แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ในการทำหน้าที่นั้นแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่หากใช้อำนาจในทางที่มิชอบก็จะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤต และรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม”

นายชวน หลีกภัย

สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์

อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภา

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน เซ็นตั้ง‘คตร.’ ‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน เซ็นตั้ง‘คตร.’ ‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน เซ็นตั้ง‘คตร.’ ‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน
เซ็นตั้ง‘คตร.’
‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา
‘พิพัฒน์’ถอยเลิกคุมศบก.

นายกฯอนุทิน เซ็นตั้ง คตร.ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ “เอกนิติ”นั่งประธาน “เอกนัฏ”ร่วมทีม พร้อมดึงนักวิชาการ ร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน สั่งเร่งศึกษา ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด-ค่าขนส่ง เชื้อเพลิง ก่อนกำหนดราคาน้ำมันให้เหมาะสมเพื่อเสนอ ครม.ภายใน 15วัน “พิพัฒน์”จ่อคุย“นายกฯ”ขอไม่คุมพลังงาน หวั่นถูกครหาโยงธุรกิจครอบครัว ลั่น“ปล่อยผมไปเถอะ”

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวว่าขอไม่คุมกระทรวงพลังงานว่าในส่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ซึ่งเป็นศูนย์ที่ติดตามสถานการณ์น้ำมัน จะหมดไปกับรัฐบาล “หนู 1” และเมื่อ “หนู 2” มาก็ต้องตั้งใหม่ หลายคนที่อยู่ในตำแหน่ง ก็มีการสลับสับเปลี่ยน

นายกฯจ่อตั้ง‘เอกนิติ’คุมศบก.-พลังงานแทน

พร้อมยอมรับว่า คิดว่าจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานแทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชนและนายพิพัฒน์เอง แต่อย่างไรก็ตามตนจะต้องระดมความรู้ประสบการณ์ของทุกคนมาแก้ไขปัญหาประชาชน ซึ่งตนก็รับฟังสังคมและประชาชน รวมถึงนักวิชาการและทุกๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความสบายใจและสามารถทำงานต่อไปได้ ทั้งนี้ จะมีกุนซือด้านพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีอยู่

ขณะที่ การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลกระทรวงจะให้นายเอกนิติ รับผิดชอบกระทรวงพลังงานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนั้น เพื่อให้ประชาชนและนายพิพัฒน์เกิดความสบายใจด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เขามีผลประโยชน์ทับซ้อนทางพลังงาน แต่เป็นเพราะเราฟังเสียงประชาชน

น้ำมันกลั่นในไทย คนไทยต้องได้ใช้

สำหรับกรณีที่เมื่อวานนี้ ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเรียกอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า และพลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์ เสนาธิการทหารเรือ เข้าหารือมีประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องพลังงานหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า เป็นการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. ตำรวจ กรมเจ้าท่า และกรมการปกครอง เพื่อควบคุมไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมัน ซึ่งหลังจากนี้ไปน้ำมันจะต้องให้สำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น ส่วนที่จะส่งไปสปป.ลาว จะจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและขายตรงไปยังสปป.ลาว เลย เพราะฉะนั้นน้ำมันทุกหยดที่กลั่นอยู่ในโรงกลั่นประเทศไทยจะต้องเอาไว้สำหรับคนไทยได้ใช้ พร้อมย้ำว่าเราจะต้องให้คนไทยได้ใช้จริงๆ ในภาวะที่น้ำมันของไทยราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนได้มีการหารือกับเสนาธิการทหารเรือ เรื่อง MOU 2544 ด้วยหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับตนจบแล้ว ก่อนย้ำว่าคำว่าจบของตนคือยกเลิก

พิพัฒน์ยันบ.มหาชนPTครอบงำไม่ได้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก.ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์(เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand) ถึงกรณีเกิดกระแสแบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว (ปั๊ม PT)ว่า เรื่องนี้จะโทษความคิด หรือความรู้สึกของคนไม่ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ต้องแยกส่วนกันโดยดูจากพฤติกรรม เพราะตนลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยเข้าร่วมสังฆกรรมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี ตนจะเข้าไปปีละหนึ่งครั้งคือวันเกิดบริษัทช่วงเดือนมีนาคม

พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจของบริษัท PT มีคณะกรรมการและผู้บริหาร และที่สำคัญ PT เป็นบริษัท (มหาชน) ฉะนั้นการที่จะไปก้าวก่ายบริษัทหรือครอบงำไม่ได้ เพราะมีบอร์ดอยู่แล้วซึ่งไม่จำเป็นต้องฟังเราซึ่งเป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นธรรมดาคนหนึ่ง แต่
ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่การจะเข้าไปแทรกแซง หรือประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ขอให้รอดูการพิสูจน์ ผลประกอบการในไตรมาสกลางเดือนพฤษภาคม ดีกว่า

เพราะเขามองว่าขณะนี้ตนแก้ตัวอะไร คงไม่มีประโยชน์ แต่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจ และไม่เคยเอาความลับราชการ มาเปิดเผยให้กับคณะกรรมการบริษัท หรือคนในครอบครัว ว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นอัตราเท่าใด ฉะนั้นความจริงจะเกิดขึ้นในไม่ช้าจึงขอให้รอวันนั้น

