อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

1 เมษายน 2569 จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมัน ณ สถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง หลังเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบภาพรวมส่วนใหญ่เริ่มคลี่คลาย แต่สั่งจับตาเป็นพิเศษที่สถานีบริการน้ำมัน PT หลังพบตัวเลขการปิดสถานีสูงที่สุด และประสบปัญหาขาดช่วงการขนส่งอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เป็นรายละเอียดแยกตามแบรนด์ผู้ให้บริการ ดังนี้

สถานการณ์ปั๊มที่ปิด วันที่ 1 เมษายน 2569

บางจาก

– ล่าสุดของบางจากเหลือแค่ 2 แห่งครับ ที่นครปฐมกับศรีสะเกษ

PTT

– จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 12–24 ชั่วโมง ลดลงมาเหลือเพียง 2 สถานี ที่ภาคเหนือครับ

SHELL

– ของไม่ขาด จัดให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งส่งทั้งวันจากคลังต่างๆ

ของมีพอทุกผลิตภัณฑ์ครับ

PT

จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 24 ชั่วโมง ที่ไม่มีการขายต่อเนื่อง และ ลำปางขาดมากที่สุด 62 สาขา ขอนแก่น 32 สาขา สุราษฎร์ 20 สาขา และอื่นๆ

SUSCO

วันนี้กลับมาปกติทุกปั๊มแล้วครับ

รายงานเมื่อบ่ายวันนี้ครับ ได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบได้ประสานงานไปที่ PT เพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุดครับ

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพตัวเอง พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “พวกผมสามคนเข้ากราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ไว้วางใจแต่งตั้งให้พวกผมนั้นได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ”

ทั้งนี้รมช.มหาดไทยทั้ง 3 คนได้นำพวงมาลัย มาขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังได้รับโปรดเกล้าเป็นรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 2 

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงท่าทีของอิหร่านที่จะมีการพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งถ้าการพูดคุยตกลงจบกัน ถือว่าดีหรือไม่ นายกฯ หัวเราะก่อนตอบว่า “จบได้มันก็ต้องดีอยู่แล้ว แต่ว่าเราต้องไม่ประมาท เราต้องเตรียมความพร้อมของเราในทุกสถานการณ์ “

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง - แก้ปัญหาได้จริง

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงาน”ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ถึงโอกาสที่จะลงพื้นที่ซื้อของด้วยตนเอง หรือไม่ ว่า ช่วงวันหยุดตนเตรียมการว่าจะลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ไปดูสารทุกข์สุกดิบของเขา ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ตนคิดเอาไว้ว่าจะไปตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์เป็นต้นไป เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องไปให้กําลังใจประชาชน 

เมื่อถามว่า สัปดาห์นี้เล็งพื้นที่ไหนไว้ นายกฯ.กล่าวว่า ความจริงตนอยากตระเวน ไปทั้งภาคเหนือและอีสาน ก็วางแผนไว้อยู่แต่จะไปอย่างไม่มีกําหนดการ ไปแบบธรรมดา เพราะตรงนั้นมันจะทําให้เห็นสภาพที่แท้จริง เพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง 

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ยิ่งเราอุดหนุนกันมากเท่าไหร่ จะยิ่งทําให้ราคาสินค้าดีขึ้น และเป็นการอุดหนุนสินค้าไทย เพราะสิ่งที่ดีที่สุดใดๆ ในประเทศก็คือคนในประเทศนั้นใช้เงินของประเทศนั้น ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศนั้น เงินทองไม่รั่วไหล แม้จะเกิดขึ้นห่วงโซ่อุปทานเพิ่มมากขึ้น เราสามารถที่จะยืนอยู่บนลําแข้งได้”

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจ้งเหตุผล เข้าข่ายละเมิดสิทธิ ชี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ เหตุยื่นฟ้องและคดีอยู่ในการพิจารณาศาล ปค.แล้ว

1 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคดีที่ น.ส.ณัฐธิตา นิโครธางกูร ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 และคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 2 จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และไม่มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจออกเสียงประชามติ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และลดอำนาจการตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 5 มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 77 มาตรา 140 มาตรา 144 มาตรา 156 และ มาตรา 169

