‘เจเศรษฐ์’สั่งทุบกำแพง เร่งช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ลั่นชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด

'เจเศรษฐ์'สั่งทุบกำแพง เร่งช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ลั่นชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด

‘เจเศรษฐ์’สั่งทุบกำแพง เร่งช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ ลั่นชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.03 น.

“มท.3 เจเศรษฐ์” สั่งทุบกำแพง กีดขวาง จนท. ช่วยผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ แม้เจ้าของโรงงานคัดค้าน ลั่นชีวิตประชาชนสำคัญที่สุด

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569  จากกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บผ้าฝ้าย ภายในพื้นที่เลขที่ 189/15 หมู่ 5 ซอยร่วมพัฒนา ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยจากหลายหน่วยงานได้เร่งเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน เพื่อควบคุมเพลิงและป้องกันไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลาประมาณ 13.02 น.นั้น

ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ พบว่าการเข้าถึงจุดเกิดเหตุเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากมีกำแพงโรงงานกีดขวางเส้นทางการเข้าพื้นที่ของรถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัย ขณะที่เจ้าของโรงงานได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการทุบกำแพง

ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.3) ซึ่งลงพื้นที่บัญชาการเหตุการณ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการทุบกำแพงทันที เพื่อเปิดทางให้รถดับเพลิงและเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถเข้าปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็ว พร้อมเร่งค้นหาและช่วยเหลือผู้ที่อาจติดค้างอยู่ภายใน รวมถึงควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลาม

นายเจเศรษฐ์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉิน สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาชีวิต และความปลอดภัยของประชาชน ความเสียหายต่อทรัพย์สินสามารถดำเนินการตามกฎหมายและเยียวยาในภายหลังได้ แต่หากการช่วยเหลือล่าช้า อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

“หากกำแพงเป็นอุปสรรคต่อการช่วยชีวิต ก็ต้องทุบ เพราะชีวิตของประชาชนสำคัญที่สุด” นายเจเศรษฐ์ กล่าว

กรวีร์ มั่นใจ งบฯ 70 ผ่านฉลุย ส่วน ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้อง รอภาคประชาชน

กรวีร์ มั่นใจ งบฯ 70 ผ่านฉลุย ส่วน ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้อง รอภาคประชาชน

กรวีร์ มั่นใจ งบฯ 70 ผ่านฉลุย ส่วน ร่างรัฐธรรมนูญ เห็นพ้อง รอภาคประชาชน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงภาพรวมการประชุม พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ว่า วันนี้เป็นวันสุดท้ายซึ่งที่ผ่านมาขอใช้โอกาสนี้ในการขอบคุณฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล มีหลายคนจะบอกว่า ติดตามการอภิปรายครั้งนี้สีสัน รสชาติการอภิปรายในครั้งนี้ ไม่ได้มีสีสันเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา แต่หากตั้งใจฟังจะพบว่า ข้อมูลต่างๆที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้แถลงต่อสภา เป็นข้อมูล เป็นตัวเลขที่คิดว่าหน่วยงานของรัฐ รัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ จะได้นำข้อคิดเห็น ข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะไป

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า ในการอภิปรายไม่มีประเด็นเรื่องของการเสียดสี ของการพาดพิง จนทำให้การประชุมสภาใน 2 วันที่ผ่านมา ผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนวันนี้วันสุดท้ายอีกหนึ่ง 1 เท่าที่ดูจากรายชื่อผู้อภิปราย ก็ยังมีสมาชิกอีกหลายคนที่รอจะอภิปรายอยู่ ที่สำคัญคือปีนี้เห็นได้ชัด ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลทุกพรรคการเมือง ให้โอกาสกับสส. รุ่นใหม่ได้มีโอกาสทำหน้าที่ในการอภิปราย และเสนอแนะ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ได้เห็นสส.หน้าใหม่ ลุกขึ้นทำหน้าที่และสลับกับสส.ที่มีประสบการณ์ ในการนำเสนอข้อมูล 

นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า การประชุมวันสุดท้ายนี้ จากการประสานงานฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล จะพยายามควบคุมเวลา และใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด คาดว่า จากที่นัดหมายลงมติในช่วงเย็นต่อเนื่องถึงช่วงหัวค่ำ เชื่อว่า ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ทั้งคณะรัฐมนตรีน่าจะมีเวลาเพียงพอ ในการอภิปรายให้ข้อเสนอแนะ การตั้งคำถาม และการชี้แจงของคณะรัฐมนตรีด้วย 

นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า วิปรัฐบาลเองได้ประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค และในช่วงบ่ายวันนี้ จะมีการแถลงมติรัฐบาลเพื่อได้ย้ำกับ สส.ในซีกรัฐบาล ในเรื่องขององค์ประชุม และการลงคะแนนเสียงในช่วงค่ำนี้ ก็มั่นใจว่าคะแนนเสียงก็น่าจะผ่านไปได้ พร้อมขอชื่นชมคณะรัฐมนตรีในการตอบข้อซักถามในประเด็นใหญ่นั้นตอบคำถามได้ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในประเด็นย่อยอาจจะไม่ได้ตอบคำถามทุกคำถามที่ฝ่ายค้านถาม แต่ประเด็นใหญ่ที่เป็นเชิงข้อสงสัยของสังคม รัฐมนตรีส่วนใหญ่ก็ตอบได้ค่อนข้างดี ซึ่งวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่คณะรัฐบาลจะใช้เวลาในการอธิบายความเพิ่มเติมให้กับ สส. 

ขณะเดี่ยวกัน  นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ( วิปรัฐบาล ) สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ามีการพูดคุยและประสานงานกับฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิก และได้นำเรียนต่อโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาว่าเราเห็นตรงกันและเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านว่าร่างของภาคประชาชนมีความคืบหน้าไปมากแล้ว จึงเห็นควรว่าควรเปิดโอกาสและรอร่างของภาคประชาชนได้เข้ามาพิจารณาร่วมกับร่างหลักของพรรคการเมือง
  
นายกรวีร์ ยังกล่าวถึงการพิจารณาแก้ไขในรายประเด็นคงต้องอยู่ที่ประธานรัฐสภาว่าจะมีความเห็นในการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระอย่างไรโดยส่วนตัวมองวาหากจะรอร่างของภาคประชาชนแล้วก็ควรให้การแก้ไขรายประเด็นไปพิจารณาในการประชุมสภาสมัยหน้า ซึ่งทางฝ่ายค้านก็ไม่ได้ขัดข้องได้เห็นตรงกันว่าควรรอร่างของภาคประชาชนซึ่งน่าจะผ่านไปได้ด้วยดี

จับตาคืบหน้าสันติสุขชายแดนใต้! ‘วันนอร์’ยกคณะใหญ่ถกมาเลเซีย ก.ย.นี้ ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว

จับตาคืบหน้าสันติสุขชายแดนใต้! 'วันนอร์'ยกคณะใหญ่ถกมาเลเซีย ก.ย.นี้ ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว

จับตาคืบหน้าสันติสุขชายแดนใต้! ‘วันนอร์’ยกคณะใหญ่ถกมาเลเซีย ก.ย.นี้ ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.08 น.

