ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติชี้ขาด คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 28 ก.ย.นี้-อ่านคำวินิจฉัย 14.00 น.

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

ศาล รธน.นัดชี้ขาดปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 28 ก.ย. หลังไต่สวน 5 พยาน เปิดโอกาสคู่กรณีเดินเผชิญสืบพร้อม2ตุลาการ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้งพรุ่งนี้

วันที่ 26 สิงหาคม 2569  ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำนวน5 ปากในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัส QR code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยการไต่สวนวันนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ประธานกกต.ได้มาร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย

โดยพยานจำนวน 5 ปากเป็นพยานที่ศาลเรียกประกอบด้วย 1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ 5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
และอนุญาตให้ทางกกต.โดยว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการการกกต. ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง

ทั้งนี้การไต่สวนศาลได้งดการถ่ายทอดภาพและเสียงรวมถึงได้มีการกำชับห้ามผู้เข้าฟังนำข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนวันนี้ไปเผยแพร่สู่บุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด

การไต่สวนใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงกว่า นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แจ้งคู่กรณีว่าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีมีเหตุจำเป็นที่จะเดินเผชิญสืบพยานหลักฐานนอกที่ทำการศาลตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ2562 โดยศาลมอบให้นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนพดล เทพพิทักษ์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบสำนวน ร่วมตรวจสอบหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ 69 ในกรุงเทพมหานคร ในวันพฤหัสบดี 27 ส.ค.เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป โดยให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากฝ่ายใดไม่เข้าร่วมเดินเผชิญสืบตามวันเวลาที่กำหนด ให้ถือ ว่าไม่ติดใจ วันนี้ศาลฯออกนั่งพิจารณาคดีเพื่อไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลเรียกมาให้ถ้อยคำทั้ง 5 ปากซึ่งได้ตอบข้อซักถามของศาล และศาลอนุญาตให้คู่กรณีซักถามเพิ่มเติม ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 60 วรรคสาม เสร็จสิ้นแล้ว โดยศาลฯได้บันทึกการไต่สวนไว้ด้วยเครื่องบันทึกภาพและเสียงแล้ว หากคู่กรณีประสงค์ยื่นคำแถลงปิดคดีให้ยื่นภายในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย.หากไม่ยื่นในกำหนดเวลาถือว่าไม่ติดใจ และนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือและลงมติในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย 69 เวลา 9:30 น และนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกันในเวลา 14:00 น.

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง, ศาลรัฐธรรมนูญ, อ่านคำวินิจฉัย

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปม ยิ่งชีพ นำสำนวนคดีมาเปิดเผย มีความผิดอาญา ชี้เบสสัญญาณมือถือยืนยันการกระทำความผิดไม่ได้

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:31 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 กรณีนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ได้เปิดเผยสำนวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อสาธารณะและพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว.นั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฎฐ์” นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณและกล่าวว่า การเปิดเผยสำนวนที่อัยการสั่งให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนเพิ่มเติม เป็นกระบวนการในชั้นสอบสวน เป็นสายธารในการอนวยความยุติธรรมในคดีอาญาเริ่มต้น เป็นขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน บุคคลใดจะนำความลับในสำนวนนคดัไปเปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด หากนำไปเปิดเผย จะเป็นความผิดฐานเปิดเผยความลับราชการ ปอ.164 ,พรบ.ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561

ดร.ณัฏฐ์

สำนวนคดีอยู่ในความครอบครองของคณะพนักงานสอบสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเมื่อได้สอบปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว สำนวนคดีเป็นเอกสารราชการและเป็นความลับ บุคคลใดลักลอกแอบคัดลอกไปส่งให้แก่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ย่อมมีความผิดอาญา ส่วนนายยิ่งชีพฯได้นำเปิดเผยต่อสื่อมวลชน นายยิ่งชีพฯไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิด ตาม พรป.ปปช.มาตรา 172 ปอ.มาตรา 164 ประกอบมาตรา 86 ไม่ว่าจะได้สำนวนนั้นด้วยวิธีการอื่นใด ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น แม้ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานรายใด ย่อมคาดหมายได้ว่า ผู้เปิดเผยเอกสารราชการ มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน ตาม ปอ.มาตรา 2 (16) และ พรป.ปปช.มาตรา 4

ต้องเรียนพี่น้องสื่อมวลชนและสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนว่า สำนวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ดี สำนวนคดีทุจริตการเลือก พรป.สว.ของ กกต.ก็ดี ตราบคดียังไม่ถึงที่สุดและไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 ย่อมไม่อาจเปิดเผยได้ เพราะกระทบสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนในคดี กระทบกระเทือนต่อมาตรฐานในการอำนวยความยุติธรรม และเป็นช่องทางให้ฝ่ายผู้ต้องหานำข้อเท็จจริงไปต่อสู้คดัได้ โดยคดีนี้ ยังไม่แน่นอนว่า พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีจะสั่งฟ้องหรือไม่ เพราะต้องยึดถือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ของมติที่ประชุมใหญ่ กกต.ในการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน คดีฮั้ว สว.เป็นหลัก

ส่วนกรณีกล่างอ้างเรื่องพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลทางโทรศัพท์ หรือภาษาชาวบ้านที่เรียกว่า “เบสสัญญาณโทรศัพท์” ระหว่างนักการเมืองในจังหวัดอ่างทองสังกัดพรรคภูมิใจไทยนั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า เป็นความอ่อนด้อยประสบการณ์กฎหมทมายในภาคปฏิบัติของนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ที่ขาดความรู้ความเข้าใจกฎหมายในภาคปฏิบัติ แล้วจะมาทำหน้าที่ผู้จัดการไอลอว์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับองค์กรนี้และไม่ได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย อาจเรียกว่าได้ กลุ่ม NGO เพียงต้องการเงินบริจาคจากต่างประเทศ ไม่ได้กระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่สุดท้ายปลายทาง บ่งชัดว่า เป็นกลุ่มเดียวกับพรรคส้ม ขอตั้งคำถามว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากไอลอว์ หรือต้องการเพียงเศษเงินเพื่อดำรงชีพเพื่อความอยู่รอด พวกคุณอยากไปตรวจสอบองค์กรอื่น ตัวเองยังไม่สะอาดเลย

