สาธิต เปิดรายชื่อสส.ใต้ โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

สาธิต เปิดรายชื่อสส.ใต้ โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

สาธิต เปิดรายชื่อสส.ใต้ โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.36 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสาทิตย์​ วงศ์หนองเตย​ รองหัวหน้า​พรรค​ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความระบุว่า เปิดชื่อ สส.ใต้ ที่โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ #ปิดหูปิดตาประชาชนทำไม พร้อมภาพที่มีรายชื่อ โหวตคว่ำ กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์

ชุมพร 

วิชัย สุดสวาดิ์

กิตติศักดิ์ พรหมรัตน์

สุพล จุลใส

ระนอง

คงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์

สุราษฎร์ธานี

กาสินี โอภาสรังสรรค์

พิพิธ รัตนรักษ์

พิชัย ชมภูพล

สงขลา

สรรเพชญ บุญญามณี

สมยศ พลายด้วง

อนุกูล พฤกษานุศักดิ์

ณัฎฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ

พัทลุง

วรท เทอดวีระพงศ์

นครศรีธรรามราช

นันทวัน วิเชียร

อภินันท์ สโมสร

อวยพรศรี เชาวลิต

พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล

ปัตตานี

บาฮารุดดีน ยูโซะ

คอซีย์ มามุ

บูรฮันธ์ สะเม๊าะ

สาเหะมูหามัด อัลอิดรุส

นราธิวาส

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ

ยะลา

สุไลมาน บือแนปีแน

ซูการ์โน มะทา

สตูล

พีรพัฒน์ รัชกิจประการ

วรศิษำ์ เลียงประสิทธิ์

ตรัง

เอกพล ณ พัทลุง

ทวี สุระบาล

กระบี่

กิตติ กิตติธรกุล

ถิรเดช ตั้งมั่นก่อกิจ

กิตติชัย เอ่งฉ้วน

พังงา

อรรถพล ไตรศรี

ฉกาจ พัฒนกิจวิบูลย์

ปลัด ยธ. คาดกระบวนการปล่อยตัว ทักษิณ เสร็จสิ้น มิ.ย.นี้

ปลัด ยธ. คาดกระบวนการปล่อยตัว ทักษิณ เสร็จสิ้น มิ.ย.นี้

ปลัด ยธ. คาดกระบวนการปล่อยตัว ทักษิณ เสร็จสิ้น มิ.ย.นี้

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ปลัด ยธ. คาดกระบวนการปล่อยตัว ทักษิณ เสร็จสิ้น มิ.ย.นี้ 

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงขั้นตอนกระบวนการปล่อยตัวคุมประพฤติ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลังมีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 2569 ว่า จะมีคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ 3 ฝ่าย ได้แก่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อัยการจังหวัด และผู้บัญชาการเรือนจำ ซึ่งขณะอยู่ระหว่างการนัดวันประชุมในเร็วๆ นี้ โดยกรอบระยะเวลาการพิจารณาตามหลักเกณฑ์คือ ไม่เกิน 120 วัน แต่ส่วนใหญ่จะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรือนจำแต่ละจังหวัด ซึ่งมีจำนวนมากน้อยไม่เท่ากัน โดยในครั้งนี้มีผู้ได้รับพระราชทานอภัยโทษทั่วประเทศจากทุกเรือนจำกว่า 1 หมื่นคน

นางพงษ์สวาท กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนหลังจากคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ประชุมแล้ว จะมีการออกใบบริสุทธิ์ ซึ่งกรณีของนายทักษิณ ขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลธนบุรี จากนั้นจะนำใบไปยื่นขอออกจากการคุมประพฤติถือว่าสิ้นสุดกระบวนการ 

ส่วนขั้นตอนกระบวนการจะเสร็จสิ้นได้ภายในเดือน มิ.ย. หรือไม่ นางพงษ์สวาท กล่าวว่า คิดว่าภายในเดือนมิ.ย.น่าจะเสร็จสิ้น โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบปฎิบัติ 

‘ศรีสุวรรณ’ บุก ป.ป.ช.ร้องสอบ ‘ไชยชนก’ ล็อกสเปกเอื้อประโยชน์โครงการ TH-AI Passport

'ศรีสุวรรณ' บุก ป.ป.ช.ร้องสอบ 'ไชยชนก' ล็อกสเปกเอื้อประโยชน์โครงการ TH-AI Passport

‘ศรีสุวรรณ’ บุก ป.ป.ช.ร้องสอบ ‘ไชยชนก’ ล็อกสเปกเอื้อประโยชน์โครงการ TH-AI Passport

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

ศรีสุวรรณบุก ป.ป.ช.ร้องสอบไชยชนกล็อคสเปกเอื้อประโยชน์โครงการ TH-AI Passport หรือไม่

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 เวลา 9.00 น. ที่สำนักงานใหญ่ ป.ป.ช.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิดนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรณีผลักดันโครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) อันมีข้อพิรุธ อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ประกอบพรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 และพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ 2542 หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว หรือไม่

ทั้งนี้สืบเนื่องจากนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ได้ผลักดันนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบ AI ของประเทศ โดยให้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เห็นชอบดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,650 ล้านบาท มาตั้งแต่ 12 พ.ย.68 แล้วเปิดประชาพิจารณ์ในเดือนธันวาคม 68 และเร่งรีบในการประกาศเชิญชวนประกวดราคาตั้งแต่ 24 ธ.ค.68-26 ม.ค.68 ซึ่งระยะเวลาการเปิดรับซองประมูลที่โครงการนี้เปิดรับซองประมูลเพียง 34 วัน ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยววันหยุดยาวสิ้นปี และรัฐบาลอยู่ในช่วงรักษาการ ซึ่งโดยทั่วไปเขาไม่ทำกัน

ซึ่งในที่สุดได้ผู้ชนะการประมูล คือ “กิจการร่วมค้าทีเอช” ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่าง บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) โดยเสนอราคาที่ 1,621 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 29 ล้านบาท และได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะอย่างเป็นทางการหลังผ่านพ้นช่วงเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 11 มี.ค.69 ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่าบริษัทผู้ชนะมีความสนิทชิดเชื้อและเกี่ยวพันกับพรรคการเมืองสีน้ำเงินมาอย่างยาวนาน

โครงการดังกล่าวมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การใช้งบประมาณกว่า 1.6 พันล้านแลกกับการเช่าบริการซอฟต์แวร์ต่างชาติชั่วคราวระยะเวลา 1 ปี ถูกท้วงติงอย่างหนักจากทุก ๆวงการ  การเขียน TOR ในลักษณะล็อคสเปก  กำหนดบังคับ “พิกัดสื่อโฆษณานอกบ้าน” ในร้านสะดวกซื้ออย่างเฉพาะเจาะจง จำนวน 1,500 สาขา 6,000 จอ นั้น มีความเชื่อมโยงเชิงสัญญาระหว่างผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทชนะการประมูล กับบริษัทที่ผูกขาดสื่อโฆษณาในร้านสะดวกซื้อ อีกทั้งกระบวนการกำหนดราคากลาง และความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มผู้จัดทำราคากลางกับกลุ่มผู้ยื่นข้อเสนอในโครงการ ซึ่งอาจก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ก่อให้เกิดข้อกังขาว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ พ.ร.บ.ฮั้ว หรือไม่

ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความพร้อมหลักฐานมายื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด รมว.ดีอีว่าการผลักดันโครงการดังกล่าวจนมีข้อพิรุธมากมายนั้น เช้าข่ายเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ไม่ต้องกังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ไม่ต้องกังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

อนุทิน ชี้ ทักษิณ พ้นโทษ ไม่ต้องกังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

“อนุทิน”ชี้”ทักษิณ”พ้นโทษ ไม่ต้องกังวลมีอิทธิพลเหนือรัฐบาล ลั่นคนมีอำนาจตัดสินใจคือประชาชน บอกหากท่านตั้งใจวางมือทางการเมืองจริง ตนก็ต้องเชื่อ ส่วนปมถอนชื่อร่างแก้ไข รธน.เพื่อไทย ไม่มีปัญหา พูดคุยกันเข้าใจดี

5 มิถุนายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ได้พบปะพูดกันแล้วหรือไม่ ว่า ยังไม่ได้มีการเจอและพูดกัน และอย่างที่ตนบอกคือแสดงความยินดี รู้สึกโอเค ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนที่จะถอดกำไล EM ในจันทร์นี้แล้วนั้น นายอนุทิน ย้ำว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีการเข้าไปพูดคุยกันหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้ในทางการเมือง ตนก็คุยกับ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในเรื่องของการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาล

ส่วนในวันนี้เชื่อหรือไม่ว่านายทักษิณจะวางมือทางการเมืองจริง นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามตนในฐานะที่เคยทำงานเป็นรัฐมนตรีของนายทักษิณมา ตนก็ต้องเชื่อว่า ความตั้งใจของท่านเป็นอย่างไร ตนก็ต้องเชื่อ

เมื่อถามว่า ไม่ต้องกังวลว่านายทักษิณจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทิน ระบุว่า ไม่ต้องกังวลเลย ในคณะรัฐมนตรีคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจคือประชาชน เพราะรัฐบาลฟังประชาชนเท่านั้น และไม่ต้องกังวลเลยว่า พวกตน จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของใคร ซึ่งก็แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว คนที่รัฐบาลต้องฟังคือพี่น้องประชาชน และนี่ก็ไม่ใช่วาทกรรม แต่นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสัจธรรม

ส่วนกรณีที่พรรคภูมิใจไทยถอนชื่อออกจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ได้มีการพูดคุยกับหัวพรรคเพื่อไทยแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างได้หารือกันด้วยความเข้าใจอันดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย

นายกฯ มอบ สีหศักดิ์ นำทีมคุย UNCLOS ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม

นายกฯ มอบ สีหศักดิ์ นำทีมคุย UNCLOS ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม

นายกฯ มอบ สีหศักดิ์ นำทีมคุย UNCLOS ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.37 น.

นายกฯ มอบ สีหศักดิ์ นำทีมคุย UNCLOS บอกเรื่องอื่นต้องหยุดหมด ชี้เขมรดิ้นหาความชอบธรรม เพราะไม่มีความชอบธรรม 

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2569 เวลา 13.35 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.เข้าหารือ กรณีนายฮุน มาเนต นายกฯกัมพูชา ยื่นหนังสือถึงไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS)ว่า ได้หารือเรื่อง UNCLOS ที่เราจะมีตัวแทนประเทศไทยเข้าไป เพราะเรากำลังเข้าสู่กระบวนการ โดยจะมีนายสีหศักดิ์ เป็นผู้ดำเนินการ เพราะเรื่องนี้ต้องให้คนที่ดูแลเรื่องต่างประเทศที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดำเนินการ

เมื่อถามว่าจะเดินเกมเชิงรุกอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้คิดว่าใครรุกใคร แต่ประเทศไทยต้องไม่เสียประโยชน์อะไรที่เรามีอยู่เดิม และต้องเป็นเรื่องอธิปไตย สิทธิ และเรื่องอะไรต่างๆเราต้องรักษาประโยชน์ของเราให้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้ 

เมื่อถามว่าคาดหวังเกี่ยวกับการเข้ากระบวนการ UNCLOS อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า มันเป็นกระบวนการและยังมีอีกหลายขั้นตอน ในรายละเอียดเมื่อถึงเวลาอันควรนายสีหศักดิ์ จะชี้แจง เพราะมันเป็นความชำนาญเฉพาะด้าน เพราะมีทั้งข้อกฎหมายสนธิสัญญาระหว่างประเทศ 

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เพราะที่ผ่านมากัมพูชอบช่วงชิงพื้นที่ในเวทีโลก นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องกังวล เราจะมัวไปวิ่งตามคนนั้นคนนี้ไม่ได้เพราะเรามีอธิปไตยของเรา และมีขีดความสามารถในการปกป้องอธิปไตยและรักษาดินแดนของเราไว้ เราก็ไม่ต้องไปหวั่นไหว ตามหลักแล้วคนที่ต้องวิ่งไปโน่นไปนี่แสดงว่าเขากำลังหาความชอบธรรม แล้วทำไมเขาต้องหาความชอบธรรมเพราะมีความไม่ชอบธรรมอยู่ แต่เรามั่นใจในความชอบธรรมของเราก็ไม่ต้องวิ่งไปหาที่ไหน เพราะเราอธิบายทุกคนทุกฝ่ายได้ แม้กระทั้งอธิบายคนในประเทศของเราได้ 

