‘เท้ง’นำทีมร้องประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาไต่สวน ป.ป.ช. 4 ข้อหา เป่าคดี ‘ศักดิ์สยาม’

‘เท้ง’นำทีมร้องประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาไต่สวน ป.ป.ช. 4 ข้อหา เป่าคดี ‘ศักดิ์สยาม’

‘เท้ง’นำทีมร้องประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาไต่สวน ป.ป.ช. 4 ข้อหา เป่าคดี ‘ศักดิ์สยาม’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.05 น.

‘เท้ง’ นำทีมยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป่าตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ซุกหุ้น ตั้ง 4 ข้อกล่าวหา หวัง ‘โสภณ’ ใช้ดุลพินิจส่งเรื่องเร็ว ด้าน ‘สาธิต’ เผยประชาธิปัตย์ส่งคำร้องเพิ่มปมขัดกันแห่งผลประโยชน์ ‘สว.นันทนา’ บี้ เร่งส่งเรื่องลบครหาระบอบสีน้ำเงิน

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงข่าวยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ให้ส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ในซุกหุ้นหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 
 
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางพรรคประชาชนได้ยกร่างคำร้องพร้อมหลักฐานส่งให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ส่งประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของป.ป.ช. กรณีตีตกคำร้องนายศักดิ์สยาม ซุกหุ้น โดยมีพยานหลักฐานรวมรวมเป็นเอกสารหนามาก แบ่งออกเป็น 4 ข้อกล่าวหา ประกอบด้วย 1. กล่าวหาว่า ป.ป.ช.ใช้กระบวนการในการตรวจสอบโดยไม่ชอบ ไม่มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในเชิงลึก ไม่ได้มีการไต่สวนหรือแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน ไม่ได้เรียกผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล มาให้ถ้อย และไม่ปรากฏว่ามีการตรวจสอบกรณีการทำนิติกรรมอำพราง หรือเส้นทางในการเงินตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยไต่สวนไว้ 

2. ป.ป.ช.ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาคดีนี้โดยมิชอบ ใช้ดุลพินิจในการวินิจฉัยอย่างผิดพลาด อย่างชัดแจ้ง เช่น ป.ป.ช.วินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ขัดแย้งกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนวินิจฉัยไว้แล้ว รวมถึงป.ป.ช.ละเว้นการวินิจฉัยในประเด็นที่สำคัญว่าคุณศักดิ์สยาม ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นในหจก.บุรีเจริญฯ หรือไม่ 3. ป.ป.ช.จงใจปกปิด ไม่โปร่งใส เช่น ป.ป.ช. เพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ ไม่ตอบสนองต่อคำขอจากผู้ร้อง คือนายปกรณ์วุฒิ ในการเข้าถึงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจสอบ รวมถึงความล่าช้าและเพิกเฉยต่อการเปิดเผยผลการตรวจสอบ เช่น มติคำร้องเรื่องบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เดือนก.ย.ปี 2518 และมติยกคำร้องคดีอาญาตั้งแต่ก.พ. 2569 แต่เพิ่งจะมีการออกแถลงการณ์ต่อสาธารณะเมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีการแจ้งผลต่างๆเหล่านั้นกลับมาอย่างผู้ร้องโดยตรง และ 4.ป.ป.ช.จงใจละเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบมูลฐานความผิดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การตรวจสอบและวินิจฉัยฐานความผิดที่ปรากฏในคำร้องหรือที่ปรากฏจากข้อเท็จจริงในคดี ยกตัวอย่างความผิดฐานขาดการแห่งผลประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 126  

“หลังจากเราได้รวบรวมรายชื่อสมาชิกรัฐ ตามมาตรา 236 ก็เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ซึ่งย้ำว่าประธานรัฐสภาไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยว่า ป.ป.ช.ผิดหริอไม่ผิด แค่ใช้ดุลพินิจว่ามีอันควรสงสัยหรือไม่ ซึ่งในมุมของผมและเพื่อนสมาชิกที่มาร่วมลงชื่อกัน เชื่อว่าหลักฐานที่เราได้แนบมาในคำร้องนี้ ยืนยันแล้วว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอประธานรัฐสภาควรจะต้องส่งเรื่องต่อไปยังประธานศาลฎีกาให้มีการตั้งคณะไต่สวนอิสระมาดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด”นายณัฐพงษ์ กล่าว และว่า สัปดาห์หน้าจะแถลงลงรายละเอียดอื่นๆ อีกครั้ง  

ด้านนายสาทิตย์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. หลังจากที่พบประเด็นความขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งมีข้อเท็จจิงว่าบริษัทที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม เข้าไปรับงานในกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับของนายศักดิ์สยาม โดยประเด็นดังกล่าวมีความขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจนแต่ ป.ป.ช. จงใจละเลย ไม่วินิจฉัย

“พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในเรื่องการเมืองสุจริต ซึ่งการดำเนินการของ ป.ป.ช. ในคดีนี้มีสิ่งที่ชวนสงสัยว่าดำเนินการที่ไม่ถูกต้องหลายประการ ซึ่งผมหวังว่าประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ จะดำเนินการอย่างรวดเร็ว และพรรคประชาธิปัตย์จะเกาะติดเรื่องดังกล่าวต่อเนื่อง” นายสาทิตย์ กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวว่าตนขอให้ประธานรัฐสภาเร่งรัดพิจารณาและส่งคำร้องไปยังศาลฏีกาโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ถูกครหา เรื่องระบอบสีน้ำเงิน แต่หากประธานรัฐสภาไม่ส่งคำร้องต้องตอบคำถามกับประชาชนทั้งประเทศว่าการที่ไม่ส่งนั้นเป็นไปตามคำครรหานินทาเรื่องระบอบสีน้ำเงินหรือไม่

เมื่อถามว่า เรื่องนี้ได้มีการคุยหรือล็อบบี้ประธานสภาด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจโดยแท้ของประธานสภาในการพิจารณาแค่ว่ามีเหตุอันควรสงสัย ดังนั้นเราไม่ได้มช้กระบวนการล็อบบี้ หรือพูดคุยหลังบ้าน แต่เชื่อว่าหลักฐานที่นำมาแสดงนั้นไม่น่าจะมีใครปฏิเสธได้ว่ามันเป็นเหตุอันควรสงสัยเชื่อได้ว่าที่จะต้องมีการส่งต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะไต่สวนขึ้นมา หากประธานสภาฯ ไม่ส่งต่อก็อาจจะมีช่องทางกฎหมายอื่นๆ แต่ยังไม่ขอลงรายละเอียด เพราะหากเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่หลักฐานที่นำมานี้ไม่น่าจะปฏิเสะได้ว่ามีเหตุอันควรสงสัย เชื่อได้ว่า ดังนั้นหากประธานสาภปัดตก นอกจากจะค้านสายตาของสังคมแล้ว ก็เชื่อว่าอาจจะเป็นการใช้ดุลพินิจที่อาจจะไม่ถูกต้อง 

เมื่อถามว่า หากประธานสภาไม่ส่งศาลฎีกาจริง จะสอดรับกับสิ่งที่นายณัฐพงษ์ ระบุถึงระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ว่าใหญ่กว่าพรรคภูมิใจไทย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนั้นจริงๆ ตนได้อธิบายไปพอสมควรว่า คำว่าระบอบสีน้ำเงิน หมายถึงเครือข่ายทางการเมืองที่มีอิทธิพล มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนต่อกันทั้งในฝั่งการเมือง และในฝั่งเศรษฐกิจ ดังนั้นอยากให้สังคมช่วยกันวิเคราะห์ว่า ประธานรัฐสภา โดยเฉพาะพิจารณาคดีนี้ รวมถึงป.ป.ช. และนายศักดิ์สยามมีความเกี่ยวพันกันอย่างไร ให้สังคมช่วยการตัดสินดีกว่าตกลงแล้วเกี่ยวข้องกับระบบสีน้ำเงินที่ตนได้กล่าวไว้หรือไม่ 

เรื่องนี้จะเป็นการวัดใจประธานสภาหรือไม่ว่ามีความเป็นอิสระ หรือเนื้อในเดียวกัน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังการทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา องค์กรอิสระ ตัวแทนของประชาชนที่อยู่ในสภาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา แต่ว่าสิ่งที่ไม่เป็นความล้มเหลวเพราะบรรดาผู้มีอำนาจรัฐทั้งหลาย ส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้ใช้อำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมาเท่าใดนัก แต่กำลังใช้อำนาจทางกฎหมายในการทำลายล้างฝั่งตรงข้ามปกป้องพวกพ้อง ดังนั้นก็อย่างที่ทุกคนเห็นแล้วว่าประธานรัฐสภามาจากพรรคการเมืองใด คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นอย่างไรมาจากกลุ่มก้อนการเมืองไหน ดังนั้นก็ให้สังคมช่วยตัดสินดีกว่า ว่าการใช้ดุลพินิจครั้งนี้ของประธานจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

‘สว.นพดล’ ยัน ‘ไทย’ ไม่มีทางเสียเปรียบ ’เขมร‘ เคลียร์ปมทับซ้อนกัมพูชา ชม ’บัวแก้ว‘ เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติ

‘สว.นพดล’ ยัน ‘ไทย’ ไม่มีทางเสียเปรียบ ’เขมร‘   เคลียร์ปมทับซ้อนกัมพูชา ชม ’บัวแก้ว‘ เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติ

‘สว.นพดล’ ยัน ‘ไทย’ ไม่มีทางเสียเปรียบ ’เขมร‘ เคลียร์ปมทับซ้อนกัมพูชา ชม ’บัวแก้ว‘ เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.50 น.

‘สว.นพดล’ ยัน ‘ไทย’ ไม่มีทางเสียเปรียบ ’เขมร‘  เคลียร์ปมทับซ้อนกัมพูชา ชี้ ’การประนอมภาคบังคับ‘ แค่ข้อเสนอแนะ ไม่ใช่ ‘คำพิพากษาศาลโลก’ ชม ’บัวแก้ว‘ เดินหน้าอธิบายทูตนานาชาติ จ่อชง ’วุฒิสภา‘ เชิญทูต EU ร่วมคุยสร้างความเข้าใจคู่ขนานรบ.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงการเจรจาเรื่องข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชาว่า ตนขอชื่นชมถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความชัดเจนอย่างยิ่งเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้าสู่กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS 1982 ซึ่งถือเป็นกติกาสากลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยตามขั้นตอนปกติทั่วไปเมื่อมีการยกเลิก MOU 44 แล้ว และทางกัมพูชารับทราบแล้ว ขั้นตอนแรกที่ทั้งสองประเทศต้องทำคือ การเปิดเจรจาหารือกันในระดับ ทวิภาคี โดยนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสากล UNCLOS 1982 มาใช้ในการลากเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป ซึ่งหากเจรจาแล้วสามารถตกลงกันได้แบบกรณีพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย-เวียดนามในอดีต ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนก็จะจบลงทันที หรือหากพบว่ามีพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้นแต่ตกลงกันได้ ก็สามารถร่วมกันทำ MOU เพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น แก๊สธรรมชาติและปิโตรเลียม เหมือนเช่นกรณีของไทย-มาเลเซีย

นายนพดล กล่าวต่อว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด หากการเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อแบ่งเขตไหล่ทวีปไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ แม้จะนำกรอบ UNCLOS 1982 มาจับแล้วก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Conciliation) ซึ่งตรงนี้ตนอยากชี้แจงเนื่องจากประชาชนและหลายฝ่ายยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยความจริง การประนีประนอมภาคบังคับ ไทยและกัมพูชาจะต้องตั้งกรรมการที่มาจากตัวแทนกัมพูชา 2 คน ไทย 2 คน และคนกลางที่เป็นประธานอีก 1 คน มาศึกษาก่อน

“คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านนี้ จะใช้เวลาศึกษาข้อมูลประมาณ 1 ปี เพื่อจัดทำรายงานที่เป็นเพียงข้อเสนอแนะ (Recommendation) เท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อส่งรายงานนี้ให้ทั้งสองประเทศแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องกลับมาเปิดเจรจาทวิภาคีกันอีกรอบว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะนั้นหรือไม่ สมมุติว่าคณะกรรมการฯ เสนอให้ขีดเส้นลากเฉียดเกาะกูดเหมือนเดิม ฝ่ายไทยก็มีสิทธิ์เด็ดขาดที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอแนะนั้นได้ตามกติกาสากล ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ต้องกังวลหรือเกิดภาพจำซ้ำรอยอดีตกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร เพราะนี่เป็นคนละกรอบกฎหมายกันอย่างสิ้นเชิง และในกรอบสากลนี้ไทยไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน” นายนพดล กล่าว

นายนพดล ยังกล่าวถึงบทบาทของวุฒิสภาในการสร้างความเข้าใจต่อเวทีนานาชาติว่า ที่ผ่านมาวุฒิสภาได้เคยเชิญเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม (อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้) รวม 12 ประเทศเข้าร่วมหารือและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนกลับมาเป็นอย่างดีว่าทำให้ต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ของไทยชัดเจนขึ้น ดังนั้น การที่นายสีหศักดิ์จะเดินหน้าชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงในวันนี้ให้กับประเทศต่างๆ ทราบนั้น จึงเป็นสิ่งทางวุฒิสภาเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความกระจ่างในเวทีโลก ส่วนของก้าวต่อไปของวุฒิสภา ตนเตรียมจะนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภาในการประชุมวาระแรก เพื่อเสนอเป้าหมายในการเชิญกลุ่มเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป หรือ EU เข้ามาร่วมหารือและรับฟังคำชี้แจงข้อมูลคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหาร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและทำให้กลไกทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ป้องกันไม่ให้คู่กรณีนำประเด็นนี้ไปบิดเบือนว่าประเทศไทยเกิดความขัดแย้งภายในกันเอง 

อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล  ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด  ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

อภิสิทธิ์ วิจารณ์รัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.36 น.

‘อภิสิทธิ์’ สับรัฐบาล ‘กู้เงิน’ แก้เศรษฐกิจไม่ตรงจุด ไร้ตอบโจทย์ เผยลงพื้นที่ยังเจอเสียงบ่นหนาหู ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ กระตุ้นแค่ระดับหนึ่ง ยังมีเดืดดร้อนอีกมาก ติงลดหย่อนภาษีตัดสิทธิ์ ‘บัตรคนจน’ ลามเจอครหาทำลูก ‘อกตัญญู’ เข้มงวดผิดที่ผิดทาง เป็นงง ‘ภูมิใจไทย’ หัก ‘เพื่อไทย’ แก้รธน. เตรียมเข้าพบ ’ศาลรัฐธรรมนูญ‘ คุยเคลียร์ปม ’สสร.‘

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดเคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ทางการเมืองและประเด็นทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อน โดยเฉพาะความคืบหน้าการตรวจสอบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ในส่วนของข้อกฎหมาย ยังคงต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ศาลฯกำลังเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจงเพิ่มเติม แม้จะทราบว่า ทางรัฐบาลพยายามชี้แจง แต่ตนมองว่า สิ่งที่รัฐบาลชี้แจงไปนั้นยังไม่ตรง ถึงจะพูดถึงปัญหาอย่างไรก็ตาม มันไม่สามารถเชื่อมโยงได้เลยว่า เงินที่นำไปใช้นั้น จะสามารถแก้ปัญหาตามที่รัฐบาลอ้างได้อย่างไร เพราะปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องของกำลังซื้อเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ก็ยืนยันชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่การทุ่มเงินลงไปใน 2 แสนล้านบาทแรก จึงไม่ได้ตอบโจทย์ในเรื่องของต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงยังมีวิธีอื่นอีกมากมายที่สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกู้เงิน   โดยเฉพาะในเรื่องของพลังงานที่จะชี้แจงว่า จะเปลี่ยนผ่านอย่างไร ก็เห็นได้ชัดว่า เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ มีงบประมาณดำเนินการอยู่แล้ว หากต้องการเร่งรัดก็สามารถทำได้เลย และที่สำคัญคือ โครงการที่รัฐบาลพูดถึงในส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานได้จริงอย่างที่กล่าวอ้าง นี่จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ยังคงค้างคาอยู่
ส่วนในมิติของเศรษฐกิจ 

“จากการลงพื้นที่พบปะประชาชนว่า มีเสียงบ่นเรื่องเศรษฐกิจหนาหู แม้จะอยู่ในช่วงที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งช่วยกระตุ้นได้ในระดับหนึ่ง แต่ร้านค้าจำนวนมากก็ยังคงได้รับความเดือดร้อน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นคาบเกี่ยวไปถึงนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน) ที่ไปผูกโยงกับเรื่องการยื่นภาษี ว่า ตนได้อภิปรายในสภาไปแล้วว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเคยย้ำหลายครั้งว่าการช่วยเหลือต้องเป็นแบบมุ่งเป้า(Targeting) แต่ในทางปฏิบัติกลับสวนทางกัน เชื่อว่า พวกเราทุกคนรู้จักคนที่มีฐานะดีพอสมควร แต่กลับได้เข้าโครงการนี้ ในขณะที่รัฐกลับมาไล่บี้กับคนที่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจริงๆ เพียงเพราะว่าลูกหลานของเขาเอาเงินมาช่วยจุนเจือ และนำไปหักลดหย่อนภาษี รัฐกลับจะไปตัดสิทธิ์เขา และตอนนี้ยังมาบังคับให้เลือกอีกว่า จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือจะถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง ยิ่งกว่ากลุ่มคน 25 ล้านคนที่ไปใช้เงินในโครงการอื่นเสียอีก จึงอยากให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะวิธีการที่ทำอยู่ไม่ใช่การมุ่งเป้าที่ถูกต้อง และที่ซ้ำร้ายคือ เมื่อประชาชนกลุ่มนี้ถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็ไม่สามารถกลับไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้อีก เนื่องจากหมดเขตไปแล้ว ซึ่งในประเด็นนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า กลายเป็นการทำให้ลูกกลายเป็นคนอกตัญญู เพราะทำให้พ่อแม่ถูกฟ้องร้องหรือเสียสิทธิ์ ซึ่งตนก็เห็นด้วย เพราะเป็นปัญหาจากการที่รัฐพยายามเข้มงวดกวดขันผิดที่ผิดทาง

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงท่าทีที่ขัดแย้งกันเองของพรรคร่วมรัฐบาล ระหว่างพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนรู้สึกแปลกใจ ร่างแก้ไขของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตนเห็น ก็เป็นร่างที่คล้ายคลึงกับที่เคยเสนอมาก่อนหน้านี้ และพรรคภูมิใจไทยเองก็เคยลงมติรับหลักการไปแล้ว แต่พอมาครั้งนี้กลับมีการตั้งแง่ว่า หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) จะเป็นการขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งในความจริง ศาลฯเพียงแต่บอกว่าไม่ให้เลือกโดยตรงเท่านั้น ตนจึงยังไม่เห็นว่าร่างของเพื่อไทยหรือพรรคอื่นเป็นการเลือกโดยตรงอย่างไร ส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองใช้วิธีหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่น่ามีปัญหา

“ในฐานะที่ผมอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการศาลองค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน เรากำลังจะเดินทางไปเข้าพบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า คำว่าไม่ให้เลือกโดยตรง หมายความว่าอย่างไร น่าจะช่วยคลี่คลายปมปัญหาตรงนี้ได้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายกฯ เข้าทำเนียบฯ ‘สีหศักดิ์’ รายงานแนวทางรับมือ หลัง‘กัมพูชา’ลุยกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

นายกฯ เข้าทำเนียบฯ ‘สีหศักดิ์’ รายงานแนวทางรับมือ หลัง‘กัมพูชา’ลุยกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

นายกฯ เข้าทำเนียบฯ ‘สีหศักดิ์’ รายงานแนวทางรับมือ หลัง‘กัมพูชา’ลุยกระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.26 น.

นายกฯ เข้าทำเนียบฯแล้ว ‘สีหศักดิ์’ รายงานแนวทางรับมือหลัง‘กัมพูชา’เดินหน้ากระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS  

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 09.35 น. ที่ทำเนียบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยก่อนที่นายกฯจะเดินทางมาถึง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ขึ้นมารอบนตึกถ่ายคู่ฟ้าแล้ว  เพื่อมารอรายงานนายกฯ ภายหลังเดินทางกลับจากประเทศฝรั่งเศส กรณีนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยื่นหนังสือถึงไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)

จากนั้นเวลา 13.30 น. นายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 1/2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ร่ายยาวป้อง ‘ปิยบุตร’ ประกาศยืนเคียงข้าง ลั่นควรได้ดอกไม้ไม่ใช่ก้อนอิฐ

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ร่ายยาวป้อง ‘ปิยบุตร’ ประกาศยืนเคียงข้าง ลั่นควรได้ดอกไม้ไม่ใช่ก้อนอิฐ

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ ร่ายยาวป้อง ‘ปิยบุตร’ ประกาศยืนเคียงข้าง ลั่นควรได้ดอกไม้ไม่ใช่ก้อนอิฐ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.17 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์ภาพที่ยืนคู่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

อ.ปิยะบุตร เป็นบุคลสำคัญในชีวิต ดิฉันเคารพรัก นับถือในความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวที่อาจารย์เสียสละก้าวเดินออกจากเซฟโซน มาตั้งพรรคอนาคตใหม่

อาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล เป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อความคิดก้าวหน้าทางการเมืองในสังคมไทย มีความกล้าหาญในการให้ความรู้ นำเสนอความเห็นทางการเมืองที่ก้าวหน้า ให้แง่คิดกระตุกสังคม ผลที่ได้คือพรรคถูกยุบ ถูกตัดสิทธิทางการเมืองอย่างไม่เป็นธรรม

ความต้องอดทนกับก้อนอิฐก้อนหินที่ถูกขว้างใส่ตลอดเส้นทาง เข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องเจอะเจอในการนำเสนอความคิดความเห็นและชุดความรู้ใหม่ ๆ มาดีเบทกันในสังคม

แต่ในฐานะมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึก ดิฉันรู้สึกหดหู่กับสิ่งที่อาจารย์ได้รับและกำลังเผชิญ

เห็นใจอย่างสุดซึ้งที่ความตั้งใจและเจตนาดีถูกตอบโต้อย่างไม่มีอารยะ กล่าวหาให้ร้ายกันอย่างไม่เป็นธรรม เอาข้อความไปบิดเบือน ด้อยค่าด่าทอรุนแรง

สำหรับดิฉันความเสียสละและการทุ่มเททำงานสร้างพรรคของอาจารย์ การให้ความรู้กับสังคม ตลอดมาจนถึงวันนี้ ควรจะได้รับดอกไม้ไม่ใช่ก้อนอิฐ

อ.ปิยะบุตรเป็นผู้ชักจูงและให้โอกาสดิฉันและเพื่อนพี่น้องในพรรคอนาคตใหม่เข้ามาร่วมทำงานการเมืองด้วยความหวังให้ประเทศมันดีกว่านี้

ดิฉันมั่นใจ เข้าใจในเจตนาดีในทุกคำพูด ทุกบทความ

วันนี้รู้สึกหดหู่ใจในสิ่งที่อ.ปิยะบุตรได้รับจากการเสนอความเห็น และให้ข้อคิดในฐานะคนนอกพรรคประชาชน

การมีโอกาสรู้จักและทำงานร่วมกันตลอดมา ได้รู้จักตัวตนของอ. เวลาได้พิสูจน์ทุกอย่างแล้ว
ทำให้รู้สึกอยากบอกเล่า อยากบันทึกความรู้สึกเคารพรัก ความศรัทธา ความนับถือหัวใจปัญญาชนนักสู้ผู้เสียสละความสุขส่วนตัวของอ.ปิยะบุตร ผู้มีคุณูปการทางการเมือง บุคคลที่แผ้วถางทางเดินด้วยเจตนาจะสร้างอนาคตให้กับประเทศที่มืดมิดนี้

ขอส่งกำลังใจและจะยืนเคียงข้างอ.ปิยบุตรเสมอ

บันทึกจากหัวใจ

ปกรณ์ ไม่กังวล หลังศาลรธน. เรียกผู้เชี่ยวชาญแจง พ.ร.ก.กู้เงิน ย้ำต้องเชื่อใจ ก.คลัง

ปกรณ์ ไม่กังวล หลังศาลรธน. เรียกผู้เชี่ยวชาญแจง พ.ร.ก.กู้เงิน ย้ำต้องเชื่อใจ ก.คลัง

ปกรณ์ ไม่กังวล หลังศาลรธน. เรียกผู้เชี่ยวชาญแจง พ.ร.ก.กู้เงิน ย้ำต้องเชื่อใจ ก.คลัง

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.01 น.

“ปกรณ์” ไม่กังวล หลังศาลรธน.เรียกผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นปม พ.ร.ก.กู้เงิน  ชี้เป็นเรื่องปกติ ย้ำ ต้องเชื่อใจ ก.คลัง ประเมินสถานการณ์ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วน

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 07.00 น. ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ ให้ผู้เกี่ยวข้องทำความเห็นเพิ่มเติมเรื่องการออก พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภายใน 7 วันว่า ในส่วนของรัฐบาลไม่ต้องชี้แจงเพิ่มเติม เพราะส่งคำชี้แจงไปหมดแล้ว และเท่าที่ติดตามข่าว ส่วนตัวคิดว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ผู้เชี่ยวชาญ 4-5 คนตามที่ศาลระบุให้ความเห็นทางวิชาการเพิ่มเติม ถือเป็นเรื่องปกติในทุกคดี ส่วนคำชี้แจงของรัฐบาลไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนกระบวนการเรียบร้อยแล้ว 

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนหลังจากนี้ เมื่อศาลได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญ ศาลจะมีการนัดประชุมว่าจะมีมติอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ขอย้ำว่า เป็นขั้นตอนตามปกติ

เมื่อถามว่า รัฐบาลยังมีความกังวลต่อประเด็นนี้หรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้กังวล และส่วนตัวไม่กังวล เพราะตอนที่ควรกังวลที่สุดคือ ก่อนออก พ.ร.ก. และกฎหมายทุกฉบับ เนื่องจากการออกกฎหมายอะไรต้องรับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลมั่นใจว่า สถานการณ์ตอนนั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน และเป็นไปเพื่อการรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ เพราะขณะนั้นเราไม่ทราบว่าสถานการณ์จะเกิดอะไรขึ้น ประกอบกับสถานการณ์ทางการเงินเราตอนนั้นก็ไม่ค่อยดี ดังนั้นจึงต้องใช้วิธีดังกล่าว 

“เราต้องเชื่อกระทรวงการคลัง ที่เป็นแม่บ้านรัฐบาลว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ ส่วนการมาพูดหลังสถานการณ์เปลี่ยนก็สามารถพูดได้หมด”

เพจ ดึกดำบรรพ์ ออกแถลงการณ์ ขออภัยกองทัพไทย ยอมรับใช้ AI แต่งภาพรั้วชายแดน ทำคนเข้าใจผิด

เพจ ดึกดำบรรพ์ ออกแถลงการณ์ ขออภัยกองทัพไทย ยอมรับใช้ AI แต่งภาพรั้วชายแดน ทำคนเข้าใจผิด

เพจ ดึกดำบรรพ์ ออกแถลงการณ์ ขออภัยกองทัพไทย ยอมรับใช้ AI แต่งภาพรั้วชายแดน ทำคนเข้าใจผิด

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.38 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 จากกรณี กองทัพไทย กล่าวถึงกรณีเพจ “ดึกดำบรรพ์” เผยแพร่ข้อความและภาพเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา ว่า เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่หน่วยงานได้ชี้แจงต่อสาธารณชนมาโดยตลอด ส่งผลให้ประชาชนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน สร้างความสับสน และก่อให้เกิดความแตกแยกทางความคิดเห็นในสังคมโดยไม่จำเป็น 

พร้อมทั้ง ประณามการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะหากมีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือวิธีการอื่นใดในการดัดแปลง ตัดต่อ หรือลบองค์ประกอบสำคัญของภาพจากสภาพพื้นที่จริง จนทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไป อันเป็นการบิดเบือนข้อมูลสาธารณะ สร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชน และอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ อันก่อให้เกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ ประโยชน์สาธารณะ และความมั่นคงของประเทศ ตามทีเสนอข่าวไปแล้วนั้น (กองทัพไทย ประณาม เพจบิดเบือนภาพรั้วชายแดน ใช้ AI ดัดแปลง-ตัดต่อ ลั่นดำเนินคดีถึงที่สุด)

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก  “ดึกดำบรรพ์” ได้ออกแถลงการณ์ถึงเรื่องนี้ ว่า  จากกรณีการเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างรั้วชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งต่อมามีข้อชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ข้อมูลและภาพประกอบบางส่วนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนนั้น

ทางเพจ “ดึกดำบรรพ์” ขออภัยต่อกองบัญชาการกองทัพไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนทุกท่าน ที่ได้รับผลกระทบจากการนำเสนอเนื้อหาดังกล่าว

เพจขอยอมรับว่าได้มีการนำภาพต้นฉบับมาปรับแต่งด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อใช้ประกอบการนำเสนอเนื้อหา โดยมิได้มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือสร้างความเสียหายต่อหน่วยงานใด อย่างไรก็ตาม การปรับแต่งภาพดังกล่าวอาจส่งผลให้ประชาชนบางส่วนเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสภาพพื้นที่และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งทางเพจขอน้อมรับความผิดพลาดในส่วนนี้และขออภัยอย่างจริงใจ

หลังได้รับข้อทักท้วงและคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทางเพจได้ดำเนินการทบทวนเนื้อหา ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และปรับปรุงแนวทางการเผยแพร่ข้อมูล โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในการใช้ภาพที่ผ่านการปรับแต่งด้วย AI หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในประเด็นสาธารณะอีกในอนาคต

เพจ “ดึกดำบรรพ์” ยืนยันว่าจะดำเนินการนำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยความรอบคอบ รับผิดชอบ และเคารพต่อข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ของสังคมและประชาชนส่วนรวม

ขออภัยต่อกองทัพไทยและทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมแท็กเพจ กองบัญชาการกองทัพไทย Royal Thai Armed Forces Headquarters 

สมชัย ชี้ตรรกะย้อนแย้ง แสวง สอบตก กกต. เลิกจ้าง แต่ กกต. สอบตก ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้?

สมชัย ชี้ตรรกะย้อนแย้ง แสวง สอบตก กกต. เลิกจ้าง แต่ กกต. สอบตก ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้?

สมชัย ชี้ตรรกะย้อนแย้ง แสวง สอบตก กกต. เลิกจ้าง แต่ กกต. สอบตก ไม่เห็นมีใครทำอะไรได้?

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.15 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 จากกรณีมีรายงานว่า  หลังการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีวาระการพิจารณาเรื่องการบริหารสำนักงาน กกต.ได้มีการประชุมลับ 7 คนซึ่งคาดว่าจะเป็นการหารือกรณีมีกระแสข่าวว่า นายแสวง บุญมี ส่อหลุดเก้าอี้เลขาฯ กกต. เนื่องจาก กกต.ชุดนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ประเมินผลการปฏิบัติงานในปี 2568 ให้ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 โดยสำนักงานฯ รอเพียงความเห็นของนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฎ กกต.ที่จะเป็นเสียงชี้ขาด ก่อนรวบรวม และนำเสนอเข้าที่ประชุมพิจารณาในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (จับตา กกต.ถกลับ ปม แสวง ส่อหลุดเก้าอี้ อาจติดปัญหาข้อ กม. อดีตบอร์ดฯ มีสิทธิ์ร่วมประเมินหรือไม่)

ล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ ว่า 

กกต. ประเมิน เลขาแสวง ไม่ผ่าน แล้วประชาชน มีสิทธิประเมิน กกต.ไหม

คำตอบ คือ ไม่   โดยไม่ว่า กกต. จะทำงานแย่แค่ไหน ก็ไม่มีใครมีสิทธิประเมิน กกต. 

ลองตั้งเกณฑ์การประเมินสัก 5 หัวข้อ ให้อย่างละ 20 คะแนน ลองประเมินแบบ subjective ได้ผล ดังนี้

1. ประสิทธิผลการทำงาน  การจัดการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นและประกาศได้ภายในกรอบกฎหมาย 20 คะแนน  ผมให้ แสวง : กกต.  20 เต็มทั้งคู่  เพราะเขาทำได้ ไม่ผิดอะไร

2. การจัดการเลือกตั้งให้สุจริต เที่ยงธรรม ไม่มีซื้อเสียง  จัดการลงโทษ กับคนทุจริตเลือกตั้งให้ 5/20 ทั้งคู่  เพราะคนรู้กันทั่วเมือง แต่ กกต. ไม่รู้

3. ประสิทธิภาพการจัดการเลือกตั้ง ใช้งบประมาณโดยประหยัด สืบสวนสอบสวนมีมติวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ให้ แสวง 8/20 ให้ กกต. 10/20  ผมว่า ยังใช้เงินเปลือง  ไม่คุ้มค่านะ

4. การสื่อสารสร้างความ เข้าใจแก่ประชาชน การให้ข้อมูลต่อสาธารณะ  ให้แสวง 14/20 ให้ กกต. 2/20  ลุงแหวงยังออกมาสื่อสารให้คนด่า ส่วนกกต. แทบไม่เห็นหน้า 

5. ภาพรวมในเรื่องความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้งและการปฏิบัติหน้าที่จัดการเลือกตั้ง  ให้แสวง 12 ให้ กกต. 12 เท่ากัน
คะแนนรวม แสวง 20+5+8+14+12 ‎ = 59

คะแนนรวม กกต.

20+5+10+2+12 ‎ = 49

อ.ไชยันต์ เตือนพรรคส้ม เลิกสับสนทฤษฎี-อย่าหลงคิดว่า สถานการณ์สุกงอม จนซ้ำรอยอดีต!

อ.ไชยันต์ เตือนพรรคส้ม เลิกสับสนทฤษฎี-อย่าหลงคิดว่า สถานการณ์สุกงอม จนซ้ำรอยอดีต!

อ.ไชยันต์ เตือนพรรคส้ม เลิกสับสนทฤษฎี-อย่าหลงคิดว่า สถานการณ์สุกงอม จนซ้ำรอยอดีต!

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.19 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์พิเศษ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ปัญหาของพรรคประชาชน ไม่ได้ซับซ้อนอะไร เกิดขึ้นทั่วไปและทั่วโลก

ที่พรรคฝ่ายซ้ายพยายามต่อสู้ในวิถีทางรัฐสภา แทนที่จะปลุกระดมมวลชนให้ลุกฮือ ประท้วง และปฏิวัติยึดอำนาจรัฐ

แนวคิดการต่อสู้ด้วยวิถีทางรัฐสภาของฝ่ายซ้ายเริ่มขึ้นโดย เอดูอาร์ท แบร์นชไตน์ ในปี ค ศ 1902 การตั้งพรรคจึงมีลักษณะของพรรคการเมืองทั่วไปที่เน้นการชนะเลือกตั้ง ไม่ได้เน้นการปฏิวัติล้มล้าง

ส่วนพรรคแนวหน้า หรือ vanguard party ที่มีที่มาจาก เลนิน และเริ่มในปี ค ศ 1902 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับแบร์นชไตน์พรรคแนวหน้าเกิดขึ้นโดยมีเป้าหมายคือ การปฏิวัติล้มระบบทุนนิยม และสถาปนารัฐสังคมนิยมที่เผด็จอำนาจโดยชนชั้นกรรมาชีพ

ดังนั้น พรรคแนวหน้าจึงจำต้องเป็นองค์กรที่มีการจัดระเบียบวินัยสูงโดยชนชั้นนำชนชั้นนำที่ว่านี้ จะต้องเป็น “นักปฏิวัติมืออาชีพ” ที่มุ่งเน้นการนําชนชั้นแรงงานยึดอํานาจและสร้างสังคมนิยมขึ้น
การดำเนินงานของพรรคจะอยู่บนหลักการการรวมศูนย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ย้อนแย้งกัน แต่มีความจำเป็น

ในทางกลับกัน พรรคการเมืองทั่วไปมักเป็นองค์กรมวลชนที่เน้นการชนะการเลือกตั้งจัดตั้งรัฐบาล และเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ที่กว้างขึ้นและมักจะมีความหลากหลายภายในระบบการเมืองที่มีอยู่

ถ้าใครในพรรคประชาชนจะมีความสับสน ก็น่าจะเป็นตัวคนที่เป็นนักทฤษฎีมากกว่าคนอื่นใด ไม่ต่างจากนักศึกษาปัญญาชนในช่วง 6 ตุลา 2519 ที่ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด โดยเข้าใจไปเองว่า สถานการณ์สุกงอมแล้ว และตนสามารถประสานทฤษฎีกับการปฏิบัติ (praxis) ได้ถูกต้องจริงๆและแทนที่จะยอมรับความผิดพลาด กลับโทษโน่นนี่นั่น ยกเว้นตัวเอง !

ป ล : ไม่ว่านักทฤษฎี หรือ นายทุน ของพรรค

ขอแนะนำด้วยความหวังดีนะครับว่า

”อย่าไปเชื่อไอ้นั่นมันเลยครับ ฟังได้ แต่พวกคุณต้องเอามาย่อย เอามาประยุกต์ รู้จักปรับใช้ตามสถานการณ์“

20ผอ.เขตไม่ยอม แจ้งความนักการเมือง ปูดซื้อขายเก้าอี้-เต้าไต่

20ผอ.เขตไม่ยอม  แจ้งความนักการเมือง  ปูดซื้อขายเก้าอี้-เต้าไต่

20ผอ.เขตไม่ยอม แจ้งความนักการเมือง ปูดซื้อขายเก้าอี้-เต้าไต่

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศึกผู้ว่าฯกทม.ยังระอุ “ชัชชาติ” ยืนกรานไม่มีระบบอากง หรือการ เรียกรับผลประโยชน์ ขณะที่ 20 ผอ.เขตไม่ยอม ลุกฮือแจ้งจับนักการเมือง อ้างเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีหลังโดนกล่าวหาซื้อขายตำแหน่ง-ใช้เต้าไต่ ด้าน “จุลพันธ์” รีบโบ้ยเรื่อง “จิรายุ” ออกมาเปิดโปงเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวพับพรรคเพื่อไทย ด้านอดีตสส.คนดังปุดต่อต่ออากงสั่งผอ.เขตแห่แสดงพลัง เย้ยฤดูฝนทำไมดูร้อน

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่ตลาดนัดเศรษฐี เขตบางนา กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีถูกพาดพิงเรื่อง
“ระบบอากง”ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเครือข่ายอำนาจที่มีบทบาทในการบริหารงานและแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการบุคลากรในสังกัด กทม.

‘ชัชชาติ’ยันไม่มี‘ระบบอากง’

โดยนายชัชชาติ ยืนยันว่า ไม่เคยมี“ระบบอากง”และว่าถ้าพูดถึง“อากง” ก็คือท่านต่อศักดิ์ โชติมงคล ซึ่งเป็นอดีตประธานที่ปรึกษาของตน ทำงานร่วมกับทีมทั้งหมด เราไม่ได้ทำงานคนเดียว จะทำงานเป็นทีม เป็นแนวทางการดำเนินงาน โดยตนเองเป็นผู้ว่าฯเป็นหัวหน้าทีม ต้องรับผิดชอบทั้งหมดแต่ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจแทนผู้ว่าฯ แต่อย่างใด

“เหมือนไปใส่คำให้ดูมีสีสัน คำว่า“อากง”ฟังดูตื่นเต้น ลึกลับดีมั้งก็เลยมีคนมาตั้งเป็นชื่อ แต่ผมว่าเราไม่ได้ทำงานคนเดียว ทุกคนเป็นทีมช่วยกันปรึกษากัน”นายชัชชาติ ย้ำ

ไม่มีนโยบายเรียกรับผลประโยชน์

นายชัชชาติยังกล่าวอีกว่าเรื่องโยกย้ายตรงไหนที่มีปัญหาก็แจ้งเข้ามา ตนยืนยันว่าไม่เคยมี เป็นสิ่งแรกที่พูดเลยว่าการโยกย้าย ต้องอาศัยหลักความสามารถเป็นหลัก เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่ไปรับเงินเรื่องโยกย้าย เราต้องไปเป็นทาสคนนั้นตลอดชีวิต ตนยืนยันว่าเอาคนทุจริตคอร์รัปชันมาอยู่ในตำแหน่งไม่ได้ เป็นสิ่งที่ห้ามมาตลอด ก็รอดูว่าจะมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายมีคนที่ถูกใจและไม่ถูกใจ เราก็น้อมรับฟังก็เสียดายทำไมไม่รีบแจ้งตอนที่เราอยู่ ถ้าเกิดมีจริงจะได้รีบแก้ไข ไม่ต้องมารอแจ้งใกล้ๆ เลือกตั้งก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เมื่อไหร่เราก็พร้อมที่จะชี้แจงก็ขอข้อมูลด้วย เรื่องจ่ายเงินในการรับซื้อ ผลประโยชน์ ตนไม่เคยทราบและไม่เคยเป็นนโยบาย ไม่เคยสั่ง

“เราเป็นผู้ว่าฯไปรับเงินจากพวกนี้ได้อย่างไร เราเลือกคนที่ผลงานและผลงานที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปี แสดงว่าเราเลือกคนที่เก่งมาทำงาน ไม่ใช่เราเก่ง เพราะทีมงานเราเก่ง คนที่เราเลือกมาทำงานเป็นคนที่ดีมีคุณภาพ ถึงตอบโจทย์ประชาชนได้ ผอ.เขต เราก็ลงไปตลอด รู้ว่าคนไหนดีไม่ดี ถ้าเลือกคนที่ซื้อตำแหน่ง แล้วจะไปรับใช้ประชาชนได้อย่างไร”

เช็คแล้วไม่มีรับเงินแลกโยกย้าย

เมื่อถามว่าทำไมถึงเป็นเป้าถูกเอาประเด็นระบบอากงมาตี มีการบอกว่า “อากง”เหมือนกับหน้าด่านทุกอย่าง  นายชัชชาติกล่าวว่า คงเป็นคนที่เป็นเป้า เพราะคนสนใจกับท่านต่อศักดิ์เองคุยกันตลอดเป็นประธานที่ปรึกษาฯมีข้อมูลต่างๆ เยอะประเด็นนี้ก็เช็คแล้วเช็คอีก บอกไม่มีอะไร เรื่องโยกย้ายต่างๆก็ร่วมกันดู มีกรรมการคัดเลือก ให้คะแนนต่างๆ เป็นเรื่องของทีมไม่มีใครที่มีอำนาจขนาดนั้น เราเป็นมา 4 ปีแล้ว ก็เห็นว่าการโยกย้ายก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกคนก็ทำงานได้ดีและรับใช้ประชาชนได้เป็นอย่างดี

เป็นนักการเมืองยอมให้ตรวจสอบ

“ผมว่าเรื่องธรรมดา เราเป็นนักการเมืองต้องยอมให้การตรวจสอบอยู่แล้ว สุดท้ายขึ้นอยู่กับประชาชนว่ามองอย่างไร เราก็โดนโจมตีมาตลอดตั้งแต่สมัยแรกแล้ว มีทั้งไม่ทำงาน วิ่งเยอะ ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง สุดท้ายก็แล้วแต่ประชาชน หน้าที่เราคือชี้แจงข้อเท็จจริง”นายชัชชาติ ย้ำ

นายชัชชาติ กล่าวถึง ส่วนประเด็นสก. ยืนยันว่าไม่มี สก. ของเรา แต่ขอให้เป็น สก. ที่ดี มีคุณภาพ ซื่อสัตย์สุจริต ดูแลประชาชน ให้เกียรติข้าราชการ ซึ่งตนว่าทุกพรรคมี สก. ดีๆ ก็อยากให้ประชาชนช่วยกันเลือกเข้ามา เป็น สก. ที่โปร่งใส ไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนหน้าที่เราคือต้องทำงานกับทุกคนให้ได้ ไม่มีศัตรูเลย นี่คือการเมืองสร้างสรรค์ ที่เราช่วยกัน มีอะไรก็แนะนำกัน

ไม่มีทีมสก.พร้อมทำงานได้ทุกคน

เมื่อถามว่า ช่วงที่ผ่านมา มีภาพผู้สมัคร สก. ทีมคนทำงานไปชนหมัดมีคนเหมาว่าอย่างไรก็เป็นทีมเดียวกัน  นายชัชชาติกล่าวว่า ตนก็เจอหลายคนก็ชนหมัดกัน เราไม่ได้บอกว่าให้กาให้ผู้สมัคร กับเพื่อไทย ก็เจออิสระก็เจอ เจอทุกกลุ่ม หลายคนก็เคยทำงานร่วมกันมา โดยเฉพาะ สก. เก่า รู้จักหมด ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทักทายกัน แต่ตนก็ไม่ได้ไปเดินประกาศหาเสียงว่าให้เลือกใคร และก็บอกว่าห้ามมาพูดให้เลือกผู้ว่าฯ ต่างคนต่างทำหน้าที่ตัวเอง มันไม่ผิดที่เราจะมีคนรู้จัก เจอกันทักทายกัน ให้กำลังใจกัน ก็ถือว่าลงในสนามเดียวกัน

‘หลานจิรายุ’ทำงานดี ไร้ปัญหา

เมื่อถามอีกว่าจะเกี่ยวกับเขตคลองสามวา ที่หลานสาวนายจิรายุลงสมัคร สก. ด้วยหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกันสก. เก่า หลานท่านจิรายุก็ทำงานดี คุยกันตลอด ช่วยผลักดันหลายๆ โครงการ ที่ถนนหนองระแหงทำสำเร็จ ชาวบ้านก็รักหมด ส่วนตัวก็ยังชอบพอกับอดีตสก.ที่เป็นหลานท่าน ก็สนิทกัน เป็นคนทำงานดี อยู่ในพื้นที่มีปัญหาก็มาช่วยแก้ไข มีทำโครงการแถวถนนกีบหมู ที่รถติด ทำทางยกระดับให้บรรเทาการจราจร ลงพื้นที่ด้วยกันบ่อย ก็ไม่ได้มีปัญหา ทำงานด้วยกันได้ดี

ตอกย้ำเป็นอิสระไม่มีเอี่ยวพรรคใด

เมื่อถามต่อว่ามีดราม่าเปิดแผลในช่วงที่คะแนนกำลังจะนำ นายชัชชาติกล่าวว่าก็ทำใจมากๆคิดว่าคุณจิรายุ คงตั้งใจอยากจะทำให้เป็นการเมืองที่โปร่งใส มีคุณภาพ เราคงไม่คิดเรื่องอื่น คงไป
เดาใจท่านไม่ได้ แต่คิดว่าถ้าท่านพูดอะไร เราก็ต้องเอาตรงนั้น มาปรับปรุง มาดูข้อเท็จจริง

เมื่อถามย้ำว่ามองอย่างไรที่บอกว่าไม่ได้ดูเป็นอิสระ เหมือนกับว่ามีภาพพรรคเพื่อไทย นายชัชชาติ ตอบว่า“โอ้โห ด่าผมขนาดนี้ จะไม่เหมือนยังไงก็ต้องขอบคุณท่านจิรายุนะที่กรุณาช่วยมาพูด มาตำหนิเรื่องนี้ก็จะเห็นว่าเราเองก็อิสระเพื่อไทยเขาเองก็ยังมาบ่นเราเลย ผมว่าดีแล้ว เราก็ยืนยันมาตลอดว่า อิสระอยู่แล้ว ไม่หลอกประชาชน เราไม่ได้อยู่กับพรรคไหน เพื่อไทยก็เป็นเพื่อนกัน เพราะเคยอยู่เพื่อไทยมาก่อน แต่ตั้งแต่สมัยแรกแล้ว ก็อิสระแล้ว มันก็ดี เราก็ทำในสิ่งที่เราต้องการได้ ในกำลังที่เราทำได้”

‘จิรายุ’แฉอีก!อากงสั่งผอ.เขตโชว์พลัง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย ออกมาโพสต์เปิดโปงถึงการทุจริตตำแหน่งข้าราชการในกรุงเทพมหานครซึ่งพาดพิงถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต ผู้ว่าฯกทม.นั้น

ล่าสุด นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม.พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “วันนี้ 16.00 น. ผอ.เขตกทม.ทั้งหมดถูก“อากง”สั่งให้ไปแสดงพลังว่าไม่ได้รับเงินไม่ได้ทุจริต โดยมีคำสั่งให้ไปแสดงพลังที่กทม.1 ห้องเจ้าพระยา : เห้ย ฤดูฝนแล้ว ทำไม#ลื้อดูร้อน แล้วไปอัดเสียงอากงเขาทำไมตอนสั่ง”

ผอ.เขตกทม.20เขตรวมพลังกทม.1

มีรายงานว่าได้เกิดความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่กลุ่มผู้อำนวยการเขตสังกัดกรุงเทพมหานคร (ผอ.กทม.) ประมาณ 20 เขต ได้นัดหมายรวมตัวที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ในเวลาประมาณ
16.00 น. เพื่อหารือถึงแนวทางการดำเนินการทางกฎหมายกับนักการเมือง รายหนึ่งภายหลังได้รับผลกระทบจากถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมการทุจริตซื้อขายตำแหน่งภายในองค์กร

แจ้งเอาผิดนักการเมืองปูดซื้อขายเก้าอี้

โดยกลุ่มผอ.เขตเตรียมเดินทางไปยังสน.สำราญราษฎร์ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษนักการเมืองในประเด็นการถูกพาดพิงถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีข้าราชการฝ่ายประจำนอกเหนือประเด็นเรื่องข้อกล่าวหาทุจริตแล้ว  กลุ่มผู้อำนวยการเขตที่เป็นสตรี เตรียมจะดำเนินการร้องทุกข์เพิ่มเติมในคดีหมิ่นประมาทด้วยสืบเนื่องจากนักการเมืองคนดังกล่าวได้มีการใช้ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะเหยียดเพศและลดทอนคุณค่า โดยระบุว่าผู้อำนวยการเขตหญิงใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือ“ใช้เต้าไต่” เพื่อแลกกับการเลื่อนขั้นสู่ตำแหน่งผู้บริหาร ซึ่งกลุ่มผอ.หญิง มองว่าเป็นการละเมิด และลดทอนเกียรติยศในการปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างร้ายแรง

ย้ำรวมพลังเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีขรก.

แหล่งข่าวภายในเปิดเผยว่าในการรวมตัวตบเท้าเข้าโรงพักของกลุ่มผอ.เขตในครั้งนี้ มีชนวนเหตุมาจากการเปิดประเด็นโจมตีของนักการเมืองซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและศักดิ์ศรีของระบบราชการกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมาก การเข้าแจ้งความครั้งนี้ไม่ใช่การทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะแต่เป็นการทำเพื่อปกป้องภาพลักษณ์และศักดิ์ศรีของข้าราชการฝ่ายประจำของกรุงเทพมหานครโดยรวมด้วย

ยันยุค‘ชัชชาติ’แต่งตั้งโปร่งใส

พร้อมกันนี้กลุ่มผอ.เขตได้ร่วมกันยืนยันข้อเท็จจริงว่าตลอดระยะเวลาการบริหารงานของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่เคยมีพฤติกรรมหรือปรากฏการทุจริตซื้อขายตำแหน่งตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด กระบวนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในปัจจุบันเป็นไปตามขั้นตอน ขีดความสามารถ และมีความโปร่งใส

จุลพันธ์ปัดไฟเขียว‘จิรายุ’แฉ‘ชัชชาติ’

ก่อนหน้านี้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์  รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตสส.กทม.พรรคเพื่อไทยออกมาเปิดโปงถึงการทุจริตซื้อขายตำแหน่งข้าราชการในกทม.หรือระบบอากงซึ่งพาดพิงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯกทม.ได้รับไฟเขียวจากพรรคหรือไม่ โดยนายจุลพันธ์หัวเราะก่อนยืนยันว่า “ไม่มีไฟเขียวหรือไฟแดง”

ยันทำในนามส่วนตัวย้ำพท.ไม่เกี่ยว

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่าในส่วนของนายจิรายุเป็นเรื่องของความคิดเห็นและตัวท่านอาจจะมีข้อมูลส่วนตัวซึ่งตนไม่ได้เห็นและท่านก็ดำเนินการตามสิทธิของประชาชนคนหนึ่ง ไม่ได้ทำในฐานะสมาชิกพรรคเพื่อไทย แม้นายจิรายุจะเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกทุกคนจะต้องเดินหน้าในกรอบเดียวกัน ทุกคนมีสิทธิตามส่วนตัว
เมื่อถามว่าจะเรียกนายจิรายุมาสอบถามหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ไม่ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้ส่งตัวผู้สมัคร และการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ปล่อยให้เป็นเรื่องของท้องถิ่นดำเนินการ

กกต.เผยหาเสียงกทม.7วันไร้ร้องเรียน

ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ว่าที่ร้อยตรีสัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร(ผอ.กกต.กทม.) กล่าวถึง ภาพรวมการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.)ว่าภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่มีเรื่องร้องเรียน ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครและลักษณะต้องห้าม ในการลงสมัครรับเลือกตั้งภายใน 7 วัน ก่อนประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติ โดยขณะนี้ผู้สมัครได้มีการเริ่มหาเสียงแล้ว ในส่วนของจำนวนป้ายหาเสียง อาจจะยังมีไม่มาก เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดทำ ซึ่งผู้สมัครได้มีการยื่นบัญชีหาเสียงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ช่วยหาเสียงรวมถึงเวทีปราศรัยหาเสียง และยานพาหนะ ที่จะใช้ในการหาเสียงต่อกกต.กทม.โดยทุกคนอยู่ระหว่างการดำเนินการและอยู่ในกฎกติกา

“ขณะนี้ยังไม่มีเรื่องร้องเรียนทุจริตการเลือกตั้ง หรือการไม่ปฏิบัติตามระเบียบการเลือกตั้งตลอดช่วง 7 วันของการหาเสียงที่เป็นหนังสือ แต่อาจจะมีการพูดคุยตามโซเชียลมีเดียว่า จะมีการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แต่ยังไม่เห็นว่ามีการยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามากกต.กทม.รวมถึงเรื่องร้องเรียนคัดค้านการเลือกตั้ง” ผอ.กกต.กทม.ย้ำ

ส่งชุดเคลื่อนที่เร็ว50ชุดเกาะติดพื้นที่

ในส่วนของการติดตามการหาเสียงของผู้สมัครนั้นจะมีผู้ตรวจการเลือกตั้งไปลงพื้นที่ รวมถึงสังเกตการในส่วนของการดำเนินการและการจัดการเลือกตั้งของเจ้าหน้าที่ ว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ รวมถึงสังเกตการณ์การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ในขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วจำนวน 50 ชุด ใน 50 เขตเลือกตั้ง หากมีการร้องเรียนหรือมีการแจ้งเบาะแส เราก็จะแจ้งไปยังชุดเคลื่อนที่เร็วทั้งหมดเพื่อเข้าพื้นที่อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเลือกตั้งสส. ที่ผ่านมา