สส.ชายแดนใต้ ผนึกกำลัง ยื่น 2 กมธ.สภาฯ เร่งติดตามเหตุความไม่สงบ จี้ตรวจสอบเคสเฮลิคอปเตอร์ยิง ปชช.

26 สิงหาคม 2569 เวลา 16:26 น.

“สส.ชายแดนใต้”ผนึกกำลัง ยื่น”2 กมธ.สภาฯ” เร่งติดตามเหตุความไม่สงบ จี้ตรวจสอบเคส”เฮลิคอปเตอร์”ยิง ปชช. ด้าน”กมธ.ความมั่นคงฯ”นัดประชุมพิเศษ 27 ส.ค.นี้ เรียก 6 หน่วยงานแจงสถานการณ์ ขณะที่”กมธ.กระจายอำนาจฯ”เตรียมสอบข้อเท็จจริง-ความเสียหาย

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา สส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดย นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางรับมือสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่

นายซาการียา ในฐานะตัวแทน สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า จากสถานการณ์เมื่อวันที่ 22-24 ส.ค. เกิดเหตุความไม่สงบหลายรูปแบบและหลายพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงจังหวัดสงขลา ทำให้ได้รับความเสียหายสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบในมิติความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และสาธารณูปโภคของประชาชนโดยตรง

นายซาการียา กล่าวว่า ในนาม สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในพื้นที่และไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะการระเบิดเสาไฟฟ้า การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การเผาทำลายอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง รวมถึงรถขยะ รถดับเพลิง และยานพาหนะที่จำเป็นในการใช้งาน ตลอดจนการระเบิดและเผาทำลายร้านสะดวกซื้อของเอกชน ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลในสถานการณ์ดังกล่าว

จากนั้น สส.ในพื้นที่ ได้หารือและทำหนังสือถึง กมธ. 2 คณะ ได้แก่ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ และ กมธ.การกระจายอำนาจฯ โดยขอให้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงสถานการณ์และแนวทางป้องกัน รวมถึงขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเฮลิคอปเตอร์ยิงชาวบ้านในตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส และตรวจสอบสถานการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการบริการประชาชน

ด้าน นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวว่า ได้มารับหนังสือจาก สส.ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้ กมธ.เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบถามและหาข้อมูล โดยวันที่ 27 ส.ค.ได้นัดประชุมพิเศษในเรื่องนี้ และเชิญ 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้าร่วม รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจภูธรภาค 9

นายมณเฑียร กล่าวว่า ใน กมธ.ไม่มีพรรคการเมือง และจะร่วมมือกันทำงานเพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน โดยมีพรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนมาร่วมทำงาน พร้อมเชิญชวนให้ร่วมกันหาข้อมูล เพราะไม่มีใครรู้พื้นที่ได้ดีกว่าคนในพื้นที่ หลังจากได้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้ง

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.การกระจายอำนาจฯ กล่าวว่า ได้รับเรื่องจากนายซาการียาแล้ว และจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเท็จจริง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่เบี่ยงเบนจากการก่อความไม่สงบ โดยจากส่วนราชการอื่นกลับมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนและเป็นผู้บริหารท้องถิ่น

นายคงกฤษ กล่าวว่า จะรับเรื่องไปพร้อมกับกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เพื่อทำงานร่วมกัน มีข้อมูลและบูรณาการร่วมกัน โดยจะนำเรื่องของ สส.สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกพรรคการเมืองมาพิจารณาให้เร็วที่สุด เพื่อสอบข้อเท็จจริงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมภายในเดือนนี้

ส่วน นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่ทราบกันดี และวันนี้เป็นที่น่ายินดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 13 เขตเลือกตั้ง พร้อม สส.บัญชีรายชื่ออีก 1 คน ได้มายืนแถลงและแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติไม่นิ่งดูดายและต้องการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี

นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า งบประมาณคงไม่ใช่ปัญหา เพราะหลายรัฐบาลได้จัดงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา แต่สำคัญที่สุดคือต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับฟังฝ่ายนิติบัญญัติและเสียงของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างกับหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ ไม่ควรถูกผลักให้อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งต้องการให้ฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลพื้นที่และฝ่ายนิติบัญญัติมาทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยที่ผ่านมา กมธ.หลายคณะได้ลงพื้นที่และรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดี และ สส.ทั้ง 13 เขตและ 1 บัญชีรายชื่อ ต้องการเห็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสงบ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่อื่นเข้าใจพี่น้องในพื้นที่ และใช้ความระมัดระวังในการรับฟังและบริโภคสื่อ ไม่ให้ร้ายหรือผลักคนในพื้นที่ไปอยู่ที่อื่น เพราะคนในพื้นที่เกิดที่นั่นและต้องการอยู่ที่นั่นตลอดไป บนพื้นฐานที่ช่วยกันเพื่อความสงบเรียบร้อยของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ชายแดนภาคใต้,ความไม่สงบ,ไฟใต้,รัฐสภา,

แต่งตั้งตำรวจเป็นธรรม บิ๊กนา ชี้เก้าอี้มีจำกัด ทำถูกใจทุกคนไม่ได้ แต่คนเหมาะสมได้พิจารณาแน่นอน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:47 น.

“บิ๊กนา”ยืนยัน แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ พิจารณารอบคอบ ยึดความเหมาะสม-ความสามารถและหลักเกณฑ์ ชี้ตำแหน่งมีจำกัด ย่อมไม่ถูกใจทุกคน แต่คนเหมาะสมได้พิจารณาแน่นอน

26 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับ ผช.ผบ.ตร. – ผบก.วาระประจำปี 2569 โดยยืนยันว่า ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและพยายามทำให้ดีที่สุด โดยการพิจารณาใช้เวลานานถึง 14 ชั่วโมง พร้อมย้ำว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการแต่งตั้งฯ พยายามพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและความสมดุลมากที่สุด

รอง ผบ.ตร.ระบุว่า ตำแหน่งที่มีอยู่มีจำนวนจำกัด จึงอาจไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ทั้งหมด แต่ยืนยันว่าจะพิจารณาจากความเหมาะสม ความรู้ความสามารถ และหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้ที่มีคุณสมบัติและมีความเหมาะสมจะได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน

“เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ยืนยันว่าทำด้วยความเป็นธรรมที่สุด ทุกอย่างอาจไม่สามารถทำให้ถูกใจทุกคนได้ แต่พยายามทำให้ดีที่สุด คณะกรรมการพยายามพิจารณาให้เกิดความสมดุล เพราะตำแหน่งมีจำนวนจำกัด แต่ยืนยันว่าคนที่มีความเหมาะสมจะได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน”

สำหรับการแต่งตั้งนายตำรวจระดับนายพลในวาระประจำปี 2569 ขณะนี้มีตำแหน่งว่างรวม 163 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รอง ผบ.ตร. 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 6 ตำแหน่ง ผบช. 19 ตำแหน่ง รอง ผบช. 41 ตำแหน่ง และ ผบก. 94 ตำแหน่ง โดยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มี ผบ.ตร.เป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณาไปแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ธนาชูวงศ์,บิ๊กนา,รองผบตร,แต่งตั้ง,โยกย้าย,ตำรวจ,

ดีเอสไอ โต้ฟ้องปิดปากกลุ่มบุคคลปล่อยหลักฐานคดีฮั้วสว. สั่งตั้งกรรมการตรวจสอบต้นตอ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:32 น.

อธิบดีDSI โต้ฟ้องปิดปากกลุ่มปล่อยรั่วหลักฐาน’คดีฮั้ว สว.’สู่สาธารณะ แจงตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานแล้ว เพื่อตรวจสอบหาต้นตอที่มาเอกสารหลุด หลังรมว.ยุติธรรม เปรยอาจเกี่ยวข้องกับกองคดีฟอกเงินฯ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงกรณีเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอเข้าร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม ตามฐานความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับภายในเอกสารราชการ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 มาตรา 323 และมาตรา 164 พร้อมแจ้งรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มคณะบุคคลที่มีการนำเอาเนื้อหาข้อมูลเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และฮั้ว สว. นำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ว่า

ล่าสุดตนได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว เพื่อดูต้นตอที่มาการหลุดของเอกสารข้อมูลหลักฐานทางคดีว่าไปสู่สาธารณะได้อย่างไร รวมถึงกรณีที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติ ธรรมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเกี่ยวข้องกับกองคดีการฟอกเงินทางอาญาเช่นเดียวกัน ซึ่งการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปากแต่อย่างใด เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา เนื่องจากพยานเอกสารมันหลุดออกไปเช่นนั้น ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

DSIกระทรวงยุติธรรมฮั้ว สว.

กองทัพไทย เสนอโมเดล ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ พื้นที่ กกล.บูรพา-กปช.จต. ทำ หอตรวจการณ์-เสาตรวจการณ์ วางตลอดแนว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:19 น.

“กองทัพไทย”เสนอโมเดล “ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ” พื้นที่”กกล.บูรพา-กปช.จต.”ทำ”หอตรวจการณ์-เสาตรวจการณ์”วางตลอดแนว ติดตั้งกล้อง-วางไฟเบอร์ออฟติกส์ เผยคืบหน้าต่อเนื่องสร้าง”ถนนตรวจการณ์-รั้วชายแดน”ระยะที่ 2 ภายใต้”กองทุนหทัยทิพย์”

26 สิงหาคม 2569 พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย แถลงข่าวภายหลัง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย ถึงความคืบหน้าการก่อสร้างถนนตรวจการณ์และรั้วชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ภายใต้กองทุนหทัยทิพย์ ว่า โครงการก่อสร้างถนนตรวจการณ์ ระยะที่ 2 หลักเขตที่ 52-59 ระยะทาง 8,380 กิโลเมตร

ความคืบหน้าล่าสุดได้ก่อสร้างถนน บริเวณหลักเขตแดนที่ 54-55 ระยะทาง 3.45 กิโลเมตร คืบหน้า 2.6 กิโลเมตร ขาดอยู่ 250 เมตร

ส่วนโครงการรั้วชายแดน ระยะที่ 2 จากหลักเขต 54-55 ระยะทาง 3.450 กิโลเมตร อยู่ระหว่างทำตอหม้อ เสา คืบหน้า 1.5 กิโลเมตร และ อยู่ระหว่างทำคานคอดิน ระยะทาง 460 เมตร

นอกจากนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย ยังได้เสนอแนวคิด “ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ” ใน 2 พื้นที่ คือ กองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว และ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ในพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างรั้วชายแดนได้ ที่เป็นลำคลองหรือสันเขา ว่า จะเป็นเสาสัญญาณ กล้องวงจรปิด ใช้ถ่ายทอดเข้ามา

พื้นที่ จ.จันทบุรี เป็นพื้นที่ราบ สามารถสร้าง “หอตรวจการณ์” ให้กำลังพลขึ้นไปตรวจการณ์ได้ มีถนนตรวจการณ์ แต่พื้นที่ จ.สระแก้ว ที่เป็นป่ารกทึบ และมีแนวคลอง จึงเสนอเป็น “เสาสัญญาณ” ซึ่งทั้งคู่จะวางเป็นแนว เว้นระยะ 400 เมตร และมีกอง บก.ควบคุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “หอตรวจการณ์” จะมีความสูง 20 เมตร ส่วน “เสาสัญญาณ” จะสูง 6 เมตร มีการติดตั้งกล้อง 3 ตัว ส่วนบริเวณแนวเส้นปฏิบัติการ-เส้นเขตแดน จะมีไฟเบอร์ออฟติกส์ (Fiber Optic) ไว้ตรวจจับความเคลื่อนไหว

กองทัพไทย,รั้วชายแดน,ชายแดน,กองกำลังบูรพา,กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด,

กห.-กองทัพไทย ร่วมแจง เรืออับราฮัมลินคอล์นสหรัฐ แวะพักไทย ไร้ปัญหาอิหร่าน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:13 น.

“กห.-กองทัพไทย” ร่วมแจง เรืออับราฮัมลินคอล์นสหรัฐ แวะพักไทย ไร้ปัญหาอิหร่าน ไม่ได้แวะเติมกระสุน แต่พักผ่อน 2-6 ก.ย.หลังกำลังพลเครียด ก่อนกลับสหรัฐ เหตุ ไทยติดท็อปเท็นท่องเที่ยว พร้อมรับทุกประเทศเท่าเทียมกัน จีน-รัสเซีย

26 สิงหาคม พ.ศ.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม ชี้แจงกรณี เรือ USS Abraham Lincoln จะแวะพักที่ประเทศไทยว่า การเยือนของเรือสหรัฐไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฝึกหรือปฏิบัติการร่วมกับกองทัพเรือไทย ซึ่งเป็นภารกิจฟื้นฟูกําลังพลที่ปฏิบัติภารกิจตะวันออกกลาง มาพักผ่อนผ่อนคลาย หลังเสร็จภารกิจตะวันออกกลาง เป็นเวลา250 วัน ทําให้กําลังพลซึ่งทางสหรัฐระบุว่า มีความเครียดในระดับหนึ่ง การอยู่บนเรือตลอด 250 วัน เพราะฉะนั้นแวะพักที่ประเทศไทย 2-6 ก.ย.69 ให้กำลังพลได้ขึ้นฝั่งและผ่อนคลาย

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศการท่องเที่ยวติดท็อปของโลก การที่เรือขนาดใหญ่ของแวะมาพัก และเห็นความสําคัญเรื่องการใช้ประโยชน์ของประเทศไทย ก่อนเดินทางกลับฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกา

พล.ร.ต.สุรสันต์ ย้ำว่า ไม่เป็นไปตามที่สื่อออนไลน์ ตั้งข้อสังเกตว่ามีการปฏิบัติการร่วม ดังนั้นขอปฏิเสธไม่มีการ ปฏิบัติการร่วมใด ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบข้อตกลงระหว่างไทยและสหรัฐ ซึ่งมีผลประโยชน์กันแล้ว และกรณีเช่นนี้ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาจะมีเรือของสหรัฐมาแวะพักผ่อน ที่เมืองไทยอยู่หลายครั้ง

เมื่อถามว่า ต้องดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ พิเศษหรือไม่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เป็นรูปแบบเดียวกันกับการฝึกคอบราโกลด์ เวลามีกําลังพลต่างประเทศสหรัฐเข้ามาก็จะมีการจัดทำรายละเอียดให้รับทราบระเบียบกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ได้หมายความว่า ให้กําลังพลสหรัฐทําอะไรก็ได้ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ และเป็นสิ่งที่สหรัฐเขายืนยันและสร้างกำชับกําลังพลของเขาเช่นกัน ส่วนประเทศไทยจะมีเจ้าหน้าที่ ตํารวจ สารวัตรทหาร(สห.)คอยกํากับดูแล ร่วมกับ สห.สหรัฐส่งมาดูแลกำลังพลตัวเอง

เมื่อถามว่า เรือดังกล่าว ปฏิบัติภารกิจตะวันออกกลางและมาแวะพักที่ประเทศไทยจะทําให้เกิดปัญหากับอิหร่านหรือไม่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ผูกพันกัน การดําเนินการเป็นไปตามระเบียบที่มีข้อตกลงกันระหว่างไทยกับสหรัฐ ไม่ใช่ปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง

ขณะ พล.ต.วิธัย ลายถมยา โฆษก กองทัพไทย กล่าวย้ําว่า เราไม่ได้ให้การสนับสนุนกระสุนหรืออะไรต่าง ๆที่บ้านเราเพราะเป็นเรื่องอันตราย แต่เป็นการฟื้นฟูกําลังพล นอกจากนี้ กองทัพเรือ ย้ำว่า การขอเข้าจอดเรือ เราตอบรับทุกประเภท เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ยินดีที่จะให้ความร่วมมือทุกประเทศ ไม่มีประเทศไหนได้อะไรเป็นพิเศษมากกว่าอีกประเทศอื่น

กองทัพไทยสหรัฐอิหร่านเรืออับราฮัมลินคอล์น

ศุภชัย จี้ กกต. สอบคณะไต่สวนชุดที่ 26 สำนวนฮั้ว สว. หลุดถึง พริษฐ์ ได้อย่างไร ท้าโชว์ผลสอบชุด 36 เทียบเคียง

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีความคืบหน้าการเผยแพร่เอกสารสำนวนการสอบสวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่หลุดรอดออกมาสู่สาธารณะ ว่า เป็นประเด็นต่อเนื่องจากวานนี้ (25 ส.ค.) ซึ่งตนได้เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มของ คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และสื่อออนไลน์ นำสำนวนการสอบสวนซึ่งเป็นเอกสารลับของทางราชการออกมาเผยแพร่ โดยล่าสุดทราบว่า ทาง DSI ได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อกองปราบปรามเพื่อให้สอบสวนกรณีเอกสารสำนวนชุดที่ 26 หลุดออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่าจากการติดตามข่าวในวันนี้พบว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้นำเอกสารรายงานการสอบสวนสำนวนการไต่สวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสมัคร สว.มาแสดงต่อสาธารณะ ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีการระบุรายชื่อลำดับและกลุ่มอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบพบว่าเอกสารฉบับนี้เคยอยู่ในความครอบครองของ นายเอกรินทร์ ดอนดง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่งตั้งขึ้น โดยในขณะนั้นนายเอกรินทร์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษของคดีเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเป็นหนึ่งในสามเจ้าหน้าที่จาก DSI ที่เข้าไปเป็นกรรมการในชุดดังกล่าว

นายศุภชัย กล่าวว่า จากการที่ปรากฏชื่อนายเอกรินทร์ในเอกสารที่หลุดไปอยู่ในมือนายพริษฐ์ จึงขอเรียกร้องให้ กกต.เร่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนคณะกรรมการชุดที่ 26 ว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือตั้งใจให้เอกสารราชการหลุดรอดไปถึงบุคคลภายนอกหรือไม่ หากพบว่าเป็นความผิดทางอาญาขอให้ กกต.ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที นอกจากนี้ ยังขอตั้งคำถามถึง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดดังกล่าว ว่าเหตุใดจึงไม่ดูแลเอกสารสำคัญให้ดีจนหลุดไปอยู่ในมือบุคคลภายนอกที่นำมาเผยแพร่ในลักษณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ที่นำเอกสารมาเปิดเผยอาจถูกดำเนินคดีในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนได้

นายศุภชัย กล่าวว่า เหตุใดจึงมีการหยิบยกเฉพาะข้อมูลจากคณะกรรมการชุดที่ 26 มานำเสนอ แต่กลับไม่นำผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดที่ 36 มาเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็น ซึ่งทั้งสองชุดมีมติที่แตกต่างกัน การเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่ถูกใจมาโน้มน้าวประชาชนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ยืนยันว่าการตั้งคณะกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมานั้นเป็นขั้นตอนปกติของ กกต.ตามกฎหมาย ไม่ใช่คณะพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อหักล้างผลการสอบสวนเดิมแต่อย่างใด

“เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของคุณเอกรินทร์ แล้วมันไปหลุดอยู่ในมือของคุณพริษฐ์ได้อย่างไร ผมได้ไปสืบมาแล้วว่าในสำนวนการไต่สวน สว.เขาแบ่งเป็นเซตว่ากรรมการชุดไหนรับผิดชอบส่วนไหน เอกสารที่นำมาแสดงนี้ไม่ได้อยู่ในมือของท่านอื่น แต่อยู่ที่ตัวคุณเอกรินทร์ เพราะฉะนั้นท่านต้องชี้แจงมาว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงปล่อยให้เอกสารจำนวนมากหลุดออกมา กกต.จะเพิกเฉยไม่ได้ ต้องแสดงให้สังคมเห็นว่าเอกสารที่ควรอยู่ในมือ กกต.กลายมาอยู่ในที่สาธารณะได้อย่างไร”

นายศุภชัย กล่าวถึงกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า ไม่ควรผูกขาดความรักชาติหรืออ้างความชอบธรรมเพียงฝ่ายเดียว เสรีภาพควรมีขอบเขตและไม่ควรละเมิดหรือใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น พร้อมทั้งท้าให้นำข้อมูลชุดที่ 36 มาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา และทิ้งท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทางการเมืองหรือการเสวนาเกี่ยวกับกรณีฮั้ว สว.ในสถานที่ต่างๆ ว่าควรแจ้งให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อความโปร่งใสต่อสังคม

ศุภชัยใจสมุทร,พรรคภูมิใจไทย,ยิ่งชีพอัชฌานนท์,ยิ่งชีพไอลอว์,iLaw,ฮั้วสว,

นักเขียนซีไรต์เดือด! อย่าหลงประเด็น รอมฎอน จนลืมเหตุป่วนชายแดนใต้ 51 จุด

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:03 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รอมฎอนคนมหัศจรรย์

“เรื่องหลักและสำคัญที่สุด” คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ที่พวกคนร้ายกระจายกันก่อเหตุบุกปล้น วางระเบิด และเผาสถานที่ต่างๆ มากกว่า 51+ แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ซึ่งควรจะได้รับความใส่ใจจากสังคมโลกออนไลน์ ที่จะขยายข้อมูลและแสดงความคิดความเห็นให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่เอาจริง ทำงานอย่างมีประสิทธิผล และประณามโจร

แต่กลายเป็นว่าสังคมออนไลน์ส่วนมากแหงนมองตามนิ้วของรอมฎอนที่ชี้ให้ดูเฮลิคอปเตอร์และก่นด่าเขา!

“รอมฎอนคนเดียว” สามารถทำให้รัฐตกเป็นจำเลย และกระชากสายตาคนในโลกออนไลน์ให้พ้นไปจากเรื่องหลักและสำคัญที่สุดได้อย่างมหัศจรรย์!!

นักเขียนรางวัลซีไรต์รอมฎอนวิมล ไทรนิ่มนวลโลกออนไลน์

รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย มอบนโยบาย 7 ข้อ เร่งปรับกองทัพทันสมัย รับมือภัยคุกคาม

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:03 น.

รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยม กองทัพไทย ย้ำ นโยบาย 7 ข้อ ยกเหตุปะทะไทย-กัมพูชา 2 รอบแตกต่างกัน ขอปรับเปลี่ยน ให้ทันสมัยต่อสถานการณ์ รับมือภัยคุกคามทุกมิติ ทั้ง ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี กำลังพล

ที่กองบัญชาการกองทัพไทยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย เพื่อรับทราบภารกิจ ผลการดำเนินงาน ขีดความสามารถ และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน โดยมี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้การต้อนรับ พร้อมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ

นอกจากนี้ รมว.กลาโหม ได้รับมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์ จากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่แสดงถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ ความเพียรพยายาม และการอุทิศตน ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

จากนั้น รมว.กลาโหม รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ ภารกิจ การปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผลการดำเนินงานของกองบัญชาการกองทัพไทย ในการควบคุม อำนวยการ สั่งการ กำกับดูแลส่วนราชการในกองทัพไทยและบูรณาการการปฏิบัติการร่วมของกองทัพไทย ให้ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้อง ทั้งด้านการเตรียมกำลัง การป้องกันราชอาณาจักร การรักษาเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนการสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสำคัญ ของประเทศและช่วยเหลือประชาชน

สำหรับผลการปฏิบัติงานสำคัญในห้วงที่ผ่านมา กองทัพไทยได้พัฒนามุ่งสู่ความเป็นกองทัพที่ทันสมัยเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยครอบคลุมการเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านกลไกความร่วมมือในทุกระดับ ทั้งการทูตฝ่ายทหาร การฝึกร่วมกับมิตรประเทศ และการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะตามแนวชายแดน ภายใต้การรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ด้านการพัฒนาและดูแลกำลังพล ให้ความสำคัญกับการปรับระบบกำลังพลให้สอดคล้องกับภารกิจในอนาคต การพัฒนาทหารอาสา การเสริมสร้างความรู้และทักษะของกำลังพลทุกระดับ การส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาในสถาบันทหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการขยายบทบาทของทหารหญิงให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น ควบคู่กับการดูแลสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของกำลังพลและครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง

ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มุ่งสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์และศักยภาพของผู้ประกอบการภายในประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับภารกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในส่วนของการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสนับสนุนการสร้างความมั่นคงในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้านการบรรเทาสาธารณภัย กองทัพไทยเตรียมกำลังพล เครื่องมือ และการฝึกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาและปรับปรุงข้อมูลแผนที่และข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนภารกิจของภาครัฐ ทั้งด้านความมั่นคง การบริหารจัดการพื้นที่ การพัฒนาประเทศ การดำเนินงานด้านเขตแดน และการจัดทำแนวเขตที่ดิน ของรัฐให้มีมาตรฐานและความถูกต้อง รวมถึงเดินหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อประชาชน เพิ่มความปลอดภัยแก่ชุมชน และเปิดโอกาสให้สามารถนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาในระยะยาว

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยได้พัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยขับเคลื่อนประเด็นงานเร่งด่วน หรือ Flagship Project จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ การยิงระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง การบูรณาการงานด้านการข่าวร่วม การบูรณาการการปฏิบัติการพิเศษร่วม รวมทั้ง การบูรณาการขีดความสามารถร่วมของกองทัพไทย โดยจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม หรือ JCC มีภารกิจในการอำนวยการ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การประสานการปฏิบัติ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ในการรองรับสงครามสมัยใหม่ ให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์และภัยคุกคามที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

ภายหลังรับฟังการบรรยาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติภารกิจของกองทัพไทย ที่ผ่านมา พร้อมมอบแนวทางการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีภายใต้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อดำรงความพร้อมรบในทุกมิติสอดคล้องกับรูปแบบการทำสงครามที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยึดหลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้ ตลอดจนบูรณาการการปฏิบัติภารกิจร่วมกับ ทุกภาคส่วน ควบคู่ไปกับการยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของกำลังพลและครอบครัวอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะ ที่กรุณาเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายอันเป็นแนวทางสำคัญในการปฏิบัติงาน โดย กองทัพไทยจะมุ่งเสริมสร้างความพร้อมในการอำนวยการด้านการปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ ทุกมิติ ด้วยการปฏิบัติที่ทันสมัย ประสานสอดคล้อง และเป็นเอกภาพ พร้อมนำศักยภาพของกองทัพสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือประชาชน และสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ เพื่อให้กองทัพไทยเป็นที่เชื่อมั่นและเป็นพึ่งของประชาชนอย่างมั่นคงสืบไป

ต่อมา พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า รมว.กลาโหม ชื่นชมในเรื่องความพร้อมของกองบัญชาการกองทัพไทย ช่วยเหลือประชาชนประสบอุทกภัยน้ําท่วม จังหวัดน่านที่ผ่านมา และการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ปัญหาชายแดนที่กองทัพไทยรับผิดชอบในมิติตัวเอง

เนื่องจากภัยคุกคามปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป การปะทะระหว่างไทยกัมพูชาทั้งสองรอบมีความแตกต่างกัน รูปแบบการใช้ยุทโธปกรณ์เทคนิคต่าง ๆ สิ่งสําคัญกองทัพต้องมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยน ให้ทันสมัยต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

โดย รมว.กลาโหม มอบนโยบาย 7 ข้อ 1.ต้องมีความพร้อมของหน่วย รองรับภัยคุกคาม ปรับตัวเองให้ทันสมัย ทั้งยุทโธปกรณ์ ระบบการส่งกำลังบำรุง

2.ยกระดับตัวเองให้มีปฏิบัติการร่วม เนื่องจากบทบาทกองทัพไทยก็เป็นบทบาทหน่วยปฏิบัติการร่วมอยู่แล้วตาม พรบ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งมีขอบเขตบทบาทให้เป็นหน่วยบังคับบัญชาการอํานวยการร่วม

3 ข้อมูลเทคโนโลยี นํามาใช้เพื่อการตัดสินใจบริหารจัดการการบังคับบัญชา ต้องเป็นภาพที่สามารถประสานงานเป็นภาพเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงรูปภาพการปฏิบัติการในพื้นที่ตามแนวปฏิบัติการและส่งมายังที่ศูนย์บังคับบัญชา เพื่อให้ผู้บังคับบัญชามีอํานาจตกลงใจด้วยกันท่วงที พร้อมชื่นชมแนวคิดการจัดตั้ง หน่วยขีดความสามารถร่วม เพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะระบบอํานวยการยุทธร่วมเป็นหัวใจสําคัญ

4. การเตรียมกองทัพให้พร้อมกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น โดรน มิติไซเบอร์ อวกาศ

5. ในเรื่องของกําลังพล ที่เป็นหัวใจสําคัญในการปฏิบัติการของกองทัพ ต้องดูแลกําลังพล เรื่องสวัสดิการ การพัฒนาขีดความสามารถให้มีความพร้อม และรู้เท่าทําภัยคุกคามต่าง ๆ โซเชียลมีเดีย เอไอ

6.การเสริมสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ

7. กองทัพต้องเป็นกําลังของประเทศและประชาชน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่างรมว.กห. อยากเห็นกองทัพคิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าวเสมอ ให้มีความพร้อมในภัยคุกคามต่าง ๆ มีการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจะมีรูปแบบอย่างไร เพื่อเตรียมแผนรองรับด้วยการท่วงที เพื่อตอบโต้ และพร้อมปรับเปลี่ยนการปฏิบัติการกองทัพให้ทันสมัยตามภัยคุกคามให้ได้ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและประชาชน นอกจากนี้ท่านยังพูดถึงว่ากองทัพที่เข้มแข็งไม่ใช่กองทัพที่มีอาวุธและกําลังรบที่ทันสมัยแต่ต้องพร้อมในทุกสถานการณ์เป็นหนึ่งเดียวกันและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ฝากขัง เกษณี คดี ม.112 เหตุโพสต์คลิปวิพากษ์วิจารณ์สังคม-การเมือง ช่วงรัฐบาลบิ๊กตู่

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:49 น.

26 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “วันนี้ (26 ส.ค. 69) ”เกษณี“ ประชาชน จ.นครราชสีมา ถูกแจ้งข้อหา ม.112 เหตุโพสต์วิดีโอในเฟซบุ๊ก ถูกนำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดนครราชสีมาฝากขังระหว่างสอบสวน อยู่ระหว่างยื่นประกันตัว”

พร้อมยังโพสต์ในคอมเมนต์ ด้วยว่า วันที่ 26 ส.ค. 69 เกษณี (นามสมมติ) ประชาชนชาว จ.นครราชสีมา อายุ 44 ปี ถูกพนักงานสอบสวน สภ.จอหอ แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 จากกรณีคลิปวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมืองในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยเกษณีให้การปฏิเสธและจะทำคำให้การเป็นหนังสือภายใน 30 วัน ก่อนช่วงบ่ายพนักงานสอบสวนจะพาตัวไปขออำนาจฝากขังระหว่างชั้นสอบสวนที่ศาลจังหวัดนครราชสีมา

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยื่นประกันตัว

เกษณี,ม112,มาตรา112,รัฐบาลบิ๊กตู่,ศาลจังหวัดนครราชสีมา,

ชัยชนะ ซัดรัฐบาลอย่าต้มปชช.เป็นขาหมู จี้เปิดแผนพลังงาน หวั่นเอื้อประโยชน์กักตุนโซลาร์เซลล์

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

‘ชัยชนะ’ ซัด ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ สร้างภาพฝันพาชาติลงเหว ซัดอย่าต้ม ปชช. เหมือนขาหมู จี้เปิดแผนพลังงาน หวั่นเอื้อประโยชน์กักตุนโซลาร์เซลล์

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 11.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ

โดยนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า จากการรับฟังคำชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่พยายามอธิบายราวกับว่ารัฐบาลกำลังนำพาประชาชนไปสู่ความฝันอันสูงสุด แต่แท้จริงแล้วกลับกำลังนำพาประเทศดิ่งลงเหว โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส ตามที่เคยหาเสียงและแถลงนโยบายไว้ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือ 2,000–4,000 บาท แต่กลับไปตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ทั้งยังไม่บอกความจริงกับประชาชนว่า เม็ดเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะกลายเป็นภาระผูกพันที่ทำให้เด็กแรกเกิดต้องแบกรับหนี้สินประเทศคนละ 5,970 บาททันที และดันยอดหนี้สาธารณะมวลรวมพุ่งแตะ 13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ซึ่งเกือบชนเพดานวินัยการเงินการคลังที่ร้อยละ 70 แล้ว

“ผมอยู่สภามา 3 ชุดแล้ว เคยอนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ไป ตอนนั้นประเทศอยู่ในวิกฤตโควิด ต้องมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มันล็อกดาวน์ วันนี้รัฐบาลพยายามบอกว่าประเทศกำลังเจอวิกฤตพลังงาน เราต้องมาช่วยเหลือวิกฤตพลังงาน แล้วไหนล่ะ ท่านรองนายกรัฐมนตรียังไม่พูดเลยว่าจะสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือนเหรอ ครัวเรือนละเท่าไหร่ อุดหนุนซื้อรถ EV อย่างไร ทำไมไม่พูด อย่าต้มประชาชน ต้มแล้วต้มอีก ต้มแล้วต้มอีกเหมือนประชาชนเป็นขาหมูเถอะ หรืออย่าพยายามเสกมนต์ขลังทั้งหมดให้ประชาชนหลงกับคำพูดที่มาโอ้อวด ไม่ใช่ครับ” นายชัยชนะ กล่าว

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ส่วนความคุ้มค่าและความชัดเจนของแผนงานปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานในอนาคต ทั้งโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน และการอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รัฐบาลอาจไม่ได้มองปัญหาขยะอันตรายในระยะยาวที่จะตกเป็นภาระงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์หลังหมดอายุการใช้งาน 15 ปี รวมถึงยังไม่มีมาตรการรองรับและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในต่างประเทศ

“ถ้าท่านเดินหน้าใช้แผงโซล่าเซลล์จริงๆ รัฐบาลมีมาตรการและชี้แจงและให้คำมั่นสัญญาต่อสังคมได้อย่างไรว่าคนที่เป็นเอกชนขายแผงโซล่าเซลล์ จะไม่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลในคณะรัฐมนตรีอีก มันจะไม่มีการซื้อมากักตุนเหมือนกักตุนน้ำมันที่ผ่านมา กล้ายืนยันมั้ยว่าจะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอีก เพราะวงเงินมันเยอะเม็ดเงินมันก้อนโต ทราบดีครับการทำมาหากินทำกันได้ แต่อย่ามองประเทศนี้เหมือนหลุมอันหนึ่ง แล้วไปขุดเอา ขุดเอา แล้วทุจริตเอา ทำให้ประชาชนแบกรับหนี้สินต่อไป” นายชัยชนะ กล่าว

นายชัยชนะ กล่าวด้วยว่า ตนขอฝาก3คำถามสำคัญถึงฝ่ายบริหาร ได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรีจะสามารถให้คำมั่นสัญญาต่อสังคมได้หรือไม่ว่า จะไม่มีการทุจริตเชิงนโยบาย การกักตุนสินค้า หรือผลประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลในรัฐบาลที่เชื่อมโยงกับเอกชนผู้ค้าแผงโซลาร์เซลล์

2.แผนงานเงินกู้ก้อนหลังจำนวน 200,000 ล้านบาท มีความชัดเจนและสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้ประเทศอย่างไร 3.งบประมาณก้อนแรก 200,000 ล้านบาทที่ยังคงเหลืออยู่นั้น รัฐบาลจะมีแนวทางบริหารจัดการและขับเคลื่อนต่ออย่างไร เพื่อให้สังคมได้รับความกระจ่างอย่างตรงไปตรงมา

ชัยชนะ เดชเดโชพ.ร.ก.กู้เงินรัฐบาล