ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.03 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ” ต่อกรณีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1.ไม่พูดหรือให้สัมภาษณ์ก่อนมีข้อเท็จจริงครบถ้วน

2.ไม่รับรองความบริสุทธิ์ของผู้ใดก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

3.ไม่ปล่อยให้ผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

4.ไม่ตัดสินใจหรือประกาศแนวทางที่อาจขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ควรทำ

1.ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากหน้าที่ชั่วคราว และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยอิสระ

2.ตรวจสอบกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านและผู้ขึ้นบัญชีทุกคน เทียบกับคะแนนที่ประกาศ

3.ตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้งหมดอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

4.หากพบการทุจริต ต้องดำเนินคดีและลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่มีข้อยกเว้น

5.ขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือผู้บงการตามพยานหลักฐาน และใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

หลักสำคัญ

ประชาชนไม่ได้ต้องการคำรับรองความบริสุทธิ์ แต่ต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นอิสระ รวดเร็ว และยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยอีกครั้ง

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

ดร.ดิเรกฤทธิ์ แนะ อนุทิน ควรทำ-ไม่ควรทำ รับมือคดีโกงสอบท้องถิ่น

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.03 น.

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความเฟซบุ๊ก ระบุว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรี “ควรทำ” และ “ไม่ควรทำ” ต่อกรณีข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

1.ไม่พูดหรือให้สัมภาษณ์ก่อนมีข้อเท็จจริงครบถ้วน

2.ไม่รับรองความบริสุทธิ์ของผู้ใดก่อนการสอบสวนเสร็จสิ้น

3.ไม่ปล่อยให้ผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องยังปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งที่อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการตรวจสอบ

4.ไม่ตัดสินใจหรือประกาศแนวทางที่อาจขัดต่อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

สิ่งที่ควรทำ

1.ย้ายผู้เกี่ยวข้องออกจากหน้าที่ชั่วคราว และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบโดยอิสระ

2.ตรวจสอบกระดาษคำตอบของผู้สอบผ่านและผู้ขึ้นบัญชีทุกคน เทียบกับคะแนนที่ประกาศ

3.ตรวจสอบกระดาษคำตอบทั้งหมดอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

4.หากพบการทุจริต ต้องดำเนินคดีและลงโทษผู้เกี่ยวข้องทุกระดับโดยไม่มีข้อยกเว้น

5.ขยายผลไปถึงผู้สั่งการหรือผู้บงการตามพยานหลักฐาน และใช้มาตรการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

หลักสำคัญ

ประชาชนไม่ได้ต้องการคำรับรองความบริสุทธิ์ แต่ต้องการการตรวจสอบที่โปร่งใส เป็นอิสระ รวดเร็ว และยุติธรรม เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการไทยอีกครั้ง

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

ศุภชัย ย้ำจุดยืนภูมิใจไทย หนุนกัญชาเพื่อการแพทย์ ไม่ใช่นันทนาการ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.40 น.

’ศุภชัย‘ ออกโรงยันจุดยืนภูมิใจไทย! ‘กัญชาทางการแพทย์’ ไม่ใช่ ‘เสรี-นันทนาการ’ จี้สภาฯเร่งคลอดพ.ร.บ. ส.ค.นี้

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569  นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า  กัญชาทางการแพทย์: ความจริงที่สังคมควรรู้ และจุดยืนที่พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเปลี่ยน”

ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นกัญชาได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงอย่างกว้างขวาง ทั้งในแวดวงการเมือง สังคม และสื่อมวลชน หลายครั้งมีการสื่อสารจนทำให้ประชาชนเข้าใจว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ผลักดัน “กัญชาเสรี” และเป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

พรรคภูมิใจไทยเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ข้อเท็จจริงควรถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมา

จุดยืนของพรรคภูมิใจไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือ สนับสนุนกัญชาเพื่อการแพทย์และสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อการนันทนาการและการใช้กัญชาจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่ชัดเจน มีระบบกำกับดูแล และคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

การผลักดันให้กัญชาสามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเข้าถึงทางเลือกในการรักษา สนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการที่ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การนำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยให้เกิดการใช้โดยไร้กติกา ตรงกันข้าม พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนมาโดยตลอดว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อกำหนดกรอบการใช้กัญชาอย่างรัดกุม ครอบคลุมการปลูก การผลิต การจำหน่าย การโฆษณา การสั่งจ่าย และการใช้ เพื่อป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่กฎหมายที่พรรคภูมิใจไทยเสนอก็ไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรในปี 2565 เพราะเหตุทางการเมือง ซึ่งกว่าสองปีที่กัญชากลายเป็นปัญหาจากร้านค้ากัญชาผิดกฎหมาย การใช้นันทนาการอย่างกลาดเกลื่อนและการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

เมื่อกฎหมายเฉพาะยังไม่แล้วเสร็จ ประเทศย่อมเผชิญกับช่องว่างในการกำกับดูแล ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่ทุกฝ่ายควรร่วมกันแก้ไข มากกว่าจะใช้เป็นประเด็นกล่าวโทษกันทางการเมือง

พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า การแก้ปัญหาที่ถูกต้องไม่ใช่การย้อนกลับไปปิดโอกาสของผู้ป่วย หรือปฏิเสธประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ แต่คือการเร่งสร้างระบบกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ปิดช่องว่างทางกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

เราสนับสนุนมาตรการที่ชัดเจน เช่น การจำกัดการใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ การควบคุมการสั่งจ่ายโดยบุคลากรทางการแพทย์ การห้ามจำหน่ายแก่เด็กและเยาวชน การห้ามโฆษณาที่ชักจูงให้เกิดการใช้ในทางที่ผิด และการกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนอย่างเหมาะสม

พรรคภูมิใจไทยเชื่อว่า นโยบายสาธารณะที่ดีต้องตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการ ไม่ใช่อารมณ์หรือความหวาดกลัว การตัดสินใจด้านนโยบายควรรับฟังทั้งข้อมูลทางการแพทย์ ข้อกังวลของสังคม และบทเรียนจากการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมา

ประเทศไทยสามารถเป็นศูนย์กลางด้านกัญชาทางการแพทย์ของภูมิภาคได้ หากมีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส เข้มแข็ง และได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ทั้งในด้านการวิจัย การผลิตยา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคการเกษตร

พรรคภูมิใจไทยจึงขอยืนยันอีกครั้งว่า เราไม่สนับสนุนกัญชาเพื่อการนันทนาการ แต่เราจะยืนหยัดปกป้องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงการรักษา สนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ และผลักดันกฎหมายที่รัดกุมเพื่อคุ้มครองสังคม

นี่คือจุดยืนที่ยึดถือมาตั้งแต่ต้น และจะยังคงยึดมั่นต่อไป เพราะเป้าหมายของเราคือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ การพัฒนาเศรษฐกิจ และการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนทุกคน

พรรคภูมิใจไทยได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติกัญชาทางการแพทย์ต่อสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อสภาผู้แทนราษฎรเปิดสมัยประชุมในเดือนสิงหาคม ร่างพระราชบัญญัตินี้จะต้องมีการพิจารณาอย่างเร่งด่วน และพรรคภูมิใจไทยขอเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองได้ร่วมกันผ่านกฎหมายนี้

พรรคภูมิใจไทยเชื่อมั่นว่า นโยบายที่ดีต้องไม่เลือกข้างระหว่างผู้ป่วยกับสังคม แต่ต้องปกป้องทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ผู้ป่วยต้องไม่ถูกตัดโอกาสในการรักษา ขณะที่เด็กและเยาวชนต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง นี่คือความรับผิดชอบที่พรรคภูมิใจไทยยึดมั่น และจะเดินหน้าผลักดันต่อไป

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’  จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

สภาฯนัด 8 ก.ค.ถก ‘ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม’ ทิ้งทวนก่อนปิดสมัยประชุมฯ จับตาเงื่อนไข ‘สว.’ คว่ำเยาวชนโดนคดี ‘ม.112’

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 8ก.ค.นี้ มีวาระการประชุมสำคัญคือ การพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ย้อนหลัง 20ปี ที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร สั่งบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมแล้ว ก่อนที่จะมีการปิดสมัยประชุมสภาฯในวันที่ 11ก.ค. โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว วุฒิสภามีมติแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อวันที่ 30มิ.ย. และส่งคืนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาจะเห็นชอบกับเนื้อหาที่วุฒิสภาแก้ไขมาหรือไม่

หากสภาฯไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภาฯ เพื่อปรับปรุงแก้ไข จะทำให้การประกาศใช้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องเลื่อนออกไป แต่หากสภาฯเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขมา จะนำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป โดยหนึ่ในเนื้อหาสำคัญที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวนคือ การไม่ให้นิรโทษกรรมแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18ปี หากมีการ กระทำผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากเดิมที่ร่างของสภาฯไม่มีเงื่อนไขเรื่องดังกล่าว

นายกฯ ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระธุดงค์มรณภาพ 7 รูป ที่วัดบ้านน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

นายกฯ ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระธุดงค์มรณภาพ 7 รูป ที่วัดบ้านน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

นายกฯ ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระธุดงค์มรณภาพ 7 รูป ที่วัดบ้านน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.08 น.

“นายกฯ“ ร่วมพิธีสรงน้ำศพพระธุดงค์มรณภาพ 7 รูป ที่วัดบ้านน้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี แสดงความเสียใจญาติ พร้อมมอบเงินช่วยเหลือครอบครัว

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 4 กรกฎาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย พร้อมคณะ เดินทางมาร่วมรดน้ำศพพระธุดงค์ 7 รูป ที่ศาลาการเปรียญ วัดบ้านน้ำขุ่น ต.ตาเกา อ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี โดยมี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ให้การต้อนรับ ซึ่งบรรยากาศในงานเป็นไปด้วยความเศร้าโศก และมีฝนตกโปรยปรายอยู่ตลอด

โดยพระภิกษุ 7 รูป ประกอบด้วย พระภิกษุโยธิน วรรณศรี, พระภิกษุรชต ทองบุราณ, พระภิกษุนิคม อังกาบ, พระภิกษุศักดา สีลา, พระภิกษุสำรวย ระวัง, พระภิกษุชัยสอน นันทะสิงห์ และพระภิกษุยุทธ พงศ์วิเศษ ที่มรณภาพขณะเดินธุดงค์และถูกรถกระบะเฉี่ยวชน เหตุเกิดบริเวณบ้านนาสีนวล อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อแสดงความอาลัย พร้อมมอบพวงหรีด รวมถึงมีการพูดคุยแสดงความห่วงใยกับญาติและมอบเงินช่วยเหลือ โดยนายกฯยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ โดยได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือ เยียวยา และติดตามการดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรอบด้าน

ภายหลัง นายอนุทิน ร่วมพิธีภายในศาลาการเปรียญเสร็จ ได้ออกมาพบปะพี่น้องประชาชนที่มาร่วมงานอยู่ในเต็นท์ พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ใน อ.น้ำขุ่น อ.น้ำยืน ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างบอกให้นายกรัฐมนตรีอย่าเปิดด่านชายแดนเด็ดขาด ราคามันสำปะหลังกำลังได้ราคา และถ้ามีเวลาอยากให้นายกรัฐมนตรีไปที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน ด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ตอบรับก่อนเดินทางกลับ

ประธานรัฐสภา ดันเดินหน้าโครงการ ‘บ้านเมืองน่าอยู่’ ผนึก ‘Smart Mom – มหัศจรรย์ 1,000 วัน’

ประธานรัฐสภา ดันเดินหน้าโครงการ ‘บ้านเมืองน่าอยู่’ ผนึก ‘Smart Mom - มหัศจรรย์ 1,000 วัน’

ประธานรัฐสภา ดันเดินหน้าโครงการ ‘บ้านเมืองน่าอยู่’ ผนึก ‘Smart Mom – มหัศจรรย์ 1,000 วัน’

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

’ประธานรัฐสภา‘ ดันเดินหน้าโครงการ ‘บ้านเมืองน่าอยู่’ ผนึก ‘Smart Mom – มหัศจรรย์ 1,000 วัน’ สร้างต้นแบบดูแลแม่และเด็ก นำร่อง 6 อำเภอ 

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมหารือกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนโครงการ “บ้านเมืองน่าอยู่” ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นระบบ ผ่านการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ ประเพณีดี ผลิตภัณฑ์ดี การศึกษาดี สุขภาพดี และปลอดยาเสพติด เพื่อสร้างชุมชนที่เข้มแข็งและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

นายโสภณ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนด้าน “สุขภาพดี” โดยผลักดันโครงการ Smart Mom ควบคู่กับโครงการ “มหัศจรรย์ 1,000 วัน” เพื่อยกระดับระบบการดูแลหญิงตั้งครรภ์และเด็กปฐมวัยอย่างครบวงจร เชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วนให้เป็นเอกภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ นายศักดิ์ ซารัมย์ สส.พรรคภูมิใจไทย ผู้แทนกรมอนามัย สมาชิกสภาจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลคูเมือง โรงพยาบาลลำปลายมาศ เทศบาลตำบลลำปลายมาศ ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกตำบลในพื้นที่ เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการดำเนินงานและวางกลไกความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายโสภณ กล่าวต่อว่า โครงการ Smart Mom มีเป้าหมายยกระดับการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในทุกมิติ ตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังความเสี่ยง การเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ตลอดจนการป้องกันและแก้ไขปัญหาหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับผลกระทบจากยาเสพติด พร้อมเน้นย้ำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและทุกหน่วยงานร่วมบูรณาการทรัพยากร งบประมาณ และการดำเนินงานกับโครงการมหัศจรรย์ 1,000 วัน เพื่อสร้างระบบดูแลแม่และเด็กที่ครอบคลุม ตั้งแต่ก่อนคลอด ระหว่างตั้งครรภ์ จนถึงวัยเด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ สำหรับระยะแรก จะกำหนดพื้นที่นำร่อง 6 อำเภอ ในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อพัฒนาเป็นต้นแบบของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ก่อนขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต

ประธานรัญสภา กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ กำหนดจัดกิจกรรม Kick Off โครงการ Smart Mom บูรณาการมหัศจรรย์ 1,000 วัน ในวันที่ 3 สิงหาคม 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลทั้ง 6 อำเภอ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ โรงพยาบาลบุรีรัมย์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ภายใต้การสนับสนุนของ มูลนิธิอาณัตพล ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพแม่และเด็กให้มีคุณภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ และเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นำไปสู่การสร้าง “คนคุณภาพ” และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ฝ่ายกฎหมาย ”ชัชชาติ“ โต้ ”มัลลิกา“ พาดพิงสื่อโฆษณาหาเสียงมีป้ายเกินขนาด-ผิดกฎหมาย แจงยิบปฏิบัติตามกฎหมายการหาเสียง และแจ้งต่อ กกต. ทุกกระบวนการ ชี้ สื่อโฆษณาติดรถสาธารณะ/ประตูรถไฟฟ้า/จอLED ไม่ใช่ป้ายหาเสียง ไม่มีข้อห้าม

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ทีมชัชชาติ ได้ชี้แจงกรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวหาพาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมาย ว่า

ตามที่ คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14  ได้กล่าวหาในการบรรยายของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่ามีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมายนั้น  ฝ่ายกฎหมายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ขอชี้แจงว่า

การหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงทุกประการ และได้มีการหารือ สอบถาม และแจ้งต่อ กกต. ในทุกกระบวนการก่อนดำเนินการแล้ว 