เมื่อถามว่าถึงกรณี กัมพูชา ร้ององค์การสหประชาชาติ ว่าไทยยกเลิก MOU 44 ฝ่ายเดียว แสดงว่าเขาไม่ยอมรับกระบวนการUNCLOSใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าไม่ยอมรับUNCLOSก็ไปไหนต่อไม่ได้ เขาเป็นคนบอกว่ายอมรับว่าจะใช้แนวทางUNCLOSก็จบแล้ว และทั้่งสองประเทศต่างเป็นภาคีของ UNCLOSก็ใช้กระบวนการนี้เดินเรื่องต่อไป ถ้าบอกว่าเรายกเลิก MOU 44 มันไม่ใช่ เพราะกระบวนการไม่ได้ไปไหน ก็บอกว่าหาทางเจรจาใหม่หากรอบใหม่มาเจรจา เขาบอกไม่เจรจาเขาขอไป UNCLOS เมื่อเช่นนั้นก็ไปUNCLOS จากนี้ก็คุยUNCLOSก่อนเรื่องอื่นไม่คุย คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC)  ไม่คุย ความร่วมมืออื่นๆยังไม่ต้องคุย การฟื้นฟูความสัมพันธ์ยังไม่ต้องคุย การเปิดด่านไม่มีวันเปิดนี่คือท่าทีของเรา

รุทธพล ลงนามตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย พิจารณาปล่อยตัว ทักษิณ-นักโทษทั่วประเทศ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

รุทธพล ลงนามตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย พิจารณาปล่อยตัว ทักษิณ-นักโทษทั่วประเทศ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

รุทธพล ลงนามตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย พิจารณาปล่อยตัว ทักษิณ-นักโทษทั่วประเทศ หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

“รุทธพล” ลงนามตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย พิจารณาปล่อยตัว “ทักษิณ- นักโทษทั่วประเทศ” หลังได้รับพระราชทานอภัยโทษ ยันเรื่องไม่ต้องถึง”นายกฯ”

วันที่ 5 มิถุนายน 25269 เวลา 13.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์   รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนการปลดกำไรอีเอ็มของ  นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี  รวมถึงนักโทษคนอื่น ภายหลังได้รับพระราชทานอภัยโทษว่า เมื่อวานนี้ตนได้ลงนามตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 21   แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ (คณะกรรมการ 3 ฝ่าย) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งอยู่ที่ทางจังหวัดจะประชุมกันอีกที ที่จะพิจารณารายละเอียดของผู้ที่จะได้รับการพ้นโทษ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้ที่ได้รับการอภัยโทษ จำนวนมากน้อยแค่ไหนของ พล.ต.ท.
รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด  มีการรายงานขึ้นมา แต่รายละเอียดต้องถามทางราชทัณฑ์

เมื่อถามว่าระยะเวลายังอยู่ในกรอบ 120 วันหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า รายละเอียดต้องให้ทางกรมราชทัณฑ์ เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนต่างๆ เพราะกรรมการของแต่ละจังหวัดอาจจะมีการประชุมพิจารณาไม่ตรงกัน ซึ่งอยู่ที่ความพร้อมของคณะกรรมการในจังหวัดนั้นๆ ด้วย

เมื่อถามว่าได้กำหนดเวลาให้แต่ละจังหวัดแจ้งผลการพิจารณามาหรือไม่  พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้กำหนด แต่คงต้องมีการสรุปกับทางกรมราชทัณฑ์อีกครั้ง ว่าจังหวัดไหนที่พิจารณาเสร็จแล้ว

เมื่อถามว่าขั้นตอนสุดท้ายจะต้องส่งรายชื่อมาที่กระทรวงยุติธรรม หรือไม่    พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ได้ส่งที่กระทรวง ก็คงส่งมาที่กรมราชทัณฑ์  ซึ่งรัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการในแต่ละจังหวัดเท่านั้น
 
เมื่อถามว่าเดือนนี้จะพิจารณาจบหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียด

เมื่อถามย้ำว่าจะต้องส่งเรื่องมาที่นายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่  พล.ต.ท.รุทธพล   กล่าวว่า ในระเบียบไม่มีที่จะต้องส่งมาให้นายกรัฐมนตรี

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด กลเกมกับดักแก้รัฐธรรมนูญ ซ่อนกฎเหล็ก 2 ชั้น ต้องผ่าน ด่าน สว. โอกาสผ่านแทบเป็นศูนย์

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด กลเกมกับดักแก้รัฐธรรมนูญ ซ่อนกฎเหล็ก 2 ชั้น ต้องผ่าน ด่าน สว. โอกาสผ่านแทบเป็นศูนย์

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด กลเกมกับดักแก้รัฐธรรมนูญ ซ่อนกฎเหล็ก 2 ชั้น ต้องผ่าน ด่าน สว. โอกาสผ่านแทบเป็นศูนย์

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ชัด กลเกมกับดักแก้รัฐธรรมนูญ กลไกรัฐธรรมนูญ “ซ่อนกฎเหล็ก 2 ชั้น” ต้องผ่าน “ด่าน สว.” โอกาสผ่านแทบเป็นศูนย์

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 สืบเนื่องจากพรรคเพื่อไทย ถอนร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฯเพื่อนำไปปรับร่างแก้ไขใหม่ ภายหลังพรรคภูมิใจไทยมีมติให้ สส.ถอนรายชื่อออกจากร่างเสนอญัตติฯดังกล่าว เพราะเกรงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้สัมภาษณ์และกล่าวว่า ในการจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามพี่น้องประชาชนว่า เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่  โดยประชาชนเสียงข้างมาก  21.2 ล้านเสียง มีฉันทามติเสียงข้างมาก เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นขั้นตอนในการหยั่งเสียงประชามติรอบแรกเท่านั้น เพื่อสอบถามความต้องการของประชาชน โดยยังไม่มีร่างพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญ เพราะยังไม่มีคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนในปี 2539 ในรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปะอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ล่วงลับไปแล้ว  

ก่อนหน้านี้ ปรากฏใน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2564 วินิจฉัยชี้ขาดว่า “รัฐสภามีอำนาจและหน้าที่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงประชามติเพื่อสอบถามเจ้าของอำนาจในการสถาปนาอำนาจรัฐธรรมนูญทั้งก่อนและหลัง”

และ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 วินิจฉัยชี้ขาดว่า “รัฐสภามีอำนาสจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่ต้องจัดให้ประชาชนออกเสียงลงคะแนนในการจัดทำประชามติ 3 ครั้ง” โดยคำวินิจฉัยในข้อสาระสำคัญว่า “รัฐสภาไม่อาจจัดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง”

หากพิจารณาถึงข้อสาระสำคัญ ที่ว่า รัฐสภาไม่อาจจัดให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ย่อมหมายถึง กระบวนการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะส่วนหนึ่งส่วนใดก็ตาม ไม่สามารถกระทำได้ เป็น “ข้อห้ามเด็ดขาด” และ ทุกองค์กร ต้องถือตาม โดยปรากฎชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคท้าย ที่ว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเด็ดขาด ผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ในการออกเสียงลงประชามติไปแล้ว ทั้งก่อนเสนอร่าง ขณะเสนอร่าง และร่างปรับแก้ผ่านสมาชิกรัฐสภา เป็นประชาธิปไตยทางตรง จะใช้สิทธิสองทางในเรื่องเดียวกันไม่ได้  เพราะการเลือกตั้ง สสร. เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม เทียบเคียงกับการเลือกตั้ง สส. ส่วนการลงคะแนนออกเสียงประชามติ เป็นประชาธิปไตยทางตรง  

การได้มาซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือ คณะ “สสร.” ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เป็นการขาดหลักการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยฯหรือไม่  เพราะกระบวนการใช้สิทธิโดยตรงในการออกเสียงประชามติ เป็นกระบวนตรวจสอบและสิทธิเฉพาะตัวของประชาชนโดยตรงไปในตัว ทั้งก่อนและหลังผ่านร่าง  เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 และ 18/2568  

ส่วนที่ถามว่า กลไกแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านด่านประชามติเสียงข้างมาก 21.2 ล้านเสียง โอกาสที่จะผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้หรือไม่ เพียงใด นั้น

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า  ผลประชามติ แสดงว่า ประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหมวด 15 และไปแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อกำหนดที่มาของ สสร. ทั้งสองประเด็นแยกคนละส่วนกัน

ดังจะเห็นได้จาก ประชามติ รอบแรก เป็นการหยั่งเสียง ประชาชนส่วนใหญ่เอาด้วย  ส่วนประชามติรอบที่สองและรอบที่สาม ต้องผ่านเงื่อนไขในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 โดยข้อกฎหมายจะมีกับดัก กฎเหล็กถึง 2 ชั้น โดยซ่อนไว้ใน ในวาระที่ 1 และ วาระที่ 3  โดยข้อกฎหมายกำหนดให้มี เสียง สว.จำนวนไม่น้อยกว่า หนึ่งในสาม หรือ จำนวน 67 คน  ปรากฎชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 256(3) และมาตรา 256(6)

ตัวแปรไม่ได้อยู่ที่มติเห็นชอบภาคประชาชน จำนวน 21.2 ล้าน เสียง แต่ตัวแปรหลัก อยู่ที่กระบวนการและกลไกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเจอกับดักเป็น กฎเหล็กถึง 2 ชั้น ในวาระที่ 1 และในวาระที่ 3  หมายความว่า นอกจากเสียงข้างมากของ สส.แล้วจะต้องเจอกับดับ สมาชิกรัฐสภา ซีก สว.  ต้องผ่านด่าน สว. ซึ่งเป็นกับดักและเป็นตัวแปรสำคัญ โอกาสผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทบเป็นศูนย์ เว้นแต่ รวบรวมเสียง สว.ได้ ไม่น้อยหว่า 67 คน

แฮชกแทก  #รัฐธรรมนูญ #แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ #แก้รัฐธรรมนูญ #ร่างแก้ไขเพิ่มเติม #รัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย #กลไกสมาชิกรัฐสภา  #ออกเสียงประชามติ #ฝ่ายนิติบัญญัติ #สมาชิกวุฒิสภา #ดร.ณัฏฐ์ #ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

บอร์ด สคบ. มีมติส่งฟ้องแพ่งวอลโว่ ปมแบตเตอรี่ EV ไม่ปลอดภัย สั่งคืนเงิน-ชดใช้ค่าเสียหาย

บอร์ด สคบ. มีมติส่งฟ้องแพ่งวอลโว่ ปมแบตเตอรี่ EV ไม่ปลอดภัย สั่งคืนเงิน-ชดใช้ค่าเสียหาย

บอร์ด สคบ. มีมติส่งฟ้องแพ่งวอลโว่ ปมแบตเตอรี่ EV ไม่ปลอดภัย สั่งคืนเงิน-ชดใช้ค่าเสียหาย

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.37 น.

“ศุภมาส” สั่งฟ้อง 35 คดีแพ่ง บี้คดี “รถ Volvo-บ้านน็อกดาวน์-ซื้อของออนไลน์” เร่งคืนเงินผู้บริโภค 

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คคบ.) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวพัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. พร้อมด้วยกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิรวม 18 ท่าน เข้าร่วม

ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาเรื่องทั้งหมด 48 เรื่อง โดย สาระสำคัญ คือ การดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบธุรกิจที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค รวม 35 คดี ครอบคลุมคดีอสังหาริมทรัพย์ การให้บริการ การซื้อสินค้าทั่วไปและสินค้าออนไลน์ โดยกว่า 1 ใน 3 ของเรื่องร้องเรียนที่เข้ามายัง สคบ. เป็นคดีซื้อขายออนไลน์ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล โดยคดีที่ได้รับความสนใจ  คือ คดีแพ่งบริษัท สแกนดิเนเวียน ออโต้ จำกัด และบริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ในกรณีผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า Volvo รุ่น EX30 จากความกังวลเรื่องความปลอดภัยของแบตเตอรี่ และคดีแพ่ง ห้างหุ้นส่วนจกัด สมเด็จโมเดิร์นโฮม กับนายจิรายุ บุษบารัตน์ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรณีผิดสัญญาว่าจ้างทำบ้านน็อกดาวน์และส่งมอบไม่ได้ตามสัญญา ทั้งสองคดีคคบ. มีมติให้ฟ้องเพื่อบังคับให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยและชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้บริโภค โดยคดีบ้านน็อกดาวน์เสนอศาลสั่งจ่ายค่าเสียหายเพื่อการลงโทษเพิ่มด้วย

