เปิดผัง ‘ระบบอากง’ ‘คริส’ เอาจริง แฉขบวนการซื้อขายเก้าอี้-ส่วยโยธา กทม.

เปิดผัง ‘ระบบอากง’ 'คริส' เอาจริง แฉขบวนการซื้อขายเก้าอี้-ส่วยโยธา กทม.

เปิดผัง ‘ระบบอากง’ ‘คริส’ เอาจริง แฉขบวนการซื้อขายเก้าอี้-ส่วยโยธา กทม.

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.37 น.

จากกรณีก่อนหน้านี้ที่กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองและโลกออนไลน์ก่อนถึงวันเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. กับการออกมาแฉของ คริส โปตระนันทน์ จากพรรคเศรษฐกิจ เกี่ยวกับ ระบบอากง จนกลายเป็นที่วิพากษย์วิจารณ์อย่างดุเดือดเป็นวงกว้าง

ล่าสุดวันนี้ 6 มิถุนายน 2569 นายคริส โปตระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเศรษฐกิจ ได้จัดแถลงข่าวใหญ่ ณ อาคาร M Group ถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเปิดโปงสิ่งที่เขาเรียกว่า ระบบอากง ซึ่งอ้างว่าเป็นขบวนการทุจริตที่ซับซ้อนภายในกรุงเทพมหานคร

คริส โปตระนันทน์

ในการแถลงข่าวดังกล่าว นายคริสได้นำเสนอข้อมูลผ่านสื่อประกอบหลายชิ้น รวมถึงแผนผังที่ระบุว่าเป็น ผังทำงานหรือทำมาหากิน ซึ่งแสดงโครงสร้างความเชื่อมโยงของบุคคลต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอแผนภูมิขั้นตอนการคัดเลือกข้าราชการ กทม. สู่ตำแหน่งประเภทบริหารและอำนวยการระดับสูง เพื่อประกอบการอธิบายถึงกระบวนการที่เขากล่าวอ้างว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตดังกล่าว

นายคริสยังได้นำป้ายข้อความที่ระบุถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เกี่ยวกับการไม่ยอมรับเรื่องทุจริตเรียกรับผลประโยชน์มาประกอบการแถลง เพื่อตั้งข้อสังเกตและแสดงหลักฐานที่เขาเตรียมมา ในระหว่างการแถลงข่าว นายคริสได้แสดงท่าทางและนำเสนอหลักฐานที่เป็นไฟล์เสียงผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตที่เกิดขึ้น โดยการแถลงข่าวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนหลายสำนักที่มาร่วมบันทึกภาพและทำข่าวอย่างใกล้ชิด

คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์
คริส โปตระนันทน์

อย่าชะล่าใจ สรศักดิ์ แนะ รัฐ รอบคอบเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

อย่าชะล่าใจ สรศักดิ์ แนะ รัฐ รอบคอบเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

อย่าชะล่าใจ สรศักดิ์ แนะ รัฐ รอบคอบเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.19 น.

“สรศักดิ์“ แนะรัฐบาลรอบคอบเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตาม UNCLOS คัดเลือกนักกฎหมายผู้ประนอมฝ่ายไทยที่มีความเชี่ยวชาญระดับสากลมาปกป้องผลประโยชน์ชาติ 

วันที่ 6 มิถุนายน 2569 นายสรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าวต่อคณะทูต 67 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อชี้แจงกรณีที่กัมพูชายื่นเรื่องใช้กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) 

สรศักดิ์

โดยนายสรศักดิ์ ระบุว่า คำแถลงของรัฐมนตรีต่างประเทศที่พยายามบอกว่า “ไทยไม่ได้ถูกลากไป แต่ไปด้วยความมั่นใจ” อาจเป็นเพียงการพูดเพื่อลดแรงกระแทกทางการเมือง เพราะในความเป็นจริงทางกฎหมาย คำว่า “ภาคบังคับ” หมายความว่าไทยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ และหากไทยไม่ตั้งผู้ประนอมภายใน 21 วัน สหประชาชาติก็จะตั้งตัวแทนให้ไทยอยู่ดี 

นายสรศักดิ์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ 3 ประเด็นสำคัญดังนี้

1. การที่ไทยประกาศยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว โดยอ้างว่าจะเจรจาภายใต้ “บริบทใหม่” แต่กลับไม่มีกรอบการเจรจาที่เป็นรูปธรรมไปเสนอนั้น ส่งผลให้ไม่มีกรอบการทำงาน (Framework) ระหว่างสองฝ่าย ทำให้กัมพูชาฉวยความชอบธรรมในเวทีโลกทันทีว่าไทยเป็นฝ่ายปิดประตูการเจรจาทวิภาคี และมีสิทธิ์ที่จะไม่รอฟังว่าไทยจะเอาอย่างไรต่อ

2. กรณีที่สีหศักดิ์อ้างว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับจะจำกัดเฉพาะเรื่องเส้นเขตแดนและไม่เห็นด้วยที่กัมพูชาจะพ่วงเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) เข้ามานั้น เป็นการมองข้ามอนุสัญญา UNCLOS มาตรา 74(3) และ 83(3) ที่ระบุชัดเจนว่าระหว่างที่ยังตกลงเรื่องเขตแดนไม่ได้ รัฐภาคีต้องพยายามทำ “ความตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะปฏิบัติ” ซึ่งก็คือ JDA 

3. ที่สีหศักดิ์ระบุว่า “กระบวนการนี้ใช้เวลา 2 ปี แต่ถ้าคุยกันเองทวิภาคีอาจจบเร็วกว่า” ก็ทำให้ต้องย้อนถามว่าในเมื่อรัฐบาลอ้างเองว่าคุยทวิภาคีภายใต้ MOU 44 มา 20 กว่าปีไม่คืบหน้าจนต้องยกเลิก ถ้าอย่างนั้นจะมั่นใจได้อย่างไรว่าถ้าคุยกันเองแบบไม่มีกรอบจะจบได้ภายใน 2 ปี 

ส่วนกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศหยิบยกโมเดลข้อพิพาทระหว่าง ติมอร์-เลสเต กับออสเตรเลีย มาเป็นตัวตั้ง โดยมองว่ากระบวนการประนอมภาคบังคับใช้เวลาประมาณ 2 ปีและผลลัพธ์ไม่ผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) สุดท้ายก็ต้องกลับมาคุยทวิภาคีอยู่ดีนั้น สรศักดิ์กล่าวว่าขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบ ในกรณีของติมอร์-เลสเตกับออสเตรเลีย แม้ผลลัพธ์ของคณะกรรมการประนอมจะไม่มีผลผูกมัดในทันที แต่เนื้อหาที่คณะกรรมการตัดสินออกมา กลายเป็น “บรรทัดฐาน” และ “แรงกดดันจากสังคมโลก” ที่บีบให้ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ยอมถอยและต้องลงนามในความตกลงกับติมอร์-เลสเตในที่สุด ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องศึกษาเรื่องนี้ให้ลึกซึ้ง ไม่ใช่มองแค่ว่าผลลัพธ์ไม่ผูกมัดแล้วจะทำอย่างไรก็ได้

นายสรศักดิ์ ย้ำว่า ภายในกรอบเวลา 21 วันนี้ที่ไทยต้องส่งรายชื่อนักกฎหมายระหว่างประเทศ 2 คน เพื่อเป็นผู้ประนอมฝ่ายไทย พรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเลือกบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากลอย่างแท้จริง ไม่ใช่เลือกนักกฎหมายที่ไม่กล้าขัดความต้องการ โดยมองข้ามความรู้ความชำนาญด้านกฎหมายที่ทันสมัยต่อพัฒนาการทางกฎหมายทะเล และต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต อย่าปล่อยให้ประเทศไทยตกเป็นจำเลยในสายตาชาวโลก เราต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการต่อสู้ในกระบวนการนี้ ขอให้รักษาผลประโยชน์ของชาติได้อย่างที่ทุกคนคาดหวัง 

มีเตาปรุงน้ำเหล็กหรือยัง อรรถวิชช์ เปิดศึกจี้ถาม ซินเคอหยวน หลังกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง

มีเตาปรุงน้ำเหล็กหรือยัง อรรถวิชช์ เปิดศึกจี้ถาม ซินเคอหยวน หลังกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง

มีเตาปรุงน้ำเหล็กหรือยัง อรรถวิชช์ เปิดศึกจี้ถาม ซินเคอหยวน หลังกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.08 น.

“อรรถวิชช์” จี้ตรวจเข้มเหล็ก “ซินเคอหยวน” ถามชัด “มีเตาปรุงน้ำเหล็กหรือยัง” หลังกลับมาเปิดอีกครั้ง เตือน! อย่าปล่อยเหล็กไม่ได้มาตรฐานวางขายเด็ดขาด

วันที่ 6 มิ.ย.นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก โดยกล่าวถึงกรณีบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล ผู้ผลิตเหล็กที่ใช้สร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งพังถล่มลงจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ได้กลับมาดำเนินกิจการอีกครั้งว่า เหล็กตึก สตง. ถล่ม ซินเคอหยวน กลับมาเปิดโรงงานแล้ว…คุณมีเตาปรุงน้ำเหล็กแล้วเหรอ?

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ตนขอเรียกร้องให้สุ่มตรวจตอนผลิตขายจริง ไม่ใช่แค่การนัดตรวจแบบทดสอบเครื่องจักรเท่านั้น เพราะเหล็กเส้นประเภท IF จะควบคุมประสิทธิภาพได้ดีเมื่อมี “เตาปรุง Ladle Furnace” คือถ้าคุณภาพเศษเหล็กที่นำมาหลอมแย่ มาตรฐานเหล็กที่หลอมออกมาจะไม่สม่ำเสมอ

นายอรรถวิชช์ กล่าวว่า ช่วงที่ตนทำงานใน “ทีมสุดซอย” เป็นประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมพบว่า “ซินเคอหยวนไม่มีเตาปรุงน้ำเหล็ก” นะครับ!! แล้วสต็อกเหล็กชุดเก่าที่ระบบ QC ยังมีปัญหามันจะออกมาขายแล้วเหรอ?

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี

“เหล็กคือโครงสร้างหลักของบ้านและอาคาร ความปลอดภัยต้องเต็มร้อย อย่าให้มาตรฐานเปลี่ยน!”

บัญชีม้าลดฮวบ รัฐเผยผลงานปราบปราม ต่อเนื่องตั้งแต่ รัฐบาลอนุทิน 1 ลดลงกว่า 66%

บัญชีม้าลดฮวบ รัฐเผยผลงานปราบปราม ต่อเนื่องตั้งแต่ รัฐบาลอนุทิน 1 ลดลงกว่า 66%

บัญชีม้าลดฮวบ รัฐเผยผลงานปราบปราม ต่อเนื่องตั้งแต่ รัฐบาลอนุทิน 1 ลดลงกว่า 66%

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.45 น.

ผลการเดินหน้ากวาดล้างจริงจังตั้งแต่ “รัฐบาลอนุทิน 1”  กดบัญชีม้าลดลงทุกประเภท

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผลการปราบปรามบัญชีม้าและอาชญากรรมออนไลน์นับตั้งแต่สมัย “รัฐบาลอนุทิน 1” จนถึงปัจจุบัน สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการทำงานต่อเนื่อง เพื่อหยุดวงจรหลอกลวงประชาชนผ่านระบบการเงินและเทคโนโลยี

รัชดา ธนาดิเรก

จากข้อมูลผลปฏิบัติงานของศูนย์ต่อต้านฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ระหว่างเดือน ต.ค. 2568 – พ.ค. 2569  พบว่า การตรวจจับบัญชีม้าเชิงรุกผ่านฐานข้อมูล CFR หรือ Central Fraud Registry ซึ่งเป็นฐานข้อมูลกลางที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันการเงินใช้แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่า มีบัญชีม้าประเภทบัญชีบุคคลธรรมดา 189,887 บัญชี บัญชีนิติบุคคล 10,672 บัญชี และมีธุรกรรมเกี่ยวข้อง 1,140,731 รายการ

ทั้งนี้ ตัวเลขสำคัญคือบัญชีม้าประเภทบัญชีบุคคลธรรมดาลดลง 76.9% บัญชีนิติบุคคลลดลง 88.4% และจำนวนธุรกรรมลดลง 66.1% แสดงให้เห็นว่าการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตำรวจ หน่วยงานด้านความมั่นคง สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และหน่วยงานดิจิทัล เริ่มตัดเส้นทางเงินของขบวนการมิจฉาชีพได้จริง

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความคืบหน้านี้สอดรับกับการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ  ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุมได้หารืออย่างรอบด้านทั้งด้านความมั่นคง การบังคับใช้กฎหมาย การเงิน การฟอกเงิน และภัยไซเบอร์

ที่ผ่านมา จำนวนคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีลดลงจาก 34,478 คดี เหลือ 16,920 คดี หรือลดลง 50.9% ขณะที่มูลค่าความเสียหายลดจาก 2,224 ล้านบาท เหลือ 513 ล้านบาท หรือลดลง 63.2% พร้อมจับกุมผู้ต้องหาขบวนการสแกมเมอร์ 1,494 คดี ยึดเงินสดกว่า 57 ล้านบาท และช่วยเหลือเหยื่อได้ 808 ราย

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีกำชับให้การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ทุกประเภทและบัญชีม้าต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ไม่ผ่อนแรง และต้องเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกระดับ ตั้งแต่ผู้เปิดบัญชี ผู้จัดหาบัญชีม้า เครือข่ายรับจ้าง ไปจนถึงผู้บงการที่อยู่เบื้องหลัง เพราะความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวเงิน แต่กระทบความปลอดภัยในชีวิตประชาชนและความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม จะต้องใช้ทั้งข้อมูล การบังคับใช้กฎหมาย และการบูรณาการของทุกหน่วยงานตัดวงจรอาชญากรรมออนไลน์ให้ถึงต้นตอ

ผลโพลหนุน 63.7% รัฐบาลเดินหน้า TH-AI Passport แก้ปัญหาปากท้อง

ผลโพลหนุน 63.7%  รัฐบาลเดินหน้า TH-AI Passport แก้ปัญหาปากท้อง

ผลโพลหนุน 63.7% รัฐบาลเดินหน้า TH-AI Passport แก้ปัญหาปากท้อง

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.37 น.

รัฐบาลขานรับผลสำรวจประชาชน 63.7% หนุน TH-AI Passport ย้ำเดินหน้าอย่างโปร่งใส ใช้ AI แก้ปัญหาปากท้อง ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้คนไทยทุกกลุ่ม

วันนี้ (6 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับทราบผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เรื่อง “ความต้องการ AI ของประชาชน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีความตื่นตัวและเปิดรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนร้อยละ 91.2 รู้จักหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับ AI และร้อยละ 72.5 เคยนำ AI มาใช้ในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน หรือการประกอบอาชีพแล้ว สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานความรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 63.7 เห็นด้วยให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ต่อไป โดยต้องดำเนินการภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลที่ยึดหลักธรรมาภิบาลและมุ่งใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนทุกกลุ่ม

“รัฐบาลขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความสนใจและติดตามการดำเนินงานด้าน AI ของภาครัฐ ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า คนไทยไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เห็นว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ และเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการ TH-AI Passport อย่างรอบคอบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริงเป็นสำคัญ” นางสาวลลิดา กล่าว

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ผลสำรวจยังสะท้อนความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจนว่า AI ควรถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องและยกระดับศักยภาพของประเทศ โดยร้อยละ 91.7 ต้องการให้ภาครัฐส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ร้อยละ 88.5 ต้องการให้ AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 87.2 ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และการใช้งาน AI อย่างเท่าเทียม ร้อยละ 85.3 ต้องการให้ AI ช่วยยกระดับการศึกษาและพัฒนาทักษะแรงงานไทย ขณะที่ร้อยละ 83.1 และ 81.6 ต้องการให้ AI มีบทบาทในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ

รัฐบาลจึงพร้อมนำข้อเสนอแนะจากประชาชนมาใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยมุ่งเน้น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้และลดต้นทุนให้ประชาชน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล การพัฒนาทุนมนุษย์ผ่านการศึกษาและการยกระดับทักษะแรงงาน รวมถึงการใช้ AI เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มเปราะบาง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังรับทราบข้อเสนอของประชาชนที่ต้องการระบบสนับสนุนด้าน AI อย่างครบวงจร ทั้งการอบรมความรู้ การเข้าถึงเครื่องมือ AI การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในชุมชน และการมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษา โดยจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ประชาชนในทุกพื้นที่

“รัฐบาลมองว่า TH-AI Passport ไม่ใช่เพียงโครงการด้านเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศในระยะยาว เป็นกลไกสำคัญในการเตรียมความพร้อมให้คนไทยสามารถใช้ AI เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ รัฐบาลจะเดินหน้าสร้างระบบนิเวศด้าน AI ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โปร่งใส และเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว.

6 แสน URL รัฐบาลลุยปิดเว็บพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก

6 แสน URL รัฐบาลลุยปิดเว็บพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก

6 แสน URL รัฐบาลลุยปิดเว็บพนันออนไลน์ช่วงบอลโลก

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.18 น.

รัฐบาลลุยสกัดเว็บพนันออนไลน์ ก่อนเทศกาล “บอลโลก 2026” เผย 8 เดือน ปิดกั้นแล้วกว่า 6 แสน URLs เตือนอินฟลู หยุดปัก-แปะ -ปั่นคอนเทนต์ชวนเล่นพนัน สั่งการดำเนินโทษเด็ดขาด

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้แก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคม พร้อมสั่งการให้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ การปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการปราบปรามและปิดกั้นเว็บไซต์พนันออนไลน์ และ URL ที่เกี่ยวข้อง

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  ได้ดำเนินการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย เพจ และเว็บไซต์ URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันผิดกฎหมาย ตามคำสั่งศาล และประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์ม ในปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2568 – 31 พฤษภาคม 2569 (ระยะเวลา 8 เดือน) แล้ว จำนวน 673,699  รายการ โดยแยกเป็นการปิดกั้นตามคำสั่งศาล จำนวน 635,717 รายการ และประสานงานแพลตฟอร์มทำการปิดกั้น (ประเภทหลอกลวง/พนันออนไลน์) จำนวน 37,982 รายการ ทั้งนี้ เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2569 สามารถปิดกั้น URL การพนันผิดกฎหมายได้จำนวน 78,796 รายการ (ตามคำสั่งศาล 68,571 รายการ/ ประสานงานแพลตฟอร์ม 10,225 รายการ)

รัฐบาลสั่งการกระทรวงดีอีให้เฝ้าระวังและดำเนินการปิดกั้น ยกระดับการปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จะเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมทั้งสั่งการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรม ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เฝ้าระวังและป้องกันเยาวชนเข้าไปเกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลฟุตบอลโลกอย่างเข้มข้น โดยการนำเทคโนโลยี AI ช่วยตรวจจับทำให้การสกัดกั้นทำได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

“เตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบนสื่อดิจิทัล และโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในกลุ่มเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพนัน รวมทั้งการหลอกลวงออนไลน์ต่างๆ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมฯ มาตรา 14  ย้ำเตือนอินฟลูเอนเซอร์ที่ชักชวนเล่นพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ  อย่าปักตะกร้า อย่าแปะลิงก์ อย่าปั่นคอนเทนต์เชิญชวน จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด” นางสาวพลอยทะะล ย้ำ

จบปัญหาล่าช้ากว่า 10 ปี รัฐบาลเร่งเครื่องติดตั้งระบบ ILS สนามบินขอนแก่น

จบปัญหาล่าช้ากว่า 10 ปี รัฐบาลเร่งเครื่องติดตั้งระบบ ILS สนามบินขอนแก่น

จบปัญหาล่าช้ากว่า 10 ปี รัฐบาลเร่งเครื่องติดตั้งระบบ ILS สนามบินขอนแก่น

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.14 น.

รัฐบาลเร่งยกระดับสนามบินขอนแก่นสู่มาตรฐานสากล เดินหน้าติดตั้งระบบ ILS หลังล่าช้ากว่า 10 ปี เพิ่มความปลอดภัยการบิน–รองรับการเติบโตเศรษฐกิจและท่องเที่ยวอีสาน

วันนี้ (6 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและการบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับความปลอดภัย เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการเดินทาง และส่งเสริมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภูมิภาค

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

โดยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานของท่าอากาศยานขอนแก่น พร้อมหารือร่วมกับกรมท่าอากาศยาน บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด หน่วยงานในพื้นที่ และภาคเอกชน เพื่อเร่งผลักดันการพัฒนาท่าอากาศยานขอนแก่นให้เป็นประตูการเดินทางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้เร่งรัดเป็นพิเศษ คือ การติดตั้งระบบเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS/DME (Instrument Landing System/Distance Measuring Equipment) ซึ่งเป็นระบบสำคัญที่ช่วยให้อากาศยานสามารถขึ้น-ลงได้อย่างแม่นยำและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีหมอก ฝนตกหนัก หรือสภาพอากาศที่มีทัศนวิสัยต่ำ ช่วยลดปัญหาเที่ยวบินล่าช้าและการบินวนรอก่อนลงจอด

“โครงการนี้ล่าช้ามานานกว่า 10 ปี ส่งผลให้จังหวัดขอนแก่นและประเทศสูญเสียโอกาสในการแข่งขันด้านการบินและการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค รัฐบาลจึงเร่งผลักดันให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว” รองโฆษกฯ กล่าว

ทั้งนี้ นายภัทรพงศ์ได้เร่งประสานและหารือกับกองทัพบก เพื่อขอใช้พื้นที่ศูนย์พัฒนากีฬา กรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสำหรับการติดตั้งระบบดังกล่าว พร้อมกำชับให้กรมท่าอากาศยานและบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เร่งดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าได้โดยเร็วที่สุด

สนามบินขอนแก่น

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้แองกับข้อมูล

รองโฆษกฯ กล่าวว่า นอกจากการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินแล้ว กระทรวงคมนาคมยังได้หารือถึงแนวทางเพิ่มศักยภาพของท่าอากาศยานขอนแก่นในหลายมิติ ทั้งการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศ การเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะแบบไร้รอยต่อ และการสร้างความร่วมมือกับสายการบินและภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มจำนวนเที่ยวบินตรงสู่เมืองหลักและเมืองท่องเที่ยวสำคัญ

ขณะเดียวกัน ยังได้เชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการ “Fly and Drive” ซึ่งกระทรวงคมนาคมดำเนินการร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว เชื่อมโยงการเดินทางทางอากาศกับการเดินทางภาคพื้น และสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เติบโตมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันท่าอากาศยานขอนแก่นสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 5 ล้านคนต่อปี และรองรับอากาศยานทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอยู่ระหว่างดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน รวมถึงการปรับปรุงอาคารที่พักผู้โดยสารให้สะท้อนอัตลักษณ์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569

“รัฐบาลมุ่งยกระดับสนามบินภูมิภาคให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล เพื่อเพิ่มความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับสายการบินและผู้โดยสาร ตลอดจนสนับสนุนการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของจังหวัดขอนแก่นและภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว.

ยึดหลักโปร่งใสและเป็นธรรม รัฐบาลสั่ง สพฐ. ตรวจสอบเข้มกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว

ยึดหลักโปร่งใสและเป็นธรรม รัฐบาลสั่ง สพฐ. ตรวจสอบเข้มกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว

ยึดหลักโปร่งใสและเป็นธรรม รัฐบาลสั่ง สพฐ. ตรวจสอบเข้มกระบวนการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.06 น.

รัฐบาลวางมาตรการเชิงรุก ติดตามกรณีการคัดเลือกลูกจ้างชั่วคราว สพฐ. สั่งตรวจสอบข้อร้องเรียน-พิจารณาแนวทางดูแลผู้ได้รับผลกระทบ ยึดหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และความเป็นธรรม

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อจัดจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวปฏิบัติงานในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 7,588 อัตรา ว่า รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีข้อสั่งการให้ สพฐ. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ติดตามข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้น และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายว่ากระบวนการดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และหลักธรรมาภิบาล

ทั้งนี้ ภายหลังได้รับทราบข้อกังวลของอดีตลูกจ้างชั่วคราวบางส่วนที่ไม่ผ่านการคัดเลือก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้กำชับให้เขตพื้นที่การศึกษาที่เกี่ยวข้องตรวจสอบรายละเอียดของกระบวนการคัดเลือกอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรมกับผู้สมัครทุกคน

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้ สพฐ. พิจารณาแนวทางดูแลและรองรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบของกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ และประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาเป็นสำคัญ

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การดำเนินการคัดเลือกในครั้งนี้เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบภาครัฐ ซึ่งกำหนดให้มีการเปิดรับสมัครเป็นการทั่วไปและประกาศต่อสาธารณะ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เปิดโอกาสให้ผู้มีคุณสมบัติเข้าถึงตำแหน่งงานอย่างเท่าเทียม และสามารถตรวจสอบได้

ดังนั้น ในการคัดเลือกครั้งนี้จึงมีทั้งบุคลากรเดิมที่มีประสบการณ์และผู้สมัครรายใหม่ที่มีศักยภาพผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับทั้งโอกาส ความเสมอภาค และความเป็นธรรมต่อผู้สมัครทุกคน

ทั้งนี้ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการยืนยันว่าจะติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และดำเนินการทุกอย่างภายใต้หลักกฎหมาย ความโปร่งใส และความเป็นธรรม เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของระบบการศึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

เจมส์ อนุชา ลุยเอง ปชป. ปล่อย MV เพลงใหม่ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ลงพื้นที่จริง ถ่ายทำจริง ไม่ใช้ตัวแทน ชมคลิป

เจมส์ อนุชา ลุยเอง ปชป. ปล่อย MV เพลงใหม่ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ลงพื้นที่จริง ถ่ายทำจริง ไม่ใช้ตัวแทน ชมคลิป

เจมส์ อนุชา ลุยเอง ปชป. ปล่อย MV เพลงใหม่ กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร ลงพื้นที่จริง ถ่ายทำจริง ไม่ใช้ตัวแทน ชมคลิป

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

“ประชาธิปัตย์”ปล่อย MV แรปแฉปัญหาเมือง “เจมส์ อนุชา” ลุยเดินเท้าตั้งแต่เช้ามืด ชวนคนกรุงเทพฯ ตั้งคำถาม “กทม.ดีพอแล้วหรือยัง?

6 มิ.ย.2569 พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเกมรุกศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ปล่อยมิวสิกวิดีโอเพลงแรปสุดมันส์ “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” สะท้อนอินไซด์และปัญหาจริงของคนกรุงเทพฯ โดยส่ง “เจมส์-อนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 5 ลงพื้นที่ถ่ายทำจริง จำลองชีวิตคนเมืองตั้งแต่เช้ามืดถึงเย็น ย้ำแนวคิด “เมืองฟ้าอมร and more” เพื่อพิสูจน์ว่ากรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้

อนุชา บูรพชัยศรี

เจาะเบื้องหลัง MV ไม่มีเซ็ตฉาก: “เจมส์ อนุชา” เดินจริง เจอจริง ร่วมเผชิญปัญหาคนกรุงเทพฯ

ไฮไลต์สำคัญของ MV “กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร” คือความเรียล (Real) ที่ให้นายอนุชา บูรพชัยศรี ลงพื้นที่สำรวจกรุงเทพฯ โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ตื่นมาต่อสู้กับชีวิต เพื่อถ่ายทอดให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในหนึ่งวันคนกรุงเทพฯ  ต้องเผชิญกับอุปสรรคและปัญหาอะไรบ้าง

อนุชา บูรพชัยศรี

เนื้อหาใน MV ได้ร้อยเรียงภาพปัญหาจริงของเมืองเข้ากับ 5 นโยบายหลักของพรรคประชาธิปัตย์ผ่านท่วงทำนองเพลงแรปที่เข้าถึงง่าย โดยมีคนรุ่นใหม่อย่าง วีร์ ศรีวราธนบูลย์ รับหน้าที่ทั้งแต่งเนื้อร้องและร้องเพลงนี้ด้วยตนเอง และยังได้ร่วมปรากฏตัวในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาช่วยบอกเล่าและสะท้อนปัญหาของคนเจเนอเรชันใหม่ไปพร้อมกัน

หลังจากการปล่อย MV นี้ นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 5 ได้ส่งสารตรงถึงพี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ชวนให้ทุกคนหยุดคิดและตั้งคำถามสำคัญร่วมกันหลังจากดู MV นี้จบว่า “กรุงเทพฯ ของเราวันนี้ดีพอแล้วหรือยัง!!” เพราะสำหรับตนเองและพรรคประชาธิปัตย์ เชื่อมั่นอย่างสุดใจว่ากรุงเทพฯ สามารถพัฒนาและเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

อนุชา บูรพชัยศรี

นายอนุชา ยืนยันว่าความต้องการของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ซับซ้อน และพร้อมที่จะเปลี่ยนภาพปัญหาใน MV ให้กลายเป็นนโยบายที่ทำได้จริงผ่าน 5 แกนหลัก เพื่อให้คนกรุงเทพฯ 

เดินทางสะดวก: แก้ไขระบบขนส่งมวลชนและการจราจรอย่างไร้รอยต่อ

อนุชา บูรพชัยศรี

เมืองสะอาด: จัดการขยะ สิ่งแวดล้อม และพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นระบบ

ใช้ชีวิตสบาย: ความปลอดภัยในชีวิต ทัศนียภาพเมือง และทางเท้าที่เอื้อต่อทุกคนมีรายได้มากขึ้น: กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างโอกาสทำกินใหม่ๆ ให้คนกรุงตรวจสอบได้หมด: ทุกเม็ดเงินและทุกโครงการต้องโปร่งใส ไร้ทุจริต

อนุชา บูรพชัยศรี

“ถ้าเราอยากเห็นสิ่งใหม่ๆ เราต้องกล้าเปลี่ยนคน แล้วเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง มาร่วมทำให้กรุงเทพฯ เป็นได้มากกว่านี้”  เลือกเจมส์ อนุชา เบอร์ 5 เป็นผู้ว่าฯ กทม.

อนุชา บูรพชัยศรี
อนุชา บูรพชัยศรี

นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

นายกฯมอบ'สีหศักดิ์' นำทีมถก UNCLOS

นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯมอบ’สีหศักดิ์’ นำทีมถก UNCLOS

นายกฯ มอบ “สีหศักดิ์” นำทีมคุย UNCLOS บอกเรื่องอื่นต้องหยุดหมด ลั่นไม่เปิดด่าน ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม ด้านสว.ยันไทยไม่เสียเปรียบเขมร ชมบัวแก้วอธิบายทูตนานาชาติ จ่อเชิญทูตEUร่วมคุยสร้างความเข้าใจ ด้าน กองทัพสยบข่าวลือเขมรเคลื่อนรถถัง-อาวุธชายแดน

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ต่างประเทศ เข้ารายงานต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ภายหลังเดินทางกลับจากประเทศฝรั่งเศส ในกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ยื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea : UNCLOS) รวมถึงปรึกษานายกฯ เกี่ยวกับกรณีที่จะต้องมีคณะประนอมฝั่งไทย 2 คน ซึ่งมีรายงานเบื้องต้นว่ามีชื่อเตรียมพร้อมไว้แล้ว เพราะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่ากัมพูชา จะใช้แนวทางนี้

‘สีหศักดิ์’แจงทูตถกUNCLOS

ขณะที่ก่อนหน้านี้นายสีหศักดิ์ ได้ปรึกษาหารือกับคณะผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศของไทย ซึ่งเป็นชาวฝรั่งเศส และชาวอังกฤษ ที่มีประสบการณ์และเป็นที่ยอมรับในเวทีกฎหมายระหว่างประเทศมาแล้ว ถึงแนวทางการดำเนินการของฝั่งไทย ซึ่งคาดว่าจะรายงานแนวทางนี้ให้นายกฯ รับทราบเช่นกัน

จากนั้นเวลา 14.00 น.นายสีหศักดิ์ ได้บรรยายกรณีกัมพูชา แจ้งการใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติฯ แก่คณะทูตที่กระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

นายกฯมอบ‘สีหศักดิ์’นำทีม

ส่วนนายอนุทิน กล่าวว่า ได้หารือเรื่อง UNCLOS ที่จะมีตัวแทนประเทศไทยเข้าไป เพราะเรากำลังเข้าสู่กระบวนการ โดยมีนายสีหศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเรื่องนี้ต้องให้คนที่ดูแลเรื่องการต่างประเทศที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดำเนินการ

เมื่อถามว่าจะเดินเกมเชิงรุกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้คิดว่าใครรุกใคร แต่ประเทศไทยต้องไม่เสียประโยชน์อะไรที่เรามีอยู่เดิม และต้องเป็นเรื่องอธิปไตย สิทธิ และเรื่องอะไรต่างๆ เราต้องรักษาประโยชน์ของเราให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

ชี้ไร้กังวลมั่นใจความชอบธรรม

ต่อข้อถามว่าคาดหวังเกี่ยวกับการเข้ากระบวนการ UNCLOS อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นกระบวนการและยังมีอีกหลายขั้นตอนในรายละเอียด เมื่อถึงเวลาอันควรนายสีหศักดิ์ จะชี้แจง เพราะเป็นความชำนาญเฉพาะด้าน มีทั้งข้อกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เพราะที่ผ่านมากัมพูชา ชอบช่วงชิงพื้นที่ในเวทีโลก นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องกังวล เราจะมัวไปวิ่งตามคนนั้นคนนี้ไม่ได้ เพราะเรามีอธิปไตยของเรา และมีขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตย และรักษาดินแดนของเราไว้ ไม่ต้องไปหวั่นไหว ตามหลักแล้วคนที่ต้องวิ่งไปโน่นไปนี่ แสดงว่าเขากำลังหาความชอบธรรม แล้วทำไมเขาต้องหาความชอบธรรม เพราะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ แต่เรามั่นใจในความชอบธรรมของเรา ก็ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน เพราะเราอธิบายทุกคนทุกฝ่ายได้ แม้กระทั้งอธิบายคนในประเทศของเราได้

ย้ำไม่คุยเรื่องอื่น-ไม่เปิดด่าน

ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีกัมพูชา ร้ององค์การสหประชาชาติ ว่าไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว แสดงว่าเขาไม่ยอมรับกระบวนการ UNCLOS ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าไม่ยอมรับ UNCLOS ก็ไปไหนต่อไม่ได้ เขาเป็นคนบอกว่ายอมรับ ว่าจะใช้แนวทาง UNCLOS ก็จบแล้ว และทั้งสองประเทศต่างเป็นภาคีของ UNCLOS ก็ใช้กระบวนการนี้เดินเรื่องต่อไป ถ้าบอกว่าเรายกเลิก MOU 44 มันไม่ใช่ เพราะกระบวนการไม่ได้ไปไหน ก็บอกว่าหาทางเจรจาใหม่ หากรอบใหม่มาเจรจา เขาบอกไม่เจรจา เขาขอไป UNCLOS เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไป UNCLOS จากนี้ก็คุย UNCLOS ก่อน เรื่องอื่นไม่คุย คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไม่คุย ความร่วมมืออื่นๆ ยังไม่ต้องคุย การฟื้นฟูความสัมพันธ์ ยังไม่ต้องคุย การเปิดด่านไม่มีวันเปิด นี่คือท่าทีของเรา

สว.ชมบัวแก้วใช้กรอบUNCLOS

ด้านนายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ พิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงการเจรจาเรื่องข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา ว่าขอชื่นชมถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีความชัดเจนเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้าสู่กรอบ UNCLOS 1982 ในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

เผยถ้าตกลงกันได้ปัญหาก็จบ

ทั้งนี้ ขั้นตอนปกติทั่วไป เมื่อมีการยกเลิก MOU 44 และทางกัมพูชารับทราบแล้ว ขั้นตอนแรกที่ทั้งสองประเทศต้องทำ คือการเปิดเจรจาหารือกันในระดับทวิภาคี โดยนำหลักเกณฑ์ตามกฎหมายสากล UNCLOS 1982 มาใช้ในการลากเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป ซึ่งหากเจรจาแล้วสามารถตกลงกันได้แบบกรณีพื้นที่ทางทะเลระหว่างไทย-เวียดนามในอดีต ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนก็จะจบลงทันที หรือหากพบว่ามีพื้นที่ทับซ้อนเกิดขึ้น แต่ตกลงกันได้ ก็สามารถร่วมกันทำ MOU เพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น แก๊สธรรมชาติและปิโตรเลียม เหมือนเช่นกรณีของไทย-มาเลเซีย

หวั่นปชช.ยังเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายนพดล กล่าวต่อว่า กรณีที่เลวร้ายที่สุดหากการเจรจาระดับทวิภาคีเพื่อแบ่งเขตไหล่ทวีป ไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ แม้จะนำกรอบ UNCLOS 1982 มาจับแล้วก็ตาม ขั้นตอนต่อไปคือการเข้าสู่กระบวนการการประนอมภาคบังคับ (Conciliation) ซึ่งตรงนี้อยากชี้แจงเนื่องจากประชาชนและหลายฝ่ายยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก โดยความจริงการประนีประนอมภาคบังคับ ไทยและกัมพูชา จะต้องตั้งกรรมการที่มาจากตัวแทนกัมพูชา 2 คน ไทย 2 คน และคนกลางที่เป็นประธานอีก 1 คน มาศึกษาก่อน

ไทยมีสิทธิปฏิเสธเขมรลากเส้น

“คณะกรรมการทั้ง 5 ท่านนี้ จะใช้เวลาศึกษาข้อมูลประมาณ 1 ปี เพื่อจัดทำรายงานที่เป็นเพียงข้อเสนอแนะ (Recommendation) เท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาของศาลโลก เมื่อส่งรายงานนี้ให้ทั้งสองประเทศแล้ว ทั้งไทยและกัมพูชาก็ต้องกลับมาเปิดเจรจาทวิภาคีกันอีกรอบ ว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะนั้นหรือไม่ สมมุติว่าคณะกรรมการฯ เสนอให้ขีดเส้นลากเฉียดเกาะกูดเหมือนเดิม ฝ่ายไทยก็มีสิทธิ์เด็ดขาดที่จะปฏิเสธไม่รับข้อเสนอแนะนั้นได้ตามกติกาสากล ดังนั้นประชาชนจึงไม่ต้องกังวล หรือเกิดภาพจำซ้ำรอยอดีตกรณีข้อพิพาทเขาพระวิหาร เพราะนี่เป็นคนละกรอบกฎหมายกันอย่างสิ้นเชิง และในกรอบสากลนี้ ไทยไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน” นายนพดล กล่าว

เร่งสร้างความเข้าใจนานาชาติ

นายนพดล กล่าวถึงบทบาทของวุฒิสภาในการสร้างความเข้าใจต่อเวทีนานาชาติ ว่าที่ผ่านมาวุฒิสภา เคยเชิญเอกอัครราชทูตกลุ่มประเทศอาเซียนบวกสาม (อาเซียน, จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) รวม 12 ประเทศร่วมหารือและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งได้รับเสียงสะท้อนกลับมาเป็นอย่างดีว่าทำให้ต่างชาติเข้าใจสถานการณ์ของไทยชัดเจนขึ้น ดังนั้นการที่นายสีหศักดิ์ จะเดินหน้าชี้แจงข้อมูลและข้อเท็จจริงให้กับประเทศต่างๆ ทราบนั้น จึงเป็นสิ่งทางวุฒิสภา เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างความกระจ่างในเวทีโลก

ส่วนของก้าวต่อไปของวุฒิสภา เตรียมนำเรื่องเข้าหารือกับคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของวุฒิสภา ในการประชุมวาระแรก เพื่อเสนอเป้าหมายในการเชิญกลุ่มเอกอัครราชทูตจากสหภาพยุโรป หรือ EU เข้ามาร่วมหารือและรับฟังคำชี้แจงข้อมูลคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหาร

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และทำให้กลไกทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ป้องกันไม่ให้คู่กรณีนำประเด็นนี้ไปบิดเบือน ว่าประเทศไทยเกิดความขัดแย้งภายในกันเอง

กองทัพปัดเขมรขนรถถัง-อาวุธ

ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่ากัมพูชาได้เคลื่อนย้ายรถถัง 200 คัน พร้อมอาวุธ RPG ล็อตใหม่ และกำลังทหารจำนวนมากเข้าประชิดแนวชายแดนไทย ว่าจากการตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยทหารในพื้นที่ชายแดน ไม่พบรายงานหรือข้อเท็จจริงตามที่มีการเผยแพร่แต่อย่างใด ทั้งนี้ กองทัพบก ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และติดตามข้อมูลจากข่าวที่เป็นทางการ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และความตื่นตระหนกจากข่าวลือ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

จับเขมรหลบหนีเข้าไทยผิดกม.

ขณะเดียวกัน พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า ช่วงเวลาประมาณ 03.30 น.วันเดียวกันนี้ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี (ฉก.นย.จันทบุรี) ได้บูรณาการกำลัง ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) จันทบุรี ประจำจุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม และตำรวจ สภ.บ้านแปลง จับกุมบุคคลต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 10 คน เป็นชาย 6 และหญิง 4 คน บริเวณแนวชายแดนบ้านแหลม หมู่ 4 ต.เทพนิมิต อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ในขณะที่เจ้าหน้าที่จัดกำลังลาดตระเวน และซุ่มตรวจพื้นที่รับผิดชอบ โดยพบว่าทั้งหมดไม่มีเอกสารอนุญาตให้เดินทางเข้ามาและอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย

จ่ายค่าหัว6-7.5พันบ.เข้าไทย

สอบสวนเบื้องต้นทั้งหมดให้การว่า เดินทางมาจากหลายพื้นที่ในประเทศกัมพูชา เนื่องจากประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ว่างงานและขาดรายได้เลี้ยงดูครอบครัว จึงต้องการเดินทางเข้ามาหางานทำในประเทศไทย โดยเสียค่าใช้จ่ายในการนำพาและหางาน รายละประมาณ 6,000–7,500 บาท ทั้งนี้ ตรวจพบว่ามีผู้นำพา 1 ราย เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ถูกจับกุมทั้งหมด พร้อมทำบันทึกจับกุม และบันทึกการควบคุมตัว ตามมาตรา 22 และ 23 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ก่อนนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านแปลง รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

โฆษกกองทัพเรือ กล่าวย้ำว่า กรณีดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่ชายแดนยังคงมีการควบคุมอย่างเข้มงวด และจุดผ่านแดนยังอยู่ภายใต้มาตรการปิดด่าน ตามนโยบายด้านความมั่นคงอย่างชัดเจน