ทร.ขอให้เชื่อมั่น ศักยภาพทางเรือ ดูแลความมั่นคงทางทะเล

ทร.ขอให้เชื่อมั่น ศักยภาพทางเรือ ดูแลความมั่นคงทางทะเล

ทร.ขอให้เชื่อมั่น ศักยภาพทางเรือ ดูแลความมั่นคงทางทะเล

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.18 น.

ทร.ขอให้เชื่อมั่น ศักยภาพทางเรือ ดูแลความมั่นคงทางทะเล แม้กัมพูชารับมอบเรือคอร์เวต 2 ลำจากจีน

31 มีนาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่าตามที่มีรายงานข่าวว่ากองทัพเรือกัมพูชา (ทร.กพช.) จะได้รับความช่วยเหลือจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการจัดหาเรือคอร์เวตแบบ Type 056 จำนวน 2 ลำนั้น ในเวลาอันใกล้นี้ กองทัพเรือขอเรียนให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทยแต่อย่างใด และขอให้ประชาชนมั่นใจในขีดความสามารถของกองทัพเรือไทย

ปัจจุบัน กองทัพเรือไทยมีขีดความสามารถด้านกำลังรบทางเรือที่มีความพร้อมรบสูง ทั้งในด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก บุคลากรและประสบการณ์ในการปฏิบัติการทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ทางทะเล การเฝ้าตรวจ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ทั้งนี้ เรือคอร์เวต Type 056 เป็นเรือรบขนาดกลาง เหมาะสำหรับภารกิจลาดตระเวนและรักษาความมั่นคงในเขตน่านน้ำใกล้ฝั่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว กองทัพเรือไทยยังคงมีศักยภาพโดยรวมที่เหนือกว่า ทั้งในด้านจำนวน ประเภทของเรือรบ ระบบอาวุธ และขีดความสามารถในการปฏิบัติร่วมหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือก็มิได้นิ่งนอนใจต่อพัฒนาการด้านความมั่นคงในภูมิภาค และจับตามองการเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด และมีแผนเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรืออย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติมจำนวน 1 ลำ ภายในปีงบประมาณนี้ และมีแผนเสนอจัดหาเพิ่มเติมอีก 1 ลำในปีถัดไป เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

กองทัพเรือ ขอยืนยันว่า ได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมไปกับการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังรบทางเรืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนไทยในทุกสถานการณ์

นายกฯนำชื่อครม.ชุดใหม่ ทูลเกล้าฯแล้ว แถลงนโยบาย7-9เมษายน

นายกฯนำชื่อครม.ชุดใหม่ ทูลเกล้าฯแล้ว แถลงนโยบาย7-9เมษายน

นายกฯนำชื่อครม.ชุดใหม่ ทูลเกล้าฯแล้ว แถลงนโยบาย7-9เมษายน

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯนำชื่อครม.ชุดใหม่ ทูลเกล้าฯแล้ว แถลงนโยบาย7-9เมษายน 10สส.พรรคสีส้มล้นระทึก สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่คดี112

อนุทิน” เผยทูลเกล้าฯครม.ชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว ยันทำงานราบรื่นไม่สะดุด พร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หลังได้รับโปรดเกล้าฯ-เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ขณะปชน.ลุ้นระทึก!ปปช.จ่อนำคำร้องฟันจริยธรรม44สส.ก้าวไกล ปมแก้ม.112ส่งที่ประชุมชุดใหญ่รับรอง 1-2วันนี้ ก่อนชงศาลฎีกา จับตา10สส.ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ปธ.ศาลรธน.ชี้ชงเองไม่ได้ ปมขาดคุณสมบัติรมต.ต้องร้องตามช่องทาง คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึดรธน.ตัดสิน รอกกต.-ผู้ตรวจฯส่งพยานหลักฐาน

เมื่อวันที่ 30มีนาคม2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อมาถึงนายกฯ ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวมาที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันเดียวกันนี้ โดยมี นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รอให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ถือเป็นการหารือหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งสุดท้ายก่อนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เพียงหันมายิ้มพร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวว่า”เดี๋ยวไปประชุมก่อน มาสายแล้ว”จากนั้นนายกฯร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น

นายกฯรับได้รายชื่อครม.ใหม่ครบ

ต่อมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความเรียบร้อยรายชื่อ ครม.ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ว่า เรียบร้อยดี สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯได้เลย โดยต้องรีบพิจารณาเอกสารและดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เร็วที่สุด เมื่อถามว่า ขณะนี้ไม่มีรายชื่อใดมีปัญหาแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีปัญหาก็ต้องตัดออก เมื่อถามว่า 35 รายชื่อ ตอนนี้เรียบร้อยหมดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รายชื่ออยู่ที่ตนหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนาม ต้องมาประชุมให้เกิดความชัดเจน เมื่อถามถึงความพร้อมด้านนโยบายของรัฐบาล นายกฯ พยักหน้ารับ เมื่อถามว่า มีการวางวันแถลงนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 7 – 9 เม.ย.ใช่หรือไม่ นายกฯ พยักหน้า และกล่าวว่า ให้เร็วที่สุด เรายังกำหนดวันไม่ได้ ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมา และนำ ครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

เผยทูลเกล้าฯครม.ใหม่เรียบร้อยแล้ว

เวลา 14.55น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่พยายามตะโกนสอบถามว่า ได้นำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง นายกฯ พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องทำงานชั้น 2 บนตึกไทยคู่ฟ้า

ต่อมาเวลา 15.50 น.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ว่า ได้ลงนามเสนอไปแล้วตามขั้นตอน เมื่อถามว่ารายชื่อครบ 36 ตำแหน่งรวมนายกฯด้วย ใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เดี๋ยวรอเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องของการโปรดเกล้าฯลงมา การที่จะไปพูดในรายละเอียดเป็นสิ่งที่ไม่บังควร เราต้องทูลเกล้าฯและในกฎหมายเขียนว่าต้องมีพระบรมราชวินิจฉัย ตรงนี้อยู่นอกเหนืออำนาจของนายกฯ

ยันรัฐบาลใหม่ทำงานราบรื่นไม่สะดุด

เมื่อถามว่าหากได้รับการโปรดเกล้าฯและมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อย งานแรกที่นายกฯจะเดินหน้าคืออะไรนายกฯกล่าวว่า งานจริงๆแล้วต่อเนื่อง รัฐมนตรีหลายท่านจะอยู่ช่วยงานกันต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งสำคัญไม่ทำให้เกิดการชะงักงันของการบริหารประเทศ เมื่อถามว่ามีรัฐบาลใหม่อำนาจเต็มทุกอย่างการบริหารงานจะไฉไลกว่าเดิมใช่หรือไม่ นายกฯ หัวเราะก่อนกล่าวว่า ไม่รู้จะตอบอย่างไร

เมื่อถามว่าจะสะดวกราบรื่นมากยิ่งขึ้นใช่หรือไม่กับการที่มีอำนาจเต็ม นายกฯ กล่าวว่า มันสะดวกอยู่แล้ว ทุกคนอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และข้อสั่งการของตนในฐานะนายกฯ การเปลี่ยนผ่านจะทำให้เปลี่ยนผ่านไปด้วยความราบรื่นที่สุด และรับรองได้ว่าไม่มีรัฐมนตรีคนใดออกมาบอกว่าเดี๋ยวขอรอตั้งรัฐบาล ขอเข้าทำงานก่อน เดี๋ยวขอมีอำนาจเต็มก่อน ไม่มีใครกล้าพูด เพราะถ้าพูดจะถูกตนตำหนิ เพราะวันนี้หัวหน้ารัฐบาลเป็นคนเดิม คำว่าเปลี่ยนผ่านมันมี แต่คำว่าสะดุดเพราะไปรอกฎหมายนั้นกฎหมายนี้ ไม่มี

ทำเนียบยกเครื่องรปภ.หลังแท็กซี่บุก

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า จากกรณีเหตุการณ์วุ่นวายหลัง นายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ อดีตแท็กซี่ ขับมอเตอร์ไซค์บุกเข้ามาที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อเช้าวันเดียวกันนี้นั้น เวลา 13.30น.ผู้ช่วยเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตำรวจสันติบาล3 ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารการรักษาความปลอดภัย และกองสถานที่ยานพาหนะและรักษาความปลอดภัยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ร่วมกันเดินตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัย โดยรอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อเพิ่มการรักษาความปลอดภัย ทั้งนี้ มีการเดินตรวจตั้งแต่ตึกไทยคู่ฟ้าและทุกประตูเข้า-ออก พร้อมสอบถามระบบการรักษาความปลอดภัยแ จากเหตุครั้งนี้ได้เน้นย้ำเพิ่มความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น เช่น กำหนดเวลาเข้า-ออก เช่นประตู4 ฝั่งถนนพิษณุโลก รวมถึงการกำหนดประตูเข้า- ออก เฉพาะบุคคล อย่างประตูฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ ที่เปิดให้เข้าเฉพาะนายกฯ รัฐมนตรีและบุคคลสำคัญ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31มี.ค.นี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนายกฯได้รับทราบแล้ว โดยสั่งให้ปรับปรุงให้ดีขึ้น

ปปช.จ่อชงศาลฟันอดีต44สส.ก้าวไกล

มีรายงานความคืบหน้าในคดี 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่ร่วมเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งกลายเป็นการดึงสถาบันฯ ลงมาเป็นคู่ขัดแย้ง ก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) มีมติชี้มูลความผิด 44สส.และขอขยายเวลาการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาออกไปก่อน

แหล่งข่าวจากสำนักงาน ปปช.เปิดเผยว่า ภายใน1-2วันนี้ คำร้องที่จะส่งไปยังศาลฎีกาให้พิจารณา จะเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ให้พิจารณา โดยต้องรอให้ประธาน ปปช.เรียกประชุมและบรรจุวาระ เพื่อให้มีมติรับรองคำร้องที่จะยื่นต่อศาลฎีกาต่อไป ส่วนการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่ดำรงตำแหน่ง สส.นั้น อยู่ที่การพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อรับคำร้องแล้ว สำหรับรายชื่อของ 44อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่27 ในนามพรรคประชาชน(ปชน.) ที่มีความเสี่ยงถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีจำนวน 10คน แบ่งเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8คน ประกอบด้วย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และอีก 2คนที่เป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วย นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

ศาลฯชงเองไม่ได้ปมคุณสมบัติรมต.

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีว่าที่รัฐบาลใช้มาตรฐานทางจริยธรรมมาเป็นคุณสมบัติหลัก ในการกลั่นกรองรัฐมนตรี แต่ในรัฐบาลที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีบางคนเหมือนขาดคุณสมบัติแต่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ใช้มาตรฐานใดวัดว่า ปัญหาเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหม่รัฐธรรมนูญของเรามีวิวัฒนาการบางอย่างก็เพิ่มมาใหม่ บางอย่างหายไป ส่วนคำถามว่าทำไมคนที่มีปัญหาถึงเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้เป็นความเห็นส่วนตัว แต่ยังไม่มีคนยื่นเรื่องมาที่ศาล ศาลไม่สามารถริเริ่มคดีได้ คิดเองทำเองไม่ได้ ชงเองไม่ได้ ตนจะไปบอกให้เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญไปทำคดีมายื่นก็ไม่ได้ ถ้าสื่อมวลชน หรือประชาชนข้องใจก็ยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่การยื่นเรื่องนั้นกรณีที่มีความสงสัยว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติ มันก็ต้องมีช่องทางของมัน ต้องยื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เมื่อมันไม่มีเรื่องมาสู่ศาล ศาลก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้

บาร์โค้ดรอกกต.-ผู้ตรวจฯส่งหลักฐาน

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าในการพิจารณากรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งปี2569 ว่า ต้องรอคำชี้แจงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย มติของศาลรับแล้วให้เวลาทาง กกต. และคนยื่นคือผู้ตรวจการแผ่นดิน ทั้งสองฝ่ายต้องยื่นคำแถลง บัญชีพยานและการได้มาซึ่งพยาน เพื่อให้ศาลได้เข้าถึงพยานเหล่านั้น แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเปิดไต่สวนหรือไม่ ซึ่งเมื่อเราได้รับคำชี้แจงจากทั้งสองฝ่าย ถ้าทั้งสองฝ่ายส่งบัญชีพยานเป็นบุคคลก็ต้องถามบุคคล ถ้าบุคคลชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นที่เข้าใจหมดแล้วก็ไม่ต้องไต่สวน แต่ถ้าคำชี้แจงนั้นไม่เป็นที่เข้าใจ ตุลาการสามารถขอไต่สวนได้ การที่บัญชีพยานไม่ใช่บุคคลอาจจะเป็นเทปหรืออุปกรณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง อาจจะไต่สวนหรือไม่ไต่สวนก็ได้ จะต้องดูเป็นกรณีไป จึงไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้

โมฆะหรือไม่ขึ้นกับพยานหลักฐาน

เมื่อถามว่า กรณีบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า ตนยังตอบอะไรไม่ได้ จนกว่าจะได้เห็นหลักฐาน เอาหลักฐานเข้ามาที่ศาลดีกว่า ถ้าหลักฐานเข้ามาทั้งสองฝ่าย ซึ่งก็อยากรู้เช่นกันว่าผู้ตรวจฯ จะยื่นใครมาเป็นพยาน เพราะมีผู้ร้องเข้ามาจำนวนมาก ผู้ตรวจฯ อาจจะหนักใจ อาจจะอมทุกข์คนเดียวไม่ได้ นอกจากจะหอบความทุกข์มาที่ศาล ก็อยากเห็นเหมือนกันว่าผู้ตรวจฯจะยื่นมาทั้งหมดหรือไม่ แต่ถ้าไม่ยื่นก็จบ ส่วน กกต.ก็เช่นกันต้องดูว่า จะยื่นใครมาเป็นพยาน จึงไม่ตัดสินใจว่าจะถึงขั้นนั้นหรือไม่ ขอดูหลักฐานก่อน ศาลอาจจะเรียกพยานหลักฐานเพิ่มก็ได้ ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ส่งเข้ามา เพราะตอนนี้ก็มีในใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังพูดไม่ได้ จนกว่าจะเห็นหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่จะยื่นเข้ามาส่วนบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่นั้น อยู่ที่ข้อกฎหมาย ซึ่งเรายังไม่ได้คุยกัน เพราะคำว่าศาลไม่ใช่ความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นความเห็นของทั้ง 9คน ที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐธรรมนูญ ทั้ง 9คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ ดังนั้นหลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนเชื่อว่ามีดุลพินิจในการวินิจฉัย

ภาพลักษณ์ศาลถูกท้าทายจากสังคม

วันเดียวกัน นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชนประจําปี 2569 พร้อมตอบคำถามที่สื่อมวลชนได้สอบถามถึงกรณีภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญในมุมมองของประชาชน ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลมีความท้าทายกับมุมมองนักวิชาการ กระแสสังคม โดยมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นเครื่องมือหนึ่งในการใช้ระบบนิติรัฐทำร้ายฝ่ายตรงข้ามหรือไม่ และภาพลักษณ์ในความเป็นกลาง จำเป็นต้องกู้คืนหรือไม่ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องวิวัฒนาการ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นเพื่อตัดสินวินิจฉัยข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ คนที่ยื่นเรื่องต่อศาลส่วนใหญ่มีทุกฝ่าย ไม่ว่าเสียงส่วนใหญ่หรือเสียงส่วนน้อย

ย้ำไม่ใช่เครื่องมือทำร้ายฝ่ายตรงข้าม

นายนครินทร์ กล่าวว่า เมื่อมีข้อพิพาทก็จะยื่นเรื่องมาที่ศาล มันออกได้ทางใดทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นคำตัดสินของศาลเป็นที่ยอมรับหรือไม่ สุดท้ายก็ต้องเลือกข้าง ข้างใดข้างหนึ่ง ระหว่างข้างผิดข้างถูก และการตัดสินใจก็ไม่เป็นที่ถูกใจใครทั้งหมด วิวัฒนาการภาพลักษณ์ของศาลเกิดขึ้นเมื่อสังคม การเมือง มีวุฒิภาวะเพียงพอ แปลว่าการแก้ไขปัญหาทางการเมืองบางเรื่อง ควรมีกติกาเป็นที่ยอมรับในสังคม และวุฒิภาวะของสังคมต้องมีในระดับสูงที่มากพอ วุฒิภาวะสังคมแปลว่า กติการของการเข้าสู่อำนาจ การลงจากอำนาจ ต้องอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้ ศาลรัฐธรรมนูญจากทุกประเทศ ถ้าดูจากภาพรวม จะมีปัญหาในระยะแรกๆ เกือบทั้งหมด ในช่วงก่อตั้งคนมักจะมึน ว่าศาลรัฐธรรมนูญเกิดและก่อตั้งมาเพื่ออะไร เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทแล้ว เชื่อว่าก็จะใช้กรณีอื่นๆในการแก้ไขปัญหา แต่ในปัจจุบันของสังคมไทย พอมีปัญหาทางรัฐธรรมนูญ ก็คิดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นที่พึ่ง ตนเชื่อว่าคำตัดสินของศาลจะมีคำอธิบาย ให้สังคมไทยเข้าใจได้มากพอ ว่าคำว่าการเลือกตั้งเป็นความลับทางรัฐธรรมนูญแปลว่าอะไร

ยึดเหตุผลในการวินิจฉัยแต่ละเรื่อง

นายนครินทร์ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญประเทศต่างๆก็มีปัญหาใกล้เคียงกับเรา เช่นกรณีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เก็บภาษีสินค้าต่างประเทศ ศาลฎีกาสหรัฐอเมริกาชี้ว่า เรื่องภาษีเป็นอำนาจของรัฐสภา ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจ คิดว่าศาลช่วยใคร ช่วยคนส่วนน้อยหรือคนส่วนมาก นอกจากนี้ในประเทศเกาหลีใต้หนักกว่านี้ ประธานาธิบดีออกกฎอัยการศึก สุดท้ายถูกรัฐสภาโหวตให้ประธานาธิบดี พ้นจากตำแหน่ง แต่การพ้นจากตำแหน่งต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตรวจสอบอีกครั้งว่า การดำเนินการของรัฐสภาชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ สุดท้ายก็เอาออก ดังนั้นเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยอยู่ข้างไหนกันแน่ นี่คือปัญหาแบบเดียวกันที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ถ้าเราใช้อารมณ์คิดก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าเราใช้เหตุผลคิด ก็จะเห็นว่าปัญหามันซับซ้อนมาก พอเรื่องขึ้นศาลมันก็จะต้องออกมาข้างใดข้างหนึ่ง

เบรกลาออกจากผอ.ศบก. หนูอุ้มพิพัฒน์ ฝ่าเสียงสวดเอื้อธุรกิจปั๊ม

เบรกลาออกจากผอ.ศบก. หนูอุ้มพิพัฒน์ ฝ่าเสียงสวดเอื้อธุรกิจปั๊ม

เบรกลาออกจากผอ.ศบก. หนูอุ้มพิพัฒน์ ฝ่าเสียงสวดเอื้อธุรกิจปั๊ม

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เบรกลาออกจากผอ.ศบก. หนูอุ้มพิพัฒน์ ฝ่าเสียงสวดเอื้อธุรกิจปั๊ม ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ยังไม่ถึงขั้นภาวะฉุกเฉิน ขนส่งเล็งขึ้น5สต./กม.

อนุทิน” ป้อง “พิพัฒน์” หลังโดนถล่มยับ นั่งผอ.ศบก. แต่ครอบครัวกุมธุรกิจน้ำมัน ยอมรับเจ้าตัวขอลาออก แต่รั้งไว้ มั่นใจประสบการณ์ บอกถ้าทำผิดจับได้แน่ ย้ำไทยยังไม่ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน มีพอบริการปชช. ขอช่วยกันประหยัด รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน ด้วยการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 เพื่อลดต้นทุนภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ศบก.แถลงจับกุมผู้ประกอบการน้ำมันกระทำผิด สระบุรี 3 ราย พระนครศรีอยุธยา 2 ราย กักตุนน้ำมัน “พาณิชย์”ผลักดันโครงการ”ไทยช่วยไทย”เพื่อลดภาระประชาชน เริ่ม 1เม.ย.นี้ “พิพัฒน์”จ่อตั้ง“โบว์ ณัฏฐา”ขึ้นแท่น โฆษก ศบก. สภาอุตสาหกรรมฯ คาดราคาสินค้าปรับขึ้น 8-10% รับราคาน้ำมันพุ่ง ‘หมอตุลย์’ นัดบุก!ทำเนียบฯ ไล่นายกฯ

เมื่อเวลา 09.37 น. วันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 29 มีนาคมที่ผ่านมา ว่า ปั๊มส่วนใหญ่มีการให้บริการตามปกติ แต่มีบางรายที่ยังไม่เปิดให้บริการ แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่

เมื่อถามว่าการสุ่มตรวจแบบนี้ถือเป็นการมาดูปัญหาหน้างาน หลังไม่ตรึงราคาน้ำมัน จะมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมีการลงไปดูเหมือนสมัยที่มีการสู้รบในพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องไปลงในพื้นที่เพราะต้องมีการตัดสินใจในหลายเรื่อง หากเราไปเห็นหน้างาน เห็นความเป็นไป เห็นปัญหา และเห็นข้อเท็จจริง รวมถึงได้สอบถามกับประชาชนทั่วไป ทำให้เรามีข้อมูลมากขึ้น จะได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง

รบ.เดินหน้าขายดีเซลB20แล้ว

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ดีเซล B20 เป็นน้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มของไทยในสัดส่วน 20% รถที่รองรับสามารถใช้งานได้เช่นเดียวกับดีเซลทั่วไป โดยจุดเด่นคือช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มการใช้พลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมาตรการดูแลราคาดีเซล B20 ให้ต่ำกว่าดีเซลทั่วไป (B7) ประมาณลิตรละ 5 บาท เพื่อจูงใจการใช้งาน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม มาตรการดังกล่าวจะช่วยภาคขนส่ง โลจิสติกส์ และภาคอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนด้านพลังงานสูง ให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นราคาสินค้า และเป็นผลดีต่อประชาชนในภาพรวม

ขณะเดียวกัน ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ได้ทยอยขยายจุดจำหน่าย B20 อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวกและทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับน้ำมันประเภทนี้ โดยสถานีบริการน้ำมันบางจาก เริ่มจำหน่ายแล้วที่คลังพระโขนง สถานีบริการน้ำมัน OR ที่คลังสงขลา และคลังสระบุรี และสถานีบริการน้ำมัน Shell คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายต้นเดือนเมษายน นอกจากนี้ การส่งเสริมการใช้ B20 ยังช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของประเทศ ส่งผลดีต่อเสถียรภาพราคาผลผลิต และช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย รวมถึงช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในระยะยาว

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลต้นทุนพลังงานของประชาชนและผู้ประกอบการควบคู่กัน การส่งเสริมดีเซล B20 จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ช่วยทั้งภาคเศรษฐกิจ ภาคการเกษตร และความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

แจงรถไฟฟ้าคันใหม่ของลูก‘อนุทิน’

เวลา 14.30 น. น.ส.รัชดา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงกรณีที่มีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดียว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เพิ่มอีก 1 คัน โดยเป็นรถไฟฟ้าโตโยต้า bZ4X รุ่น AWD รถยนต์EV พลังงานไฟฟ้า แบรนด์ญี่ปุ่น โดยมีใจความระบุว่า “เรื่องบ้านเมืองวิจารณ์ได้เลย เข้าใจในความกังวลของประชาชนอยู่แล้ว แต่บางเรื่องก็ใจเย็นแป๊บ.. ตอนนี้มีความเข้าใจผิดกันว่านายกฯอนุทิน ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เพิ่มอีกแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และกำลังเตรียมขับมาทำเนียบ !!! จะซื้ออะไรนักหนา คือมันไม่ใช่นะ รถไฟฟ้าคันใหม่ค่ายญี่ปุ่นที่กล่าวถึงกันอยู่เป็นของลูกชาย นายกฯไม่ได้ซื้อเพิ่ม มีแต่คันที่ขับมาทำเนียบ.

แถลงจับผู้ประกอบการกักตุนน้ำมัน

เมื่อเวลา 11.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันขณะนี้ยังอยู่ในช่วงของความผันผวน สถานการณ์ในตะวันออกกลางทำให้พลังงานโลกยังมีความกดดันด้านอุปทานอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อวัน 27 มี.ค. อยู่ที่ 120 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 72% เมื่อเทียบก่อนเกิดเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยราคายืนอยู่ระดับมากกว่า 200 เหรียญต่อบาร์เรล และเคยขึ้นสูงสุดถึง 240 เหรียญต่อบาร์เรล สูงเกินกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง

ส่วนการจับกุมผู้ประกอบการที่กระทำความผิด เมื่อวันที่ 15 มี.ค. กรมธุรกิจพลังงานได้ตรวจพบการลักลอบการกักเก็บน้ำมันที่ไม่ได้รับในพื้นที่ อ.เสาไห้ จ.สระบุรี รวม 3 ราย โดย 2 รายแรกมีปริมาณน้ำมันไม่เกินเกณฑ์ มีการดำเนินการเปรียบเทียบปรับแล้ว ส่วนอีกรายมีการเก็บน้ำมันกว่า 1.8 หมื่นลิตร เข้าข่ายผิดกฎหมาย อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ส่วนวันที่ 28 มี.ค. มีการตรวจพบสถานประกอบการลักลอบกักเก็บน้ำมัน 2 แห่ง ในพื้นที่ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา พบมีถังและแกลลอนบรรจุน้ำมันรวม 60 กว่าถัง พร้อมอุปกรณ์สูบถ่ายจำนวนมาก กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกฎหมาย

ดูแลปชช.ช่วงสงกรานต์เต็มที่

เมื่อถามถึงสถานะกองทุนน้ำมัน รวมถึงจะมีการตรึงราคาน้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนกองทุนน้ำมันมีเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันอยู่ประมาณวันละ 1.3 พันล้านบาท กองทุนติดลบ 4.2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการชดเชยที่ไหลออกรายวัน แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานก็มีความพยายามที่จะดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ และความพยายามของภาครัฐที่จะมีมาตรการมาดูแล อาจจะมีเรื่องภาษีสรรพสามิตมาช่วย ซึ่งอยู่ในช่วงการหารือ พยายามจะดูแลให้กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่มีการใช้พลังงานจำนวนมาก

ดีเดย์โครงการ‘ไทยช่วยไทย’1เม.ย.

นายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (ประจำส่วนกลาง) แถลงว่ากระทรวงพาณิชย์มุ่งเน้นบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านมาตรการต่างๆได้แก่การกำกับดูแลราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จำหน่ายสินค้าทั้งสิ้น 3,477 แห่งทั่วประเทศในช่วงวันที่ 5-27 มี.ค. ที่ผ่านมา พบผู้กระทำผิดแล้วรวม 25 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการค ส่วนการติดตามเรื่องร้องเรียน ผ่านสายด่วน 1569 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1-27 มี.ค. มีเรื่องร้องเรียนสะสมรวม 429 คำร้อง ตรวจสอบแล้ว 213 คำร้องมีการลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว 29 ราย และอยู่ระหว่างการเรียกตรวจสอบเอกสารต้นทุนในกรณีจำหน่ายราคาเกินสมควรอีก 51 คำร้อง

นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังหารือกับผู้ประกอบการและผู้ผลิตในการเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทย นำสินค้ากว่า 1,000 รายการมาลดราคาสูงสุดถึง 50% โดยจะเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 เม.ย. นี้

เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทน

นายประคัลร์ กล่าวว่า ในส่วนการช่วยเหลือเกษตรกร กระทรวงได้ยกระดับการช่วยเหลือผ่าน มาตรการปุ๋ยธงเขียว ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิม ที่ได้รับส่วนลดจากปุ๋ยเคมี กระสอบละ 200 บาทจำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาทต่อได้ โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับเกษตรกรที่มีบัตรดินดี ของกรมพัฒนาที่ดินหรือ หรือผ่านมาตรฐานการผลิตทางเกษตรที่ดีหรือจีเอพี ของกรมวิชาการเกษตร หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนนี้ที่กำแพงเพชรเป็นจังหวัดแรกก่อนที่จะขยายไปยังพื้นที่เพาะปลูกอื่นๆทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายรวมสิ้น 1 ล้านกระสอบ และมีแผนการดำเนินให้ครอบคลุมถึง 50 จังหวัด

พิพัฒน์’เผยเคยยื่นลาออก ผอ.ศบก.

วันเดียวกัน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก. เปิดเผยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ กรณีประกาศว่า จะหาตัวไอ้โม่งกักตุนน้ำมันว่า เรื่องลักลอบทางเรือจะไปโหลดจากไหน ยืนยันไม่มีการลักลอบน้ำมันเถื่อนทางเรือ เรือพวกนี้คือซัพพลายโบ๊ท แวะไปตามเรือสินค้าต่าง ๆ และขอซื้อน้ำมัน อย่าไปบอกว่าเขาลักลอบ เขาค้าขายทุกวัน ไม่รู้คำว่าเถื่อนมาจากไหน

“ผมยื่นใบลาออก (ผอ.ศบก.) ไปแล้ว ก่อนประกาศวันขึ้นน้ำมัน 6 บาท ด้วยซ้ำ หัวหน้าบอกลาออกไปทำไม ในเมื่อจะตั้ง ครม. ใหม่อยู่แล้ว นายกฯ บอกไม่มีความจำเป็นต้องลาออก ถ้าเราทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างโปร่งใส การกระทำของเราเองเป็นข้อพิสูจน์ แต่ทัวร์ลงหนักขึ้นทุกวัน” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ ทุกคนรู้ ทุกคนผ่านการบริหารกันมาทั้งหมด พูดตอนนี้ก็พูดได้ แต่ตอนที่เป็นรัฐบาลทำไมไม่ทำ ทำไมไม่คิด ทำไมไม่ปรับโครงสร้าง มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติมาอยู่แล้ว เราต้องไปดูโครงสร้างจากบริษัทต่าง ๆ ที่เข้ามาตั้งโรงกลั่น พร้อมยืนยันว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นต่ออย่างแน่นอน

อนุทิน’ยันไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน

เวลา 15.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพิพัฒน์ถูกโจมตีหนักว่านั่งผู้บริหารสถานการณ์พลังงาน ในขณะที่ครอบครัวมีธุรกิจน้ํามัน ว่า นายพิพัฒน์ทํางานหนักมาก และยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ทราบว่านายพิพัฒน์อยากจะออกจากตําแหน่ง ผอ.ศบก. นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ ท่านเขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ผมเป็นคนไม่อนุมัติให้ลาออก เพราะท่านทํางาน ท่านรู้กลไก ซึ่งเราต้องใช้ประสบการณ์คนเหล่านี้มาทําประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ณ วันนี้ ที่ผู้สื่อข่าวติดตามขนาดนี้ มีทั้งประชาชน นักวิชาการ และผู้เป็นคอมเมนต์เตเตอร์ หรือแม้พวกผมเองในคณะรัฐมนตรี นั่งทํางานกันแบบนี้ ในขณะนี้ เป็นใครก็คงไม่กล้าที่จะคิดถึงประโยชน์ตัวเอง สมมุตินายพิพัฒน์เพียงแค่คิดว่า ถ้ามีนโยบายแบบนี้ แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ ผมก็รู้ และต้องทราบ รับรองผมให้ความมั่นใจเลยว่าผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น”

นายกฯ กล่าวว่า นี่เพราะตนเห็นว่าไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ นอกจากไม่มีเรื่องของผลประโยชน์แล้ว เรายังใช้ความเห็นและประสบการณ์ของนายพิพัฒน์ ในการให้แนวทาง และหลายแนวทางก็ปฏิบัติออกมาแล้วได้ผล ทั้งนี้สถานการณ์เรื่อง การเติมน้ำมัน และการให้บริการตามปั๊ม ถือว่ากลับเข้ามาเกือบสู่ขั้นปกติแล้ว แต่หากบางคนจะไปถ่ายรูปปั๊มใดปั๊มหนึ่ง แล้วเอารูปมาบอกว่าปั๊มนี้ยังปิดอยู่ อันนี้ตนต้องบอกว่าขอดูภาพรวม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศต้องรายงานเข้ามาทุกเช้า ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ที่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว หากทุกจังหวัดบริหารสถานการณ์ เรื่องน้ำมันได้ ฉะนั้นการสัญจรไปมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็จะไม่มีปัญหา นั่นเป็นเคพีไอ เป็นสิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องให้ความใส่ใจอย่างเต็มที่

เอกนิติ’ไม่ยึดติดเก้าอี้ ผอ.ศบก.

ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึงนายกฯมั่นใจในตัวนายพิพัฒน์ โดยที่นายกฯไม่กังวลใช่หรือไม่ว่าหากมีใครมาเช็คบิลตามหลัง นายกฯ กล่าวว่า จริงๆ แล้วตนตั้งใจจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็น ผอ.ศบก.ตั้งแต่แรก แต่ในเมื่อมี รมว.คมนาคม เป็นกรรมการอยู่ด้วย ขณะที่นายพิพัฒน์เป็นรองนายกฯอันดับที่ 1 ดังนั้นจึงต้องเรียงตามลําดับ โดยนายเอกนิติ บอกว่าไม่เป็นไรเดี๋ยวจะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ แต่ขอให้ชื่อนายพิพัฒน์เป็น ผอ.ศบก. แต่ในการขับเคลื่อนการทํางานจริงๆ แม้ตนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการแต่ก็ยังมาประชุมทุกบ่าย เราก็ทํางานเป็นทีมเวิร์ก พูดง่ายๆ ก็คือทํางานด้วยกัน ตําแหน่ง ผอ.มีไว้กํากับดูแลหน่วยงานในสังกัด

ยันสถานการณ์คลี่คลายตามลำดับ

เมื่อถามต่อว่า นายกฯ อยากให้ความมั่นใจประชาชน เพื่อคลายความกังวล ว่าสถานการณ์น้ำมันจะเริ่มคลี่คลายได้หรือไม่ เพราะน้ํามันดิบกําลังจะเข้ามา นายกฯ กล่าวว่า สถานการณ์คลี่คลายมาโดยลําดับ ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาสู่ภาวะเป็นปกติ วันนี้หรือเมื่อวาน ก็ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ และก็มีการรายงานเข้ามาตลอด โดยมีการใช้เครือข่ายเน็ตเวิร์กของบริษัทผู้ค้าน้ํามันในประเทศไทย ทั้งปตท. เชลล์และคาลเท็กซ์ ซึ่งมีเครือข่ายการนําเข้าน้ำมันดิบเข้ามา ซึ่งทุกฝ่ายให้คำยืนยันว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ ในการนําเข้าน้ำามันดิบมากลั่น

เมื่อถามว่า การตั้งข้อสงสัยของสาธารณชนในเรื่องการบริหารพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ทําให้นายกฯ เสียสมาธิ และรู้สึกบอบช้ําหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้เสียสมาธิ ช่วงนี้ตนไม่ได้พูดเล่นกับผู้สื่อข่าว ขำๆชวนหัว เพราะเข้าใจว่าประชาชนมีความกังวล และห่วงใย ก็ต้องใส่ใจให้มากขึ้น เพราะตนมีหน้าที่ ทําให้ความกังวลและความห่วงใยของประชาชน น้อยที่สุด หากเราจะพูดว่า อย่าห่วงใยเลย ก็คงพูดเต็มปากไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าคู่กรณีที่เขารบกันอยู่ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งวันนี้บอกเปิด พรุ่งนี้บอกปิด วันนี้บอกหยุดยิง พรุ่งนี้บอกยิงกันใหม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่สิ่งที่เราต้องบริหารจัดการให้ได้คือเราต้องมั่นใจว่าพลังงานน้ำมันของเรา จะต้องไม่หายไปจากระบบ ซึ่งเราก็ยังมีความมั่นใจอยู่

ประเทศไทยยังไม่ถึงวิกฤตพลังงาน

เมื่อถามว่า นักวิเคราะห์มองว่าเดือนเม.ย.น้ำมันดีเซลราคาจะขึ้นไปถึง 60 บาทต่อลิตร นายกฯ กล่าวว่า เรื่องราคาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้ามีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้นมีอะไรเกิดขึ้นก็เป็นทุกวงการไม่ใช่เฉพาะน้ำมัน อย่างตอนที่เรามีปัญหากับกัมพูชาหุ้นเราก็ตก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกลไกตลาด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการค่อยๆแก้ปัญหา เรื่องของความต้องการว่าจะต้องไม่มีผลกระทบ แต่ก็ต้องเรียนให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า น้ำมันของเรา มีเพียงพอต่อการให้บริการและถ้าประชาชนให้ความร่วมมือช่วยกันประหยัด ช่วยกันหาพลังงานทางเลือก ช่วยกันลดการใช้น้ำมัน เหล่านี้ ก็จะยิ่งทำให้ความมั่นคงในทางพลังงานมีระดับสูงขึ้น

เมื่อถามว่า เทศกาลสงกรานต์จะมีของขวัญให้กับประชาชนหรือไม่เช่นการลดราคาน้ำมันถูกลง นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกลไกตลาด เมื่อถามว่า มองว่าจะต้องมีการเตรียมภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในประเทศ เช่นเดียวกับ ประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ณ ขณะนี้ สำหรับประเทศไทยยัง

จ่อตั้ง“โบว์ ณัฏฐา”นั่ง โฆษกศบก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิพัฒน์ เตรียมแต่งตั้งน.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำหน้าที่โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยในวันเดียวกันนี้ ระหว่างที่มีการแถลงข่าว ศบก.ประจำวัน ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ณัฏฐา ได้มาร่วมสังเกตการณ์การแถลงข่าวด้วย โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามมีกระแสข่าวว่า จะมาดำรงตำแหน่งเป็นโฆษก ศบก. มีหนังสือแต่งตั้งแล้วหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ยังไม่เห็นหนังสือแต่งตั้ง

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ศบก.ที่ดำเนินการจัดรูปแบบแถลงข่าวโดยกรมประชาสัมพันธ์ เตรียมปรับรูปแบบการแถลงข่าวประจำวันใหม่ โดยจะมีโฆษกศบก.เป็นหลักพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยเสริมข้อมูล โดยจะเริ่มในวันที่ 31 มี.ค.2569

นอกจากนี้ มีรายงานว่า น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ ได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานนายอนุทิน และทำงานในพรรคภูมิใจไทย มาสักพักใหญ่แล้ว โดยยังไม่มีการออกหน้าสื่อแต่อย่างใด

คาดสินค้าปรับขึ้นราคา8-10%

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าราคาสินค้าอาจปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 8-10% ขณะที่ค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้น 20-25% ภายใต้สมมติฐานว่าราคาน้ำมันยังไม่พุ่งสูงถึงระดับวิกฤต 150 เหรียญฯ หากราคาน้ำมันปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจต้องประเมินสถานการณ์ใหม่

แม่ฮ่องสอนปุ๋ยขึ้นกระสอบละร้อย

ขณะที่นางอรทัย แสงสุวรรณ์ เจ้าของร้านเกษตรแม่ฮ่องสอนเผยว่า สินค้าที่ร้านเกษตรแม่ฮ่องสอน นำมาจำหน่ายให้เกษตรกรในพื้นที่ ราคาเป็นไปตามกลไกของตลาด เช่น ปุ๋ยยูเรียปรับราคาขึ้นนิดหน่อยไม่มาก จากเดิมจำหน่ายกระสอบละ 800 กว่าบาท ก็ปรับขึ้นประมาณ 100 บาท เพราะต้นทางปรับขึ้น ค่าขนส่งก็ปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน เป็นผลมาจากราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่วนสินค้าอื่น เช่น อาหารสัตว์ เมล็ดผัก ยากำจัดแมลง ทางร้านยังไม่ปรับราคา เราเห็นใจเกษตรกร จะยังคงราคาเดิมไว้ให้นานที่สุด

ขนส่งขอปรับค่าโดยสาร5สต./กม.

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เผยว่า บันกรมฯเตรียมข้อมูลเสนอนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ขออนุญาตปรับขึ้นค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอด ทั้งนี้ การปรับค่าโดยสารเป็นการปรับอัตราแบบขั้นบันได ขยับขึ้น 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร หรือคิดเป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร เพิ่มขึ้น 5 บาท, 200 กิโลเมตร เพิ่ม 10 บาท, และ 300 กิโลเมตร เพิ่ม 15 บาท ระยะทาง 400 กิโลเมตร ปรับขึ้น 20 บาทเป็นต้น เพื่อให้การปรับราคาเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปและไม่กระทบต่อประชาชนมากเกินไป ส่วนมาตรการดูแลผู้ประกอบการรถบรรทุก เบื้องต้นกรมฯจะออกมาตรการราคามาตรฐานควบคุม ป้องกันปรับราคาขนส่งสูงเกินควร โดยอาศัยจังหวะน้ำมันแพง จะใช้สูตรคำนวณที่อ้างอิงตามค่า K (Escalation Factor) ของกรมทางหลวงเป็นเกณฑ์มาตรฐาน

จับมือบขส.ตรึงค่ารถถึง19เมย.

นายสรพงศ์ กล่าวว่า กรณีราคาน้ำมันขึ้น 10% ค่าขนส่งควรปรับขึ้นได้ในสัดส่วนเท่าไหร่ ไม่ใช่พอน้ำมันขึ้นนิดหน่อย แต่ปรับราคาถึง 30% ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง หากในอนาคตราคาน้ำมันปรับตัวลง ราคาขนส่งก็ต้องลงตามเกณฑ์มาตรฐานนี้เช่นกัน ปัจจุบันรัฐบาลพยายามสนับสนุนค่าพลังงานผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาตรึงราคาน้ำมันลิตรละ 20 บาท ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 16-17 บาท เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและผู้ประกอบการ

นายสรพงศ์กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังผันผวนสูง และไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ชัดเจน ทำให้เกิดการตัดสินใจระหว่างลอยตัวตามกลไกตลาดหรือพยุงราคา ซึ่งกรมฯวางมาตรการรองรับ ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนแล้ว โดยกรมฯร่วมกับบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ตรึงอัตราค่าโดยสารรถสาธารณะไว้ระดับเดิมถึงวันที่ 19 เมษายน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569

ใช้เงินกปถ.ชดเชยส่วนต่าง

หมอตุลย์’นัดบุก!ทำเนียบฯอังคารนี้

ด้านนพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อการบริหารงานของรัฐบาลว่า ขอแสดงความไม่ไว้วางใจนายกฯอนุทิน ที่เพิ่งได้เป็นนายกฯ แต่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องว่าตั้งแต่เกิดวิกฤตสู้รบสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่าน บริหารราชการแผ่นดินในภาวะวิกฤตผิดพลาด ปล่อยให้กักตุนน้ำมัน นอกจากทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยอมรับว่ามีการกักตุนน้ำมัน ยังกล่าวโทษประชาชนว่าแตกตื่นไปเติมน้ำมัน และกักตุนจนน้ำมันหมดปั๊มเอง

“ผมถือว่านายกฯอนุทินละเว้นปฏิบัติหน้าที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนสาหัส ไม่สั่งการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันค้นหาและตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมันก่อนจะขึ้นราคามากถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งในอดีตก่อนขึ้นราคาน้ำมัน ต้องมีกระบวนการตรวจสอบปริมาณน้ำมันคงเหลือก่อนเสมอ และหลักฐานโดยอ้อมว่าน้ำมันมีพอ คือ ไทยยังมีน้ำมันสำเร็จรูป ส่งออกไปลาวได้ อ้างว่ามีสัญญากันอยู่ และไทยพึ่งไฟฟ้าจากลาว

ผมจะไปยื่นหนังสือร้องเรียน และอภิปรายนายกฯอนุทินวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล”นพ.ตุลย์กล่าว

พิพัฒน์​ โพสต์​​ ขอบคุณ​ อนุทิน ไว้วางใจ​ แจง​เจตนาส่งหนังสือลาออก ผอ.ศบก.​ แสดงความบริสุทธิ์ใจ

พิพัฒน์​ โพสต์​​ ขอบคุณ​ อนุทิน ไว้วางใจ​ แจง​เจตนาส่งหนังสือลาออก ผอ.ศบก.​ แสดงความบริสุทธิ์ใจ

พิพัฒน์​ โพสต์​​ ขอบคุณ​ อนุทิน ไว้วางใจ​ แจง​เจตนาส่งหนังสือลาออก ผอ.ศบก.​ แสดงความบริสุทธิ์ใจ

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.57 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 จากกรณี นายกฯอนุทิน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ. ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก(ศบก.) ถูกโจมตีหนักว่านั่งผู้บริหารสถานการณ์พลังงาน ในขณะที่ครอบครัวมีธุรกิจน้ํามัน ว่า นายพิพัฒน์ทํางานหนักมาก และยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆทั้ง

เมื่อถามว่า ทราบว่านายพิพัฒน์อยากจะออกจากตําแหน่ง ผอ.ศบก. นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ ท่านเขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ผมเป็นคนไม่อนุมัติให้ลาออก เพราะท่านทํางาน ท่านรู้กลไก ซึ่งเราต้องใช้ประสบการณ์คนเหล่านี้มาทําประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน 

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ขอขอบพระท่านนายกฯ อนุทิน สำหรับความไว้วางใจและคำยืนยันที่มอบให้ครับ

การยื่นหนังสือลาออกก่อนหน้านี้ในฐานะ ผอ.ศบก. เป็นเจตนาที่ผมต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจในการทำงาน แต่เมื่อท่านนายกฯ ยังเห็นว่าผมสามารถใช้ความรู้และประสบการณ์ที่มี ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองได้ ผมก็พร้อมเดินหน้าทำหน้าที่ต่ออย่างเต็มกำลัง โดยยึดหลักการที่ชัดเจน การทำงานทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบได้ และต้องไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนครับ

กบน. มติขึ้นขึ้นอีก 1.80 บาท ดัน ดีเซลทะลุ 40 บาท

กบน. มติขึ้นขึ้นอีก 1.80 บาท ดัน ดีเซลทะลุ 40 บาท

กบน. มติขึ้นขึ้นอีก 1.80 บาท ดัน ดีเซลทะลุ 40 บาท

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

วันนี้ 30 มี.ค.2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 18.76 บาทหลังจากราคาตลาดโลกสูงถึง 238 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกขยับตัวขึ้นอีก 1.80 บาทต่อลิตร 

ทั้งนี้ กบน. ได้เห็นชอบให้เพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซล 2.09 บาทต่อลิตร จากเดิม 16.67 บาทต่อลิตร เป็น 18.76 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 1.80 บาท/ลิตร จากราคาขายปลีก 38.94 บาทต่อลิตร ปรับเป็น 40.74  บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป 

ดีเซล

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ซึ่งสาเหตุหลักของการปรับราคาครั้งนี้ มาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผันผวนรุนแรงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าราคาน้ำมันดีเซล (Gas Oil) มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยวันที่ 27 มีนาคม 2569 ราคาปิดอยู่ที่ประมาณ 238 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากภาวะปกติก่อนเกิดสงครามราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 92-95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวนรุนแรง กบน. มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับข้อมูลรอบด้าน ทั้งราคาตลาดโลก ราคาเพื่อนบ้าน ฐานะกองทุน ตลอดจนคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาระที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน จึงทำให้ กบน. ต้องประชุมในช่วงหัวค่ำ ประมาณ 19.00-20.00น และสามารถประกาศอัตราการชดเชย ได้ในช่วงประมาณ 20.00-20.30น ของวัน

การเพิ่มการชดเชยในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 170 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,335 ล้านบาท เป็นมีรายจ่ายวันละ 1,505 ล้านบท ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 29 มีนาคม 2569 ติดลบ 42,148 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 4,833 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 37,315 ล้านบาท

โปรดเกล้าฯ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว เป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว เป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว เป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.59 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศให้นายทหารสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็น นายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.2560 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2580

และข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ.2559 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษแต่งตั้งเป็นนายทหารราซองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นายกฯ ร่วมรำลึก 100 ปี ชาตกาล ครูประชุม รัตนเพียร ยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบผู้สร้างมรดกทางปัญญา

นายกฯ ร่วมรำลึก 100 ปี ชาตกาล ครูประชุม รัตนเพียร ยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบผู้สร้างมรดกทางปัญญา

นายกฯ ร่วมรำลึก 100 ปี ชาตกาล ครูประชุม รัตนเพียร ยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบผู้สร้างมรดกทางปัญญา

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.32 น.

นายกฯ ร่วมรำลึก 100 ปี ชาตกาล “ครูประชุม รัตนเพียร” ยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบผู้สร้างมรดกทางปัญญา เพื่อเป็นกุญแจเปิดประตูแห่งอนาคตให้แผ่นดิน 

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่อาคาร RBAC ARENA HALL A มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ซอยลาดพร้าว 107 ถนนลาดพร้าว เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงาน “100 ปี ครูชุม เรืองแสงรักและศรัทธา” เพื่อรำลึกถึงเกียรติประวัติและคุณูปการของนายประชุม รัตนเพียร หรือ “ครูชุม” ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยและบุคคลต้นแบบด้านการสร้างคนผ่านการศึกษา 

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวรำลึกถึง “คุณครูประชุม รัตนเพียร” หรือที่ลูกศิษย์เรียกด้วยความรักว่า “ครูชุม” บุคคลผู้มีคุณูปการกับการศึกษาไทย ผู้ได้อุทิศตนกับการ “สร้างคน” หรือการสร้างต้นทุนทางปัญญาให้ลูกศิษย์เพื่อไปสร้างความเจริญ และพัฒนาประเทศชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความผูกพันที่มีต่อครอบครัวรัตนเพียรมายาวนานกว่า 30 ปี โดยระบุว่ามีความใกล้ชิดกับ ดร.ประวิช รัตนเพียร มาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง และมีโอกาสได้ร่วมแสดงความยินดีในวาระสำคัญของครอบครัวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในวันก่อตั้งมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) 

“ผมเห็นชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงแผนงานหรือการลงทุน แต่เกิดขึ้นจากความเชื่อของครูชุมที่ว่า การศึกษาคือ กุญแจเปิดประตูแห่งอนาคต ครูชุมไม่ได้เพียงสร้างสถานที่เรียน แต่ท่านได้สร้างโอกาสให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของครูชุมว่า การเปลี่ยนชีวิตนักศึกษาหนึ่งคน คือการเปลี่ยนอนาคตของคนทั้งครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศไทยในภาพรวม ชื่อเสียงและรากฐานที่ครูชุมได้วางไว้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งผ่านสถาบันการศึกษาในเครือ และประทับอยู่ในใจของลูกศิษย์ทั่วประเทศ

ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลนี้ นายกรัฐมนตรียกย่องสิ่งที่ครูชุมสร้างไว้เป็น “มรดกทางปัญญา” ที่ถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังอุทิศตนเพื่อสังคม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิตภายใต้การนำของครอบครัวรัตนเพียรและคณะผู้บริหาร จะยังคงทำหน้าที่สร้าง “คน” เพื่อสร้างอนาคตของประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประเวช รัตนเพียร อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน สมาชิกครอบครัวรัตนเพียร และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน “100 ปี ครูชุม เรืองแสงรักและศรัทธา” อย่างคับคั่ง เพื่อแสดงมุทิตาจิตในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาลของครูชุม

ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.31 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนเรื่องการปรับขึ้นค่าไฟ (ค่า Ft) รอบเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุข้อความว่า “ค่าไฟกำลังจะขึ้น! ชวนคนไทยไปแสดงความเห็นกันครับ นอกจากเรื่องน้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันและกระทบทุกครัวเรือนโดยตรง คือ “ค่าไฟฟ้า” แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่ทราบว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) สำหรับรอบเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 และจะปิดรับฟังในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวในการประชุมล่าสุด กกพ. ได้เสนอ 3 แนวทางที่มีผลต่อค่าไฟอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง คิดต้นทุนเต็มและชำระหนี้คงค้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 35,928 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าไฟขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นราว 18% จากระดับปัจจุบัน แนวทางที่สอง คิดเฉพาะต้นทุนปัจจุบันโดยเลื่อนภาระหนี้ออกไป ทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และแนวทางที่สาม ใช้กลไกเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาช่วยลดภาระ ทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นราว 2% จากระดับปัจจุบันที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูต่างกันไม่มาก แต่ในความเป็นจริง ทุก ๆ การปรับขึ้นประมาณ 7 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นภาระเฉลี่ยราว 200 บาทต่อครัวเรือน และหากจะตรึงค่าไฟไว้ที่ระดับเดิม รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 4,600–5,000 ล้านบาทเข้ามาช่วยพยุงราคา

กรณ์ จาติกวณิช

สิ่งสำคัญคือ หลังจากปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว กกพ. จะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อสรุปมติ และมีแนวโน้มจะประกาศค่าไฟรอบใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งจะกลายเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายจริงในรอบถัดไป ขณะเดียวกัน ในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง การใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการใช้งานและโครงสร้างอัตราก้าวหน้า ทำให้ค่าไฟในบิลมีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่แล้ว

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กระทบค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง และเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่วงเวลาที่เสียงของประชาชนสามารถเข้าไปมีผลก่อนการตัดสินใจจริง

ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่าน ใช้สิทธิของตนในช่วงเวลาสุดท้ายนี้ เข้าไปศึกษาและแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่ตัดสินใจในวันนี้ จะมีผลต่อค่าไฟที่เราทุกคนต้องจ่ายในวันข้างหน้า”

กรณ์ จาติกวณิช

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้และตัดพ้อถึงค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเพิ่มขึ้น เช่น

“เรียบร้อยค่ะคุณกรณ์”

“สนับสนุนท่านครับลุยเลย”

“สนับสนุนคุณกรณ์ครับ คิดไม่พลาดอยู่แล้ว”

“ปล่อยตามกลไกเลยได้ไหมครับพี่ ปชชก็ต้องปรับตัว”

“มันยังจะตามมาอีกเพียบคับท่าน รอเลย1เมษายน69นี้”

“ตอนนี้ต้องรอรัฐบาล ใหม่ ถึงจะออกความเห็นได้ว่า รัฐบาลใหม่นี้จะแก้ไขปัญหายังไง ถ้าแก้ไขไม่ตรงจุดเรามาช่วยกันดันรัฐบาลให้ถูกทิศถูกทาง”

“รัฐบาลนี้คิดจะช่วยเหลือประชาชนเลยหรอ ได้ข่าวว่ายุโรปตอนนี้รัฐบาลออกมาช่วยลดค่าใช้จ่าย”

“ต่างชาติถือหุ้นใหญ่ในการไฟฟ้า ใช้นอมินี..อยากครอบครองประเทศไทย”

“ค่ารถโดยสารไปทำงานก็ขึ้นแล้วค่ะ”

“อยากให้คุณกรณ์ลองอธิบายเงื่อนไขของคนเป็นรบ.ว่ามันมีข้อจำกัดอะไรบ้างในการดำเนินนโยบายพลังงานที่บางอย่างทำได้ไม่ง่ายและไม่ได้ทันที เพื่อให้คนไทยช่วยกันผลักดันกระแสสังคมให้รบ.สามารถทำงานได้เร็วขึ้จ”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij 

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

“เพื่อไทย” ห่วงวิกฤตไฟป่า–ฝุ่นพิษภาคเหนือ เร่งรัฐยกระดับรับมือด่วน พร้อมเคียงข้างประชาชนทุกพื้นที่

วันที่ 30 มีนาคม 2569 พรรคเพื่อไทยโพสต์ผ่านสื่อของพรรค ระบุได้ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และไฟป่าภาคเหนืออย่างใกล้ชิด แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนทั้งเชิงรุก ระดมกำลัง ดูแลกลุ่มเปราะบาง และวางแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว พร้อมยืนยันยืนเคียงข้างประชาชนฝ่าวิกฤตร่วมกัน โดยมีข้อความดังนี้

พรรคเพื่อไทยห่วงใยสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือ พร้อมเคียงข้างประชาชนผ่านวิกฤต

พรรคเพื่อไทยติดตามสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) และวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใยยิ่ง ต่อผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 

โดยพรรคขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดการปัญหาอย่างเร่งด่วน ดังนี้:

1. ยกระดับการบริหารจัดการเชิงรุก (Proactive Management)
ขอให้รัฐบาลเร่งระดมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครลงพื้นที่ทำแนวกันไฟในจุดเสี่ยง เพื่อสกัดกั้นและลดการขยายตัวของจุด Hotspot โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อระบุพิกัดที่แม่นยำ พร้อมทั้งประสานงานกับส่วนท้องถิ่นในการเฝ้าระวังพื้นที่ป่าอย่างเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง

2. ระดมสรรพกำลังและดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่
ขอให้รัฐบาลเร่งระดมเครื่องมือ อุปกรณ์ดับไฟป่า และอากาศยานสนับสนุนการดับเพลิงจากทั่วประเทศเข้าสู่พื้นที่วิกฤตโดยเร็วที่สุด เพื่อจำกัดผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ และขอให้มีการจัดสวัสดิการและค่าตอบแทน ให้กับเจ้าหน้าที่ด่านหน้าและอาสาสมัครอย่างเหมาะสมและทั่วถึง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยง

3. ดูแลกลุ่มเปราะบาง
ขอให้รัฐบาลดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เร่งนำส่งอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นให้กับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

4.การแก้ไขปัญหาระยะยาว
ขอให้รัฐบาลบรรจุแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันทั้งในประเทศและข้ามชายแดนลงในคำแถลงนโยบายเพื่อยืนยันถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน

ทีมพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคเหนือและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานช่วยเหลือเบื้องต้น อาทิ การแจกหน้ากากอนามัย N95 และอุปกรณ์ยังชีพอื่นๆ 

ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่นควันไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือวิกฤตของคนทั้งชาติ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานเคียงข้างและสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล เพื่อให้พี่น้องชาวเหนือกลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง เพราะชีวิตและสุขภาพของประชาชน คือสิ่งที่เรายอมให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ภายหลังจากจะมีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ปปช. ให้มีมติรับรองคำร้องที่จะยื่นคำร้องให้เชือด อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกลต่อศาลฎีกาโดยหนึ่งในนั้น มี 10 สส.พรรคประชาชนรวมอยู่ด้วยโดย ปปช.ขอให้ศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ด้วยนั้น (ป.ป.ช.ได้ฤกษ์! จ่อชงคำร้องฟัน 44 สส.ก้าวไกล เข้าที่ประชุมชุดใหญ่ก่อนส่งศาลฎีกา)

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า ผลการเลือกตั้ง สส.พรรคประชาชนได้ จำนวน สส. 120 คน และเป็นฝ่ายค้าน โดยในฝ่ายนิติบัญญัติกรณีฝ่ายค้าน รัฐธรรมนูญกำหนดกลไกให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งหลังฝ่ายบริหารเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว โดยปรากฏชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 บัญญัติว่า “…ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น “ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร…”

อธิบายได้ว่า ให้ดูว่า ผู้นำฝ่ายค้านมี สส.มากที่สุดและตัวแทนพรรคไม่ได้ไปดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารหรือนั่งตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติหรือรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ถึงพรรคจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้

พรรคประชาชนมีจำนวน สส.ฝ่ายค้านมากสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ย่อมถูกคาดหมายว่าจะได้นั่งตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านอย่างแน่นอน
         
แต่มีปัญหาว่า นายณัฐพงษ์ฯ หัวหน้าพรรคประชาชน ถูก ปปช.ชี้มูลความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง หาก ปปช.ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาต้องมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจไว้เป็นอย่างอื่น มีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเว้นแต่เปลี่ยนหัวหน้าพรรคคนใหม่

หากพิจารณาถึงอัตราโทษความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบวรรคสี่หากแพ้คดีและศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ย่อมตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป

พูดภาษาชาวบ้าน คือ หากแพ้คดีจริยธรรม นายเท้ง ณัฐพงษ์ฯกับพวก ถูกประหารชีวิตทางการเมือง  โดย หลุดจากตำแหน่ง สส., หลุดจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชน โทษรุนแรง โดยไม่สามารถเล่นการเมืองได้อีก ต้องเปลี่ยนอาชีพอื่น  

หากย้อนดูรายชื่อ พบว่า มี สส.พรรคประชาชน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 10 คน เป็นส่วนหนึ่งของอดีต สส.พรรคก้าวไกล ผลกระทบเป็นห่วงโซ เพราะบุคคลดังกล่าว ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคบ้าง รองหัวหน้าพรรคบ้างหรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน

การแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายพรรคก้าวไกลที่ถูกพ่นพิษ โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่ 3/2567 ในคดียุบพรรคก้าวไกล ระบุชัดว่า นโยบายแก้ไข ปอ.มาตรา 112 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้อ่อนแอ หรือเสื่อมทรามลง แม้ผลไม่ได้เกิดขึ้นในทันที ทันใด แต่มีเจตนาเล็งเห็นได้ว่า ผลนั้นย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ในคดีที่ ปปช.ชี้มูลเป็นการหยิบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาเชือด หากพิจารณาแง่กฎหมายมหาชนผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรคสี่
       
ในการต่อสู้คดี จะต้องนำสืบหักล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและพฤติการณ์การกระทำ ส่งผลให้ผู้ถูกร้องต่อสู้คดีเป็นอันว่า ค่อนข้างเหนื่อยแน่นอน