อนุทิน ลั่นมีกฎหมายก็ต้องใช้ หลังเนรเทศคนฝรั่งเศสต่อจากอิสราเอล ยันปัญหาต่างชาติในไทยไม่เยอะ แก้ไขหมดแล้ว

7 กันยายน 2569 เวลา 13:38 น.

นายกฯ ลั่น ”มีกฎหมาย ก็ต้องใช้“ หลัง เนรเทศชาวฝรั่งเศส อีกรายต่อจากชาวอิสราเอล ปัด ยังไม่เห็นคำขออุทธรณ์ ชี้ หากจะอุทธรณ์ต้องมาขอที่นายกฯ บอก “ปัญหาต่างชาติในไทยไม่เยอะ แก้ไขหมดแล้ว”

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 11.35 น.ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเนรเทศชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นชาวต่างชาติรายที่ 2 ที่ถูกให้ออกนอกประเทศ จากระเบียบใหม่ของกระทรวงมหาดไทย โดยนายกรัฐมนตรี พยักหน้ารับ ก่อนกล่าวว่า “กฎหมายมีแล้วก็ต้องใช้”

เมื่อถามว่า รายแรกที่เป็นชาวอิสราเอล ได้มีการยื่นอุทธรณ์มาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวเพียงว่า เขาต้องยื่นอุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี

ส่วนหนังสืออุทธรณ์นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่เห็น แต่สิทธิในการอุทธรณ์ ก็ต้องอุทธรณ์กับนายกรัฐมนตรี เพราะคนที่ลงนามในการเนรเทศก็คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยถือเป็นขั้นตอน และต้องรอให้เขายื่นมาที่นายกรัฐมนตรี

ถามต่อว่า จะมีรายอื่นๆ ที่อยู่ในรายชื่อจะถูกเนรเทศอีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใครทำความประพฤติไม่ดี ก็ถือว่าประเทศไทยไม่ประสงค์ให้คนเหล่านี้อยู่ในประเทศ

เมื่อถามว่าได้รับรายงานเรื่องสุสานชาวอิสราเอล ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งยืนยันว่าไม่มี และไม่ต่อ

เมื่อถามว่าจะสามารถสร้างสุสานชาวต่างชาติบนแผ่นดินไทยได้หรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่มั่นใจในรายละเอียด แต่ต้องเข้าใจในความรู้สึกของพี่น้องประชาชนคนไทยก่อน

เมื่อถามอีกว่า ตอนนี้ปัญหาของชาวต่างชาติในประเทศไทยเริ่มกลับมาเยอะขึ้นอีกแล้วใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ”ไม่เยอะครับ คำถามผิดครับ ไม่ได้เยอะครับ แก้ไขหมดแล้วครับ“

สำหรับใบอนุญาตในการตั้งสุสานชาวต่างชาติในประเทศไทยนั้นสามารถทำได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ให้ถามรายละเอียดกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล, เนรเทศต่างชาติ

อภิสิทธิ์-กรณ์ ประสานเสียงขย่มงบฯ 70 เตือนรัฐบาลจัดสรรแบบเดิม ระวังติดกับดักกู้เงิน

7 กันยายน 2569 เวลา 13:30 น.

‘อภิสิทธิ์’ ขอจับตา ‘รัฐบาล’ เสี่ยงทำผิดรัฐธรรมนูญ ‘จัดงบลงทุน’ น้อยกว่ากฎหมายกำหนด ’กรณ์‘ ชงหั่นงบปี 70 ทั้งกระดาน 10% เปิดทาง ‘ครม.’ จัดสรรใหม่ แก้โครงสร้าง 5 ด้าน เตือน ‘รัฐบาล’ หากยังจัดสรรแบบเดิม ระวังติดกับดัก

วันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 11.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผูัเป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก

โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนขอเสนอตัดงบในภาพรวม จำนวน1.5แสนล้านบาท เพราะมีเงินนอกงบประมาณจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาประเทศ รวมถึงเป็นปีที่รัฐบาล ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้จะมีเงินเติมในระบบอีก 2 แสนล้านบาท นอกจากนั้นแล้วเมื่อพิจารณาถึงสถานะของประเทศในประเด็นหนี้สาธารณะเกือบชนเพดาน และยังมีหนี้ที่ค้างในรัฐวิสาหกิจ หรือ ธนาคารของรัฐอีก เป็นเรื่องอันตราย ตนผิดหวังที่ กมธ. ไม่พยายามรีดไขมัน เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลัง ช่องว่างรับมือสถานการณ์วิกฤติที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ย้ำว่ายังมีวิกฤติที่ยังไม่สิ้นสุด

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า หากอยากสะสางโครงสร้างงบประมาณ และหากกังวลต่อกับดักงบประมาณที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า ต้องเริ่มจากการทำงานและพูดความจริง ทั้งนี้เมื่อมีรายละเอียดงบประมาณปรากฎ พบว่างบประมาณปีนี้ ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มีเสถียรภาพ มั่นคงยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกำหนดให้มีงบรายจ่ายงบลงทุนไม่น้อยกว่า 20% และไม่น้อยกว่าวงเงินที่ขาดดุลของบประมาณ แต่งบประมาณที่ถูกเสนอ รายจ่ายลงทุนผ่านเกณฑ์แบบฉิวเฉียด เกิน 3 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับการขาดดุล เกินมาเพียง 1.7 พันล้านบาท

“กมธ.เห็นรายละเอียดงบแล้ว ไม่ตั้งคำถามหรือ ที่นับเป็นรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายลงทุนจริงหรือไม่ เพราะที่ผมเห็นใน 2 รายการ ที่ไม่น่าจะใช่ คือ งบกลาง เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน ตั้งไว้ 1แสนล้านบาท บอกว่ามี 6หมื่นล้าน คือ รายจ่ายลงทุน ทั้งที่งบฉุกเฉินไม่มีโครงการ ไม่มีแบบ ไม่มีสถานที่ บอกว่า 60% ของยอดที่นายกฯ หรือ ครม. อนุมัติเป็นงบลงทุน ผมไม่เชื่อ เพราะหากดูตัวเลขใช้จ่ายงบฉุกเฉินปีผ่านมาเติมโคงการไม่ใช่รายจ่ายลงทุนในสัดสวนที่สูงมาก และ นับค่าบริการคลาวน์ภาครัฐ ค่าเช่าอีก 4.5พันล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายลงทุน ผมมองว่าไม่ใช่ เพราะไม่ใช่ลงทุนเรื่องคลาวน์ ส่วนการจัดเก็บข้อมูลเพื่อภารกิจประจำ หรือรายจ่ายประจำ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีกฎหมายใช้ต้องบังคับใช้จริงจัง ทั้งนี้หากรัฐบาลจัดไม่ได้ต้องแถลงต่อสภา แต่ทำไมถึงไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา หรือบังคับใช้กฎหมายเที่ยงธรรม ตนยืนยันว่าควรตัดลดวงเงินงบประมาณ รายจ่ายที่ไม่จำเป็นสุ่มเสี่ยงทุจริตและจัดเพิ่มงบลงทุนและให้มีพื้นที่การคลังเพื่อแก้ปัญหา เรื่องดังกล่าวตนจะติดตาม เพราะงบแสนล้านที่นายกฯ หรือ ครม.อนุมัติ จะดูว่ามีเจตนาเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลัง และใช้งบกลาง 60% เพื่อรายจ่ายลงทุน หากไม่ใช่ แปลว่าผิดกฎหมาย ตนมีหน้าที่ตรวจสอบต่อไป

ขณะที่นายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองประธานกมธ. ชี้แจงโดยยืนยันว่า ทำถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ

ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในมาตรา 4 งบรายจ่ายปี 70 จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท ว่า ตนได้เสนอให้มีการปรับลดงบประมาณโดยรวม 10% เจตนาไม่ใช่เพื่อลดวงเงินโดยรวมของรัฐบาล แต่เพื่อเปิดช่องให้ ครม.นำเงินส่วนที่ปรับลดไปนั้น กลับไปจัดสรรใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งโจทย์สำคัญที่เราหวังว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณในการแก้ไขมีด้วยกัน 5 เรื่อง ได้แก่ 1.การศึกษา 2.สังคมสูงอายุ 3.หนี้ครัวเรือน 4. ประสิทธิภาพการผลิต 5.การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

นายกรณ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้โทษรัฐบาลทั้งหมด แต่วันนี้เรามีปัญหาเชิงโครงสร้างในเรื่องงบประมาณ ซึ่งมีปัญหาสองส่วน คือการจัดสรรงบฯ และรายได้ วันนี้ใครเป็นรัฐบาลก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เงินไม่พอที่จะมาจัดสรร และแก้ไขปัญหาทั้งหมดที่สะสมมานาน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะอ้างไม่ได้ว่า จัดสรรงบประมาณให้ไม่ได้เพราะเงินไม่พอ เพราะรัฐบาลเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ตัวเอง โดยการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท แต่ก็เอาไปใช้กับโครงการเดิมๆ ไม่ได้แจกโดยตรงให้กับประชาชน แต่นำไปจัดซื้อพัสดุภัณฑ์ หรือแผงโซลาร์เซลล์ แต่ไม่ได้นำไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล โดยยกตัวเลขการจัดเก็บรายได้เมื่อเทียบกับจีดีพี อยู่ที่ 14% ซึ่งถือว่าลดลงมาเรื่อยๆ จากปีที่ผ่านมา ทซึ่งถือว่ามีความหมายมาก ทนอกจากนี้การจัดเก็บรายได้กว่า 99% มาจากการจัดเก็บภาษีจากคนทำงาน มีเพียง 1% ที่จัดเก็บจากอภิมหาเศรษฐีหรือกลุ่มคนร่ำรวย ทสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการจัดเก็บภาษี ที่ต้องมีการแก้ไข ททอีกทั้งอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเราอยู่ที่ 2% ททซึ่งถือว่าต่ำมาก ดังนั้นเราต้องมีการคิดว่าจะตอบโจทย์เรื่องนี้อย่างไร ไม่เช่นนั้นเราจะติดกับดักงบประมาณอย่างแน่นอน ผู้ที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้สูงอายุ จึงอยากกระตุ้นเตือนรัฐบาลว่า เรามีภาระหน้าที่ในการแก้ไขเรื่องนี้โดยเร็ว

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า หากยังยึดความคิดแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างภาษี บทบาทของต่างชาติในระบบเศรษฐกิจ จุดยืนต่อรัฐวิสาหกิจ หรือหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถืออยู่ รวมถึงกฎระเบียบต่างๆ เราจะหวังผลแบบใหม่ไม่ได้ เราต้องคิดใหม่ทำใหม่ เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องงบประมาณในอนาคตต่อไป

งบปี 70, ประชาธิปัตย์, พรรคประชาธิปัตย์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ ‘โชติ–สุพจน์–ธีร’ นั่งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์

7 กันยายน 2569 เวลา 13:16 น.

เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ “โชติ–สุพจน์–ธีร” นั่งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เสริมทีมกำกับการลงทุน มีอำนาจเสนอ ครม. กำหนดนโยบาย มาตรฐาน ติดตามผลกระทบ

วันที่ 7 กันยายน 2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 725/2569 แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ.2569 ซึ่งกำหนดให้มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้ไม่เกิน 3 คน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้แก่ 1.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 3.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา

การแต่งตั้งดังกล่าวได้รายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นประธานการประชุม เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมประชุม 2 คน คือ นายสุพจน์ และนายธีร ส่วน นายโชติ ติดภารกิจ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งดังกล่าว ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ

หลังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ทำให้บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีกรรมการรวม 21 คน ประกอบด้วยรองประธานกรรมการ 3 คน ได้แก่ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานคนที่ 1 รมว.มหาดไทย เป็นรองประธานคนที่ 2 และ รมว.พลังงาน เป็นรองประธานคนที่ 3

นอกจากนี้ มีกรรมการโดยตำแหน่ง 14 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการบีโอไอ เลขาธิการ กกพ. เลขาธิการ กสทช. เลขาธิการ สทนช. ผู้อำนวยการ สนพ. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการ สศช. หรือสภาพัฒน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ได้แก่ เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลกระทบจากการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อ ครม. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ ครม.หรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ทั้งนี้ กรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยตามระเบียบดังกล่าว ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม การใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผังเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะอัคคีภัย การป้องกันและเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ

หากหน่วยงานรัฐพบปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติ ครม. ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อแก้ไข ขณะที่เมื่อ ครม.เห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามและรายงานผลต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยมีความต่อเนื่องและตรวจสอบได้

ดาต้าเซ็นเตอร์, อนุทิน ชาญวีรกูล

‘สุรเชษฐ์’ ซัด ‘รัฐบาล’ จัดงบลงทุน ไม่ถึง 20% จงใจเล่นคำ ‘บิดเบือน-เลี่ยงกฎหมาย’

7 กันยายน 2569 เวลา 13:06 น.

‘สุรเชษฐ์’ ซัด ‘รัฐบาล’ จัดงบลงทุน ไม่ถึง 20% จงใจเล่นคำ ‘บิดเบือน-เลี่ยงกฎหมาย’ แฉยับ ‘นักการเมือง-ขรก.’ ปั้นโครงการสนองผู้รับเหมาชั้นพิเศษ เพื่อแบ่งฮั้ว

วันที่ 7 กันยายน 2569 เมื่อเวลา09.50น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผูัเป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก โดยในการพิจารณามาตรา 4 ภาพรวมของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการอภิปรายช่วงหนึ่งของ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่ให้ปรับลดงบประมาณลง พบว่า นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย อภิปรายว่า ภาพรวมงบลงทุนที่มีปัญหา นอกจากการลดงบรายจ่ายลงทุนแล้วยังพบความบิดเบือน จงใจเลี่ยงข้อกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่กำหนดให้ต้องมีงบประมาณรายจ่ายเพื่อลงทุนมีอย่างน้อย 20% แต่รัฐบาลใช้การเล่นคำเพื่อเลี่ยงกฎหมาย บางจุดใช้คำว่ารายจ่ายลงทุน รายจ่ายเพื่อการลงทุน ซึ่งไม่เท่ากับงบลงทุน หากนับเฉพาะส่วนที่นิยามชัดเจนว่าเป็นงบลงทุน มีเพียง 13% ต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ ขณะเดียวกันเมื่อเทียบงบลงทุนเมื่อปี2569 พบว่ามีสัดส่วนลดลง 13%

“งบลงทุนปี2570 ต่ำมาและยังพบการเล่นคำนับบางรายการเพิ่ม เรียกว่าเป็นรายจ่ายลงทุน เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามกฎหมาย คือ ผ่านตามกฎหมายสไตล์ศรีธนญชัย นอกจากนั้นแล้วยังพบว่างบลงทุนส่วนใหญ่ยังใช้กับโครงการถนน และโครงการน้ำจำนวนมาก ซึ่งผมมองว่างบปีนี้ถูกจัดสรรแบบไม่เห็นอนาคต นอกจากนั้นยังพบว่าผู้รับเหมาชนชั้นพิเศษได้โครงการมากขึ้นเพื่อเพียงพอต่อการแบ่งฮั้ว และพบว่า นักการเมืองและข้าราชการปั้นโครงการเพื่อจัดสรรให้กับผู้รับเหมาชั้นพิเศษ ขณะที่ผู้รับเหมาชั้นธรรมดา หรือผู้ประกอบการตายเรียบ” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหรับหน่วยงานที่งบลงทุนจำนวนมากอยู่ใน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน และกรมโยธาธิการและผังเมือง และที่หนักที่สุดคือกรมทางหลวง (ทล.) ที่ได้งบแสนล้านบาท ซึ่งจงใจจัดมาให้พอต่อการฮั้ว ปี2569 มี 69 โครงการ ปี2570 มี 70 โครงการ ทั้งที่ภาพรวมงบลงทุนลดลง 13% อย่างไรก็ดีงบที่สร้างอนาคต เช่น งบกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสต์ วิจัยและนวัตกรรม ถูกปรับลดลง 32% เหลือ 1.3 หมื่นล้านบาท แม้กมธ.จะคืนให้ 4,000 ล้านบาท แต่สวนทางกับการพัฒนา

“การจัดงบเพื่อลงทุน ไม่ควรเป็นแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา แต่ควรชั่งน้ำหนักในความจำเป็น นอกจากนั้นแล้วรัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ สั่งการให้ข้าราชการตอบคำถามกับตัวแทนประชาชนในการตรวจสอบงบประมาณ โดยเฉพาะข้าราชการที่จัดงบส่อไปในทางมิชอบ เลือกไม่ส่งเอกสาร หรือส่งแบบขอไปที เช่น ปลัดกระทรวงคมนาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทย แม้ตอบกลับเอกสาร แต่ตอบว่าไม่ให้เพราะเอกสารลับ ดังนั้นขอให้กมธ. ทำหนังสือไปยัง ครม. เพื่อขอให้ส่งเอกสารที่กมธ.ทวงถามแม้ กมธ.จะหมดวาระไปแล้ว“ นายสุรเชษฐ์ กล่าว

พรรคประชาชน, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ

นายกฯ ลั่น ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ขอวางใจอุตสาหกรรมป้องกันปท. ศัตรูต้องยำเกรง

7 กันยายน 2569 เวลา 12:29 น.

‘นายกฯ’ปลุก วปอ. หลายปท.สร้างอาวุธเอง ไม่อยากเลือกข้าง ต้องหายใจด้วยจมูกตัวเอง ขอวางใจอุตสาหกรรมป้องกันปท. ศัตรูต้องยำเกรง ลั่นปัญหาชายแดนเตรียมพร้อมเสมอ ทุกรอยเท้าที่ย่ำ จะไม่เป๋ บอกดูคนต้องดูที่รอยเท้า พร้อมสู้กลับ หากโดนเปิดก่อน

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยนายกฯ กล่าวว่า ในอดีตที่เราพูดถึงความมั่นคงเราจะพูดถึงการจัดหาหรือซื้ออาวุธอะไรให้ประเทศมีความพร้อม วันนี้หลายประเทศผลิตอาวุธได้ แต่ก็ไม่ทราบว่าวันไหนเขาจะอยู่ข้างไหนหรือเขาจะเลือกว่าจะให้อาวุธนี้กับใคร เราไม่ต้องการที่จะอยู่ภายใต้จมูกของใคร​ แต่เราต้องหายใจด้วยตัวเอง ซึ่งทุกวันนี้นักศึกษาวปอ.​หลายคน ที่อยู่ในแวดวงความมั่นคง คงจะได้เห็นว่าอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีการพัฒนาไปมากพอสมควร แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ คือการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทย ซึ่งรมว.กลาโหมได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับตน ว่าอุตสาหกรรมป้องกันในประเทศ ถือว่าสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง และจะเป็นสิ่งที่ ทำให้ได้รับความยำเกรง จากผู้ที่คิดจะมาต่อกรกับเราได้ในระดับที่เรียกว่าวางใจได้เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ตนได้รับการป้อนมา เนื่องจากรัฐบาลที่ตนเข้ามาในช่วงที่ทุกท่านก็คงทราบว่า มีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่ค่อนข้างรุนแรง แต่สิ่งที่ทำให้เรามีความมั่นใจมาตลอดเวลา ก็คือความพรั่งพร้อม ของกองทัพ ตนต้องเปลี่ยนบริบทความคิด ว่า ทุกวันนี้จะไปรบกับใคร​ ต้องพึ่งพาระบบเศรษฐกิจ เพราะเรามีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและจะเกิดสงครามน้อยมาก การที่จะต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปเพื่อการเตรียมความพร้อมของยุทโธปกรณ์ต่างๆ​ ไม่น่าสำคัญเท่ากับการที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเรามีความแข็งแกร่ง และยั่งยืน ซึ่งเคยคิดอย่างนั้น และ​ ณ ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถูกต้อง

นายกฯ กล่าวอีกว่า สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือความพรั่งพร้อมของกองทัพ ซึ่งนี่ต้องยอมรับจริงๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้แม้แต่ความตั้งสงบต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ​ กลับขึ้นมา ที่จะต้องมาเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล ในการป้องกันประเทศ ซึ่งตนและผู้นำเหล่าทัพก็ได้หารือกันตลอด และเห็นพร้องต้องการว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น​ นอกจากที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศให้รู้สึกปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด​ แต่ต้องทำให้เขาเห็นว่าอย่าทำอีก​ ถ้าเขาทำอีก​ เราก็ต้องตอบสนอง และเขาตัดสินใจผิดที่จะมาวุ่นวาย​ หรือรุกรานประเทศไทย ทั้งนี้ ตนขอให้ความมั่นใจ กับนักศึกษาวปอ.​68 สิ่งรัฐบาลได้ร่วมกันปกป้องประเทศมาโดยตลอด​ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและเป็นสิ่งที่เหมาะสมต่อสถานการณ์ ทั้งสิ้น แล้วเราก็ยังคงต้องเตรียมความพร้อมเช่นนี้ ตราบใดที่ความสัมพันธ์ทางการทูตยังไม่ถูกสถาปนากลับมาอีกครั้ง และความพร้อมเหล่านี้มีอยู่แล้วเรียบร้อยแล้ว และทุกคนก็สามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ วางแผนทุกอย่าง ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ​ ประเทศไทยของเราทุกวันนี้พร้อมที่จะเดินหน้า ด้วยพลังขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งและมั่นคง รอยเท้าที่ประทับไปแต่ละรอย จะไม่เป๋ หรือความมั่นใจทุกการกระทำที่ย่ำไปจะต้องย่ำด้วยความมั่นคง ดูคนต้องดูที่รอยเท้าว่าเขาเดินอย่างไร

“ตั้งแต่ผมได้เข้ามาบริหารประเทศในรัฐบาลอนุทิน 1 ตั้งแต่เดือนก.ย. และขาดตอนเดือนธ.ค. สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือ ความพร้อมของกองทัพ ต้องยอมรับจริงๆเพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทำให้คำว่า แม้หวังตั้งสงบ ต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพ ที่ต้องกลับมาที่นโยบายหลักของรัฐบาลอีกครั้ง ในเรื่องการป้องกันประเทศ ซึ่งตนและผู้นำเหล่าทัพได้หารือกันตลอดเวลา และมีความเห็นตรงกันว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในประเทศให้รู้สึกปลอดภัย”นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า สำหรับผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตรงตะเข็บชายแดน อาจจะมีความรู้สึกมากกว่าเรา เพราะท่านไม่รู้ว่าวันไหนจะมีเสียงระเบิดตกใส่ มีหลายครั้งตกกลางหลังคาบ้าน ซึ่งอาวุธที่เขาถล่มเข้ามามีความรุนแรง มีกำลังมีพลัง และมีน้ำหนักมาก ด้วยความเร็วและทิศทางที่กำกับไม่ได้ และไม่ได้ตกในพื้นที่ที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ เขามีอยู่ 10,000 ลูกใช้ไป 7,000ลูกเข้ามาในประเทศไทย ถ้าจะบอกว่าไม่เป็นไร บอกว่ารับได้ เราก็ไม่ใช่คนไทย สิ่งที่เราถูกกระทำมาแล้วมีคำตอบเดียว คือ ต้องสู้กลับไม่มีทางเลือกอื่น และต้องให้เห็นว่าอย่าทำอีก นี่เป็นเรื่องสำคัญหากทำอีก เราก็พร้อมที่จะตอบสนองให้รู้ว่าเขาตัดสินใจผิดที่คิดจะมาวุ่นวายมารุกรานประเทศไทย

”ความพร้อมหลังจากนี้มีอยู่แล้วเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเราทุกคนสามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ วางแผนทุกๆอย่างในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งฝั่งภาคเอกชนก็ดำเนินการวางแผนในการขยายกิจการธุรกิจของท่าน ท่านเปรียบเสมือนบ้าน หากบ้านเมืองอยู่ในสภาวะปกติ ท่านที่อยู่ในแวดวงราชการท่านก็วางแผนพัฒนาระบบการทำงาน สามารถวางแผนได้โดยตั้งสมมุติฐานว่ามีความเป็นปกติ เพราะไม่มีศัตรูของประเทศจากที่ไหนก็ตามที่จะเข้ามาทำร้าย หรือเข้ามาทำให้ประเทศไทยเกิดความเสียหายจากการคุกคาม ทำร้ายลูกหลานของพวกเขาได้ นี่คือสิ่งที่อยากเน้นย้ำให้ทุกคนได้เกิดความมั่นใจว่าประเทศไทยของเราทุกวันนี้พร้อมที่จะเดินหน้ารีซิเลียนไทยแลนด์ด้วยกำลังขับเคลื่อนที่มั่นคง แข็งแกร่ง รอยร้าวแต่รอยจะสามารถย้ำไปด้วยความมั่นคง ดูคนดูที่รอยร้าวได้ว่าเค้าเดินอย่างไร“นายกฯ กล่าว

วปอ.68, อนุทิน ชาญวีรกูล

สนธิ ลั่นกลองรบ 10 ก.ย. นี้ บุกสถานทูตยิว จับตา กกต. ปมฮั้ว สว. หากมีตัดตอน ยกระดับชุมนุม

7 กันยายน 2569 เวลา 12:24 น.

สนธิ

วันที่ 7 ก.ย.69 เวลา 10.00 น. ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้แนวคิด “เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยประกาศเตรียมเดินหน้ารวบรวมพลังประชาชนและยกระดับการเคลื่อนไหวทางการเมือง พร้อมจับตาการทำงานของรัฐบาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก สว.

ทั้งนี้ นายสนธิ ยังได้ระบุเพิ่มเติมถึงสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันว่า ประเทศไทยในเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เนื่องจากระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองมีลักษณะเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่ตนมองว่ามีความฉลาดและเจ้าเล่ห์ แอบอ้างเรื่องการปกป้องสถาบันฯ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือส่งตัวเองเข้าสู่อำนาจการบริหาร ซึ่งตัวเขากับนายอนุทินมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้นายอนุทินจะเคยกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องทวงคืนประเทศไทยเพราะแผ่นดินนี้เป็นของทุกคน แต่ภาคประชาชนที่ตนกำลังนำเคลื่อนไหว คือกลุ่มคนที่มุ่งหวังอยากเห็นรัฐบาลที่มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ และพร้อมจะเสียสละผลประโยชน์ส่วนตน ซึ่งถือเป็นศักดิ์ศรีของประเทศที่ไม่อาจหาได้จากรัฐบาลชุดนี้

สนธิ

นอกจากนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าใช้อำนาจรัฐในการปิดบังข้อมูลหลายด้าน ทั้งกรณีปัญหาที่ดินเขากระโดง และประเด็นเรื่องอธิปไตยของชาติ ซึ่งหากในอดีตไม่มี พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ขณะดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาทวงคืนพื้นที่โดยยึดแนวเขตตามแผนที่ 1:50,000 ไทยคงต้องเสียเปรียบไปแล้ว ทว่าพรรคภูมิใจไทยกลับมีท่าทีบิดพลิ้ว ไม่ยอมรับข้อเสนอให้ยกเลิก MOU43 และไม่สามารถชี้แจงเหตุผลได้ว่าทำไมยังคงยึดถือแนวแผนที่ 1:200,000 อยู่อีก

นายสนธิ กล่าวต่อว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากเหตุการณ์ทางการเมืองเฉพาะหน้า แต่ต้องการให้สังคมย้อนกลับไปดูต้นเหตุของปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพราะมองว่าการเมืองไทยมีการเปลี่ยนขั้วและเปลี่ยนรัฐบาล แต่เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ยังคงเชื่อมโยงกันอยู่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนเคยออกมาต่อสู้กับรัฐบาลและระบอบทักษิณ เพราะไม่เห็นด้วยกับการทุจริต การใช้อำนาจ และการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม แต่ในปัจจุบันกลับมองเห็นปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับรัฐบาลและกลุ่มอำนาจทางการเมืองชุดปัจจุบัน จึงเห็นว่าประชาชนไม่ควรเลือกปฏิบัติในการตรวจสอบนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด

สนธิ

นายสนธิ กล่าว “ถ้าสิ่งที่เราต่อต้านในอดีตคือการฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรม วันนี้ถ้ามันเกิดขึ้นกับฝ่ายที่เราเคยสนับสนุน เราก็ต้องกล้าตรวจสอบเหมือนกัน”

นายสนธิ ยังกล่าว ถึงกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ซึ่งมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฮั้ว สว.ว่า ต้องจับตาการดำเนินการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่ กกต.อาจจะมีมติ 5 ต่อ 2 ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว หากกระบวนการตรวจสอบเดินหน้าไปในลักษณะที่มีการตัดตอนบุคคลบางกลุ่ม หรือดำเนินคดีเฉพาะผู้ที่อยู่ระดับล่าง โดยไม่สาวไปถึงผู้ที่มีอำนาจหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ก็อาจทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อกระบวนการยุติธรรมและความเป็นอิสระขององค์กรที่เกี่ยวข้อง

สนธิ

“วันที่ 14 กันยายนนี้ต้องจับตา ถ้า กกต.มีการตัดตอนตามที่ผมคาดการณ์ไว้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องกังวล เพราะจะมีเรื่องเกิดขึ้นตลอดเวลา และประชาชนจะได้เห็นว่าเครือข่ายอำนาจที่กำลังบริหารประเทศอยู่นั้นเป็นอย่างไร” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงตัวเลขงบประมาณประมาณ 1,621 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับโครงการด้านเทคโนโลยีและ AI โดยตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ หากเป็นเพียงการเช่าระบบหรือเทคโนโลยีจากภายนอกมาใช้งาน และเมื่อหมดสัญญาจะต้องใช้งบประมาณเช่าต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมเสนอว่ารัฐควรนำงบประมาณดังกล่าวมาพัฒนาบุคลากรและสร้างเทคโนโลยี AI ของประเทศไทยเอง

สนธิ

ด้วยเหตุที่มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากประชาชนหมดความเชื่อถือในตัวรัฐบาลและศูนย์ดำรงธรรม นายสนธิ จึงประกาศเตรียมปักหมุดเริ่มต้นเคลื่อนพล โดยจะเริ่มจากการประท้วงกลุ่มชาวยิว และต่อต้านกลุ่มทุนจีนเทาในพื้นที่จังหวัดชลบุรี จากนั้นจะออกเดินสายรณรงค์ทั่วประเทศเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของคนไทยกลับคืนมา โดยย้ำว่าในวัย 79 ปี หากต้องเสียชีวิตระหว่างการสู้ครั้งนี้ก็พร้อมยอมรับโดยไม่หวาดกลัว และไม่สนใจคำด้อยค่าว่าเป็นเพียง “ม็อบน้ำหมาก” เพราะหากมีความศรัทธาและความเชื่อมั่น ก็ไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัว ย้อนไปเมื่อ 21 ปีก่อนเคยมีคนถามว่าจะมีมวลชนมาร่วมด้วยหรือไม่ ตนก็ตอบไปว่าต่อให้เหลือตัวคนเดียวก็จะต่อสู้

สำหรับปฏิทินการเคลื่อนไหว นัดหมายแรกจะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. โดยจะนำมวลชนเดินทางไปยื่นหนังสือ ณ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ถนนสุขุมวิท พร้อมอ่านแถลงการณ์ที่มีเนื้อหาเข้มข้น หลังจากนั้นจะทำการสื่อสารไปยังประชาชนทุกภาคส่วนเพื่อสอบถามจุดยืนว่าเห็นด้วยกับการสู้ครั้งนี้หรือไม่ โดยเป้าหมายหลักไม่ได้ต้องการล้มรัฐบาล แต่ต้องการสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลอยู่ไม่เป็นสุข จนกว่าจะยอมหยุดพฤติกรรมเรื่อยเปื่อยและหันมาตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างเด็ดขาด

สนธิ

“ผมต้องการวัดให้เห็นว่า ประชาชนไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาลมากแค่ไหน ไม่ใช่เวทีของการชกต่อย แต่เป็นเวทีที่ประชาชนจะบอกว่าต้องการเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกล้าหาญ และยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ ยังกล่าวถึงการบริหารประเทศของรัฐบาล โดยยกประเด็นราคาพลังงาน ปัญหาการกักตุนน้ำมัน การเยียวยาประชาชนจากปัญหาน้ำท่วม ปัญหาการทุจริตในระบบราชการ รวมถึงปัญหาการถือครองที่ดินและการเข้ามาประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ โดยมองว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในการดูแลผลประโยชน์ของประชาชนไทย นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงปัญหาอธิปไตยและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชื่นชมบทบาทของฝ่ายทหารที่ออกมาปกป้องพื้นที่ของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องอธิปไตย และไม่ดำเนินนโยบายที่อาจทำให้ผลประโยชน์ของประเทศเสียหาย

สนธิ

นายสนธิ กล่าวต่อว่า สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหว โดยจะเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง และหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการ ก็พร้อมพิจารณายกระดับการเคลื่อนไหวให้มีพลังมากขึ้น ทั้งนี้ นายสนธิระบุว่า เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การสร้างความขัดแย้งระหว่างประชาชน แต่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางประเทศ และต้องการให้รัฐบาลตระหนักว่าประชาชนสามารถตรวจสอบและกดดันผู้มีอำนาจได้

“ผมต้องการเอาประเทศไทยของเราคืนมา ประเทศไทยต้องเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกลุ่มทุน กลุ่มบ้านใหญ่ หรือเครือข่ายอำนาจใด ๆ และหากประชาชนเห็นด้วยกับอุดมการณ์และสิ่งที่ตนทำก็ขอให้ออกมาแสดงพลังกันให้มากขึ้น ผมขอท้านายอนุทินให้ไลฟ์สดทุกวัน ถ้าแน่จริง และผมก็จะไลฟ์ชนกับนายอนุทินทุกวัน คนหนึ่งไลฟ์สดโกหก อีกคนเข้าไปจับผิด”

สนธิ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก คุยทุกเรื่องกับสนธิ

การเมือง, สถานทูตยิว, สนธิ ลิ้มทองกุล, เอาประเทศไทยของเราคืนมา

หมอวรงค์ เสนอ ตัดลดงบฯ 70 ลง 10% หวั่นงบถูกนำไปทุจริตคอร์รัปชัน

7 กันยายน 2569 เวลา 12:10 น.

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.20 น. ที่รัฐสภานพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ลุกกล่าวอภิปรายว่า ตนขอปรับลดงบประมาณ มาตรา 4 ลงรวม 10% ในภาพรวม เพราะกังวลว่าการตั้งงบประมาณจะนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งก่อนนี้ ตนไม่เชื่อว่าประเทศนี้ไม่มีการโกง แต่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ถ้าโครงการไหนที่ถูกบรรจุในงบฯเล่มขาวคาดแดง แม้จะแจ้งว่าอยู่ในชั้นวาระแรก แต่ก็มีการจ่ายเงินกันไปแล้ว มีหลักคือ แม้ราคาต้นทุน 100 บาท แต่เมื่ออยู่ในเล่มงบประมาณขาวคาดแดง จะมีราคาสูงกว่าปกติ 300-400 บาท โดยเขาต้องจ่ายเงินให้ส่วนราชการ 30% และราชการจ่ายต่ออย่างไรเป็นอีกเรื่อง สำหรับต้นทุน 30% ต้องกันไว้เป็นจ่ายรายทางหลายอย่าง ซึ่งเขาจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว พอมาดูถึงรู้ว่า ทำงบฯกันแบบนี้ก็ส่อเอื้อ เพราะมีราคาสูงกว่าปกติ ยังไม่ต้องพูดถึงงบการประชาสัมพันธ์ของแต่ละกระทรวง หน่วยงาน, งบจ้างเหมาบริการ,งบคุรุภัณฑ์หคือแม้แต่งบโครงการของรัฐล้วนตั้งราคาสูงกว่าปกติทั้งสิ้น แล้วอย่างนี้จะไม่ส่อว่างบรั่วไหลได้อย่างไร ตนจึงขอตัดภาพรวมที่ 10% ทั้งหมด

“ตั้งราคา 300-400 บาท ทั้งที่ต้นทุน 100 บาท จ่าย 30% ที่สำคัญคือ งบโครงการที่รัฐบาลจะทำเป็นอันตราย และมีสิ่งที่ไม่สบายใจ คือ เงินแบงค์พัน หายไปจากระบบ 1.4 แสนล้านบาท ซึ่งพัวพันกับเงินเทา เงินพนัน เงินสินบน เงินใต้โต๊ะ และเงินซื้อเสียงนักการเมือง กมธ.ได้หารือหรือปล่อยให้หมักหมม ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ที่สุดประเทศจะไปไม่รอด” นพ.วรงค์ กล่าว

งบฯ 7, พรรคไทยภักดี, หมอวรงค์

อนุทิน นำ ครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 ชู 3 หลักคิด ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ-ปฏิรูประบบราชการ-พัฒนาคน’

7 กันยายน 2569 เวลา 11:58 น.

นายกฯนำทัพ ครม.-เหล่าทัพ ฟังข้อเสนอ วปอ.68 ’Resilient Thailand‘ ชู 3 หลักคิด ‘เปลี่ยนเครื่องยนต์เศรษฐกิจ – ปฏิรูประบบราชการ – พัฒนาคน’ ยัน วปอ. ไม่มีการเมืองแทรกแซง ขอใช้เครือข่ายช่วยรัฐบาล ย้ำ ความมั่นคงปท.สำคัญเตรียมพร้อมรับมือ ไม่ใช่ล้มแล้วลุกให้เร็ว แต่ปท.ต้องแข็งแรงพอ ก่อนมอบเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา​ 08.30 น.​ที่​วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร​ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในกิจกรรม NDC’68 Symposium ภายใต้แนวคิด “Resilient Thailand” ของหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 โดยมี​พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรม​เจริญ​ รมว.กลาโหม​ นายเอกนัฏ​ พร้อม​พันธุ์​ รมว.พลังงาน​ พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ​ปลัดกระทรวงกลาโหม​ พล.อ.อุกฤษฏ์​ บุญ​ตา​นนท์​ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.)​ พล.อ.พนา​ แคล้ว​ปลอด​ทุกข์​ ผู้บัญชาการทหาร ทหารบก(ผบ.ทบ.)​พล.ต.อ.กิตติ​์รัฐ​ พันธุ์​เพ็ชร์​ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)พล.อ.สิทธา มหาสันทนะ ผู้บัญชาการสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พร้อมด้วย พล.ท.อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ให้การต้อนรับ

โดยทันทีที่นายกฯเดินทางมาถึงได้รับมอบหนังสือ​จากหุ่นยนต์​กู้ภัย “โอลิเวอร์” ของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก่อนเยี่ยมชมนิทรรศการงานวิจัย​ ถ่ายรูปร่วมกัน​กับนักเรียนวปอ.รุ่นที่​ 68 และการรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ​ อาทิ​ การพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ​ ที่ต้องชัดเจนและเหมาะสมกับศักยภาพ​ พร้อมกับพัฒนาทักษะของบุคลากรไปพร้อมกัน​

โดยนายกฯ กล่าวว่า ตนยินดีและดีใจมากที่ได้กลับมาวปอ.ในอีกครั้ง ถึงแม้ว่าจะเกือบไม่ได้มาเพราะกำหนดการช่วงนี้เดินทางมาก​ วปอ.รุ่นที่ 68 ถือว่าเป็นเพราะรุ่นแรกที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดตนเป็นผู้ลงนาม และเป็นวปอ.ชุดแรกที่นำคนออกไปแล้วกลับเข้ามา ไม่ให้มีเรื่องของการเมือง​ หรือเรื่องของอารมณ์ใดๆที่จะมาทำให้เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของวปอ. ถูกกระทบ พอๆเป็นเรื่องของความมั่นคง​ คือเรื่องที่คณะกรรมการกองบัญชาการทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม ได้คัดกรองมาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องใดๆก็ตาม ที่นอกเหนือจากนี้ คนนอกไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะเราต้องให้เกียรติกับผู้ที่ทำการกลั่นกรองมา​ สิ่งที่เราได้จากการศึกษาที่นี้ นอกจากความรู้ในห้องเรียนหรือการที่ได้เห็นประเทศไทยจากหลายมุม ได้รู้จักและเข้าใจคนจากหลายภาคส่วน หรือแม้กระทั่งว่าการที่เรามีเพื่อนในวัยที่เรากำลังจะ เติบโตมาแล้วมากมายทำให้รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของการมีเพื่อน ในอายุขนาดนี้ มีความหมาย

นายกฯ​ กล่าวว่า​ “Resilient Thailand” ภายใต้แนวคิดนี้​ ตนดีใจว่าโจทย์ที่ตั้งตรงกับโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลกำลังทำงานอยู่ คือในวันที่โลกจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอด และสามารถก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยความมั่นคง แข็งแกร่ง​ คำว่า​ Resilient ไม่มีสปีชของผู้นำ​ ซึ่งได้วางกรอบไว้ “Resilient” ก็คือไม่ใช่แค่ล้มแล้วลุก​ แต่เมื่อลุกแล้วจะต้องวิ่ง วิ่งไปข้างหน้าด้วยความแข็งแกร่งกว่าเดิม ตนอยากให้ใส่วงเล็บ.”Moving Forward” หลังจากที่มีปัญหามีการล้ม หยุดนิ่ง อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดการชะงักงัน ของความก้าวหน้าต่างๆ ซึ่งเกิดได้ตลอดเวลา แต่เมื่อเราผ่านอุปสรรคเหล่านั้นไปแล้ว เราต้องเอาอุปสรรคเหล่านั้นเปลี่ยนมาเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เราขับเคลื่อน ไปด้วยความรวดเร็ว ที่สูงขึ้น และด้วยประสบการณ์ที่แข็งแกร่งด้วยความรอบรู้ที่เราได้ผ่านมา ภาษานักบินกองทัพอากาศเขาสอนขับเครื่องบิน​ไม่ใช่มองไปข้างหน้า​เฉยๆ​ มองซ้ายมองขวา​ มองความสวยงามของท้องฟ้าเท่านั้น​ แต่คุณต้องมองทางพื้นดิน​ ข้างหน้า​ ข้างบน​ ว่ามันมีเมฆอยู่หรือไม่และต้องมองข้างล่างว่าทำอย่างไรให้เห็นเมฆที่ทำให้เครื่องบิน ลดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดอันตราย เพราะฉะนั้นคำว่า​ Resilient รวมหลายๆอย่างเอาไว้เมื่อเรามีปัญหาแล้วจะต้องเดินหน้าด้วยการปรับตัวบทเรียนต่างๆถอดบทเรียน และนำสิ่งเหล่านั้นมาเป็นพลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความรอบรู้ และเป็นสิ่งที่จะทำให้เรา รู้จักคำว่า​ “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” Resilient ของนักศึกษาวปอ. 68 จะมีความหมายมากที่จะทำให้การขับเคลื่อนประเทศไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของพวกท่าน​ ขับเคลื่อนไปด้วยความมั่นคงแข็งแกร่ง รอบรู้และด้วยประสบการณ์และบทเรียนที่เราได้ประสบมา​

นายก​ฯ กล่าวย้ำว่า​ ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ​ เพราะโลกไม่ได้กำลังเปลี่ยนแปลงในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง​ แต่เปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์​ นี่คืออีกหนึ่งคำ ที่ทุกอาเจนด้าที่มีการพูดคุย ในวงนานาชาติ จะมีคำนี้ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา Geopolitics กติกาการค้าเอไอพลังงานโครงสร้างประชากร ทำให้สามารถสรุปได้ว่าในบริบทของนโยบายรัฐบาล และการรับทราบรับรู้ได้ของนักศึกษาวปอ.รุ่น 68 มีทิศทางที่ตรงกัน สำหรับตนความมั่นคงในโลก วันนี้ไม่ใช่แค่การป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่จะมาคุกคามประเทศเรา ความมั่นคงสำหรับประเทศไทยคือการสร้างประเทศที่แข็งแกร่งมีความพร้อมจากภายใน ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก ปัจจัยจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับเรา และเราต้องพร้อมที่จะรับการรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงและทุกอิทธิพลจากภายนอก ที่ไม่ใช่ล้มแล้วลุกให้เร็วหรือรอให้เกิดขึ้นก่อนแล้วมาแก้ปัญหา แต่ก็ต้องทำให้ประเทศแข็งแรงพอ​ ที่จะเปลี่ยนแปลงมีการเตรียมตัวอย่างเนิ่นๆ และทั่วโลกได้เปลี่ยนไปแล้วเราก็สามารถเปลี่ยนความท้าทายทั้งหลาย ให้เป็นโอกาสของประเทศไทยได้

นายกญ กล่าวด้วยว่า หากถามถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลอย่างไรนั้น เรามองอยู่ 3 อย่าง คือเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน​ ซึ่งเราเห็นตรงกัน โดยการเปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยราย 10 ปีที่ผ่านมา เติบโตจากการผลิต การส่งออก การท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเครื่องยนต์เหล่านี้ ปัจจุบันก็ยังมีความสำคัญ แต่ก็ต้องหาคนไกลที่ทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้น แต่ครึ่งเดือนนี้พาเราไปถึงโลกอนาคตไม่ได้ ต้องส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตดิจิทัล เอไอ เซมิคอนดักเตอร์​ หากดูในอนาคตพลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ​ อาหารและการแพทย์ ไปจนถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังประธานนักศึกษา วปอ.รุ่น 68 ได้มอบของที่ระลึกให้กับนายกฯซึ่งเป็นเสื้อแจ็คเก็ตรุ่น วปอ.68 โดยที่แถบด้านขวาได้ติดแถบสัญลักษณ์ วปอ.61 ซึ่งเป็นรุ่นของนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตราสัญลักษณ์หมู่นกหัวขวานที่แขนเสื้อด้านซ้าย ซึ่งเป็นหมู่ของนายอนุทิน สังกัดอยู่ในสมัยเรียน วปอ.61

วปอ.68, อนุทิน ชาญวีรกูล

เนรเทศรายที่ 2 ‘อนุทิน’ลงนาม ไล่ชาวฝรั่งเศสพ้นราชอาณาจักร

7 กันยายน 2569 เวลา 11:46 น.

“อนุทิน” เนรเทศรายที่ 2 ไล่ชาวฝรั่งเศสพ้นราชอาณาจักร หลังศาลเกาะสมุยพิพากษาคดีข่มขู่ทำร้ายร่างกาย ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยที่ 2354/2569 เรื่อง เนรเทศ นายเควิน ดิมิโน (MR. KEVIN DIMINO) ออกไปนอกราชอาณาจักร

ด้วยปรากฏว่า นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส มีพฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายร่างกาย ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น สร้างความแตกแยกทางเชื้อชาติและศาสนา รวมถึงในหมู่นักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทั้งยังมีพฤติกรรมคึกคะนองอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่นอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบกับศาลจังหวัดเกาะสมุยมีคำพิพากษาว่า นายเควิน ดิมิโน มีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), (8) และมาตรา 158/1 วรรคสอง พิพากษาปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 พร้อมริบของกลาง

พฤติกรรมดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และความผาสุกของประชาชน จึงมีความจำเป็นต้องเนรเทศออกนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ประกอบกับข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีคำสั่งเนรเทศ นายเควิน ดิมิโน สัญชาติฝรั่งเศส ออกไปนอกราชอาณาจักร

อนึ่ง หาก นายเควิน ดิมิโน ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งนี้ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ หรือขอมิให้ส่งตัวออกไปนอกราชอาณาจักร ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการเนรเทศ พ.ศ. 2499 ภายใน 7 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้

พ้นราชอาณาจักร, อนุทิน ชาญวีรกูล, เนรเทศต่างชาติ

นายกฯแจงปมเปลี่ยนโฆษกรัฐบาล-ผุดรายการ ครม. หวังให้รมต.ตีปี๊บผลงาน หลังทำงานครึ่งปี ปัดตอบปรับ ครม.

7 กันยายน 2569 เวลา 11:21 น.

นายกฯแจงปมเปลี่ยนโฆษกรัฐบาล-ผุดรายการ ครม. หวังให้รมต.ตีปี๊บผลงาน หลังทำงานครึ่งปีแล้ว ปัดตอบปรับ ครม.

วันที่ 7 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเปลี่ยนตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและเปิดตัวรายการ”คุยกับครม.อนุทิน” ส่วนนี้การสื่อสารของรัฐบาลมีปัญหาอะไรหรือคาดหวังอะไร หรือไม่ ว่า รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่ประมาณครึ่งปีแล้ว ทางกรมประชาสัมพันธ์ โดยนางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มาหารือว่าสมัยก่อนก็มีการสื่อสารไปยังประชาชนผ่านรายการอย่างเช่น รายการนายกฯพบประชาชน เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้รัฐมนตรีทุกคนก็ทำงาน ฉะนั้นในแต่ละสัปดาห์ก็จะจัดช่วงเวลาให้ เพื่อให้รัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่ทำงานในแต่ละเรื่องได้มาชี้แจงให้ประชาชนรับทราบ ก็จะพยายามทำให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่านายกฯมีคิวออกอากาศวันไหน นายกฯตอบว่า ยังไม่ได้

เมื่อถามว่า โฆษกรัฐบาลคนใหม่ที่จะแต่งตั้ง จะเสริมการสื่อสารเรื่องการเมือง จากเดิมหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เน้นการสื่อสารให้กับประชาชน ให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง

เมื่อถามต่อว่า จะเน้นเรื่องตอบโต้ทางการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าอย่าไปใช้คำว่าตอบโต้ทางการเมืองเลย มีอะไรก็ชี้แจง ข้อสงสัยหรือข้อกังวลให้กับทุกฝ่าย ได้รับทราบ

เมื่อถามว่าตอนนี้ปรับแค่การสื่อสาร ยังไม่ปรับคณะรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายกฯยิ้มแล้วหัวเราะแต่ไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามอีกว่าตอนนี้รัฐบาลอยู่มา 6 เดือนแล้ว ถึงเวลาปรับครม.แล้วหรือยัง นายกฯหัวเราะและไม่ตอบคำถาม

โดยเมื่อนายกฯเดินออกจากวงสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวได้ถามอีกว่า ที่หัวเราะแบบนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะปรับใช่หรือไม่ นายกฯ ได้เพียงแต่ยิ้มโดยไม่ได้ตอบคำถาม

ครม, นายกรัฐมนตรี, อนุทิน ชาญวีรกูล, โฆษกรัฐบาล