จ่อคุย‘นายกฯ’ขอไม่คุมพลังงาน

เมื่อถามว่าจะทำหน้าที่ ผอ.ศบก.ในรัฐบาลชุดใหม่ด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี มอบความไว้วางใจ ตนก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในฐานะที่พอมีความรู้เรื่องพลังงานอยู่บ้าง ส่วนเรื่องเทคโนโลยีและโรงกลั่นรู้แค่ในส่วนซื้อมาขายไปเท่านั้น แต่ไม่มีความรู้เรื่องโรงกลั่นแต่อย่างใดและหากนายกฯ มอบความไว้วางใจก็จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนตัว รมว.พลังงาน และให้คนอื่นมาทำหน้าที่ ตนก็พร้อมที่จะถอยไปเป็นกองเชียร์

เมื่อถามว่ายังเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่แน่ใจเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังไม่แบ่งงาน เพราะการตั้งครม.ชุดนี้ก็มีมืออาชีพเข้ามาหลายคนซึ่งทุกคนก็มีความสามารถ

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่าขอเรียนตรงไปตรงมาว่าจะเข้าไปหารือกับนายกรัฐมนตรีว่าเมื่อสังคมเป็นเช่นนี้ ไม่ยินดีให้ตนมากำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ตนอาจจะขอว่าหยุดเถอะ เมื่อสังคมไม่ยอมรับ คงหาที่สบายๆ เพื่อไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับกระทรวงอื่นๆ ดีกว่า เพราะมีมืออาชีพมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี อาจเชิญที่ปรึกษามาเฉพาะวิชาชีพก็เป็นไปได้

ส่วนกรณีการเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น นายพิพัฒน์ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวตนเคยเสนอนายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ถึง 2 ครั้งว่า เมื่อเก็บแล้ว เวลาเขาขาดทุนจะชดเชยให้โรงกลั่นอย่างไรซึ่งต้องดูอย่างรอบด้าน

นายพิพัฒน์ ย้ำในช่วงท้ายว่าตนไม่ได้อยากเป็น ผอ.ศบก. แต่ท้ายที่สุด ต้องคุยกับนายกรัฐมนตรีหากมีคนที่มีความรู้ความสามารถ “ก็ปล่อยผมไปเถอะ”

นายกฯเซ็นตั้งคตร.มอบ‘เอกนิติ’นั่งปธ.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน และมีรมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารมว.พลังงาน, นายอนุสรณ์แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นอกจากนี้ ยังมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมเป็นกรรมการด้วย

สั่งเร่งศึกษาค่ากลั่นชงครม.ใน15วัน

สำหรับอำนาจหน้าที่นั้น คตร.จะมีอำนาจในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณา และศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ พร้อมทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ให้ คตร. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใดๆหรือสั่งให้บุคคลใดได้ให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใดๆ เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

พาณิชย์-พลังงาน-คลัง ถกรับมือ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลักเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน

นางศุภจีกล่าวว่าความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อหลายภาคส่วนทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้นทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง) จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแลโดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค

เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน

ที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่งจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง-ต่ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่าง
ผู้ประกอบการและผู้บริโภคและไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภคจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เร่งลดผลกระทบค่าครองชีพ

พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว

พณ.-เอกชนสู้ศก.โลกผันผวน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมภาคเอกชน 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อวางทิศทางความร่วมมือ“ทีมไทยแลนด์”ระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย และยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้สอดรับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และการวางแผนธุรกิจ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมโดยใช้ภาคธุรกิจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ชูดัน‘ไทยช่วยไทย’ช่วยปชช.

ในระยะเร่งด่วนเปิดโครงการ“ไทยช่วยไทย”วันนี้ (1 เม.ย. 2569) ร่วมกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีกและซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ สูงสุดถึงร้อยละ 58 โดยเน้นสินค้า House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้า SMEs และสินค้าชุมชนเข้าร่วมในระยะต่อไป พร้อมยังมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ กระจายสินค้าราคาประหยัดและช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จในพื้นที่นำร่อง

วาง 4 เสาหลักยกระดับแข่งขัน

สำหรับแนวทางระยะยาวกระทรวงพาณิชย์เร่งปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจและมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯและจีน พร้อมเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจารอบที่ 8 และเหลือประเด็นสำคัญร้อยละ 20–30 คาดว่าจะสรุปผลได้โดยเร็ว ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ในอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย และเอเชียกลาง ยังมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และ Food Tech เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผลักดันอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (Competitiveness) 2.สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพเศรษฐกิจ (Security & Stability) 3.กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ (Inclusive) 4.เสริมความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilient Agility)

นายกฯเปิด‘ไทยช่วยไทย’ลดภาระ

วันเดียวกัน เวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย”ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารกระทรวง ภาคเอกชน ห้างค้าส่งและค้าปลีก ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย เข้าร่วมงานด้วย

โดยนายกฯกล่าวว่า วันนี้ยินดีและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มาเป็นประธานเปิดโครงการไทยช่วยไทยลดภาระลดค่าครองชีพถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที เราทราบกันดีว่าสถานการณ์ความขัดแย้งการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างราคาพลังงานในภาวะเศรษฐกิจที่ค่าของชีพของประชาชนในหลายประเทศทั่วโลกประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสภาวการณ์นี้ด้วย รัฐบาลได้คำนึงถึงผลกระทบดังกล่าวที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลจึงได้ขอให้ทางกระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการออกมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นสำหรับประชาชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าของชีพของประชาชน

ปลุกซื้อของไทยช่วยไทยรักสามัคคีกัน

“โครงการนี้เป็นการช่วยคนไทยไม่ต้องไปพึ่งพาใครเราต้องช่วยเพื่อนร่วมชาติของเราทุกคนด้วยความเต็มใจด้วยความรัก ความสมานสามัคคี สมัยเป็นเด็กมีเพลงอยู่ท่อนหนึ่งที่บอกว่า“ถ้าไทยไม่ช่วยไทยแล้วใครจะมาช่วยเรา”และจบด้วยคำว่า“ไทยเพื่อไทยอุดหนุนไทย ไทยพวกเรา”คนแต่งเพลงนี้มาจากอนาคตเหมือนกันเมื่อ 30-40 ปีก่อน เป็นเพลงที่ฟังแล้วมันติดอยู่ในมโนสำนึก พวกเราทุกคนพึงจะปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะในยามข้าวยากหมากแพงหรือในยามที่มีวิกฤตการณ์ใดๆ ก็ตามแต่ในยามปกติเราก็ต้องรักกันสามัคคีกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังเปิดโครงการฯ นายกฯเยี่ยมชมบูธร้านค้าต่างๆ ในโครงการฯโดยแวะอุดหนุนซื้อสินค้าตามบูธต่างๆ พร้อมจ่ายเงินสดด้วยเงินตัวเองซื้อของใช้เข้าบ้านพร้อมซื้อข้าวสารบอกจะเอาไปเยี่ยมชาวบ้าน

‘พิพัฒน์’ส่งปลัดพลังงานนั่งถกศบก.

เวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม มอบหมายให้นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายประเสริฐระบุว่า มาเป็นประธานการประชุมแทน เนื่องจากนายพิพัฒน์ติดภารกิจ

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศบก.กล่าวก่อนประชุมว่าในอนาคตมีการหารือนอกรอบกันว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเวลาประชุมเพื่อให้สอดคล้องกับเวลานำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วย แต่ต้องหารือกันอีกครั้ง ซึ่งช่วงนี้เป็นรอยต่อรัฐบาล หากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือแจ้งเปลี่ยนกะทันหัน ต้องขอภัยด้วย

ด้านนายชัยวัฒน์ บุญชวลิตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวว่าความเหมาะสมการแถลงข่าวอาจจะมีการเว้นระยะ เพื่อให้แต่ละหน่วยไปปฏิบัติงาน จะได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงมานำเสนอประชาชน และมีช่วงเวลาที่เราคิดว่าอาจจะเป็นวันประชุม และแถลงข่าว คือ วันจันทร์ พุธ หรือศุกร์

กกพ.เคาะค่าไฟพ.ค-ส.ค.ที่3.95บ./หน่วย

ขณะที่ นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่าในการประชุม กกพ.ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ(ค่าเอฟที)สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้ม ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ในการพิจารณาครั้งนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ.พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน

สภาฯเดือด! ณัฐพงษ์ ซัด รัฐบาล ละเลยฝุ่น PM 2.5 ดักคออย่าสองมาตรฐาน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.02 น.

ถกญัตติสางแก้ฝุ่นพิษลุยต่อสัปดาห์หน้า! ’ณัฐพงษ์‘ บี้ ‘ครม.ใหม่’ มีอำนาจเต็มเร่งดัน ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ แก้ฝุ่น PM 2.5 ข้ามพรมแดน ดันสวัสดิการ ‘เจ้าหน้าที่ดับไฟป่า’ เสี่ยงชีวิตต่อสู้รักษาชีวิตประชาชน ดักคออย่าสองมาตรฐาน เอาใจอีกฝ่ายหวังปลุก ‘กระแสชาตินิยม’

1เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีน.ส.มัลลิกา จิระพันธ์ุวานิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีตัวแทนสส.ทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ร่วมเสนอญัตติด่วน 4 คน ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 

โดยในช่วงท้ายภายหลังได้เปิดให้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ในเวลา 20.30 น. นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสรุปญัตติว่า จากการรับฟังเพื่อนสมาชิกทุกคนมาตั้งแต่เช้าวันนี้ เห็นว่ามีหลายเรื่องที่เห็นตรงกันเรื่องแรกการผลักดันพ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้ทันก่อนเส้นตายที่จะเกิดขึ้น ไม่ยอมให้พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับไปนับหนึ่งใหม่ จึงอยากให้ครม.เร่งผลักดันเรื่องนี้ ประเด็นที่ 2 ที่เห็นตรงกันคือ การปรับปรุงพ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้สอดคล้องกับภัยพิบัติเช่นปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในครั้งนี้ ที่น่าจะมีการจัดการอย่างเป็นระบบ มีการบูรณาการ การทำงานร่วมกัน ดึงความเชี่ยวชาญที่เฉพาะทาง ใช้ข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ตนขอเสนอและยืนยันอีกครั้งว่า เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อติดตามตรวจสอบการแก้ไขวิกฤต PM 2.5 อยากเป็นระบบและยั่งยืน