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้ถูกร้องทั้งสองต่อศาลปกครองกลาง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง กรณีเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ดร.ณัฏฐ์ ดักคอ วาโย อ้างตำแหน่ง สส. สู้คดี 112 ไม่ได้ ชี้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

ดร.ณัฏฐ์ ดักคอ วาโย อ้างตำแหน่ง สส. สู้คดี 112 ไม่ได้ ชี้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

ดร.ณัฏฐ์ ดักคอ วาโย อ้างตำแหน่ง สส. สู้คดี 112 ไม่ได้ ชี้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.53 น.

“ดร.ณัฏฐ์”ชี้กรณี”วาโย”ปชน. เล็งยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาให้ใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น ปมแก้ไขมาตรา 112 กระทบพระมหากษัตริย์-ความรู้สึกประชาชน เป็นเรื่องร้ายแรง

1 เมษายน 2569 สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อฟ้องกับอดีต 44 สส.ก้าวไกล โดยมีจำนวน สส.10 คน พรรคประชาชน ถูกกล่าวหาด้วย ต่อมา นายวาโย อัศวรุ่งเรื่อง รองหัวหน้าพรรค และถูกกล่าวหาด้วย เล็งจะยื่นคำคัดค้านอ้างว่า กระทบต่อผู้นำฝ่ายค้านและไม่เปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีจาก ป.ป.ช.นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฎฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ระบุว่า ปกติในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์หรือผู้ร้อง ต้องแนบรายละเอียดว่า จำเลยหรือผู้ถูกร้องรายใด ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เพื่อเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์หรือผู้ร้อง

ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตรงนี้เป็น “ปัญหาข้อกฎหมาย” ที่ได้บัญญัติไว้ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง

แม้ ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์หรือผู้ร้อง จะไม่มีคำขอหรือไม่ก็ตาม ศาลย่อมใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เป็นเด็ดขาด เว้นแต่เป็นดุลพินิจของศาลเป็นอย่างอื่น

ในชั้นตรวจฟ้อง ก่อนประทับรับฟ้อง เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์หรือผู้ร้องเท่านั้น กฎหมายให้อำนาจฟ้องลับหลังจำเลยได้ หากศาลมีคำสั่งประทับรับคำฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งอดีต 44 สส.ก้าวไกล ที่ถูก ป.ป.ช.ฟ้อง ตกเป็นจำเลยหรือผู้ถูกร้องทันที

กรณี นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน และตกเป็นหนี่งในผู้ถูกร้องหรือจำเลยด้วย เล็งจะยื่นคำคัดค้านจำนวน 3 คำร้องนั้น เพื่อให้ตนเอง , นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน รวมถึง สส.พรรคประชาชน อื่น รวม 10 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยอ้างว่า กระทบต่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านนั้น ถือเป็นสิทธิของจำเลยหรือผู้ถูกร้อง

แต่ปัญหาว่า คำคัดค้านที่นายวาโย ขอให้ศาลใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น เฉพาะเนื้อหาเพียงส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ สส.ของฝ่ายค้าน เป็นข้ออ้างที่มีน้ำหนักเบา หากศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างต่อสู้คดี เป็นเพียงถูกระทบสิทธิในการทำหน้าที่ สส.อาจถูกตัดสิทธิบางประการชั่วคราว ในระหว่างพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีจริยธรรมร้ายแรง ปมการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการลดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ กระทบโครงสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือว่า “เป็นภัยร้ายแรง”

พูดภาษาชาวบ้าน คือ แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการลดทอนพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นภัยร้ายแรงในระบอบการปกครองประเทศ แม้จะอ้างว่า ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เกินขอบเขตอำนาจ หากเป็นโทษในอดีต ต้องถูกประหารชีวิต 7 ชั่วโคตร

กลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 วรรคหนึ่ง ให้พรรคการเมืองที่มี สส.มากสุด เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่กฎหมายพรรคการเมืองและข้อบังคับพรรคเปิดช่องให้พรรคการเมืองสามารถปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และตำแหน่งหัวหน้าพรรคได้ หากมาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน

ส่วนที่อ้างว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน หากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะถูกกระทบสิทธิ นั้น การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ศิริกัญญา ไม่แน่จะมีหรือไม่ เพราะเพิ่มมีคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงเป็นการคาดคะเน แม้กลไกลรัฐธรรมนูญมาตรา 159 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี ตามรายชื่อที่ได้แจ้งไว้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 หาก น.ส.ศิริกัญญา จะเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตข้างหน้า ต้องไปพิสูจน์ตนเองก่อนในกระบวนการยุติธรรม เพราะข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่ ป.ป.ช.ฟ้อง ถือเป็นคุณสมบัติโดยตรงของรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี อีกทั้งเพิ่งจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ จึงไม่แน่นอนว่า พรรคประชาชนจะได้จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะมีสถานะเป็นฝ่ายค้านและรวบรวมเสียงข้างมากไม้ได้

ส่วนคำร้องที่นายวาโย อ้างว่า ในชั้นไต่สวน ป.ป.ช. กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. และไม่รับฟังพยานหลักฐานฝ่ายตนเอง ขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช. เป็นการยกข้อกล่าวอ้างว่า การไต่สวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ให้อำนาจ ป.ป.ช.ใช้ระบบไต่สวนและรับฟังพยานหลักฐาน ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช.ประกอบ ระเบียบ ป.ป.ช.ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เปิดช่องให้เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ข้อกล่าวอ้างนายวาโย ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่เปิดโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ นายวาโย กับพวก ย่อมนำพยานหลักฐานที่ตนอ้างว่า ไม่ได้เข้าสู่สำนวนชั้น ป.ป.ช. อ้างอิงและนำสืบหักล้างในภายหลังได้ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้

คำคัดค้านโต้แย้งว่า ป.ป.ช.กระทำฝ่าฝืนระเบียบฯ ก็ดี หรือมี ป.ป.ช.ที่พัวพันสินบนทองคำไต่สวน ก็ดี ล้วนไม่ทำให้กระบวนการไต่สวน ป.ป.ช.เสียไป ทำให้เกิดอำนาจฟ้อง แตกต่างจากคดีอาญา ที่ดำเนินคดีผ่านพนักงานสอบสวน หากพนักงานสอบสวนไม่ชอบ ย่อมไม่ทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิอาญามาตรา 120

ปิยบุตร วาทกรรมตกร่อง โวยนิติสงครามขยี้ 44 สส.ส้ม

ปิยบุตร วาทกรรมตกร่อง โวยนิติสงครามขยี้ 44 สส.ส้ม

ปิยบุตร วาทกรรมตกร่อง โวยนิติสงครามขยี้ 44 สส.ส้ม

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.30 น.

1 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรณี 44 ส.ส.ที่กำลังถูกพิจารณาว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น

ไม่มีอะไรที่พวกเขาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเลย

ตรงกันข้าม

44 ส.ส. ได้แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้แทนราษฎร เมื่อกฎหมายใดมีปัญหา อัตราโทษสูงไป ถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งกัน และไม่เหมาะสมตามยุคสมัย ผู้แทนราษฎรก็เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร

นิติสงครามที่กำลังบดขยี้พวกเขาอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องแสวงหาจริยธรรมใดๆหรอก

แต่มันคือ นิติสงครามสั่งสอน นิติสงครามตัดกำลัง และนิติสงครามล้อมคอก

สั่งสอนบรรดานักการเมืองว่า อย่าสะเออะมาทำเรื่องเหล่านี้ พวกเอ็งไปทำเรื่องอื่น เรื่องนี้ห้ามทำ ไม่อยากโดน อย่าทำ เอ็งเห็นแล้วใช่ไหมว่า ถ้าบังอาจทำ ผลจะเป็นอย่างไร

ตัดกำลังนักการเมืองกลุ่มก้อนที่พวกผู้คุม “ใบอนุญาตที่ 2” ไม่นิยม

และล้อมคอกสภาผู้แทนราษฎรว่า ต่อไปนี้ จะไม่มีผู้แทนราษฎรหน้าไหน จากพรรคใด จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรชุดไหน กล้าเสนอกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ิอีกตราบนานเท่านาน

ประเทศไทยของเรา ณ เวลานี้

คนก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐ ได้เสวยสุขอยู่ในอำนาจยาวเกือบทศวรรษ

ไม่โดนอะไร แถมยังได้รับการอวยยศมากมาย

แต่

ผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายในสภา กลับกลายเป็นพวกล้มล้างการปกครอง ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ

นักการเมือง ข้าราขการ ที่ทุจริต คอร์รัปชั่น สังคมสงสัยตั้งคำถาม ได้เชิดหน้าชูคออยู่ในอำนาจต่อไป ขอเพียงปวารณารับใช้พวก “ใบอนุญาตที่ 2” ไว้

แต่

พวกนักการเมืองที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เป็นความหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อย กลับถูกจับขึ้น “กิโยตีน” ตัดคอประหารทางการเมือง

ปัญหาที่ประชาชนคนไทยต้องขบคิดกันต่อไป

เราจะปล่อยให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเรา เป็นแบบนี้หรือ?

ที่เป็นๆทำๆกันอยู่นี้ ถูกต้องหรือ?

‘น้าเดช’ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด

'น้าเดช'ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด

‘น้าเดช’ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่องคุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด

ผมพูดในฐานะคนที่ถูกเรียกตัวไปรณรงค์ทุกครั้ง เมื่อรัฐบาลต้องการบอกประชาชนเรื่องพลังงาน

ย้อนไปสักสามสิบปีที่แล้ว ครั้งที่ ไอทีวี เพิ่งจะเริ่มเปิดสถานี ตอนนั้นรัฐบาลต้องการรณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้ “น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว” ที่คนใช้รถกลัวอาการ “บ่าวาล์วทรุด”

นั่นคืองานแรกที่ “ภาครัฐ” เรียกตัวผมออกไปยืนแถวหน้าเพื่อพูดว่า “ใช้เถอะครับไม่มีปัญหา แต่จะช่วยให้อากาศบริสุทธิ์มากขึ้นครับ” นั่นคือสามสิบปีที่แล้วมา

ต่อมาอีกไม่นาน รัฐบาลก็ต้องการให้คนใช้รถยนต์ เติมน้ำมันให้ถูกต้อง ไม่เติมน้ำมันที่ “แพงเกินความจำเป็น” ซึ่งจะทำให้เงินไหลออกนอกประเทศมากเกินไป จึงเกิดโครงการ “ขับ ๙๑ เติม ๙๑” ขึ้นมา

ผมก็ถูกเรียกตัวไปยืนแถวหน้า เพื่ออธิบายว่า ๙๑ คืออะไร ๙๕ คืออะไร แถมตอนนั้นมีบางยี่ห้อ ขาย ๙๓ และ ๙๗ อยู่ด้วย ผมจึงเสือกไปขวางทางตีนบริษัทน้ำมันพอสมควร เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ดันเอาส้นตีนมาแขวนคอ นั่นก็ใกล้ๆสามสิบปีมาแล้ว

ต่อมาเมื่อมี แก๊สโซฮอลเกิดขึ้น “ก็กูอีกนี่แหละ” ที่ต้องออกไปบอกว่า เอธานอลคืออะไร แก๊สโซฮอลคืออะไร ถึงขนาดเปิดห้องจัดเลี้ยงโรงแรม เดินสายอธิบายกันทั่วประเทศ

เรื่องแก๊สโซฮอลนี่ ลุยมาตั้งแต่ อี ๑๐ หรือแก๊สโซฮอล จนถึง อี ๒๐ และ อี ๘๕ โดนด่าระงมประเทศมาตลอด

จากแก๊สโซฮอล มาถึง ไบโอดีเซล งานนี้ก็เล่นเอางานงอก หูดับชาไปจนแทบจะเป็นหูหนวก

มาหนักสุดตอนน้ำมันแพง บาเรลล์ละราวหนึ่งร้อยสี่สิบดอลล่าร์ ตอนนั้นเดินสายพูดเรื่อง แอลพีจี และ ซีเอ็นจี เดินสายพูดทุกวันไม่มีวันหยุด พูดไปถูกด่าไป จนลูกคนเล็กที่เรียนอยู่ต่างประเทศ ส่งอีเมล์มาบอกว่า “มีคนด่าพ่อเยอะเลย”

สิ่งที่ผมบอกมานั้น ถ้ามีรัฐบาลไหน รัฐมนตรีคนไหนอยู่ในช่วงเวลานั้น ปลัดกระทรวงคนไหน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานคนไหนอยู่ในตำแหน่งตอนนั้น จะออกมาบอกว่า “มึงไม่เกี่ยว” ช่วยออกมาบอกด้วยก็แล้วกัน

ผมทำมาตลอด โดยที่ได้แต่กล่องเป็นส่วนใหญ่ เป็นกล่องสุ่ม คือชมบ้างด่าบ้าง ได้เงินน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เสียไป

สิ่งที่ทำให้คนใช้รถไม่เชื่อมั่นในคำพูดของรัฐบาลก็คือ ( หมายถึงทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เจาะจงว่ารัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง ) ความชักว่าวของนโยบาย

การเอาน้ำมันเชื้อเพลิง ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง กล่าวคือพอปาล์มราคาตก ก็รณรงค์ ( คือ เอากูนี่ละไปตากหน้า ) ให้ใช้ไบโอดีเซลในสัดส่วนเยอะๆ จากบี ๕ เป็น บี ๗ ขยับไปเป็น บี ๑๐ แล้วก็ไปถึง บี ๒๐

พอน้ำมันปาล์มแพง น้ำมันปาล์มบรรจุขวดทำอาหารแพงขึ้น ตามร้านตามห้างสรรพสินค้า ติดป้าย “ครอบครัวละไม่เกิน ๒ ขวด” ภาครัฐก็ชักรอกลงมา เหลือ บี ๗ บ้าง บี ๕ บ้าง ยกเลิก บี ๒๐ ไปบ้าง

แก๊สโซฮอลก็ไม่ต่างกัน พอราคาต่างประเทศสูงขึ้น คนที่กลั่นเอธานอลได้ ก็อยากส่งออก ส่วนผสมเอธานอลสูงๆเช่น อี ๘๕ ก็ขลุกขลัก จนต้องยกเลิก พอราคาเอธานอลในตลาดโลกลดลง ก็มาเพิ่มมารณรงค์ มาชักชวนให้ผู้ผลิตรถยนต์ ทำเครื่องยนต์รองรับเอธานอลสูงๆขึ้นมา แล้วอยู่ๆก็ยกเลิก เอธานอล ๘๕ ออกไป

การชักเข้าชักออกอย่างที่ว่ามา จึงทำให้คนใช้รถสับสน ไม่รู้ว่าที่ชวนให้ใช้ กับที่ยกเลิกไปนั้น มันดีหรือเลวอย่างไร

สิ่งสำคัญก็คือข้าพเจ้า หรือกูนี่ละ พอถึงเวลาอยากเชิญชวน ก็มาขอร้อง มาบอกว่ากูต้องทำเพื่อประเทศชาติ แต่ไม่เคยสนับสนุนอะไรกู พออยากเลิก กูก็ถูกทอดทิ้ง รายได้ค่าโฆษณาจากบริษัทน้ำมัน ที่เคยได้ตามปรกติของธุรกิจ พอไปขวางทางเขาเข้า เขาก็ถอดออก เงินรายได้กูก็หาย ภาครัฐที่มาขอร้องกู ก็ไม่เคยคิดจะช่วยจริงจังและถาวร

เอากันจริงๆ แม้แต่บริษัทน้ำมันที่รัฐกำกับดูแล ก็ทิ้งๆขว้างๆ ทำเหมือนกับกูต้องไปงอนง้อ อยากใช้ก็ให้ผู้ใหญ่โทรมา เลิกใช้ก็ทำเหมือนคนแปลกหน้าไม่รู้จักกัน

วันนี้มาเรียกร้องให้ใช้ ไบโอดีเซล บี๒๐ มาเรียกร้องให้ใช้ อี ๘๕ อีกแล้ว คำถามคือ แล้วกระทรวงอุตสาหกรรม ยังจะยืนหยัดที่ ยูโร ๕ ยูโร ๖ ต่อไปอีกหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ต้องมาดูกันว่า น้ำมันที่อยากให้ใช้ มันพาไปถึงจุดนั้นจริงหรือ และผู้ผลิตรถยนต์เขาต้องเพิ่มงบประมาณเท่าไหร่ ถ้าอยากสนองตอบนโยบายของรัฐบาลอย่างจริงจัง และเมื่อไหร่จะ “ชักว่าว” อีกครั้ง ครับ ( วะ ) สวัสดี
 

ศุภจี ฟาดไร้สาระ หลังเพจ CSI LA ปูดจบมหา’ลัยห้องแถว

ศุภจี ฟาดไร้สาระ หลังเพจ CSI LA ปูดจบมหา'ลัยห้องแถว

ศุภจี ฟาดไร้สาระ หลังเพจ CSI LA ปูดจบมหา’ลัยห้องแถว

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

“ศุภจี”บอกไร้สาระ หลังเพจ CSI LA ขุดประวัติการศึกษา ยันเรียนจริง-จบจริง บอกทำงานขนาดนี้ ผลงานมากมาย

1 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีเพจ CSI LA ออกมาเปิดข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยที่นางศุภจี เรียนจบ เป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวใน LA ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 ว่า ไม่ใช่หรอก คนที่จบจากมหาวิทยาลัยแบบนี้มีมากมาย ในประเทศไทยก็มี และผลิตบุคลากรจำนวนมาก ยืนยันว่าเรียนจริงๆ จบจริงๆ ส่วนเรียนจบมาแล้วมหาวิทยาลัยเขาปิดหรือไม่ปิดไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ช่วงที่เรียนก็มีอยู่จริง และเราก็ทำงานมาขนาดนี้ในบริษัทต่างๆ และมีผลงานมากมาย ไม่ได้คิดว่าเป็นประเด็นอะไร ก่อนที่ยกมือปัด พร้อมกับส่ายหน้าและกล่าวว่า “ไร้สาระมาก”

สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจปชช.

สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจปชช.

สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจปชช.

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจแก้ปัญหาให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่อาคารรัฐสภา สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ร.บ.กทม.) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

โดย นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่า ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ครั้งนี้ จะเป็นการแก้ไขโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ของ กทม. ในรอบ 40 ปี โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง แก้ปัญหาเรื้อรังของประชาชนที่ กทม. ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานคร พัฒนาเทียบเท่ามหานครชั้นนำของโลก โดยหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.กทม. มี 6 ประการด้วยกัน คือ

1) บังคับให้หน่วยงานต้องกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ให้ กทม.ตามแผนของคณะกรรมการกระจายอำนาจ

2) ขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ โดยเปลี่ยนจากระบบ positive list ที่ระบุว่า กทม. สามารถทำอะไรได้ในกฎหมาย เป็นระบบ negative list ที่ระบุเฉพาะสิ่งที่ กทม. ไม่ควรทำ เพราะเป็นหน้าที่รัฐส่วนกลาง อาทิ เงินตรา ศาล ทหาร และการต่างประเทศ โดยอะไรก็ตามที่ไม่ได้เขียนห้ามไว้ในกฎหมาย กทม. จะสามารถทำได้ทั้งหมด

3) เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมตัวใหม่ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมโรงแรม ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน และการตั้งนิติบุคคลต่างๆ

4) ปรับให้การเลือกตั้งมีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. เพื่อให้เกิดการพัฒนา กทม. ในระดับเขตอย่างเป็นรูปธรรม

5) ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ในวันเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อประชาชน เพิ่มจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และการประหยัดงบประมาณ

6) เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่างๆ ได้

ด้านนายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาฝุ่น pm 2.5 ชาว กทม. ต้องเผชิญมาทุกปี โดยมีบางส่วนที่มาจากแหล่งกำเนิดภายใน กทม. เอง ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง โดยเฉพาะรถควันดำ แต่ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2568 กทม. ตรวจเจอรถที่ทำความผิด 4,284 คัน แต่ปรับได้จริงเพียง 13 คันเท่านั้น 

เพราะปัจจุบัน กทม.มีอำนาจในการควบคุมได้เพียงรถเล็ก แต่รถใหญ่อำนาจอยู่ที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับอำนาจในการจับกุมผู้กระทำความผิดด้านจราจรซึ่งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กทม. มีอำนาจเพียงแค่การเข้าไปตรวจสอบสุขลักษณะเท่านั้น หาก กทม. พบการปล่อยมลพิษก็ไม่ได้มีอำนาจในการยึดใบอนุญาตเองได้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กมม. เพื่อให้ กทม. มีอำนาจในการจัดการเรื่องเหล่านี้

ขณะที่ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าอีกปัญหาที่เป็นปัญหาในทุกเขตคือปัญหาการจราจร ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเป็นไปแบบแต่ละเขตแต่ละ สน. แบบแยกส่วน การแก้ปัญหาเรื่องรถติดไม่สามารถทำได้โดยแต่ละเขตเพียงลำพัง หลายครั้งแต่ละสน. มีนโยบายการกดไฟจราจรที่ต่างกัน อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจอยู่นอกเหนืออำนาจของกทม.แม้กทม.จะใช้กล้อง CCTV AI ซึ่งตรวจพบการกระทำผิดกฎจราจรจำนวนมาก  แต่กทม.ไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ จึงต้องการโอนย้ายภารกิจของตำรวจจราจรให้ขึ้นตรงกับ กทม. เหมือนมหานครในต่างประเทศที่ตำรวจจราจรขึ้นตรงกับท้องถิ่น เพื่อให้มีการจัดการอย่างเป็นเครือข่ายและเป็นระบบมากขึ้น

ส่วนนายภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่า การแก้ไขปัญหาจราจรใน กทม. เกี่ยวพันกับเรื่องระบบขนส่งสาธารณะโดยตรง แต่โครงสร้างทางกฎหมายปัจจุบันทำให้ กทม. ไม่มีอำนาจในการควบคุมสิ่งที่วิ่งอยู่บนถนน พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ กทม. ให้มีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะ บริหารระบบขนส่งมวลชนและขนส่งสาธารณะ โดยไม่ต้องรอการอนุมัติที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งกรมขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแลอยู่ 

กทม. ย่อมรู้ปัญหาดีที่สุด ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อแบบฟีดเดอร์ไปสู่รถไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ และในอนาคตจะมีการบริหารเพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ประสานงานระหว่างรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการหลายชุดแบบในปัจจุบัน ท้องถิ่นสามารถเริ่มโครงการต่างๆ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า หรือระบบหมุนเวียนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ออกแบบเส้นทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา รวมไปถึงเส้นทางที่ทับซ้อน และเส้นทางที่ขาดระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้นและจัดเก็บรายได้ให้ กทม. ผ่านค่าธรรมเนียม ซึ่งสามารถนำมาอุดหนุนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะให้เดินรถในพื้นที่ห่างไกลหรือเส้นทางขาดทุนได้ และในอนาคตเมื่อมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วมเข้ามา ก็จะทำให้เกิดการใช้ตั๋วใบเดียวในราคาร่วมกัน เชื่อมโยงค่าโดยสารได้จริง

นายภูริวรรธก์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้พรรคประชาชนยังเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ซึ่งจะทำให้ กทม. มีสถานะเป็นนายทะเบียน โอนอำนาจในการออกใบอนุญาตขนส่งต่างๆ มาอยู่ที่ กทม. ทำให้คณะคณะกรรมการขนส่งมีอำนาจในการบริหารที่ครอบคลุมและคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมให้ พ.ร.บ.กทม. มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่เกิดจากระบบราชการได้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนของ นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าปัญหาของ กทม. วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างที่ไม่ทัน แต่ยังมีปัญหาที่กระทบกับชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข หลายคนยังต้องเสียเวลาค่าเดินทางและโอกาสในการรักษา เพียงเพราะต้องต่อคิวรอใบส่งตัว โดยเฉพาะในวันที่ กทม. กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย มีอัตราผู้มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยบุคลากรทางสาธารณสุขทุกสาขาร่วมดูแล ต้องมีระบบใกล้บ้านและระบบส่งต่อที่ไม่ทำให้การรักษาสะดุดลง 

กทม. ต้องได้รับการปฏิรูปทั้งระบบสุขภาพ มีบทบาทเป็นแม่ข่ายด้านสุขภาพปฐมภูมิทั้งหมด ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ที่กระจายอยู่ทุกเขตและโรงพยาบาลในสังกัดเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในลักษณะแม่ขาย-ลูกข่าย เชื่อมโยงในเรื่องการดูแล การส่งต่อ และการติดตามการรักษา และเชื่อมต่อระบบการเงินการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการวางแผนบริการสุขภาพของเมืองอย่างจริงจัง ต้องรู้ว่าพื้นที่ไหนมีผู้สูงอายุมาก พื้นที่ไหนมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมาก พื้นที่ไหนขาดเตียง และต้องมีระบบการบริหารติดตามให้ตรงกับความเป็นจริงของในแต่ละพื้นที่

นายธัญธร กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ไม่ใช่เพียงแค่การปลดล็อกอำนาจอย่างเดียว แต่ยังเป็นการกระจายอำนาจและจัดโครงสร้างใหม่ให้ กทม. มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ดูแล้วประชาชนได้ดีขึ้น ตอบสนองปัญหาได้ไวขึ้น และทำให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะบริการสุขภาพเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

ในส่วนของ น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและสภาพลเมือง ทุกวันนี้ประชาชนชาว กทม. จำนวนมากมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและงบประมาณได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น กทม. มีงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) แต่ก็มีวงเงินจำกัดที่ 200,000 บาทต่อชุมชน และให้กับชุมชนเท่านั้น ทั้งที่ กทม. มีคนหลากหลาย ทั้งอาศัยในหมู่บ้านจัดสรรและตึกสูง คนทุกกลุ่มควรมีส่วนร่วมต่อการใช้งบประมาณของเมือง

การแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ที่พรรคประชาชนเสนอยังต้องการให้มีสิ่งที่เรียกว่าสภาพลเมือง (Townhall) ให้มีการจัดอย่างสม่ำเสมอ และมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำข้อเสนอจากประชาชนมาเป็นนโยบายที่ใช้งานได้จริง สามารถให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมถึงถอดถอนผู้บริหารทางออนไลน์ได้

ทางด้าน นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้ว่าฯ กทม. คนเดียวไม่สามารถดูแลประชาชนทั้ง 6,000,000 คนได้ เพราะโครงสร้างทางกฎหมายไม่ได้โอนถ่ายอำนาจและภารกิจให้ กทม. รับผิดชอบ ทุกครั้งที่มีการร้องเรียนผ่านช่องทางแทรฟฟี่ ฟองดูว์ ก็มักจะมีการโอนเรื่องให้หน่วยงานต่างๆ แต่ไม่สามารถปิดจบการแก้ปัญหาได้

บางเขตของ กทม. มีประชากร 200,000 คน มี ส.ก. ดูแลคนเดียว บางเขตชั้นในมีประชากร 30,000 คน ก็มีส.ก.หนึ่งคนเท่ากัน โดยงบประมาณแต่ละเขตไม่ได้ตามสัดส่วนประชากร  ทำให้การจัดการไม่มีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่ง กทม.ออกเป็นสองชั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ดีมากขึ้น เป็นระดับ กทม. ในภาพรวม และระดับเขต ให้มีโครงสร้างมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนอย่างรวดเร็วขึ้น

นายภัณฑิล กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาที่ประชาชนชาว กทม. ได้รับในปัจจุบัน ผู้ว่าราชการ กทม.เพียงลำพังไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้จบได้ ตราบเท่าที่ พ.ร.บ.กทม. ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้ผู้ว่า กทม. ทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน ก็แก้ปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องไม่ได้ เพราะปัญหาจำนวนมากไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการ กทม.ในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว