นายกฯ เผยพบหลักฐานโกงสอบท้องถิ่นเพิ่ม ชี้คนไหนบรรจุแล้วรอผลสอบ-คนไหนมีปัญหายกเลิกยังไม่บรรจุ

นายกฯ เผยพบหลักฐานโกงสอบท้องถิ่นเพิ่ม ชี้คนไหนบรรจุแล้วรอผลสอบ-คนไหนมีปัญหายกเลิกยังไม่บรรจุ

นายกฯ เผยพบหลักฐานโกงสอบท้องถิ่นเพิ่ม ชี้คนไหนบรรจุแล้วรอผลสอบ-คนไหนมีปัญหายกเลิกยังไม่บรรจุ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.55 น.

เมื่อเวลา 19.48 น.วันที่ 3 ก.ค.69ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามความคืบหน้าผลสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า วันนี้มีหลักฐานเพิ่มเติม เพราะที่แถลงไปเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา การประกาศคะแนนสอบไม่ตรงกัน แสดงว่าต้องมีสิ่งที่ทุจริต เราก็ต้องย้ำไปว่ายังไม่ควรจะบรรจุ ส่วนที่บรรจุไปก่อนแล้วก็ต้องรอผลการสืบสวนสอบสวน เดี๋ยวจะเอากระดาษข้อสอบ 15,000 คนมาตรวจสอบ ถ้าคนไหนมีปัญหาก็ยกเลิกคนนั้น

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน จักรภพ เพ็ญแข ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน ประเสริฐ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน จักรภพ เพ็ญแข ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน ประเสริฐ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน จักรภพ เพ็ญแข ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน ประเสริฐ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.18 น.

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน จักรภพ เพ็ญแข ขึ้นเป็น สส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย แทน ประเสริฐ

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง 

ข้อความระบุว่า ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งได้ประกาศให้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยลำดับที่ 5 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น

บัดนี้ นายประเสริฐ ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ นายประเสริฐสิ้นสุดลง ตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย คือ นายจักรภพ เพ็ญแข เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน ประกาศ ณ วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจักรภพ ถือเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 17 ที่ขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่ง สส. หลังจาก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยที่ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีทยอยลาออก 

ทั้งนี้ นายจักรภพ จบการศึกษาปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักการเมือง พิธีกร และนักวิเคราะห์ข่าวชื่อดัง เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ก่อนต้องลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศนานถึง 15 ปี และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อต้นปี พ.ศ. 2567 เพื่อต่อสู้คดีความ ปัจจุบันจดทะเบียนสมรสกับ นายสุไพรพล ช่วยชู อดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรคเพื่อไทย 

อรรษิษฐ์ เผย 1-2 วัน ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ยันได้ตัวประธานแล้ว ชี้ เป็นข้าราชการระดับสูงลงมา

อรรษิษฐ์ เผย 1-2 วัน ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ยันได้ตัวประธานแล้ว ชี้ เป็นข้าราชการระดับสูงลงมา

อรรษิษฐ์ เผย 1-2 วัน ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ยันได้ตัวประธานแล้ว ชี้ เป็นข้าราชการระดับสูงลงมา

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.51 น.

อรรษิษฐ์ เผย 1-2 วัน ตั้งสอบวินัยร้ายแรง ยันได้ตัวประธานแล้ว ชี้ เป็นข้าราชการระดับสูงลงมา บอกมีอธิบดี สถ. คาบเกี่ยวทำ TOR 4 คน แต่ยังไม่ลงรายละเอียด ปัดตอบ เลขา รมว.คมนาคม ลาออกเกี่ยวข้องหรือไม่ บอกอาจมีเรื่องอื่น

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายกรัฐมนตรีเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามความคืบหน้าผลสอบการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ว่า ภายหลังคณะกรรมการชุดนายสันติ ยิ้มละมัย รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรวจสอบพบว่ามีการแก้ไขคะแนน และมีคนที่มีแนวโน้ม หรือมีส่วนเกี่ยวข้องคือข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และผู้ได้รับการว่าจ้าง รวมถึงเอกชน และบุคคลภายนอก รวมถึงบริษัทที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปตรวจจับที่จ.นนทบุรี และมีคนอื่นอีก ซึ่งมีคนอยู่ในกระบวนการเยอะพอสมควร ทั้งนี้ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยนำผลสอบข้อเท็จจริงมาตั้งคณะกรรมการสอบวินัยบุคคลที่อยู่ในข่ายของกระทรวงมหาดไทยจำนวน 5 คน 

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือของตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งสอบสวนอยู่ประมาณ 10 กว่าคน โดยจะมีการขยายผลต่อไป รวมถึงป.ป.ช.จะตรวจสอบย้อนหลังว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยใช้เวลา 3-6 เดือน ซึ่งเป็นที่มาของ ผู้เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงแค่ 5 คน 

เมื่อถามว่า สรุปว่าการตั้งกรรมการสอบเจ้าหน้าที่ 5 คน สอบวินัยธรรมดาหรือสอบวินัยร้ายแรง นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้มี 2 อย่าง โดยการตั้งสอบวินัยตั้งได้อยู่แล้ว ส่วนการตั้งสอบวินัยร้ายแรงต้องเป็นเรื่องที่กระทบสาธารณะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้กระทรวงเสียชื่อเสียง กลุ่มงานวินัยของกระทรวงมหาดไทยกำลังเสนอขึ้นมาอยู่ เมื่อสักครู่ได้ข้อสรุป และได้ตัวประธานแล้ว และขณะนี้ผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้นำเอกสารมาสู่กลุ่มงานวินัย เพราะการแถลงข่าวเมื่อวาน (2 ก.ค.) ถือว่าเร็วกว่ากำหนด 1 วัน เพราะนายกฯ ต้องการให้แถลงเลยเนื่องจากประชาชนให้ความสนใจซึ่งในวันนี้ครบ 7 วันของการตรวจสอบ 

ส่วนการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงเดี๋ยวตนจะเซ็นคำสั่งไม่เกิน 1-2 วันนี้ และทุกคนก็จะทราบรายละเอียด 

เมื่อถามว่า กรณีนี้สามารถให้ออกจากราชการก่อนได้หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กำลังพิจารณาอยู่

เมื่อถามว่า พอจะบอกได้หรือไม่ว่าทั้ง 5 คน ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงอยู่ในระดับไหน เพราะนายกฯบอกว่าหากไม่ใหญ่จริงทำไม่ได้ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ที่บอกว่าเขาทำความผิดต้องมีการสืบให้ถึงที่สุดก่อน แต่วันนี้ต้องบอกว่าอยู่ในข่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะคนเหล่านี้อยู่ในกระบวนการที่ต้องรับผิดชอบ หลังมีการทุจริตเกิดขึ้น และขยายไปสู่วงกว้างที่ประชาชนรับไม่ได้ แต่ว่าเส้นเงิน หรือการกล่าวพาดพิงถึงยังอยู่ในเส้นทางการตรวจสอบ ยังไม่ได้มีการตรวจสอบเชิงลึกว่าเขาทุจริตในจุดไหน เช่น มีการรับเงินตรงไหน เมื่อไหร่ 

เมื่อถามย้ำว่า ทั้ง 5 คนมีตำแหน่งถึงระดับอธิบดีกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องผู้รับผิดชอบของกรมตั้งแต่ระดับสูงลงมา

เมื่อถามว่า เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ภายหลังมีกระแสข่าวยื่นลาออกจากปมเกี่ยวกับทุจริตท้องถิ่น นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า “เมื่อสักครู่ตนสอบถาม แต่ไม่รู้นะ มีเรื่องอื่นด้วย และตนไม่ทราบว่าเรื่องอื่นคือเรื่องอะไร”

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องอื่นคือเรื่องอะไร นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องอื่นไม่ทราบคือเรื่องอะไร 

เมื่อถามว่า ใช่เรื่องเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า “เรื่องสอบก็เห็นตามที่ทุกคนเห็น ตนก็ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องหรือเปล่า” 

เมื่อถามถึง การทำ TOR เพื่อคัดเลือกบริษัทที่จะมาจัดสอบ ซึ่งเกี่ยวกับอธิบดี สถ. ทั้ง 3 คนที่ผ่านมาจะมีการตรวจสอบหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เริ่มต้นมาตั้งนานแล้ว มีส่วนเกี่ยวข้องกับอธิบดีสถ.ในอดีต มาจนถึงปัจจุบันก็ 4 คน แต่ตอนนี้กระทรวงมหาดไทยได้ทำการตรวจสอบและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ 7 วัน เพื่อบอกประชาชนว่ามีการทุจริตหรือไม่ มีการแก้กระดาษคำตอบหรือไม่ ก็จะรู้ผลแค่ตรงนั้น ส่วนเรื่อง TOR ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบอยู่

เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินคดีอาญาข้าราชการที่เกี่ยวข้องทั้ง 5 คนหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า แน่นอน

เมื่อถามว่า ข้าราชการ พ. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณเทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้ได้ลาออกไปแล้ว จะมีการเรียกกลับมาสอบหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะเรียกมาสอบ เพราะการที่เขาออกไปแล้ว และการที่เราจะได้ข้อมูลของเขาคือสิ่งสำคัญ บางทีเขาอาจจะถูกกันเป็นพยานของ ป.ป.ช.แล้วก็ได้ เพื่อขยายผลให้เยอะขึ้น 

วรศิษฎ์ เผย ผลสุ่มตรวจสอบขรก.ท้องถิ่น พบมีความผิดปกติของคะแนน ยัน ชะลอบรรจุรอบ 1 ก.ค.69

วรศิษฎ์ เผย ผลสุ่มตรวจสอบขรก.ท้องถิ่น พบมีความผิดปกติของคะแนน ยัน ชะลอบรรจุรอบ 1 ก.ค.69

วรศิษฎ์ เผย ผลสุ่มตรวจสอบขรก.ท้องถิ่น พบมีความผิดปกติของคะแนน ยัน ชะลอบรรจุรอบ 1 ก.ค.69

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

วรศิษฎ์ เผย ผลสุ่มตรวจสอบขรก.ท้องถิ่น พบมีความผิดปกติของคะแนน ยัน ชะลอบรรจุรอบ 1 ก.ค.69 ส่วนคนสุจริต ให้รอข้อเท็จจริงปรากฎก่อน 

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงได้มีการรายงานว่า  พบมีการแก้ในเรื่องของคะแนนที่ได้มีการสุ่มตรวจอย่างที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อมูลไป โดยวันนี้นายกฯได้มีข้อสั่งการในส่วนของผู้ที่ได้รับการเรียกจากบัญชีบรรจุ 1.5 หมื่นกว่าคน จะมีการตรวจสอบเบื้องต้นในเรื่องนี้ว่า มีความผิดปกติในเรื่องของคะแนนหรือไม่ ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้นเราก็ต้องดำเนินการต่อ ส่วนหนึ่งส่งข้อมูลประกอบกับหน่วยงานที่ทำงานร่วมกัน คู่ขนานกันไป ถ้าพบเจอว่าเป็นความผิดพลาดจริงๆ หรือเกิดการทุจริตจริงๆ ก็ต้องทำเรื่องในการยกเลิก ซึ่งตรงกับมติกับกองกลางที่ได้มีก่อนหน้านี้ คือการขอให้มีกระบวนการตรวจสอบกระบวนการใหม่ หลังจากล็อตวันที่ 1 ก.ค.69 จะมีการขอให้ชะลอไว้ก่อน เพื่อรอผลการตรวจสอบ หลังจากมีการตรวจสอบเสร็จแล้ว อยากจะย้ำว่า คนที่สอบได้ด้วยความสามารถตัวเอง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตก็ให้ดำเนินไปตามกระบวนการต่อไป 

เมื่อถามถึงกรณีผู้สอบบรรจุได้ มีการมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ไม่อยากให้มีการชะลอ เนื่องจากสอบได้โดยสุจริต นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า หลังจากรอบ 3 วันที่ 1 ก.ค.69 ตามมติกองกลางที่มีการประชุมไปรอบที่แล้วก็ยังมีมติให้ชะลอเพื่อรอข้อเท็จจริง โดยต้องคำนึงไม่ให้กระทบกับผู้ที่สอบได้ด้วยความสามารถตัวเอง โดยตอนนี้มีระยะเวลารอบัญชีอยู่ เมื่อมีผลสอบออกมา เราเรียกใช้บัญชีบรรจุได้เลย แต่ต้องหลังจากปรากฏข้อเท็จจริงแล้วว่า มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการ 

เมื่อถามถึงกรณี มศว ออกแถลงการณ์ให้เปิดแฟลชไดร์ฟที่มีข้อสอบทั้งของ มศว และ สถ. มองเรื่องนี้อย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของ มศว อย่างเดียวที่เราต้องทำคือ พิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ได้ ตนเชื่อว่า ทาง ป.ป.ช.มีอยู่แล้ว 

เมื่อถามว่า ได้สั่งระงับการค่าจ้างให้กับ มศว หรือยัง นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดี สถ. ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดี สถ. กล่าวว่า เหลืองวดที่ 3 

บิ๊กดุลย์ ลั่นเข้าใจหัวอก ลุงตู่ หลังโดนฝ่ายค้านพาดพิง รัฐมนตรีปีศาจ ยันยึดสุจริต-โปร่งใส

บิ๊กดุลย์ ลั่นเข้าใจหัวอก ลุงตู่ หลังโดนฝ่ายค้านพาดพิง รัฐมนตรีปีศาจ ยันยึดสุจริต-โปร่งใส

บิ๊กดุลย์ ลั่นเข้าใจหัวอก ลุงตู่ หลังโดนฝ่ายค้านพาดพิง รัฐมนตรีปีศาจ ยันยึดสุจริต-โปร่งใส

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

“บิ๊กดุลย์” ลั่น เข้าใจหัวอก “ลุงตู่” หลังโดนฝ่ายค้านพาดพิง “รัฐมนตรีปีศาจ” ยัน ยึด“สุจริต-โปร่งใส” มั่นใจไม่ใช่คนชั่ว ไม่ให้ราคาคนโจมตี ชี้ไร้ข้อเท็จจริง 

3 กรกฎาคม 2569 จากกรณีที่ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ถูกฝ่ายค้านพาดพิงว่าเป็นรัฐมนตรีปีศาจที่ผลักดันจัดหาเรือฟริเกตกับพ่อค้าอาวุธบางราย และยอมไม่ลงนามซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นั้น กรณีดังกล่าว แม้ว่าพล.ท.อดุลย์ จะลุกขึ้นชี้แจงในสภาฯและปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว และยืนยันการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนี้ทำให้พล.ท.อดุลย์ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดฝ่ายค้านจึงโจมตีตนเองรุนแรงขนาดนี้ โดยมีการเปรยกับคนสนิทว่า

“ตอนนี้ผมเข้าใจหัวอกลุงตู่ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี) ที่เคยถูกโจมตีในสภาฯแล้ว พวกเราเป็นทหารรับราชการ รับใช้ชาติมาตลอดชีวิต พยายามทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมือง ทำทุกอย่างให้สุจริตโปร่งใส ไม่มีนอกมีใน ผมเองตั้งใจมาทำงาน แต่กลับถูกกล่าวหาใส่ร้ายถึงชั้นเป็น รัฐมนตรีปีศาจ มันรุนแรงเกินไป” 

อย่างไรก็ตาม พล.ท.อดุลย์ ยังระบุอีกว่า แม้จะถูกโจมตีก็ไม่ได้ย่อท้อ แต่จะตั้งใจทำงานต่อไปและพร้อมชี้แจงในทุกประเด็นที่ถูกสงสัย มั่นใจว่าตัวเองไม่ใช่คนชั่ว และคนที่โจมตีก็ไม่ได้มีค่าอะไร เพราะสิ่งที่โจมตี ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง.

ไอซ์ รักชนก โพสต์ชวนร่วมงาน Hackงบ70 ร่วมเรียนรู้ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเอง

ไอซ์ รักชนก โพสต์ชวนร่วมงาน Hackงบ70 ร่วมเรียนรู้ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเอง

ไอซ์ รักชนก โพสต์ชวนร่วมงาน Hackงบ70 ร่วมเรียนรู้ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.51 น.

ไอซ์ รักชนก โพสต์ชวนร่วมงาน Hackงบ70 ร่วมเรียนรู้ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเอง  

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊ก ระบุว่า “รู้หรือไม่ ว่าเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถูกใช้ไปกับอะไร?

ถ้ายังไม่รู้ คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมงาน #Hackงบ70 กมธ.ติดตามงบฯ พร้อม สส. ที่ร่วมอภิปรายวาระ1ในสภา จะพาทัวร์(ลง) งบ70 มาเรียนรู้ อ่านงบประมาณ และตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐด้วยตัวเองใน 1 วัน

ไม่ต้องมีพื้นฐาน ไม่มีค่าใช้จ่าย ขอแค่มีใจ เข้าร่วมได้ทุกคน ชวนทุกคนมาทดลองเป็นผู้แทนราษฎรที่กำลังเตรียมตัวอภิปรายใน งบประมาณวาระที่ 1 กัน!!!

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569
เวลา 08:30 น. – 17:00 น.

ห้องประชุมสัมมนา B1-2 และ B1-5 ชั้น B1
อาคารรัฐสภา เขตดุสิต (ฝั่งสภาผู้แทนราษฎร)
จะมาเป็นทีม จะมาหาทีมที่หน้างาน หรือจะโชว์เดี่ยว ก็สมัครเข้าร่วมงานได้เลย

กล่าวถุงภาพรวมงบประมาณ โดย ผู้นำฝ่ายค้าน
สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 

ในงานพบกับ mentors มากมายก่ายกอง
สส. รักชนก ศรีนอก 
สส.ศิริกัญญา ตันสกุล 
กุ๊งกิ๊ง wevis ธนิสรา เรืองเดช 
สส. ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล 
สส. ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ 
สส. วิสุทธิ์ ตันตินันท์ 
แม็ก ธีระชาติ ก่อตระกูล 
สส. ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ 
สส. ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ 
ปาล์ม นิธิกร บุญยกุลเจริญ 
อาจารย์เดชรัต สุขกำเนิด 
สส. พนิดา มงคลสวัสดิ์ 
สส. พริษฐ์ วัชรสินธุ 
สส. ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา 
สส. เอกราช อุดมอำนวย 

ลงทะเบียน: https://forms.gle/wBzBvCitxyEn93RQ9 
สมัครเลยตอนนี้ รับจำนวนจำกัด! “

‘กมธ.ป.ป.ช.’ เยือน ‘ป.ป.ช.’ คุยผนึกร่วมมือปราบโกง เร่งรัดสอบคดีสำคัญ เกาะติดประเด็นความสนใจของสังคม

‘กมธ.ป.ป.ช.’ เยือน ‘ป.ป.ช.’ คุยผนึกร่วมมือปราบโกง เร่งรัดสอบคดีสำคัญ เกาะติดประเด็นความสนใจของสังคม

‘กมธ.ป.ป.ช.’ เยือน ‘ป.ป.ช.’ คุยผนึกร่วมมือปราบโกง เร่งรัดสอบคดีสำคัญ เกาะติดประเด็นความสนใจของสังคม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.44 น.

3 ก.ค.2569 นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ. ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะฯ เดินทางไปศึกษาดูงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยมีนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับ

นายอาสพลธ์ เปิดเผยภายหลัง การตรวจเยี่ยมว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำตัวคณะกรรมาธิการฯ และประสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับองค์กรอิสระ เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งรับฟังปัญหาและอุปสรรค เพื่อนำไปพิจารณาสนับสนุนในเชิงกฎหมาย นโยบาย และกลไกการตรวจสอบ

นายอาสพลธ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของความคืบหน้าเรื่องร้องเรียน คณะกรรมาธิการฯ ได้ติดตามเรื่องที่ส่งมาจากคณะกรรมาธิการสามัญฯ ทั้ง 35 คณะ โดยเน้นย้ำให้ ป.ป.ช. เร่งดำเนินการตอบกลับเรื่องราวต่าง ๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาบางเรื่องยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งทางเลขาธิการ ป.ป.ช. ได้รับปากว่าจะเร่งรัดและประสานงานให้ใกล้ชิดขึ้น นอกจากนี้กมธ.ฯ ได้เสนอให้มีการจัดประชุมร่วมกันอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อติดตามประเด็นที่อยู่ในความสนใจและสำคัญต่อประชาชน พร้อมหารือเรื่องการเตรียมเสนอกฎหมายผ่านรัฐบาลประมาณ 4-6 ฉบับ เพื่อปรับปรุงข้อกฎหมายให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“ความร่วมมือหลังจากนี้จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และยืดหยุ่นภายใต้กลไกปกติ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ ป.ป.ช. ในอีก 2 เดือนข้างหน้า แต่ยืนยันว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน และจะมีการสานต่อความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง” นายอาสพลธ์ กล่าว

รังสิมันต์ นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

รังสิมันต์ นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

รังสิมันต์ นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

รังสิมันต์ นำ กมธ.กฎหมายฯ ลงพื้นที่ทับลาน อดีตผู้ตรวจการฯ ชี้แนวปี 2543 แยกชุมชนออกจากป่า ย้ำชาวบ้านอยู่มาก่อนประกาศอุทยาน

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ได้นำคณะกรรมาธิการลงพื้นที่ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ถึงกรณีการเพิกถอนอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อคืนที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน

โดยประชาชนในพื้นที่ได้สะท้อนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลมาจากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานในปี 2524 โดยการประกาศแนวเขตดังกล่าวขาดการสำรวจว่าพื้นที่ดังกล่าวมีประชาชนตั้งรกรากอาศัยอยู่ก่อนหน้าแล้ว ซึ่งมีทั้งหลักฐานทะเบียนบ้านและเอกสารต่าง ๆ จากหน่วยงานรัฐ การประกาศเขตอุทยานแห่งชาติทับลานที่ทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน ทำให้การก่อสร้างต่าง ๆ ถูกสั่งรื้อถอน จนเกิดการต่อสู้คดีที่ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายกันจนถึงทุกวันนี้ และทำให้ประชาชนกังวลว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งส่งผลต่อเศรษฐกิจในพื้นที่

กระทั่งมาในปี 2543 มีการปรับปรุงแนวเขตใหม่โดยเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ซึ่งประชาชนในพื้นที่มองว่าเป็นการวางแนวเขตที่ถูกต้อง เพราะไม่กระทบต่อที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่ก่อนหน้า

สำหรับกระแส #Saveทับลาน ที่เกิดขึ้นนั้น ประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่าเกิดจากการชี้นำของข้าราชการบางกลุ่มที่ไม่เคยลงมาสำรวจในพื้นที่ ว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่มีสภาพความเป็นป่ามาตั้งแต่ก่อนที่จะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติในปี 2524 จนอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าการเพิกถอนพื้นที่อุทยานนั้นเป็นการเปิดช่องให้มีนายทุนเข้ามาตักตวงผลประโยชน์จากพื้นที่อุทยาน

นอกจากนี้ ในการรับฟังความคิดเห็น ได้มีตัวแทนจากหน่วยงานราชการเข้าร่วมแสดงความเห็น โดยตัวแทนอดีตผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดเผยว่า เคยลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับประชาชน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยว่า แนวเขตที่ควรใช้เป็นแนวอ้างอิงคือแนวสำรวจเมื่อปี 2543 ซึ่งได้แยกพื้นที่ป่าออกจากพื้นที่ชุมชนไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม แนวเขตดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขในพระราชกฤษฎีกาประกาศอุทยานแห่งชาติ จึงทำให้ยังคงมีการดำเนินคดีกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม พร้อมระบุว่า กระแสคัดค้านการปรับแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานอาจเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของพื้นที่ โดยยืนยันว่าประชาชนจำนวนมากอาศัยอยู่มาก่อนการประกาศอุทยาน และหากมีข้อโต้แย้งก็พร้อมนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริง

หลังจากการรับฟังความคิดเห็น นายรังสิมันต์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการติดตามปัญหาสิทธิในที่ดินและสิทธิชุมชน โดยมีเป้าหมายเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากประชาชน ซึ่งได้นำเอกสารและพยานหลักฐานมายืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการบุกรุกป่าตามที่สังคมบางส่วนเข้าใจ แต่มีสาเหตุมาจากความผิดพลาดในการกำหนดแนวเขตอุทยาน จนทำให้หมู่บ้านและพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่มาก่อนถูกประกาศทับซ้อน และกลายเป็นผู้กระทำผิดตามกฎหมาย

ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงข้อพิพาทเรื่องที่ดิน แต่ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญคดีความและภาระค่าปรับ โดยระหว่างการลงพื้นที่ยังมีชาวบ้านนำหลักฐานการชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลมาแสดงให้คณะกรรมาธิการรับทราบ พร้อมระบุว่า ปัญหาครอบคลุมพื้นที่ราว 200,000 ไร่ และส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 30,000 คน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมต้องตกเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมาธิการจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด ก่อนบรรจุเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในเดือนสิงหาคม พร้อมเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงและเสนอแนวทางแก้ไข เนื่องจากเห็นว่าปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 40 ปี ไม่ควรปล่อยให้ดำเนินต่อไป เพราะจะยิ่งสร้างผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือประชาชนในกลุ่มที่ยังไม่มีแนวทางรองรับอย่างชัดเจน ซึ่งมีอยู่กว่าพันคน และหากไม่มีการแก้ไขอย่างรอบด้าน อาจนำไปสู่การสูญเสียที่อยู่อาศัยของประชาชนครั้งใหญ่ พร้อมเห็นว่ารัฐมีหน้าที่สร้างหลักประกันด้านที่อยู่อาศัยและความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน ไม่ใช่ทำให้ประชาชนต้องอยู่ในภาวะหวาดระแวงว่าจะสูญเสียบ้านของตนเอง

สำหรับแนวทางการแก้ไข นายรังสิมันต์ กล่าวว่า จะผลักดันการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากคดีที่เกี่ยวข้องกับการประกาศแนวเขต เนื่องจากกรรมาธิการไม่มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงกระบวนการพิจารณาคดีของศาลโดยตรง พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อเท็จจริงที่ได้รับจากการลงพื้นที่สื่อสารต่อสังคม และเดินหน้าผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าคณะกรรมาธิการพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชน

ด้าน นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ปัญหากรณีอุทยานแห่งชาติทับลานไม่ได้อยู่ที่การกำหนดแนวเขตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสื่อสารที่ทำให้สังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะกระแส #Saveทับลาน ที่ทำให้หลายฝ่ายเข้าใจว่าการเพิกถอนแนวเขตอุทยานเป็นการคืนพื้นที่ป่าให้ผู้บุกรุก ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่พบว่า พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีสภาพเป็นป่าแล้ว แต่เป็นชุมชนและพื้นที่ทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่มาก่อนการประกาศอุทยาน

โดยประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ตั้งถิ่นฐานดั้งเดิม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเข้ามาอยู่อาศัยตามนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐ จึงไม่ใช่ผู้บุกรุกป่า และบางรายยังได้รับการจัดสรรที่ดินจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แล้ว พร้อมยืนยันว่าแนวเขตปี 2543 ไม่ใช่แนวเขตที่ชาวบ้านกำหนดขึ้นเอง แต่เป็นแนวเขตที่หน่วยงานของรัฐสำรวจและกำหนดไว้ ซึ่งต่อมาได้รับการรับรองในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2566 ให้ใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแนวเขตอุทยาน

นายเลาฟั้ง กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขนั้น ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยพื้นที่ที่อยู่ในเขต ส.ป.ก. เดิมไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนพื้นที่นอกเขต ส.ป.ก. ก็ควรให้ ส.ป.ก. เข้ามาดำเนินการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การเสนอให้ใช้มาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ที่เปิดช่องให้อุทยานสามารถให้การอนุญาตต่อประชาชนในการเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ อาจสะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นต่อกลไกของ ส.ป.ก.

นายเลาฟั้ง กล่าวทิ้งท้ายว่า ขณะนี้ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่ประมาณ 200,000-260,000 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าทั้งหมด จนก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม ดังนั้น สิ่งที่ควรดำเนินการคือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจนว่าพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าจริงหรือไม่ ก่อนจะพิจารณาเลือกใช้กลไกทางกฎหมายที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา พร้อมย้ำว่าไม่ควรปล่อยให้คดีความเพียงกว่า 500 คดี กลายเป็นอุปสรรคต่อสิทธิของประชาชนกว่า 30,000 คน และทุกกรณีควรได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม
 

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.11 น.

นายกฯ เคาะ 6 มาตรการสกัดยาเสพติดไปตปท.-เข้มการท่าตรวจสัมภาระลูกเรือ ฟันวินัยร้ายแรงลูกเรือสายการบินรับหิ้ว-รับฝากสิ่งของ 

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ภายหลัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569  น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯ ย้ำถึงสถานการณ์ปัญหายาเสพติดในประเทศไทยว่าส่งผลกระทบและความเดือดร้อนต่อประชาชน สาเหตุหนึ่งคือแหล่งผลิตยาเสพติดมาจากพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ เป็นแหล่งผลิตที่มีศักยภาพการผลิตในระดับสูง โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ ทำให้มีขบวนการค้ายาเสพติดตามแนวชายแดนลักลอบนำเข้าสู่ประเทศไทย เข้ามาพักคอยในพื้นที่ตอนในและขนส่งผ่านระบบโลจิสติกส์เพื่อส่งต่อกระจายในพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามาค้าขายและแพร่ระบาดในหมู่บ้าน ชุมชน กลุ่มเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงในการเข้าสู่วงจรยาเสพติดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ที่มีอาการทางจิตเวชจากยาเสพติดยังส่งผลกระทบความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในหมู่บ้าน ชุมชนเป็นจำนวนมาก กำชับให้ทุกหน่วยงาน ทั้งสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง การท่าอากาศยาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน เพื่อบูรณาการการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย พร้อมย้ำถึงคดีแอร์สาวการบินไทยว่าทุกฝ่ายต้องดำเนินคดีอย่างรัดกุมรอบคอบ เน้นรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน และประสานส่งสำนวนคดีให้ทางการออสเตรเลียดำเนินการตามกฎหมาย  คดีนี้ได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศไทยและสายการบินเป็นอย่างมาก 

นางสาวรัชดา กล่าวว่า ที่ประชุมรับทราบมาตรการในการควบคุมและสกัดกั้นมิให้ยาเสพติดถูกลำเลียงออกไปยังต่างประเทศ ดังนี้ 1. การท่าอากาศยานบูรณาการร่วมกับศุลกากรและสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการตรวจสัมภาระของผู้โดยสาร และสัมภาระขนส่งในขาออกผ่านการ X-ray และการใช้สุนัข K9 ดมกลิ่น 2. การท่าอากาศยานจะเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสัมภาระของลูกเรืออย่างเข้มงวดและจริงจัง 3. สถาบันการบินพลเรือนและการบินไทยรวมถึงสายการบินอื่น ๆ จะมีกฎระเบียบที่เข้มงวดกับลูกเรือในการรับหิ้ว รับฝากสิ่งของ และดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า 4. เห็นชอบกรมศุลกากร ยกร่างคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งหน่วยข้อมูลผู้โดยสาร (Passenger Information Unit :PIU) เพื่อยกระดับการแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้โดยสารระหว่างประเทศ (Passenger Name Record :PNR) 5. สถาบันการบินพลเรือนจะยกระดับการพัฒนาศักยภาพให้กับบุคลากรในการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารและลูกเรือ
6. ให้ดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร การท่าอากาศยานและหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวรัชดา กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการ “ปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติด” ซึ่งสอดคล้องกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามยาเสพติดทุกรูปแบบ  โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดทำแผนปฏิบัติการที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันในทุกระดับ ตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุม 7 ด้าน ได้แก่ 1.การยกระดับความร่วมมือกับต่างประเทศ 2.การเสริมความมั่นคงชายแดน 3.การปราบปรามเครือข่ายค้ายาและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง 4.การลดผลกระทบต่อประชาชน 5.การแก้ปัญหาผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติด 6.การดำเนินนโยบาย 1 อำเภอ 10 บำบัด และ7.การสร้างสังคมปลอดภัย

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

อีกราย!! ป.ป.ช. ฟันผิดวินัย-อาญา พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.51 น.

อีกราย!! ป.ป.ช.ชี้มูล พนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.สำนักพุทธฯ เรียกรับเงินทอนวัด จ.นราธิวาส ส่งเอาผิดวินัย-อาญา แจ้งสำนักพุทธฯ เรียกค่าเสียหายคืน

เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับพวก กรณีทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการจัดงานวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่จัดสรรให้วัดสิทธิสารประดิษฐ์ อำเภอตากใบจังหวัดนราธิวาส  ประจำปีงบประมาณ 2558 ซึ่งข้อเท็จจริงเมื่อปี 2558 นายพนม ได้มีคำสั่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการ/กิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำปีงบประมาณ 2558 โดยมีนายพนมเป็นที่ปรึกษา และมีนางสาวประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นประธานกรรมการ พร้อมกับพวก ซึ่งจะพิจารณาหลักเกณฑ์และการจัดสรรเงินงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาประจำปี 2558  

โดยนายเสถียร  ดำรงคดีราษฎร์  หรือนายสุรเชษฐ์  เจริญเมตตาธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสงขลาได้ติดต่อเลขานุการเจ้าคณะจังหวัดนราธิวาสให้รวบรวมรายชื่อวัดในพื้นที่ที่ประสงค์จะจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้สำนักพุทธพิจารณาจัดสรรงบ แต่มีเงื่อนไขเมื่อได้รับเงินแล้วจะต้องถอนเงินส่วนหนึ่งคืนให้แก่สำนักพุทธ  โดยเมื่อได้รายชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์แล้ว  นายเสถียรได้แจ้งให้กับนางสาวประนอมรับทราบจากนั้นก็ได้มีการขออนุมัติจัดสรรและโอนเงินงบประมาณอุดหนุนจัดงานวันอาสาฬหบูชาประจำปี 2558  ซึ่งปรากฎชื่อวัดสิทธิสารประดิษฐ์ ได้รับการจัดสรรเงิน 3,000,000 บาท โดยที่วัดไม่เคยมีคำขอรับเงินสนับสนุน

นอกจากนี้ ยังพบว่ามติที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนโครงการหรือกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาไม่มีการประชุมจริง โดยมีการเสนอผ่านนายบุญสืบ อินสาร ผู้อำนวยการส่วนการศึกษาสงเคราะห์ (เสียชีวิต) และเสนอต่อไปยังกองพุทธศาสนาศึกษา ทำให้นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี  นำเรื่องไปปรึกษานางสาวประนอม  และให้นายพัฒนาเป็นผู้ลงนามแทนนายประสงค์ จักรคำ ผู้อำนวยการกองพุทธศาสนาศึกษาที่ติดอบรม ก่อนที่จะมีการเสนอผ่านนางสาวประนอมต่อไปยังนายพนม  เพื่อพิจารณาอนุมัติและได้มีการลงนามตามที่เสนอทั้งที่สำนักพุทธศาสนายังไม่ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนส่งเสริมงานกิจการคณะสงฆ์ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา  

หลังจากนั้นนายพัฒนา ได้จัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการจัดสรรงบประมาณฯ ย้อนหลังเพื่อให้สอดคล้องกับบันทึกลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 ตามที่นางสาวประนอมสั่งการ  และวันที่ 29 กรกฎาคม 2558 วัดที่สิทธิสารประดิษฐ์ ได้รับเงินโอน  2,999,970 บาท และถอนเงินจำนวน 2,300,000 บาทนำมามอบให้แก่นายเสถียร ก่อนส่งต่อเงินให้กับนางสาวประนอม  ทั้งนี้หลังมีข่าวการจับกุมนายเสถียรกรณีเรียกรับเงินทอนวัดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นางสาวประนอมจึงได้นำเงินสดมามอบให้แก่เจ้าหน้าที่เพื่อนำไปคืนให้กับวัดต่างๆในจังหวัดนราธิวาสรวมถึงวัดสิทธิสารประดิษฐ์ด้วย

กรรมการป.ป.ชได้พิจารณาและมีมติชี้มูลนายพนม  ศรศิลป์  มีโทษทั้งทางอาญา และความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  ส่วนนางสาวประนอม  คงพิกุล, นายประสงค์ จักคำ  สำหรับนายพัฒนา สูอำมาตย์มนตรี  มีความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง  ส่วนความผิดอาญามาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 83 เนื่องจากขาดอายุความ จึงถูกระงับการดำเนินคดีในความผิดดังกล่าว  

ขณะที่นายเสถียร ดำรงราษฎร์  หรือนายสุรเชษฐ์  เจริญเมตตาธรรม  มีความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐและมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนความผิดทางอาญามาตรา 157 และมาตรา 162 (4) ประกอบมาตรา 86และตามกฎหมายป.ป.ช.และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 123/1ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 86 ระงับการดำเนินคดีอาญาเนื่องจากหมดอายุความ ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ส่งรายงานการไต่สวนเอกสารหลักฐานสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งสารอาญาดำเนินการต่อและส่ง ไปยังผู้บังคับบัญชาให้ดำเนินการทางวินัย และแจ้งไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป