ครม.เด้งเลขาฯสมช. สังเวยไฟใต้ นั่งปลัดสำนักนายกฯ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ครม.เด้งเลขาฯสมช. สังเวยไฟใต้ นั่งปลัดสำนักนายกฯ นายกฯยาหอมทำงานดี ทาบเสธ.ทบ.ดูแลแทน เหตุร้ายในพื้นที่ยังแรง

ครม.มีมติ โยก ฉัตรชัย” จากเลขาฯสมช. ไปนั่งปลัดสปน. ดึง พล.อ.ชัยพฤกษ์” ทำหน้าที่แทนอนุทินแจงเลือกคนเหมาะกับงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ขณะที่กิติภณ” ขยับเป็น ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ คนใหม่ส่วนสถานการณ์ใต้ยังไม่สงบ คนร้ายลอบวางระเบิดและวางเพลิงร้านสะดวกซื้อใน อ.มายอ จ.ปัตตานี มีการยิงปะทะ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย ส่งศูนย์ซักถาม ฉก.ทพ.43 “นายกฯ” เรียกหน่วยงานความมั่นคงหารือสถานการณ์ใต้ต่อเนื่อง วันนอร์ลั่นทุกฝ่ายควรไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมรับการข่าวต้องปรับปรุง ผบ.ตร.สั่งปรับแผนยุทธวิธีเชิงรุก ยืนยันหน่วยข่าวกรองเจ้าหน้าที่ไม่ได้บกพร่อง

จากกรณีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดแสวงเครื่องและวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) สาขาตาแบ๊ะ หมู่ที่ 3 ตำบลลางา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าระงับเหตุและตรวจสอบพื้นที่ ก่อนเกิดการปะทะกับกลุ่มคนร้าย เมื่อเหตุการณ์สงบ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบหยดเลือดและปลอกกระสุน ตกอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ได้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยตั้งจุดตรวจและจุดสกัดกั้นในพื้นที่ สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายอัฟดอล (สงวนนามสกุล) และ นายอาริส (สงวนนามสกุล) ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

คุมตัว2ผู้ต้องสงสัยส่งศูนย์ซักถาม

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 ราย ส่งไปยังศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เพื่อเข้าสู่กระบวนการซักถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง และขยายผลถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การคุ้มครองสิทธิ และหลักสิทธิมนุษยชน ผู้ถูกควบคุมตัวยังคงได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม และยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐานและขยายผล เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์และนำผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป พร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้ประชาชน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย หรือพบความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน.หมายเลข1341 หรือแจ้งหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24ชั่วโมง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังและสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกฯเรียกถกหน่วยความมั่นคง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 25ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์หลังมีการก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่นายกฯเรียกประชุมติดตามสถานการณ์ฝ่ายความมั่นคงแล้ว

โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายปิยะศิริวัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าร่วม

ประชุมครม.สัญจรสงขลาปกติ

นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลาในวันที่ 31 ส.ค.- 1 ก.ย. ภายหลังเกิดเหตุเหตุความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต่อเนื่องว่า ยังปกติ ยังไม่เลื่อนเมื่อถามว่า เหตุการณ์ในพื้นที่เกิดถี่ ทาง ครม.มีความกังวลหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ต้องรอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งตอนนี้ยังไม่เลื่อนเมื่อถามอีกว่า การประชุม ครม.วันนี้มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่เห็นเดี๋ยวขึ้นประชุมครม.ก็น่าจะมีความชัดเจน

วันนอร์ระบุทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงการหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อทบทวนสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหามาตรการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น ในช่วงเช้าก่อนการประชุมครม. ว่า ได้ข้อสรุปว่าต้องมีความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายความมั่นคงกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคราชการในพื้นที่คือกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งวิธีการป้องกันเดิมของเราอาจจะใช้ได้ แต่ควรหามาตรการใหม่ๆ รวมถึงเครื่องมือมาเป็นตัวช่วย

โดยที่ผ่านมาการบูรณาการยังไม่แน่นพอ ต่างคนต่างทำ และประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปบ้าง เช่น กำลังของผู้ก่อความไม่สงบมีไม่มาก แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเราไม่ควรประมาท ควรประเมินสถานการณ์ให้ตรงกับความเป็นจริง พร้อมย้ำว่าต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ถ้าหากความมั่นคงไม่เกิดขึ้น การลงทุนและการท่องเที่ยวก็ไม่เกิดเช่นกัน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะแย่ ดังนั้นต้องช่วยกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าจะเน้นเรื่องการบูรณาการการทำงาน เรื่องความปลอดภัยของประชาชนสูงสุด

ชี้เกิดจากหลายสาเหตุ

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ได้สอบถามหรือไม่ว่าเกิดจากปัญหาอะไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เกิดจากหลายสาเหตุ เดากันไปถูกบ้างผิดบ้าง เช่น เดาว่าเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งระดับชาติมีความขัดแย้งกัน ทำให้เกิดปัญหาในระดับพื้นที่ ซึ่งตนมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะนักการเมืองทุกคนต้องดูแลประชาชน อะไรที่กระทบกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน หรือ อบต.ถูกเผา ใครไปทำเรื่องนี้ถือว่าทุบหม้อข้าวตัวเอง เพราะทุกคนอยากได้รับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ดังนั้นเขาก็ต้องดูแลประชาชนอย่างดี จึงเป็นการเดาผิดเดาถูกกันบ้าง จึงมองว่าควรตรวจสอบให้ครบถ้วน

เมื่อถามย้ำว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองเลยใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า จะบอกว่าไม่เกี่ยวเลยก็ไม่ได้ เพียงแต่ให้ตรวจสอบให้ถูกต้อง ไม่ควรคิดเอาเอง นักการเมืองก็ไม่กล้าที่จะให้ข้อมูลหรือให้ความเห็น และมองว่าเราต้องให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ตอนนี้ประชาชนไม่กล้าพูดแล้ว เพราะถ้าพูดในทางตรงกันข้ามกับฝ่ายความมั่นคงก็จะกลายเป็นผู้ร้าย เป็นฝ่ายสนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบ

ควรใช้หลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังย้ำว่า ควรใช้หลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาแก้ปัญหาในพื้นที่ เราไม่ดำเนินการตามนี้ก็จะไม่เกิดการพัฒนา เนื่องจากไม่ปลอดภัย และควรเข้าถึงปัญหาจริงๆ ไม่ใช่คาดเดา เพราะสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เหมือนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะเป็นลักษณะการสู้รบกับองค์กรลับ สถานการณ์ไม่เหมือนกันหากเราเอาคนที่ไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงปัญหา จะแก้ปัญหาลำบากพร้อมกันนี้ ยอมรับว่า สถานการณ์ใต้ในขณะนี้ การข่าวบกพร่องก็ถือว่ามีส่วน แต่ต้องเห็นใจคนทำงานเพราะคนจ้องจะก่อเหตุ ทำเมื่อเราเผลอ คนป้องกันก็ต้องมีเวลาเผลอบ้าง เช่น การเผา อบต. ไม่ได้มีการปิดสถานที่ ไม่มีคนเฝ้า บางแห่งไม่มีกล้องวงจรปิด ผู้ก่อเหตุก็จะดูว่ามีจุดบอดตรงไหนก็จะทำตรงนั้น ตนเห็นใจทุกฝ่าย แต่เราไม่ควรทะเลาะกันเอง มองฝ่ายต่างๆเป็นฝ่ายตรงข้าม อยากให้ร่วมมือกันทำงาน และขอย้ำว่าต้องไว้ใจกัน

เปิดโอกาสบีอาร์เอ็นเจรจา

เมื่อถามว่าการกระทำของกลุ่มบีอาร์เอ็นใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า แน่นอน เป็นงานของเขา แต่หากเขาอยากคุยเราก็ต้องเปิดโอกาส ซึ่งต้องพูดคุยบนพื้นฐานรัฐธรรมนูญไทย หากมีความมุ่งมั่นที่จะให้พื้นที่สงบสุขสามารถพูดคุยได้

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ หลังเจ้าหน้าที่รัฐใช้มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น มองว่าจะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้นหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า อาจจะมีส่วน ซึ่งเราต้องทำให้ตัวเองมั่นคงและแข็งแรง ในการป้องกันพื้นที่และดูแลประชาชน รวมถึงจับกุมผู้ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย ค้าของเถื่อน ยาเสพติด อยากให้เดินอย่างเต็มที่แต่ขณะเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือจากภาคประชาชน การเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ รวมถึงนักวิชาการ และที่สำคัญกระทรวงมหาดไทยต้องทำงานเต็มที่ในเรื่องความมั่นคง เพราะมีกำลังประจำถิ่น ถึงเวลาต้องมาผนึกกำลังกัน อย่าไปคิดว่าฉันหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งคนเดียว ถ้าร่วมมือกันก็จะมีพลัง

บางส่วนหนีไปมาเลเซีย

นายวันมูหะมัดนอร์ ยอมรับว่า มีผู้ก่อเหตุบางส่วนหนีไปฝั่งมาเลเซีย ซึ่งทางมาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือ ขอให้เราส่งข้อมูลไป เพราะทางเขาก็อยากให้เกิดความสงบ เนื่องจากหากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สงบก็กระทบมาเลเซียด้วย และไม่อยากให้สถานการณ์รุนแรงจนมีภัยแทรกซ้อนจากภายนอก เพราะปัจจุบันก็วุ่นวายเรื่องสงครามภูมิภาคเข้ามาแทรกแซง ถ้าเราไม่แข็งแรงเมื่อไหร่ ประเทศที่สามก็จะเข้ามาแทรกแซง ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศแข็งแรงและมีภูมิต้านทาน

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกฯ ยังย้ำถึงความร่วมมือ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ประเมินให้ถูกต้อง ไปหาวิธีแก้ปัญหาโดยร่วมมือกันทุกฝ่าย ซึ่งตนมองว่าแนวโน้มน่าจะไปในทางที่ดี และการประชุม ครม. สัญจรในรอบนี้ ก็จะหารือสถานการณ์ชายแดนใต้ด้วย ทุกคนต้องร่วมมือกันไม่มีใครเป็นพระเอก ซึ่งตนมองว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ เหตุเกิดครั้งเดียวกว่า 50 จุด ส่วนกองทัพก็ให้ทำหน้าที่ไปแต่ต้องฟังคนอื่นด้วย เพราะทำงานด้วยกัน

คาดคุยสันติสุขปลายก.ย.

สำหรับการพูดคุยสันติสุขนั้น ทางนายฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แจ้งว่า อาจจะพูดคุยให้เร็วขึ้น แต่ก่อนการพูดคุยบนโต๊ะ ควรมีการพูดคุยระดับเทคนิคก่อน 1-2 รอบ คาดว่าจะเป็นปลายเดือน ก.ย. หรือต้นเดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้รู้สาเหตุการก่อเหตุ เพราะเรื่องนี้จะใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น ส่วนจะแก้ได้อย่างไร ก็มาพิจารณากัน

เมื่อถามว่านายกฯ ได้พูดถึงการประเมินการวัดผลการทำงานโดยใช้ KPI กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือไม่ เพื่อทำให้การขับเคลื่อนงานเป็นรูปธรรมเร็ว นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็แน่นอน ไม่ว่าจะไปวัด KPI ตรงไหนก็มีปัญหา แต่ต่อไป KPI ต้องดีขึ้น

เมื่อถามว่าหากสถานการณ์ไม่คืบหน้าไม่ดีขึ้นจะส่งผลอะไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า นายกฯ ก็ต้องพิจารณา เนื่องจากเป็นหัวหน้ารัฐบาล ว่าเกิดจากอะไรแน่ ส่วนใครจะเกียร์ว่างหรือไม่นั้น ตนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ แต่อยากพูดถึงเรื่องที่จะเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เกิดความสำเร็จให้ได้

ผบ.ตร,ย้ำทุกฝ่ายร่วมมือเข้มข้น

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าหน่วยงานความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และประชาคมข่าวกรอง ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตามทางกลุ่มผู้ก่อเหตุก็มีการข่าวของตนเองเช่นกัน และมักอาศัยช่องโหว่ด้านเวลาและโอกาสในการลงมือเพื่อแสดงศักยภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่มีรายงานว่ารัฐบาลได้รับข้อมูลด้านการข่าวล่วงหน้ามากว่า 2 เดือนนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่มีข้อมูลชุดเดียวกันและมีการประชุมแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ก่อเหตุมักเลือกใช้ช่วงเวลาที่คาดไม่ถึงในการลงมือ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใย พร้อมกำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งยับยั้งและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่

ยันประสิทธิภาพการข่าวไม่ได้ลดลง

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ประสิทธิภาพด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ลดลง แต่การทำงานในพื้นที่มีความท้าทายสูง โดยหลังจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเน้นการปฏิบัติการเชิงรุก มากกว่าการเดินตามเกมของผู้ก่อเหตุ โดยมีมาตรการสำคัญ บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าและสถานีบริการน้ำมัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยล่วงหน้าอุดช่องโหว่ช่วงสับเปลี่ยนกำลังนำเทคโนโลยีและกล้องวงจรปิดเข้ามาช่วยเสริมการเฝ้าระวัง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าด้านคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือพิเศษในการพิสูจน์ทราบตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งหลักฐานทางชีวภาพ ภาพถ่าย และประวัติอาชญากรรม เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามปกปิดตัวตนหรือหาช่องทางหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ฝ่ายความมั่นคงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศอย่างใกล้ชิดแล้ว

กิติภณนั่งผอ.ข่าวกรอง

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้ง นายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นผู้อำนวยการสขช.คนใหม่ แทนนาย ฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการ สขช.ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ นายฐนัตถ์ แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่จะยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

ฉัตรชัยรู้ล่วงหน้าพ้นเก้าอี้

รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม. แจ้งว่า ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายวันนี้ มีการอนุมัติเห็นชอบตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะการโยกย้าย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 1 ปี ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกฯ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้นั้น ซึ่งปกติแล้วเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าส่วนราชการ ที่จะต้องเข้าประชุม ครม. ทุกครั้ง เช่นเดียวกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ครั้งนี้นายฉัตรชัย ไม่ได้เข้าประชุม และได้ยื่นใบลาประชุมไว้ก่อนแล้ว

ขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายฉัตรชัย เพิ่งเข้าร่วมประชุมหน่วยงานความมั่นคงกับนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ มีรายงานว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ได้มีการแจ้งนายฉัตรชัยล่วงหน้าแล้วว่า จะให้ไปเป็นปลัดสำนักนายกฯ

พล.อ.ชัยพฤกษ์ยินดีตำแหน่งใหม่

รายงานข่าวแจ้งว่า บุคคลที่ได้รับการทาบทามจากนายกฯ ให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่แทนนายฉัตรชัย คือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบก โดยมีการพูดคุยผ่าน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ซึ่งเจ้าตัวยินดี และน้อมรับที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งนี้โดยไม่ขัดข้องแต่อย่างใด

หลังจากนี้ จะมีการประชุม สมช. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการ สมช.คนใหม่ หลังจากที่ประชุมเห็นชอบแล้ว จึงจะนำมติที่ประชุม สมช. เสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

อนุทินแจงเลือกคนเหมาะกับงาน

นายอนุทิน ตอบคำถามกรณีการทาบทามพล.อ. ชัยพฤกษ์ ให้มานั่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช. แทนนายฉัตรชัย เพื่อมาดูเรื่องสถานการณ์ภาคใต้โดยเฉพาะใช่หรือไม่ ว่า ทุกอย่างอยู่ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายคนไหนที่เหมาะสมกับงานตรงไหน เราก็พยายามให้ไปอยู่ในงานที่เขาเหมาะสมและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เรื่องนี้ไม่มีอะไร

เมื่อถามว่าได้ทาบทามขอตัวพล.อ. ชัยพฤกษ์ จากพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้มาช่วยงานใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามถึงกรณีบางฝ่ายเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่มีครับ ไม่มี ” พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าไม่มี

ครมสังเวยไฟใต้เลขาฯสมช.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดสถ. หนูเขย่ามท. ย้ายใหญ่20ตำแหน่ง

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดสถ. หนูเขย่ามท. ย้ายใหญ่20ตำแหน่ง ‘นิรัตน์’นง‘อธิบดีปภ.’ ‘ธีรพัฒน์’ดูแลโยธาฯ โยกธีรุตม์เป็นผู้ตรวจ

ครม.ไฟเขียวโยกย้ายบิ๊กมหาดไทยลอตใหญ่ 20 ตำแหน่ง เซมเบ้นั่งอธิบดีปภ.ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดอธิบดีสถ. ผู้ว่าฯเมืองคอนขึ้นอธิบดีกรมที่ดิน”-โยกธีรพัฒน์นั่งอธิบดีโยธาฯ-ธีรุตม์ไปนั่งผู้ตรวจราชการฯอนุทินยันโยกย้าย มท.ยึดหลักคุณธรรม แจงผวจ.บุรีรัมย์ขึ้นอธิบดีตามความเหมาะสม นิรัตน์น้อมรับคำสั่งย้ายนั่งอธิบดีปภ.นายกฯยันปมฮั้วสว.เชื่อความเห็นใครไม่ได้ต้องพิสูจน์ ตามกระบวนการ ด้านดีเอสไอเข้าแจ้งความกองปราบฯลุยเอาผิดกลุ่มคนเผยแพร่สำนวนคดีฮั้วสว.ชี้สร้างความเสียหายต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่กกต.โร่แจง ยันศุกร์ 28ส.ค.ยังไม่ลงมติคดีฮั้วสว.ชี้อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนขอปชช.มั่นใจ ดำเนินการรอบคอบยึดหลักกม.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 20 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ ครอบคลุมตำแหน่งระดับ รองปลัดกระทรวง, อธิบดีกรม,ผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัด

โดยมีรายชื่อสำคัญ ดังนี้1. ระดับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (4 ราย) นายจำเริญ แหวนเพ็ชร จาก ผวจ.สุรินทร์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนัฐพล นราดิศร จาก ผวจ.เชียงใหม่ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ จาก ผวจ.นครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.อโรชา นันทมนตรี จาก ผวจ.นครปฐม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

ผวจ.บุรีรัมย์ผงาดนั่งอธิบดีสถ.

  1. ระดับอธิบดีกรมและผู้ตรวจราชการกระทรวง(5 ราย)นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล จาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายสมชาย ลีหล้าน้อย จาก ผวจ.นครศรีธรรมราช ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ จาก อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายปิยะ ปิจนำ จาก ผวจ.บุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

โยกย้าย ผู้ว่าราชการฯ11จังหวัด

  1. ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด (11 ราย) นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ จาก ผวจ.จันทบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา นายทศพล เผื่อนอุดม จาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.เชียงใหม่ น.ส.ฉัตรประอร นิยม จาก ผวจ.ฉะเชิงเทรา ย้ายไปเป็น ผวจ.ตราด นายภาสกร บุญญลักษม์ จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ตาก นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร จาก ผวจ.สุพรรณบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.นครราชสีมา

นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ จาก ผวจ.มหาสารคาม ย้ายไปเป็น ผวจ.นครสวรรค์ นายเอกวิทย์ มีเพียร จาก ผวจ.ปทุมธานี ย้ายไปเป็น ผวจ.บุรีรัมย์ น.ส.ธนียา นัยพินิจ จาก ผวจ.พิจิตร ย้ายไปเป็น ผวจ.ปทุมธานี นายชาธิป รุจนเสรี จาก ผวจ.กำแพงเพชร ย้ายไปเป็น ผวจ.สระแก้ว นายพิริยะ ฉันทดิลก จาก ผวจ.ตราด ย้ายไปเป็น ผวจ.สุพรรณบุรี และนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.อุดรธานี

อนุทินยันโยกย้ายยึดหลักคุณธรรม

เวลา 13.45น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นไปตามวาระปกติมีคนเกษียณอายุราชการก็มีการแต่งตั้งโยกย้ายตามฤดูกาลปกติ ส่วนกรณีที่โยกย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มาเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ได้พูดคุยอะไรกันบ้างนั้นท่านก็จะมาเป็นอธิบดีปภ.ตอนเป็นผวจ.เชียงใหม่ก็มีประสบการณ์ในการป้องกันอุทกภัย ก็ต้องหาคนที่มีความเหมาะสมที่สุดสามารถดำเนินการป้องกันภัยได้เลย ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นพ้องต้องกันว่านายนิรัตน์เหมาะสมด้านนี้

เมื่อถามว่าการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ยึดหลักอะไรเพราะก่อนหน้านี้ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่ายึดหลักคุณธรรมความเหมาะสม และยึดหลักว่าคนที่เราแต่งตั้งมาทำหน้าที่แต่ละตำแหน่งต้องยึดถือประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายแรก

แจงปมโยกผวจ.บุรีรัมย์ขึ้นอธิบดี

เมื่อถามถึงกรณีโยกย้ายนายปิยะ ปิจนำ ผวจ.บุรีรัมย์ มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอนุทิน ยืนยันว่า เป็นไปตามการหมุนเวียนโยกย้าย และความเหมาะสมในหน้าที่ของการทำงาน ผวจ.แต่ละจังหวัดมีองค์ความรู้วิธีการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราก็ดำเนินการตามความเหมาะสมและอาวุโส

นิรัตน์น้อมรับคำสั่งนั่งอธิบดีปภ.

ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)กล่าวภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ว่า ไม่ได้รับทราบมาก่อนล่วงหน้า แต่ตนเคารพการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.มหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทยก่อนย้ำว่าพร้อมทำงาน ส่วนภารกิจของปภ.ค่อนข้างหนักพอสมควร ในการบรรเทาสาธารณภัย มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องพร้อมเสมอ

นายกฯชี้ฮั้วสว.พิสูจน์ตามกระบวนการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์กรณีโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(iLaw)เปิดข้อมูลคดีฮั้วสว.เชื่อมโยงกับรัฐมนตรีและสส.พรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่องว่า“ครับก็เตรียมไปสู้กันในศาล วันนี้ก็มีการแจ้งความผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกันต่อไป ทุกอย่างมีกระบวนการยุติธรรม เราไม่สามารถไปเชื่อความเห็นคนใดคนหนึ่งได้ มีการพิสูจน์ดำเนินการสืบสวนสอบสวนทุกอย่างเราต้องเคารพกระบวนการนั้นเราทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ความร่วมมือในทุกอย่าง เมื่อถามว่ากรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้วสว.รัฐบาลจะตอบคำถามนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า“ผมยืนยันว่าอะไรที่เรารู้เราก็ตอบอะไรเราไม่รู้เราไม่เกี่ยวก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาตอบ”

รุทธพลรับเอกสารฮั้วสว.DSIของจริง

ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)เปิดข้อมูลคดีฮั้วสว.ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงและได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ว่าเท่าที่ติดตามข่าว เอกสารดังกล่าวเป็นสำนวนของกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงินซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)โดยตนก็มีข้อสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวได้มาอย่างไร

ลุยเอาผิดมือปล่อย-เผยแพร่สำนวน

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่าขณะนี้ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลใดทำให้เอกสารหลุดออกไป หรือมีใครเกี่ยวข้องบ้าง เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จจะให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงต่อตนว่าข้อมูลหลุดไปยังบุคคลภายนอกได้อย่างไร ตนยังทราบว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องหมายถึงผู้ที่นำเอกสารและสำนวนไปใช้ในการตรวจสอบ ซึ่งอาจมีความผิดทั้งในคดีอาญาและตามกฎหมายพิเศษ

เมื่อถามว่าการแจ้งความครั้งนี้จะเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลรวมถึงบุคคลภายนอกที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ด้วยหรือไม่พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้พิจารณาตามพยานหลักฐานว่า ผู้ที่นำเอกสารไปและนำมาเผยแพร่จะมีความผิดอย่างไรซึ่งเอกสารที่หลุดออกมาเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในสมัย รมว.ยุติธรรมคนก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งรมว.ยุติธรรม

DSIแจ้งเอาผิดคนเผยแพร่สำนวนฮั้วสว.

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ยอมรับว่าวันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับคณะบุคคลที่ได้มีการนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ คดีฮั้วสว.อั้งยี่-ฟอกเงินสว.นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะซึ่งกระทบต่อการสอบสวนคดีพิเศษ

ขณะที่พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กองกฎหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม เนื่องด้วยก่อนหน้านี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบว่าภาพเนื้อหาเอกสารที่ปรากฏในช่องทางสื่อสารสาธารณะในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นภาพเนื้อหาเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนของดีเอสไอจริงหรือไม่เมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้วก็พบข้อเท็จจริงว่าเป็นเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริงๆจึงเล็งเห็นว่ากรณีที่กลุ่มคณะบุคคลมีการนำเอาเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษมาเปิดเผยสู่สาธารณะส่งผลกระทบเสียหายต่อหลักการสอบสวนคดีอาญาเพราะตามหลักการแล้วการจะเปิดเผยเนื้อหาการสอบสวนได้นั้นคดีอาญาดังกล่าวจะต้องขึ้นสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลเท่านั้นซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกพิจารณาเปิดเผยต่อหน้าจำเลย

ชี้สร้างความเสียหายสอบสวนคดีพิเศษ

พ.ต.ต.วรณันระบุว่าแต่เมื่อมีการนำเอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นนี้ก็เป็นการส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมจึงมอบหมายให้กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันนำเอาเอกสารและข้อมูลภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอมาเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยระบุพฤติการณ์ให้กับพนักงานสอบสวนตำรวจเพื่อไปตรวจสอบฐานความผิดที่เข้าข่าย ส่วนหากมีพฤติกรรมอื่นใดที่เข้าข่ายฐานความผิดอื่นเพิ่มเติมก็จะเป็นหน้าที่ขยายผลตรวจสอบของพนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป อนึ่ง หากมีประเด็นรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนตำรวจต้องการ ทางดีเอสไอก็พร้อมให้ความร่วมมือ