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวสรุปญัตติว่า สิ่งหนึ่งที่ตนอยากจะยืนยันในเรื่องปัญหาวิกฤตไฟป่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาที่รัฐบาลรู้แต่ละเลย ทำให้เกิดความล่าช้าในการแก้ปัญหาจนทำให้ปัญหา ลุกลามบานปลาย ทำให้เกิดโรคเรื้อรังแก่ประชาชนหลายล้านคน เพราะดูจากตัวเลขค่าฝุ่นและฮอตสปอตในพื้นที่ภาคเหนือในเดือนมีนาคมมีอยู่ 1,488 จุด ส่วนเมียนมาร์และลาวมีอยู่ 8,000 จุด PM 2.5 ในขณะนั้นยังไม่มีจังหวัดใดในภาคเหนือ ที่อยู่ในโซนสีแดง  แต่ถัดมาวันที่ 24 มีนาคมค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นเกินเกณฑ์มาตรฐานและอันตราย เป็นพื้นที่สีแดง 3 จังหวัด เฉลี่ย 81.9 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถ้ารัฐบาลไม่ได้เลยในการแจ้งเตือนประชาชนไม่ละเลย ในการประกาศเขตภัยพิบัติ ไม่ละเลย สนับสนุนและช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ตนเชื่อว่า ปัญหาในวันนี้คงจะเห็นทิศทางที่ดีในการแก้ปัญหา เช่นการจัดสวัสดิการ เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่จนวันนี้ มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ดับไฟป่า 1 คน ซึ่งจากข่าวที่ทราบภาคประชาสังคมและภาคประชาชนระดมเงิน บริจาคระดมทุนกันเองเพื่อ ซื้อประกันชีวิต ซื้อประกันสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานอยู่หน้างาน หัวละ 30 บาท สูงเกินไปหรือไม่ที่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณ ไปซื้อประกันสุขภาพและสวัสดิการที่ดีให้เพียงพอกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หรือจัดสรรกำลังคนลงไปหมุนเวียน เปลี่ยนกะที่ดีกว่านี้

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า และที่สำคัญ PM 2.5 ยังเกิดผลกระทบกับสุขภาพประชาชน มีงานวิจัยจากคณะแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2567 ระบุว่า ทุกๆ ค่าฝุ่น PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร มีความสัมพันธ์โดยตรงกับอัตราการเสียชีวิตของประชากรในพื้นที่ 1.6% ใน 6 วันข้างหน้า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเปราะบาง ผู้มีโรคประจำตัว ที่จะถูกฝุ่น PM 2.5 กระตุ้นให้เกิดอาการรุนแรงขึ้น จะส่งผลให้มีอัตราการเสียชีวิตที่มากขึ้น

“ผมขอสรุปว่า ในขณะที่รัฐบาลพยายามสื่อสารมาโดยตลอด ว่าให้ความสำคัญกับพ่อแม่พี่น้อง ครอบครัวทหารที่กำลังต่อสู้กับศัตรู เพื่อปกป้องพ่อแม่พี่น้องในจังหวัดชายแดน ตนก็อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ ในการสดุดีและให้สวัสดิการที่มีเพียงพอกับเจ้าหน้าที่ที่ต่อสู้ไฟป่า ที่กำลังปกป้องชีวิตคนไทยอีกหลายล้านคน ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 เช่นเดียวกัน อย่าเลือกปฏิบัติ 2 มาตรฐาน อย่าให้คนไทยตั้งคำถามว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องชายแดน เพราะเล่นไปกับกระแสชาตินิยมหรือเปล่า แล้วละเลยการแก้ไขปัญหาไฟป่าละเลยการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 หรือเปล่า” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดอยู่ในครม. ที่ต้องยืนยันกลับมาภายใน 60 วัน หลังเปิดประชุมสภาวันแรก อยู่ในอำนาจคณะรัฐมนตรีเต็มร้อย ที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ซึ่งปัญหานี้จะแก้โดยใช้การเจรจาระหว่างประเทศอย่างเดียวไม่ได้ แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ อย่างไรก็ตามยังมีอีกมาตรการที่ต้องทำคู่กันไปคือมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ใช้เงินทุนในการควบคุม วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านมีการปลูกข้าวโพด และนำเข้าในประเทศไทย ก็อย่าให้ประชาชนต้องตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วมีบริษัทนายทุนคนไหนที่กำลังผลิตอาหารสัตว์ นำเข้าข้าวโพดที่ยังไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างดีเพียงพอว่า ตกลงแล้วไม่ได้ใช้การเผาผ่านคุณภาพเข้ามาในประเทศ หรือเปล่า หรือจริงๆ แล้ว แล้วยังคงมีการนำเข้าแล้วละเลยเรื่องการควบคุมปัญหาผลข้ามพรมแดนอย่างนี้อยู่

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้เชื่อว่าสส.ทุกคนเป็นผู้แทนของประชาชนมาจากพื้นที่วิธีการเดียวที่จะกอบกู้ศรัทธาประชาชน คือการแสดงความจริงจังในการแก้ปัญหา วันนี้อย่าให้ปัญหาต้องลุกลามแล้วทำให้ ประชาชนป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ด้วยการผ่านพ.ร.บ.อากาศสะอาดคืนอากาศที่ดีให้กับประชาชน

ทั้งนี้ ภายหลังนายณัฐพงษ์ อภิปรายสรุปญัตติ น.ส.มัลลิกา ในฐานะประธานการประชุม ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ส่วนที่เหลือให้ไปหารือต่อสัปดาห์หน้า เนื่องจากใช้เวลาในการอภิปรายมาค่อนข้างมากแล้ว จากนั้นได้สั่งปิดประชุมในเวลา 20.30น. 

ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

ราชกิจจาฯ แพร่ประกาศ ก.ต.ชุดใหม่ ชั้นศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น รวม 12 ราย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.55 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศสำนักงานศาลยุติธรรม เรื่อง รายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 12 ราย ดังนี้

อาศัยอำนาจตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 และข้อ 23 แห่งข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ พ.ศ.2561 จึงประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ในการตรวจนับคะแนนเมื่อวันที่ 19 มี.ค.69 ดังนี้

ก. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลฎีกา
ตามมาตรา 36 (2) (ก) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นายวีระพงศ์ สุดาวงศ์ รองประธานศาลฎีกา
2.นายฉัตรชัย ไทรโชต ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา
3.นายอดุลย์ ขันทอง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
4.นายตุลยวัต พรหมพันธ์ใจ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
5.นายพงษ์เดช วานิชกิตติกูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
6.นายนวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา

ข. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลชั้นอุทธรณ์

ตามมาตรา 36 (2) (ข) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นางมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์
2.นายอนุวัตร ขุนทอง รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (แรงงาน)
3.นายณรัช อิ่มสุขศรี เลขานุการศาลอุทธรณ์
4.นายสัญญา จีระออน เลขานุการศาลอุทธรณ์ภาค 1

ค. ประเภทกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ ชั้นศาลชั้นต้น

ตามมาตรา 36 (2) (ค) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ได้แก่

1.นายสรพงค์ ไกรสุวรรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา
2.นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 27 มีนาคม 2569

อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

เท้ง ย้ำ PM2.5 เรื่องใหญ่ กระทบเศรษฐกิจ สาธารณสุข ต้องแก้ทั้งระบบ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.22 น.

วันที่ 1 เม.ย.2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ -Natthaphong Ruengpanyawut ระบุว่า ญัตติด่วนเรื่อง PM2.5 ในสภาวันนี้ ผมอยากใช้โอกาสนี้สื่อสารตรงไปตรงมากับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิมที่ 3 รัฐบาล 3 นายกรัฐมนตรียังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ดีพอ อีกทั้งสถานการณ์กลับแย่มากยิ่งขึ้น

ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนคงได้เห็นข่าวเด็กที่เชียงใหม่เลือดกำเดาไหลจากผลกระทบของฝุ่นพิษ สะท้อนว่าปัญหานี้กำลังกัดกินชีวิตคนไทยตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงผู้สูงอายุ และย้ำเตือนเราว่า วิกฤตนี้ได้เข้าสู่ระดับที่ไม่อาจปล่อยให้ยืดเยื้อได้อีกต่อไป

เท้ง ณัฐพงษ์

ย้ำให้ชัดว่า PM2.5 ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เราพูดเรื่องนี้กันมาตั้งแต่สภาชุดที่ 25 ต่อเนื่องมาถึงชุดที่ 26 และวันนี้ก็ยังต้องกลับมาพูดซ้ำอีก ทั้งที่ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน แต่เรายังไม่สามารถแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบและที่ต้นตอได้เลย สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เราเห็นสัญญาณล่วงหน้าชัดเจน แต่รัฐกลับไม่ลงมือทันเวลา

24 มีนาคม จุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิน 2,000 จุดในไทย และเกิน 9,000 จุดในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมกับ 3 จังหวัดแรกที่เข้าสู่ระดับอันตราย ค่า PM2.5 พุ่งขึ้นเป็น 81.9 สำหรับพวกเรา นั่นคือสัญญาณเตือนชัดเจนว่ารัฐต้องประกาศเขตภัยพิบัติและระดมกำลังเข้าไปยับยั้งทันที

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเงียบ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ภาคสนาม ท้องถิ่น อาสาสมัคร และประชาชน ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตนี้ตามลำพัง เพียง 2 วันหลังจากนั้น หลายจังหวัดเข้าสู่พื้นที่สีแดง และล่าสุดวันนี้ 1 เมษายน ยังมีถึง 9 จังหวัดในภาคเหนือที่อยู่ในระดับอันตราย โดยบางพื้นที่ต้องอยู่กับอากาศพิษต่อเนื่องถึง 7 วัน

ในช่วงเวลาเพียง 10 วันที่ผ่านมา ประเทศไทยมีพื้นที่เผาไหม้เพิ่มขึ้นถึง 3.7 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400,000 ไร่ เมื่อมองลึกลงไปพื้นที่เผาไหม้จำนวนมากอยู่ในเขตป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ แต่หน่วยงานท้องถิ่นที่ต้องรับภาระกลับไม่มีงบประมาณเพียงพอ อุปกรณ์ไม่พร้อม เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครต้องเสี่ยงชีวิตทำงานโดยขาดทั้งเครื่องมือและสวัสดิการที่เหมาะสม วันนี้เรายังต้องสูญเสียเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่อำเภอแม่ริมจากความเหนื่อยล้าสะสม ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอตั้งคำถามต่อรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาว่า เหตุใดคนที่เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องอากาศของพวกเรายังต้องพึ่งการบริจาคเพียงหลักสิบบาทเพื่อซื้อประกันชีวิต รัฐไม่สามารถดูแลพวกเขาได้จริงหรือ

ขณะเดียวกัน ปัญหานี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ จุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านมีมากกว่าไทยถึง 3 เท่า และเชื่อมโยงกับการเผาในภาคเกษตร โดยเฉพาะการปลูกข้าวโพดในห่วงโซ่อุปทานที่ส่งเข้ามาในประเทศไทย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าสินค้าที่นำเข้าไม่ได้มาจากการเผา เพราะเราไม่สามารถเข้มงวดกับเกษตรกรไทย แต่กลับปล่อยให้สินค้าที่มีต้นตอมาจากการเผาไหลเข้าประเทศได้

ในอีกด้านหนึ่ง พี่น้องเกษตรกรจำนวนมากไม่ได้อยากเผา แต่การไม่เผาหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งค่าเครื่องจักรและราคาน้ำมัน ขณะที่ราคาผลผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม คำถามสำคัญคือ รัฐมีมาตรการช่วยเหลือที่เพียงพอแล้วหรือยัง เพื่อให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนวิธีการผลิตได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระเพิ่ม

ทั้งหมดนี้สะท้อนชัดว่า ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การเกษตร สาธารณสุข และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้เพียงพอแล้ว สิ่งเดียวที่ยังขาดคือการตัดสินใจ และความรับผิดชอบของรัฐบาลในการใช้เครื่องมือที่มีอยู่ให้เต็มที่

ผมจึงขอเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีอย่างชัดเจนว่า ต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่วิกฤต เพื่อระดมสรรพกำลังอย่างเป็นระบบ เพิ่มงบประมาณและอุปกรณ์ให้ท้องถิ่นและทีมดับไฟป่าโดยทันที จัดสวัสดิการ ประกันความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคนอย่างครบถ้วน ควบคุมและตรวจสอบห่วงโซ่การนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการเผาอย่างจริงจัง เดินหน้าความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดการเผาโดยไม่เพิ่มภาระต้นทุน

พร้อมกันนั้น ต้องเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาชุดที่แล้วให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อให้ประเทศไทยมีเครื่องมือระยะยาวในการปกป้องคุณภาพอากาศของประชาชน

โอฬาร ชี้ปม รัฐมนตรีลูกเทพ ต้องมองบนหลักประชาธิปไตย หยุดใช้มาตรฐานสองชั้น ตัดสินคนรุ่นใหม่

โอฬาร ชี้ปม รัฐมนตรีลูกเทพ ต้องมองบนหลักประชาธิปไตย หยุดใช้มาตรฐานสองชั้น ตัดสินคนรุ่นใหม่

โอฬาร ชี้ปม รัฐมนตรีลูกเทพ ต้องมองบนหลักประชาธิปไตย หยุดใช้มาตรฐานสองชั้น ตัดสินคนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.15 น.

“โอฬาร” ชี้ปม ‘รัฐมนตรีลูกเทพ’ ต้องมองบนหลักประชาธิปไตย เตือนอย่าใช้มาตรฐานสองชั้นตัดสินคนรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.69 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการเรียกนักการเมืองรุ่นใหม่บางส่วนว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ” ว่า 

หากพิจารณาอย่างเป็นธรรม บุคคลเหล่านี้ล้วนเข้าสู่ตำแหน่งผ่านกระบวนการเลือกตั้งภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และมีความชอบธรรมในฐานะผู้แทนของประชาชน

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยเองก็เรียกร้องให้ตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐมนตรี ต้องยึดโยงกับประชาชนผ่านการเลือกตั้ง มากกว่าการแต่งตั้งจากกลไกอื่น ดังนั้น เมื่อบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งได้รับตำแหน่ง แต่กลับถูกตั้งคำถามจากทัศนคติส่วนบุคคล ก็ต้องย้อนถามเช่นกันว่า สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยเพียงใด

“การวิพากษ์ควรตั้งอยู่บนเหตุผลและความเป็นธรรม ไม่ใช่การตัดสินจากภาพจำหรืออคติทางการเมือง” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยมีแนวโน้มใช้ “มาตรฐานสองชั้น” ต่อคนรุ่นใหม่ในทางการเมือง โดยเปิดโอกาสและให้ความเชื่อมั่นกับบางพรรคการเมือง แต่กลับตั้งแง่เชิงลบกับอีกบางกลุ่มตั้งแต่ต้น ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อระบบการเมืองโดยรวม

ทั้งนี้ ยกตัวอย่างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สามารถพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงาน อาทิ ภราดร ปริศนานันทกุล, เอกนัฏ พร้อมพันธุ์, ศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, บุญธิดา สมชัย, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ เผ่าภูมิ โรจนสกุล ซึ่งล้วนได้รับการยอมรับในระดับหนึ่งจากการทำงานจริง

รศ.ดร.โอฬาร ย้ำว่า การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ไม่ได้หมายถึงการละเว้นการตรวจสอบ แต่ไม่ควรตัดสินล่วงหน้า ก่อนที่บุคคลเหล่านั้นจะได้พิสูจน์ศักยภาพ

นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การเติบโตของนักการเมืองรุ่นใหม่จำนวนมาก อาจมีพื้นฐานจากครอบครัวทางการเมือง ซึ่งถือเป็นทั้งทุนทางสังคมและบทเรียน แต่ท้ายที่สุด สิ่งที่จะตัดสินความเหมาะสม ไม่ใช่สายสัมพันธ์ หากแต่เป็น “ผลงาน ความสามารถ และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ”

“ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ต้องใจกว้างพอที่จะให้โอกาส และอดทนพอที่จะรอการพิสูจน์ผ่านผลงาน” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

พร้อมทิ้งท้ายว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่คำถามว่า “รัฐมนตรีลูกเทพควรได้รับโอกาสหรือไม่” แต่คือ สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันในการประเมินคนจากทุกพรรคการเมือง และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตภายใต้กติกาประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 

กกต.เปิดยอดบริจาค พรรคการเมือง เดือน ม.ค. ก่อนเลือกตั้ง เพื่อไทย นำโด่ง 31 ล้าน-ไทยก้าวใหม่ 22 ล้าน

กกต.เปิดยอดบริจาค พรรคการเมือง เดือน ม.ค. ก่อนเลือกตั้ง เพื่อไทย นำโด่ง 31 ล้าน-ไทยก้าวใหม่ 22 ล้าน

กกต.เปิดยอดบริจาค พรรคการเมือง เดือน ม.ค. ก่อนเลือกตั้ง เพื่อไทย นำโด่ง 31 ล้าน-ไทยก้าวใหม่ 22 ล้าน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.22 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สรุปยอดเงินบริจาคให้พรรคการเมือง ประจำเดือน มกราคม 2569 จำนวน 19 พรรคการเมือง โดยมีผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมืองที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5,000 บาท ขึ้นไป จำนวน 540 ราย เป็นเงินทั้งสิ้น 152,964,318.24 บาท

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการ

โดยพรรคการเมืองที่ได้รับบริจาคมากที่สุด ได้แก่ พรรคเพื่อไทย 31,500,000 บาท , พรรคไทยก้าวใหม่ (รักษ์ป่า) 22 ล้านบาท จากผู้บริจาค 4 คน , พรรคพลังประชารัฐ 18,053,100 บาท , พรรคประชาชน 15,399,558 บาท ทรัพย์สิน 131,760 บาท จากผู้บริจาค 457 คน รองลงมาได้แก่ พรรคประชาชาติ 12 ล้านบาท

ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการ

ไทย อังกฤษ 170 ปี มิตรภาพปึก ลุย FTA ปั๊มเศรษฐกิจสองชาติ

ไทย อังกฤษ 170 ปี มิตรภาพปึก ลุย FTA ปั๊มเศรษฐกิจสองชาติ

ไทย อังกฤษ 170 ปี มิตรภาพปึก ลุย FTA ปั๊มเศรษฐกิจสองชาติ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.14 น.

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 เวลา 18.30 น. ณ Gaysorn Urban Resort ถนนราชประสงค์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สหราชอาณาจักร และครบรอบ 80 ปี หอการค้าสหราชอาณาจักร โดยมีนายมาร์ก กุดดิง (H.E. Mr. Mark Gooding) เอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าสหราชอาณาจักร ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมประมาณ 300 คน

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเปิดงาน โดยแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างไทยและสหราชอาณาจักร ซึ่งมีพัฒนาการมาอย่างยาวนานตลอดระยะเวลา 170 ปีที่ผ่านมา โดยความพิเศษของความสัมพันธ์นี้ มิได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่ยาวนาน หากแต่เป็นความสามารถในการปรับตัว พัฒนา และสร้างประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง

อนุทิน ชาญวีรกูล

ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรเป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยบริษัทจากสหราชอาณาจักรได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการลงทุน การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างความร่วมมือระยะยาวกับภาคธุรกิจและหน่วยงานของไทย บนพื้นฐานของความไว้วางใจ ความน่าเชื่อถือ และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยก็ได้ขยายการลงทุนในสหราชอาณาจักร ก่อให้เกิดการจ้างงาน สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และเสริมสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่า ความร่วมมือนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านมิติอื่น ๆ อาทิ ด้านกีฬา โดยการลงทุนของไทยในสโมสรฟุตบอล Leicester City ได้สร้างความภาคภูมิใจร่วมกัน และแสดงให้เห็นว่าความเป็นหุ้นส่วนของทั้งสองประเทศขยายไปไกลได้หลากหลายมิติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ไทยและสหราชอาณาจักรรำลึกถึงความสำเร็จในอดีต ก็จำเป็นต้องมองไปข้างหน้า โดยประเทศไทยตั้งอยู่ในภูมิภาคที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจสูง และกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับโอกาสในอนาคต ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของภาคธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไทยมองสหราชอาณาจักรเป็นหุ้นส่วนสำคัญในเส้นทางดังกล่าว ซึ่งการยกระดับความสัมพันธ์สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และหุ้นส่วนทางการค้าที่แน่นแฟ้น (Strategic Partnership and Enhanced Trade Partnership) เมื่อ 2 ปีก่อน จะ เป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือในอนาคต

อนุทิน ชาญวีรกูล

อย่างไรก็ดี ทั้งสองประเทศควรเดินหน้าความร่วมมือให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งขยายความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ให้ครอบคลุมและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

“หาก 170 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ในอีก 170 ปีข้างหน้าจะต้องเป็นช่วงเวลาแห่งการร่วมกันสร้างอนาคต โดยเชื่อมั่นว่าทั้งไทยและสหราชอาณาจักรจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวร่วมกันได้ ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของทั้งสองประเทศที่มาร่วมงานในวันนี้” นายกรัฐมนตรีกล่าว

อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ชาญวีรกูล

รองปลัดพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่

รองปลัดพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่

รองปลัดพลังงาน แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

รองปลัดพลังงาน เผย กองทุนน้ำมันติดลบ 4.7 หมื่นล้าน ไหลออกวันละ 1.7 พันล. แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่ มอง นำเข้าน้ำมันรัสเซีย กต.หารือแล้ว หากนำเข้าจริงต้องคุยเอกชนหาสถานที่เก็บ

วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 18.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 เม.ย.69 มีสถานะติดลบประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท โดยมีเงินไหลออกวันละประมาณ 1.7 พันล้านบาท ซึ่งมาจากการที่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 21.89 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันในขณะนี้มีแนวโน้มที่จะติดลบเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ยังสูงอยู่ตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเริ่มลดลงก็ตาม 

ทั้งนี้ ในส่วนของการชดเชยราคาน้ำมันให้กับโรงกลั่นน้ำมัน ขณะนี้เนื่องจากกองทุนน้ำมันยังไม่มีกระแสเงินสดเป็นบวก จึงจะมีการลงบันทึกทางบัญชีของโรงกลั่นไว้ก่อน ซึ่งรัฐบาลจะชำระเงินคืนให้กับโรงกลั่นในระยะเวลาต่อไป ในส่วนของเงินที่ค้างจ่ายเอกชนส่วนนี้จะไม่มีการติดอัตราดอกเบี้ยให้กับเอกชน
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า ราคาค่าการกลั่นขณะนี้ที่สูงถึงประมาณ 13.90 บาทต่อลิตร นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่บวกขึ้นมาชั่วคราว และสะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันที่สูง ซึ่งบวกกับค่าพรีเมียมการขนส่ง และประกันภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งหลังจากช่วงนี้ราคาค่าการกลั่นจะลดลง ซึ่งในช่วงเดือน มิ.ย.นี้จะเริ่มเห็นค่าการกลั่นติดลบ ในส่วนของค่าการกลั่นนั้นนายกรัฐมนตรีได้ตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เพื่อมาติดตามตัวเลขต้นทุนและกำไรของโรงกลั่นว่าอยู่ที่เท่าไหร่ และส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันอย่างไร 

เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการจัดหาน้ำมันจากรัสเซีย นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ได้ทราบข้อมูลความคืบหน้าจากกระทรวงการต่างประเทศว่าได้มีการหารือกับทางรัสเซียแล้ว และหากมีความเป็นไปได้ก็มีโอกาสที่ไทยจะนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียเข้ามา แต่ในขณะนี้น้ำมันดิบที่ใช้กลั่นยังเป็นน้ำมันจากแหล่งที่ไทยได้รับมาก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถใช้กับโรงกลั่นที่เดินเครื่องอยู่ในขณะนี้ได้ทันที ส่วนน้ำมันจากรัสเซียที่จะนำเข้ามานั้นจะต้องมีการหารือกับภาคเอกชนในการเตรียมสถานที่กักเก็บไว้สำหรับใช้ในลำดับถัดไป ซึ่งต้องหารือกับภาคเอกชนในเรื่องนี้รวมทั้งขั้นตอนการปรับโรงกลั่นให้สามารถใช้น้ำมันรัสเซียในการกลั่นน้ำมันด้วย 

คมนาคม มอบของขวัญวันสงกรานต์ ตรึงค่าตั๋วบขส. 6-19 เม.ย. 2569

คมนาคม มอบของขวัญวันสงกรานต์ ตรึงค่าตั๋วบขส. 6-19 เม.ย. 2569

คมนาคม มอบของขวัญวันสงกรานต์ ตรึงค่าตั๋วบขส. 6-19 เม.ย. 2569

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.46 น.

คมนาคม มอบของขวัญสงกรานต์ตรึงค่าตั๋วบขส. 6-19 เม.ย. ก่อนปรับขึ้นจริง

วันที่ 1 เมษายน 2569 นายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ โฆษกกรมการขนส่งทางบก แถลงมาตรการด้านการคมนาคมว่า จากผลกระทบต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางจึงมีมติให้ปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร เพื่อรักษาสมดุลต้นทุนของผู้ประกอบการและป้องกันปัญหาการลดเที่ยววิ่ง โดยมีกำหนดเริ่มใช้อัตราใหม่ในวันที่ 6 เม.ย.2569 ซึ่งรถโดยสารระหว่างเมือง (รถบัส) จะปรับขึ้น 5 บาท ต่อทุกๆ 100 กิโลเมตร และรถตู้โดยสารปรับขึ้น 2 บาท ต่อทุกๆ 100 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรมการขนส่งทางบกร่วมกับ บขส. ได้มีมาตรการช่วยเหลือโดยจะตรึงราคาค่าโดยสารไว้ในอัตราเดิม ตลอดช่วงเทศกาลระหว่างวันที่ 6 – 19 เม.ย. 2569 และจะเริ่มใช้อัตราค่าโดยสารใหม่หลังวันที่ 19 เม.ย. เป็นต้นไป

ประชาชนที่ซื้อตั๋วในช่วงเวลาดังกล่าวจึงสามารถสบายใจได้ว่าจะยังไม่ถูกปรับขึ้นราคา  ส่วนของภาคการขนส่งสินค้า กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำดัชนีอ้างอิงต้นทุนการขนส่งสินค้าตามราคาน้ำมันดีเซล เพื่อเป็นเครื่องมือกลางให้ผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการขนส่งใช้เป็นเกณฑ์ในการเจรจาปรับอัตราค่าขนส่งรอบใหม่กันอย่างเป็นธรรม ซึ่งสะท้อนต้นทุนค่าน้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนสูงถึง 45% ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด