นายกฯอนุทิน สลัดลุคผู้นำ! ขับรถไฟฟ้า-ถือกระเป๋าเองเข้าทำเนียบฯ

นายกฯอนุทิน สลัดลุคผู้นำ! ขับรถไฟฟ้า-ถือกระเป๋าเองเข้าทำเนียบฯ

นายกฯอนุทิน สลัดลุคผู้นำ! ขับรถไฟฟ้า-ถือกระเป๋าเองเข้าทำเนียบฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.45 น.

2 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงเช้าวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ โดยนายกฯ ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว (EV) สีเทาเข้ม ทะเบียน “จต 32 กรุงเทพมหานคร” (ซึ่งเลข 32 สอดคล้องกับลำดับนายกรัฐมนตรีคนที่ 32) เข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้าด้วยตนเอง

เมื่อรถจอดสนิท นายกฯ ได้ก้าวลงจากรถ พร้อมถือกระเป๋าเอกสารด้วยตัวเอง โดยไม่มีผู้ติดตามหรือถือของให้ เหมือนภาพลักษณ์นักการเมืองในอดีต ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์ผู้นำยุคใหม่ที่พึ่งพาตนเอง และใส่ใจสิ่งแวดล้อมผ่านการใช้รถ EV ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวน

ทั้งนี้ ภารกิจสำคัญในวันนี้หลังจากเดินทางถึง นายกฯ ได้เริ่มภารกิจทันที โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ เรียกเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าพบเพื่อทบทวนนโยบายความมั่นคง ก่อนที่จะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ , สั่งการเดินหน้าโครงสร้างราคาน้ำมันใหม่ โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและติดตาม (คตร.) เพื่อพิจารณาค่าการกลั่นและลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนภายใน 15 วัน และกล่าวปราศรัยเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย (2 เมษายน)

– 006

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.10 น.

ทำเนียบฯ เตรียมความพร้อมสถานที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ 6 เม.ย.นี้ ก่อนแถลงนโยบาย

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศทำเนียบรัฐบาล มีการเตรียมสถานที่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ วันที่ 6 เม.ย.นี้ ซึ่งครม.จะมาถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรี ก่อนที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ 

โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมสถานที่ภายในตึกสันติไมตรี ซึ่งจะใช้ห้องตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ในการประชุมครม. รวมถึงเตรียมห้องรับรอง และห้องถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีแล้ว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขาธินายกรัฐมนตรี (สลค.) แจ้งครม.ชุดใหม่ถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีและตรวจคัดกรองโควิด-19 เวลา 15.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี 

ก่อนที่เวลา 17.00 น. นายกฯ นำครม.ชุดใหม่ เดินทางไปเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ จากนั้นนายกฯ จะเป็นประธานการประชุมครม.นัดพิเศษ ที่ตึกสันติไมตรี เพื่อขอมติรับรองร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งจะมีการแถลงนโยบายในวันที่ 9-10 เม.ย.

พิพัฒน์ โอด พูดไม่มีใครเชื่อ ย้ำชัดไม่เคยเอาข้อมูล ไปบอกบริษัทน้ำมัน

พิพัฒน์ โอด พูดไม่มีใครเชื่อ ย้ำชัดไม่เคยเอาข้อมูล ไปบอกบริษัทน้ำมัน

พิพัฒน์ โอด พูดไม่มีใครเชื่อ ย้ำชัดไม่เคยเอาข้อมูล ไปบอกบริษัทน้ำมัน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.51 น.

‘พิพัฒน์’ แจงอีก ไม่เคยเอาข้อมูลขึ้นราคาน้ำมันไปแจ้งบริษัท ลั่นรอดูผลประกอบการไตรมาสแรกเป็นเครื่องพิสูจน์

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.25569 รายการ พี่ก๊อง Morning ดำเนินรายการโดยนายปรเมษฐ์ ภู่โต ออกอาการทางแนวหน้าออนไลน์  เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ได้สัมภาษณ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม โดยนายพิพัฒน์ ได้ชี้แจงเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์  หรือการล่วงรู้ข้อมูลภายใน กรณีน้ำมันขึ้นราคา 6 บาท ว่าตอนขึ้น 6 บาทนั้น น้ำมันที่สถานีบริการไม่มี ดังนั้นไม่มีบริษัทใดได้ 

“นายกฯ ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดตรวจสอบสถานีบริการที่ขึ้นป้ายน้ำมันหมด โดยนายอำเภอ และพลังงานจังหวัดไปดำเนินการ ผลคือ สถานีบริการเหล่านั้นไม่มีน้ำมันจริง ดังนั้นเมื่อไม่มีน้ำมันอยู่แล้วจะมีรายได้จาการขึ้นราคาน้ำมันตรงไหน” นายพิพัฒน์ กล่าว

สำหรับเรื่องการข้ดกันผลประโยชน์ (Conflict of Interest) นายพิพัฒน์ ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารบริษัทพีที แต่ยอมรับว่ามีส่วนได้ส่วนเสียเพราะถือหุ้นก็ได้เงินปันผล อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในการทำหน้าที่ประธานศบก. ไม่เคยโทรศัพท์ไปบอกบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ตนยึดมั่นว่าในฐานะที่กินเงินเดือนรัฐบาล มีหน้าที่ต้องรักษาความลับ 

“ผมพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อแน่นอน ดังนั้นขอให้ดูจากผลประกอบการของบริษัทไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งจะเปิดเผยกันประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ไปดูตรงนั้นดีกว่า ผลประกอบการจะเป็นเครื่องพิสูจน์” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทร.ยันบังคับใช้ กม.ไม่ละเว้น หลังคลิปเรือไทยลักลอบขายน้ำมันให้เขมรราคาถูกว่อนโซเชียล

ทร.ยันบังคับใช้ กม.ไม่ละเว้น หลังคลิปเรือไทยลักลอบขายน้ำมันให้เขมรราคาถูกว่อนโซเชียล

ทร.ยันบังคับใช้ กม.ไม่ละเว้น หลังคลิปเรือไทยลักลอบขายน้ำมันให้เขมรราคาถูกว่อนโซเชียล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.21 น.

ทร. รับทราบกรณีข่าวการลักลอบนำน้ำมันเชื้อเพลิงไปจำหน่ายนอกประเทศ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมขอบคุณประชาชนร่วมแจ้งเบาะแส ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวน ยันบังคับใช้กฎหมายไม่ละเว้น

จากกรณีโซเชียลแห่แชร์คลิปของผู้ใช้ติ๊กต๊อกชาวเขมรรายหนึ่งทื่มีการโพสต์คลิปวิดีโอขณะกำลังทำการถ่ายน้ำมันจากเรือลำหนึ่งกลางทะเล โดยในคลิปปรากฎเรือที่มีธงชาติไทยอยู่ด้วย ขณะที่ผู้โพสต์คลิปได้ลงแคปชันด้วยว่า “ขายราคาถูก” โดยล่าสุดผู้โพสต์คลิป ได้ลบคลิปวิดีโอดังกล่าวไปแล้ว

จากนั้นเพจเฟซบุ๊ก “หมอแล็บแพนด้า” ก็ได้ออกมาโพสต์เช่นกันว่ามี เรือไทยลักลอบขนน้ำมันขายเขมรในราคาถูก มีการขับอ้อมกว่า 24 ไมล์ทะเล พร้อมถ่ายน้ำมันกลางทะเลเขตกัมพูชา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยกรณีดังกล่าวว่า กองทัพเรือได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกองทัพเรืออยู่ระหว่างดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน หากพบว่ามีการลักลอบการน้ำมันเขื้อเพลิงออกนอกราชอาณาจักรโดยจริง จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่ละเว้น

กองทัพเรือขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ควบคุมดูแลการใช้ทรัพยากรและการปฏิบัติกิจกรรมในพื้นที่ทางทะเลให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งไม่สนับสนุนการกระทำใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ

ทั้งนี้ กองทัพเรือขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ได้ร่วมเป็นหูเป็นตา แจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการอย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ และขอความร่วมมือในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารก่อนการเผยแพร่ เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนหรือความเข้าใจผิดในสังคม กองทัพเรือจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะต่อไป

เลขาฯ สมช.ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้

เลขาฯ สมช.ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้

เลขาฯ สมช.ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.08 น.

เลขาฯ สมช.ขึ้นตึกไทยฯ หารือแนวนโยบาย 3 จังหวัดชายแดนใต้ ชี้วางกรอบการทำงานให้ชัดขึ้น

2 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 09.19 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย​ บางชวด​ เลขาธิการ​สภา​ความมั่นคง​แห่งชาติ​ (สมช.​) เปิดเผยว่า ในวันนี้ ​นายอนุทิน​ ชาญ​วีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​มหาดไทย​ เรียกเข้าพบเพื่อหารือถึงสถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากที่เมื่อวันที่ 1 เม.ย. พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์​ รองประธานวุฒิสภา และอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 เข้าพบ​ ซึ่งจะเป็นการรายงานตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อถามว่า จะมีการหารือถึงแผนยุทธศาสตร์จังหวัดชายแดนใต้ด้วยหรือไม่​ นายฉัตรชัย​ กล่าวว่า​ อาจจะยังไม่ลงลึกถึงขนาดนั้น

เมื่อถามว่า มีเหตุอะไรหรือไม่ทำให้นายกฯ ถึงต้องเรียก สมช.มาพบ นายฉัตรชัย กล่าวว่า​ ต่อไปรัฐบาลจะเริ่มบริหารงาน ​จึงต้องวางกรอบการทำงานให้ชัดเจนมากขึ้น​ แม้ว่าการบริหารงานจะต่อเนื่อง​ แต่ต้องมาดูที่ต้องเพิ่มมากขึ้น​อย่างเรื่องนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องจังหวัดชายแดนภาคใต้​ ซึ่งต้องดูหลายเรื่องประกอบกัน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ​ และสังคม

เมื่อถามว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลมีอะไรที่น่ากังวลหรือไม่ นายฉัตรชัย​ กล่าวว่า​ ทุกอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีจุดเน้นเพิ่มขึ้นในหลายเรื่อง​ ทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อย​ และการพูดคุยสันติสุข​

เมื่อถามว่า แนวทางการทำงานการเมืองจะยังคงนำการทหารใช่หรือไม่ นายฉัตรชัย​ ย้ำว่า การเมืองจะต้องนำการทหาร

เมื่อถามว่า การหารือในครั้งนี้จะมีการพูดคุยถึงประเด็นน้ำมันในพื้นที่ภาคใต้หรือไม่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า​ ในวันนี้ไม่ได้มีการเตรียมเรื่องนี้มา เนื่องจากมีศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง​ (ศบก.​) ดูแลอยู่แล้ว

บาร์โค้ด ล้างไพ่! วัส ติงสมิตร ชี้ศาลไม่รับคำร้องแค่ยกแรก เตือนระเบิดเวลาทำสภาโมฆะ

บาร์โค้ด ล้างไพ่! วัส ติงสมิตร ชี้ศาลไม่รับคำร้องแค่ยกแรก เตือนระเบิดเวลาทำสภาโมฆะ

บาร์โค้ด ล้างไพ่! วัส ติงสมิตร ชี้ศาลไม่รับคำร้องแค่ยกแรก เตือนระเบิดเวลาทำสภาโมฆะ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

2 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เมื่อ Barcode เขย่าความชอบธรรมของสภา: ศาลไม่หยุดวันนี้ แต่อาจเปิดประตูสู่แรงสะเทือนในวันหน้า

คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่มีมติไม่รับคำร้องของ ‘ทนายอั๋น บุรีรัมย์’ (นายภัทรพงศ์ ศุภักษร) และปฏิเสธมาตรการชั่วคราวเพื่อชะลอการเปิดประชุมสภาฯ อาจดูเหมือนเป็นการลดอุณหภูมิทางการเมืองในระยะสั้น แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้ง นี่เป็นเพียง “ยกแรก” ของพายุที่กำลังก่อตัว

สิ่งที่สังคมต้องแยกแยะให้ชัดคือ คำสั่งนี้ไม่ใช่การตัดสินคดีหลัก! คดีสำคัญที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในประเด็น “บัตรเลือกตั้งที่มี Barcode และ QR Code” จะกระทบต่อการเลือกตั้งหรือไม่ ยังคงอยู่ในการพิจารณาของศาล

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลยังไม่ได้ตอบคำถามที่เป็นหัวใจสำคัญว่า: การเลือกตั้งครั้งนี้ “เป็นการออกเสียงโดยลับ” ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่? และคำตอบนี้เองที่กุมชะตากรรมความชอบธรรมของสภาทั้งชุดเอาไว้

ไม่รับคำร้อง: ความถูกต้องในทางเทคนิค

ในมุมกฎหมาย เหตุผลของศาลมีน้ำหนักที่ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากคดีหลักมี “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” เป็นผู้ร้องอยู่แล้ว ตามระเบียบวิธีพิจารณา สิทธิในการแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องย่อมเป็นของคู่ความโดยตรง ทนายอั๋นในฐานะบุคคลภายนอกจึงไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะยื่นคำร้องซ้อนเข้ามาเพื่อขอมาตรการชั่วคราวในนามตนเองได้

ช่องโหว่ของเหตุผล: มาตรการชั่วคราวกับข้อเท็จจริง

จุดที่น่าตั้งข้อสังเกตคือ เหตุผลที่ศาลระบุว่า “ยังไม่มีเหตุป้องกันความเสียหายอันใกล้จะถึง” ซึ่งดูจะขัดแย้งกับสถานการณ์จริงอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่คดีหลักยังไม่จบ กระบวนการทางการเมืองกลับรุดหน้าไปจนถึงการเลือกประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ และเลือกนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นไปแล้ว

หากท้ายที่สุดศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง “โมฆะ” ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่จะเป็นความเสียหายต่อโครงสร้างอำนาจรัฐที่ยากจะเยียวยา (Irreparable Harm)

Barcode กับหลัก “การออกเสียงโดยลับ”

ในทางประชาธิปไตย นี่คือ “เส้นตาย” (Red Line) ของความอิสระ หลักการเลือกตั้งโดยลับมีไว้เพื่อรับประกันความบริสุทธิ์ยุติธรรม:

ปราศจากการข่มขู่: ผู้ใช้สิทธิไม่ต้องกลัวการถูก “เช็คบิล” ภายหลัง

ตัดวงจรซื้อเสียง: ผู้ซื้อไม่สามารถตรวจสอบหลักฐานการลงคะแนนได้จริง

หากบัตรเลือกตั้งสามารถสืบย้อนกลับ (Traceable) ไปถึงตัวบุคคลได้ ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ ย่อมทำลายความเชื่อมั่นของระบบลงทันที เพียงแค่มีความ “เป็นไปได้” ในการระบุตัวตน หลักการเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรมก็สั่นคลอนแล้ว

ศาลเลือกไม่หยุดวันนี้ แต่คำวินิจฉัยวันหน้าอาจแรงกว่า

ท่าทีของศาลในวันนี้คือการเลือก “ไม่แทรกแซงกระบวนการฝ่ายนิติบัญญัติในทันที” เพื่อรักษาเสถียรภาพเฉพาะหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ศาลก็ได้ถือ “ไพ่ตาย” ใบใหญ่ที่สุดไว้ในมือ

หากคำวินิจฉัยในคดีหลักออกมาว่า การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ผลกระทบจะรุนแรงระดับแผ่นดินไหว เพราะมันหมายถึง:

1.ความไม่ชอบธรรม ของสภาผู้แทนราษฎรทั้งชุด หรือบางส่วน (สส. บัญชีรายชื่อ)

2. สุญญากาศทางอำนาจ ของรัฐบาลที่อุบัติขึ้นจากสภานั้น

3. วิกฤตศรัทธา ต่อองค์กรอิสระ และความเสี่ยงทางอาญาต่อผู้ที่เกี่ยวข้องหากพบการทุจริตประพฤติมิชอบ

บทสรุป

คำสั่งในวันนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบรรทัดฐานใหม่ ศาลไม่ได้ปิดประตูคดี หากแต่เปิดประตูทิ้งไว้ให้คำวินิจฉัยในอนาคตมีอำนาจชี้ขาดถึงขั้น “ล้างไพ่” ทั้งกระดานหรือบางส่วน

คดี “Barcode บนบัตรเลือกตั้ง” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของแผ่นกระดาษ แต่มันคือบทพิสูจน์ว่า “ความลับในการลงคะแนน” ยังเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในประชาธิปไตยไทยหรือไม่ และนี่อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยปี 2569

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
2/4/69
#ศาลรัฐธรรมนูญ #เลือกตั้ง2569 #บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด #ทนายอั๋นบุรีรัมย์ #การเมืองไทย #ประชาธิปไตย #การเลือกตั้งโดยลับ #ผู้ตรวจการแผ่นดิน

หมอวรงค์ลุยต่อ เลิกบำนาญสส.-สว.

หมอวรงค์ลุยต่อ เลิกบำนาญสส.-สว.

หมอวรงค์ลุยต่อ เลิกบำนาญสส.-สว.

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.27 น.

หมอวรงค์ลุยต่อ เลิกบำนาญสส.-สว.

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “วันนี้2 เมษายน ติดตามผมจะอภิปราย “ยกเลิกบำนาญส.ส./สว.”ในวาระ รายงาน กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา”

หวัง เอกนัฏ ทุบราคาโรงกลั่น เทพไท วัดใจ คกก.ชุด อนุทิน ลดค่าน้ำมันช่วยชาวบ้าน

หวัง เอกนัฏ ทุบราคาโรงกลั่น เทพไท วัดใจ คกก.ชุด อนุทิน ลดค่าน้ำมันช่วยชาวบ้าน

หวัง เอกนัฏ ทุบราคาโรงกลั่น เทพไท วัดใจ คกก.ชุด อนุทิน ลดค่าน้ำมันช่วยชาวบ้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.01 น.

2 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หวัง เอกนัฏ ทุบราคาโรงกลั่น

ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 5/2569 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ฉบับที่ 3 พ.ศ.2569 แต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง เพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น และค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สะท้อนราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เพื่อลดภาระประชาชน

ถ้าดูรายชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ ที่มีอยู่ 12 คน สามารถแยกแยะได้ออกเป็นคณะกรรมการที่มาจากฝ่ายการเมือง 3 คน มาจากบุคคลภายนอก 4 คน มาจากข้าราชการประจำ 5 คน ซึ่งรวมแล้ว 12 คน ถ้าดูท่าทีหรือจุดยืนของคณะกรรมการแต่ละคน ที่เคยแสดงท่าที จุดยืนการปรับปรุงต้นทุนค่าการตลาดของน้ำมันเชื้อเพลิง หรือค่ากลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน ยังไม่มีใครมีท่าทีที่ต้องการจะลดราคาจากโรงกลั่นน้ำมันเลย

ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ ถ้าจะตั้งความหวังหรือคาดหวังได้จากแสดงท่าทีที่ชัดเจน ก็น่าจะมาจากฝ่ายการเมือง 3 คน ซึ่งเป็นฝ่ายที่มีความละเอียดอ่อนต่อกระแสความรู้สึกของประชาชน และยิ่งกระแสความต้องการที่จะให้รัฐบาลกำหนดราคาน้ำมันให้ราคาถูกลงมีมากขึ้น อาจทำให้ฝ่ายการเมืองต้องตอบสนองต่อเสียงของประชาชน

ส่วนบุคคลภายนอก 4 คน เห็นว่าน่าจะมีอยู่ประมาณ 2 คน ที่มีท่าทีทิศทางค่อนข้างเห็นด้วยกับการปรับลดค่ากลั่นน้ำมันและค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลง แต่ในส่วนข้าราชการที่มาหน่วยราชการที่เข้ามาเป็นกรรมการที่มีอยู่ 5 คน เชื่อว่าดูทิศทางและแนวโน้มแล้ว น่าจะยืนยันในจุดยืนเดิม คือไม่เห็นท่าทีว่าควรจะปรับลดค่ากลั่นอัตราค่าการตลาดน้ำมันเชื้อเพลง

เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารัฐบาลชุดนี้ นายอนุทินต้องการจะเห็นภาพการลดราคาค่ากลั่นและค่าการตลาดน้ำมัน ซึ่งมีมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าสูงเกินไปนั้น ก็ควรให้นโยบายในการทุบราคาลงให้ชัดเจน และฝากความหวังไว้กับคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ช่วยผลักดันขับเคลื่อน เพื่อให้การทุบราคาค่ากลั่นให้เป็นจริงตามที่ประกาศไว้

รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล

รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล

รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน นายกฯกร้าว ฝีมือไม่เข้าเป้าถูกปรับออก วางKPIประเมินผล ถือเคล็ดรมต.35คน ‘ศุภจี’จวกยับไร้สาระ ขุดคุ้ยวุฒิการศึกษา

“อนุทิน”ชี้เก้าอี้รัฐมนตรี ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมินผลงาน ไม่เข้าเป้าขอทรงสิทธิ์พิจารณาปรับปรุง ปัดตอบเหตุ“สุชาติ”ไม่ได้นั่งรองนายกฯ นัด“เชน-หนิม” กินข้าว 2 เม.ย. ที่ทำเนียบฯถกการทำงานร่วมกัน ไม่หวั่นฝ่ายค้าน ใช้เวทีแถลงนโยบายต่อสภา ซ้อมซักฟอก ยกคำวิจารณ์เป็นมงคล พร้อมรับฟัง-ไม่ดื้อ ขออย่าแบ่งแยกฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายค้าน เพราะเป็นตัวแทนที่ปชช.เลือกมา

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเบื้องหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่ 3 มืออาชีพ ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วรองนายกฯ รมว.การต่างประเทศ,นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ไม่มีรัฐมนตรีช่วยและนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพราะเหตุใด นายอนุทิน ยิ้มก่อนจะตอบว่า ทำงานนี้ ก็มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

‘หนู’ย้ำรมต.3แม่ครัวมีฝีมือทุกคน

เมื่อถามว่า กรณีไม่ให้รัฐมนตรี3 แม่ครัว (มืออาชีพ) ทำงานอย่างเต็มที่และไม่ให้การเมืองมาแทรกแซงหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเมืองไม่เคยแทรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสามแม่ครัวหรือสามพ่อครัว ซึ่งคำดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนบัญญัติขึ้น เราทำงานกันในนามคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่ละท่านมีอิสระสำหรับการทำงาน ตนได้คัดเลือกคณะรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มาทำหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มอบนโยบายและให้การสนับสนุนภารกิจที่รัฐมนตรีต้องการทำ หากเป็นประโยชน์กับส่วนรวมบ้านเมืองกับประชาชน ตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำมาโดยตลอด เป็นเพราะต้องการให้เจ้ากระทรวงทำงานอย่างมีวันสต๊อป

ถ้าทำงานไม่เข้าเป้ามีสิทธิ์ถูกเปลี่ยน

เมื่อถามว่า เดิมนั้นพรรคภูมิใจไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนคนในคณะรัฐมนตรี แต่รัฐบาลครั้งนี้จะมีการวัดเคพีไอรัฐมนตรีรายบุคคลหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้ามาทำหน้าที่ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นทุกคนก็ต้องแข่งกัน และต้องประเมินการทำงาน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ที่ทดลองงาน คณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่างๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตนเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ตนก็จะทรงสิทธิ์ไว้พิจารณาปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เผยตั้งรมต.แค่ 35 คนเพราะถือเคล็ด

เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขเวลาในการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องถามคนที่รู้จักผมดี

เมื่อถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีเพียง 35 คนเท่านั้น นายอนุทินกล่าวว่า ถือเคล็ด เมื่อถามย้ำว่า ถือเคล็ดหมายความว่าอย่างไรนายอนุทินบอก ก็อย่าให้ล้น เมื่อถามว่ามีนัยทางการเมืองหรือไม่ เช่น รอใครมานั่ง หรือดึงฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาลนายอนุทินกล่าวว่า ของบางอย่าง ขอให้เก็บไว้ที่ตัวเอง

เมื่อถามว่า รอใครเกษียณเพื่อมารับตำแหน่งหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหนู 2 เมื่อถามถึงการทานอาหารอีสานร่วมกันกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ว่า มีการมอบคำแนะนำอะไรหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า เมื่อวานไปกินลาบ ไม่ได้มีคำแนะนำอะไร

นัดกินข้าวกับ‘เพื่อไทย’2 เมษายน

เมื่อถามว่า การร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย (พท.) มีข้อตกลงหรือทำเอ็มโอยูในการล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี เราเชื่อใจเชื่อถือกัน โดยวันที่ 2 เมษายน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยสาเหตุที่จะร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้เพื่อพูดคุยหารือถึงการทำงานที่นายยศชนัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีจะต้องมากำกับดูแลกระทรวงในโควตาของพรรคเพื่อไทย เมื่อถามว่า นายยศชนันจะได้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รวมด้วยสิครับ”

นายอนุทินยังให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา จะมุ่งแก้เรื่องใดให้กับประชาชนเป็นอันดับแรก ว่า การเตรียมร่างแถลงของรัฐบาลในขณะนี้ เหลืออีกเพียงนิดหน่อย โดยคาดว่าจะส่งให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาได้ในต้นสัปดาห์ ส่วนระยะเวลาในการประชุมขึ้นอยู่กับวิปที่จะต้องไปตกลงกัน

ยกเลิกMOU44มีอยู่ในนโยบายรบ.

ผู้สื่อข่าวถามว่า การยกเลิกMOU 44 จะอยู่ในคำแถลงนโยบายหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อยู่ในคำแถลงของนโยบายต่อรัฐสภา ส่วน MOU43 ยังต้องพิจารณาอยู่ และตนก็พูดว่ายกเลิกแค่ MOU 44 เท่านั้น ส่วนจะกังวลหรือไม่ว่าฝ่ายค้านจะใช้เวทีแถลงนโยบายเป็นการซ้อมซักฟอก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนผ่านตรงนี้มาหลายครั้งแล้ว และถือว่าไม่ว่าจะเป็นการซักฟอกหรือการวิพากษ์วิจารณ์ การเสนอความเห็นการแนะแนวทาง เป็นมงคลกับตนทั้งนั้น เพราะในคำวิพากษ์วิจารณ์ก็จะมีคำแนะนำที่ดีๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีใครสงวนสิทธิ์ที่จะให้ตนนำไปใช้ พร้อมย้ำว่า ตนรับฟังและไม่ดื้อ

อย่ามองฝ่ายค้านเตะตัดขาวันแถลง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นต้องมีทีมองครักษ์ในการป้องกันฝ่ายค้านมุ่งเน้นโจมตีรัฐบาล เพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องตรงไป ตรงมา เป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลอยู่แล้วที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และมองว่า พวกเขาทำเพื่อประชาชน อย่าไปมองว่าเขาเป็นใคร เป็นนาย ก. หรือนาย ข. แต่พวกเขาคือผู้แทนของประชาชน เขาจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ก็เป็นคนที่ประชาชนเลือกเขามา ต้องมองประชาชนทั้ง75 ล้านคน เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เฉพาะคนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยมา ที่จะดูแลเท่านั้น แบบนี้ก็ไม่ใช่

เมื่อถามย้ำว่า ไม่กังวลว่าจะมีเกมตัดขาในสภาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สิ่งที่ตนกังวลอยู่ คือ ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่จะให้มันจบหมดสิ้นไปโดยเร็ว

ขอให้ขรก.ทำงานเพื่อประชาชน

วันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวสารเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า ในนามของรัฐบาล ในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดี ตลอดจนกำลังใจมายังข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2568

“การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชน ตลอดจนการสร้างความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง เป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ข้าราชการ” เพราะข้าราชการ คือผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน ข้าราชการทุกคนจึงต้องตระหนักถึงคุณค่าและเกียรติภูมิของคำว่าข้าราชการ โดยดำรงตนให้เป็นผู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน” ข้าราชการทุกคนล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ข้าราชการจึงต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีความพร้อม ทั้งความรู้ ความสามารถ ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น เป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการผู้มีความประพฤติดี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเป็นการสร้างขวัญและเพิ่มพูนกำลังใจแก่ข้าราชการผู้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ อุตสาหะ เสียสละ และอุทิศตนในการปฏิบัติราชการให้เกิดความเรียบร้อยและบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้ข้าราชการพลเรือนทุกท่าน ธำรงรักษาคุณงามความดีที่ได้กระทำไว้ ให้ปรากฏเป็นเกียรติยศอันสง่างามแก่ตนเอง ครอบครัว และองค์กรสืบไป

กินข้าวกับ‘เนวิน’หลังโปรดเกล้าฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวันที่ 31 มี.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางไปรับประทานอาหารอีสานที่ร้านมลอีสาน ย่านดุสิต ซึ่งเป็นร้านประจำ แต่ครั้งนี้มีแขกพิเศษร่วมโต๊ะด้วยคือ นายเนวิน ชิดชอบ
ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่สังเกตว่า นายอนุทินมีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกับคนในร้าน

‘ประเสริฐ’เข้าศธ.โอกาศครบ 134 ปี

เวลา 07.40 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 134 ปี ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ.พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ข้าราชการ และบุคลากรทางศึกษา เข้าร่วมงาน

จากนั้น เวลา 07.09 น. ประธานพิธีและคณะไปสักการะพระพุทธรูปประจำกระทรวงศึกษาธิการ สักการะพระภูมิเจ้าที่ สักการะพระพุทธรูปหน้าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สักการะศาลปู่เจียม บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว(ร.6) จากนั้น ประธานพิธีร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศล แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ภายในพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย ต่อจากนั้นประธานพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 135 รูป บริเวณหน้าอาคารราชวัลลภ เป็นอันเสร็จพิธี

รอรบ.แถลงนโยบายก่อนมอบงาน

นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ไม่ถือว่าเป็นการเข้าศธ.อย่างเป็นทางการ แต่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีปลัด ศธ.และเลขาธิการฯ ผู้บริหาร ศธ.มาต้อนรับอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอบอุ่นมาก วันนี้ยังไม่ได้มอบนโยบายอย่างเป็นทางการ รอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน หลังจากนั้นก็จะมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศเลย เพราะเป็นการสร้างบุคคลที่มีคุณภาพให้กับประเทศ พรรคเพื่อไทยเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ก็ให้ความสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการ

‘ศุภจี’ชี้ไร้สาระจบมหา’ลัยห้องแถว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีเพจ CSI LA ออกมาเปิดข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยที่ นางศุภจี เรียนจบเป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวใน LA ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 ว่า ไม่ใช่หรอก คนที่จบจากมหาวิทยาลัยแบบนี้มีมากมายในประเทศไทยก็มีและผลิตบุคลากรจำนวนมาก ยืนยันว่าเรียนจริงๆ จบจริงๆ ส่วนเรียนจบมาแล้วมหาวิทยาลัยเขาปิดหรือไม่ปิด ไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ช่วงที่เรียนก็มีอยู่จริง เราก็ทำงานมาขนาดนี้ในบริษัทต่างๆ และมีผลงานมากมาย ไม่ได้คิดว่า เป็นประเด็นอะไร ก่อนยกมือปัด พร้อมส่ายหน้าและกล่าวว่า ไร้สาระมาก

ลึกลับในสนามข่าว : 2 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 2 เมษายน 2569

ลึกลับในสนามข่าว : 2 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

nn…ตอนนี้แฟชั่นอินเทรนด์มาแรงแซงโค้งฮิตฮอตทั่วโซเชียลคงไม่พ้นถือดอกบัวถ่ายรูป พร้อมเช็คอินแหล่งโบราณสถานสถานที่สำคัญ ต่อเนื่องจากเทรนด์“ห่มสไบใส่ยีนส์” ซึ่งเทรนด์นี้ทำเอายอดขายดอกบัวย่านปากคลองตลาดพุ่งทะลุ 80% และกระแสนี้ก็ยังแรงดีไม่ตก ส่วนร้อนเดือดขนาดไหนก็คิดดู ขนาดสส.สาวสวยแกร่ง “กานต์ – สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” ผู้แทนอุบลราชธานี เขต 7 ศรีเมืองใหม่โขงเจียม สิรินธร พิบูล (ต.ระเว ต.ทรายมูล) พรรคภูมิใจไทย ยังต้องขอมีส่วนร่วมเทรนด์กะเขาซะหน่อย เลยได้เห็นเจ้าตัวโพสต์ภาพคู่กับดอกบัวสีชมพูกำใหญ่เบ้อเริ่ม สวยงามตามท้องเรื่อง แม้จะนั่งแชะภาพบนรถพ่วงข้าง….สมเป็นผู้แทนเลือดใหม่ไฟแรง ที่ลุยงานได้ทุกรูปแบบจริงๆ ทั้งบู๊ทั้งบุ๋นจะสวยจะงามจะลุยเรียกว่าลงคะแนนเสียงกาบัตรเลือกตั้งครั้งนี้คนอุบลฯไม่เสียแรง ได้ผลคุ้มค่า เพราะได้ผู้แทนฯมากความสามารถ เป็นลูกหลานคนรุ่นใหม่ทันสมัยไฟแรง เจ้าของสโลแกน สส.กานต์คือเก่าพี่น้อง ไปทำงานเป็นปากเสียงให้ในสภาฯแบบพร้อมลุยงานพลัส…nn

สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ

nn…เมื่อเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยุคปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทในชีวิตประจำวันทั้งการทำงานการใช้ชีวิต ฯลฯ หลายหน่วยงานจึงต้องปรับเปลี่ยนวางระบบโดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เฉกเช่น“วุฒิสภา” ที่เดินหน้าอัปเกรดระบบตรวจสอบเข้า-ออกพื้นที่ เชื่อมโยง “แอปThaID” อำนวยความสะดวกในการยืนยันตัวตนของบุคคล ก่อนเข้าอาคารรัฐสภา ซึ่งประธานวุฒิสภา “มงคลสุระสัจจะ” เป็นประธานพิธีเปิดการใช้งานระบบบันทึกการเข้า-ออก สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน ThaID ไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ

มงคล สุระสัจจะ

…งานนี้ ทั่นประธานวุฒิฯ บอกว่า ในโลกที่ผันผวน ความเสี่ยงหลายด้าน การรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการจึงเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยด้วยการบันทึกการเข้า-ออก ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จึงเป็นก้าวสำคัญขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นหน่วยงานภาครัฐดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว โดยตรวจสอบจำนวนและข้อมูลของผู้ที่อยู่ภายใต้ อาคารได้แบบเรียลไทม์ และมีการแสดงข้อมูลเชิงสถิติจำแนกตามประเภทบุคคล เพศ วัตถุประสงค์ของการเข้าอาคาร นอกจากนี้ ยังสามารถนำฐานข้อมูลที่ได้มาวางแผนดำเนินการอพยพบุคคลเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินได้ และที่สำคัญเพื่อลดการใช้กระดาษ ช่วยเซฟสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษได้อีกโข ยิ่งกว่านั้นแว่วว่า วุฒิสภามองไกลไปในอนาคตอาจเชื่อมโยงกับหน่วยงานรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือ ตำรวจสันติบาลด้วย เพื่อให้ทราบว่าคนที่เข้ามามีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ จะช่วยฝ่ายรักษาความปลอดภัยทำงานได้มีประสิทธิภาพ ยืนยันไม่ต้องกังวลเรื่องข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล เพราะใช้มานานแล้ว ยืนยันได้ว่าเป็นระบบที่ปลอดภัย งานนี้ ถือเป็นก้าวแรกของวุฒิสภา สู่การเป็นหน่วยงานรัฐดิจิทัลลุล่วงไปแล้ว…nn