จับตาคืบหน้าสันติสุขชายแดนใต้! “วันนอร์” เผยเตรียมถกคณะใหญ่ที่มาเลเซีย ก.ย. นี้ ลุ้นลงนามร่วมหากลงตัว ส่วน “นายกฯ” เยือนมาเลย์ 9-10 ก.ค. คาดเตรียมขอช่วยเร่งรัดความสงบยั่งยืน ขณะที่เหตุเกิดขึ้นถี่ครั้ง กำลังวิเคราะห์สถานการณ์​ แต่มองแล้วอันตรายต่อชีวิตมีไม่มาก

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง และในฐานะที่ปรึกษาคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล กล่าวถึงความคืบหน้าการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ว่า มีคณะกรรมการคณะย่อยพูดคุยเป็นการภายในก่อน ซึ่งเหลือการประชุมอีกประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นจะประชุมคณะใหญ่ ที่ประเทศมาเลเซีย ช่วงเดือนกันยายน หากคณะใหญ่ตกลงกันได้ อาจจะมีการลงนามร่วมกันและแถลงออกมาเป็นมติ ซึ่งทิศทางน่าจะเป็นไปด้วยดี 

เมื่อถามว่าแนวโน้มการพูดคุยจะใช้ระยะเวลาเท่าไหร่นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวว่า ต้องรอดูผลการพูดคุยของคณะใหญ่ในเดือนกันยายนนี้ก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีความคืบหน้าไปมากกว่าเดิม พอสมควร 

เมื่อถามว่านายก​รัฐมนตรี​ มีกำหนดการเดินทางเยือนมาเลเซียด้วย จะมีการพูดคุยเรื่องของสถานการณ์ภาคใต้ด้วยหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์  กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการเดินทางเยือนมาเลเซียวันที่ 9-10 กรกฎาคม เป็นการเยือนในฐานะนายกรัฐมนตรี และสมาชิกอาเซียน แต่เรื่องความสงบเรียบร้อยของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอาจจะมีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันด้วย แต่ไม่ได้เป็นประเด็นหลักของการเดินทางเยือนในครั้งนี้ แต่คาดว่า การพูดคุย จะมีการขอให้มาเลเซียเร่งรัด ให้เกิดความสงบอย่างยั่งยืน 

เมื่อถามว่าขณะนี้ ยังมีเหตุเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้อย่างต่อเนื่อง นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายกำลังวิเคราะห์ สถานการณ์อยู่ เหตุความรุนแรงค่อนข้างจะมีความถี่ แต่อันตรายต่อชีวิตมีไม่มาก

จับตาวันนี้! นัดสอบปากคำ ‘คนส่งของ’ หาที่มาเฮโรอีนคดีแอร์โฮสเตสสาว ปปส.ถกออสซี่บ่ายนี้

จับตาวันนี้! นัดสอบปากคำ ‘คนส่งของ’ หาที่มาเฮโรอีนคดีแอร์โฮสเตสสาว ปปส.ถกออสซี่บ่ายนี้

จับตาวันนี้! นัดสอบปากคำ ‘คนส่งของ’ หาที่มาเฮโรอีนคดีแอร์โฮสเตสสาว ปปส.ถกออสซี่บ่ายนี้

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“รุทธพล” เผย คดี”แอร์โฮสเตสสาว” นัดสอบปากคำ ”คนส่งของ“ วันนี้ หาที่มาเฮโรอีน ด้าน ป.ป.ส.ถกรูปคดีกับ ตร.-ออสเตรเลีย ช่วงบ่าย จ่อสืบโยงเครือข่าย บอกยังไม่ทราบ บัญชีออนไลน์ชื่อ ”แป้ง“ คือใคร 

วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น.  ที่รัฐสภา พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าคดีแอร์โฮสเตอร์สายการบินไทย ถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลียข้อหาลักลอบนําเข้ายาเสพติด ว่า ขณะนี้คนที่ส่งของได้ปรากฏตัวแล้ว และได้มีการนัดสอบปากคำในวันนี้ เวลา 10.00 น. ส่วนรายละเอียดว่ารับของมาจากไหน ต้องสอบปากคำอีกครั้งหนึ่ง 

เมื่อถามว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าทางออสเตรเลียพบว่ามีเบาะแสจึงตรวจค้นแอร์โฮสเตส พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ในการสืบสวน ทางออสเตรเลียไม่ได้เปิดเผยอะไรกับเรา แต่ในช่วงบ่ายวันนี้ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงรูปคดี 

เมื่อถามว่า มีการตั้งประเด็นสอบสวนไว้อย่างไรบ้าง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตั้งประเด็นว่ามีการรับของมาจากใคร ติดต่อผ่านช่องทางไหน เพื่อสืบหาผู้ที่มาส่งของเบื้องต้น 

เมื่อถามถึงอัตราโทษ หากแอร์โฮสเตสคนดังกล่าว เป็นผู้รับฝากปกติ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับศาลประเทศออสเตรเลีย เราก็พยายามหาหลักฐานในประเทศไทย เพื่อนำไปประกอบข้อมูลกับทางออสเตรเลีย

เมื่อถามว่า เรื่องนี้มีการทำเป็นขบวนการหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขอดูรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะเราทำครบในกระบวนการของไทย ทั้งไปค้นที่บ้านของผู้ที่เป็นมารดา ขอให้ ป.ป.ส.ประชุมกับทางออสเตรเลียในช่วงบ่ายวันนี้ก่อน

เมื่อถามย้ำว่า เป็นเครือข่ายเดียวกับที่ออสเตรเลียเคยจับกุมไปหลายครั้งก่อนหน้านี้หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ทราบ แต่การซุกซ่อนยาเสพติด เช่นลักษณะยัดไว้ในผ้าห่มหรือผ้านวม เป็นสิ่งที่เคยมีอยู่แล้ว ซึ่งกรณีนั้นเคยมีการจับกุมใดประเทศไทย

เมื่อถามว่า เป็นความหละหลวมของทางการไทยหรือไม่ ที่ปล่อยให้ยาเสพติดออกนอกประเทศ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เจ้าหน้าที่หลายส่วนได้ออกมาชี้แจงแล้ว และจะมีการประชุมเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ เพื่อหาแนวทางการแก้ไข

เมื่อถามถึงกรณีบัญชีผู้ใช้ Facebook ที่ชื่อว่า “โรส” และบัญชีติ๊กต็อกที่แปลว่า “แป้งที่แปลว่าแป้ง“ สืบทราบหรือยังว่าเป็นใคร พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขอให้ทาง ป.ป.ส.สืบค้นดูก่อน เพราะต้องดูหลายอย่างประกอบกัน

สีหศักดิ์ เผย กงสุลไทย พร้อมช่วยเหลือแอร์สาว ไม่กระทบภาพลักษณ์ประเทศ

สีหศักดิ์ เผย กงสุลไทย พร้อมช่วยเหลือแอร์สาว ไม่กระทบภาพลักษณ์ประเทศ

สีหศักดิ์ เผย กงสุลไทย พร้อมช่วยเหลือแอร์สาว ไม่กระทบภาพลักษณ์ประเทศ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.17 น.

“สีหศักดิ์” เผย กงสุลไทย พร้อมช่วยเหลือแอร์สาว  เชื่อ ไม่กระทบภาพลักษณ์ปท.

วันนี้ 1 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 08.45 น. ที่อาคารรัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีแอร์โฮสเตอร์สายการบินไทย ถูกจับกุมที่ประเทศออสเตรเลียข้อหาลักลอบนําเข้ายาเสพติด ว่า ในส่วนของสถานกงสุลไทย ในประเทศออสเตรเลีย ได้เข้าไปให้ความดูแลช่วยเหลือ ซึ่งเขาก็มีทนายความช่วยในเรื่องของคดี ซึ่งขณะนี้ทางออสเตรเลียยังไม่ให้เขาออกนอกประเทศยังอยู่ในการควบคุมตัว 

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่า การตรวจสอบของทางออสเตรเลียที่เชื่อมโยงมายังประเทศไทย มีความคืบหน้าอย่างไร นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ก็เป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย เราก็ให้ความร่วมมือ 

ถามต่อว่า เหตุการณ์นี้จะกระทบกับเครดิตภาพลักษณ์ของประเทศไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น สายการบินก็ต้องกําชับไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก แต่เรื่องแบบนี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ 

สีหศักดิ์

เมื่อถามว่า ขณะนี้สายการบินไทยที่ต้องเดินทางไปยังประเทศออสเตรเลียยังสามารถเดินทางได้ตามปกติหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เขาคงจะตรวจอย่างเข้มข้นขึ้นช่วงหนึ่ง ซึ่งนอกจากการตรวจปกติแล้วเขาคงมีแหล่งข่าวข้อมูลของเขาด้วย ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายแล้วกัน 

โปร่งใส-ตรวจสอบได้ งบปี 2570 มุ่งดูแลประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยคลัง

โปร่งใส-ตรวจสอบได้ งบปี 2570 มุ่งดูแลประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยคลัง

โปร่งใส-ตรวจสอบได้ งบปี 2570 มุ่งดูแลประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยคลัง

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.54 น.

โฆษกรัฐบาลย้ำงบปี 2570 เป็นงบมุ่งเป้า ดูแลประชาชน รักษาวินัยคลัง เดินหน้าลงทุนอนาคตประเทศ

เมื่อวันที่ 1 ก.ค 69 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570  ของสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. จนถึงวันนี้ (1 ก.ค.2569)  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มีข้อเสนอแนะที่สร้างสรรค์ แต่ขณะเดียวกันก็มีบางส่วนที่ได้แสดงความห่วงใยในประเด็นที่หลากหลาย ทั้งเรื่องงบลงทุน การขาดดุลงบประมาณ และทิศทางการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศ 

รัชดา ธนาดิเรก

ทั้งนี้ รัฐบาลเข้าใจข้อห่วงใยของ ส.ส. และประชาชนต่อภาพรวมงบประมาณ โดยเฉพาะประเด็นงบลงทุนและการขาดดุล แต่ขอย้ำว่าการจัดทำงบประมาณครั้งนี้เป็นการจัดทำแบบมุ่งเป้า จัดลำดับความสำคัญใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง โดยคำนึงถึงทั้งการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการเงินการคลัง และการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ 

ขณะเดียวกันการจัดทำงบครั้งนี้ไม่ได้พิจารณาเพียงตัวเลขเพิ่มหรือลดของรายการใดรายการหนึ่ง แต่ดูทั้งระบบว่าเงินทุกบาทตอบโจทย์ใด แก้ปัญหาอะไร และสร้างศักยภาพประเทศในวันข้างหน้าอย่างไร

ลงทุน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวรัชดา กล่าวว่า สำหรับประเด็นงบลงทุน แม้ในปี 2570 ที่ 789,171.5 ล้านบาท จะลดลงจากปี 2569 จำนวน 72,564.8 ล้านบาท หรือ 8.4% แต่ไม่ได้หมายความว่าประเทศลดการลงทุน เพราะยังมีการลงทุนผ่านเครื่องมืออื่น ทั้งงบลงทุนรัฐวิสาหกิจ 286,682 ล้านบาท โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP จำนวน 40,631 ล้านบาท และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน TFFIF อีก 10,000 ล้านบาท รวมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมมากกว่า 330,000 ล้านบาท

ในขณะการจัดทำงบประมาณขาดดุล ก็ไม่ได้ขาดดุลเพื่อใช้จ่ายอย่างไร้ทิศทาง แต่ขาดดุลเท่าที่จำเป็น เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่ยังมีแรงต้าน ดูแลประชาชนและกลุ่มเปราะบาง พร้อมลดขาดดุลอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยปี 2570 ตั้งงบขาดดุล 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 ที่ 860,000 ล้านบาท หรือจาก 4.4% ของ GDP เหลือ 3.9% ของ GDP

นางสาวรัชดา กล่าวว่า รายจ่ายลงทุนที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงถนน อาคาร หรือสิ่งก่อสร้างเท่านั้น แต่รวมถึงรายจ่ายที่เปลี่ยนเงินงบประมาณวันนี้ให้กลายเป็นทุนและศักยภาพของประเทศ เช่น ครุภัณฑ์ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ทรัพย์สินไม่มีตัวตน สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า รวมถึงเงินอุดหนุนหรือเงินโอนเพื่อสร้างสินทรัพย์ทุน โดยยึดตามหลักเกณฑ์งบประมาณและมาตรฐานสากลดด้วย 

