มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ในอนาคตอันใกล้ “การแพทย์แผนจีน” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแพทย์ทางเลือก แต่จะเป็นหนึ่งในการแพทย์เพื่อสร้างทางรอด ที่ใช้รักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

มธ.

“บางเคสกินยาแผนปัจจุบันแล้วเจอผลข้างเคียง เลยอยากใช้ยาสมุนไพรจีนแทน เราจะให้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีวิธีไหนที่จะช่วยรักษาได้บ้าง” ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ระบุ และว่า ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นจากการผสานระหว่างการแพทย์แผนจีน (ตะวันออก) เข้ากับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน (ตะวันตก) 

“ไม่ใช่ไปบอกกับคนไข้ว่า ไม่ต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันนะ ให้มารักษาด้วยแผนจีนอย่างเดียว แบบนี้เราไม่ทำ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีที่สุด” ผศ. ดร.ภารดี เน้นย้ำ

จากรายงานการตลาด Traditional Chinese Medicine Hospitals in China ของ IBISWorld ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 ได้สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน ซึ่งพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 5.7%

ขณะที่ข้อมูลจาก Business Research Insights เมื่อปี 2569 พยากรณ์ขนาดของตลาดการแพทย์แผนจีน (TCM) ทั่วโลก อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีจากนี้ คือปี 2569-2578 จะมีอัตราการเติบโต CAGR อยู่ที่ 7.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดก้าวขึ้นไปเป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

มธ.

มากไปกว่านั้น พบว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังขยายการใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและสร้างเศรษฐกิจจากระบบนิเวศการแพทย์แผนจีน ตั้งแต่ประเทศในเอเชีย ไปจนถึงยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันมีผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพมากกว่า 4 หมื่นราย หรือในเยอรมนี ที่มีการนำบริการแพทย์แผนจีนบรรจุเข้าอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ 

ในความเป็นจริงแล้ว การแพทย์แผนจีนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และย้อนกลับไปในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุหมวดการแพทย์ดั้งเดิม (Traditional Medicine Chapter) เข้าไปในบัญชีจำแนกโรคสากล (ICD-11) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกด้วย

ความต้องการของผู้คนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและอิงกับธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมี หรือการรักษาที่มากเกินความจำเป็น คือปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดการแพทย์แผนจีนเติบโตขึ้น และยังจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของเทรนด์การมีอายุยืนยาวแบบมีสุขภาพที่ดี (Longevity) 

นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างเศรษฐกิจและเข้าไปมีส่วนร่วมในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดระดับโลก

มธ.

“มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่รู้จักและเคยรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก่อน เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็พยายามมองหาการแพทย์แผนจีน ฉะนั้นหากประเทศไทยยกระดับเรื่องนี้จริงจัง ก็จะยิ่งทำให้นโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.ภารดี ระบุ

ที่ผ่านมา หน่วยงานในประเทศไทยก็เดินหน้าผลักดันการแพทย์แผนจีนอยู่ไม่น้อย ทั้งการทำระบบการรับรองและออกใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569  มีมติอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสายงานแพทย์แผนจีน ตำแหน่งแพทย์แผนจีน ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาประชาชน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ เดือนละ 3,500 บาท และ 5,600 บาท อีกด้วย

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้มีคลินิกด้านการแพทย์แผนจีนเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ทุกวันนี้จำนวนแพทย์แผนจีนในไทยยังคงมีอยู่จำกัด และถือว่าขาดแคลนหากเทียบกับความต้องการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ เพียงกว่า 2,000 คน ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 300 คน

เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคน และสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ (CICM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงทำความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู (Chengdu University of Traditional Chinese Medicine) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนจีนขึ้น ซึ่งเป็น “แห่งแรกของประเทศไทย” ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ

มธ.

มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 2 ใบ (Dual Degree) คือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใบ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู อีก 1 ใบ

อาจมีคำถามว่า เมื่อต้องการเรียนการแพทย์แผนจีน เหตุใดจึงไม่ไปเรียนจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์การรักษานี้

ผศ. ดร.ภารดี อธิบายว่า นอกจากองค์ความรู้สากลในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะได้จากการเรียนที่ธรรมศาสตร์คือสายสัมพันธ์ (คอนเนคชัน) บุคลากรทางการแพทย์ในไทยและจีน ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้จริง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท ระบบสุขภาพ ระบบกฎหมาย และระบบนิเวศการแพทย์แผนจีนทั้งหมดในประเทศไทย

นอกจากนี้ CICM ได้ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเปิดคลินิกการแพทย์แผนจีน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากการได้ตรวจ และดูแลรักษาผู้ป่วยจริงๆ ภายใต้การกำกับของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน 

นำไปสู่การเปิดโอกาสทางการประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น แพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผู้ประกอบการคลินิกการแพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักวิจัยด้านการแพทย์และสมุนไพร อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ฯลฯ 

มธ.

ที่สำคัญคือ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในไทย จีน และประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากมีการรับรองปริญญาด้านการแพทย์แผนจีนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตูให้สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ 

สำหรับการเรียนการสอนจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น การเรียนที่ธรรมศาสตร์ 3 ปี ได้แก่ ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐาน ปี 3 และ ปี 4 เรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทฤษฎีการแพทย์แผนจีน และเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู 3 ปี คือ ปี 2 เรียนภาษาจีน ปี 5 และ ปี 6 เรียนเนื้อหาด้านการแพทย์แผนจีน พร้อมกับปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย

ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. อธิบายว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจาก CICM ไปแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สอบผ่านได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน

สำหรับแผนอนาคต CICM ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า มีอยู่ 3 เรื่องที่วางแผนเอาไว้ ได้แก่ 1. การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree 2. การพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนร่วมกับนักวิจัยของจีนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการวิจัย และกรุยทางไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต และ 3. อยากจะผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนได้เอง พร้อมกับให้มีการตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยไทยเอง รวมถึงลดการนำเข้าสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นไปได้อาจใช้สมุนไพรไทยมาทดแทน เนื่องจากมีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสมุนไพรจีน และมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทดแทนในบางตำรับ 

มธ.

อีกทั้งในเชิงการหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพโดยตรง ขณะนี้ก็กำลังเดินหน้าทำให้เกิดการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้กับศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ และอาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พร้อมกับผลักดันให้ทาง สธ. มีการนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางการดูแลรักษาทางเลือกสำหรับรองรับกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2573 

ขณะเดียวกัน หากเป็นไปได้ ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า อยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันเรื่องการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับการแพทย์แผนไทยด้วย ทั้งในแง่การผลักดันบุคลากรให้เข้าไปสู่ในระบบภาครัฐ รวมถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริการฝังเข็ม 20 ครั้งต่อปีสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เท่านั้น

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

โลกเข้าสู่ยุคไฟฟ้าสะอาด รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงานไทย ลดฟอสซิล เพิ่มพลังงานหมุนเวียน สร้างความมั่นคงทางพลังงานและโอกาสเศรษฐกิจใหม่

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหม่ ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านเทคโนโลยีหรือการผลิต แต่แข่งขันกันว่าใครจะสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้มากกว่า เพราะพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน การส่งออก และการสร้างงานในอนาคต รัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รัชดา ธนาดิเรก

ข้อมูลจากรายงานทบทวนสถิติโลกด้านพลังงาน (Statistical Review of World Energy) ฉบับล่าสุดของสถาบันพลังงาน (Energy Institute) ระบุว่า ในปี 2025 (พ.ศ. 2568) พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกันกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่เพิ่มเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของโลกมากที่สุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกำลังผลิตใหม่ส่วนใหญ่มาจากพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยพลังงานลมและแสงอาทิตย์เติบโตถึงร้อยละ 18.3 ในปีเดียว สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าสะอาดอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร หรือภาคการส่งออก ต่างต้องการไฟฟ้าที่มั่นคง มีต้นทุนเหมาะสม และสอดคล้องกับมาตรฐานการลดการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก หากประเทศไทยเตรียมความพร้อมไม่ทัน ก็อาจสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและขยายตลาดส่งออกในอนาคต

ไฟฟ้าสะอาด

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นายกรัฐมนตรีจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ และมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการเตรียมใช้เงินตามพระราชกำหนดกู้เงินด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนโครงการที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดผลได้

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างโรงไฟฟ้า แต่รวมถึงการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นางสาวรัชดา ย้ำว่า “รัฐบาลต้องการให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนสามารถเริ่มต้นจากการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนเพื่อลดค่าไฟ ชุมชนสามารถพัฒนาระบบพลังงานของตนเอง ภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการผลิต ขณะที่ภาครัฐจะเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มั่นคง ทันสมัย และแข่งขันได้ในระยะยาว”

“โลกไม่ได้กำลังจะเปลี่ยนในอีกสิบปีข้างหน้า แต่กำลังเปลี่ยนอยู่ในเวลานี้ ประเทศที่เตรียมระบบไฟฟ้าสะอาดได้ก่อน จะเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และแข่งขันได้มากกว่า รัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของไทยตั้งแต่วันนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับคนไทยในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

รัฐบาล สั่งโรงรับจำนำรัฐทั่วประเทศ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ไม่จำกัดวงเงินตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ให้เกษตรกรไทย หวังลดภาระค่าครองชีพในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ที่จำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงในการสร้างผลผลิต ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้จับมือกับสำนักงานธนานุเคราะห์ หรือโรงรับจำนำของรัฐ จัดโครงการ “เคียงข้างเกษตรกร ฟรีดอกเบี้ย” โดยมอบสิทธิพิเศษฟรีดอกเบี้ยนานถึง 1 เดือน สำหรับทุกวงเงินจำนำ ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับเกษตรกรและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานราก

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

สำหรับเงื่อนไขการเข้ารับสิทธิ์นั้น รัฐบาลได้ปรับลดขั้นตอนให้ง่ายที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อประชาชน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าใหม่ ที่ยังไม่เคยมีประวัติตั๋วจำนำกับสำนักงานธนานุเคราะห์  ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง คู่กับบัตรประจำตัวเกษตรกร หรือสมุดทะเบียนเกษตรกร เข้าไปติดต่อก็รับสิทธิ์ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนได้ทันที ส่วนกลุ่มลูกค้าเดิม ที่เคยแจ้งอาชีพเกษตรกรไว้ในระบบของสำนักงานธนานุเคราะห์อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเตรียมเอกสารให้ยุ่งยาก แค่ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง เพื่อยืนยันตัวตน ก็รับสิทธิ์ได้เลย

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งหวังช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ ในช่วงที่เกษตรกรจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียน เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย หรือยาปราบศัตรูพืช ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ที่สถานธนานุเคราะห์ หรือ โรงรับจำนำของรัฐ ทุกสาขาทั่วประเทศ ในวันและเวลาราชการ (08.00 – 16.30 น.) โดยจะเปิดให้บริการต่อเนื่องในช่วงพักเที่ยงด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการทุกคน

ดอกเบี้ย

ภาพประกอบไม่เกี่ายวข้องกับข้อมูล

สถ. ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นฟันวินัย อาญาไม่เลี้ยง ขีดเส้น 3 วัน รื้อคะแนน 1.5 หมื่นคน

สถ. ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นฟันวินัย อาญาไม่เลี้ยง ขีดเส้น 3 วัน รื้อคะแนน 1.5 หมื่นคน

สถ. ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นฟันวินัย อาญาไม่เลี้ยง ขีดเส้น 3 วัน รื้อคะแนน 1.5 หมื่นคน

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.10 น.

‘สถ.’ เปิดยิบ! ผลสืบสวนข้อเท็จจริงโกงสอบข้าราชการ-พนักงานท้องถิ่นล๊อตปี68 ขีดเส้น 3 วันรายงานผลรื้อตรวจสอบคะแนนภาคก.-ข.ใหม่ 15,520 คน ที่ได้รับบรรจุ-แต่งตั้งไปแล้ว ยันหากพบใครเอี่ยวทุจริตฟันไม่เลี้ยงทั้งวินัย-อาญา

3 ก.ค.2 569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าว สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบรี สืบเนื่องจากการร้องเรียนว่ามีกลุ่มบุคคลและตัวเตอร์บางกลุ่มแอบอ้างว่ามีเส้นสายภายในสามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือกและเข้ารับราชการท้องถิ่นได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568

สอบท้องถิ่น

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

โดยขบวนการนี้จะเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000- 800,000 บาท และผลการตรวจค้นพบว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับแก้ไขกระดาษคำตอบเพื่อบเพื่อปรับคะแนนให้ตรงกับรายชื่อของผู้ที่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งพบสำเนากระดาษคำตอบ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีคำสั่ง ที่ 674/2569 ลงวันที่ 23มิถุนายน2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อสืบสวนกระบวนการขั้นตอนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นช้าราชการหรือ พนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 ให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยได้ดำเนินการ สอบพยานบุคคลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็น สรุปผลสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ดังนี้ 1.กระบวนการจัดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีขั้นตอนการดำเนินงาน เริ่มตั้งแต่คำสั่งหังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูป การบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ลงวันที่ 21กุมภาพันธ์2560 กำหนดให้คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.) กำหนด โดยคณะกรรมการดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งและอัตราว่างตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประสงค์ให้จัดสอบ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการคัดเลือกมหาวิทยาลัยตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพัสดุภาครัฐ

2.การจัดทำร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ในการสอบแข่งขันกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้หารือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลางแล้วมีความเห็นว่า ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2568 มีหลักประกันที่สูงกว่าขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2566 และเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา ป้องกันการทุจริต สามารถสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อสาธารณชน และผู้ที่เข้าสอบแข่งขันเป็นการดำรงไว้ซึ่งความเสมอภาคในโอกาสและหลักความรู้ความสามารถอันเป็นหัวใจที่สำคัญของระบบบบคุณธรรมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐต้องรักษาไว้

3.กระบวนการตรวจและประมวลผลจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สื่อผู้สอบผ่าน 

3.1 พบว่าไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง มีชื่อเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างบันทึกไฟล์เป็นคนสุดท้าย โดยมีประวัติการเข้าใช้ 115 ครั้ง รวมถึงมีชื่อบริษัทเอกชนที่ปรากฎเป็นข่าวว่ามีการปลอมแปลงกระดาษคำตอบเข้ามาแก้ไขไฟล์ ซึ่งมีข้าราชการกรมส่งเสริม

การปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับ flash driveไฟล์ประมวลผลสอบผ่านภาค ก ภาค ข และภาค ค จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง เพื่อนำไปประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งไม่ใช่ flash drive ผู้สอบผ่านภาค ก และ ภาค ข ที่เก็บรักษาไว้ในผู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

3.2 ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) กำหนดให้ผู้รับจ้าง บันทึกคะแนน ทวนสอบคะแนนที่บันทึกส่งมอบผลการประมวลผลการสอบให้คนะกรรมการกลาลางการสอบแข่งขันฯ และจัดทำบัญชีประกาศรายชื่อผู้มีมีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ โดยพบว่ามีข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกันตรวจทานรหัสผู้เข้าสอบกับตำแหน่งสอบ จำนวนวนรวมผู้สอบได้แต่ละตำแหน่งจากไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่ได้รับมอบ จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง จำนวนหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ จึงมีมูลเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจเกิดการแก้ไขคะแนนคำตอบในขั้นตอนนี้ ระหว่างข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้รับจ้าง รวมถึงบุคคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง โดยไม่พบว่ามีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นผู้ใดเคยสัมผัสหรือเก็บรักษาคีย์เฉลยที่ผู้รับจ้างจัดทำและเก็บรักษาไว้เพื่อใช้สำหรับตรวจกระดาษคำตอบตลอดกระบวนการสอบแข่งขันในครั้งนี้

3.3 กรมส่งเสริมการปกครองท้องกินได้ร่วมกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทยสุ่มตรวจข้อมูลผลคะแนนสอบใน flash drive ซึ่งเก็บไว้ไว้ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พบว่าผลคะแนนในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลคะแนนในในไฟล์ประมวลผลการสอบ ภาค ก และภาค ข ที่ผู้รับจ้าง เสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ ประกาศรายชื่อตาม TOR

4.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น ประธานกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ มอบหมายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับภาคีเครือข่าย ตรวจสอบยืนยันยันความถูกต้องของผลคะแนนสอบภาค ก และภาค ข ของผู้เข้าสอบแข่งขันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว จำนวน 15,520 ราย ภายใน 3 วัน (ระหว่างวันที่ 4 – 6กรกฎาคม2569)

5.ภายหลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบแข่งขันต่อไป

“ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีบุคลากรในสังกัดเกี่ยวข้องกับการทุจริต กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะดำเนินการทางวินัย ทางแพ่งและทางอาญา กับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อสาธารณชนและหน่วยงานของรัฐต่อไป” เอกสารฯ ระบุทิ้งท้าย

สอบท้องถิ่น
สอบท้องถิ่น

ยกระดับสนามบินหัวหิน รัฐบาลเดินหน้าฟื้นบินตรง กัวลาลัมเปอร์

ยกระดับสนามบินหัวหิน รัฐบาลเดินหน้าฟื้นบินตรง กัวลาลัมเปอร์

ยกระดับสนามบินหัวหิน รัฐบาลเดินหน้าฟื้นบินตรง กัวลาลัมเปอร์

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.58 น.

รัฐบาลเดินหน้าฟื้นเส้นทางบินตรง “หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์” ยกระดับหัวหินสู่เมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก หนุนเศรษฐกิจภูมิภาค

วันนี้ 4 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมและการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มศักยภาพเมืองท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาค โดยกระทรวงคมนาคมร่วมกับกรมท่าอากาศยาน สายการบินไทยแอร์เอเชีย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บูรณาการความร่วมมือเตรียมความพร้อมฟื้นเส้นทางบินระหว่างประเทศ “หัวหิน–กัวลาลัมเปอร์” พร้อมต่อยอดสู่การเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศอื่นในอนาคต

วลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามความคืบหน้าการยกระดับท่าอากาศยานหัวหินอย่างต่อเนื่อง ภายหลังลงพื้นที่เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เพื่อเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านเทคนิคของทางวิ่งให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) รองรับการเปิดให้บริการเที่ยวบินระหว่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ และเพิ่มขีดความสามารถด้านการเชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 กระทรวงคมนาคมจะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเข้าร่วมกิจกรรม “Market Insights and Customer Insights Workshop” ณ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่กว่า 100 รายเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของหัวหิน ทั้งการนำเสนอความพร้อมของท่าอากาศยานหัวหิน การวิเคราะห์ศักยภาพสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และกิจกรรมท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ตลาดมากยิ่งขึ้น

สนามบิน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ท่าอากาศยานหัวหินเคยเปิดให้บริการเที่ยวบินตรงเส้นทางหัวหิน–กัวลาลัมเปอร์ โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีเที่ยวบินกว่า 1,000 เที่ยว และรองรับผู้โดยสารกว่า 130,000 คน การศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดเส้นทางบินดังกล่าวอีกครั้ง จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างประเทศ เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ และสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมถึงต่อยอดสู่การเปิดเส้นทางบินใหม่ในอนาคต

“รัฐบาลมุ่งยกระดับหัวหินให้เป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม การเพิ่มเครือข่ายการเดินทางทางอากาศ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก” นางสาวลลิดา กล่าว

รัฐบาลเอาจริง กวาดล้างสินค้าเถื่อน บุหรี่ แชมป์โดนจับ

รัฐบาลเอาจริง กวาดล้างสินค้าเถื่อน บุหรี่ แชมป์โดนจับ

รัฐบาลเอาจริง กวาดล้างสินค้าเถื่อน บุหรี่ แชมป์โดนจับ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.33 น.

รัฐบาลเดินหน้ายกระดับปราบสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตต่อเนื่อง พบคดียาสูบมากที่สุด เผยรอบ 9 เดือน ปีงบประมาณ 69 จับกุมแล้ว 29,411 คดี ค่าปรับรวมกว่า 4 พันล้านบาท เฉพาะเดือน มิ.ย. จับกุมแล้ว 3,104 คดี 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามสินค้าผิดกฎหมายสรรพสามิตอย่างเข้มงวดทั่วประเทศ หลังพบว่า “บุหรี่เถื่อน” ยังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายอันดับ 1 และมีแนวโน้มถูกลักลอบนำเข้าและกระจายผ่านเครือข่ายที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการใช้พื้นที่ชายแดน เส้นทางลำเลียงทางธรรมชาติ รวมถึงการใช้บ้านพักหรือบ้านเช่าเป็นสถานที่พักสินค้าเพื่อรอการกระจายสู่ผู้จำหน่ายรายย่อย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ภาษีของรัฐ ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ผลการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รอบ 9 เดือน (ตุลาคม 2568 – มิถุนายน 2569) กรมสรรพสามิตสามารถจับกุมคดีได้รวม 29,411 คดี คิดเป็นค่าปรับกว่า 817.01 ล้านบาท และมีประมาณการค่าปรับรวมกว่า 4,282.14 ล้านบาท เฉพาะเดือนมิถุนายน 2569 สามารถจับกุมคดีได้รวม 3,104 คดี คิดเป็นค่าปรับกว่า 73.63 ล้านบาท โดยพบว่าคดียาสูบมีจำนวนสูงที่สุดถึง 1,993 คดี หรือคิดเป็นประมาณ 64% ของคดีทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปัญหาบุหรี่เถื่อนยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายสรรพสามิตในปัจจุบัน และจากคดีสำคัญที่ตรวจพบในเดือนมิถุนายน พบว่าพื้นที่เฝ้าระวังหลักยังคงอยู่ในจังหวัดชายแดนและจังหวัดที่เป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญ โดยเฉพาะภาคใต้

“จากข้อมูลการจับกุม พบพฤติกรรมของขบวนการลักลอบสินค้าหนีภาษีมีความเป็นระบบมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการกระทำผิดเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งจุดเก็บสินค้า หรือการใช้พื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดนเป็นจุดลำเลียงสินค้าเข้าสู่ประเทศ รัฐบาลเน้นย้ำให้บูรณาการการปราบปรามด้านข้อมูล การข่าว และการปฏิบัติการร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง อันจะช่วยลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ สร้างความเป็นธรรมในระบบภาษี และคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

บุหรี่

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นายกฯกดปุ่ม เปิดตัวดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไหมโต้ข่าวนายกสำรอง

นายกฯกดปุ่ม เปิดตัวดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไหมโต้ข่าวนายกสำรอง

นายกฯกดปุ่ม เปิดตัวดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไหมโต้ข่าวนายกสำรอง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯกดปุ่ม เปิดตัวดอกเบี้ยคนละครึ่ง ไหมโต้ข่าวนายกสำรอง

นายกฯ เยือนกรุงเก่าเปิดโครงการ “สินเชื่อธ.ก.ส.ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” ลดภาระชีวิต-ลดต้นทุนผลิตบอกชาวอยุธยา 7 โครงการชลประทาน หวังทุเลาน้ำท่วม โวอานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ขาย-ซื้อมากขึ้น ศก.ขยายตัว-แข็งแรง ด้าน”ไหม”ปัดนั่ง “นายกฯ สำรอง” หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ลั่นหากเป็นเช่นนั้นต้องมีโปรย้ายค่ายมหึมา มองต้องเกิดความขัดแย้งในพรรคแกนนำ รบ.มากกว่า กม.สำคัญไม่ผ่าน เหน็บหากจะใช้ความรับผิดชอบทางการเมือง ต้องมาจากคนที่มีความละอายใจสูง

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.พระนศรศรีอยุธยา จำกัด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานเปิดตัว”โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต”ดำเนินการโดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กระทรวงการคลัง โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมการ ธ.ก.ส.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาสาธารณภัยและพัฒนาเมือง ร่วมเป็นเกียรติ

นายกฯเปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาส มีวาสนา มาพบกับพี่น้องประชาชนที่อำเภอบางบาลแห่งนี้ หลายครั้งที่ผ่านมา พี่น้องทั้งหลายต้องพายเรือมาหากัน แต่วันนี้เรามาทางบก แสดงว่า วันนี้น้ำยังไม่ท่วมและรัฐบาลจะทำทุกวิถีทางให้ชาวพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียงทุกคนได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุด แม้เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่เราจะต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าเรื่องโครงสร้าง เรื่องระบบระบายน้ำ การเตรียมพร้อม แม้กระทั่งเรื่องของการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย วันนี้พวกเรามาเพื่อนำโครงการที่จะลดภาระในการดำรงชีวิตของพ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเรื่องของด้านการเกษตร วันนี้ได้เปิดตัวโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิตเกษตรกรรม เรามาเปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง เพื่อลดต้นทุนการผลิต พูดง่าย ๆ คือ วันนี้เราหาสินเชื่อมาให้พี่น้องได้ไปใช้ในการจะไปปลูกข้าว ไปทำเกษตรกรรม ถ้าเป็นชาวนาใช้ปุ๋ย ก็ต้องกู้ ธ.ก.ส. มาซื้อปุ๋ย โดยโครงการฯ นี้ ดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับพี่น้องออก 3% แล้วก็รัฐออก 3% โดยมุ่งหวังต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตได้มากขึ้น เพื่อที่จะทำให้รายได้เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจึงมีมาตรการอยู่เช่นนี้ซึ่งไม่ใช่เพียงการกู้เงินเท่านั้น แต่เป็นการสร้างโอกาสให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงเงินทุนที่มีดอกเบี้ยต่ำ มีเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนได้

สร้างฟลัดเวย์เลิกเยียวยา5หมื่นล้าน

“สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้พี่น้องเกษตรกรสามารถลดต้นทุนเพื่อเพิ่มรายได้ เพราะเราต้องทำให้พี่น้องทำเกษตรกรทั้งหลายมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รัฐบาลต้องวางรากฐานให้ภาคเกษตรกรภาคเกษตรของไทยเข้มแข็งในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจที่เราจะไม่เอาแต่แจกปลาให้กับพี่น้องประชาชน แต่จะให้ไปตกปลาที่จะทำให้พี่น้องสามารถบริหารจัดการรายได้ของตัวเอง แต่รัฐบาลต้องวางโครงสร้างพื้นฐาน อย่างสภาพน้ำท่วม เราขอให้น้ำไม่ท่วม ขอให้ฝนไม่ตกไม่ได้ ยิ่งฝนไม่ตกแล้วเราจะทำมาหากินได้อย่างไร เพราะเราเป็นอาชีพเกษตรกรรม แต่เมื่อฝนตกแล้ว เราต้องบริหารสถานการณ์น้ำได้คือ กรมชลประทานก็ออกแบบในการผันน้ำ เพราะที่ผ่านมา พอน้ำท่วม ก็มาจ่ายเงินเยียวยา ซึ่งมันไม่คุ้มที่ต้องมานั่งทนอยู่แต่ในบ้าน ออกไปข้างนอกไม่ได้ แล้วแค่รับถุงยังชีพ มันจะใช้ได้กี่วัน ทำมาหากินก็ลำบาก แต่รัฐบาลต้องเสียเงินเยียวยาเหตุการณ์ภัยตลอด 45ปีแล้วและปีหลังๆภัยมันเยอะขึ้น ก็ต้องเพิ่มเงินเยียวยา ปีหนึ่งก็ใช้เงินประมาณเฉลี่ย 50,000ล้าน 6ปี 300,000ล้าน ซึ่งเมื่อเราทำโครงการผันน้ำ อย่างเช่น เอาง่าย ๆ เลยที่มีอยู่ในโครงการอยู่แล้ว ใช้เงินหลัก 1,000ล้านบาท”นายกฯกล่าว

ย้ำ‘ไทยช่วยไทยพลัส’กระตุ้นศก.

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตอนนี้ในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมชลประทานก็มีโครงการอยู่ 7 โครงการ กำลังก่อสร้างอยู่ ก็หวังว่าเมื่อโครงการเหล่านี้เสร็จ สิ่งที่เคยเกิดขึ้นมันก็จะทุเลาลง แต่น้ำจะไม่ท่วมเลยเนี่ยเป็นไปไม่ได้ เราสู้ธรรมชาติไม่ได้ แต่เราสามารถที่จะบริหารจัดการน้ำท่วมในอนาคต ช่วงน้ำท่วม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็จะต้องมีวิธีการมาทำให้พี่น้องสามารถสร้างรายได้จากน้ำที่ขังอยู่ เมื่อเรามาเห็นสภาพปุ๊บ เราก็ต้องเร่งแก้ไขผลักดันสนับสนุนเต็มที่ เพื่อพี่น้องประชาชนชาวพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ทั้งอ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลงไปจนถึงปทุมธานี นนทบุรี หรือแม้กระทั่งกรุงเทพฯจะได้รับอานิสงส์จากโครงการที่เราจะทำในเรื่องของชลประทาน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชน ส่วนที่มันล้นก็ระบายออกไป ส่วนที่ต้องใช้ก็หาที่เก็บกักเอาไว้ เราทำงานร่วมกัน เราดูแลซึ่งกันและกัน รวมถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสด้วย ที่ไม่ได้เป็นการแจกเงิน แต่เป็นการร่วมกันกระตุ้นให้เศรษฐกิจได้ขยายตัวขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมา คือ เกิดการจับจ่ายใช้สอยงมากมาย ขายของได้มากขึ้น อานุสงค์ที่เราใช้คำว่า ไทยช่วยไทยพลัส มันไม่ใช่แค่รัฐบาลเติมเงินให้ แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขายได้มากขึ้น เพราะซื้อมากขึ้น ถือเป็นการช่วยเหลือคนไทยซึ่งกันและกัน

ฟลัดเวย์แก้น้ำท่วมเหมือนในอดีต

เวลา11.35น.ที่จ.อยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการฟลัดเวย์ (Floodway) เพื่อป้องกันอุทกภัย จ.อยุธยา ว่า โครงการดังกล่าวได้เริ่มต้นดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาความล่าช้าจากปัจจัยแทรกซ้อนหลายประการ ทั้งสถานการณ์โควิด-19 อุทกภัย อุบัติภัยและปัญหาสงคราม โครงการที่มีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นลำดับขั้นตอน หากโครงการลำดับแรกยังไม่แล้วเสร็จจนเป็นอุปสรรคต่อโครงการถัดไป จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น

ในส่วนความคืบหน้าการก่อสร้างนั้น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำมีความคุ้มค่ามากกว่าการจ่ายเงินเยียวยาในระยะยาว เนื่องจากทุกปีรัฐบาลต้องใช้งบประมาณกว่า30,000-40,000ล้านบาท สำหรับการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมขังเกิน3วัน ซึ่งหากนำงบประมาณส่วนนี้มาลงทุนในโครงสร้างถาวรจะเกิดประโยชน์มากกว่า ไม่เพียงแต่ช่วยเกษตรกรในการจัดเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ แต่ยังสามารถผันน้ำส่วนเกินออกสู่ทะเลได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งพื้นที่เกษตรกรรมและเขตเมือง โครงการในหลายพื้นที่ได้เริ่มต้นดำเนินการแล้ว อาทิ โครงการที่ อ.บางบาล ซึ่งมีถึง 7โครงการ รวมถึงการดำเนินงานในส่วนของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่เข้ามาก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งและเขื่อนป้องกันน้ำท่วมในเขตพื้นที่เมืองริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลเอ่อเข้าท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจและชุมชนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นการบูรณาการภาพป้องกันน้ำท่วมทั้งระบบ

กมธ.งบฯ70เดินเครื่องถกงบกลาง

เวลา09.00น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายอนุรักษ์ จุรีมาศ สส.ร้อยเอ็ด พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ คนที่2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้พิจารณาในรายละเอียดส่วนของมาตรา 6 งบกลาง ซึ่งได้พิจารณาภาพรวมข้อมูลภาวะเศรษฐกิจ งบประมาณรายจ่ายภาพรวม และได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง

‘ศิริกัญญา‘เตรียมตัด1.2หมื่นล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาส่วนของงบกลาง กมธ.ได้ซักถามต่อประเด็นค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน เสนอขอจัดสรร รวม1.2หมื่นล้านบาท โดยช่วงหนึ่ง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ฐานะกมธ.อภิปรายว่า วันที่ 9ก.ค.ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ซึ่งต้องรอดูว่าจะผ่านหรือไม่ โดยในรายละเอียดที่มีแผนงานส่งเสริมและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 2แสนล้านบาท หากถูกพิจารณา ตนจะขอตัดงบกลางในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนรองรับผลกระทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน 1.2 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดีในการชี้แจงของตัวแทนสำนักงบประมาณ ระบุว่าการตั้งงบประมาณเพื่ใช้จ่ายแก้ปัญหา ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และรองรับผลกะทบจากวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงาน เป็นการจัดในลักษณะแมชชิ่งฟันด์ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้ขอจัดสรรตามเหตุผลและความจำเป็น ทั้งนี้ในส่วนของงบเพื่อรองรับผลกระทบราคาพลังงาน แม้กำหนดวัตถุประสงค์ค่าใช้จ่าย แต่ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบโดยตรง โดยในรายการที่ตั้งไว้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการได้

อนุมัติหมื่นล้านเยียวยาสู้รบเขมร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากประเด็นค่าใช้จ่ายด้านวิกฤติความผันผวนของราคาพลังงานแล้ว กมธ.ยังสอบถามถึงการใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาและบรรเทาเหตุการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยตัวแทนสำนักงบประมาณชี้แจงว่า งบที่ใช้เยียวยาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมามีผลกระทบ 3 กลุ่ม ได้แก่ ตามแผนเผชิญเหตุ ที่กระทรวงกลาโหม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สต.ช.) ดูแล มีวงเงิน 7,728 ล้านบาท กลุ่มเยียวยาผู้ประสบภัย ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดูแล มีวงเงิน 1,700 ล้านบาทและกลุ่มเยียวยาผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ กระทรวงกลาโหม ดูแล มีวงเงิน 452ล้านบาท มูลค่ารวม 9,880ล้านบาท โดยขณะนี้อนุมัติออกไปทั้งหมดแล้ว

‘ไหม’ปัดข่าวมือวางนายกฯสำรอง

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคปชน.ให้สัมภาษณ์กรณีมีกระแสข่าวนายกรัฐมนตรีสำรอง อักษรย่อ ศ.จากพรรคสีน้ำเงินรอเสียบหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง โดยมีบางคนมองว่า อาจเป็น น.ส.ศิริกัญญา ว่า หากจะเป็นจริงต้องมีโปรย้ายอย่างค่ายมหึมา ฉะนั้น คงไม่ใช่ ตนคิดว่าคนที่ปล่อยข่าวอาจจะไม่ได้ดูเรื่องรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ไม่สามารถจะเสนอรายชื่อนอกเหนือจากแคนดิเดตที่มีการเสนอชื่อไว้ในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา แม้จะมีช่องทางอื่นแต่ก็ต้องไปสุดทางแล้วจริงๆ จึงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นได้ ซึ่งตนคิดว่าน่าจะเป็นข่าวลือมากกว่า

ชี้ต้นตอข่าวพรรครบ.ขัดแย้งกันเอง

เมื่อถามว่า มองว่าอาจจะมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นหรือไม่ จึงทำให้มีกระแสข่าวเช่นนี้ออกมา น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตนมองว่าหากจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นอาจจะเป็นความขัดแย้งภายในของพรรคแกนนำรัฐบาลมากกว่าเรื่องอื่นๆ เพราะต้องยอมรับว่าไม่มีเหตุการณ์ความขัดแย้งอื่นที่จะสามารถเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีได้ หากพรรคร่วมรัฐบาลย้ายค่ายหรือย้ายฝั่งกันก็จะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่เป็นการเตรียมนายกรัฐมนตรีสำรองกันเช่นนี้ ย้ำว่าตนคิดว่าเป็นความขัดแย้งของพรรคแกนนำรัฐบาลมากกว่าเหมือนที่มีข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า มีความขัดแย้งกันระหว่างหัวหน้าพรรคและผู้นำจิตวิญญาณพรรค

ไม่ใช่มาจากเรื่องพรก.กู้เงิน4แสนล้าน

เมื่อถามย้ำว่า มองว่าจะมีเหตุการณ์เช่น งบประมาณไม่ผ่านจนทำให้ต้องเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือไม่ น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า หากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้หรือกฎหมายสำคัญไม่ผ่าน สิ่งเหล่านี้อาจจะต้องใช้ความรับผิดชอบทางการเมือง ซึ่งจะต้องมาจากคนที่มีความละอายใจค่อนข้างสูง จึงจะลาออกด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นนั้น แต่ตนคิดว่าเราไม่ค่อยเห็นสิ่งนี้ในการเมืองไทยเท่าไหร่ กับการที่จะมีนายกรัฐมนตรีคนไหนลาออก เพราะตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด ฉะนั้น ตนจึงคิดว่าสาเหตุสำคัญคือความขัดแย้งภายในเป็นหลักมากกว่า หรือหากจะมีเหตุที่เปลี่ยนแปลงอะไรก็เป็นความขัดแย้งของพรรคร่วมรัฐบาลมากกว่า ซึ่งเรื่องงบประมาณก็เป็นสัญญาณหนึ่งเหมือนกัน

โพสเฟซบุ๊กย้ำชัดไม่ใช่คนอักษร’ศ ‘

“เข้าใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ที่ถูกปรับลดงบประมาณก็อาจจะเกิดความไม่พอใจกันบ้าง เพราะบางรายการถูกปรับโดยที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้และงบประมาณเมื่อผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้วหนึ่งรอบ เมื่อไปรับฟังความเห็นแล้วก็จะสามารถมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขไส้ในได้อีกหนึ่งรอบ แต่ด้วยความที่รอบนี้ปฏิทินอาจจะแน่นหรืออย่างไรก็ตาม มันไม่มีการปรับเปลี่ยนอะไรเลยหลังจากนั้น จึงทำให้หลายรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลที่ถูกปรับลดงบประมาณลงไปค่อนข้างมากนั้น ไม่มีโอกาสได้แก้ไขในส่วนนั้น ซึ่งความขัดแย้งในลักษณะนี้ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง แต่การจะแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น ดิฉันคิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ศิริกัญญา ได้แชร์โพสต์จากสำนักข่าวที่รายงานข่าวดังกล่าว ผ่านเฟซบุ๊กพร้อมระบุข้อความว่า “ในฐานะที่เป็น ศ.เดียวในลิสต์แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขอปฏิเสธว่าไม่ใช่ดิฉันค่ะ”

‘มศว’แจง3ปม เปิดผลโกงสอบท้องถิ่น คนนอกแทรกแซง คนในไม่เกี่ยวข้อง

‘มศว’แจง3ปม เปิดผลโกงสอบท้องถิ่น คนนอกแทรกแซง คนในไม่เกี่ยวข้อง

‘มศว’แจง3ปม เปิดผลโกงสอบท้องถิ่น คนนอกแทรกแซง คนในไม่เกี่ยวข้อง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘มศว’แจง3ปม เปิดผลโกงสอบท้องถิ่น คนนอกแทรกแซง คนในไม่เกี่ยวข้อง อธิการบดีท้า‘สถ.’ เทียบแฟลชไดร์ฟ

“มศว” แถลงผลสอบทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้มี “คนนอก” เข้ามาแทรกแซงการประกาศคะแนน ไม่พบคนในมีเอี่ยว เผยพบช่องโหว่ส่งผลคะแนนไป-กลับ 2 รอบ เปิด 3 ประเด็นเสี่ยงนำไปสู่การทุจริต อธิการบดีท้าให้เปิดแฟลชไดร์ฟ มศว เทียบของ สถ.ให้รู้ทันทีว่าแก้ผลสอบตรงไหน ด้าน “เท้ง” แซะ “หนู” เป็น มท.1 มาหลายสมัยต้องรู้เรื่องโกงสอบ ควรจัดการตั้งแต่ต้น เชื่อเรื่องแดงเพราะ“สายสีน้ำเงิน”ขัดแย้งกันเอง “อนุทิน”โต้ทันควัน เกี่ยวอะไรกับ“สีน้ำเงิน” ลั่นสอบถึงใครไม่มีการช่วยเหลือ ย้ำไม่ได้ก้าวก่าย อำนาจใครอำนาจมัน จากนี้ใครผิดร่วมฟาดอย่างเดียว ด้าน“ปลัดมท.”เตรียมตั้ง กก.สอบวินัยร้ายแรง 5 ขรก.สถ. พัวพันโกงสอบ ย้ำ ชี้แม้บางคนได้รับการบรรจุแล้ว แต่หากพบทุจริตต้องเรียกกลับออกมา

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) ที่ล่าสุด เลขานุการของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ลาออก มองว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ว่า ตนมองว่า ณ ตอนนี้ควรตั้งต้นที่คนที่เข้าสอบ และเป็นคนธรรมดาที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมากเป็นวงกว้าง สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการตนคิดว่าผิดพลาดอย่างไร ขณะที่พวกเราได้รับข่าว เบื้องต้นก็ได้รับข่าวมาด้วยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นความขัดแย้งของข้าราชการประจำข้างใน ซึ่งข่าวที่ได้รับมาก็ทราบว่าจากสายสีน้ำเงินทั้งคู่ ขัดแย้งกันเอง กลายเป็นว่าเรื่องนี้ถูกปูดขึ้นมา เนื่องจากความขัดแย้งในสายราชการต่างๆ แต่พอปูดขึ้นมาแล้วกลายเป็นว่าคนที่ได้รับผลกระทบคือคนที่เข้าสอบโดยสุจริตเป็นจำนวนมาก

“เมื่อวานผมก็เพิ่งได้รับหนังสือร้องเรียน ซึ่งคนที่เขาเข้าสอบโดยสุจริต ครอบครัวเขามีความหวังกับตัวเขาในการที่ได้รับการสอบมาแล้ว และผ่านแล้วก็ควรจะได้รับการบรรจุ เพราะยังมีครอบครัวที่ต้องเลี้ยงดูอีกจำนวนมาก เขาแจ้งผมว่ามีคนเข้าร่วมลงรายชื่อเป็น 1,000 คน และผมก็เชื่อว่ามีคนได้รับผลกระทบที่เป็นคนสุจริตอีกเป็นจำนวนมาก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เรียกร้องรัฐบาลลุยล้างทุจริต

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้ ประเด็นแรกอยากจะให้รัฐบาลและนายกฯ ลองทบทวนดูว่ามาตรการที่มีการสั่งการออกไปทำให้เกิดผลกระทบต่อคนทุจริตจำนวนมากควรจะต้องมีการทบทวนกลับมาใหม่หรือไม่และดูเป็นรายกรณีไป ประเด็นถัดมา คิดว่าสิ่งที่สังคมต้องการรับรู้ถ้าไม่ได้มีความขัดแย้งระหว่างสายสีน้ำเงินด้วยกันเองในระบบราชการ ประเด็นนี้ ก็คงไม่มีใครเห็น หากไม่เป็นข่าวออกมาใช่หรือไม่ ตกลงแล้วการที่ตัวนายกฯออกมาพูดหลายครั้งว่าต้องการขจัดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น อยากทำให้ประเทศไทยมีความโปร่งใส อยากทำให้ดัชนีชี้วัดการทุจริตคอร์รัปชั่นดีขึ้น ตกลงแล้วถ้าไม่มีความขัดแย้งกันเองภายในหรือไม่มีข่าวถูกเปิดเผยออกมา ก็คงไม่มีการดำเนินการใช่หรือไม่

“สิ่งที่อยากเรียกร้องกับตัวนายกฯ เอง อยากจะให้การจับทุจริต การทลายเรื่องเครือข่ายสีเทาในประเทศต่าง เป็นการดำเนินการจากภายในของรัฐบาลดังนั้นขอให้ทำให้พวกเราเห็นหน่อยไม่ใช่เกิดหน้าข่าวขึ้นมาแล้วก็ไปตามแก่”นายณัฐพงษ์ กล่าว

ซัด‘หนู’รู้ปัญหามานานแต่เพิ่งมาแก้

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยออกมาบอกว่า นายกฯ ต้องการแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างจริงจังและจะไม่จับแค่ปลาซิวปลาสร้อย นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อย่าลืมว่านายกฯ เป็นรมว.มหาดไทยมาหลายสมัยแล้ว และท่านเองก็น่าจะต้องทราบ ซึ่งตนเชื่อว่าท่านต้องทราบว่ามีเรื่องแบบนี้อยู่ในกระทรวงมหาดไทยมานานแล้ว ดังนั้นทันทีที่นายกฯ เข้ารับตำแหน่ง รัฐมนตรีชุดนี้เข้าบริหารประเทศ ถ้ารู้อยู่แล้วมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ควรเป็นการแอ็คชั่นจากนายกฯ ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ว่าพอเกิดความขัดแย้งมีการปูดกันเองขึ้นมาภายใน เป็นหน้าข่าวขึ้นมาแล้วค่อยมาตามแก้ทีหลังสุดท้ายประชาชนก็ได้รับผลกระทบแบบนี้ ตนคิดว่าไม่ได้มีความจริงใจในการแก้ไข แต่เป็นการไปตามเก็บกวาดเช็ดล้างปัญหาภายในของตัวเอง”นายณัฐพงษ์ กล่าว

‘อนุทิน’โต้‘เท้ง’ยันไม่ใช่ศึกสีน้ำเงิน

เมื่อเวลา 11.35 น. ที่ จ.อยุธยา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายณัฐพงษ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นเกิดจากความขัดแย้งศึกภายในของข้าราชการสายสีน้ำเงินที่ขัดแย้งผลประโยชน์กันเอง พร้อมแนะนำให้ทบทวนมาตรการ ไม่ให้กระทบคนสุจริต ว่า เกี่ยวอะไรกับสีน้ำเงิน เรื่องนี้เป็นระบบสอบของทางราชการ อย่าไปสรุปอะไรอย่างนั้น แล้วตอนนี้มี 7 หน่วยงาน ที่เข้ามาดำเนินการสืบสวนสอบสวนเอาผิดอยู่ นี่ไม่ใช่การ สืบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว แต่ถึงขั้นตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและ เอาผิดกับผู้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เป็นการทำผิดกฎหมายว่าอย่างนั้นเถอะ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยแม้แต่น้อย

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า นี่เป็นเรื่องระบบที่ตนยกเลิกไปแล้ว 3 ปี และตอนนี้ก็มีการสอบ และใช้ทีโออาร์ มันถึงได้ยาก เพราะเป็นทีโออาร์ใหม่ แต่เขาก็อุกอาจ เข้าไปแก้ไขในระบบไฟล์คอมพิวเตอร์ คงตื่นตระหนกจนทำอะไรได้ก็ทำก่อน เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ การเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์หรือไฟล์อะไรก็ต้องมีวันเวลา มันไม่พ้นหรอก และตรงนี้ก็เป็นหน้าที่ของ 7 หน่วยงาน ที่ตนได้ตั้งขึ้นมาให้มีการลงนามกันเป็นเอ็มโอยูในการปราบปราม และคิดอยู่แล้วว่ามันจะต้องเกิดแน่ๆ ถึงตั้งหน่วยงานเหล่านี้ขึ้นมาทำงาน

รับต้องเร่งกู้ภาพลักษณ์มหาดไทย

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นทั้งนายกฯ และรมว.มหาดไทย จะทำอย่างไรให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทย ที่ตอนนี้ประชาชนมองในด้านลบ กลับมาเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนอีกครั้ง นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องเร่ง ซึ่งจริงๆวิธีการสอบ ต้องยึดถือกฎเกณฑ์การสอบ แต่คนที่ทำผิด คงมองเห็นผลประโยชน์มากกว่าความถูกต้อง และในอดีตคิดว่าสิ่งที่เคยทำสามารถทำได้ แต่จริงๆ ตัวการป้องกันในการสอบล่าสุดตามทีโออาร์ แทบจะไม่มีคนกล้าเข้ามา โดยให้ มศว ทำซึ่งเขาก็ทำได้อย่างดี สมัยก่อนข้อสอบตรวจกันที่จังหวัดที่สอบ แต่ตอนนี้มาตรวจที่ส่วนกลางเก็บไว้มิดชิดแน่นหนา นายกฯ กล่าวต่อว่า แต่ในทีโออาร์ เหมือนเขียนการทำลายข้อสอบ ว่าจะทำลายทุกปี เขาคงหวังว่าคงปิดอะไรได้ เพราะมีการสอบตั้งแต่เดือนธ.ค. 2568 และผ่านมา 6 เดือนแล้ว ลากๆไปอีก 6 เดือน ต้นขั้วคงถูกทำลายไป พิสูจน์อะไรไม่ได้ แต่พอมีเรื่องขึ้นมา ทุกคนและหน่วยงานทั้งหลาย คงพิสูจน์อะไรไม่ได้ และพอมีเรื่องขึ้นมาทุกหน่วยงานก็เข้าไปยันไว้ก่อนตอนนี้ ข้อสอบต้นขั้วก็ถูกอายัดแล้ว และจัดทำเป็นไฟล์ไว้หมดแล้ว ส่วนเรื่องการเข้าไปแก้ไฟล์ใหญ่ในคอมพิวเตอร์ ก็ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ เพราะต้นขั้วเป็นคะแนนแบบหนึ่ง แต่ในคอมพิวเตอร์เป็นอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้นดูพฤติกรรมตรงนี้ก็รู้อยู่แล้ว ว่าเป็นเรื่องที่กระทำโดยไม่สุจริตแน่นอน

มั่นใจถอนรากถอนโคนขบวนการโกง

เมื่อถามต่อว่า นายกฯมั่นใจหรือไม่ ว่าในยุคของท่านจะสามารถถอนรากถอนโคนขบวนการเหล่านี้ให้หมดสิ้นได้ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องมั่นใจ เพราะพวกตนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย ก็ทุบอย่างเดียว ใครทำผิดบอกแล้วทำไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าทำในโครงสร้างพื้นฐานระบบราชการ

”คุณซื้อขายตำแหน่ง ตั้งแต่เข้ามาเป็นราชการ โอ้โห พูดง่ายๆ คือส่งเสริมให้ทำความชั่ว ตั้งแต่วันแรกของการรับราชการ และความชั่วนั้นก็ชั่วไปตลอด ต้องทนกับเขาตั้ง 30 ถึง 30 ปีให้เขาทำความชั่วอย่างนั้นหรือ ใช่ไหม ผมก็ไม่เข้าใจ ที่ผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวอะไรกับการทะเลาะกันในสีน้ำเงิน มันไม่เกี่ยวกันเลย นี่เป็นเรื่องของระบบราชการไม่มีการเมือง ไม่มีอะไร ใครทำผิด โดนใครก็คนนั้น ไม่มีการช่วยเหลือ เรื่องไม่ช่วยใคร ผมมีชื่อเสียงตรงนี้ เลิกคบกันไปไม่รู้กี่คนแล้ว ซึ่งก็ไม่มีปัญหา”นายกฯกล่าว

รู้สึกฉุน-จากนี้พร้อมฟาดคนทำผิด

เมื่อถามอีกว่าในฐานะรมว.มหาดไทยพอเกิดประเด็นข่าวนี้ขึ้นมารู้สึกฉุนมากหรือไม่ นายกฯหัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ไม่ใช่ฉุนอย่างเดียว และตนเป็นคนยกเลิก อั้นมา 3 ปี การสอบ เที่ยวนี้ที่เป็นเรื่องเป็นราว เป็นการสอบท้องถิ่น ไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เพราะข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ต้องผ่านช่องทาง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)ซึ่งมีมาตรฐานทางราชการ แต่นี่เป็นการสอบท้องถิ่นกระบวนการใครตั้งขึ้นมา ไม่ใช่ตน มีกฎหมายการกระจายอำนาจ ทุกอย่างมีคณะกรรมการ ก็ต้องไปดูตรงนั้น

“ผมทราบเรื่องก็บอกให้ชะลอการบรรจุ พอผมชะลอการบรรจุ คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ก็บอกไม่ชะลอให้บรรจุเลย นี่ไงผมยิ่งไม่ต้องกังวลใหญ่เลย เพราะผมได้ทำในขอบเขตอำนาจไปเรียบร้อยแล้ว ใครที่ทำเกินอำนาจที่ผมมีอยู่คนนั้นก็ต้องไปรับผิดชอบ ผมไม่ได้บอกว่าเขามาก้าวก่ายอำนาจของผม อำนาจใครอำนาจมัน แต่ในส่วนของผมได้ Protect ไว้หมดแล้ว พอผม Protect แล้ว ต่อจากนี้ไปใครผิด ผมก็ร่วมกันฟาดก็แค่นั้น” นายกฯกล่าว

เมื่อถามย้ำว่าแบบนี้ถือเป็นการดื้อต่ออำนาจเจ้ากระทรวงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาไม่ใช่ลูกน้องตน กรรมการเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตน ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนที่อยู่ในกรรมการนี้ก็ทำตามข้อสั่งการของตนทุกคน

จ่อตั้งคกก.สอบวินัย5ขรก.สถ.

เมื่อเวลา 11.40 น. ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการ สถ. จำนวน 5 ราย จากกรณีทุจริตการสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ภายหลังผลการตรวจสอบพบว่ามีพฤติการณ์ส่อเอื้อให้เกิดการทุจริตว่า เตรียมลงนามคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงในเร็วๆ นี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอเรื่อง คาดว่าจะดำเนินการได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งจะต้องมีการแต่งตั้งทั้งประธานและคณะกรรมการสอบ

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ผู้ที่อยู่ในข่าย เช่น ผู้ว่าจ้าง ภาคเอกชน หรือผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องในระบบ จะต้องถูกดำเนินการต่อไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี พร้อมย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยมีหลายกรม แต่เมื่อปัญหาเกิดขึ้นที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ก็ต้องจัดการให้เรียบร้อยตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี

ทำผิดต้องยอมรับ-กรรมใครกรรมมัน

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า หากพบว่าบุคคลใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะต้องถูกตั้งกรรมการสอบวินัยเป็นรายบุคคล โดยกรอบเวลาการดำเนินงานจะให้คณะกรรมการชุดใหม่เป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการให้ถึงที่สุด และผู้ที่กระทำผิดจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำไว้ “กรรมใครก็กรรมมัน”

เมื่อถามว่า การดำเนินการของคณะกรรมการที่ผ่านมาเป็นการไม่เคารพอำนาจของ รมว.มหาดไทยหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า คณะกรรมการในส่วนของกระทรวงมหาดไทยมีมติให้ชะลอการดำเนินการ แต่หน่วยงานส่วนอื่นมีมติให้ผู้สอบผ่านเข้ารายงานตัว จึงต้องดำเนินการตามมติของที่ประชุม

เมื่อถามว่า สำหรับคนที่บรรจุไปแล้ว หากพบว่ามีความผิดภายหลังสามารถเรียกมาสอบสวนได้หรือไม่ นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า คนที่ทำผิดแต่ได้รับการบรรจุไปแล้วจะต้องเรียกกลับมา โดยยอมรับว่าผู้ที่ได้รับการบรรจุบางส่วนเป็นผู้ที่อยู่ในกระบวนการทุจริต จึงถือว่ามีความผิด เพราะ แม้จะลาออกไปก่อนแต่ถือว่ากระบวนการทุจริตไม่ได้สิ้นสุดลง

‘อธิบดีปค.’กำชับเข้มวินัยขรก.

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวสารผ่านสื่อมวลชน สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงกรณีที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าจับกุม ตรวจค้น หรือดำเนินคดีในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตลอดจนกรณีที่มีข้อร้องเรียนหรือพฤติการณ์อันอาจเข้าข่ายการกระทำความผิด หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แม้บางกรณียังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือกระบวนการตามกฎหมาย แต่ล้วนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพื่อรักษามาตรฐานการปฏิบัติราชการและธำรงไว้ซึ่งความศรัทธาของประชาชน ตนจึงได้ลงนามในหนังสือ ลงวันที่3ก.ค. เรื่อง กำชับแนวทางการดำเนินการกรณีปรากฏข่าวสาร การจับกุม หรือการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อกำชับให้หน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

หากพบกระทำผิดให้จัดการเด็ดขาด

โดยผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องกำกับดูแลให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ และจรรยาข้าราชการอย่างเคร่งครัด หากปรากฏข้อร้องเรียน ข้อกล่าวหา หรือข้อเท็จจริงที่อาจเข้าข่ายการกระทำผิดทางวินัย ทางอาญา หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยเร็ว หากมีมูลเพียงพอให้ดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องทันที แต่หากข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วน ให้เร่งดำเนินการสืบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมโดยไม่ชักช้า

นอกจากนี้ หากผลการตรวจสอบปรากฏว่ามีมูลความผิดทางวินัย ทางอาญา หรือการประพฤติปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามจรรยาข้าราชการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และภาพลักษณ์ของทางราชการ ให้ดำเนินการทางวินัย ทางอาญา และมาตรการทางการบริหารตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รวมถึงการพิจารณาสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมรายงานผลการดำเนินการให้กรมการปกครองทราบโดยเร็ว

สอบสวนกลางเดินหน้าสางคดี

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) กล่าวถึงความคืบหน้าสอบสวนคดีทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ว่า เรื่องดังกล่าวการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทางนายกรัฐมนตรีก็ได้มีแถลงผลการตรวจสอบให้ทราบกันไปแล้ว ส่วนที่สอง ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตจ่ายเงินของผู้เข้าสอบ จะอยู่ในความรับผิดชอบทางเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. แต่ขณะเดียวกันทางตำรวจสอบสวนกลางเองก็พร้อมจะให้การช่วยเหลือซัพพอร์ตข้อมูลหรือสนับสนุนกำลังหากมีการร้องขอ ส่วนที่สาม ที่ทาง บก.ก. เป็นผู้รับผิดชอบ คือการตรวจสอบกรณีที่มีผู้นำเอากระดาษคำตอบออกมาจากระบบเพื่อนำมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงก่อนนำกลับเข้าไปในระบบอีกครั้ง ตามที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้ส่งตัวแทนเข้ามาแจ้งความดำเนินคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ทางตำรวจไม่ได้นิ่งเฉย ที่ผ่านมามีการประชุมติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุมจึงอาจต้องใช้เวลาในการทำงานสักระยะ

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ได้สั่งแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกับกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พร้อมเรียกประชุมติดตามความคืบหน้าแบบวันเว้นวัน เพื่อเร่งรัดสืบสวนขยายผลหาตัวผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรัดกุมต่อไป

‘มศว’แถลงผลสอบทุจริตฯ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 15.00 น. ที่อาคารวิจัยและการศึกษาต่อเนื่อง มศว ศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แถลงความคืบหน้าครบ 7 วัน กรณีการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่น ว่า รู้สึกตกใจ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก ตั้งแต่ช่วงแรกที่สำนักงาน ป.ป.ช. เข้ามาขอข้อมูล มศว ก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

ผศ.ดร.ฤทธิชัย อ่อนมิ่ง รองอธิการบดี มศว ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง กล่าวว่า การการตรวจสอบในเบื้องต้นเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากเอกสารหลักฐานสำคัญ โดยเฉพาะกระดาษคำตอบฉบับจริงและแฟลชไดรฟ์ที่บันทึกข้อมูลต้นฉบับ ได้ส่งมอบให้สำนักงาน ป.ป.ช. ไปแล้ว ทำให้ต้องอาศัยข้อมูลจากแหล่งอื่นประกอบ รวมถึงการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งขณะนี้สอบไปแล้ว 5 ปาก โดยผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ไม่พบความผิดปกติได้แก่ กระบวนการออกข้อสอบ การคัดเลือกข้อสอบ การจัดทำข้อสอบต้นฉบับ การพิมพ์ข้อสอบ การตรวจกระดาษคำตอบ และการส่งกระดาษคำตอบไปยังศูนย์สอบต่าง ๆ โดยยืนยันว่า “ข้อสอบไม่รั่ว”

พบประเด็นคนนอกเข้าแทรกแซง

ส่วนที่พบข้อสงสัยและอาจนำไปสู่การทุจริต มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ ประเด็นที่ 1. พบความเชื่อมโยงกับบุคคลภายนอกหลายคน แสดงเจตนาจะเข้ามาดูแลในส่วนของการจัดทำและการพิจารณารายงานผลการสอบ โดยแจ้งมายังผู้รับจ้าง คือสำนักทดสอบของมหาวิทยาลัย ประเด็นที่ 2. เป็นเรื่องกระบวนการประกาศผลสอบภาค ก ภาค ข และคะแนนวิชาภาษาอังกฤษ โดยหลังตรวจข้อสอบแล้ว มหาวิทยาลัยจะรวบรวมผลการสอบบันทึกลงแฟลชไดรฟ์ 2 ชุด ชุดแรกส่งให้ สถ. ในฐานะผู้ว่าจ้าง อีกชุดเก็บไว้ที่ มศว เพื่อเป็นข้อมูลสำรอง ซึ่งแฟลชไดรฟ์ทั้งสองชุดมีการลงดิจิตอลซิกเนเจอร์เพื่อป้องกันการแก้ไขข้อมูล หากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลจะสามารถตรวจพบร่องรอยได้ จากนั้น สถ. จะนำรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก ภาค ข และผลสอบภาษาอังกฤษไปพิจารณา ก่อนส่งกลับมายังมหาวิทยาลัยเพื่อประทับตรา และส่งคืนให้ สถ. นำไปประกาศผลตามขั้นตอน

ส่วนประเด็นที่ 3. ซึ่งเห็นว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญสูงที่สุด คือกระบวนการสอบภาค ค ซึ่งเป็นการสอบรอบสุดท้าย โดยเมื่อมหาวิทยาลัยตรวจข้อสอบเสร็จแล้ว จะบันทึกคะแนนลงแฟลชไดรฟ์ 2 ชุด ชุดหนึ่งส่งให้ สถ. อีกชุดเก็บไว้ที่มหาวิทยาลัย ก่อนที่ สถ. จะพิจารณาและส่งผลกลับมายัง มศว เพื่อประทับตรา แล้วส่งคืนให้ สถ. นำไปประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน

เบื้องต้นไม่พบคนในเกี่ยวข้อง

ผศ.ดร.ฤทธิชัย กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลที่รวบรวมได้มีเพียงพอในระดับหนึ่งที่จะสามารถสรุปและรายงานต่ออธิการบดีได้แล้ว แต่ยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อความรอบคอบและรัดกุม

เมื่อถูกถามถึงบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทางมหาวิทยาลัยชี้แจงว่า ทุกขั้นตอนของการสอบมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมสังเกตการณ์ และมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพตลอด 24 ชั่วโมง ยืนยันว่าการดำเนินการเป็นไปตามทีโออาร์อย่างชัดเจน พร้อมระบุว่า ดิจิตอลซิกเนเจอร์จะสามารถตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้เข้าไปแก้ไขข้อมูล นอกจากนี้ ได้สอบปากคำบุคลากรของสำนักทดสอบแล้ว 2 ปาก อยู่ระหว่างเตรียมเรียกสอบเพิ่มเติมอีก 3 ปาก ส่วนอีก 1 ปาก อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจำเป็นต้องเรียกมาสอบหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีบุคลากรของสำนักทดสอบเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ ผศ.ดร.ฤทธิชัย กล่าวว่า เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีคนในเข้าไปเกี่ยวข้อง

ท้าเปิดแฟลชไดรฟ์ มศว เทียบ สถ.

ผศ.ดร.ประภาภรณ์ โรจน์ศิริรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์หรือสื่อสารองค์กร กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเคารพกระบวนการตรวจสอบ และพร้อมให้ข้อมูลประกอบหากมีการร้องขอ และย้ำว่า แฟลชไดรฟ์ของ มศว อยู่ในความครอบครองของสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งสามารถนำไปเปรียบเทียบกับแฟลชไดรฟ์อีกชุดได้ หากมีการแก้ไขข้อมูลจะสามารถตรวจพบได้จากดิจิทัลซิกเนเจอร์ และจะทราบว่าเกิดการแก้ไขในจุดใด

ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ปรากฏชื่อผู้อำนวยการรายหนึ่งของ สถ. เป็นผู้สร้างไฟล์ โดยมีการอ้างว่า มศว เป็นผู้สร้างไฟล์นั้น ประธานคณะกรรมการระบุว่า มหาวิทยาลัยได้ตรวจสอบในระดับหนึ่งแล้ว แต่รายละเอียดเชิงลึกจำเป็นต้องสอบถามจากสำนักงาน ป.ป.ช. เนื่องจากได้ส่งหลักฐานทั้งหมดไปแล้ว

ศ.ดร.ชลวิทย์ กล่าวว่า หลังจากนี้การรับงานที่มหาวิทยาลัยมอบอำนาจให้หน่วยงานดำเนินการ จะต้องมีความรัดกุมมากขึ้น โดยควรมีคณะกรรมการพิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่ให้ผู้อำนวยการรับงานโดยตรง พร้อมทั้งต้องพิจารณาทีโออาร์และความเหมาะสมในหลายมิติ เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจด้านการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีใจร้อน ก็ต้องไปขอ ป.ป.ช. แล้วนำแฟลชไดรฟ์มาเปิดคู่กันเลย พร้อมกล่าวว่า เห็นใจผู้ที่ควรสอบได้ ขณะที่ผู้ทุจริตไม่ควรเข้ามารับราชการ และเห็นว่าควรนำแฟลชไดรฟ์ทั้งสองชุดมาเปรียบเทียบกันเพื่อให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร” อธิการบดี มศว กล่าว

พบช่องโหว่ในขั้นตอนส่งแฟลชไดรฟ์

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า กระบวนการสอบครั้งนี้พบช่องโหว่ในขั้นตอนการส่งแฟลชไดรฟ์ผลการสอบระหว่าง มศว และ สถ. ซึ่งมีการส่งข้อมูลไปกลับ 2 รอบ โดยรอบแรก มศว ส่งผลสอบให้ สถ. จากนั้น สถ. ส่งกลับมายัง มศว เพื่อประทับตรา ก่อนส่งคืนให้ สถ. นำไปประกาศผลตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในทีโออาร์ของผู้ว่าจ้าง ช่วงที่มีการส่งแฟลชไดรฟ์ไปกลับดังกล่าว จึงเป็นประเด็นที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลผลการสอบในห้วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งนอกจากข้อสงสัยว่ามีบุคคลใน สถ. เกี่ยวข้องแล้ว ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีบุคคลใน มศว เกี่ยวข้องด้วย โดยขณะนี้ประเด็นดังกล่าวอยู่ในระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง คาดว่าจะทราบผลในเร็วๆ นี้

เบรกบรรจุรอบใหม่ รมช.มหาดไทย ย้ำรอบ 1 ก.ค.69 รอบล่าสุด

เบรกบรรจุรอบใหม่ รมช.มหาดไทย ย้ำรอบ 1 ก.ค.69 รอบล่าสุด

เบรกบรรจุรอบใหม่ รมช.มหาดไทย ย้ำรอบ 1 ก.ค.69 รอบล่าสุด

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.01 น.

3 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 20.00 น. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวย้ำถึงการบรรจุข้าราชการท้องถิ่นว่า การบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ได้มีการบรรจุไปแล้ว 3 รอบโดยรอบสุดท้ายคือวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 รวมแล้วประมาณ 15,000 คน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ตรวจสอบ ว่าคะแนนมีความผิดปกติกี่คน หากพบเจอกี่คนก็จะทำเรื่องเสนอยกเลิก ผลการบรรจุดังกล่าวซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด แต่เฉพาะคนที่ตรวจสอบเจอความผิดปกติ

ขณะที่การบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ที่บรรจุรอบล่าสุด ของวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมติกองกลาง มีมติ จะบรรจุ วันที่ 1 กรกฎาคม ไม่มีการชะลอ แต่หลังจาก 1 กรกฎาคมไปแล้วให้ชะลอไว้ก่อนเพื่อข้าราชการท้องถิ่นรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เรียบร้อยก่อน 

ฉะนั้นรอบ 1 กรกฎาคม จะเป็นการบรรจุครั้งสุดท้าย เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วค่อยมาว่ากันต่อ.

‘นายกฯ’ ชี้ขนกัญชาที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ออกนอกประเทศไม่ได้ ถก ป.ป.ส. 3 ชม. เคลียร์ปมกฎหมายกัญชา

‘นายกฯ’ ชี้ขนกัญชาที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ออกนอกประเทศไม่ได้ ถก ป.ป.ส. 3 ชม. เคลียร์ปมกฎหมายกัญชา

‘นายกฯ’ ชี้ขนกัญชาที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ออกนอกประเทศไม่ได้ ถก ป.ป.ส. 3 ชม. เคลียร์ปมกฎหมายกัญชา

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.57 น.

อนุทิน ชี้ เอากัญชาที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ออกนอกปท. ไม่ได้ เผยคุย ป.ป.ส. 3 ชม. บอกออกนโยบายกัญชา ไม่ต้องทำเอาใจรมต.-ผู้มีอำนาจ-รบ. ไม่ใช่พอไม่ได้ดูก็บอกว่าไม่ดี 

3 กรกฎาคม 2569 เมื่อเวลา 19.48 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNN) แถลงผลการจับกุมเครือข่ายลักลอบขนช่อดอกกัญชารายใหญ่ โดยระบุว่า กัญชาล็อตดังกล่าวมีต้นทางจากประเทศไทย และสามารถจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ 12 รายว่า การส่งกัญชาที่ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ออกนอกประเทศไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว 

ส่วนที่มีรายงานว่า มีการลักลอบโดยการยัดใส่ในกระเป๋าเดินทางนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้ายาเสพติดเข้าประเทศไหนก็ต้องถูกยึด ถูกดำเนินคดี ใครทำก็ต้องไปรับโทษในกฎหมายประเทศนั้น อย่างประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซียมีโทษนำเข้ายาเสพติดที่รุนแรงและอาจถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งมีการระบุในหนังสือรับรองเข้าประเทศไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ที่มีการขนอาวุธหรือยาเสพติด เข้าไปมันมีข้อห้ามที่ชัดเจนไม่เกี่ยวกับต้นทางว่าใครจะทำผิดกฎหมาย ในส่วนของเราก็มีการป้องกัน และจับกุมดำเนินคดีเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดอยู่แล้ว 

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้มีการประชุมกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) 3 ชั่วโมง ซึ่งเราก็มีมาตรการออกมาเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ส่วนเรื่องกฎหมายกัญชาที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอเข้าไปในสภา ตนให้ ป.ป.ส. มาพูดว่าต่อจากนี้ไม่ต้องทำเป็นนโยบายเพื่อเอาใจรัฐมนตรี หรือผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาล หากดีหรือไม่ดีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นผู้เสนอกฎหมายต้องไปศึกษา

“ไม่ใช่พอผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขก็บอกไม่ดี แต่พอผมเป็นก็บอกว่าดี แบบนี้ไม่เอาแล้วไม่ได้ ข้อมูลทั้งหลายที่นำมาดำเนินนโยบายก็เป็นข้อมูลที่นำมาจากส่วนราชการ วันนี้ผมก็พูดในที่ประชุม ป.ป.ส.ว่าผมเอามาดูเอง เป็นประธาน ป.ป.ส. เอง ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของผม และพูดชัดเจนว่านโยบายต้องเป็นอย่างไร วันนี้ตนมาเป็น ป.ป.ส. กัญชาดีหรือเปล่า ถ้าบอกว่าดีอีก ก็ต้องมาดู ทำไมตอนท่านสมศักดิ์ (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรมว.สาธารณสุข) ดูอยู่ถึงบอกว่าไม่ดี และก่อนท่านสมศักดิ์จะมา ผมก็อยู่ถึงบอกว่าดี มันคืออะไร ผมก็ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆได้ จากส่วนราชการที่ให้ข้อมูลและทำภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ผมก็พูดกับ ป.ป.ส. แบบนี้ ถ้าไม่ดีผมก็พร้อมปิด แต่ต้องดูให้ครบทุกมิติ“ นายกฯ กล่าว