มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

ป.ป.ช.ฟัน “สุภา ปิยะจิตติ” อดีตป.ป.ช.ไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางคดีภาษีหุ้นชินฯ1.7หมื่นล้าน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนัก งานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ว่า ในการประชุม ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 28 เม.ย.69 ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีไม่มีคำสั่งให้กรมสรรพากรอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป สมัยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระ ทรวงการคลัง ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ 1.7 หมื่นล้านบาท จากการไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ อันเป็นหน้าที่โดยตรง ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจ ฉัยคดีนี้ไว้ 

ดังนั้น เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรในคดีนี้ สมควรยกเหตุดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง แต่กลับไม่ดำเนินการทำให้รัฐสูญเสียการจัดเก็บภาษี เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบราชการของกระทรวงการคลังและกรมสรรพากรจากการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ทำให้คดีถึงที่สุดไม่สามารถเรียกเก็บภาษีดังกล่าวได้อีกต่อไป  โดยที่ประชุม ป.ป.ช.จะส่งสำนวนดังกล่าวให้อัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

คลังชงออกพรก.กู้เงิน เคาะ4แสนล. ตุนกระสุนสู้วิกฤต

คลังชงออกพรก.กู้เงิน  เคาะ4แสนล.  ตุนกระสุนสู้วิกฤต

คลังชงออกพรก.กู้เงิน เคาะ4แสนล. ตุนกระสุนสู้วิกฤต

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.00 น.

คลังชงออกพรก.กู้เงิน เคาะ4แสนล. ตุนกระสุนสู้วิกฤต ไทยช่วยไทยรอเฮ เข้าครม.5พฤษภา ได้สิทธิ์30ล้านคน

นายกฯเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ-ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ วางกรอบเตรียมออกพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เผยใช้เท่าไรค่อยว่ากัน ขณะที่รัฐบาลถกเช็คความพร้อมโครงการไทยช่วยไทย พลัส ก่อนชงเข้าครม.สัปดาห์หน้า ยันคลอดมาตรการแน่ ให้สิทธิ์ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ทะลุ 30 ล้านคน ด้าน”อุ๊งอิ๊ง”บอกทักษิณ ดีใจได้พักโทษ แต่ยังติดใจทำไมต้องใส่กำไลEM ทั้งที่เป็นผู้สูงอายุ ส่วนบรรยากาศที่สภาฯเดือดปุด “มาร์ค-ไอติม”ผนึกกำลังถล่มอนุทินเบี้ยวตอบกระทู้

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 30 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เรียกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, นายภราดร ปริศนานันกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ, นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.),
นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, นายลวรณ แสงสนิท  ปลัดกระทรวงการคลัง, นายดนุชา พิชยนันท์  เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), นายอนันต์
แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ และตัวแทนสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อประชุมหารือเร่งสรุปแนวทางโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)สัปดาห์หน้าต่อไปเนื่องจากโครงการจะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้

เช็คความพร้อม‘ไทยช่วยไทย พลัส’

นายภราดรในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณเปิดเผยถึงกรณีนายกฯเรียกหน่วยงานด้านเศรษฐกิจหารือว่าอาจจะคุยแนวทางเรื่องโครงการไทยช่วยไทย พลัสคาดว่าสัปดาห์หน้า จะมีมติอย่างหนึ่งอย่างใด  ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)วันนี้จึงต้องมีการหารือก่อน ส่วนการประชุมครม.เศรษฐกิจ ตนจะหารือกับนายกฯ ว่าจะเรียกประชุมในวันจันทร์ที่ 4 พ.ค.หรือไม่
เนื่องจากเป็นวันหยุดราชการ

คาดคนไทยได้สิทธิ์ทะลุ 30 ล้านคน

นายภราดร ระบุว่าก่อนหน้านี้ นายเอกนิติได้ประกาศว่าโครงการไทยช่วยไทย หรือ คนละครึ่งพลัสจะเริ่มได้วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทยจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมาย
มากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน อีกส่วนคือ ประชาชนทั่วไป ตอนนี้กำลังดูตัวเลขว่ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นเท่าไหร่ แต่ 2 ส่วนรวมกันก็จะเกิน 30 ล้านคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

ส่วนความพร้อมในเรื่องโครงการและงบประมาณ นายภราดรกล่างว่าต้องรอดูทางกระทรวงการคลังซึ่งเป็นฝ่ายออกนโยบายและแนวทาง รวมถึงกระทรวงอื่นๆอาทิกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรฯ ว่ามีความคิดในเรื่องเยียวยาส่วนต่างๆ อย่างไร

เมื่อถามว่ากลุ่มเป้าหมายจะ 20-30
ล้านคนหรือไม่ นายภราดรตอบว่าเบื้องต้นเป็นส่วนของผู้ถือสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน และการเข้าโครงการไทยช่วยไทย หรือโครงการคนละครึ่งเดิม ขณะนี้กำลังดูตัวเลขว่าจะได้เท่าไหร่ ซึ่งทั้งสองส่วนรวมกันอย่างน้อยน่าจะเกิน 30 ล้านคนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

เตรียมออกพรก.กู้เงิน5แสนล.

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวหลังการหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าได้มีการหารือเรื่องการเตรียมพร้อม ในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งยังมีขั้นตอนที่ยังต้องดำเนินการตามกฏหมาย ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามระเบียบ ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และมีประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนส่วนวงเงินกู้เตรียมไว้เท่าใดยังเป็นกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตั้งกรอบวงเงินไว้ แต่จะใช้จริงเท่าใดค่อยว่ากันเมื่อถามย้ำว่า ตั้งไว้ที่ 5 แสนล้านบาทหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “แถวๆ นั้นแหละ” ใช้เท่าไหร่เดี๋ยวค่อยว่ากัน

คลังชงออกพ.ร.ก.เงินกู้4แสนล้าน

ต่อมาเวลา 13.30 น. ภายหลังนายกฯ ประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช.และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ต่างปฏิเสธแสดงความเห็นถึงรายละเอียดการประชุม โดยพูดตรงกันว่า ให้สอบถามจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

ขณะที่ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ในวันที่ 5 พ.ค. กระทรวงการคลังจะเสนอร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ…วงเงิน 4 แสนล้านบาท เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นแหล่งเงินในการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้ในรบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินฯวงเงิน 4 แสนล้านบาทนั้น รัฐบาลกำหนดวงเงินดังกล่าวจากความต้องการใช้งบประมาณเพิ่มจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วนที่เหลืออยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท กับความต้องการใช้งบประมาณในโครงการไทยช่วยไทยพลัส อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีแผนจะใช้เงินกู้ตามความจำเป็นสอดคล้องกับโครงการที่ได้มีการวางแผนไว้อย่างคุ้มค่าไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะใช้วงเงินกู้ทั้งหมด 4 แสนล้านบาท

เพจภท.แจงยิบ‘ไทยช่วยไทย’

ขณะที่เพจเฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย ได้เผยแพร่อินโฟกราฟิก โครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อ โดยมีการให้รายละเอียดการให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออกให้ 60% ประชาชนออก 40% และจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน รับสิทธิ์ 4,000 บาท ทั้งนี้ จะมีการเปิดให้ลงทะเบียน พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์ มิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปเป๋าตัง และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ และใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์

อิ๊งค์ เผย ทักษิณดีใจได้พักโทษ

ที่เรือนจำกลางคลองเปรม สมาชิกครอบครัวชินวัตร นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊งค์ ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย (พท.) อดีตนายกฯ บุตรสาวคนเล็กนายทักษิณ ชินวัตร,น.ส.พินทองทา ชินวัตร  คุณากรวงศ์ บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามีของน.ส.แพทองธาร เป็นตัวแทนครอบครัว เดินทางเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ครั้งที่ 60 พร้อมกับนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาทีโดยน.ส.แพทองธารเปิดเผยสั้นๆ ว่าคุณพ่อได้รับทราบมติคณะกรรมการพักการลงโทษเรียบร้อยแล้ว ส่วนความรู้สึกของคุณพ่อก็เป็นไปตามกระบวนการทุกอย่าง

คาใจติดกำไล EM ทั้งที่สูงอายุ

“อาจจะมีความรู้สึกในเรื่องของการติดกำไล EM ก็มีบ่นนิดหน่อยว่าตนเองแก่แล้วและเคยเป็นอดีตนายกฯมาด้วยแต่พอต้องติดกำไล EM ก็รู้สึกนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เราก็พร้อมทำตามกระบวนการทุกอย่าง ส่วนความรู้สึกภายหลังมีมติพักโทษครอบครัวก็รู้สึกว่าได้พักโทษก็ดีใจ”

เมื่อถามว่าเรื่องติดกำไล EM เป็นความกังวลหรือไม่ ปกติแล้วถ้าสูงวัย มีโรคประจำตัว และมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่จะไม่ต้องติดกำไล EM นั้น น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เท่าที่ทราบ
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็ไม่ต้องติดกำไล EM แต่อันนี้มีมติให้ติดก็ต้องติด ทั้งนี้ ตนไม่ได้มองว่าน่าแปลกใจอยู่แล้วเพราะไม่ได้มีอะไร

น.ส.แพทองธารย้ำว่าในวันที่ 11 พ.ค. 2569 ตนและครอบครัวจะเดินทางมาเรือนจำฯตามเวลาของราชทัณฑ์ ส่วนคุณพ่อ จะมีอะไรที่อยากทำเป็นพิเศษหรือไม่นั้น ตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไร แค่บอกว่ากลับบ้าน และก็มีการคุยกันเรื่องสุขภาพ เนื่องจากคุณพ่ออยู่ข้างในไม่ได้ตรวจสุขภาพ

‘ทักษิณ’พ้นจากคุกช่วงเช้า11พ.ค.

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความกล่าวถึงการปล่อยตัวพักโทษขั้นตอนต่างๆว่าอยู่ระหว่างการเตรียมการของเรือนจำโดยผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรม
คุมประพฤติ จะร่วมกันหารือวางรายละเอียด คาดว่าในวันนั้นจะปล่อยตัวนายทักษิณเพียงรายเดียว เนื่องจากผู้ต้องขังรายอื่นประมาณ 9 รายที่ได้รับการพักโทษจะมีการทยอยปล่อยตัวออกจากเรือนจำวันอื่นเพราะมีวันพ้นโทษที่แตกต่างกัน

ทั้งนี้ เวลามาหน้าเรือนจำฯ ในวันที่
11 พ.ค. 2569 เท่าที่พูดคุยกัน จะอยู่ที่ประมาณเวลา 07.45 น. เป็นต้นไป และประมาณ 08.00 น. ท่านจะออกจากที่นี่ภายหลังการปล่อยตัวรับการพักโทษ นายทักษิณจะต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเป็นเวลา 4 เดือน และต้องรายงานตัวภายใน 3 วัน นับจากวันปล่อยตัว รวมถึงรายงานตัวต่อเนื่องทุกเดือนจนกว่าจะครบกำหนดโทษ ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดในวันที่ 9 ก.ย. 2569

ติดกำไลกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ส่วนประเด็นการติดกำไลติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM) นายวิญญัติ ระบุว่า นายทักษิณบอกว่ารู้สึกยินดีที่ได้รับการพักโทษ เนื่องจากเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ยังมีข้อสงสัยต่อความจำเป็นของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากนายทักษิณเป็นผู้สูงอายุและมีโรคประจำตัวอีกทั้ง ยืนยันว่าไม่มีพฤติการณ์หลบหนี รวมถึงเคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตนก็ไม่คิดว่าทางคณะอนุกรรมการฯจะให้นายทักษิณใส่กำไล EM เช่นกันหากการใช้มาตรการนี้ใช้กับผู้อื่นด้วยก็จะดี การติดกำไล EM ได้คำนึงถึงสุขภาพของผู้ได้รับการพักโทษหรือไม่ อีกทั้งจะกระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของนายทักษิณหรือไม่ แต่อย่างไรนายทักษิณก็พร้อมน้อมรับมติของคณะกรรมการฯ แม้จะตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมก็ตาม

‘นายกฯ-พิพัฒน์’เบี้ยวตอบกระทู้

ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธาน ภายหลังการพิจารณากระทู้ถามสดของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เรื่องน้ำมันซึ่งนายกฯ มอบหมายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคมมาชี้แจง แต่นายพิพัฒน์ไม่สามารถมาตอบแทนได้จึงได้มอบหมายนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม มาตอบกระทู้ดังกล่าวแทน

จากประเด็นดังกล่าวทำให้สส.ต้องลุกหารือเพื่อให้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติและป้องกันไม่ให้นายกฯ หนีตอบกระทู้ต่อสภาฯ

‘อภิสิทธิ์’บี้‘โสภณ’ยึดตามข้อบังคับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงประธานว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยและซ้ำซาก ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ หรือ
ข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ 151 เจตนาชัดเจนต้องการให้นายกฯ และรัฐมนตรีที่ถูกตั้งกระทู้ถาม ต้องมาตอบกระทู้ถามในเรื่องนั้นด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุจำเป็น ให้แจ้งต่อประธานสภาเป็นหนังสือก่อนหรือในวันการประชุมสภา และให้กำหนดว่าจะตอบได้เมื่อใด ต่อไปถ้านายกฯหรือรัฐมนตรีบอกว่าไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ประธานจะแจ้งที่ประชุมได้หรือไม่ว่าเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้คืออะไร

“สภาจะได้ทราบว่าท่านไปเปิดงานสำคัญกว่าการมาตอบกระทู้ตรงนี้จริงหรือไม่ หรือท่านประชุมซึ่งความจริงจะเลื่อนก็ได้แล้วไม่มาตอบกระทู้ ประธานควรวินิจฉัยด้วยซ้ำว่าเหตุที่แจ้งมาเข้าข่ายความจำเป็นที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ หากแจ้งเพียงว่ามีนัดหมายไว้ก่อน ประธานควรแจ้งที่ประชุมด้วยว่านัดหมายอะไร เมื่อไหร่ มีหลักฐานหรือไม่ สภาจะได้ศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยหากประธานไม่สามารถทัดทานได้ สังคมจะได้รับรู้ ว่ามันเป็นจำเป็นขนาดนั้นหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว แต่นายโสภณวินิจฉัยยืนยันว่าปฏิบัติตามข้อบังคับที่151เขียนไว้ชัดเจนว่า “มอบหมายได้”ประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมากระทู้ถามสดประเด็นที่นายอภิสิทธิ์หยิบยกขึ้นมาคือกระทู้ทั่วไป มีเวลาที่เลื่อนไปตอบวันอื่น หากจะให้ตนปฏิบัติตามข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ต้องไปแก้ข้อบังคับ

นายอภิสิทธิ์ชี้แจงว่าข้อบังคับถ้าจะบอกกันว่าให้ปฏิบัติตามลายลักษณ์อักษร แต่ไม่มีการตรวจสอบ มันก็เหมือนไม่มีข้อบังคับ ต่อให้แก้ข้อบังคับก็ไม่มีประโยชน์ ตนพยายามหาทางออก จะได้ไม่ต้องมาเถียงเรื่องแบบนี้ทุกสัปดาห์ แค่เรียกร้องว่าอย่างน้อยที่สุดโปร่งใสหน่อย เหตุผลคืออะไร มีหลักฐานหรือไม่ ไม่อย่างนั้นเราก็ส่งเสริมให้นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีหนีสภา ไปเรื่อยๆ

ขณะที่ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย(ภท.)ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลุกขึ้นชี้แจงว่าวันนี้ไม่ได้ มีใครทำผิดข้อบังคับ ไม่มีอะไรผิดการปฏิบัติของสภา ตั้งแต่เปิดสภามา ท่านเห็นรัฐมนตรีหนีสภาหรือไม่ เราพยายามจะทำให้กระบวนการตรวจสอบและการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติทำได้ ขอฝากไปยังฝ่ายค้านว่าสัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ขอให้ระบุล่วงหน้าหน่อยว่าจะถามกระทู้เรื่องอะไร ไม่จำเป็นต้องบอกว่าจะถามอะไร เพื่อจะได้ประสานงานรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาตอบชี้แจง กระบวนการนิติบัญญัติของเราจะได้ประโยชน์ไปยังประชาชน

ไอติมขย่มปธ.ซ้ำหนุน‘มาร์ค’

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลุกหารือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์กรณีที่รัฐมนตรีต้องมีหนังสือแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่มาตอบกระทู้ได้ โดยย้ำว่ากรณีที่นายกฯหรือนายพิพัฒน์มอบหมายให้นายสิริพงศ์ มาตอบ ต้องมีหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร บอกถึงเหตุจำเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ขอให้เปิดเผย อย่าไปทำหนังสือ หรือทำนัดขึ้นมาย้อนหลังเพื่อไม่ให้สภากังขาว่าเหตุที่นายกฯหรือนายพิพัฒน์ไม่สามารถตอบกระทู้ได้ เป็นเหตุที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่

นายพริษฐ์อภิปรายว่าขณะที่ประธานวิปรัฐบาลขอความร่วมมือให้แจ้งก่อนล่วงหน้าก่อนวันประชุมว่าจะถามกระทู้สดรัฐมนตรีคนใดแต่การตั้งถามกระทู้สด เป็นความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของประชาชนและเป็นประเด็นที่สืบเนื่องจากการประชุมครม.ทุกวันอังคารจะให้รู้ว่าถามเรื่องใดก่อนมติครม.เป็นไปได้ยากแต่เพื่ออำนวยความสะดวกประธานวิปรัฐบาล ขอแจ้งการถามกระทู้สดในสัปดาห์หน้าว่าจะถามนายกฯซึ่งแจ้งล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ประธานวิปรัฐบาลสามารถประสานงานได้ ตนจะรอดูว่านายกฯ มาตอบกระทู้สดต่อสภาหรือใช้คติว่า ถ้าว่างแล้วจะมาตอบต่อสภา ซึ่งผิดข้อบังคับการประชุมสภา ในสภาที่นายกฯ เป็นสมาชิก

ตอนท้ายนายโสภณชี้แจงว่ากระทู้สดที่ผ่านมาประธานได้มอบให้รองประธานสภาผู้แทนฯพิจารณาเป็นไปตามข้อบังคับ ส่วนกระทู้ใดสดหรือไม่หรือใครตอบ ตนไม่ทราบเป็นแนวปฏิบัติตลอด การคาดคั้นเอาเป็นเอาตาย บอกว่าตนผิดข้อบังคับไม่ถูก  ขณะที่การประสานงานของวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลให้เป็นเรื่องที่ตกลงกัน ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อย
ส่วนหนังสือไม่ใช่จะเอาเวลานี้

เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม

เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม

เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.48 น.

‘ณัฐพงษ์’ นำขบวน ยื่นหนังสือถึงประธานสภาดันร่างกฎหมายประกันสังคม ออกจากระบบราชการ ‘สหัสวัต’ ลุยหาข้อเท็จจริงปมกองทุน 4,000 ล้านล่องหน ยังไม่เห็นเอกสาร-ข้อเท็จจริง ไม่เชื่อลงข้อมูลคลาดเคลื่อน ด้าน ‘ไอซ์-รักชนก’ ขึ้นเวที การันตี ประกันสังคมคุ้มค่าเป็นหลักประกันหลังพิงฝายามชราภาพ-ตกงาน หวังทุกอย่างดีขึ้นหลังปฏิรูป ขอผู้ประกันตนอย่าหมดหวัง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 1 พฤษภาคม ที่สี่แยกบางโพ สส.พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ น.ส.ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี และน.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พร้อมด้วยภาคประชาชน ร่วมเดินขบวนมายังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นร่างกฎหมายประกันสังคมของพรรคประชาชน 

โดยนายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชน เตรียมผลักดันร่างกฎหมายประกันสังคม ว่า การผลักดันร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวให้สำเร็จได้จำเป็นจะต้องอาศัยพลังของประชาชน โดยเฉพาะกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินสมทบของผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก มีจำนวนเงินใหญ่กว่างบประมาณแผ่นดิน ผู้ประกันตน 20 ล้านคนควรได้รับความคุ้มครอง เงินดังกล่าวจะต้องถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส บริหารอย่างมืออาชีพ และยึดโยงกับผู้ประกันตน 

ด้านนายสหัตวัต กล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมาการบริหารกองทุนประกันสังคมมีปัญหาอย่างมาก เราไม่เคยรู้เลยว่านำเงินของผู้ประกันตนไปทำอะไรบ้าง หากพวกตนไม่ออกมาพูดเรื่องนี้แทบไม่มีใครรู้เลยว่ามีการใช้เงินกองทุนไปลงทุนที่ไหน ใช้เงินอย่างไรบ้าง ที่สำคัญการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนดังกล่าวมาจากสามฝ่าย แต่ผู้บริหารกองทุนกลับเป็นฝ่ายข้าราชการ ซึ่งไม่ได้ใช้กองทุนประกันสังคมด้วยซ้ำ ต้องยอมรับว่าข้าราชการไม่ได้มีความเชี่ยวชาญที่จะบริหารได้อย่างมืออาชีพ ทำให้ผลตอบแทนกองทุนต่ำและนำมาสู่ปัญหาที่สี่คือปัญหาเรื่องความยั่งยืนของกองทุน โดยมีการวิเคราะห์ว่าสามารถอยู่ได้ราว 25-30 ปี วันนี้เราจึงต้องปฏิรูปโครงสร้างเอาสำนักงานประกันสังคมออกจากระบบราชการ ทำให้เกิดความโปร่งใส เอามืออาชีพมาบริหาร ยึดโยงกับผู้ประกันตนให้มากที่สุดเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

เมื่อถามว่า ตามกฎหมายที่เสนอโดยพรรคประชาชน ลำพังเสียงของพรรคประชาชนเพียงพอที่จะผลักดันหรือไม่ จะมีการคุยกับฝั่งรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันมาตลอด และนำมาสู่การทำกิจกรรมในวันนี้ แต่สิ่งสำคัญคือเสียงของผู้ประกันตน ทั้งนี้ หากเสียงของสส.ผ่าน เสียงของสว. ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรจากบริบทการเมืองที่เป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่าในช่วงของรัฐบาลช่วงที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ละพรรคการเมืองก็ออกมาสนับสนุนให้เอากองทุนประกันสังคมให้ออกจากราชการ ดังนั้น จึงคิดว่าไม่มีพรรคการเมืองใดออกมาคัดค้านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่าเงินกองทุน ล่องหน 4,000 ล้านบาท และสำนักงานประกันสังคม รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงว่าเป็นการลงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้น มองเรื่องนี้อย่างไรและได้มีการสอบถามไปยังบอร์ดประกันสังคม รวมถึงทีมประกันสังคมก้าวหน้าหรือไม่ นายสหัสวัต กล่าวว่า ทีมประกันสังคมก้าวหน้ายังรักษาการบอร์ดประกันสังคมอยู่ และพยายามหาข้อมูลข้อเท็จจริงเรื่องนี้จากข้าราชการในสำนักงานประกันสังคม แต่ยังไม่ได้ความชัดเจนและยังไม่เห็นเอกสารว่าการลงข้อมูลผิดผิดอย่างไรหรือลงจุดไหนที่ผิด ซึ่งตราบใดที่ไม่เห็นเอกสารข้อเท็จจริงย้ำว่าข้อมูลที่ยังไม่สามารถฟันธงได้ สำหรับพรรคประชาชนขณะนี้ใกล้ตั้งคณะกรรมธิการอย่างเป็นทางการยืนยันจะใช้กลไกกรรมาธิการติดตามเรื่องนี้ต่ออย่างแน่นอน 

จากนั้นเวลา 15.30 น. นายณัฐพงษ์ และคณะ เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธานสภาฯ โดยมีตัวแทนกลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร มารับยื่นหนังสือ นำโดย น.ส.รัชดาภรณ์ เอี่ยมอนันต์ รักษาราชการในตำแหน่งผู้บังคับบัญชากลุ่มงานประสานการเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์ และ ว่าที่ร้อยตำรวจตรีสัณห์ พิริยะ นิติกรเชี่ยวชาญ เป็นตัวแทนรับ จากนั้นสส.พรรคประชาชน สลับกันปราศรัยเป็นระยะ 

โดยนางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้พรรคประชาชนจะมีการตรวจสอบอย่างหนักหน่วง ทั้งในและนอกระบบ แต่ก็ยังยืนยันว่ายังอยากให้แรงงานทั้งในและนอกระบบส่งประกันสังคม เพราะเป็นรูปแบบประกันที่คุ้มค่าที่สุด แม้จะมองว่าสิทธิรักษาพยาบาล สิทธิทันตกรรมจะได้น้อยกว่าระบบบัตรทอง แต่นอกเหนือจากนี้ ระบบประกันสังคมยังมีบำนาญ ชราภาพเดือนละประมาณ 3,500-5,000 บาท ดังนั้นตนจึงกล้าพูดได้ว่าเป็นระบบประกันที่คุ้มค่ามากจากการส่งเงินสมทบเดือนละ 700-800 บาท ต่อเนื่อง 25 ปี แล้วได้บำนาญ 3,000-5,000 ตลอดชีวิต ถือว่าเป็นหลังพิงสุดท้ายให้กับแรงงานทุกคนในวันที่ทำงานไม่ไหวแล้ว หรือนอกเหนือจากเงินบำนาญชราภาพแล้วระหว่างนี้ยังมีเงิน สำหรับคลอดบุตร เงินชดเชยการว่างงานที่จะเป็นที่พักพิงให้ได้บ้าง อาจจะไม่วิลิศมาหลาเลิศหรู แต่ช่วยเราในวันลำบาก ในวันที่เราต้องการเบาะรอง มันก็เป็นเบาะรองให้เราได้จริงๆ ดังนั้นพรรคประชาชนยืนยันว่าถึงแม้ เราจะวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบประกันสังคมอย่างรุนแรงเด็ดขาด แต่ขอให้ผู้ประกันตนยังเชื่อมั่นในกองทุนประกันสังคมว่าเมื่อเราปฏิรูปมันแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

ทักษิณ ยังลุ้นปลด กำไล EM ระหว่างคุมประพฤติ เปิดช่องพ้นโทษเร็ว หากมีอภัยโทษ

ทักษิณ ยังลุ้นปลด กำไล EM ระหว่างคุมประพฤติ เปิดช่องพ้นโทษเร็ว หากมีอภัยโทษ

ทักษิณ ยังลุ้นปลด กำไล EM ระหว่างคุมประพฤติ เปิดช่องพ้นโทษเร็ว หากมีอภัยโทษ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.03 น.

”ทักษิณ“ ยังมีลุ้นปลดกำไล EM  หากยื่นความประสงค์ปัญหาสุขภาพ การเข้ารักษาพยาบาล หรือเผชิญสภาพจิตใจ ระบุ’กรมคุมประพฤติ’ต้องพิจารณาคำร้องแถม”ทักษิณ”ยังมีลุ้นใหญ่พ้นโทษทันทีก่อนกำหนด 9 ก.ย.69 หากมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษหมู่ 

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สำหรับกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องขังเด็ดขาดของเรือนจำกลางคลองเปรม ได้เป็น 1 ใน 859 ผู้ต้องขังเด็ดขาดทั่วประเทศ ที่มีคุณสมบัติเข้าโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป ในขณะที่คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ได้มีมติเงื่อนไขให้นายทักษิณต้องติดกำไล EM ไปจนกว่าจะพ้นโทษนั้น แม้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯ ในปัจจุบันจะชี้ชัดว่านายทักษิณจำเป็นต้องติดกำไล EM ไปจนกว่าจะพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 แต่ตามหลักการแล้วผู้ถูกคุมความประพฤติยังสามารถที่จะแจ้งความประสงค์ขอรับการพิจารณาปลดกำไล EM ได้ โดยเฉพาะหากภายหลังจากติดกำไล EM ไประยะหนึ่งอล้ว เกิดอุปสรรคในเรื่องของการต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือเผชิญปัญหาเรื่องสุขภาพจิตใจ อย่างเช่นอาการแพนิค เหตุผลความจำเป็นเหล่านี้ทางผู้ถูกคุมความประพฤติสามารถแจ้งความประสงค์ขอให้ทางกรมคุมประพฤติพิจารณาการปลดกำไล EM ให้ได้ ซึ่งก็จะเป็นดุลพินิจของทางกรมคุมประพฤติ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ ซึ่งกรมคุมประพฤติก็ได้พิจารณาและทำการปลดกำไล EM ให้ได้เช่นเดียวกัน

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติ ธรรม เผยอีกว่า สำหรับการติดกำไล EM ของนายทักษิณ สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันแรกที่มีการปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม โดยอาจจะมีเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติเดินทางไปยังเรือนจำฯ เพื่อรับรายงานตัวครั้งที่ 1 และแจ้งเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างเช่น วันกำหนดนัดหมายการรายงานตัวในแต่ละเดือน เงื่อนไขหลักการปฏิบัติตัวระหว่างคุมประพฤติว่าสิ่งใดสามารถกระทำได้หรือกระทำไม่ได้ เป็นต้น อีกทั้งนายทักษิณยังเหลือเวลาคุมความประพฤติอีกเพียง 4 เดือน หรือพ้นโทษวันที่ 9 ก.ย.69 ดังนั้น การรายงานตัวอาจจะเกิดทั้งสิ้น 4 ครั้ง คือ เดือนละครั้ง หรือ 2 เดือน 1 ครั้ง แต่ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ได้มีการกำหนดโดยเจ้าหน้าที่คุมประพฤติต่อผู้ถูกคุมประพฤติ โดยผู้ถูกคุมประพฤติจะต้องไปรายงานตัวยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ถนนวังหลัง แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นสำนักงานคุมประพฤติที่รับผิดชอบพื้นที่สถานที่พักโทษของบ้านจันทร์ส่องหล้า

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยด้วยว่า ส่วนกรณีว่าระหว่างการคุมประพฤติ 4 เดือน นายทักษิณจะสามารถไปเป็นที่ปรึกษาของพรรคการ เมือง หรือที่ปรึกษาของนักการเมือง หรือไปเป็นบอร์ดใดๆได้หรือไม่นั้น ตามระเบียบการพักการลงโทษแล้วไม่ได้มีการระบุห้ามไว้ จึงเป็นเรื่องของระเบียบและข้อบังคับของต้นทางมากกว่า ว่าได้มีการกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามไว้หรือไม่ว่า “หากบุคคลดังกล่าวได้ถูกต้องโทษในคดีอาญา หรืออยู่ระหว่างการคุมประพฤติ จะไม่สามารถไปดำรงตำแหน่ง หรือมีบทบาทได้“ เพราะหากมีการระบุไว้เช่นนั้น ก็จะเป็นการห้ามในส่วนของต้นทางนั้นๆ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการคุมประพฤติแต่อย่างใด เพราะการคุมประพฤติไม่ได้ห้ามเรื่องดังกล่าว

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติ ธรรม กล่าวอีกว่า แม้ว่านายทักษิณ ชินวัตร จะถูกมติให้เข้ารับโครงการพักการลงโทษกรณีทั่วไป และคุมประพฤติไปอีก 4 เดือนจนกว่าจะพ้นโทษ อย่างไรก็ตาม ในอนาคตนายทักษิณยังมีโอกาสที่อาจจะได้พ้นโทษก่อนกำหนด เนื่องด้วยปกติแล้วกลุ่มผู้ต้องขังทั่วประเทศ ไม่ว่าจะที่อยู่ภายในเรือนจำ หรือที่รับโทษจำคุกมาสักระยะหนึ่งและเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย หรือเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการคุมประพฤตินั้นก็จะเฝ้ารอติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป หรืออภัยโทษหมู่ที่มักจะเกิดขึ้นในวันสำคัญต่างๆ ซึ่งในกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร หากพ้นโทษในวันที่ 9 ก.ย.69 ก็ยังคงสามารถรอดูพระราชกฤษฎีกาพระราช ทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปได้เช่นเดียวกัน อาทิ วันที่ 3 มิ.ย.69 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี หรือวันที่ 28 ก.ค.69 วันเฉลิมพระชนมพรร ษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 หรือวันที่ 12 ส.ค. 69 วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระ นางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (วันแม่แห่งชาติ) ทั้งนี้ นายทักษิณ เหลือเวลาคุมประพฤติเพียง 4 เดือน ถือว่าโทษต่ำและเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย จึงเข้าข่ายว่าหากมีพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป ก็จะเข้าเกณฑ์ได้พ้นโทษทันที ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ 9 ก.ย.69 แต่อย่างใด แต่เรื่องของพระราชกฤษฎีกา พระราชทานอภัยโทษ ถือเป็นเรื่องของพระราชอำนาจที่มิอาจก้าวล่วงได้

สส.ปชน.นนทบุรี แจงภาพต้อนรับ อนุทิน พร้อมคณะ แค่ต้อนรับฐานะเจ้าบ้าน มองเป็นมารยาทปกติ

สส.ปชน.นนทบุรี แจงภาพต้อนรับ อนุทิน พร้อมคณะ แค่ต้อนรับฐานะเจ้าบ้าน มองเป็นมารยาทปกติ

สส.ปชน.นนทบุรี แจงภาพต้อนรับ อนุทิน พร้อมคณะ แค่ต้อนรับฐานะเจ้าบ้าน มองเป็นมารยาทปกติ

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.43 น.

“สส.นนทบุรี”แจงภาพ ต้อนรับ อนุทินพร้อมคณะ เปิดโครงการไทยช่วยไทยบางใหญ่ บอกจะไปยื่นหนังสือ ติดตามการแก้ปัญหาในพื้นที่ และมีจังหวะต้อนรับตามฐานะเจ้าบ้าน มองเป็นมารยาทปกติ

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่สี่แยกบางโพ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุทัศน์ มีศิริ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน ไปปรากฏตัวร่วมงาน ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปตรวจสินค้าในโครงการไทยช่วยไทยลดภาระค่าครองชีพ ว่า จากการสอบถามนายสุทัศน์ สสนนทบุรี ได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงว่าความตั้งใจคือจะไปยื่นหนังสือติดตาม การแก้ปัญหาในพื้นที่ต่อตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่จังหวะหน้างานอาจจะให้นายอำเภอหรือเจ้าหน้าที่รับหนังสือแทน

ด้าน นายสุทัศน์  กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนเคยหารือเรื่องทางด่วน m81 รวมถึงปัญหาท่อประปาแตกไปแล้ว ในสภา แต่เนื่องจากมีโอกาสที่นายกและรองนายกไปเปิด งานไทยช่วยไทยที่ตลาดบางใหญ่ จึงถือโอกาสนี้จะไปยื่นหนังสือ เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการดำเนินการแก้ปัญหาในพื้นที่ แต่เมื่อไปถึงก็เจอท่านนายอำเภอก่อน ซึ่งรับปากว่าจะรับเรื่องไปดำเนินการต่อ อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่บางใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่จัดงานนั้นมีตนเป็นสสเพียงคนเดียว จึงไปรับ ท่านนายกในฐานะเจ้าบ้าน เป็นมารยาทที่ถูกต้องที่ควรจะทำ

เมื่อถามว่าขณะนั้นมีภาพที่สส. ไปเข็นรถเข็นให้นายกด้วย นายสุทัศน์กล่าวว่า ในจังหวะนั้นมีรถเข็นมาเบียดเราจึงได้ผลัก ดันไป เพราะจังหวะนั้นคนเยอะมาก อย่างไรก็ตามตนในฐานะเจ้าบ้านหากมีคนมาซื้อสินค้าบ้านตน ก็มองว่าเป็นการบริการตามปกติ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร.

‘อัครนันท์’ ลุยตรวจ สกร. พบแบบเรียนปี 2551 ยังใช้งาน ขออธิบดี สกร.เร่งชี้แจงภายใน 5 พ.ค.

'อัครนันท์' ลุยตรวจ สกร. พบแบบเรียนปี 2551 ยังใช้งาน ขออธิบดี สกร.เร่งชี้แจงภายใน 5 พ.ค.

‘อัครนันท์’ ลุยตรวจ สกร. พบแบบเรียนปี 2551 ยังใช้งาน ขออธิบดี สกร.เร่งชี้แจงภายใน 5 พ.ค.

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.39 น.

“อัครนันท์”ลุยตรวจ สกร. พบแบบเรียนปี 2551 ยังใช้งาน ขออธิบดี สกร.เร่งชี้แจงภายใน 5 พ.ค. พร้อมเดินหน้าปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ให้ทันโลกยุคใหม่

วันที่ 1 พฤาภาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแลกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ สกร. ในหลายพื้นที่ เพื่อประเมินสภาพการจัดการเรียนรู้และการให้บริการด้านการศึกษานอกระบบแก่ประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยพบว่าแบบเรียนที่ใช้ในห้องสมุดและศูนย์การเรียนรู้บางแห่งยังคงเป็นหลักสูตรปี 2551 จริง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับบริบทการเรียนรู้และทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน

ทั้งนี้จากกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐานของแบบเรียนดังกล่าว นายอัครนันท์ยืนยัน ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อทักท้วง และได้สั่งการให้ อธิบดี สกร. เร่งรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงและจัดทำคำชี้แจงอย่างละเอียด ภายในวันที่ 5 พฤษภาคม นี้ เพื่อสร้างความชัดเจนต่อสาธารณะ

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบอย่างรอบด้านในทุกมิติ ทั้งในส่วนของเนื้อหาหลักสูตร กระบวนการจัดทำหนังสือเรียน การคัดเลือกและเผยแพร่สื่อการเรียนรู้ ตลอดจนประสิทธิภาพของการนำไปใช้จริงในพื้นที่ โดยต้องรับฟังความคิดเห็นจากครู ผู้เรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อให้การประเมินเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และสะท้อนข้อเท็จจริงมากที่สุด 

พร้อมกันนี้ หากผลการตรวจสอบพบข้อบกพร่องหรือประเด็นที่ต้องปรับปรุง จะเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทั้งในด้านการปรับปรุงหลักสูตร การพัฒนาหนังสือเรียนให้มีความทันสมัย และการออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะดิจิทัล การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษานอกระบบให้ตอบโจทย์ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้อย่างแท้จริง

นายอัครนันท์ ยังระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการมีเป้าหมายในการยกระดับ สกร. ให้เป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เข้าถึงได้สำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยจะเดินหน้าปรับปรุงทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนรู้เข้ามาสนับสนุน เพื่อให้การศึกษานอกระบบมีคุณภาพและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน

เปิด 5 เหตุผล อดีตบิ๊ก ศรภ. วอนรัฐทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์

เปิด 5 เหตุผล อดีตบิ๊ก ศรภ. วอนรัฐทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์

เปิด 5 เหตุผล อดีตบิ๊ก ศรภ. วอนรัฐทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.21 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พลโทนันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัย(ศรภ.) ได้โพสต์ข้อความระบุว่า แลนด์บริดจ์ คิดให้ดี 

การผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ ๑ ล้านล้านบาท โดยจะพัฒนาจากการเป็นเส้นทางขนส่งสินค้า ที่มุ่งไปสู่การเป็นระเบียงเศรษฐกิจของภาคใต้ควบคู่ไปกับการสร้างเมืองใหม่นั้นเป็นแนวคิดที่ดี  แต่โครงการดังกล่าว  ในการลงมือทำจริง ควรต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ รวมทั้งเหตุผลให้ละเอียดกว่าโครงการณ์อื่นๆมากหน่อย  เพราะจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิรัฐศาสตร์ให้เอื้อต่อการเกิด สถานการณ์ ๕ อย่างขึ้น ได้ในอนาคต

1. อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ขึ้นในกลุ่มอาเซียน แม้จะมีประเทศมหาอำนาจเข้ามาสนับสนุนซึ่งน่าจะเป็นจีน แต่ก็จะทำให้เกิดเหตุบานปลาย ว่า “ประเทศไทยจะขาดความเป็นกลางไป” จะเกิดการรวมตัวของประชาชนต่อต้านโครงการขึ้นเป็นระยะๆ  จากเบาไปสู่ความรุนแรง

2. เทคโนโลยีทั้งหมดล้วนต้องพึ่งพาต่างชาติ 

3. ระบบนิเวศน์ทั้ง 2 ฝากฝั่งอ่าวไทย และ อันดามัน จะถูกกระทบรุนแรงและถาวร ลองดูตามรูปเถอะครับ 

4. ในภาวะที่เกิดทางเชื่อมและท่าจอดเรือระหว่างชายทะเลฝั่งอันดามันและอ่าวไทยนั้น ผลกระทบทางด้านความมั่นคงจะเกิดขึ้นทันที ซึ่งจะเกินประสิทธิภาพของกองทัพไทยที่จะคุ้มครองเส้นทางเรือ และ การใช้ สมุทรานุภาพของไทย ที่จะทำให้ประเทศอื่นๆ เกรงใจ ไม่เข้ามาแทกแทรกนั้น  จะทำได้ลำบากมาก  ถ้าทำได้จะเกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้นตลอดเวลา จากการแทรกแทรงของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งจะทำให้ “การลงทุน” ไม่สามารถคืนทุนได้  จนอาจกลายเป็น“ฐานทัพสำรอง”ของชาติมหาอำนาจได้ ในทุกฉากทรรศน์ของความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐ กับ จีน 

5.  ใครจะมาเป็นผู้บริหารโครงการ  ต้องมีความรอบรู้ทุกด้าน รวมถึงความต้องการกำลังทหาร-ตำรวจอย่างน้อย ๒ กองพัน  เป็นลูกมือขับเคลื่อนอำนาจรัฐ  อำนวยความสะดวก และคุ้มครองการผ่านทาง  เนื่องจากเป็นการเคลื่อนย้ายสินค้าทางบก ไม่ใช่การแล่นเรือผ่านทางน้ำ แบบช่องแคบทั่วไป

นี่ยังไม่พูดถึงการทุจริต ที่จะเกิดขึ้นเบี้ยบ้ายรายทาง อย่างแน่นอนโดยไม่มีใครสามารถป้องกันได้เพราะเป็นโครงการที่ต้องประมูลก่อสร้างทั้งหมด

จุดอ่อนลึกลงไปในรายละเอียดสำหรับโคงการแลนด์บริดจ์นั้น    มีมากกว่าที่กล่าวมาข้างต้น  เริ่มตั้งแต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมไปถึงด้านความมั่นคง

ลองคิดดูกันเองเถอะครับ  แต่ถ้าไทยเป็นประเทศมหาอำนาจละก็ ทำไปได้เลย 

พลโท นันทเดช / 01 พ.ค. 69

ปลัดมท. เผย ‘ผู้ว่าฯนครศรีฯ’ ยัน ไม่มีการเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 67 เร่งหาข้อเท็จจริงปมสินบน

ปลัดมท. เผย ‘ผู้ว่าฯนครศรีฯ’ ยัน ไม่มีการเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 67 เร่งหาข้อเท็จจริงปมสินบน

ปลัดมท. เผย ‘ผู้ว่าฯนครศรีฯ’ ยัน ไม่มีการเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 67 เร่งหาข้อเท็จจริงปมสินบน

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

‘ปลัดมท.’ เผย ‘ผู้ว่าฯนครศรีธรรมราช’ ยืนยัน ไม่มีการเปิดรับสมัครสอบ อส. ตั้งแต่ปี 2567 สั่ง ‘นายอำเภอฉวาง’ เร่งสืบหาข้อเท็จจริงปมสินบน3แสน – แจงสังคมกู้ความเชื่อมั่นภาพลักษณ์ ‘ฝ่ายปกครอง’ ด่วน

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีมีการเรียกรับผลประโยชน์ในการสมัครสอบเข้าเป็น อส. ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน300,000บาท ว่า ได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เร่งแสวงหาข้อเท็จจริง ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับประชาชนโดยเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากเป็นประเด็นข่าวที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายปกครองและกระทรวงมหาดไทย

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เมื่อเวลา 13.00น. วันนี้(1พ.ค.) ตนได้รับรายงานจากนายสมชาย สีหล้าน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ในประเด็นดังกล่าว โดยเมื่อวันที่30เม.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 14.30 น. ผู้ร้องได้เดินทางมายังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อร้องเรียนร้องทุกข์ กรณีมีสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียกรับสินบน เป็นเงิน 300,000 บาท แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ตามที่ได้กล่าวอ้างไว้ และได้รับเงินคืนมาเพียง 230,000 บาท และได้มีการทวงเงินส่วนที่เหลือที่ยังไม่ได้รับคืนมาโดยตลอดระยะเวลา 4 ปี และล่าสุดยังถูกข่มขู่ให้ได้รับความหวาดกลัว

“ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยให้ความคุ้มครองแก่ผู้ร้องและผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสั่งการไปยังนายอำเภอฉวาง เรียกสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอฉวางทุกคนมาสอบถามเหตุการณ์ดังกล่าว โดยในเบื้องต้น ไม่พบว่ามีสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอฉวางคนใดมีพฤติกรรมเรียกรับสินบนตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์แต่อย่างใด และในข้อเท็จจริง ปี 2567 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่มีการเปิดสอบคัดเลือกบุคคลทั่วไปเพื่อเข้ารับตำแหน่งสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่อย่างใด” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของฝ่ายปกครอง กองบัญชาการกองรักษาดินแดน กระทรวงมหาดไทย และเป็นเรื่องที่สังคมส่วนรวมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ตนจึงได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราชเร่งสืบหาข้อเท็จจริง และดำเนินกระบวนการทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการชี้แจงสร้างความรับรู้เข้าใจประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและสังคมโดยทั่วไปได้รับรู้รับทราบ ซึ่งกระทรวงมหาดไทย ยังคงติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

ทวี ชี้ปรับโครงสร้างค่าไฟ แค่ย้ายภาระ ไม่ใช่การ แก้ปัญหา จี้แก้ให้ถูกจุด เลิกค่าไฟทิพย์

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  “นโยบาย “ค่าไฟขั้นบันได” : ความไม่เป็นธรรมที่ถูกซ่อนในระบบไฟฟ้าไทย”

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบ “โครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได” ที่จะเริ่มใช้ในปี 2569 โดยปรับราคาค่าไฟฟ้าดังนี้
200 หน่วยแรก : ไม่เกิน 3.00 บาท/หน่วย (ลดลงจากเดิม ~3.95 บาท)
201–400 หน่วย : อัตราใกล้เคียงเดิม (~3.95 บาท)
เกิน 400 หน่วยขึ้นไป : อัตราก้าวหน้า (อาจสูงเกิน 5 บาท/หน่วย)
(หมายเหตุ : ไฟฟ้า 1 หน่วย คือการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาด 1,000 วัตต์ ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมง เช่น แอร์ขนาด 12,000 BTU เปิด 1 ชั่วโมง เท่ากับ 1 หน่วย)

แม้รัฐบาลจะระบุว่าเป็นมาตรการ “ช่วยลดภาระประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟน้อย” แต่หากวิเคราะห์ลึกลงไป นี่คือการ “ย้ายภาระ” ไม่ใช่การ “แก้ปัญหา” เพราะในความเป็นจริง กลุ่มที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วย ไม่ใช่คนรวยเสมอไป แต่อาจรวมถึงบ้านที่มีผู้สูงอายุ มีผู้ป่วยติดเตียง หรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิกหลายคน คนกลุ่มนี้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่แพงขึ้น นี่จึงอาจไม่ใช่การสร้างความเป็นธรรม แต่คือการให้ประชาชนแบกภาระกันเอง ท่ามกลางโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยว

การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธี “เกลี่ยตัวเลข” ระหว่างกลุ่มผู้ใช้ไฟ แทนที่จะเร่งจัดการกับต้นทุนการผลิตที่อาจสูงเกินจริง สะท้อนให้เห็นว่ารัฐกำลังพยายาม “ซุกปัญหาไว้ใต้พรม” โดยไม่ยอมแตะต้องผลประโยชน์ของกลุ่มทุนพลังงานที่ฝังรากลึก

หากรัฐบาลมีความจริงใจในการแก้ปัญหาจริง ต้องเริ่มจากปัญหาความไม่เป็นธรรมในระบบค่าไฟที่รัฐยังไม่กล้าแก้ไข

1.ค่าไฟฟ้าทิพย์ (ภาระที่ไม่ได้ใช้จริง) : ตลอดหลายสิบปี ประชาชนต้องแบกต้นทุนสูงถึง 1.09 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นค่า Adder / FiT ประมาณ 6.4 แสนล้านบาท และค่าความพร้อมจ่าย (AP) อีก 4.4 แสนล้านบาท เฉพาะปี 2567 ปีเดียว ประชาชนต้องจ่าย “ค่าไฟทิพย์” กว่า 1 แสนล้านบาท โดยที่ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าจริง เงินจำนวนนี้กลายเป็นรายได้ที่มั่นคงของกลุ่มทุนพลังงาน คำถามสำคัญคือ เมื่อไหร่รัฐบาล กพช. และ กกพ. จะกล้าเจรจาลดกำไรส่วนเกินเหล่านี้เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน?

2.ความโปร่งใสในการจัดซื้อ LNG : มีข้อสงสัยเรื่องราคาก๊าซ LNG จากรัสเซีย (Yamal LNG) ตามข่าวที่ปรากฏ ในประเด็นที่ราคาตลาดโลกลดลงถึง 40% แต่บริษัทกึ่งผูกขาดกลับทำสัญญาผ่าน ปตท. ในราคา Pool Gas เดิม (485 บาท/MMBTU) ทำให้มีส่วนต่างกำไรสูงถึง 194 บาท/MMBTU หรือเกือบ 10,000 บาทต่อตัน รัฐต้องเข้าตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการสมยอมราคาที่เอาเปรียบผู้บริโภค

3.การจัดสรรก๊าซอ่าวไทยที่ไม่เป็นธรรม : ควรนำ “ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย” ที่มีต้นทุนต่ำเพียง 201 บาท/MMBTU มาผลิตไฟฟ้าให้ประชาชนก่อน แทนการใช้ราคา Pool Gas (281 บาท/MMBTU) ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟได้ทันทีประมาณ 0.52 บาท/หน่วย แต่ปัจจุบันก๊าซราคาถูกกลับถูกจัดสรรไปให้ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรก

การอ้างว่าต้องจัดสรรก๊าซให้ภาคปิโตรเคมีก่อนเพื่อ ‘สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ’ อาจเป็นเพียงวาทกรรมที่เอาตัวเลขกำไรของบริษัทใหญ่มาบังหน้า แต่ทรัพยากรในอ่าวไทยเป็นของคนไทยทุกคน ดังนั้น ‘ความอยู่รอดของประชาชน’ ต้องอยู่เหนือ ‘ผลกำไรของกลุ่มทุน’ 

4.การฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ : ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2566 รัฐต้องกำหนดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและปริมาณไฟสำรองไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพประชาชน แต่ปัจจุบันรัฐกลับจำกัดการผลิตจากแหล่งพลังงานต้นทุนต่ำที่รัฐควบคุมได้เอง เช่น ลิกไนต์แม่เมาะ (1.20–1.23 บาท/หน่วย) และ พลังน้ำ (1.06–1.37 บาท/หน่วย) ดังนั้น รัฐบาลโดย กพช. และ กกพ. ต้องดำเนินการกำหนดกรอบหรือเพดานของสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของเอกชนและกำหนดปริมาณไฟฟ้าสำรองอันส่งผลต่ออัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บ เพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสียหายเกินควรแก่ประชาชน
วันนี้ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนพลังงาน แต่ขาด “ความกล้าหาญทางนโยบาย” ที่จะเลือกผลประโยชน์ของประชาชนเหนือกลุ่มทุน นโยบายค่าไฟขั้นบันไดที่ทำอยู่เป็นเพียงการซื้อเวลา แต่ความไม่เป็นธรรมยังถูกซ่อนในระบบไฟฟ้า ไม่ได้รับการแก้ไข

ค่าไฟหน่วยละ 3 บาทจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากรัฐบาลหยุดเอื้อประโยชน์ให้ “เสือนอนกิน” และกล้าปฏิรูปโครงสร้างพลังงานตามรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง

หัวหน้าพรรคประชาชาติ

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

ศุภจี เผย จำหน่ายทุเรียนจันทบุรี ที่ประสบภัยธรรมชาติได้หมดแล้ว

วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.05 น.

“ศุภจี” เผยผลประสานผู้ประกอบการรับซื้อทุเรียนร่วงจากพายุฤดูร้อนในจังหวัดจันทบุรี ล่าสุดจำหน่ายได้หมดแล้ว เดินหน้ามาตรการแปรรูป–คัดคุณภาพ–เชื่อมตลาด ช่วยลดความสูญเสียและพยุงรายได้เกษตรกร

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Suphajee Suthumpun” ระบุว่า จากสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่พัดถล่มพื้นที่สวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรี ส่งผลให้ผลผลิตใกล้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะทุเรียนร่วงจากต้น กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ลงสำรวจความเสียหาย พร้อมจัดการระบายผลผลิตทุเรียนที่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ตลาดและการแปรรูป ซึ่งล่าสุดทุเรียนประสบภัยสามารถจำหน่ายได้หมดแล้ว

ทั้งนี้ ผลผลิตทุเรียนร่วงดังกล่าว ประมาณร้อยละ 80 ผู้ประกอบการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมไอศกรีมที่เน้นเนื้อสัมผัส ร้อยละ 10 เป็นทุเรียนแก่สำหรับแปรรูปเป็นทุเรียนกวน และอีกร้อยละ 10 เป็นทุเรียนสิ้นสภาพที่นำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นเช่น การทำปุ๋ย

สำหรับทุเรียนที่ยังมีคุณภาพและสามารถตัดจำหน่ายได้ โดยมีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งมากกว่า 30% กระทรวงพาณิชย์จะประสานผู้ซื้อและผู้ประกอบการเข้าคัดเลือกผลผลิตจากสวน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะทุเรียนทอด เพื่อช่วยลดการสูญเสียและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

ขณะเดียวกัน ทุเรียนที่ยังอยู่บนต้นและไม่ได้รับความเสียหาย กรมการค้าภายในจะเข้าไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยประสานผู้รับซื้อเข้ารับซื้อผลผลิตโดยตรงจากสวน เพื่อสร้างตลาดรองรับและช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาล

ส่วนทุเรียนที่ไม่สามารถจำหน่ายหรือแปรรูปได้ จะมีมาตรการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตด้อยคุณภาพปะปนเข้าสู่ตลาด อันจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อทุเรียนไทย

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งหารือแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

“กระทรวงพาณิชย์ขอส่งกำลังใจให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกพื้นที่ และยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ดูแล และหามาตรการรองรับผลผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้โดยเร็ว” นางศุภจีกล่าว