ต้องนำเรียนกับต้องเรียนพี่น้องสื่อมวลชนและสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนว่า พยานหลักฐานในคดีร่วมกันทุจริต พรป.สว.มาตรา 77(1) ต้องปรากฏชัดว่า มีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำความผิด เช่น มีหลักฐานการให้เงิน สัญญาว่าจะให้เงิน หากเป็นการให้ทรัพย์สิน อาทิ เงิน ต้องมีหลักฐาน คือ การส่งมอบเงิน ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ อย่าไปคาดคะเนกันเอง

ส่วน “เบสสัญญาณโทรศัพท์” ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญเพราะไม่ใช่คดีฆ่าคนตาย เพราะคำว่า ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดในคดี พรป.สว. ต้องเป็นเรื่องระหว่างผู้สมัครกับผู้สมัคร หรือผู้สมัครกับตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนด้วยกัน ส่วน “เบสสัญญาณโทรศัทท์” เพื่อยืนยันว่า ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 นักการเมืองรายดังกล่าวอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ไม่อาจยืนยันการกระทำความผิดได้

เพราะการทุจริตการเลือก สว. จะต้องมีการกระทำก่อน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 และต่อเนื่องไปจนวันที่ 26 มิถุนายน 2567 และผู้ร้องคัดค้านผลการเลือก สว.ภายใน 3 วัน จึงจะเป็นผู้เสียหาย ตาม พรป.สว.มาตรา 88 แต่ส่วนใหญ สว.สำรอง ไปร้อง กกต.ให้เพิกถอนคุณสมบัติ ตัวจริง เพื่อให้ตนเองเป็นตัวสำรอง เข้ามาเสียบแทน พูดภาษาชาวบ้าน กระสันอยากเป็น สว.ตัวจริง ช่วงใกล้ที่ประชุมมติ กกต.ชี้ขาด จะเห็นปรากฏการณ์บึบ กกต.ทุกช่องทาง เป็นเกมการเมืองเท่านั้น เพราเ สส.ไม่อาจตรวจสอบ กกต.องค์กรอิสระได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ถือเป็นการแทกรแทรกเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรอื่น ตาม รธน.มาตรา 185 ตรงนี้ เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตนไม่ได้ชี้ช่องนะ แต่แนะนำว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เกลือจิ้มเกลือ ให้ไปยื่นคำร้องต่อ ปปช.ตาม รธน.219 มาตรฐานจริงธรรมฯ พ.ศ.2561 และ พรป.ปปช.ให้ไต่สวน หาก ปปช.ชี้มูล ตาม รธน.235 วรรคหนึ่ง(1) วรรคสี่ สส.ที่ไม่รู้หน้าที่ของตนเองและไม่รู้กฎหมาย ผลปลายทาง จะถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีพ

เท่าที่ตนติดตามข่าวการเลือก สว. พบข้อเท็จจริงว่า วันที่ 30 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกประกาศคำสั่งของพรรคห้าม กก.บห.ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว.ในปี 2567 และในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 ท่านอนุทิน ได้ประกาศย้ำต่อสาธารณะ ขณะนั้นเป็นรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องถามพี่น้องสื่อว่า ได้เห็นประกาศฉบับนี้เหมือกับตนหรือไม่ หากไม่เคยเห็นไปสืบค้นดูได้

ต้องสื่อสารพี่น้องประชาชนว่า ระบบเลือกไขว้ ระหว่างผู้สมัครกับผู้สมัครด้วยกัน ตาม พรป. สว. เป็นการออกแบบป้องกันการทุจริตระหว่างผู้สมัครด้วยกันไว้อยู่แล้ว อย่าไปหลงเชื่อกับกลุ่มนี้ ส่วนปมรับเงินบริจาคสู้คดี คนได้กล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต ผู้ต้องหาที่ 1 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ 2 นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 3 กับพวกรวม 6 คน ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, พรบ.คอมพิวเตอร์ และ พรบ.ควบคุมการเรี่ยยไรเงิน ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ไว้หลายกรรมกระทำความผิด กรณีเปิดรับบริจาค เรี่ยไรเงินจากพี่น้องประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยโดยมีวัตถุประสงค์โดยมีพฤติการณ์แห่งคดี ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จนถึงวันนี้ เปิดรับบริจาคเรี่ยไร เป็นการหลอกลวงพี่น้องประชาชน จำนวน 2 บัญชี ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจกระทำได้เพราะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชโปรดระมัดระวังทรัพย์สินของท่าน อย่าหลงตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ต้องหากลุ่มนี้ เพราะสุดท้ายปลสายทาง่อมถูก ปปง.ยัดทรัพย์สินของกลางทั้งหมดเพราะโอนเงินผ่านบัญชี แตละครั้ง เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แยกแต่ละกรรม

สัปดาห์หน้าตนจะไปยื่นคำร้องต่อ ปปง.ขอให้ยึดทรัพย์จากกลุ่มนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กับพวก ผู้ต้องหากลุ่มนี้

ความผิดอาญา, ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม, ดร.ณัฏฐ์, ยิ่งชีพ อัฌชานนท์

จุติ หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้วิกฤตปี 69 กระทบคนจนก่อน แนะรัฐต้องทำนโยบายเชิงรุก กู้ต่อลมหายใจประชาชน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

โดย นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุน พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เป็นเครื่องมือจำเป็นในภาวะที่ไทยเผชิญวิกฤตจากภายนอก ควบคุมไม่ได้ และไม่อาจรอให้ปัญหาลุกลามก่อนค่อยแก้ หากไม่มีสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ไทยก็ไม่จำเป็นต้องมี พ.ร.ก.เงินกู้ แต่เมื่อสงครามที่เคยคาดว่าจะจบภายใน 6 สัปดาห์ลากยาวมาถึงเดือนที่ 6 และยังกระทบราคาพลังงานทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจเชิงรุก กู้เงินเพื่อกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ การบริหารวิกฤตต้องมองเหมือนการรักษาประเทศที่กำลังป่วย คือทำให้ประเทศรอดก่อน ไม่ให้แผลขยายวง และไม่ให้ติดเชื้อทางเศรษฐกิจ พร้อมให้กำลังใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเดินยุทธศาสตร์เชิงรุกมาถูกทางแล้ว

นายจุติ กล่าวต่อว่า ไทยเคยผ่านวิกฤตใหญ่หลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2552 วิกฤตโควิด ปี 2563 จนถึงวิกฤตพลังงาน ปี 2569 แต่ละครั้งมีลักษณะไม่เหมือนกัน ปี 2540 เหมือนเศรษฐกิจสะอึกหนัก ปี 2552 เหมือนไข้หวัดใหญ่ ปี 2563 เหมือนประเทศอยู่ห้องไอซียู ส่วนปี 2569 เป็นวิกฤตพลังงานที่เริ่มจากค่าครองชีพและกระทบคนตัวเล็กก่อนใคร

“วิกฤตครั้งก่อนๆ มักเริ่มจากภาคธุรกิจหรือคนมีทุนก่อน แล้วค่อยลามถึงแรงงาน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะราคาน้ำมัน ค่าไฟ ปุ๋ย และต้นทุนเกษตรกระทบ 29 ล้านครัวเรือนทันที โดยเฉพาะคนจนและเกษตรกร จึงไม่ใช่เวลาจะลังเลว่าควรกู้หรือไม่ แต่ต้องถามว่าหากไม่กู้ ประชาชนจะอยู่รอดได้อย่างไร” นายจุติ กล่าว

นายจุติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่สามารถใช้นโยบายประชานิยมแบบเดิมได้อีก เพราะวันนี้หนี้ครัวเรือนสูงกว่าปี 2552 ถึง 300% และหนี้สาธารณะคงค้างสูงกว่าปี 2552 ถึง 400% ทุกมาตรการจึงต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และต้องกู้เพื่อใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่กู้มาใช้จ่ายไร้กรอบ สำหรับเงินกู้ส่วนแรก 200,000 ล้านบาท นายจุติ กล่าวว่า เป็นเงินที่ช่วยต่อลมหายใจประชาชน ร้านเล็ก ตลาดนัด และคนที่ถูกค่าครองชีพกดทับโดยตรง ส่วนเงินอีก 200,000 ล้านบาท ต้องใช้เฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากโครงการไม่เข้าเกณฑ์ก็ไม่ควรอนุมัติ และหากเงินเหลือก็ไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม

นายจุติ กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพราะน้ำมัน 100 ลิตรที่ใช้ในประเทศ ต้องนำเข้าถึง 93 ลิตร มีในประเทศเพียง 7 ลิตร เมื่อราคาน้ำมันโลกกระชาก ดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าครองชีพย่อมถูกกระทบซ้ำ การเดินหน้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาดจึงเป็นทางออกที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างโซลาร์รูฟ หากครัวเรือนลดค่าไฟได้เดือนละ 1,500 บาท เท่ากับปีละ 18,000 บาท หากคิดอายุใช้งาน 15 ปี จะประหยัดได้ 270,000 บาท เงินจำนวนนี้อาจไม่มากสำหรับคนมีฐานะ แต่มีค่ามากสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย

นายจุติ กล่าวด้วยว่า พ.ร.ก.นี้ยังช่วยเตรียมแรงงานไทยให้ทันเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปและชิ้นส่วนราว 600,000 – 700,000 คน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจาก EV ดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด หากไม่เร่งอัพสกิลและรีสกิล วันนี้แรงงานกลุ่มนี้อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้น ขอสนับสนุนให้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่าน เพราะเป็นการกู้เงินเพื่อป้องกันวิกฤต ไม่ใช่เพื่อการเมือง เป็นมาตรการที่ประชาชนได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์ และช่วยให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจเก่าไปสู่เศรษฐกิจใหม่ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จุติไกรฤกษ์,พรรคภูมิใจไทย,รัฐบาล,เศรษฐกิจ,

โด่ง-ประสงค์ ไม่รอด! ศาลฎีกาพิพากษายืนคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 เหตุแชร์โพสต์เฟซบุ๊กปี 64

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ศาลอาญาตลิ่งชัน นัดหมายฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา คดีของ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ชาวจังหวัดลพบุรี วัย 31 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีแชร์โพสต์ในเฟซบุ๊กรวม 2 กระทง พร้อมเขียนข้อความประกอบ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564

คดีนี้มีประชาชนชื่อ ฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ ประชาชนทั่วไปที่เคยได้รับพระราชดำรัสชื่นชมจากรัชกาลที่ 10 ว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” ระหว่างการรับเสด็จเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2563 เป็นผู้กล่าวหา

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และเขาได้รับการประกันตัว จากนั้นจำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมา ก่อนที่ศาลอาญาตลิ่งชันจะมีนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว

ล่าสุด ศาลฎีกาพิพากษาคดี ม.112 ของ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษธนบุรี ภายในวันนี้

เกี่ยวกับคดีนี้ ประสงค์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ตามหมายจับของศาลอาญาตลิ่งชัน จากบ้านพักในอำเภอเมืองลพบุรี ก่อนถูกนำตัวไปยัง สน.บางพลัด สถานีตำรวจเจ้าของคดี

ต่อมาศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน จึงเป็นเหตุให้เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวทุ่งน้อย จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 โดยอ้างเหตุผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงนั้น

หลังจากถูกขังไป 27 วัน ประสงค์ถูกปล่อยตัวในวันที่ 4 ส.ค. 2564 หลังจากที่ศาลอาญาตลิ่งชันอนุญาตให้ประกันตัว จากการยื่นคำร้องในครั้งที่ 4 โดยศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) และอีกหลายเงื่อนไข ทั้งนี้ เขาได้ถอดกำไล EM เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 หลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาต รวมระยะเวลาราว 1 ปีครึ่ง (547 วัน) ที่เขาต้องใช้ชีวิตกับอุปกรณ์ดังกล่าว

จากนั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ประสงค์ให้การรับสารภาพ ต่อมาในวันที่ 12 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาตลิ่งชันมีคำพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี ก่อนลดเหลือจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา

จากนั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2568 แก้โทษเป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ทั้งนี้ ประสงค์ได้รับการประกันตัวระหว่างชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 จำเลยยื่นฎีกา โดยขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ มีประเด็นสำคัญดังนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ โดยรายงานการสืบเสาะและพินิจระบุว่าภูมิหลังของจำเลยไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ซึ่งพนักงานคุมประพฤติมีความเห็นว่าสมควรรอการลงโทษจำเลยและใช้มาตรการคุมประพฤติ

จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและเป็นผู้ดูแลมารดาซึ่งมีอายุมากกว่า 70 ปี มีอาการเจ็บป่วยและต้องดูแลอย่างใกล้ชิด หากจำเลยถูกจำคุกจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและชีวิตของมารดาอย่างมาก

พฤติการณ์ในคดีของจำเลยไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง แต่เกิดตามตามสภาพการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่มีความขัดแย้งสูง จำเลยไม่มีเจตนามุ่งร้ายหรืออาฆาตมาดร้ายต่อกษัตริย์ อีกทั้งยังไม่มีอาวุธหรือใช้ความรุนแรงใด ๆ และจำเลยไม่ใช่แกนนำผู้เคลื่อนไหวการชุมนุมทางการเมือง

เมื่อพิจารณาโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ถือว่าเป็นเวลาระยะสั้น จะทำให้จำเลยเสียประวัติและยากต่อการประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ การให้โอกาสรอการลงโทษเพื่อปรับปรุงตนเองภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า

ศาลอาญาตลิ่งชันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามสถานการณ์คดีของประสงค์ได้ตามวันและเวลานัดหมายดังกล่าว

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/85814

โด่ง,ประสงค์โคตรสงคราม,ศาลฎีกา,ม112,มาตรา112,ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน,

‘กรวีร์’ โต้เอี่ยวฮั้ว สว. พร้อมรับการตรวจสอบ ชี้อย่าใช้จินตนาการตัดสินความผิด

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:11 น.

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

วันนี้ 26 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก สรุปข้อเท็จจริงและจุดยืนของตนอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่อง สว. จนถึงไปเรื่องโทรศัพท์และประเด็นที่อยู่ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตัวผม ผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนัก วันนี้จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ สรุปข้อเท็จจริงและจุดยืนของผมอีกครั้ง เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลจากผมโดยตรงครับ

เรื่องแรก — ผมไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก ส.ว. ตามที่ถูกกล่าวหา

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

ผมยืนยันเหมือนที่ยืนยันมาตลอดว่า ผมไม่เคยสั่งการ ไม่เคยเข้าไปมีส่วนรู้เห็นในขั้นตอนหรือกระบวนการ และไม่เคยมีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด
นี่คือสิ่งที่ผมยืนยันได้อย่างชัดเจนตลอดมา

เรื่องที่สอง — ข้อมูลที่กล่าวหาว่าผมอยู่บริเวณเมืองทองในคืนนั้น ไม่เป็นความจริง

มีการนำข้อมูลเรื่องการโทรศัพท์มาเชื่อมโยงกับผม กล่าวว่ามีผู้สมัครโทรศัพท์เข้ามาหาผม และระบุว่าขณะนั้นผมอยู่ในพื้นที่เมืองทอง ใกล้กับสถานที่เลือก ส.ว.
เรื่องนี้ผมขอยืนยัน 100% ว่า ผมไม่ได้อยู่ที่เมืองทองในคืนนั้นอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องโทรศัพท์ ผมอยากพูดให้ชัดเจนตรงนี้ครับ ในแต่ละวันผมมีโทรศัพท์เข้าออกจำนวนมาก ทั้งเรื่องงาน เรื่องประสานงาน และเรื่องของชาวบ้านในพื้นที่เป็นเรื่องปกติมาก แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้ 100% คือ ไม่มีการพูดคุยหรือโทรศัพท์ไม่ว่ากับใคร เมื่อไร ที่ผมใช้เพื่อสั่งการ ประสาน หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก ส.ว. ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

เรื่องที่สาม — เมื่อข้อมูลสำคัญบางส่วนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ยิ่งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมดอย่างรอบคอบ

เมื่อมีการระบุว่าผมอยู่ที่เมืองทอง ทั้งที่ผมไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะตั้งคำถามว่า ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาเผยแพร่ ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วหรือยัง? ใครเป็นผู้ตรวจสอบ?
ใครยืนยันความถูกต้อง? และข้อมูลที่นำมาเผยแพร่มีบริบทครบถ้วนเพียงพอที่จะนำไปสู่ข้อสรุปตามที่กล่าวหาหรือไม่?

ผมไม่เคยปฏิเสธการตรวจสอบ พร้อมให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่ และที่ผ่านมาก็ให้ความร่วมมือมโดยตลอด แต่การตรวจสอบก็ควรอยู่บนความถูกต้อง ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกนำมาเปิดเผย ผมเพียงตั้งคำถามว่าได้มาอย่างไร และการได้มา การใช้ หรือการเปิดเผยนั้นเป็นไปตามอำนาจและกรอบของกฎหมายหรือไม่ ในฐานะคนที่ถูกกล่าวหาจนได้รับผลกระทบอย่างามาก ผมคิดว่าผมมีสิทธิถามถึงความถูกต้องและที่มาของข้อมูลเช่นเดียวกัน

เรื่องสุดท้าย — และเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องแยกให้ออก

ตลอดช่วงที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลเรื่องหนึ่งมาเชื่อมกับอีกเรื่องหนึ่ง นำหลายเหตุการณ์มาวางต่อกัน จนพยายามสร้างภาพให้เชื่อว่าผมต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก ส.ว.
แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่าผมทำผิดกฎหมาย ไม่มีหลักฐานว่าผมไปสั่งการ แทรกแซง หรือกระทำการใดๆในการเลือก ส.ว. ตามที่ถูกกล่าวหา
การมีชื่ออยู่ในข้อมูลบางอย่างหรือการรู้จักใครบางคน** ไม่ควรนำไปสู่ข้อสรุปว่า**

คนนั้นกระทำผิดโดยไม่มีข้อเท็จจริงและหลักฐานที่พิสูจน์ว่าทำผิดกฎหมายข้อใดถ้าจะกล่าวหาว่าคนคนหนึ่งทำผิด สิ่งที่ต้องแสดงให้เห็นคือ เขาทำอะไร เมื่อไร อย่างไร และหลักฐานของการกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นคืออะไรไม่ใช่นำข้อมูลหลายชิ้นมาวางต่อกัน แล้วเติมช่องว่างระหว่างข้อมูลเหล่านั้นด้วยความเชื่อ

ผมชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อคิดเห็นและขอให้ตัดสินกันบนความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ ผมพร้อมให้ตรวจสอบตามขั้นตอนของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรม ถ้ามีข้อมูล มีข้อเท็จจริง หรือมีหลักฐานว่าผมกระทำผิดกฎหมายอย่างไร เมื่อไร ก็นำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ ผมพร้อมชี้แจงและพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
เพราะถ้าเราเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักนิติธรรม เราต้องไม่ลืมหลักง่าย ๆ ว่า

ข้อกล่าวหา ≠ ข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริง ≠ ความผิด

และข้อกล่าวหา ≠ คำตัดสิน

ความเชื่อไม่ใช่ความจริงและการเชื่อมโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ไม่ใช่หลักฐานของการกระทำผิด ผมไม่เคยกลัวการตรวจสอบ และพร้อมเข้าสู่ทุกกระบวนการตามกฎหมาย แต่ขอให้การตรวจสอบตั้งอยู่บน “พยานหลักฐานที่แท้จริง” ไม่ใช่ “กระแสข่าวและการโยงภาพตามความเชื่อ” เพราะความยุติธรรมที่แท้จริง ต้องตัดสินกันด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่จินตนาการครับ”

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

หลังจากที่โพสต์ของ กรวีร์ ปริศนานันทกุล เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ถ้า..ไม่คิด ไม่ร่วม ไม่วางแผน ไม่สั่งการ ไม่บงการ ไม่รับรู้ ไม่เป็นใจ ไม่สนับสนุน ไม่อยู่กระบวนการ..ฮั้ว นำมาซึ่งการโกง..อย่ากลัวครับ อย่าหวั่นไหวครับ อย่าตื่น อย่าลุกลี้ลุกลน และอย่าบิดเบือนครับ..สู้ๆครับผมเป็นกำลังใจให้คนทำดี”

“ใครจะยอมรับง่ายล่ะ55”

“สรุปได้โทรไหม”

“ขอให้ความดีที่คุณไม่ร่วมการฮั้ว ไม่ทำเรื่องเลว เป็นเกราะคุ้มครองครับ”

“ความจริงก็คือความจริง”

“เวรกรรมมันมีจริงไม่เร็วก็ช้ามันจะส่งผลผมเชื่อในพระพุทธศาสนา”

“เขาทำทุกรูปแบบเพื่อจะโค่น ภท.ให้ได้ เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

“อยู่ดีๆไม่ทำเลว ใครจะกล้าไปโค่นจ๊ะแม่คุณ55”

“เป็นกำลังใจให้ครับ ! “ความจริง ก็คือความจริง” คุณครูปรีชาได้กล่าวไว้ครับ !!!!…..

“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวครับท่าน ใครไม่รู้แต่ในใจเราย่อมรู้ดีอยู่แล้ว . . .เป็นกำลังใจให้กับความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียวนะครับท่านครับ

“คนดีย์อย่าไปกลัวครับ ทำดีย่อมได้ดีทำชั่วย่อมได้ชั่ว”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรวีร์ ปริศนานันทกุล Korrawee

กรวีร์ ปริศนานันทกุล, การเมือง, คดีฮั้ว สว., พรรคภูมิใจไทย, สส.

กรณ์ ชี้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ไม่เร่งด่วนจริง กู้มากอง-มาแจก แก้เศรษฐกิจชั่ววูบ กระทบเพดานหนี้สาธารณะ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 13:18 น.

‘กรณ์’ ย้ำ ‘ปชป.-พรรคร่วมฝ่ายค้าน’คว่ำ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านแน่ ชี้ แก้โจทย์ผิดไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ยกเป้าหมายรัฐหนุนติด’โซลาร์รูฟท็อป‘ 1ล้านครัวเรือนทำไม่ได้จริงในปีเดียว แต่กลับกู้เงินมากอง-มาแจก กระทบเพดานหนี้สาธารณะ เมื่อบวกกับที่ก็อีก 8 แสนล้านในงบฯปี70 ทำหนี้สาธารณะประเทศ ชนเพดาน ที่70% แถมแบกรับภาระดอกเบี้ย

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.20น. ที่รัฐสภาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ปัญหาหลักของประเทศมี 4 เรื่อง คือ เศรษฐกิจประเทศโตช้า ,มีปัญหาโครงสร้าง เพราะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น ,รายได้ประชาชนลดลง และข้าวของสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นต่อเนื่อง ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลอธิบายว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาคือ จากราคาน้ำมัน แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ แต่คำถามสำคัญคือ การใช้เงินตาม พ.ร.ก.นี้ จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้จริงหรือไม่ ซึ่งตนมองว่า การกู้เงินมาแจกที่มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลไปใช้พลังงานทดแทน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์หรือ โซลาร์ เซล ผ่านกองทุนเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตามข่าวที่รัฐบาลพูดถึงเป้าหมายว่าตั้งเป้าให้ติดตั้ง 5แสน-1ล้านครัวเรือน ด้วยเงินกู้จากพ.ร.ก.นี้ ขอถามว่ารัฐบาลทำได้จริงหรือไม่ เพราะปี2568 พบว่า ทั้งประเทศติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพียง 1แสนครัว ส่วนปี2569 ที่คาดว่า จะมีการติดตั้งเพิ่มได้ 1.4แสนครัวเรืน ดังนั้นในปี2570 ตนเหมาให้เป็น 2 แสนครัว แต่ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายขั้นต่ำที่รัฐบาลตั้งไว้ เมื่อเทียบกับเป้าหมายขั้นสูงของรัฐบาลที่ 1 ล้านครัวเรือน เพราะได้แค่ 1 ใน5 ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เวลา 5 ปี เพื่อที่จะทำตามเป้าหมายที่ประกาศจะสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ครบ 1 ล้านครัวเรือน

“สิ่งเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า ต้องใช้เวลา มันจึงไม่จำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบกู้ บวกกับเงื่อนไข พ.ร.ก. ที่ต้องกู้ให้แล้วเสร็จ ในวันที่ 30 กันยายน 2570 หรือ 1ปีเศษ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ และทำไม่ได้ คือ การกู้เงินมากองไว้ เพราะจะทำให้เกิดภาระของต้นทุน คือดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องแบกเพิ่มเติม สะท้อนให้เห็นความจริงว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้ทั้งก้อนนี้ ” นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอภิปรายต่อว่า นอกจากนั้นแล้วการกู้เงินครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังและการรักษาสถานะทางการคลังของประเทศ รวมถึงเป็นภาระหนี้ของพี่น้องประชาชน ซึ่งปัจจุบันพบว่า หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 67% และยังต้องกู้จากการขาดดุลงบประมาณปี69 ส่วนที่เหลือ และเงินที่ต้องกู้อีก 8 แสนล้านบาทในงบประมาณปี2570 และเมื่อรวมกับ พ.ร.ก. อีก4 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะของประเทศไทย แค่ช่วง 1 ปีนี้ มีแนวโน้มเพิ่ม 1.8-1.9 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี จึงทำให้เพดานหนี้สาธารณะของเราที่กำหนดไว้ว่า ต้องไม่เกิน 70% จะเอาไม่อยู่ คือเต็มเพดานการกู้ที่กำหนด และเชื่อว่า ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีปี2571 ก็จะเจอปัญหาอีก คือ ไม่มีเงินกู้ตามงบประมาณเพียงพอต่อการลงทุน 20% ตามกฎหมายกำหนด เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เมื่อถึงเวลาแต่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้ เพราะหนี้เต็มเพดาน 70% แล้ว

“ดังนั้นไม่ว่าเหตุผลทางสถานะทางการคลังใด สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่ว่า ทำตามรัฐบาลเสนอ หรือ ทำเพราะไม่ผิดกฎมาย แต่เราต้องทำหน้าที่พิจารณาตามความเหมาะสมที่ดีที่สุด เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เศรษฐกิจประเทศที่เติบโตล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ คำตอบของตน คือต้องย้ำให้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.นี้ ไม่ใช่คำตอบ ตนและสส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง สส.ฝ่ายค้านจึงไม่เห็นด้วยออก พ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้านครั้งนี้” นายกรณ์ กล่าว

กรณ์ จาติกวณิช, ประชุมสภา, พ.ร.ก.เงินกู้

หัวหน้าเท้ง ขู่ไม่โหวต พ.ร.ก.กู้เงิน หากรัฐบาลไม่เคลียร์ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน เหตุยัดไส้ไร้แผน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 13:10 น.

‘ณัฐพงษ์‘ ขู่หากรัฐบาลไม่เคลียร์ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ‘ฝ่ายค้าน’ไม่ลงมติให้ เหตุยัดไส้ไร้แผน แนะแผนพลังงาน 12 ปี ฉบับ ปชน.ไม่ต้องกู้สักบาท

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท


โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเปิดว่า สิ่งที่ตนเองอยากได้ยินจากการชี้แจงของนายกฯ คือ ความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพราะจากคำชี้แจงของนายกฯ พูดในหลายประเด็น ทั้งสาเหตุความจำเป็นที่ต้องมีการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการแก้ปัญหา ยกตัวอย่าง มาตรการเยียวยา เราได้แสดงความเห็นหลายครั้งว่าแผนงานที่จะใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก เพื่อเยียวยาประชาชน เราไม่ได้ติดใจเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลมีเหตุจำเป็นรีบด่วนที่ต้องเร่งเยียวยาประชาชน อาจจะมีข้อคิดเห็นบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น วิธีการในการส่งเงินเยียวยาไปถึงมือประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แต่เงินก้อน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน นายกฯ ให้ความเห็นที่ชัดเจนอีกสาเหตุ นอกเหนือจากวิกฤติความขัดแย้งตะวันออกกลางคือ รัฐบาลมีตัวเลือกในการใช้แหล่งเงินงบประมาณประจำปีที่ค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ หากดูในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีการงบประมาณ และวินัยการเงินการคลังการที่จะขยายการกู้เพื่อชดเชยความขาดดุลได้หรือเบ่งกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้เท่าไร ยิ่งรัฐบาลมีรายได้เข้ารัฐเยอะก็ยิ่งตั้งกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี และกู้เพื่อขยายชดเชยการขาดดุลได้มากยิ่งขึ้น

“เราเข้าใจข้อจำกัดว่า วันนี้ประเทศเรามีปัญหาเรื่อง พื้นที่ทางการคลังสัดส่วนรายได้ของรัฐต่อ GDP มีแนวโน้มลดต่ำลง จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลอาจจะเหลือทางเลือกไม่มากนักคือ จะต้องตราเป็น พ.ร.ก.เงินกู้จากเหตุผลที่นายกฯ ให้กับเราทำให้เพื่อนสมาชิกต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า สุดท้ายแหล่งเงินงบประมาณพิเศษที่มาจากการกู้ที่ไม่ได้มาจากแหล่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความเหมาะสมถูกต้องหรือไม่”นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้นายกฯ ยังมีการอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ตนอยากทำให้เกิดความชัดเจนเพิ่มขึ้น หากอ่านในคำวินิจฉัยฉบับเต็มศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นไว้ชัดเจนว่าที่วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ขัดเฉพาะมาตรา 172 วรรคหนึ่งอย่างเดียว เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยวรรคสอง นั่นคือเหตุแห่งความจำเป็นรีบด่วนหรือไม่ ดังนั้นในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรามีอำนาจเต็มในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่วันนี้เลือกใช้ช่องทางพิเศษ โดยการอ้างสถานการณ์ความขัดแย้งชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง หรือไม่ อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.เป็นช่องทางพิเศษของฝ่ายบริหารที่เมื่อใช้แล้วต้องให้สภาฯ พิจารณาว่ามีความชอบธรรม ถูกต้อง เหมาะสมในการใช้ช่องทางพิเศษนี้หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารตรา พ.ร.ก.ใช้ก่อนในกรณีที่สภาฯไม่สามารถตอบสนองได้ทัน หรือกรณีที่อยู่นอกสมัยประชุม แต่ด้วยวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปรัฐธรรมนูญฉบับหลังจึงมีการเปลี่ยนบทบัญญัติใหม่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการตราพ.ร.ก.ได้ ถ้าเห็นว่ากระบวนการในสภาฯ จะล่าช้า แม้จะอยู่ในสมัยประชุม แล้วค่อยให้สภาฯ อนุมัติในภายหลัง ดังนั้นการใช้อำนาจในการตราพ.ร.ก.ต้องมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่รัฐบาลอ้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ต้องพิจารณาใน 2 ประเด็น
ประเด็นแรกคือปัญหาความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ประเด็นที่สองคือ วิธีการใช้เงินและแผนในการใช้เงินการใช้เงินเพื่อจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ มีคำว่าพลังงานสะอาดหรือโซลาร์รูฟท็อปห้อยท้ายเพียงพอหรือไม่ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน หรือเราอยากเห็นการลงทุนอย่างไรในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างได้จริง
ทั้งนี้เราไม่สามารถที่จะแยกพิจารณากันได้ เพราะพรรคประชาชนมองว่าแผนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจำเป็นที่จะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปและลงทุนอย่างถูกจุด รัฐบาลไม่จำเป็นต้องต้องใช้การกู้เงินเสมอไป เรายังมีแหล่งเงินทุนจากเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เช่น 3 การไฟฟ้า และกองทุนต่าง ๆ ที่ช่วยกันลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศได้อยู่แล้ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนเคยมีแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอย่างชัดเจน แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี รวม 12 ปี ลงทุนรวมกัน 4 แสนล้านบาท เงินส่วนมากหรืออาจจะทั้งหมดรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เองสักบาท จึงตั้งคำถามถึง ครม.ว่าแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเป็นอย่างไร หากแผนไม่ชัดเจนไม่สามารถตอบได้ ตนเองก็ไม่สามารถ อนุมัติพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้ อย่างไรก็ตามเรามีพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คนที่ให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่จะต้องพูดถึงแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานให้ชัดเจน ยกตัวอย่าง โครงการการเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV ตัวแทนรัฐบาลเคยให้ความเห็นว่าจะจะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทหลังในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV พวกเราไม่ได้คัดค้านแต่คำถามที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมันมากกว่าการเปลี่ยนลดน้ำมันเป็นรถ EV ต้องพูดถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด และโครงสร้างพลังงานของประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลลดน้อยลง

“เราอยากเห็นความชัดเจนของรัฐบาลว่าการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยต่อจิ๊กซอว์ในภาพใหญ่ 5-10 ปีต่อจากนี้ สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร เราไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาของประชาชนตัวประกัน แล้วค่อยหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่า “ไม่มีแผน”หากมีแผนท่านต้องตอบพวกเราได้ชัดเจนว่ามีเป้าหมายอย่างไร”นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า พวกเราไม่ต้องการแหล่งเงินกู้หรือแหล่งงบประมาณมาเพื่อซื้อของหรือแจกเงินเยียวยาอย่างเดียว เราอยากเห็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน อยากเห็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง แผนที่ที่พรรคประชาชนอยากนำเสนอต่อรัฐบาล ตนเองยินดีที่จะแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 12 ปี

เฟสแรก 2670-2573 เริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูงก่อน เช่นกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 75% ของประเทศ

เฟสที่สอง 2574-2577 ขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อรองรับการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้าและใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจบปี 2577 จะครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้า 87% ของทั้งประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า 53% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

เฟสที่สาม 2578-2581 ขยายการลงทุนทั่วทั้งประเทศยกระดับโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และการสร้างอำนาจต่อรองของประเทศไทย รองรับการเปิดเสรีพลังงาน พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยต้องเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะอาด เป็นธรรม เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคอาเซียนได้

“ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นความชัดเจนจากรัฐบาล แม้การอภิปรายในสภาฯ จะไม่เห็นรายละเอียดมาก แต่อยากให้ตัวแทนจากรัฐบาลอธิบายเป้าหมายให้ได้ยินชัด ๆ ถึงความชัดเจนเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ในมุมของผมหากท่านไม่มีความชัดเจนในแผน ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมต้องใช้แหล่งเงินกู้ จากการกู้เงินในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พวกผมคงไม่สามารถที่จะอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ได้จริง ๆ ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

///

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, พ.ร.ก.กู้เงิน, พรรคประชาชน

‘อนุทิน’ ร้อง ‘โอ้โห’ หลังโดนถามดึง ‘วุฒิไกร’ เล่นการเมือง ลั่นเป็นเพื่อนตั้งแต่อนุบาล

26 สิงหาคม 2569 เวลา 12:16 น.

“อนุทิน” บอกเป็นเพื่อน “วุฒิไกร” ตั้งแต่อนุบาล หลังปรากฎภาพกินข้าวร่วมกัน ร้อง โอโห้! หลังถูกถามชวนเล่นการเมืองต่อหรือไม่

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่วานนี้ (25 ส.ค.) ปรากฎภาพรับประทานอาหารร่วมกับ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ุ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้ จะชวนมาทำงานการเมืองต่อหรือไม่ โดย นายกรัฐมนตรี ร้อง โอ้โห! ก่อนกล่าวว่า “คุณรู้หรือเปล่า ผมคบกับเขามากี่ปี ตั้งแต่อนุบาล เป็นเพื่อนสนิท เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติกัน“ นายอนุทิน กล่าว

วุฒิไกร, อนุทิน ชาญวีรกูล

‘อนุทิน’ ร่ายยาว! การันตี ‘กู้เงิน 4 แสนล้าน’ใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้

26 สิงหาคม 2569 เวลา 11:58 น.

’นายกฯ‘ การันตี ‘กู้เงิน 4 แสนล้าน’ ใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ขอมั่นใจ ‘รัฐบาล’ สามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน 70% หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ แจงใช้หนี้ ‘ก.คลัง’ วางระบบ-กระจายความเสี่ยง
 
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อที่ประชุมว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 เห็นชอบให้มีการตราพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ ซึ่งพ.ร.ก.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 ที่กำหนดให้การตรา พ.ร.ก.กระทำได้เฉพาะครม.เห็นว่า เพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแซงอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก.ฯ กำหนดวงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ดังนี้ 1. สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและต่างจากวิกฤติการณ์ในอดีตที่ผ่านมาที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปคห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมัน จึงทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกแก๊ส ระบบท่อส่งน้ำมัน หรือท่อแก๊ส ไม่มีการทำลายคลังน้ำมันแก๊ส ท่าเรือขนส่งน้ำมัน ขนส่งแก๊ส ไม่มีการปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งแตกต่างจากกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นผิดปกติ เมื่อเกิดความขัดกันด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน และการขัดกันด้วยอาวุธในตะวันออกกลาง ที่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส โรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน รวมทั้งเส้นทางการเดินเรือ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซทำให้ตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของโลกต้องหยุดการผลิตและการขนส่ง ขณะที่ปริมาณความต้องการการใช้น้ำมันในโลกยังคงเท่าเดิม ทำให้ราคาน้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญของโลก น้ำมันจากแหล่งอื่นก็ไม่สามารถผลิตมาทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปได้ จนกระทั่งปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน

นายอนุทิน กล่าวว่า 2. ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลาง ร้อยละ 50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวประเทศไทย จึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และโดยที่โครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการ การคมนาคม และการเกษตรของไทย ยังเป็นปิโตรเลียมเบส ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลนจึงส่งผลกระทบ ต่อราคาสินค้า การบริการ ขนส่ง ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วิกฤติปากท้องที่ไม่ได้มาเพียงรอบเดียวแต่จะมีผล กระทบต่อเนื่องอีกหลายระลอกทั้งจากตื่นตระหนก ,ราคาพลังงานฟอสซิล ที่ปรับสูงขึ้น ,ต้นทุนอาหารสินค้าและบริการต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้น ,คือค่าของชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้น และ กำลังซื้อของประชาชนลดลง จากรายได้เท่าเดิมและรถน้อยลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการผลิตและการจ้างงานส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจ ภาคประชาชนที่รายได้ลดลง ต้นทุนสูงขึ้น. กำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป ปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข

นายกฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใดแต่น่าจะใช้เวลาอีกหลายปีและกว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันกลับสู่สภาพเดิมหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ว่าจะกลับไปเหมือนเดิม ดังนั้นประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล จากต่างประเทศถึงเกือบร้อยละ 50 อย่างเช่นที่ผ่านมา หากเราไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ เราก็ยังอาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไปด้วย”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนกันหลายระลอกที่ต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และการรับมือวิกฤติในอนาคตและต้องจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวไปวงกว้างและยืดหยุ่นจึงมีความจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.เนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้ เนื่องจากงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหามีจำกัด ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ถ้าเราใช้จ่ายงบประมาณปกติและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งงบประมาณที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ

 
นายอนุทิน กล่าวต่อว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเราได้คำตอบไว้ที่ 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้ใช้งบกลางดังกล่าวในการแก้ไขเยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรงในหลายพื้นที่ รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย กัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐและค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 กลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบกับปัจจุบันยังคงมีความต้องการใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.4 แสนล้านบาท

“แม้งบกลางที่เหลืออยู่ เมื่อรวมกับเงินทุนสำรองจ่ายจำนวน 5 หมื่นล้านบาท ยังไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายไปแล้ว 2ไตรมาส ปัจจุบันใช้ไปแล้วร้อยละ 27 และยังมีส่วนที่ต้องใช้ในไตรมาสสามและไตรมาสสี่ตามแผนอีก ดังนั้นคาดว่ามีงบประมาณคงเหลือที่จำกัดที่สามารถจะนำมาจากทำพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนเงินงบประมาณรายจ่ายได้ และไม่เพียงพอต่อความต้องการ การแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ประกอบกับการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายมีกระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินการซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤต การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 2569 มีกระบวนการและระยะเวลาดำเนินการไม่ต่ำกว่า 2 เดือน การจัดเก็บรายได้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ไม่สามารถจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2569 ได้ และตามพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ คงเหลือกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 1.7 พันล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์พลังงาน” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า การใช้แหล่งเงินงบประมาณปี2570 ไม่สามารถทำได้ทันต่อวิกฤติพลังงานและสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะกว่าจะได้ใช้ คือมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่งบบประมาณที่จัดทำมีวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถูกจัดสรรตามสิทธิกฎหมาย รองรับภารกิจพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้คำขอตามรายจ่ายด้านพลังงานของหน่วยงานเป็นค่าดำเนินการตามภารกิจ ไม่รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งระดับผู้ประกอบการและครัวเรือนได้ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการการคลังรูปแบบอื่นไม่สามารถแก้ไขได้ครบถ้วน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายยากต่อการแก้ไขภายหลัง หาก พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ถูกตราขึ้นได้ทันสถานการณ์ อาจส่งผลให้วิกฤติยืดเยื้อ ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอื่นตามมา

“ช่วงต้นปี69 รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง แต่การออกเงินกู้เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ทั้งนี้ผมขอย้ำให้สภาและประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน 70% ส่วนแนวทางกู้เงินเบื้องต้น คือ หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนการชำระหนี้ กระทรวงการคลัง วางแผนเป็นระบบ กระจายความเสี่ยงและต้นทุนกู้เงินที่เหมาะสม ต่อการบริหารชำระหนี้ได้ทั้งต้นและดอก โดยคำนึงถึงกรอบวินัยการเงินการคลัง

รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการใช้เงินกู้ที่คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยการทำโครงการต้องผ่านกลไกกลั่นกรองของคณะกรรมการ ที่ยึดความเหมาะสม คุ้มค่าตามความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณแหล่งอื่น พร้อมกับกำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ 5 ด้าน คือ ตรงจุด เร่งรัดเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โปร่งใสตรวจสอบได้ และ ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อเงินสร้างคุณค่าสูงสุดกับประเทศ ทั้งนี้ยืนยันว่าสถานการณ์วิกฤติพลังงานเป็นวิกฤติร้ายแรง จึงต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ อย่างจำเป็นเร่งด่วน“ นายอนุทิน กล่าว

กู้เงิน 4 แสนล้าน, นายกรัฐมนตรี, รัฐสภา, อนุทิน ชาญวีรกูล

ศาลรธน.เริ่มไต่สวนพยาน 5 ปากคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สั่งห้ามเผยแพร่ข้อมูลเด็ดขาด

26 สิงหาคม 2569 เวลา 11:49 น.


ศาลรธน.เริ่มไต่สวนพยาน 5 ปากคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สั่งงดถ่ายทอดทางภาพและเสียงตามคำขอกกต. กำชับห้ามเผยแพร่ข้อมูลไต่สวนโดยเด็ดขาด ด้าน ปธ.กกต.ร่วมสังเกตการณ์

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำนวน 5 ปากในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัส QR code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยการไต่สวนวันนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ประธานกกต.ได้มาร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย

ทั้งนี้ พยานจำนวน 5 ปากเป็นพยานที่ศาลเรียกประกอบด้วย 1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโล ยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ 5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ทางกกต.โดยว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการการกกต. ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง และก่อนเริ่มการไต่สวนนายวิรุฬห์แสงเทียน ตุลาการซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไต่สวน ได้แจ้งว่าคู่กรณีว่า เนื่องจากได้รับการร้องขอจากประธานกกต.และบริษัทผู้พิมพ์บัตรเลือกตั้งสส.ขอไม่ให้พิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าบัตรเลือกตั้งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเลือกตั้งสส. ซึ่งในบัตรเลือกตั้งส.สทั้ง 2 แบบประกอบด้วยมาตรการป้องกันปลอมแปลงการทุจริตบัตรเลือกตั้งมีอยู่หลายวิธีซึ่งหากเปิดเผยต่อสาธารณะ อาจส่งผลกระทบต่อมาตรการความปลอดภัยในการจัดทำบัตรเลือกตั้ง ที่จะต้องป้องกันการปลอมแปลง และทำให้มาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเสื่อมประสิทธิภาพ อันกระทบต่อความมั่นคงเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ฉะนั้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ศาลฯจึงเห็นสมควรให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงในการไต่สวนพยานในวันนี้และเห็นควรกำหนดให้บุคคลที่อยู่ในห้องพิจารณาตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง และให้ผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาเป็นบุคคลที่ศาลอนุญาตเท่านั้น รวมทั้งขอให้ผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาไม่เผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนวันนี้สู่บุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด

บัตรเลือกตั้ง, บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง, ศาลรัฐธรรมูญ