เตรียมสรุปคดีสอบโกง ปปช.ชี้ปมผิด ชงบอร์ดตั้งทีมไต่สวน

เตรียมสรุปคดีสอบโกง ปปช.ชี้ปมผิด ชงบอร์ดตั้งทีมไต่สวน

เตรียมสรุปคดีสอบโกง ปปช.ชี้ปมผิด ชงบอร์ดตั้งทีมไต่สวน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เตรียมสรุปคดีสอบโกง ปปช.ชี้ปมผิด ชงบอร์ดตั้งทีมไต่สวน แกะรอยขุดTORล็อกสเปก เค้นผอ.พิชิตร่ำรวยผิดปกติ ทรงศักดิ์แฉเกมล้มประมูล

ป.ป.ช.เตรียมสรุปโกงสอบท้องถิ่นภายใน 2 สัปดาห์ ลั่นหลักฐานสาวถึง ฟันไม่เลี้ยง พร้อมเสนอบอร์ดใหญ่ตั้งทีมไต่สวนหลังได้พยานหลักฐานเพียงพอเอาผิด ก่อนเรียกผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อกล่าวหา พร้อมสั่งสอบ“ผอ.พิชิต”ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งตรวจTOR จ้างสอบล็อกสเปกหรือไม่ ด้าน“ทรงศักดิ์”ลุยแจ้งความ“ส้ม-กิจ”ขัดผลประโยชน์หาเรื่องล้มประมูล ขณะที่“โรม”รับลูกสอบทุจริตสอบท้องถิ่น 67-69 พบพิรุธไฟล์ข้อมูล รั่วไหล ตามจี้ ป.ป.ง.อายัดทรัพย์

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569 ที่สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายทิวา การกระสัง ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยว ข้องกับการเผยแพร่คลิปเสียงสนทนา ซึ่งมีการพาดพิงว่านายทรงศักดิ์เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคลากรท้องถิ่น

นายทิวา เปิดเผยว่า นายทรงศักดิ์ได้รับคลิปเสียงดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 แต่ในขณะนั้นยังไม่มีการเอ่ยถึงชื่อนายทรงศักดิ์ จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง.และหน่วยงานอื่นๆ ให้เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดสอบ เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่อาจมีความผิดปกติ

นายทิวา ระบุว่า ในช่วงเวลานั้นกระบวนการจัดสอบอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีมหาวิทยาลัย 2 แห่งเข้าร่วมเสนอราคา ได้แก่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แม้ว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์จะเสนอราคาต่ำกว่า แต่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒมีความน่าเชื่อถือมากกว่า จึงคัดเลือกให้เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ ก่อนส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาตามขั้นตอน และกรมบัญชีกลางมีความเห็นให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเป็นผู้ดำเนินการ

ยืนยันทุกอย่างทำถุกต้อง

ทั้งนี้ ยืนยันว่าขั้นตอนดังกล่าวเป็นกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ไม่ใช่การซื้อขายตำแหน่งหรือซื้อขายข้อสอบตามที่ถูกกล่าวอ้าง อีกทั้งในขณะนั้น แม้จะมีคลิปเสียง แต่ยังไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเรียกรับหรือรับเงิน จึงไม่สามารถดำเนินคดีได้ และไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะมีการกระทำในลักษณะดังกล่าว

ต่อมา ภายหลังมีการเผยแพร่คลิปเสียงผ่านเพจ “บังแจ็ค” ซึ่งมีการเอ่ยชื่อนายทรงศักดิ์อย่างชัดเจน พร้อมกล่าวอ้างว่า มีโควตาผู้สอบจากคนใกล้ชิดจำนวน 1,500 อัตรา โดยผู้เข้าสอบต้องจ่ายเงินอัตราละ 350,000 บาท ให้หน่วยงานที่จัดสอบและนายทรงศักดิ์ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของรองนายกรัฐมนตรีอย่างร้ายแรง

นายทิวา กล่าวว่า จึงได้แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ส้ม และนายกิจ (นามสมมติ) ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวว่าเป็นเจ้าของเสียงในคลิป รวมถึงผู้เผยแพร่คลิปผ่านเพจ “บังแจ็ค” ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 รวมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฐานนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

อัดพวกเสียประโยชน์

นายทิวา ยังระบุว่า เชื่อว่าคลิปเสียงดังกล่าวมีเจตนาทำลายกระบวนการประมูล เนื่องจากกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่ได้รับประโยชน์ อีกทั้งยังมุ่งสร้างความเสียหายต่อนายทรงศักดิ์และพรรคการเมืองที่สังกัด ทั้งที่นายทรงศักดิ์ไม่เคยรู้จักหรือมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง 2 คนมาก่อน

สำหรับ น.ส.ส้ม และนายกิจ ปัจจุบันทั้งคู่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเคยเข้าพบคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวมาก่อน นายทิวาเชื่อว่า หากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียก ทั้งสองจะเข้ามาให้ปากคำ ขณะที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้องทุกข์ไว้ และจะพิจารณาว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

แจ้งเบาะแสเก็บเป็นความลับ

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเปิดรับเรื่องร้องเรียน และแจ้งเบาะแสกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ บุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น หลังนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ดำเนินการและรายงานผลให้นายกฯรับทราบต่อเนื่อง ว่า ขณะนี้มีประชาชนร้องเรียน จำนวนไม่มากนัก โดยคาดว่าคงจะรอวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ ที่จะเปิดให้มีการรายงานตัว จึงขอให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายทยอยแจ้งเบาะแส เพื่อรวบรวมตัวเลขข้อมูล

“ขอให้ประชาชนมั่นใจ ที่ชี้แจงข้อมูลและเบาะแสเข้ามาจะปิดเป็นความลับ ตามปกติวิธีการทำงาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะสื่อสารออกไปจะมีเพียงตัวเลขของจำนวนเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามา ส่วนรายละเอียดแลtกระบวนการ จะปิดเป็นความลับ โดยในเบื้องต้นได้มีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการชี้แจงต่าง ๆ แล้ว

ปปช.บอกอย่าไปกังวล

นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิคณะกรรมการการป.ป.ช.ขั้นตอนการตรวจสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งสำนัก งานจะเสนอให้ที่ประชุมป.ป.ช.พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนว่า ยืนยันว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช.ได้มีการดำเนินการได้เร็วพอสมควร โดยจะต้องไต่สวนและสืบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการแจ้งข้อความหา ซึ่งวิธีการไต่สวนจะแตกต่างจากการทำงานของพนักงานสืบสวน แต่ระยะเวลา 120 วันเช่นกัน ขณะนี้ได้ดำเนินการเกี่ยวกับรายละเอียดการเปรียบเทียบบัญชี ได้ดำเนินการไปเกือบครึ่งแล้ว และได้ดำเนินการไต่สวนพยานบุคคล โดยเมื่อวานที่ผ่านมาได้มีการประสานขอข้อมูลจากกรมปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงสอบปากคำพยานประกอบเกือบหมดแล้ว ยืนยันว่าในส่วนของพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ป.ป.ช. ได้สอบปากคำไว้หมดแล้วขออย่ากังวล

ตรวจสอบทีโออาร์

ส่วนรายละเอียดการสอบสวนโดยเฉพาะ TOR ที่มีการระบุในการจัดจ้างส่สนการจัดสอบราชการท้องถิ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับอธิบดีหลายราย จะต้องเรียกมาสอบทั้งหมดหรือไม่ นายพัฒนพงศ์กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของระบบหรือระเบียบราชการการ เมื่อเป็นคำสั่ง การลงนามในเอกสารมีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง โดยรายละเอียดตรงนี้ ก็จะเป็นในส่วนของหัวหน้าส่วนที่เกี่ยวข้อง และหลังจากนี้พนักงานไต่สวนก็จะมีการนำเสนอต่อ ป.ป.ช.ให้พิจารณาตั้งคณะกรรมการไต่สวนต่อไป ส่วนจะไต่สวนใครบ้างก็ขึ้นอยู่กับรายละเอียดในเนื้อหา

ซึ่งรายละเอียดใน TOR จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่ได้ข้อยุติว่าเป็นการล็อคสเปคหรือไม่ แต่จะต้องสอบพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องพยาน ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญมาช่วย ป.ป.ช. โดยเลขาธิการป.ป.ช.ได้มอบหมายให้มีการไปสรุปสำนวนอย่างเร็วภายใน 1 สัปดาห์อย่างช้าภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. ซึ่งขั้นตอนจากนี้ก็เป็นขั้นตอนของการไต่สวน สามารถเชิญผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งข้อกล่าวหา และรับฟังการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ขณะที่สำนวนทั้งในส่วนของการแก้ไขกระดาษคำตอบและการเขียน TOR ส่อไปในทางล็อกสเปคเป็นเรื่องเดียวกันแต่อาจจะมีหลายประเด็น ขณะนี้อยู่ระหว่างการแต่งตั้งทีมไต่สวนซึ่งจะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมป.ป.ช.ให้พิจารณาในคราวเดียวกัน แต่งานด้านสืบสวนโดย เลขา ป.ป.ช.ได้มอบหมายให้ดูแลงานด้านอิเล็กทรอนิกส์และประสานงานกับ ปปง.มาร่วมพิจารณา หากถึงขั้นแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนแสดงให้เห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอรวมถึงพยานวัตถุและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนจะไปถึงใครบ้างก็ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน

สอบผอ.พ.ร่ำรวยผิดปกติ

สำหรับระยะเวลาในการไต่สวนนั้นได้มีการกำหนดไว้เบื้องต้นใช้เวลา 3-6 เดือน ซึ่งส่วนตัวมองว่าเร็ว โดยขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาใช้เวลาประมาณ 1 เดือนและในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการไต่สวนและเชิญมาแจ้งข้อกล่าวหาก็จะเข้าสู่กระบวนการปกติของป.ป.ช. ซึ่งจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวน การพิจารณาว่าจะชี้มูลหรือไม่

ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลใจว่าคดีนี้จะเจอตอหรือไม่นั้น นายพัฒนพงษ์ กล่าวว่า ป.ป.ช. ทำคดีการเมืองมาโดยตลอด ส่วนพยานหลักฐานไปจุดไหน ก็ต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ขณะนี้ ป.ป.ช.ต้องระมัด ระวังข้อมูลเนื่องจากประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเปิดดูข่าวสารได้ ขอให้เกิดความมั่นใจว่าป.ป.ช.ทำงานเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนอย่างแน่นอน หากคนใดจะชี้ช่องหรือให้ข้อมูล ก็สามารถติดต่อเข้ามาได้เพราะป.ป.ช.จัดเก็บเป็นความลับ และเมื่อเจอพยานหลักฐานก็จะมีการแถลงข่าวให้ทราบเป็นระยะๆ

ขณะที่การตรวจสอบเส้นเงินบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นก็สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการก็ได้ทยอยพิจารณารายละเอียดแล้ว และในส่วนของนาย พ. ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรีนั้น ขณะนี้ป.ป.ช.ได้ตั้งสำนวนในเรื่องของการร่ำรวยผิดปกติแล้ว และจะตรวจสอบเส้นทางการเงิน

จี้ปปง.อายัดทรัพย์

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน รับยื่นหนังสือจากสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน (ส.ต.ป. ) กรณีปัญหาการทุจริตในการสรรหาบุคคลเพื่อเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567 ถึง 2569 ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและพบร่องรอยการทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง โดย นายพิชัย พิทักษ์ เลขาธิการ ส.ต.ป. ได้ให้ข้อมูลว่ามูลเหตุเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งมีการยื่นคัดค้านต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ชะลอโครงการเนื่องจากพบการเรียกรับเงิน ต่อมาในปี 2568 เกิดปัญหาความไม่โปร่งใสในการกำหนด TOR จนมีการคัดค้านจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ซึ่งเป็นผู้ร่วมประมูล จนกระทั่งมีการเปลี่ยนรัฐบาลและผู้มีอำนาจกำกับดูแลจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการในช่วงหนึ่ง กลับมาสู่การดูแลของพรรคภูมิใจไทย และมีการประกาศผลให้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นผู้ชนะการประกวดราคา ซึ่งทางสมาคมฯ ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนด TOR มีช่องโหว่ที่เอื้อต่อการทุจริต เนื่องจากคณะกรรมการกำหนด TOR มีความสอดคล้องกับคณะกรรมการออกข้อสอบของ มศว และข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังเมื่อตำรวจ CIB เข้าจับกุมที่อำเภอบางบัวทอง พบกระดาษคำตอบกว่า 3,000 แผ่น ซึ่งเป็นข้อมูลที่หลุดออกมาจากไฟล์ในแฟลชไดรฟ์

สร้างความเสียหายต่อรัฐ

นายพิชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังพบข้อพิรุธสำคัญเรื่องการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ โดยพบความผิดพลาดที่สร้างความเสียหายต่อรัฐ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในฐานะผู้ลงนามในสัญญาจ้างและประกาศผู้ชนะเป็นผู้กำกับดูแล โดยมีข้อสังเกตเรื่องการขยายเวลาแก้ไขโปรแกรมจาก 48 ชั่วโมง เป็น 15 วัน ซึ่งอาจเป็นช่องว่างในการแก้ไขข้อมูล

นายพิชัย กล่าวด้วยว่า อีกทั้ง TOR กำหนดให้จัดเก็บไฟล์ในรูปแบบ JPG และ PDF ลงในแฟลชไดรฟ์โดยไม่มีการเข้ารหัสหรือล็อกรหัสไฟล์ จนไฟล์ไปปรากฏที่บริษัทในอำเภอบางบัวทองและถูกสั่งพิมพ์ออกมา ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าไฟล์ดังกล่าวมีนามสกุล LTSC ซึ่งเป็นไฟล์ที่ใช้ในองค์กรภาครัฐอย่าง สถ. หรือ มศว. เท่านั้น ไม่ใช่ไฟล์ .XLS ที่ใช้ทั่วไป ทางสมาคมฯ จึงขอให้กรรมาธิการตรวจสอบเส้นทางเงินของผู้กระทำผิด รวมถึงเจ้าของบริษัทในอำเภอบางบัวทอง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี และประสาน ปปง. เพื่ออายัดทรัพย์สินก่อนที่จะมีการฟอกเงินจนไม่สามารถเรียกคืนได้

แนะใช้มาตรการยึดทรัพย์

ด้าน นายรังสิมันต์ โรม กล่าว ถ้าเป็นอย่างที่ผู้ร้องว่าในเรื่องของการไม่เข้ารหัสในแฟลชไดรฟ์หรือแม้กระทั่งไฟล์ ผมว่าพี่น้องสื่อมวลชนขอสเตตเมนต์จากธนาคารยังมีการเข้ารหัสอยู่บ้างเลย ดังนั้นการจัดสอบที่สำคัญและเกี่ยวพันกับระบบราชการ ตกลงแล้วมาตรฐานมันอยู่ตรงไหน และต้องมีใครรับผิดชอบไหม ซึ่งจะรวมไปถึงผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการกำกับดูแลด้วยหรือไม่ โดยหนึ่งในมาตรการที่เราจะทำคือการใช้มาตรการด้านการฟอกเงิน เพราะคดีทุจริตเป็นคดีมูลฐานอยู่แล้ว การตามยึดอายัดทรัพย์สินจะเป็นการทำลายแรงจูงใจในระยะยาว และต้องตั้งคำถามดังๆ ว่าความผิดนี้จะอยู่แค่เฉพาะฝ่ายประจำจริงหรือ หรือมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

นายรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกรรมาธิการจะรับเรื่องนี้ไปพิจารณาบรรจุระเบียบวาระและแจ้งความคืบหน้าให้ผู้ร้องทราบต่อไป โดยตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาทุจริตสอบในอดีตมักจบลงด้วยการย้ายข้าราชการและให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ใหม่โดยไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน ครั้งนี้จึงต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อทำลายวงจรทุจริต ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องข้อความ “ช่วยน้ำเงินด้วย” นั้น แม้ตนจะไม่ได้เป็นคนรับเรื่องโดยตรง แต่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อกระบวนการยุติธรรมและความโปร่งใสทางการเมือง

เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่ผู้ส่งข้อความมีตำแหน่งและอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องให้ ปปง. เข้ามาตรวจสอบเส้นทางเงินของทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพราะผู้ที่กระทำความผิดมักหวังผลในเรื่องเงินเป็นหลัก และหวังว่าข้อความดังกล่าวจะไม่ได้มาจากนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งนี้กรรมาธิการมีแผนที่จะเชิญผู้เกี่ยวข้องรวมถึงฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจกำกับดูแลมาให้ข้อมูล เพื่อขยายผลไปให้ถึงตัวการใหญ่หรือ Mastermind ผู้อยู่เบื้องหลังห่วงโซ่การทุจริตและยึดทรัพย์สินมาเป็นของแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ส่งรายงานให้ผู้ว่าเพชรบูรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีคดีทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมี “พ”ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี ตกเป็นผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการทุจริตดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ได้สั่งการให้ทางเทศบาลรายงานข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน ล่าสุดมีการส่งรายงานดังกล่าวถึง ผวจ.เพชรบูรณ์แล้ว ทั้งประสานสอบปากคำ แต่ถึงตอนนี้ยังหาตัวไม่เจอ

กุลวลี ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท รุกที่ภูเก็ต ดึงเงินเข้ารัฐ แทนทุบทิ้งสร้างมลพิษ

กุลวลี ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท รุกที่ภูเก็ต ดึงเงินเข้ารัฐ แทนทุบทิ้งสร้างมลพิษ

กุลวลี ชงรัฐหาทางบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท รุกที่ภูเก็ต ดึงเงินเข้ารัฐ แทนทุบทิ้งสร้างมลพิษ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.31 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส. ราชบุรี  พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนขออภิปรายสนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ในเรื่องลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เน็ทซีโร่ ในมุมใกล้ตัวของประชาชนมากที่สุดคือ อากาศที่เราหายใจและโลกที่จะส่งต่อให้กับลูกหลาน โดยพยายามลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่เน็ทซีโร่ ( ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาเท่าไร ดูดกลับคืนได้เท่านั้น ) จากการตรวจสอบงบประมาณฯ 70 พบว่า มีงบที่ลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงรวม 4,799 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯ ที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้โดยตรง 4,701 ล้านบาท และที่เป็นพื้นฐานต่อยอดได้อีก 2,798 ล้านบาท ส่วนใหญ่ไปลงที่การส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า EV การเพิ่มพื้นที่ป่าบก ป่าชายเลน และเกษตรคาร์บอนต่ำ อีกทั้งเป็นงบฯ ลงทุนที่สร้างสินทรัพย์จริง และดึงเอกชนมาต่อยอดสอดรับกับนโยบายขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีบทเรียนจากภูเก็ตซึ่งเมื่อวันที่ 26-27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ที่ดินฯ ลงพื้นที่พบมีโรงแรม รีสอร์ต หลายแห่งก่อสร้างรุกที่ป่าสงวน ที่อุทยาน และมีคำสั่งศาลถึงที่สุดให้รื้อถอน แต่การรื้อถอนและเศษจากสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีการปล่อยคาร์บอนมากกว่าการสร้างใหม่ถึง 13 เท่า คิดว่า ว่าจะดีกว่าหรือไม่ หากรัฐบาลนำสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มาหาแนวทางบริหารสินทรัพย์เพื่อจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวของภูเก็ตเดินต่อได้ไม่สะดุด ซึ่งประเด็นนี้ตนจะนำไปศึกษาต่อในคณะกรรมาธิการที่ดินที่ตนเป็นประธาน

น.ส.กุลวลี  กล่าวต่อว่า ส่วนการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) มีงบฯ จัดการน้ำเสียทั่วประเทศ ราวๆ 1,674 ล้านบาท ได้ปรับปรุงระบบน้ำเสียรวมเมืองราชบุรี มีการก่อสร้างระบบหอสูงเพื่อจ่ายน้ำที่ผ่านการบำบัดเรียบร้อยแล้วส่งให้กับเกษตรกรที่ปลูกมะพร้าว เกษตรกรที่ทำนา ที่มีที่ติดกับบ่อบำบัดน้ำเสียแห่งนี้ โดยใช้ระบบส่งน้ำแบบ Gravity หรือแรงโน้มถ่วง เป็นการลดค่าใช้จ่ายการส่งน้ำของเกษตรกรหลายร้อยไร่ในพื้นที่หมู่ 1 ตำบลคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี และเป็นการนำน้ำที่บำบัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

“คิดว่า แทนที่จะปล่อยให้บ่อบำบัดน้ำเสียทุกแห่งทั่วประเทศที่ อจน.สร้างขึ้นปล่อยก๊าซมีเทน ที่ทำให้โลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 30 เท่า ทิ้งไปเฉยๆ จึงเสนอให้ บจน. ต่อยอด ติดตั้งระบบ ดักจับก๊าซชีวภาพ ที่บอ่บำบัดน้ำเสียทั่วประเทศ นำร่องที่ราชบุรีก็ได้ เพื่อยกระดับเป็นไบโอมีเทนหรือผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือผลิตเป็นน้ำมันเครื่องบิน ได้กำไร 3 ต่อ คือ ลดก๊าซมีเทนโดยตรง ทดแทนการซื้อไฟ ซื้อก๊าซ และสร้างรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น เป็นการผลิกของเสียให้เป็นพลังงานโดยไม่เพิ่มภาระการคลัง”

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

รัฐบาลแจงหั่นงบจังหวัดหมื่นล้าน! เลิกซุกงบทำถนน-แหล่งน้ำ ย้ำจัดสรรใหม่ไร้เส้นสาย

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.29 น.

30 มิ.ย. 2569 เมื่อเวลา18.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเหตุผลถึงการปรับลดงบประมาณของสำนักงบประมาณ ในส่วนของงบฯจังหวัด และกลุ่มจังหวัดจำนวนหลายหมื่นล้านบาทว่า หลายปีที่ผ่านมาโครงการที่เกิดขึ้นโดยงบฯจังหวัดและกลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ90เปอร์เซ็นต์ เป็นงานถนน งานแหล่งน้ำขนาดเล็ก เป็นต้น จริงๆแล้วงบฯดังกล่าวไม่ได้ต้องการให้ทำโครงการเหล่านี้ แต่ต้องการให้จังหวัดไปคิดแนวทาง หรือแผนในการพัฒนาจังหวัดให้เติบโตอย่างมั่นคง สร้างมูลค่าเพิ่มให้จังหวัด ยอมรับว่าการใช้งบฯดังกล่าวในการทำถนน หรือแหล่งน้ำขนาดเล็กไม่ตอบโจทย์ เพราะมีหน่วยงานรับผิดชอบเช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท อยู่แล้ว แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีงบฯจำกัด ไม่สามารถดำเนินการได้ตามความต้องการของประชาชนทั้งหมด แต่เขาสามารถจัดลำดับความสำคัญของโครงการได้ว่าแบบไหนเร่งด่วน แบบไหนต้องเร่งรัดดำเนินการ โครงการเร่งด่วนกลับไม่ถูกใส่ไว้ในความสำคัญลำดับต้นๆของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กลับเอาไปซุกไว้ที่งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด

นายภราดร กล่าวต่อว่า รัฐบาลปัจจุบันจึงได้กำหนดเกณฑ์กันใหม่ผ่านคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ(กนบ.) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานฯ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาวางกติกากันใหม่ว่าต่อไปนี้งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด จะไม่นำไปดำเนินการกับภารกิจที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว ตนมั่นใจว่าถ้าจัดลำดับความสำคัญดีๆตามความเร่งด่วน หรือจะมีความเสียหายต้องได้รับการบำรุงรักษา จะต้องจัดลำดับให้อยู่ต้นๆของหน่วยงานนั้นๆ แทนที่จะนำไปซุกไว้ในงบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่มาอ้างกันว่า ถนน หรือการติดโซล่าร์เซลล์ คือการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แล้วไปใช้งบฯแบบผิดวัตถุประสงค์ รัฐบาลนี้ไม่ยอมให้เกิดขึ้น ส่วนที่มีการบอกว่าการตัดลดงบฯจังหวัดไม่ตอบโจทย์การกระจายอำนาจนั้น ตนคิดว่าเรื่องนี้คงต้องมาเปิดคอร์สสอนหลักสูตรการกระจายอำนาจกันใหม่หรือไม่ งบฯจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่การกระจายอำนาจ แต่คือการกระจายลงไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) งบฯจังหวัดฯคือการแบ่งอำนาจ อำนาจยังกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ถ้าจะกระจายอำนาจต้องลงไปยังท้องถิ่น ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจลงไปยังท้องถิ่น งบฯท้องถิ่นปีนี้ไม่ได้ลดลงเหมือนหน่วยงานอื่น อปท.ได้รับงบฯเพิ่มขึ้น อาจไม่ถึงที่คาดหวังคือ35เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วแน่นอน ยืนยันว่า รัฐบาลนี้จะไม่จัดงบฯลงท้องถิ่นแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา อปท.ไหนใกล้ชิดหน่วยงานส่วนกลางมากหน่อยก็ได้รับจัดสรรมาก แบบนี้เราไม่ทำ

‘ไอติม’ ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

'ไอติม' ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

‘ไอติม’ ชำแหละ 4 เมกะโปรเจกต์ ศธ.-อว. ซัดเอื้อพวกพ้อง จี้ รมต. ตรวจสอบเข้ม

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.05 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เป็นวันที่ 2 โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระนี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ร่วมอภิปรายอย่างเจาะลึกถึงความคุ้มค่าและความโปร่งใสของโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ของรัฐบาล

นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นภาพรวมว่า ในอดีตเมื่อเรานึกถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เรามักจะนึกถึงการก่อสร้างถนนหนทาง สะพาน หรือเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ในยุคปัจจุบัน โครงการขนาดใหญ่ได้ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปสู่ “โลกดิจิทัล” ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็นหรือตรวจสอบด้วยตาเปล่าได้ยากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณหลักหมื่นล้านบาท ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ช่วงที่พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และยังคงมีการขออนุมัติงบประมาณต่อเนื่องมาจนถึงปี 2570

เปิดรายละเอียด 4 อภิมหาโครงการดิจิทัลด้านการศึกษา

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน นายพริษฐ์ได้แจกแจงรายละเอียดของโครงการขนาดใหญ่ด้านแพลตฟอร์มการเรียนรู้จำนวน 4 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 26,262 ล้านบาท ประกอบไปด้วย:

  • โครงการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime): งบประมาณ 17,305 ล้านบาท ครอบคลุมการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และรวมถึงการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 500,000 คน
  • โครงการระบบเก็บสะสมหน่วยกิตและผลงาน (Skill Credit Portfolio) สำหรับเด็กประถมฯ และมัธยมฯ: งบประมาณ 3,159 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ
  • โครงการระบบเก็บสะสมหน่วยกิตและผลงาน (Skill Credit Portfolio) สำหรับนักศึกษา: งบประมาณ 5,414 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว.
  • โครงการระบบคลังหน่วยกิตแห่งชาติ (Nation of Credit Bank): งบประมาณ 384 ล้านบาท ภายใต้การดูแลของกระทรวง อว.

เม็ดเงินกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทนี้ ถือเป็นงบประมาณที่มหาศาลมาก หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพที่เข้าใจง่าย งบก้อนนี้เทียบเท่ากับการสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ถึง 10 ตึก หรือเทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของ 5 กระทรวงรวมกัน (กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน)

ปัญหาความล่าช้าและนโยบายที่ยังขาดความชัดเจน

นอกเหนือจากประเด็นเรื่องจำนวนเงินแล้ว นายพริษฐ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึง ผลสัมฤทธิ์” ของโครงการที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาแพลตฟอร์ม NDLP ซึ่งใช้เวลาดำเนินการมานานกว่า 20 เดือน และอยู่ระหว่างการทดลองใช้ในโรงเรียนนำร่องกว่า 20 แห่ง แต่เสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงกลับพบว่า ระบบยังมีความไม่สมบูรณ์ คลิปการสอนมีไม่ครบถ้วน และเมื่อเกิดปัญหาขัดข้อง การแจ้งเรื่องไปยังส่วนกลางเพื่อขอความช่วยเหลือก็เป็นไปอย่างล่าช้า ต้องใช้เวลาแก้ไขนับเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่คุ้มค่าของงบประมาณที่เสียไป

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการศึกษาของรัฐบาลยังดูขาดทิศทางที่ชัดเจนและมักจะเปลี่ยนแปลงไปมา เช่น แนวคิดเบื้องต้นที่ต้องการจำกัดเวลาการอยู่หน้าจอของเด็ก (Screen time) แต่ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายแจกแท็บเล็ต และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้ร่วมมือกับแอปพลิเคชัน TikTok ในการทำคลิปวิดีโอสั้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งทำให้เกิดคำถามถึงความสอดคล้องของนโยบายในภาพรวม

ข้อพิรุธในเงื่อนไขการประมูล (TOR) และเครือข่ายกลุ่มทุน

ประเด็นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการอภิปรายครั้งนี้ คือเรื่องของ ความโปร่งใส” ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง นายพริษฐ์ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในเอกสารเงื่อนไขการประมูล (TOR) ของหลายโครงการ ที่อาจเปิดช่องให้เกิดการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม ดังนี้

  • การเลี่ยงบาลีในสัญญาจ้าง: โครงการแพลตฟอร์ม NDLP มีการแบ่งงานออกเป็น 2 ระยะ (เฟส) แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ในสัญญากลับระบุรูปแบบเป็น “การจ้างที่ปรึกษา” ทั้งที่เนื้องานจริงคือการผลิตสื่อการเรียนการสอน ตัวอย่างเช่นในเฟสแรก มีการระบุให้จ้างที่ปรึกษาจำนวน 475 คน แต่เมื่อดูรายละเอียดตำแหน่งงาน กลับเป็นตำแหน่งของนักพัฒนาแพลตฟอร์มและผู้ผลิตสื่อ การเขียนเงื่อนไขเช่นนี้อาจเป็นการเลี่ยงกฎระเบียบเพื่อลดโอกาสการแข่งขันอย่างเป็นธรรมจากบริษัทอื่นๆ
  • เงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ที่ไม่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย: โครงการของกระทรวง อว. ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย กลับมีการระบุเงื่อนไขใน TOR ว่าผู้ชนะการประมูลจะต้องประชาสัมพันธ์โครงการผ่านจอดิจิทัลใน “ร้านสะดวกซื้อ” และ “ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัวและชวนให้ตั้งข้อสงสัยถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
  • ความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัทที่ชนะการประมูล: ข้อมูลเชิงลึกพบว่า มี “บริษัท A” เพียงบริษัทเดียวที่สามารถประมูลงานชนะไปได้ถึง 5 โครงการ จากทั้งหมด 10 โครงการ บริษัทนี้แม้จะตั้งมานาน แต่เพิ่งมีการเพิ่มทุนจดทะเบียนแบบก้าวกระโดดถึง 25 เท่า และมีรายได้เพิ่มขึ้น 40% ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เมกะโปรเจกต์เหล่านี้เริ่มต้นขึ้นพอดี
  • มหกรรมรวมญาติกลุ่มทุน: จากการตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท พบว่าบริษัท A มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ในอาคารเดียวกับบริษัท J และมีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทที่เชื่อมโยงไขว้กันไปมากับบริษัทอื่นๆ อีกอย่างน้อย 5 บริษัทในลักษณะ “เครือข่าย” เดียวกัน ทำให้บริษัทกลุ่มนี้สามารถกวาดต้อนโครงการเมกะโปรเจกต์ไปได้เกือบทั้งหมด

ข้อเสนอแนะ ทวงคืนความโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายพริษฐ์ได้เปรียบเปรยอภิมหาโครงการครั้งนี้ว่า ไม่ต่างอะไรกับ มหกรรมรวมญาติพลัส” ที่เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มทุนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทางธุรกิจ (ไม่ใช่ทางสายเลือด) มาร่วมกันแบ่งปันผลประโยชน์จากงบประมาณของรัฐ พร้อมตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า ท้ายที่สุดแล้ว โครงการหลักหมื่นล้านนี้ถูกริเริ่มขึ้นเพื่อยกระดับการศึกษาของลูกหลานประชาชน หรือทำขึ้นเพื่อสร้างกำไรให้กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่มกันแน่?

ในตอนท้าย นายพริษฐ์ได้ยกตัวอย่างโครงการ Skill Future ของประเทศสิงคโปร์ ซึ่งในช่วงเริ่มต้นก็ประสบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันเช่นกัน ดังนั้น สำหรับประเทศไทยที่มีดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันอยู่ในอันดับที่ 100 กว่าของโลก รัฐบาลจึงยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ท่านปัจจุบัน จะเป็นรัฐมนตรีที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง และได้มีการสั่งทบทวน TOR บางส่วนไปบ้างแล้ว แต่นายพริษฐ์เน้นย้ำว่า แค่นั้นยังไม่เพียงพอ”

ข้อเสนอต่อรัฐบาล

  1. ตรวจสอบย้อนหลังอย่างเข้มข้น ต้องเข้าไปตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมาทั้งหมดอย่างละเอียด
  2. ติดตามอย่างใกล้ชิดและกล้าหาญ รัฐมนตรีต้องกล้าตรวจสอบแม้จะเป็นโครงการที่ริเริ่มโดยพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง เพื่อปกป้องเงินภาษีของประชาชนไม่ให้รั่วไหลไปสู่กระเป๋าของคนรวยเพียงไม่กี่คน

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายด้วยคำกล่าวของนายกรัฐมนตรีที่ว่า ที่ไหนมีควัน ที่นั่นมีไฟ” โดยระบุว่าข้อมูลหลักฐานที่นำมาเปิดเผยในสภาวันนี้ ถือเป็น “กลุ่มควัน” ที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว ตอนนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่า จะเลือกเดินเข้าไปตรวจสอบและดับไฟกองนี้ หรือจะปล่อยให้ไฟแห่งการทุจริตลุกลามจนเผาผลาญเงินภาษีของประชาชนจนหมดสิ้น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ยันหลักฐานมัดแน่น ปลัดรุ่งเรือง รีดสินบน สอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.18 น.

วันนี้ (30 มิถุนายน 2569) เวลา 14.30 น. นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับ พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. พ.ต.อ. ธนพงษ์ ทับกล่ำ ผกก.6 บก.ปปป. พ.ต.อ. สุพจน์ พุ่มแหยม ผกก. 2 บก.ปอท. รรท. นายวิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง และนายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมแถลงข่าวกรณีบุกจับ นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่เรียกรับเงินบรรจุข้าราชการท้องถิ่น พบใช้ตำแหน่งหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อื้อ ณ อาคารประชาอารักษ์ ชั้น 2 ถนนพหลโยธิน แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2563 กลุ่มผู้กล่าวหาซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ประจำอำเภอสุไหงปาดี ได้รู้จักกับนายรุ่งเรือง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอในขณะนั้น ต่อมาเมื่อกลุ่มผู้กล่าวหาต้องการความก้าวหน้าในอาชีพและเตรียมสมัครสอบแข่งขันเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 จึงได้เข้าพบนายรุ่งเรืองฯ ที่บ้านพักในจังหวัดสงขลา เพื่อขอคำปรึกษา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ในครั้งนั้น ผู้ต้องหาได้แอบอ้างว่ามีสายสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ภายในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุได้ แต่มีค่าใช้จ่ายรายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 900,000 บาท สำหรับผู้กล่าวหาทั้ง 3 ราย ซึ่งต่อมากลุ่มผู้กล่าวหาได้หลงเชื่อ นำเงินสดจำนวนดังกล่าวใส่ซองเอกสารสีน้ำตาล ไปส่งมอบให้กับ “นายป๋อง” ลูกน้องคนสนิทของผู้ต้องหา ณ บริเวณริมถนนในพื้นที่ตำบลสุไหงปาดี หลังจากมีการประกาศผลสอบข้อเขียนอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าไม่มีชื่อของกลุ่มผู้กล่าวหา เมื่อทวงถามไปยังผู้ต้องหา กลับได้รับคำตอบว่า “ให้รอสอบครั้งหน้า” พร้อมรับปากว่าจะคืนเงินให้ทั้งหมด

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้ต้องหาได้ติดต่อมายังผู้กล่าวหา แจ้งว่าจะโอนเงินคืนให้จำนวน 1,000,000 บาท (เกินจากยอดจริง 100,000 บาท) และสั่งให้ผู้กล่าวหาโอนเงินส่วนต่าง 100,000 บาท กลับคืนไปให้ ซึ่งผู้กล่าวหาได้ดำเนินการตามที่สั่ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลุ่มผู้กล่าวหาทราบข่าวว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้เสียหายรายอื่นในลักษณะเดียวกัน โดยพบว่าเงิน 1,000,000 บาท ที่ตนได้รับคืนมานั้น เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งมีการเรียกรับสินบนจากผู้เสียหายรายอื่นมาหมุนเวียนประกอบกับเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงและไม่ต้องการให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น จึงได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมาย

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด จึงได้ยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ในวันเดียวกัน บก.ปปป. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับ ป.ป.ท., ป.ป.ช., DSI และกรมการปกครอง เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

‘พลพีร์’ เสนอใช้งบ พ.ร.ก. กู้เงิน​ 4 แสนล้าน​ ช่วยค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตั้งเป้า 4 แสนหลังคาเรือน​

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.10 น.

เมื่อเวลา​ 17.00 น.​ วันที่ 30 มิ.ย. ที่รัฐสภา​ นายพลพี​ร์​ สุวรรณ​ฉวี​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ ในฐานะกำกับดูแลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค​ (กฟภ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอโครงการที่จะใช้งบประมาณจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)​ กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า เราจะมีการทำศูนย์บริการเบ็ดเสร็จให้กับประชาชนที่สนใจติดโซลาร์รูฟท็อป ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย​ โดยจะมีการสนับสนุนประชาชนที่ต้องการติดโซล่าเซลล์ขนาดพื้นที่ใดก็ได้ ตั้งแต่ 5-10 กิโลวัตต์​  โดยกระทรวงการคลังจะสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานดังกล่าว​ วงเงิน 10,000 บาท หรือเรียกง่ายๆ ว่า เป็นการช่วยค่าดาวน์ และหากประชาชนไม่มีกำลังจ่ายเงินส่วนเกินเพื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป อาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยคนละครึ่ง​ เพื่อเป็นหนึ่งในการช่วยเหลือ 

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า โครงการนี้สามารถแจ้งเข้าร่วมได้จนถึงเดือน เม.ย.70 แบบตั้งเป้าไว้ที่ 4 แสนหลังคาเรือน วงเงินประมาณ​ 4,000 ล้านบาท ที่จะเข้าร่วมโครงการติดโซลาร์รูฟท็อป เพื่อประหยัดพลังงาน

เมื่อถามถึง คุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ นายพลพีร์​ กล่าวว่า จะดูจากประวัติในการชำระค่าไฟที่อยู่อาศัย​ ตั้งแต่ 3 เดือน-1 ปี หากมีวินัยในการชำระค่าไฟ ก็จะมีการอนุมัติเงินกู้​ และทาง ​กฟน.และ กฟภ.​จะสำรวจติดตั้ง​ ซึ่งเงื่อนไขหากต้องการขายไฟคืนให้กับรัฐจะมีการพิจารณากรอบ 30 วัน แต่หากไม่ขายไฟคืนจะใช้ระยะเวลาพิจารณา 7 วัน พร้อมยืนยันว่า โครงการช่วยดาวน์มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการกระตุ้นให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน และเปลี่ยนผ่านการผลิตพลังงานให้กับประเทศ

พิพัฒน์ ปิดจ๊อบม็อบ รัฐยอมถอยไม่ดัน พ.ร.บ. SEC ใต้ ตั้งแท่นเคลียร์ปมแลนด์บริดจ์

พิพัฒน์ ปิดจ๊อบม็อบ รัฐยอมถอยไม่ดัน พ.ร.บ. SEC ใต้ ตั้งแท่นเคลียร์ปมแลนด์บริดจ์

พิพัฒน์ ปิดจ๊อบม็อบ รัฐยอมถอยไม่ดัน พ.ร.บ. SEC ใต้ ตั้งแท่นเคลียร์ปมแลนด์บริดจ์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.08 น.

พิพัฒน์ ปิดจ๊อบม็อบค้านกม. SEC -แลนด์บริดจ์ รบ.ยอมถอย พรบ.ระเบียงศก.ภาคใต้ ตั้งคณะกรรมการร่วมศึกษาแผนพัฒนาภาคใต้ พร้อมชงนายกฯ ทบทวน ดึงปราจีน เข้า EEC 

30 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 14.20 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สํานักงาน ก.พ. นายพิพัฒน์ รัชกิจปราการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม นายศุภชัย ใจสมุทร น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยกลุ่ม สส.จังหวัดภาคใต้ อาทิ นายกิตติ กิตติธรกุล นายกิตติชัย เองช่วง สส.กระบี่ นายอรรถพล ไตรศรี สส.พังงา นายพิชัย ชมภูพล  สส.สุราษฎร์ธานี นางนันทวัน วิเชียร สส.นครศรีธรรมราช นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี นางซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส นายวิชัย สุดสวาสดิ์ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง เข้าหารือร่วมกับเครือข่ายกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) 

นำโดยนายประสิทธิชัย หนูนวล เลขาธิการเครือข่ายฯ พร้อมด้วยตัวแทนตัวแทนเครือข่ายรักษ์ระนอง เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง เครือข่ายเพื่อนตะวันออก พร้อมด้วยตัวแทนชาวบ้าน 

โดยวาระหารือข้อเสนอของเครือข่าย SEC Watch ประกอบด้วย

1.ขอพิจารณายุติการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคไต้ พ.ศ..

2.ขอให้พิจารณายุติการดําเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ และขอให้พิจารณาทบทวนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในภาคใต้ว่ามีความเหมาะสมที่จะดําเนินการหรือไม่ โดยให้รอผลการศึกษาของคณะกรรมการจัดทําแผนแม่บทการพัฒนาภาคใต้

3. ขอไห้พิจารณายุติการผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคไต้(SEC)และขอไห้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาภาคไต้ใหม่

4. ขอให้พิจารณายุติการเห็นชอบการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ไปยังจังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดอื่น และขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการตาเนินงานของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อนําไปส่การปรับปรงหรือยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษต่อไป

และ 5. ขอให้พิจารณาเร่งรัดติดตามการจ่ายค่าชดเชยเยียวยากรณีได้รับผลกระทบจากการถมทะเล(ระยะที่ 3)ในพื่นทีมาบตาพุด จังหวดระยอง

จากนั้นเวลา 16.50 น.ภายหลังกันหารือกว่า 3  ชั่วโมง  นายพิพัฒน์ แถลงว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ตนหารือกับทางมวลชน ในเรื่องของ SEC ที่ปัจจุบันยกเลิกไปแล้ว และอีกกลุ่มหนึ่งคือ EEC ที่ส่วนหนึ่งมาจากจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา และมีจังหวัดปราจีนบุรีเข้ามาเพิ่ม 

โดย ร่างพ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจ พิเศษภาคใค้ (SEC) เราจะยกโดยจะไม่นําเข้าผ่าน ครม. ซึ่งเราพร้อมที่จะยกเลิก และให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงคมนาคม และภาคประชาชน โดยตน และกลุ่มเครือข่าย SEC Wacth ตั้งคณะทํางานขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อร่วมกันทําการศึกษาตามแผนพัฒนาภาคใต้ โดยจะศึกษาคู่ขนานไปกับโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศรองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน

โดยฝ่ายภาคประชาชนมีนายประสิทธิชัย หนูนวล เป็นแกนหลักและจะเสนอทีมงานเข้ามา ขณะที่กระทรวงคมนาคมตนมอบหมายนายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ ผอ.สนข. เป็นตัวหลัก และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เป็นตัวแทนฝ่ายการเมือง เพื่อประสารข้อมูลและรายงานกับนายก โดยคณะกรรมการชุดนี้จะปรึกษาภาพรวมถึงความเหมาะสมต่าง ๆ 

ทั้งนี้เรื่องของกฎหมายที่ดินเราจะไม่เอารูปแบบของ EEC มาใช้ เรามีข้อกฎหมายหลายส่วนที่อาจจะมีความไม่เหมาะสมกับพื้นที่จังหวัดภาคใต้ เราจะแย่งส่วนนี้ออกมาโดยไม่อิงกับEEC 

นอกจากนี้ กรณี EEC ขยายพื้นที่จ.ปราจีนบุรี เข้าสู่ EEC และค่าชดเชยการถมทะเลจังหวัดระยอง นายพิพัฒน์ยืนยันว่าจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนและมอบหมายให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีติดตามการแก้ไขปัญหาโดยเร็วต่อไป 

นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามจะมีร่างเอกสารบันทึกข้อตกลงที่ตนเซ็นร่วมกับตัวแทนเครือข่ายฯ และได้ประสานกระทรวงคมนาคม โดยกรมขนส่งทางบกเพื่อนำรถมาอำนวยความสะดวกให้มวลชนเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้

ต่อมา นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม ได้โพสต์เฟซบุ๊ก  ระบุว่า ชนะแล้วครับ

กทม.ประกาศผลเลือกตั้งเป็นทางการ รอ กกต.ใหญ่เคาะรับรอง ‘ชัชชาติ-สก.’ ภายใน 30 วัน

กทม.ประกาศผลเลือกตั้งเป็นทางการ รอ กกต.ใหญ่เคาะรับรอง ‘ชัชชาติ-สก.’ ภายใน 30 วัน

กทม.ประกาศผลเลือกตั้งเป็นทางการ รอ กกต.ใหญ่เคาะรับรอง ‘ชัชชาติ-สก.’ ภายใน 30 วัน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.57 น.

กกต.ท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และ สก.อย่างเป็นทางการแล้ว เตรียมส่ง กกต.ใหญ่พิจารณารับรองภายใน 30 วันขณะที่ยอดบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 52,470 บัตร และบัตรเสีย 22,020 บัตร 

30 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหา นคร ประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ที่มีการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยประกาศดังกล่าว ระบุว่าผลการนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง  4,428,644 คน มาใช้สิทธิ 2,338,098 คน จำนวนบัตรที่ได้รับทั้งหมด 4,434,530 บัตร จำนวนบัตรที่ใช้ลงคะแนน 2,338,098 บัตร เป็นบัตรดี 2,263,608 บัตร บัตรเสีย 22,020 บัตร และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 52,470 บัตร โดยมีบัตรเลือกตั้งที่เหลือ 2,096,432 บัตร

โดยผู้ที่ได้คะแนนอันดับที่ 1 คือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ 1,537,784 คะแนน อันดับที่ 2 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้  304,494 คะแนน อันดับที่ 3 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้ 188,144 คะแนน อันดับที่ 4 นายอนุชา บูรพชัยศรี ได้ 106,739 คะแนน และอันดับที่ 5 ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ได้ 47,728 คะแนน

นอกจากนี้ยังประกาศ ผลการนับคะแนนเลือกตั้ง สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ 1 – 50 

ทั้งนี้ เมื่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้รับประกาศผลการนับคะแนนเลือกตั้ง จากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหา นครแล้ว เห็นว่าการเลือกตั้งและการนับคะแนนเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบเบื้องต้นแล้วมีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ประกาศผลการเลือกตั้งภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งโอนตรงเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา ไม่ผ่านสมาคม แก้ปมจ่ายช้า

รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งโอนตรงเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา ไม่ผ่านสมาคม แก้ปมจ่ายช้า

รมว.ท่องเที่ยวฯ สั่งโอนตรงเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา ไม่ผ่านสมาคม แก้ปมจ่ายช้า

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.48 น.

รมว.ท่องเที่ยว ยันไร้เงินรางวัลค้างจ่ายนักกีฬา กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ไปถึงทั้งทางตรง-อ้อม -โอนตรงเข้าบัญชี นำร่องจ่ายเบี้ยเลี้ยง ให้ถึงมือ ไม่ต้องผ่านสมาคมกีฬา ลดปัญหา ล่าช้า-จ่ายค้าง-ชวดรับ รับปากจัดสรร 1.5 หมื่นล้าน ทั่วถึง เป็นธรรม คุ่มค่า ลั่นสนามกีฬา ร้าง-สร้างไม่เสร็จ ต้องแก้ไขให้ชัดในยุคตน

30 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 16.20 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วาระแรก วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดยนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงงบฯกระทรวงการท่องเที่ยวฯที่ได้รับจัดสรรจำนวน1.5หมื่นล้านบาทตอนหนึ่งว่า ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับการก่อสร้างสนามกีฬา ไม่ว่าจะเป็นสนามที่ปล่อยทิ้งร้าง สนามสร้างไม่แล้วเสร็จ จะต้องมีการแก้ไขอย่างชัดเจนในยุคของตน ส่วนการจัดสรรงบฯไปยังสมาคมกีฬาต่างๆยืนยันว่าจะเป็นไปอย่างทั่วถึง เป็นธรรม คุ้มค่า ไม่ต้องมาคอยระแวงว่าจะไม่มีเงิน

ขณะที่ข้อสงสัยเกี่ยวกับงบฯกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ จำนวน 4,000 กว่าล้านบาท ตามกรอบงบฯประจำปี2568-69ที่ผ่านมา ที่พบว่ามีการค้างจ่ายเงินรางวัลให้กับนักกีฬา โดยเงินถึงมือแค่เพียง 8 เปอร์เซ็นต์นั้น ตนยังไม่มั่นใจว่าข้อมูลมาจากไหน แต่ตนไม่ปล่อยให้เป็นแบบนั้นแน่นอน เพราะหากปล่อยไป ตนคงไม่สามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้ ยืนยันว่า ในปี68-69ที่ผ่านมา เงินจากกองทุนฯ80กว่าเปอร์เซ็นต์ไปถึงนักกีฬาทั้งทางตรงที่เป็นเงินรางวัล ทุนการศึกษา เบี้ยฝึกซ้อมเก็บตัว การเบิกจ่ายค่ารักษาพยบาล  และทางอ้อม คือการสนับสนุนงบฯไปสู่สมาคมต่างๆเพื่อไปจัดการแข่งขัน และดูแลค่าใช้จ่ายต่างๆให้แก่นักกีฬา ไม่ใช่8เปอร์เซ็นต์อย่างที่มีการเข้าใจกัน ซึ่งกองทุนฯให้ความสำคัญกับนักกีฬาอย่างมาก 

รมว.การท่องเที่ยวฯ ชี้แจงต่อว่า ขณะที่ข้อสงสัยเรื่องเงินค้างจ่ายนักกีฬาจำนวนกว่า291ล้านบาท จากการแข่งขันเรือยาวมังกร2รายการ เมื่อปี67 การแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยโลกปี68 เราไม่มีเงินค้างจ่ายเหล่านี้เลย ส่วนเงินรางวัลโอลิมปิคเกมส์ที่กรุงปารีสปี67 ยอดรวมทั้งหมด 65.9 ล้านบาท กองทุนฯ และการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) จ่ายไปแล้ว 44.3 ล้านบาท เหลืออีก 21.6 ล้านบาท ไม่ใช่การค้างจ่าย แต่เป็นความต้องการของนักกีฬาที่จะขอรับเงินรางวัลเป็นรายเดือน เรามีนโยบายชัดเจนว่า นักกีฬาต้องได้รับเงินรางวัล7วันภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน เกิน7วันไม่ได้เด็ดขาด โดยโอนเงินตรงเข้าสู่บัญชีของนักกีฬา สำหรับการโอนเงินจ่ายเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาโดยตรงไม่ผ่านสมาคมกีฬา ทำให้ปัญหาต่างๆ เช่น การได้รับเงินล่าช้า ได้ไม่ครบตามจำนวนที่ได้รับ หรือไม่ได้รับเงินคลี่คลายลง ซึ่งกองทุนฯได้นำร่องดำเนินการแล้วใน2รายการใหญ่ คือรายการเอเชี่ยน บีชเกมส์ และกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี สามารถสร้างขวัญกำลังใจนักกีฬา ทำให้ปัญหาต่างๆหมดไป

สกลธี ชำแหละงบฯ สธ.ปี 70 จี้รัฐดับชนวน 3 ระเบิดเวลา ก่อนระบบสาธารณสุขล่มสลาย

สกลธี ชำแหละงบฯ สธ.ปี 70 จี้รัฐดับชนวน 3 ระเบิดเวลา ก่อนระบบสาธารณสุขล่มสลาย

สกลธี ชำแหละงบฯ สธ.ปี 70 จี้รัฐดับชนวน 3 ระเบิดเวลา ก่อนระบบสาธารณสุขล่มสลาย

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.43 น.

สกลธี ชำแหละงบฯ สธ.ปี 70 จี้รัฐดับชนวน 3 ระเบิดเวลา เตือนระบบส่อล่มสลายหากยังไล่ซ่อมมากกว่าสร้าง แนะร่วมจ่าย Co-payment กู้ชีพ รพ.รัฐ
 
30 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ในประเด็นการจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศ 

โดยนายสกลธี เริ่มต้นอภิปรายว่า งบประมาณสาธารณสุขและสุขภาพของคนไทยเมื่อร้อยเรียงตัวเลขทั้งกระทรวงสาธารณสุขแสนแปดหมื่นล้าน  งบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เกือบสามแสนล้าน งบกลางรักษาข้าราชการแปดหมื่นล้าน และงบที่แฝงอยู่ในท้องถิ่น (รพ.สต.) อีกหมื่นแปดพันล้าน รวมแล้วสูงถึง 570,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 15 ของงบประมาณแผ่นดิน แม้ในสายตาโลก (องค์กรอนามัยโลกและธนาคารโลก) จะชื่นชมไทยว่าใช้เงินเพียงร้อยละ 4 ของ GDP แต่กลับสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ดี ต่างจากประเทศชั้นนำอย่างสวีเดน อังกฤษ หรือญี่ปุ่นที่ใช้ตัวเลขสองหลัก อย่างไรก็ตาม การใช้น้อยแต่ทำได้เยอะกำลังกลายเป็นจุดอ่อนที่สะสม ระเบิดเวลา 3 ลูก ที่รอวันปะทุและพาตัวระบบก้าวไปสู่ขอบเหว

นายสกลธี ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างงบประมาณสาธารณสุขในระเบิดเวลา 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

ระเบิดลูกที่ 1 เน้นซ่อมมากกว่าสร้าง กล่าวคือเม็ดเงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าหัวรักษาพยาบาลปลายเหตุ ท่ามกลางภาวะสังคมผู้สูงวัยขั้นสุดยอดที่มีผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (NCDs) พุ่งสูง แต่รัฐบาลกลับจัดงบประมาณเพื่อการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ (PP) เพียงร้อยละ 10 เท่านั้น โดยไม่ยอมลงทุนระบบคัดกรองเชิงรุกในชุมชน

ระเบิดลูกที่ 2 วิกฤตโรงพยาบาลรัฐขาดทุน-สมองไหล กล่าวคือ ระบบการจ่ายเงินชดเชยผู้ป่วยในของ สปสช. (ระบบเพดานปิด ADJ RW) สวนทางกับสภาวะเงินเฟ้อ ค่ายา ค่าแรง และเทคโนโลยีการแพทย์ที่แพงขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐกว่า 300 แห่งขาดทุน และมีกว่า 100 แห่งที่ใกล้ล้มละลาย จนคลินิกชุมชนอบอุ่นใน กทม. หายไปครึ่งหนึ่ง เกิดปัญหาระบบใบส่งตัวเรื้อรัง ซ้ำร้ายบุคลากรหน้างานต้องแบกภาระงานจนร่างกายพัง เกิดภาวะสมองไหลลาออกจากระบบราชการอย่างรุนแรง

ระเบิดลูกที่ 3 ความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน 3 กองทุน วันนี้ ทั้งระบบบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิ์ข้าราชการ ต่างใช้เงินภาษีประชาชนเหมือนกัน แต่สิทธิ์การเข้าถึงโรงพยาบาล ยา และต้นทุนต่อหัวกลับไม่เท่ากัน ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ เช่น การจัดซื้อยาที่ต่างคนต่างซื้อจนเสียเม็ดเงินไปโดยใช่เหตุ

นายสกลธี ระบุว่า ตนไม่เห็นด้วยหากจะมีการปรับลดงบประมาณก้อนนี้ เพราะเปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ของประชาชน แต่ขอเสนอแนะแนวทางปฏิรูปแนวคิดการจัดงบประมาณต่อรัฐบาล 3 ข้อ เพื่อความยั่งยืน 

1.ปรับโครงสร้างเป็นงบเชิงรุกระดับท้องถิ่น เพิ่มงบให้ รพ.สต. และยกระดับขีดความสามารถของ อสม. กว่า 1.1 ล้านคนทั่วประเทศ โดยแจกจ่ายอุปกรณ์เทคโนโลยี (Tablets) และระบบ Telemedicine เพื่อให้เป็นแขนขาในการคัดกรองผู้ป่วยโรคเรื้อรังเชิงรุก แทนที่จะทำหน้าที่เพียงแค่คนแจ้งข่าว พร้อมทั้งปรับค่าตอบแทน 2,000 บาทให้เป็นระบบจูงใจตามผลงาน (Performance-based)

2.ทบทวนอัตราจ่ายชดเชยตามต้นทุนจริง สปสช. ต้องปรับเพดานการจ่ายชดเชยพยาบาลให้สะท้อนความเป็นจริง จากปัจจุบันที่จ่ายโรคผู้ป่วยในเฉลี่ย 8,000 บาท แต่ต้นทุนโรงพยาบาลแบกจริงอยู่ที่ 10,000 – 13,000 บาท เพื่อหยุดวิกฤตโรงพยาบาลรัฐขาดทุนซ้ำซาก ไม่ต้องคอยนำงบกลางมาโปะรายปี

3.หาแหล่งรายได้ใหม่ด้วยความกล้าหาญ รัฐบาลจะหวังพึ่งพิงภาษีทางตรงหรือเงินอุดหนุนรัฐอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ต้องกล้าเก็บภาษีสุขภาพเฉพาะให้เข้มข้น เช่น ภาษีโซเดียม ภาษีน้ำตาล และสิ่งที่ยากที่สุดคือการนำระบบ ร่วมจ่าย (Co-payment) มาใช้ โดยให้ผู้มีรายได้ปานกลางถึงระดับสูงร่วมออกค่าใช้จ่ายบางส่วนในการรักษา เพื่อสงวนสิทธิ์บัตรทองฟรีไว้ให้กลุ่มคนยากจนและผู้ไร้ที่พึ่งอย่างแท้จริง เหมือนที่ประเทศญี่ปุ่นและเยอรมนีประสบความสำเร็จ

‘งบประมาณสุขภาพ 570,000 ล้านบาท ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ เพราะต่อให้ประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานดีแค่ไหน หากระบบสาธารณสุขล่มสลาย ประชาชนเจ็บป่วยล้มละลาย เศรษฐกิจก็ไม่มีวันเดินหน้าได้ รัฐบาลต้องเลิกวิธีถมเงินไล่ตามซ่อมที่ปลายเหตุ แต่ต้องกล้าปฏิรูประบบอย่างยั่งยืน’ นายสกลธี กล่าว