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. สื่อโฆษณาที่ติดบนรถสาธารณะและรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ “แผ่นป้ายหาเสียง” หรือ “ประกาศหาเสียง” ตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน        

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 นั้น ได้กำหนดนิยาม “แผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” ว่า แผ่นป้ายของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษ กระดาน หรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีความแข็งแรงที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง กล่าวคือ แผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งจะต้องมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถูกยึดไว้บนโครงไม้ โครงโลหะ หรือยึดไว้กับส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคาร หรือสิ่งที่ยึดอยู่บนพื้นที่ 

ในส่วนของ “ประกาศหาเสียงเลือกตั้ง” ดังกล่าว ได้นิยามไว้ว่า “ประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” หมายความว่า ประกาศของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษหรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ประกาศหาเสียงเลือกตั้งจึงต้องพิมพ์ลงในวัสดุที่เป็นกระดาษหรือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกระดาษ และใช้สำหรับการติดตั้งบนอาคาร แผ่นกระดาน หรือสิ่งที่ไม่อาจเคลื่อนที่ได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ก็ไม่ได้ออกข้อห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหาเสียงโดยวิธีการอื่น ดังจะเห็นได้จากการระบุให้ “เอกสาร” หรือ “วิดีทัศน์” ที่ใช้ในการหาเสียงต้องระบุชื่อผู้ผลิต ผู้จัดทำ และรายละเอียดอื่นๆ (ข้อ 23 ) 

เมื่อตีความระเบียบของกกต. ประกอบกับประกาศของ กกต. กรณีนี้จึงเห็นได้ว่า กฎหมายเลือกตั้งอนุญาตให้มีการหาเสียงโดยวิธีการอื่นนอกเหนือไปจากการผลิตป้ายและประกาศอย่างที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะการทำในรูปแบบของ “ประกาศ” หรือ “แผ่นป้าย” เท่านั้น

จากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงเห็นได้ว่า สื่อโฆษณาที่ข้าพเจ้าติดตั้งบนรถโดยสารสาธารณะและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้น ซึ่งทำจากสติกเกอร์  ไม่ใช่กระดาษหรือแผ่นป้ายที่ยึดติดกับอาคาร หรือสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการปิดสื่อโฆษณาเข้ากับพาหนะซึ่งเคลื่อนที่ได้ ซึ่งไม่เข้าลักษณะของประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด 

ด้วยเหตุนี้ สื่อโฆษณาที่ทีมงานนายชัชชาติ ติดบนรถสาธารณะและประตูรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงบนจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่ใช่แผ่นป้ายหาเสียง หรือ ประกาศหาเสียงตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน และไม่มีประกาศหรือระเบียบใดๆบัญญัติถึงข้อห้ามหรือข้อกำหนดขนาดและจำนวนแต่อย่างใด 

2. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 อนุญาตให้มีการหาเสียงในรูปแบบอื่นได้ เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายเท่านั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนต่อไปว่า นอกจากการติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารสาธารณะจะไม่เข้านิยามของ “แผ่นป้ายหาเสียง” และ “ประกาศหาเสียง” ตามระเบียบ กกต. ที่อ้างแล้วนั้น ยังมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ซึ่งให้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งรวมถึง “…(4) ค่าโฆษณาในสื่อต่าง ๆ ได้แก่ ค่าสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ค่าผลิตสื่อเพื่อการออกอากาศ รวมถึงค่าโฆษณาอื่นที่เป็นการกระทำเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง (5) ค่าจัดทำป้าย เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการโฆษณาหาเสียง…” 

กรณีจึงหมายความได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้อนุญาตให้มีการโฆษณาการหาเสียงเลือกตั้งในรูปแบบสื่ออื่นๆ นอกจากประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ต้องแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เคยทำหนังสือแจ้งรายละเอียดถึงการโฆษณาดังกล่าว ตามหนังสือเรื่อง แจ้งการโฆษณาหาเสียงด้วยวิธีการปิดสติกเกอร์บนรถโดยสารประจำทาง ฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เคยมีหนังสือตอบกลับเกี่ยวกับการโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะว่า

“8. ข้อหารือที่ 7 ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฆษณาบนยานพาหนะสาธารณะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย โดยต้องไม่เกินจำนวนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประกาศกำหนดตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

9. ข้อหารือที่ 8 และ 9 การติดป้ายโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะจะทำให้รถคันนั้นเข้าลักษณะเป็น “พาหนะที่ใช้ในการหาเสียง” ตามข้อ 23 (3) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ด้วยหรือไม่ และหากพิจารณาแล้วว่า รถโดยสารสาธารณะทั่วไปที่มีการปล่อยเช่าพื้นที่บนรถโดยสารเพื่อหาเสียงเลือกตั้งถือเป็น “พาหนะในการหาเสียง” ตามระเบียบดังกล่าว ในกรณีนี้ เจ้าของพาหนะ/ผู้ประกอบกิจการรถขนส่งสาธารณะซึ่งยังคงต้องประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไป (เพียงแต่รับติดป้ายโฆษณาหาเสียง) จะสามารถนำพาหนะคันดังกล่าวออกประกอบอาชีพรับจ้างตามปกติได้หรือไม่ เห็นว่า การเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งบนยานพาหนะสาธารณะ อาจไม่เข้าข่ายมีลักษณะเป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียง เป็นเพียงการเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย เว้นแต่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประสงค์จะจ้างให้เป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเจ้าของรถโดยสารสาธารณะด้วย เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นต้น” 

ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้จัดให้มีการอบรมการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์แก่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้สมัครทุกรายหาเสียงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่ง ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้กรุณาให้คำตอบเกี่ยวกับการหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะเอาไว้อย่างชัดเจนว่า สามารถกระทำได้ และไม่ถือเป็นประกาศหรือแผ่นป้ายหาเสียงที่จำกัดขนาด เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วยเท่านั้น

จึงขอให้ทางผู้รับฟังบรรยายของคุณมัลลิกา ที่สถาบันพระปกเกล้า และสาธารณชนทั่วไป รับทราบและเข้าใจโดยทั่วกัน ว่าการหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ยึดมั่นและเป็นไปกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงอย่างถูกต้องทุกประการทั้งสิ้น และขอให้ผู้พาดพิง ตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนก่อนแสดงความเห็นใดๆ ออกสู่สาธารณะ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

‘ปชป.’ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ’ปฏิรูประบบงบฯ‘ เพื่อยั่งยืน ไม่ใช่ล้มล้างสิทธิ์ขรก. ชี้ถูกบิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงกรณีที่ มีสำนักข่าวนำข้อความไปบิดเบือน กับเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค โดยยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด

โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายในสภาฯ นั้น เป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดี โดยมองว่าการจะไปเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ของข้าราชการในปัจจุบันที่พวกเขาได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได้เคยเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ควรคิดค้น “ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต” ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดเชิงสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา

“ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และพวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย” นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวต่อว่า มุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่า การลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายพงศกร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน โดยแสดงความห่วงต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติว่า ตนในฐานะที่ได้เคยลงพื้นที่ในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลได้ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทย และพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว 

“ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้ จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาล ต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง”นายพงศกร กล่าว

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“เอกนิติ”เผยรัฐบาลดันนโยบายปีแห่งการลงทุนต่อเนื่องแม้สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในงบประมาณลดลง เร่งดันเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท พร้อมชู “Thailand Fast Pass” เร่งลงทุนได้จริง ดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้านลงระบบเศรษฐกิจ 

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ รร.รอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลง แต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง

นายเอกนิติ กล่าวว่าในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ในโครงการ “Thailand Fast Pass”  ให้ได้ประมาณ  9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand Fast Pass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้  นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่าสำหรับข้อจำกัดของงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ที่สำคัญสาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้นและงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลขแต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป 

‘แก้วตา’เปิดวอร์’ใบตองแห้ง’ ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

'แก้วตา'เปิดวอร์'ใบตองแห้ง' ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

‘แก้วตา’เปิดวอร์’ใบตองแห้ง’ ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง 

4 ก.ค.69 เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก พร้อมแชร์โพสต์ นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง โดยได้ระบุข้อความแสดงความคิดเห็น ว่า ” แต่เอาคนแบบสุรพล แบบคนมีคดีข่มขืนกระทำชำเราลงสส? ไปเทียบกับคนได้ไปต่อที่ไร้ผลงานใดๆ อภิปรายไม่ถึงสิบหนผ่านมาสามปี ไม่มีแม้แต่อุดมการณ์ เรียกได้ว่าไม่ทำงานเลยก็ว่าได้เดินบนถนนคนไม่รู้เป็นสสมีนับร้อย 555 #สสกดปุ่ม แบบนี้เรียกทำงานเป็นทำงานเก่ง ?

และไม่ต้องมา “สงสาร” พรรคกระจอกลูกไล่อนุทินมีแต่โจรข่มขืนเต็มพรรคคนออกมาได้ถือว่ามีบุญ และมันเป็นคนมา “ขอ” ให้ดิฉันไปลงให้ไม่เคยคิดสมัครไปเองเลยตอนปี 66 เพราะไม่มีคนลงให้กระจอกเกินจนไม่มีคนมาสมัครลงสสครบทุกเขตในกทม. ณ ตอนนั้น

เสีย กทม. รอบนี้โดยได้เสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (25 เขต) ทั้งที่ตอนเลือกตั้งใหญ่ชนะทุกเขต แพ้มัลลิกาย่อยยับ มันจะแพ้เลือกตั้งใหญ่รอบหน้าอีกแน่นอนกระจอกอย่างพวกมัน
ได้ให้เท่าอดีตพรรคชาติพัฒนาก่อนเทียบกับครอบครัวดิฉันยังได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ ” 

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด ‘พร้อมพงศ์’ จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด 'พร้อมพงศ์' จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด ‘พร้อมพงศ์’ จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“พร้อมพงศ์” จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ไม่เข้าใจราคาน้ำมันไทย ไม่ลดตามตลาดโลก ย้ำ กมธ.งบประมาณ 70 ตรวจสอบการใช้เงินภาครัฐอย่าอิงแค่เอกสาร ต้อง พุ่งเป้าตอบโจทย์ชีวิตจริง ทำค่าครองชีพประชาชนลดลง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบันว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ประชาชนยังตั้งคำถามว่า เหตุใดค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ยังไม่ลดลง ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่ครบถ้วน ถึงเวลาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ขอเสนอ 3 วาระเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

1.การรื้อสูตรราคาพลังงานทั้งระบบ วางมาตรการเชิงรุกเพื่อให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลง คนไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ภายใต้กรอบกฎหมายและวินัยการเงินการคลัง

2.การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลราคาพลังงานที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใส

3.การผูกงบประมาณเข้ากับปากท้อง ในจังหวะที่ร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2570 ผ่านความเห็นชอบวาระแรกและกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทบทวนนโยบายจัดสรรงบประมาณให้พุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพราะงบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า การเมืองที่ดีไม่ใช่การเมืองที่แข่งกันพูด แต่คือการเมืองที่แข่งกันลดต้นทุนชีวิตของประชาชน งบประมาณที่ดีที่สุด ไม่ใช่งบที่ใช้หมด แต่คืองบที่ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม 

“ความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ได้เกิดจากคำชี้แจงที่ยาวขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริง ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลกับฝ่ายค้านเอาชนะกัน แต่คาดหวังให้ทุกฝ่ายร่วมกันเอาชนะปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ตัดสินผลงานของนักการเมือง ไม่ใช่เวทีอภิปรายหรือวาทกรรมทางการเมือง แต่คือคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน” นายพร้อมพงศ์กล่าว