ขอกองปราบฯขยายผลหาต้นตอ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษแจงอีกว่าเรายึดหลักความโปร่งใสโดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้พนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดูรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้มีการนำเอาข้อมูลและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษของดีเอสไอมาเปิดเผยต่อสาธารณะและมีการนำไปเผยแพร่ในช่องทางใดอีก อย่างไรก็ตาม หลักการสอบสวนที่ตำรวจจะดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มี 2 ส่วนคือ1.เป็นเอกสารจริงหรือไม่และ2.หากเป็นเอกสารจริง เอกสารนั้นไปอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลได้อย่างไร และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานใดบ้าง หรือมีเจ้าหน้าที่ไปเอื้อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

เมื่อถามว่าสังคมจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีนั้นเป็นการดำเนินคดีเพื่อเตะตัดขาของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างเปิดโปงพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้วสว.หรือไม่เพราะใกล้วันที่ 28ส.ค.69ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะต้องมีการประชุมลงมติในคดีดังกล่าวแล้วนั้นโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงว่า เรื่องการเปิดเผยสำนวนการสอบสวนไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อไรมันถือเป็นเรื่องเสียหายและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น และเราไม่สามารถเพิกเฉยได้ อีกทั้งเรายังยึดความโปร่งใส โดยให้หน่วยงานอื่นอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน

แจงพฤติการณ์ความผิดหลายมาตรา

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ความผิดเบื้องต้นที่กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแจ้งความเอาผิด ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 “ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ,มาตรา 323“ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรกเปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน” และมาตรา 164 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“

กกต.ยัน28ส.ค.ยังไม่ลงมติคดีฮั้วสว.

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ชี้แจงกรณีกระแสข่าวกกต.เตรียมลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนสว.และลงมติสำนวนดังกล่าวต่อไป โดยสำนักงานกกต.ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการพิจารณาสำนวน สว.ดังกล่าว ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใสและยึดหลักกฎหมาย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง และคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสูงสุด

ครม.เงากระทุ้งจี้กกต.สั่งฟ้องคดีสว.

เวลา08.45 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน ครั้งที่ 11/2569 โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก ครม.เงาแถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เร่งสร้างความชัดเจนเรื่องวันลงมติกรณีคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)โดยเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องวันลงมติ แต่คือทิศทางของมติ กกต.โดยตาม พ.ร.ป.การเลือกสว.มาตรา 62 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นกกต.มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาไม่ใช่มาทำหน้าที่เป็น”เทรนเนอร์”วินิจฉัยจนสิ้นข้อสงสัยเสียเอง พร้อมเตือนกกต.อย่าใช้วิธีตัดตอนเพื่อช่วยเหลือเครือข่ายนักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง เพราะกฎหมายครอบคลุมถึง “ผู้ใดก็ตาม”ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ได้บังคับใช้แค่ผู้สมัคร สว. เท่านั้น

เปิดหลักฐานโทรคุย19สว.62ครั้ง80วัน

นายพริษฐ์ได้เปิดเผยข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ระหว่างนางรัตนา บ่อถ้ำ (1ใน229คนที่ถูกคณะไต่สวนชุดที่ 16ชี้มูลความผิด)กับสว.จำนวนอย่างน้อย 19 คน รวมกัน 62 ครั้ง ภายในระยะเวลา 80 วัน (ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน – 9 กันยายน 2567) ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงการเลือก สว. ระดับประเทศและการปฐมนิเทศ สว. จากการตรวจสอบพบว่า นางรัตนา เคยได้รับการแต่งตั้งจาก นายชรัตน์ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ในช่วงปี 2566–2568

จี้ ภท.แจงสัมพันธ์ผู้ช่วยงานสส.โยงฮั้ว

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนจึงขอฝาก 5 คำถามไปยัง นายชรัตน์ รัชกิจประการ เพื่อให้ออกมาชี้แจงต่อสังคมได้แก่นางรัตนา มาช่วยงาน สส.ชรัตน์ หรือพรรคภูมิใจไทยในเรื่องใดบ้าง เหตุใดผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจึงมีการโทรศัพท์คุยกับ สว. จำนวนมากในช่วงคาบเกี่ยวการเลือก สว. จริงหรือไม่ ที่นางรัตนาเป็นผู้ประสานงานหลักให้ สว. มาประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน จริงหรือไม่ ที่นายชรัตน์เคยเดินทางไปร่วมประชุมกับ สว. ที่โรงแรมพูลแมน หากจริง การไปประชุมดังกล่าว ไปในนามส่วนตัว หรือในฐานะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และมีผู้บริหารหรือ สส. พรรคภูมิใจไทยคนอื่นร่วมด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่าสำหรับกรณีที่ สส. พรรคภูมิใจไทย ออกมาแย้งเรื่องที่มาของข้อมูลการโทรนั้นนายพริษฐ์ระบุว่า ได้นำข้อมูลมากลั่นกรองในระดับหนึ่งแล้ว และมองว่าหลักฐานประวัติการโทรเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง เมื่อนำมาประกอบกับพยานบุคคล เส้นทางการเงิน คลิปเสียง และโพยลงคะแนน จะเห็นภาพความเกี่ยวโยงที่ชัดเจนพอให้ กกต. สั่งฟ้องได้

ดักคอกกต.ยกคำร้องเจอฟ้องม.157

“ทั้งนี้ หาก กกต.มีมติยกคำร้องจริง ฝ่ายค้านได้เตรียมแผนรองรับไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ดำเนินคดี กกต.: ฟ้องร้อง กกต. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ (มาตรา 157) 2.หาช่องทางส่งศาล แสวงหากลไกทางกฎหมายเพื่อส่งหลักฐานตรงไปยังศาลฎีกา 3. แก้ไขกฎหมาย ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป.การเลือก สว. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียหาย (ผู้สมัคร สว. หรือ สว.สำรอง) สามารถยื่นฟ้องตรงต่อศาลฎีกาได้เอง”นายพริษฐ์ กล่าวย้ำ

ปชน.จี้ถกพรก.เงินกู้4แสนล.ไร้แผน

ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เงา พรรคประชาชน ถึงวาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้4แสนล้านบาท ในช่วงเปิดประชุมสภาฯวันที่ 26ส.ค.นี้ว่าพ.ร.ก.เงินกู้กำลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้ความเห็นชอบเราติดตามเรื่องนี้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมา ตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้านที่ได้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่สามารถที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ เป็นการออก พ.ร.ก.โดยไม่ชอบ ซึ่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งพบว่ามีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยมีการระบุคำชี้แจงพยานที่เป็นผู้เชียวชาญด้านกฎหมายการคลัง 3 คน และผู้เชียวชาญด้านการคลัง 1 คน ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันในหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 2 แสนล้านบาทหลังไม่ปรากฎแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถลดผลกระทบวิกฤตพลังงานนี้ได้

น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของนิยามคำว่าความมั่นคงด้านเศรษฐกิจว่าได้สัดส่วนหรือไม่ อย่างไรกับความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นพ.ร.ก.และทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยระยะเวลากลางและระยะยาว รวมถึงมีการพูดเรื่องวินัยการเงินการคลัง เพราะการกู้ในครั้งนี้จะไปกระทบกับหนี้สาธารณะที่กำลังจะไปชนกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้กำหนดไว้ จากคำชี้แจงของผู้เชิญชาญเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรครวมฝ่ายค้าน และเป็นไปในทางเดียวกับคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย

ทั้งนี้ หลังจากที่เราได้ติดตาม การคิดเรื่องแผนงานของโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลเราพบความไม่ชอบมาพากลในหลายเรื่อง เช่นกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการให้แคตตาล็อกและอาจจะมีการล็อกรหัส สินค้าในบางประเภทเพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกไปที่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง

ศุภโชติแฉไม่ตรงปก-หวั่นมีช่องทุจริต

ด้านนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการที่เราติดตามกันมา มองว่ามีปัญหาตั้งแต่กระบวนการทำคำของบเงินกู้ก้อนนี้แล้ว เพราะเป็นการให้หน่วยงานต่างๆ ทำโครงการขอเข้ามา และโครงการเหล่านั้นจะเข้ามาสู่การกลั่นกรองของคณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะมีแผนลงมาก่อนว่าเราจะเดินการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปในทิศทางไหน ที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดตัวชี้วัด 2 แสนล้านบาท ที่เราไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร และอนาคตของประเทศหลังจากที่ใช้เงินหมดแล้วจะเป็นอย่างไร เราสามารถประหยัดพลังงานและใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนรู้เลย ทำให้ที่ผ่านมาเราเห็นโครงการที่ไม่ตรงปกและโครงการที่ไม่มีเนื้อ

“จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวค่อนข้างจะไม่ตรงปก ที่ตอนแรกมีการเสนอไว้อย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันหลายหลายอย่างติดข้อจำกัดมากมาย เหมือนรัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมและทำการบ้านไม่มากเพียงพอ ตั้งโครงการมา โฆษณาไปก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีการกันเรากังวลว่ามีการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ตรงปกหรือไม่มีเนื้อสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นและเป็นกระบวนการที่ที่อาจจะเป็นกลไกผันเงิน2แสนล้านบาทนี้ไปสู่กระบวนการทุจริตคอร์รัปชั่น”นายศุภโชติ กล่าว

ไอซ์ตั้งข้อสังเกตล็อกสเปกโซลาร์เซลล์

ขณะที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะกมธ.วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กล่าวว่าในพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่วนของ 2 แสนล้านหลังมีคีย์เวิร์ดโซลาร์เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคีย์เวิร์ดแห่งยุคสมัยนี้ ขณะเดียวกันเรื่องงบกลางที่อนุมัติให้กรมน้ำบาดาลดำเนินการ 6.5 พันล้านบาท ก็มีคีย์เวิร์ดโซลาร์ปั๊มเช่นเดียวกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างและมีผู้รับเหมา

“หากสมมติว่าของจัดซื้อจัดจ้างมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท หรือ 1 แสนล้าน หากไม่ได้เตรียมเอาไว้ก่อน ผู้รับเหมาหรือคนที่ขายของที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทนี้ไม่รู้ก่อน จะเตรียมทันได้อย่างไร ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นเรือโนอาห์ที่จะพาผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงินหรือสส.เครือข่ายสีน้ำเงินแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือไม่”น.สรักชนก กล่าว

ดักคอหวั่นเอื้อผู้รับเหมารายเก่า

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่าสิ่งที่รับทราบจากข้าราชการซึ่งมีความกังวลว่าจะต้องติดร่างแหรับผิดชอบหากเกิดปัญหาหรือไม่ และแจ้งมาว่าเริ่มมีการของบประมาณในโครงการเข้ามาแล้วจากท้องถิ่น แม้หน้าตาโครงการมาแล้ว แต่หลักเกณฑ์ยังไม่มีความชัดเจนส่วนเงินส่วนใหญ่ที่นำไปจัดซื้อจัดจ้างแผงโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์ปั๊ม ทางกมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอหนังสือไปยังหน่วยงานเพื่อนำมาพิจารณาว่ามอก.เดิมมีกี่เจ้าและช่วงที่มีงบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีหน่วยงานยื่นขออุปกรณ์โซลาร์เซลล์กี่เจ้า

น.ส.รักชนกตั้งข้อสังเกตว่าหากไม่มีเจ้าใหม่มาขอในช่วงระยะเวลานี้ อาจหมายความว่าคนที่เป็นเจ้าเก่าที่ได้มอก.อยู่ รับเละหรือหมายถึงรับประโยชน์มหาศาล ซึ่งอาจทำให้เชื่อว่าเป็นการล็อกสเป็กให้เจ้าเก่า หากมี 2-3 เจ้าได้รับมอก.ใหม่ ในช่วงเหล่านี้หรือฟาสต์แทรกกระบวนการต่างๆ อย่างรวดเร็วก็เป็นที่สังเกตได้ว่า อาจจะเป็นเจ้าใหม่ที่เข้ามารับทรัพย์หรือไม่ อย่างไร โดยทำเรื่องขอข้อมูลไปแล้วรอข้อมูลที่จะส่งกลับมา

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ย้าย20ตำแหน่ง

เพิ่ม1ล้านสิทธิ ลุยไทยเที่ยวไทยพลัส เริ่มลงทะเบียน1ต.ค.นี้

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

เพิ่ม1ล้านสิทธิ ลุยไทยเที่ยวไทยพลัส เริ่มลงทะเบียน1ต.ค.นี้

รมว.การท่องเที่ยวฯ เผยคุย เอกนิติ”-ปลัดกระทรวงการคลัง เคาะโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส” ขยายจาก 5 แสนเป็น 1 ล้านสิทธิ์ โดย 1 คนลงทะเบียนได้ 5 สิทธิ์ ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 พันล้านบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แย้ม ททท.จัดแคมเปญเที่ยวฤดูหนาวที่น่าน-ภาคเหนือ ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัย

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงความชัดเจนในโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ว่าจะเริ่มลงทะเบียนในวันที่1 ตุลาคมนี้ โดยจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งขณะนี้ระบบหลังบ้านพร้อมแล้ว เหลือเพียงแค่เคาะเกณฑ์เงื่อนไข โดยจะใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังค์ และจากการหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ยืนยันว่าจะพร้อมใช้ในเดือนธันวาคมนี้

ขณะเดียวกัน จะมีการขยายสิทธิ์จากเดิมที่ตั้งไว้ 500,000 สิทธิ์ เป็น 1,000,000 สิทธิ์ โดยจะใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 3,500 ล้านบาท เพราะเดิมที่ประเมินไว้ 500,000 สิทธิ์นั้นจะต้องใช้วงเงิน1,750 ล้านบาท โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก จึงได้เปิด1,000,000 สิทธิ์ในรอบเดียว โดย1คนจะสามารถลงทะเบียนได้ 5 สิทธิ์

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเพื่อต้องการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานในช่วงที่ผ่านมา

นายสุรศักดิ์ กล่าวถึงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว จ.น่าน หลังจากผ่านพ้นสถานการณ์น้ำท่วม ว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าภายหลังฟื้นฟู จ.น่านจะต้องมีการทำกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะถ้าหมดฝนก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงอากาศดีของ จ.น่าน ขณะนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเตรียมจัดแคมเปญเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว จ.น่านและภาคเหนือ

เพิ่ม1ล้านสิทธิไทยเที่ยวไทยพลัส

คุก3ปี‘ปริญญ์’ คดีพรากผู้เยาว์ กระทำอนาจาร ไม่รอลงอาญา

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คุก3ปี‘ปริญญ์’ คดีพรากผู้เยาว์ กระทำอนาจาร ไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้อง “ปริญญ์ พานิชภักดิ์”อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญาคดีอนาจาร-พรากผู้เยาว์ เหยื่อสาววัย 17 ปี และยังมีคดีค้างอีก 5-6 คดี

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ ที่ อ.1849/2565ซึ่งอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อการอนาจาร

โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยได้พรากหญิงสาวรายหนึ่ง อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหาย ไปจากบิดา มารดา หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยหญิงนั้นเต็มใจ ด้วยการที่จำเลยใช้มือขวาจับมือซ้ายในลักษณะกุมมือ และใช้มือซ้ายจับบริเวณต้นขาของผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยโจทก์ระบุว่าการกระทำอนาจารดังกล่าวมีลักษณะเปิดเผย เกิดต่อหน้าธารกำนัล เหตุเกิดในพื้นที่แขวงและเขตดินแดง กทม.โดยจำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุเกิดภายในรถตู้ส่วนตัวซึ่งมีผ้าม่านและฟิล์มดำปิดบัง รวมทั้งมีม่านกั้นระหว่างคนขับรถกับผู้โดยสาร ทำให้บุคคลภายนอกไม่สามารถรับรู้เหตุการณ์ได้ และเป็นคดีอนาจารที่ยอมความได้ ซึ่งมีอายุความ 3 เดือนนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ขณะที่เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2561 จึงเห็นว่าคดีส่วนดังกล่าวขาดอายุความ

ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยอาสาจะไปส่งผู้เสียหายที่คอนโดมิเนียม ระหว่างการเดินทางไม่มีการออกนอกเส้นทาง แต่เมื่อจำเลยลูบขาผู้เสียหายระหว่างทาง ผู้เสียหายจึงขอลงจากรถเพื่อเดินทางกลับบ้านเอง และจำเลยยินยอมให้ลงจากรถ พฤติการณ์จึงไม่เข้าลักษณะพรากผู้เยาว์ไปจากบิดามารดา พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลย

สำหรับการฟังคำพิพากษาในวันเดียวกันนี้ ศาลได้เบิกตัวนายปริญญ์ ซึ่งสวมชุดผู้ต้องโทษมาจากเรือนจำ เนื่องจากถูกศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกในคดีความผิดทางเพศอื่น ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือโดยรอบคอบแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561เวลากลางวัน เมื่อนับระยะเวลาจนถึงวันฟ้อง คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำว่า “พราก” หมายถึงการพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากอำนาจปกครองของบิดามารดา ซึ่งส่งผลกระทบต่ออำนาจปกครองโดยไม่ได้รับความยินยอม แม้จำเลยกับผู้เสียหายจะอยู่ภายในรถตู้ก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับ ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจาร จำคุก 1 ปี และฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3ปี โดยไม่รอการลงโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปริญญ์ ถูกอัยการและผู้เสียหายยื่นฟ้องในคดีอื่นอีกหลายคดี โดยคดีส่วนใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ประมาณ 5-6 คดี

กระทำอนาจารคดีพรากผู้เยาว์ปริญญ์ พานิชภักดิ์

สหรัฐบีบโลก ตัดเส้นเลือด‘อิหร่าน’ ห้ามทุกปท.ช่วยเหลือ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สหรัฐบีบโลก ตัดเส้นเลือด‘อิหร่าน’ ห้ามทุกปท.ช่วยเหลือ

สหรัฐฯประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อศัตรู มุ่งตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนอิหร่าน ขู่ทั่วโลกห้ามทำธุรกิจกับอิหร่าน ไม่เว้น จีน’ ฮึ่มใครท้าทายจะถูกตัดออกจากระบบการเงินสกุลดอลลาร์ ด้านรบ.เตหะรานโต้เดือด หยามวอชิงตันไร้ศักยภาพ มั่นใจปท.คู่ค้าสำคัญจะต่อต้าน โดยเฉพาะจีน-รัสเซียไม่ยอมรับแน่

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมว่า นายสกอตต์ เบสเซนต์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ให้คำมั่นจะเปิดเผยมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นต่อประเทศที่เผชิญการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเนื่องนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ว่ารุ่งอรุณเริ่มต้นวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการโจมตีทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อศัตรู

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงว่า สหรัฐฯขอออกประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) โดยหวังให้มาตรการนี้ตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ที่ค้ำจุนเหนือประเทศอิหร่าน เบสเซนต์ออกแถลงการณ์มาตรการที่เขาอธิบายว่าเป็นการ ดีเดย์ ทางเศรษฐกิจ หรือ economic D-Day ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อมอบคำเตือนครั้งสุดท้ายแก่ประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน มิเช่นนั้น บริษัทและองค์กรสำคัญของพวกเขาอาจถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์

“เรากำลังเปิดฉากบุกโจมตีทางเศรษฐกิจต่อเครือข่ายทางการเงินของอิหร่านทั่วโลก เป้าหมายของเราคือการตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนระบอบทรราชนี้ จนกว่ารัฐบาลเตหะรานจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว”รมว.คลังสหรัฐกล่าว และว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯแกะรอยเครือข่ายผู้ให้การสนับสนุน และช่องทางการเงินที่อิหร่านใช้ลักลอบขนส่งน้ำมันและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรไว้หมดแล้ว และวอชิงตันจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเล่นงานทุกแหล่งที่มาของรายได้ที่ผิดกฎหมายของอิหร่าน

เบสเซนต์ปฏิเสธระบุประเทศเป้าหมาย และไม่ได้เปิดเผยว่ามาตรการลงโทษจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด กระทรวงการคลังประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อบุคคล นิติบุคคลและเรือ 60 ราย แต่ไม่มีสถาบันการเงินของจีนที่ต้องสงสัยว่าอำนวยความสะดวกในการค้าขายน้ำมันของอิหร่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯที่จะกดดันให้อิหร่านยุติการโจมตีเรือสินค้าในอ่าวเปอร์เซีย และทะเลแดงผ่านกองกำลังตัวแทนอย่างกลุ่มฮูตี หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯกับอิสราเอล ทำให้สงครามในตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ อิหร่านอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรหลายชั้นจากสหรัฐฯและนานาชาติมาหลายทศวรรษ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สามารถยับยั้งผู้นำอิหร่านได้ และอิหร่านออกมายืนยันว่า มาตรการล่าสุดของสหรัฐฯนี้จะให้ผลตรงกันข้าม

หลังการออกแถลงการณ์ของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯประกาศดีเดย์มาตรการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจทุกเส้นที่ค้ำจุนอิหร่าน เป้าหมายเพื่อมอบคำเตือนครั้งสุดท้ายแก่ประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน มิเช่นนั้น บริษัทและองค์กรสำคัญของพวกเขาอาจถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์นั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า อิหร่านออกมาให้คำมั่นว่าจะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯแบบขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งรัฐบาลเตหะรานมั่นใจว่าคู่ค้าสำคัญจะต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐฯ

ด้านอาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่านกล่าวว่า เราพร้อมรับมือมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯอย่างเต็มที่ สหรัฐฯตั้งใจโจมตีอิหร่านด้วยการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ แต่เราก็มีเครื่องมือของเราและรู้วิธีรับมือ รัฐบาลวอชิงตันไม่ควรคาดหวังว่า อิหร่านจะเป็นฝ่ายตั้งรับและป้องกันตนเองเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต อีกทั้งทั้งจีนและรัสเซียต่างไม่ยอมรับมาตรการของสหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าประเทศอื่นจะต่อต้านมาตรการเหล่านั้นด้วย

ขณะที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟประธานรัฐสภาอิหร่าน และเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจากับสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐไม่ได้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากพอ ที่จะจำกัดความสัมพันธ์กับประเทศอื่นเพิ่มเติมในเรื่องนี้

ด้านพลจัตวา ฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ประกาศจะโจมตีอย่างหนักต่อผลประโยชน์ที่สำคัญของสหรัฐฯ และจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านถูกคุกคาม

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ กำลังดิ้นรนเพื่อยุติสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานสูงขึ้น และดูเหมือนว่ากำลังหวังว่าจะใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม แม้ว่าอิหร่านจะอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติมานานหลายทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้นำของอิหร่านย่อท้อ

แฉ‘ทีโออาร์’ล็อกสเปก ปูทางโกงสอบ ปปช.ไต่สวน6,012ราย

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

แฉ‘ทีโออาร์’ล็อกสเปก

ปูทางโกงสอบ

ปปช.ไต่สวน6,012ราย

อนุทินโต้คนใกล้ชิดเอี่ยว

ป.ป.ช.แถลงเปิดหลักฐานเด็ดคดีโกงสอบท้องถิ่น ล็อกสเปก e-bidding ทำเป็นขบวนการโยงถึงปี’64 ฟัน 6,012 ราย ขณะที่ นายกฯมั่นใจคนใกล้ตัวไม่มีเอี่ยว แต่ถ้ามีหลักฐานดำเนินคดีไม่มีเว้น แต่อย่ามาพูดลอยๆ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงข่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568 ว่า ความคืบหน้าดำเนินการไต่สวน กรณีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 หรือที่เรียกว่า “โกงสอบท้องถิ่น” ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

โดย ป.ป.ช.รับเป็นคดีพิเศษ รับไว้ไต่สวน 2 ประเด็นหลักคือ กรณีมีการกล่าวหา เจ้าหน้าที่และผู้บริหารของกรม สถ.เข้าไปทุจริตในการสอบแข่งขันข้าราชการในปี 2568 กรณีแรกเรื่องการล็อคสเปก กำหนด TOR เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาเข้าไปดำเนินการรายหนึ่งรายใด โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือที่เรียกว่า ล็อคสเปก เป็นความผิดฐานฮั้ว

ประการที่สอง การทุจริตแอบอ้างและเรียกรับกรณีมีการสอบบรรจุบุคคลเข้าเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.สืบเนื่องจากเรื่องนี้ หลังรับไว้เป็นคดีพิเศษ ปรากฏว่า มีการไต่สวนพยานสำคัญพาดพิงถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นเครือข่าย และที่สำคัญคือได้ตรวจสอบทางเทคนิคในส่วนของพยานวัตถุที่ยึดได้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จากการตรวจสอบ และลงไต่สวน ขณะนี้ทาง ป.ป.ช.ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน เราได้ประสานทาง ปปง. และธนาคาร เพื่อขอข้อมูลในส่วนของเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งระบบ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการลงพื้นที่ขณะนี้ ได้แบ่งเจ้าหน้าที่ไต่สวนลงไปดำเนินการในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นดำเนินการช่วงนี้คือ เราต้องดำเนินการเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง บุคคลใดเป็นเหยื่อ บุคคลใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจน เพื่อการวินิจฉัยในอนาคต ในส่วนนี้ค่อนข้างใช้เวลามากเสียหน่อย เพราะผู้เกี่ยวข้องมีมากกว่า 6 พันราย

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ระหว่างดำเนินการ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เราได้วิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ยึดได้ครั้งก่อน ในไฟล์เอกสารมีบัญชีรายชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีเครือข่ายที่ตรงกับปี 2568 โดยเฉพาะรายชื่อและเครือข่ายเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับการสรรหาพนักงานเทศบาลข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี 2564 จากหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เครือข่ายนี้ทำงานเป็นขบวนการหลายปีต่อเนื่องกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้ไต่สวน และรับคดีปี 2564 เป็นคดีพิเศษ และรับไว้ดำเนินการเช่นเดียวกัน

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่ามีเส้นเงิน กว่า 9,000 ล้านบาทในคดีนี้ เรื่องนี้ทาง ป.ป.ช. ยังไม่ได้ข้อมูลจาก ปปง. จึงยังตอบไม่ได้ ตนได้ยินแค่ตามข่าว แต่ไม่ขอยืนยัน แต่จะมีการขยายผลเรื่องเส้นเงินไปจนสิ้นสุดว่าถึงใครบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมกังวลว่าสุดท้ายแล้ว จะมีแค่ระดับข้าราชการที่ถูกดำเนินคดี แต่จะไปไม่ถึงระดับฝ่ายการเมือง หรืออดีตอธิบดีที่ตกเป็นข่าว นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ขอให้อดใจรอนิดนึง ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีการตัดตอนแน่นอน และไม่ใช่ว่าไม่มีเส้นเงินแล้วจะไม่มีความผิด

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องกรอบเวลาการไต่สวนคดีนี้ วางกรอบไว้ 6 เดือน จะสรุปว่าใครที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาบ้าง โดย ป.ป.ช.จะรวบรวมหลักฐานแต่ละกลุ่ม ว่าใครทำผิดอะไรบ้าง เพื่อเป็นสารตั้งต้น ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ชี้มูลความผิด และยืนยันว่า ป.ป.ช.จะไม่ยื้อคดี และจะทำให้เสร็จเร็วที่สุด ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ว่าไปถึงใครบ้าง ดังนั้นต้องรอดูหลักฐานก่อน เพื่อแยกให้ออกว่าใครเป็นคนทำผิดหรือเป็นเหยื่อ ซึ่งคนที่ทำผิด คือคนที่จ่ายเงินเพื่อให้ผ่านการสอบเพื่อให้ได้รับการบรรจุ ส่วนเหยื่อคือผู้ที่ไม่รู้เห็นกับการแก้ไขข้อสอบ แต่มีชื่อติดอยู่ในรายชื่อ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตรวจกระดาษคำตอบทั้ง 860,000 แผ่น นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เสร็จ การตรวจจะใช้เวลาดำเนินการ 10 วันหลังจากที่เราได้เครื่องตรวจกระดาษคำตอบมา แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เครื่องมา เพราะอยู่ระหว่างการหาเครื่องตรวจที่มีความแม่นยำ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบการทุจริตการสอบท้องถิ่นที่มีการขยายผลย้อนหลังไปถึงปี 2564 ที่เกี่ยวข้องกับเทศบาลเมืองพัทยา ป.ป.ช.พบว่า มีผู้เกี่ยวข้อง 10 คน สูงสุดเป็นระดับอธิบดี สถ.ในขณะนั้น มีพฤติกรรมกระทำความผิดแก้ไขคะแนนสอบเหมือนกับปี 2568 และเป็นกลุ่มคนเดียวกัน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรม การไต่สวนข้าราชการระดับอธิบดีไปแล้ว 2 คน คือนายนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. กับอดีตอธิบดี สถ.เมื่อปี 2564 ใช่หรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่าใช่ และจะมีการสอบขยายผลไปถึงอธิบดีที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 64-68 ต้องมีการตรวจสอบและขยายผลว่ามีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องหรือไม่

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลักฐานขณะนี้สามารถเอาผิดบุคคลได้สูงสุดอยู่ที่ระดับอธิบดี ยังไม่ถึงฝ่ายการเมือง แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.จะสอบไปให้ได้สุดทาง เพื่อให้ไปถึงตัวการ ซึ่งขณะนี้ได้แค่ตัวการระดับหนึ่ง แต่จะไปถึงระดับที่เป็นข่าวหรือไม่ ขอดูหลักฐานก่อน สำหรับข้อมูลสถิติการจัดสอบและการบรรจุ วันประกาศรับสมัคร : 17 กุมภาพันธ์ 2568 (เปิดรับสมัคร 7–28 มีนาคม 2568) ตำแหน่งและอัตราที่รับ : สอบแข่งขันแยกเป็น 10 เขต รวม 105 ตำแหน่ง 8,548 อัตรา (ประเภททั่วไป 3,817 อัตรา / ประเภทวิชาการ 3,058 อัตรา / ครูผู้ช่วย 1,673อัตรา) ผู้มีสิทธิสอบ 438,277คน ผู้สอบแข่งขันได้ (ขึ้นบัญชี) 55,194ราย

การบรรจุแต่งตั้ง เรียกบรรจุแล้ว 3 ครั้ง รวม 15,520 ราย (นับรวมรอบที่จะบรรจุในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569) คงเหลือผู้ขึ้นบัญชี 39,674 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569)

พฤติการณ์ความผิดปกติที่ชัดเจน เช่น กรณีของ นาย พ. และ นาย ก. อดีตลูกจ้างกองช่าง เทศบาลเมืองแห่งหนึ่ง ที่สมัครสอบตำแหน่งวิศวกรโยธา ศูนย์สอบภาคกลาง เขต 1 โดยสอบได้ลำดับที่ 1 (ได้คะแนนสูงผิดปกติมากกว่า 90 จาก 100 คะแนน) และลำดับที่ 3 ตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันทั้งสองได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหารวม 6,012 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างลงพื้นที่สอบปากคำผู้เข้าสอบ ขยายผลไปยังกลุ่มนายหน้า ประสานธนาคารพาณิชย์และ ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินเชิงลึก รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล โดยจัดแบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ 1. กลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งระดับนโยบาย 2. กลุ่มผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่รัฐ 3. กลุ่มคณะกรรมการจัดทำระบบและประเมินผล 4. กลุ่มนายหน้าและผู้ได้รับประโยชน์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีชื่อ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรบ้าง ว่า ข้อเท็จจริงไม่มีการโยง เมื่อถามว่า นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานฯ ว่า ได้รับการติดต่อนายทองเจือ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่มี ผมไม่ทราบในรายละเอียด ผมมั่นใจว่าคนใกล้ตัว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่หากวันไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง มีหลักฐานก็จะถูกดำเนินคดีทุกราย ไม่เว้นแม้ใคร แต่ต้องมีหลักฐาน อย่ามาพูดลอยๆ แบบนี้ไม่ได้” นายกฯ ระบุ

ทีโออาร์ปปช.ล็อกสเปกโกงสอบ

ฉก.นราธิวาส โต้ข่าวบิดเบือน ยันเฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวนไร้อาวุธ ไม่มีทหารยศ จ่า ร่วมภารกิจ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 21:38 น.

25 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส” โพสต์ข้อความระบุว่า แถลงการณ์หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เรื่อง ชี้แจงกรณีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ อ.จะแนะ

จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอข่าวว่า มีนายทหารยศ “จ่า” ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นจากอากาศยาน ในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส นั้น หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง และขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนในการรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และยึดถือข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

#หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส
#ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว
#ต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง

โดย แถลงการณ์หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส มีรายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เรื่อง ชี้แจงกรณีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ อ.จะแนะ

ตามที่สื่อมวลชนหลายสำนักได้นำเสนอข่าว โดยระบุว่ามีนายทหารยศ “จ่า” ใช้อาวุธปืนเล็กยาว M16 A2 ยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นจากอากาศยานในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยอ้างอิงร่องรอยบนพื้นถนนลาดยางนั้น หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

1. ภารกิจทางอากาศเป็นการลาดตระเวนและตรวจการณ์เท่านั้น

ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ได้เกิดเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วทั้ง จ.นราธิวาส หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสจึงได้จัดอากาศยาน (เฮลิคอปเตอร์) ขึ้นบินปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศ เพื่อสนับสนุนและประสานการปฏิบัติกับกำลังภาคพื้นดินเท่านั้น โดยไม่มีการนำอาวุธขึ้นบนอากาศยานเพื่อปฏิบัติการยิงแต่อย่างใด

2. กำลังพลบนอากาศยานไม่มีนายทหารยศ “จ่า” ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ บนอากาศยาน

ในภารกิจคืนดังกล่าว มีกำลังพลปฏิบัติหน้าที่บนอากาศยานจำนวน 4 นาย ซึ่งไม่มีใครได้นำอาวุธประจำกายขึ้นไปด้วยตามคำสั่งของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ระบุไว้ว่า ห้ามนำอาวุธประจำกายขึ้นบนอากาศยานโดยเด็ดขาด โดยมี นักบิน, นักบินผู้ช่วย และ ฝ่ายอำนวยการ ซึ่งทั้ง 3 นายเป็นนายทหารสัญญาบัตร ทั้งนี้ นายทหารสัญญาบัตร (ฝ่ายอำนวยการ) 1 นาย : ทำหน้าที่ตรวจการณ์ทางอากาศและรายงานประสานงานกับหน่วยภาคพื้นดิน สำหรับนายทหารประทวน (ช่างเครื่อง) 1 นาย : ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของอากาศยานตามภารกิจปกติ

หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอยืนยันว่า ไม่มีนายทหารยศ “จ่า” บนอากาศยานทำการยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.จะแนะ ตามที่ถูกกล่าวหาอย่างแน่นอน

3. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพถ่ายร่องรอยบนพื้นถนน

สำหรับภาพร่องรอยบนพื้นถนนลาดยางที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เป็นภาพที่ถ่ายก่อนที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างทางการ การเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องก่อนการตรวจพิสูจน์อาจส่งผลให้เกิดความยุ่งเหยิง และกระทบต่อพยานหลักฐานในทางคดีตามกฎหมาย

หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนในการรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และยึดถือข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ของ 3 นักกิจกรรม หลังเข้าข่าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 20:16 น.

25 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ของ 3 นักกิจกรรม หลังเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ พร้อมให้ถอด EM

วันที่ 25 ส.ค. 2569 ศาลอาญานัดสืบพยานในคดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ และพวกรวม 3 คน ในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564

ศาลได้มีคำสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบทความ ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ทำให้วันนี้ทรงพลและ “ไดโน่” นวพล ต้นงาม ได้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ทันที

#ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช

การชุมนุมใน #ม็อบ16สิงหา ของกลุ่มทะลุฟ้า เป็นการเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. เข้าสกัดกั้นการชุมนุมไว้ หลังการชุมนุม ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้ายไปจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และการจับกุมผู้ชุมนุมตามมาด้วย โดยการชุมนุมสองส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

ในชั้นตำรวจ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 นักกิจกรรมสี่คนได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.นางเลิ้ง โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ต่อมาคดีค้างอยู่ที่ชั้นตำรวจเกือบ 3 ปี พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้กับอัยการเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2567

ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีแก่ทรงพลและพวก รวม 4 คน โดย เจษฏาภรณ์ โพธิ์เพชร หนึ่งในจำเลยเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง (ศาลพิพากษาปรับ 10,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 2 ปี) ส่วนจำเลยที่เหลือ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและให้ฟ้องเข้ามาใหม่

ในระหว่างที่รออัยการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่ เงื่อนไขการประกันตัวที่ถูกกำหนดไว้ในการฟ้องครั้งแรกที่ให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) กลับไม่ได้สิ้นผลตามคำสั่งที่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว เพื่อให้มีการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่และกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวใหม่อีกครั้งแต่อย่างใด

ต่อมา เมื่อวันที่ 7 ก.ค.​ 2568 จำเลยทั้งสามถูกสั่งฟ้องใหม่ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสามระหว่างพิจารณาคดี โดยให้วางหลักประกันคนละ 50,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ และได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไล EM เช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้ (16 พ.ค. 2568)

ศาลได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานคดีในวันที่ 18 ส.ค. 2568 และต่อมาได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค. 2569

ศาลสั่งยุติคดี ตามมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

วันที่ 25 ส.ค. 2569 เวลา 09.42 น. ที่ห้องพิจารณาที่ 912 ฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยมาพร้อมก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีนี้

ทางทนายจำเลยแถลงว่า ในวันนี้ได้ยื่นคำร้องขอศาลสั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งคดีนี้เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมาย

ศาลแจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องก็ได้ เพราะ พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 ข้อหาตามท้าย พ.ร.บ. ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 ทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด

ศาลเห็นว่า ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานความผิด ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ตามมาตรา 215, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216, ร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยร่วมกันชุมนุม หรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในสถานที่แออัด ภายในเขตพื้นที่มีคำสั่งกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ข้อหาตามฟ้องของโจทก์เป็นการกระทำตามท้าย พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามมาตรา 7 บัญญัติให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด จึงมีคำสั่งยุติการพิจารณาคดี ตามมาตรา 8 ยกเลิกการสืบพยานในคดี

หลังศาลอ่านคำสั่งเสร็จ จำเลยทั้งหมดได้ปรึกษาทนายต่อเกี่ยวกับเรื่องของการถอดกำไล EM โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ทันที

ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM ทำให้จำเลยสองราย ได้แก่ ทรงพลและนวพล ได้ปลดกำไล EM หลังใส่มากว่า 1 ปี 4 เดือนเศษ แต่จำเลยอีกหนึ่งรายยังต้องติดกำไล EM ตามคำสั่งศาลในอีกคดีหนึ่งอยู่

อ่านบนเว็บไซต์ที่: https://tlhr2014.com/archives/85812

กลุ่มทะลุฟ้าคดีชุมนุมม็อบ16สิงหาม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช

ทัพเรือ ชี้แจง เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีของสหรัฐฯ แวะพักประเทศไทย หลังเสร็จภารกิจ ฟื้นฟูกำลังพล ย้ำไม่ใช่ร่วมฝึก หรือเชื่อมโยงสถานการณ์ใด

25 สิงหาคม 2569 เวลา 19:41 น.

25 สิงหาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เรือ จำนวน 3 ลำ จากหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา (Carrier Strike Group: CSG) มีกำหนดแวะพักเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจ

การแวะพักดังกล่าวเป็นการเยือนเมืองท่าตามแผนปกติ เพื่อให้กำลังพลได้พักผ่อนและฟื้นฟูสภาพร่างกาย (Rest and Recreation: R&R) รวมถึงรับการส่งกำลังบำรุงและบริการที่จำเป็น โดยเป็นไปภายใต้กรอบข้อตกลงและความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

การแวะพักครั้งนี้ไม่ใช่การฝึกหรือการปฏิบัติการทางทหารร่วมกับกองทัพเรือไทย และไม่ได้มุ่งหมายหรือเชื่อมโยงกับสถานการณ์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งนี้ การดำเนินการทุกขั้นตอนจะเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อเรือ ตำบลที่จอดเรือ และกำหนดการโดยละเอียด กองทัพเรือขอสงวนการเปิดเผย เนื่องจากเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเรือที่จะเดินทางมายังประเทศไทย นั้นคือ เรือ USS Abraham Lincoln (CVN-72)

กองทัพเรือ,เรือบรรทุกเครื่องบิน,สหรัฐฯ,

ภท.-ครม.โวลั่น! พร้อมรับมือศึกซักฟอก ไม่ต้องพึ่งองครักษ์ แต่หากฝ่ายค้านจ้อเกินขอบเขต พร้อมงัดข้อบังคับสู้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 19:15 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาวาระสำคัญหลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่า พรรคภูมิใจไทยเราพร้อมสำหรับการประชุมสภาฯ ในเทอมนี้ ซึ่งสัปดาห์แรกที่ประชุมจะมีการพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท พ.ศ.2569 จากนั้นจะเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในวาระ 2 และวาระ 3 และเราก็รู้ว่าฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ว่าจะเป็มาตรา 151 และ 152 ซึ่งสมาชิกพรรคพร้อมอภิปรายและทำงานสภาฯ ในทุกสัปดาห์อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ในส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคภูมิใจไทยต้องเตรียมองครักษ์เพื่อดูแลรัฐมนตรีหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เราจะไม่ใช้คำว่าองครักษ์ แต่หากเป็นการอภิปรายที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของข้อบังคับการประชุม หรือเนื้อหาในญัตติ สมาชิกก็มีสิทธิทักท้วงได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ได้มีการเก็งข้อสอบไว้หรือไม่ฝ่ายค้านจะอภิปรายเรื่องอะไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีการพูดคุย แต่ไม่ว่าจะมีการอภิอปรายประเด็นอะไร ทางพรรคและ ครม.ก็พร้อมที่จะชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไรในช่วงที่ผ่านมา หลังจากนี้การทำงานของ สส.พรรคภูมิใจไทยก็จะเข้มข้นขึ้น เราทำงานในพื้นที่หนักแน่น และจะทำงานในสภาฯ ให้หนักแแน่นกว่าเดิม

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า ขณะที่การยื่นกฎหมายในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ขณะนี้มีกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ในระหว่างรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และมีในส่วนที่เตรียมยื่นเข้าสภาฯ รวมถึงในส่วนที่อยู่ระหว่างเสนอเข้า ครม.ซึ่งกฎหมายที่ค้างวาระหนึ่งของสภาฯ ขณะนี้ก็เป็นกฎหมายพรรคภูมิใจไทยเป็นส่วนใหญ่

พรรคภูมิใจไทย,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,รัฐบาล,ฝ่ายค้าน,