สำหรับงบประมาณภายใต้นโยบาย 10 พลัส วงเงินรวม 1,232,984.5 ล้านบาท รัฐบาลมุ่งดูแลทั้งคนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ ชุมชน การศึกษา SMEs การค้า เศรษฐกิจสีเขียว AI และการลงทุนที่สร้างอนาคต โดยมีงบด้านสวัสดิการ การศึกษา และสาธารณสุขที่ส่งตรงถึงชีวิตประชาชน 639,853.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 43,277 ล้านบาท

น.ส.รัชดา กล่าวว่า งบประมาณปี 2570 มีวงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7,400 ล้านบาท หรือ 0.20% จึงไม่ใช่งบประมาณที่หว่านเงิน แต่เป็นงบที่จัดลำดับความสำคัญใหม่ แม่นยำขึ้น ตรงเป้าหมายขึ้น และรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อดูแลคนที่ต้องดูแล รักษาวินัยการคลัง และไม่หยุดลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ

ดึงพลังเยาวชนลดอุบัติเหตุทางถนน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพระดมไอเดีย 12 ประเทศ แก้วิกฤตอุบัติเหตุทางถนน

ดึงพลังเยาวชนลดอุบัติเหตุทางถนน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพระดมไอเดีย 12 ประเทศ แก้วิกฤตอุบัติเหตุทางถนน

ดึงพลังเยาวชนลดอุบัติเหตุทางถนน ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพระดมไอเดีย 12 ประเทศ แก้วิกฤตอุบัติเหตุทางถนน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.14 น.

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ 1 – 5 ก.ค. นี้ ดึงพลังคนรุ่นใหม่ทั่วอาเซียน ร่วมผลักดันนโยบายความปลอดภัยทางถนน สู่ระดับภูมิภาค  

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคีเครือข่าย มีความมุ่งหมายที่จะแสดงบทบาทนำในการขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนนของทั้งภูมิภาค และพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ “รวมพลังเยาวชนอาเซียนสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน 2569” (ASEAN Youth United for Road Safety 2026) ระหว่างวันที่ 1 – 5 กรกฎาคมนี้ ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ โดยระดมตัวแทนเยาวชน 60 คน จาก 12 ประเทศในอาเซียนและประเทศภาคี มาร่วมหาทางออกให้กับปัญหาที่กำลังพรากชีวิตคนรุ่นใหม่ไปอย่างเงียบ ๆ ทุกวัน 

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

ในการประชุมครั้งนี้ ตัวแทนเยาวชนจากบรูไน อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ติมอร์-เลสเต เวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น จะได้ร่วมกิจกรรมที่เปิดให้เยาวชนได้ลงมือจริง ทั้งเวทีเสวนาและการนำเสนอแนวปฏิบัติที่ดีจากผู้แทนระดับประเทศและสากล อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย องค์การอนามัยโลก (WHO) UNICEF และกลุ่ม Youth for Road Safety รวมทั้งมีการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับภูมิภาค ตลอดจนการนำเสนอแนวคิดและนวัตกรรมของเยาวชนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ระบุว่า ผลลัพธ์สำคัญที่สุดของการประชุมระหว่างประเทศในครั้งนี้ คือ การจัดทำข้อเสนอแนะของเยาวชนอาเซียน ที่จะถูกส่งต่อเข้าสู่ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสและที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเยาวชน เพื่อแปรเสียงของคนรุ่นใหม่ให้กลายเป็นนโยบายระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป และยังถือเป็นการสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเยาวชนอาเซียน และเสริมสร้างการใช้เทคโนโลยีและสื่อสร้างสรรค์ในการสื่อสารรณรงค์อย่างมีประสิทธิภาพ

เยาวชน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

เที่ยวไทยสุดคุ้ม รัฐชวนใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี

เที่ยวไทยสุดคุ้ม รัฐชวนใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี

เที่ยวไทยสุดคุ้ม รัฐชวนใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.41 น.

รัฐบาลชวนใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส”  เดินทางด้วยรถไฟ 117 สถานี หนุนการเดินทาง–ท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เริ่มใช้สิทธิตั้งแต่ 1 กรกฎาคม – 30 กันยายน 2569

เมื่อวันที่ 1 ก.ค.69.นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเชิญชวนประชาชนร่วมใช้สิทธิภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้บริการเดินทางขนส่งสาธารณะทางรางของการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ กระตุ้นการใช้จ่ายและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ  เดินทางด้วยรถไฟที่สะดวก ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถใช้สิทธิส่วนลดค่าโดยสารรถไฟได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2569

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

“ผู้ได้รับสิทธิภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถชำระเงินค่าตั๋วโดยสารได้ทุกขบวนและทุกชั้นที่นั่ง ยกเว้น ตั๋วหมู่คณะ ตั๋วรายเดือน และตั๋วนำเที่ยว ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ณ สถานีรถไฟที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 117 สถานีทั่วประเทศ ทั้งนี้ สามารถซื้อตั๋วได้เฉพาะในวันเดินทางเท่านั้น และสามารถใช้สิทธิได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ภายใต้วงเงินสนับสนุนที่กำหนด ตลอดจนสามารถใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดค่าโดยสารอื่น ๆ ของการรถไฟฯ ได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั๋วโดยสารที่ซื้อภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ไม่สามารถขอคืนเงินได้ทุกกรณีหากผู้โดยสารไม่ประสงค์จะเดินทาง” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

นางสาวพลอยทะเล ย้ำว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เพิ่มโอกาสในการเดินทางและท่องเที่ยวภายในประเทศ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในทุกภูมิภาค ตลอดจนส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะทางรางให้เป็นทางเลือกหลักของการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย ประหยัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

รถไฟ

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

กม.นิรโทษฉลุย สว.ส่งให้สภาฯยืนยัน ห้ามล้างผิดคดีม.112

กม.นิรโทษฉลุย สว.ส่งให้สภาฯยืนยัน ห้ามล้างผิดคดีม.112

กม.นิรโทษฉลุย สว.ส่งให้สภาฯยืนยัน ห้ามล้างผิดคดีม.112

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กม.นิรโทษฉลุย สว.ส่งให้สภาฯยืนยัน ห้ามล้างผิดคดีม.112

วุฒิสภา 103 เสียงไฟเขียวผ่านร่างก.ม.นิรโทษกรรม“ตามกมธ.แก้ไขส่งกลับสภาฯเพื่อลงมติยืนยันอีกครั้ง โดยตีกรอบห้ามล้างผิด“คดีม.112 กับเยาวชน” “สว.พิสิษฐ์”การันตีไม่มีนิรโทษกรรม“คดีฮั้วสว.”ยันคดีทั้งหมดอยู่ในขั้นตอน กกต. ถกงบฯปี 70 วันที่สอง!“ปชน.-ปชป.”แท็กทีมถล่มสับ“รัฐบาล”เมินพัฒนาทุนมนุษย์-สิ่งแวดล้อม “ชัยชนะ”ตั้งฉายา”งบเสี่ยกำมะลอ” เหน็บดีแต่เดินสายแจกความหวังแต่หั่น งบท้องถิ่น‘ณัฐชา’สับแหลกงบฯพม.ลดลง 1.9 พันล้าน หั่น’เบี้ยคนพิการ‘แช่แข็ง‘งบสูงวัย’

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภาพิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ โดยมีพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เป็นประธานกมธ.พิจารณาแล้วเสร็จ ในวาระที่ 2 และวาระที่3ทั้งนี้ ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว วุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่ที่รัฐสภามีมติเห็นชอบ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 2 กรกฎาคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโดยก่อนเข้าสู่วาระพิจารณาเนื้อหาที่ประชุมถกกันเดือด ในร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวกมธ.เสียงข้างมากได้แก้ไขได้แก่ เพิ่มคำปรารภ แก้ไขในรายมาตราจำนวน 4 มาตราและแก้ไขบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติโดยการพิจารณาวาระสองซึ่งเรียงลำดับมาตรานั้น

ตีกรอบห้ามล้างผิดคดีม.112กับเยาวชน

พบว่าสว.เสียงข้างมากลงมติเห็นชอบตามที่กมธ.แก้ไขรวมไปถึงการเพิ่มวรรคใหม่ ในมาตรา 11ว่าด้วยกระบวนการที่ให้ผู้ทำผิดอายุไม่ถึง 18 ปี ได้รับการพิจารณายุติการดำเนินคดี ที่กมธ.เสียงข้างมาก เพิ่มวรรคสอง กำหนดว่าไม่ให้ใช้บังคับกับการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ด้วย ส่วนบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ที่กมธ.ได้ปรับปรุงเนื้อหาใหม่ โดย น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว.ที่สงวนคำแปรญัตติ ด้อภิปรายตั้งข้อสังเกตที่รวมถึงความผิดที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการได้มาของสว.ที่อาจทำให้เกิดผลพวงนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับเลือกตั้งหรือไม่

การันตีไม่มีนิรโทษกรรมคดีฮั้วสว.

ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.ในฐานะเลขานุการ กมธ.ฯชี้แจงว่าในบัญชีแนบท้ายพ.ร.บ. มีกฎหมายรวม29ฉบับโดยกมธ.ไม่ได้แก้ไขเนื้อหาที่ได้รับมาจากสภาฯ มีเพียงการจัดเรียงใหม่ลำดับตามศักดิ์ของกฎหมาย ทำให้ถูกจับไปเป็นประเด็นว่าบัญชีแนบท้ายที่ขึ้นต้นด้วยความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 ซึ่งมีวงเล็บที่ตนขอย้ำว่า ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ

“จึงไม่เกี่ยวกับการทุจริตการเลือกตั้งและฮั้ว สว. ผมยืนยันว่าไม่นิรโทษกรรมตัวเอง เรื่องคดีทั้งหมดอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง”นายพิสิษฐ์กล่าว

สว.103เสียงผ่านร่างกม.นิรโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่พิจารณาเรียงลำดับเป็นรายมาตราแล้วเสร็จ ที่ประชุมได้ลงมติว่าจะเห็นชอบกับทั้งฉบับหรือไม่ โดยมติเสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างพ.ร.บ.ตามที่กมธ.แก้ไข 103 เสียง ไม่เห็นชอบ 3 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากนี้มติวุฒิสภายังเห็นด้วยกับข้อสังเกตของกมธ.ต่อประเด็นที่เสนอให้กรณีที่พบผู้ต้องขังจากการกระทำความผิดหรือการแสดงออกทางการเมืองแต่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรม คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ควรพิจารณาจัดทำข้อเสนอแนะในการบริหารโทษทางอาญาหรือคุมขังในสถานที่คุมขังไปยังรมว.ยุติธรรมและอธิบดีกรมราชทัณฑ์เพื่อเป็นมาตรการสนับสนุนเป้าหมายเสริมสร้างสังคมสันติสุขให้โอกาสสังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข สมานฉันท์ ปรองดองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย

ส่งกลับสภาฯลงมติยืนยันอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื่องจากร่างกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ สว.เห็นชอบ ในวาระ 3มีการแก้ไขจากฉบับที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาฯจึงจำเป็นต้องส่งให้ สภาฯ พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับสิ่งที่สว.แก้ไขหรือไม่ ก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ส่วนรายละเอียดที่กมธ.แก้ไขและมติสว.เห็นชอบ อาทิ คำปรารภที่เพิ่มขึ้นนั้น มีสาระสำคัญ คือเพื่อแจ้งการจำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคล เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข สามารถเรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุขร่วมพัฒนาประเทศชาติให้เจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่มาตรา 6 ว่าด้วยหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ได้เพิ่มข้อความคำว่าสิ่งของ เข้าไปใน (3) เพื่อให้ครอบคลุมกับสิ่งของอื่นๆที่ไม่จำกัดเฉพาะเอกสารที่เป็นแผ่นกระดาษเข้าให้ข้อมูลกับกรรมการ นอกจากนั้นยังแก้ไขในส่วนของการทำรายงานผลดำเนินงานการทำงานจากเดิมที่กำหนดให้รายงานต่อรัฐสภา ไปเป็นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นได้เพิ่มวรรคท้ายเพื่อให้ความคุ้มครองการทำหน้าที่ของคณะกรรมการ ที่ได้ทำโดยกระทำโดยสุจริต

ถกงบประมาณฯปี70วันที่สอง

วันเดียวกัน เวลา09.30น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่2

‘พท.’กระทุ้งงบพัฒนาทุนมนุษย์

โดยน.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า ห่วงใยตัวเลขงบประมาณขาดดุล เข้าใจเหตุผลที่รัฐบาลต้องใช้งบประมาณแก้ปัญหาให้ประเทศ แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าในอนาคตถ้ารัฐบาลจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นหรือกู้ลดลง การทำให้ประสบความสำเร็จคือพัฒนาทุนมนุษย์ ให้รัฐเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน เมื่อประชากรมีทักษะสูงขึ้น จะขับเคลื่อนจีดีพีประเทศให้เติบโต จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ประเทศที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนาร้อยละ2.7 ของจีดีพี แต่งบประมาณประเทศไทยมีสัญญาณน่ากังวลในงบการศึกษาลดลงต่อเนื่อง หายไปเกือบร้อยละ8 ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา สะท้อนว่า ขณะที่งบประมาณโดยรวมโตขึ้น แต่การศึกษาและการพัฒนาเด็กไทยถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

บี้เพิ่มงบพัฒนาครอบคลุม4กระทรวง

น.ส.จิราพรอภิปรายอีกว่า4 กระทรวงหลักเกี่ยวกับการพัฒนาทุนมนุษย์คือกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) กระทรวงแรงงาน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ถูกปรับลดงบการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะกระทรวงอว.ที่กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถูกปรับลดงบประมาณปี2570ลงกว่า 31.87%ส่งผลให้การขับเคลื่อนโครงการสำคัญที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมขั้นสูงติดขัดปัญหา ขณะที่กระทรวงแรงงาน งบพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่ถูกตัดลดลง การพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ใช่ภาระงบประมาณ แต่คือการลงทุนเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้ สร้างเศรษฐกิจประเทศระยะยาว ต้องให้ความสำคัญจัดสรรงบ ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์อย่างจริงจัง ประเทศไทยก็ยากจะเติบโตมีเศรษฐกิจมูลค่าสูง

ปชน.สับรบ.เมินทุนมนุษย์-สิ่งแวดล้อม

ด้านนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายท้วงติงงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 รัฐบาลไม่ได้เตรียมงบไว้เลย งบจัดการฝุ่นถูกตัด งบท้องถิ่นจัดการไฟป่าได้มาแค่ 341ล้านบาท งบสนับสนุนเกษตรกรไม่ให้เผา ได้ 261ล้านบาท จัดงบไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาซูเปอร์เอลนีโญที่จะเข้ามาปลายปีนี้ ทำให้ต้นปีหน้าประเทศไทยเสี่ยงเจอPM 2.5 หนักกว่าทุกปี ขณะที่ปัญหาปลาหมอคางดำ ในงบปี2570 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวมาจัดการปัญหานี้ ขอถาม รมว.เกษตรและสหกรณ์จะเอาเงินจากไหนมาแก้ปัญหา จะ 70วันแล้ว รู้หรือยังนายทุนคนใดเป็นต้นตอการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ

นายภัทรพงษ์อภิปรายต่อว่าทั้งนี้ยังมีปัญหาแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขงเป็นพิษจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไม่พูดไม่ทำเลย จนปัญหาลุกลาม มีค่าสารหนู สารตะกั่วเกินหลายเท่า กรมควบคุมมลพิษควรรับผิดชอบ แต่ของบไป145ล้านบาท ได้มาแค่ 50ล้านบาท เป็นเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7เครื่องๆละ 7ล้านบาท ไม่มีงบบำบัดแม้แต่บาทเดียว ลองเอาน้ำกก จ.เชียงรายมาให้รัฐมนตรีล้างมือล้างหน้า จะได้รู้สารพิษเยอะแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สาธารณภัย เป็นภัยความมั่นคงใหม่ รัฐบาลบอกพูดแล้วทำ ถามว่า ในงบปี 2570 รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ตอบได้ง่ายๆว่า ช่วยคนนอก100%ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวย ไม่คิดถึงคนไทย ที่ต้องอยู่กับสารพิษเลย

‘ชัยชนะ’ตั้งฉายางบฯเสี่ยกำมะลอ

ขณะที่ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าร่างงบประมาณฯปี 2570 วงเงินสูงถึง 3.78 ล้านล้านบาทเศษ เป็นการตั้งงบประมาณแบบขาดดุลสูงสุดถึง 7.88แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3.9ของ GDP ตนขอให้ฉายางบประมาณฉบับนี้ว่าเป็น”งบประมาณเสี่ยกำมะลอ”เนื่องจากตัวผู้จัดทำคือนายกฯเดินสายไปจังหวัดไหนก็มักจะไปสร้างความหวังว่าจะจัดสรรงบประมาณให้ แต่พอกลับมาดูข้อเท็จจริงงบกลุ่มจังหวัดและงบจังหวัดกลับถูกหั่นทิ้งไปกว่า 22,000ล้านบาท เหลือเพียง 4,000ล้านบาท เฉลี่ยแล้วตกไม่ถึงจังหวัดละ 100ล้านบาท ถือเป็นการทำร้ายและรวมศูนย์อำนาจกลับเข้าสู่ราชการส่วนกลาง ขัดต่อสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคแกนตั้งรัฐบาลเคยหาเสียงไว้ว่าจะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นได้งบร้อยละ35แต่สุดท้ายท้องถิ่นได้เพียงร้อยละ 29 เท่าเดิม เหมือนหลอกใช้เขาเป็นหัวคะแนนช่วงเลือกตั้งเท่านั้น

ซัดยับหั่นงบสธ.ดูแลผู้ป่วยจิตเวช

นายชัยชนะอภิปรายถึงงบประมาณด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะงบฯกรมสุขภาพจิตว่าปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มผู้ป่วยจิตเวชสูงขึ้นลามไปถึงขั้นตั้งข้อสังเกตว่าคนใน ครม.บางคนอาจมีอาการเข้าข่ายด้วยหรือไม่ เพราะพูดจาหลงลืม เช่นกรณีเรื่องราคามะพร้าวลูกละบาท พอกุ้งมีปัญหา บอกว่ากุ้งมีแค่100 ตัน หรือการให้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยขายทุเรียนกิโลละ 100 บาท ทั้งที่หน้าสวนราคา 150 บาท เป็นต้นกรมสุขภาพจิตขอตั้งงบฯผลิตจิตแพทย์เพิ่ม 34 คน วงเงินเพียง 77 ล้านบาทเศษ แต่กลับถูกหั่นเหลือ 27 ล้านบาท ผลิตได้เพียง 22 คน ขณะที่งบดูแลผู้ป่วยจิตเวชทั่วประเทศที่มีตัวเลขสูงถึง 1.34 ล้านคน และมีสถิติพยายามฆ่าตัวตายปีละ 3 หมื่นราย เสียชีวิตสำเร็จถึง 5 พันราย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน กรมสุขภาพจิตขอไป 220 ล้านบาท แต่รัฐบาลกลับจัดสรรให้เพียง 88 ล้านบาท คิดค่ารักษารายหัวผู้ป่วยนอกให้เพียงคนละ 100 บาท จากต้นทุนจริง 716 บาท สะท้อนชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับระบบสาธารณสุข ทั้งที่ผู้นำรัฐบาลเคยดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุขมาก่อน

จี้พัฒนาแพลตฟอร์มAIของรัฐบาลเอง

นายชัยชนะยังอภิปรายถึงเม็ดเงินที่สูญเสียไปกับแพลตฟอร์มต่างประเทศเช่นการซื้อสิทธิ์ใช้งาน AI อย่าง ChatGPT ของประชาชนและหน่วยงานรัฐว่าหากคิดคำนวณแล้วคนไทยต้องเสียเงินออกนอกประเทศปีละเกือบแสนล้านบาท เหตุใดรัฐบาลไม่คิดจะพัฒนาแพลตฟอร์ม AIของรัฐบาลเองเพื่อเปิดให้กลุ่มเปราะบาง นักเรียนและนักศึกษาได้ใช้งานฟรี

“วันนี้ใช่ว่าท่านเป็นรัฐบาลแล้วจะอยู่ในช่วงฮันนีมูน บางท่านอยู่กันมาตั้งแต่อนุทิน 1จนถึงอนุทิน 2 ฮันนีมูนยังไม่จบ เดินสายตรวจราชการมีรถนำเดินแอ็กอาร์ตเท่ไปเรื่อยๆแต่ไม่แก้ปัญหา ผู้นำสูงสุดของประเทศต้องมีจิตวิญญาณความเป็นผู้นำ มีความจริงใจต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประชาธิปไตย วันนี้เสียงของ สส.ที่พูดไป ท่านไม่เคยรับฟัง มอบหมายให้สส.ซีกรัฐบาลมาเข้าเวรยื้อองค์ประชุมล่ม จึงขอให้ครม.กลับมาฟังเสียงในสภา เพื่อให้ประเทศมีงบประมาณที่ดีในการพัฒนาต่อไป”นายชัยชนะ กล่าว

‘ณัฐชา’ฉะหั่นเบี้ยพิการ-แช่แข็งสูงวัย

เวลา 12.00 น.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายถึงงบประมาณกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)ว่า โดยเฉพาะเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ปี 2569 ได้รับ 16,267 ล้านบาท แต่ปีงบประมาณปี 70 เหลือเพียง 15,810 ล้านบาท รายงานของยูนิเซฟระบุว่า เงินเด็กเล็กถ้วนหน้าตกหล่นอยู่ 53% ซึ่งในจำนวนนี้ 34.4% เป็นเด็กที่ยากจนที่สุด ขณะที่เบี้ยความพิการที่บอกว่าจะปรับเพิ่มจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า แต่งบปี 2570 ยังไม่มีการปรับเพิ่ม ขณะที่เบี้ยผู้สูงอายุยังไม่มีการปรับเพิ่มตั้งแต่ปี 2554 ถูกแช่แข็งมาราว 14 ปี

สับแหลกงบพม.ลดลง1.9พันล้าน

สำหรับงบประมาณของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้รับการจัดสรร 26,331 ล้านบาท ลดลง 1,954 ล้านบาทจากปีที่ผ่านมา ซึ่งบางหน่วยงานในสังกัดถูกปรับลดงบประมาณเกินครึ่ง ทั้งที่งบประมาณที่ถูกปรับลดมีความสำคัญ เพราะเป็นเหมือนฟูกรองชีวิตของประชาชนไม่ให้ล้มหายตายจาก ส่วนงบด้านบุคลากร เป็นงบตัวเดียวที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับงบช่วยบุคลากรจำนวน 154 ล้านบาท จ้างเหมาบุคลากรไปช่วยปฏิบัติงานและมีการจ้างเหมาบริการอีก 199 ล้านบาท พร้อมกับเลี้ยงข้าวนอกเวลาอีก 18 ล้านบาท

“ปี 69 มีงบเร่งรัดสวัสดิภาพทำอะไรไม่รู้ แต่ค่าอาหาร 53 ล้านบาท เขากินอะไรกันอยากรู้จังเลย อยากไปประชุมด้วยจังเลย มาปีนี้โครงการเดียวกัน ลดค่าอาหารเหลือล้านเดียว แล้วปีที่แล้วกินอะไรกัน” นายณัฐชา กล่าง

หั่นงบเยียวยาช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยาก

นายณัฐชากล่าวอีกว่าตอนงบฯปี2569 ซื้อรถน้ำมัน 106 ล้านบาท แต่ปี 2570 จัดงบประมาณขอเช่ารถไฟฟ้า 263ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบซื้อคอมพิวเตอร์ปี 2569ซื้อไปแล้ว 140 ล้านบาท โดยในปี 2570เพิ่มงบซื้อคอมพิวเตอร์เป็น 283ล้านบาท สำหรับงบประมาณในปีนี้ยังหั่นงบประมาณที่จะรองรับผู้ตกทุกข์ได้ยาก โดยเฉพาะงบรายจ่ายจำเป็นพื้นฐานในสถานสงเคราะห์จาก 7 ล้านบาทเหลือ 1 ล้านบาท เงินอุดหนุนช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสามจังหวัดชายแดนใต้ 114 ล้านบาทเหลือ 108 ล้านบาท งบช่วยเหลือฉุกเฉิน 120 ล้านบาทเหลือ 96 ล้านบาท และเงินซ่อมบ้านผู้สูงอายุปกติช่วยอยู่หมื่นกว่า หลังปีนี้ลดเหลือเพียง 5,000 หลัง เช่นเดียวกับงบของการเคหะแห่งชาติที่เข้าโครงการคนละครึ่งหั่นงบจาก 1,800 ล้านบาทเหลือ 546 ล้านบาท

ตนสงสัยว่าภาษีประชาชนจ่าย แต่ใครได้ประโยชน์ เงินช่วยเหลือคนพิการที่ถูกตัดงบเงินฉุกเฉิน 11.8ล้านบาทแต่กลับไปมีงบสร้างระบบIT Data Center 54.8 ล้านบาท สำนักปลัดฯตัดงบเงินฉุกเฉินช่วยเหลือ 24 ล้านบาท แต่กลับมีงบขอเช่ารถไฟฟ้าใหม่ 39 ล้านบาท ส่วนงบช่วยเหลือฉุกเฉินสำหรับคนยากจน ซึ่งถูกปรับลด 54 ล้านบาท แต่กลับไปซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ 47 ล้านบาท สำหรับเงินที่ประชาชนได้รับลดทุกรายการ แต่เงินที่อำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการกลับเพิ่มทุกรายการ อาจจะบอกว่าไม่ได้ใช้ภาษีประชาชนแต่เป็นงบประมาณจากกองทุน จะยิ่งหนักเพราะเงินบางกองทุน ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรและภาษีประชาชนก็จริง แต่เป็นเงินที่ภาคเอกชนสมทบตามกฎหมาย

ฉะหลักสูตรอบรมสู่ความเป็นเลิศ

นายณัฐชา กล่าวว่า ขณะที่โครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสู่ความเป็นเลิศ ปีงบ 2569 ได้ 25 ล้านบาท แต่ปีนี้ได้จัดสรร 54 ล้านบาท น่าสนใจว่าเป็นเลิศทางด้านไหนเพราะทุกโครงการถูกปรับลด แต่โครงการนี้ได้รับการจัดสรรเพิ่มในงบ 54 ล้านบาท ซึ่งจ่ายไปกับงบดำเนินการ 2.6 ล้านบาท อีก 48.6 ล้านบาทสู่ความเป็นเลิศด้านการสร้างตึก แบ่งเป็นตึกเก่าที่ค้างจ่าย 32.5 ล้านบาทและตึกใหม่อีก 16.1 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีงบทำหลักสูตรสู่ความเป็นเลิศอีก 3 ล้านบาท เมื่อดูในรายละเอียดงบปี2570กระทรวง พม. จัดทำหลักสูตรหลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรผู้นำร่วมเปลี่ยนแปลงทางสังคม 2.1 ล้านบาท หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 402,600 บาทหลักสูตรยกระดับอาชีพแบบครบวงจร 530,000 บาทหลักสูตรต้นกล้าข้าราชการ 312,000 บาท หลักสูตรนักพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 220,700 บาท พร้อมกับค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการอีก 1.9 ล้านบาท

”ค่าประชุม 1.9 ล้านบาท เพื่อจัดหลักสูตรให้เป็นเลิศในการดูแลพี่น้องประชาชน แต่เป็นเลิศแบบสิ้นไร้ไม้ตอก เดินไปอย่างเท่ล้วงกระเป๋าไม่มีตังช่วยประชาชน“ นายณัฐชา กล่าว

เย้ยปชช.เดือดร้อนจนต้องพึ่งอินฟลูฯ

นายณัฐชากล่าวทิ้งท้ายว่าวันนี้ประชาชนเดือดร้อนหาใครไม่ได้ หันหา พม.ไม่มีเงิน จึงหันหาโซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ หรือเจ้าของบริษัท กลายเป็นการค้าความลำบาก ใครที่มีสตอรี่ยากจนข้นแค้นลำบากอเนจอนาถเดือดร้อนเข้าคอนเซปต์ที่จะเรียกยอดเอนเกจเมนต์และเจียดเงินบางส่วนมาช่วยเป็นครั้งคราว อย่างไรก็ตาม นักสังคมสงเคราะห์ของไทยยังขาดแคลน ปัจจุบันไทยมีนักสังคมสงเคราะห์ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่ที่ 2.14% แต่ปี 2570 ได้รับงบประมาณสนับสนุน 1.4 ล้านบาท วันนี้กระทรวง พม. ควรเปลี่ยนบทบาทจาก Operator เป็น Regulator หรือผู้กำกับดูแลเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี มีคุณภาพ และทั่วถึง

JICไทยโต้เดือนกัมพูชา ขี้ตู่เคลม’ปราสาทคนา’

JICไทยโต้เดือนกัมพูชา ขี้ตู่เคลม'ปราสาทคนา'

JICไทยโต้เดือนกัมพูชา ขี้ตู่เคลม’ปราสาทคนา’

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

JICไทยโต้เดือนกัมพูชา ขี้ตู่เคลม’ปราสาทคนา’

“JICไทย”โต้“กัมพูชา”อ้าง“ปราสาทคนา”เป็นของเขมร ย้ำไทยไม่รับคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ชี้ต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศ-กลไกทวิภาคี เท่านั้น

เมื่อวันที่ 30มิถุนายน 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา (JIC) แถลงตอบโต้กรณีเจ้าหน้าที่ฝ่ายกัมพูชาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อฯ โดยอ้างว่า “ปราสาทคนาเป็นของกัมพูชา 100%”พร้อมกล่าวหาว่า ฝ่ายไทยเข้ายึดครองพื้นที่ เปลี่ยนแปลง สภาพโบราณสถาน และทำลายบันไดทางขึ้นปราสาทนั่นว่า ขอยืนยันว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการแสดงท่าทีฝ่ายเดียวที่ไม่อาจถือเป็นข้อยุติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยไม่ยอมรับการกล่าวอ้างอธิปไตยเหนือพื้นที่พิพาทโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากประเด็นแนวเขตแดนที่ยังมีความเห็นต่างจะต้องได้รับการพิจารณาผ่านกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน โดยอาศัยหลักฐานที่มีน้ำหนักทางกฎหมาย ทั้งสนธิสัญญา เอกสารประวัติศาสตร์ และหลักฐานการปักปันเขตแดนที่ผ่านมา ไม่ใช่อาศัยการแถลงหรือการตีความแผนที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง

ผู้อำนวยการJIC กล่าวด้วยว่า การอ้างอิงแผนที่เพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ตัดสินประเด็นอธิปไตยได้ แม้ฝ่ายกัมพูชาจะระบุว่าไม่ว่าจะใช้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 หรือ 1:50,000 ปราสาทคนาก็อยู่ในดินแดนกัมพูชา แต่ถือเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียว ขณะที่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งไทยและกัมพูชายังต้องดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันผ่านกลไกทวิภาคี จึงไม่อาจสรุปสถานะอธิปไตยจากการตีความแผนที่เพียงด้านเดียวได้

สำหรับข้อกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเข้ายึดครองพื้นที่ พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า การดำเนินมาตรการด้านความมั่นคง การควบคุมพื้นที่ และการดูแลโบราณสถานของไทย เป็นการดำเนินการภายในพื้นที่ที่ประเทศไทยถือว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของตนและเป็นไปตามถ้อยแถลงร่วมของทั้งสองประเทศ พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไทยเข้าไปยึดครองดินแดนของกัมพูชา ส่วนกรณีที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหาว่าไทยเผาหรือทำลายบันไดทางขึ้นปราสาทนั้น ผู้อำนวยการ JIC ระบุว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้ โดยประเทศไทยพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ และไม่อาจยอมรับการสรุปข้อเท็จจริงจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายเดียว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวย้ำว่า ประเทศไทยยังคงยึดมั่นแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาผ่านกลไกทวิภาคี ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและถ้อยแถลงร่วมของทั้งสองประเทศ โดยยืนยันการลดความตึงเครียด หลีกเลี่ยงการยั่วยุและการใช้กำลัง รวมถึงหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดที่อาจส่งผลให้สถานการณ์บานปลาย JICไทย เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารต่อสาธารณะ โดยยึดข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือเพิ่มความตึงเครียด พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมดำเนินการอย่างสร้างสรรค์บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ความสุจริตใจ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืน