลังในทุกด้าน และหากเกินกำลังของจังหวัดให้ขอรับการสนับสนุนการแก้ไขปัญหามายังกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติโดยเร็ว”

​ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า ให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด รายงานสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติทราบผ่านกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (ปภ.) อย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสถานการณ์ไฟป่า สามารถแจ้งสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สแตนด์บายเข้าดำเนินการระงับเหตุโดยทันที