นางสาวศุภมาส ยังได้สั่งการให้ สคบ. เป็นหน่วยงานที่รวดเร็ว เชิงรุก เด็ดขาด และเป็นที่พึ่งของประชาชน ตามนโยบาย สคบ. พลัส 5 ด้าน ได้แก่ 1) ทำงานเชิงรุกป้องกันก่อนเสียหายด้วย Consumer Risk Dashboard 2) ยกระดับศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์เป็นระบบ One Stop Service 3) กำกับแพลตฟอร์มออนไลน์และ E-Commerce ร่วมกับตำรวจไซเบอร์ ETDA และ ปปง. 4) ใช้ AI คัดกรองเรื่องร้องทุกข์และแจ้งเตือนเร่งด่วนอัตโนมัติ 5) เป็นองค์กรสีขาวโปร่งใส ตั้งเป้าคะแนน ITA การรับรู้ภายนอกเต็ม 100 คะแนน

พร้อมย้ำว่า สคบ. ต้องรวดเร็ว เชิงรุก เด็ดขาด และ พึ่งพาได้ ผู้ประกอบการที่เอาเปรียบผู้บริโภคต้องรับผิดชอบ และผู้บริโภคที่เสียหายต้องได้เงินคืนทุกบาท ซึ่งนโยบายทั้งหมดสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินงานของรัฐบาล  ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริโภคตรวจสอบสัญญาและเงื่อนไขให้รอบคอบก่อนวางเงิน โดยเฉพาะการซื้อรถ การว่าจ้างสร้างบ้าน และการสั่งซื้อออนไลน์ รวมถึงเก็บหลักฐานการซื้อขายสินค้าและบริการ หากไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect และเว็บไซต์ ocpb.go.th. 

ป.ป.ช.ชี้มูล เทวฤทธิ์ นิกรเทศ อดีต สส.เสียชีวิตแล้ว รวยผิดปกติ 37ล้าน จ่อริบทรัพย์จากกองมรดก

ป.ป.ช.ชี้มูล เทวฤทธิ์ นิกรเทศ อดีต สส.เสียชีวิตแล้ว รวยผิดปกติ 37ล้าน จ่อริบทรัพย์จากกองมรดก

ป.ป.ช.ชี้มูล เทวฤทธิ์ นิกรเทศ อดีต สส.เสียชีวิตแล้ว รวยผิดปกติ 37ล้าน จ่อริบทรัพย์จากกองมรดก

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.23 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่ำรวยผิดปกติ มูลค่ารวม 37,431,641.42 บาท จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระหว่างปี พ.ศ. 2551-2554 มีรายได้ตามแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เงินเดือนและเงินค่าเบี้ยประชุม) ปี 2551-2554 รวมจำนวน 4,203,489.35 บาท แต่มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติไม่สัมพันธ์กับรายได้ และไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงที่มาของทรัพย์สินดังกล่าวได้ รวมเป็นเงินจำนวน 37,431,641.42 บาท ดังนี้ เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ จำนวน 4 บัญชี เป็นเงิน 31,064,731 บาท เงินที่นำไปชำระหนี้ 3 รายการ เป็นเงิน 2,500,000 บาท รถยนต์ในชื่อนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ จำนวน 3 คัน รวมมูลค่า 3,866,910.42 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว มีมติว่า นายเทวฤทธิ์ ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ สืบเนื่องจากการเปรียบเทียบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นเงินทั้งสิ้น 37,431,641.42 บาท ให้ส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ ของนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ตามรายการทรัพย์สินดังกล่าว รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 118 ต่อไป

หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้วแต่กรณี ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ภายในระยะเวลาสิบปี ตามนัยมาตรา 125 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ด้วย

ทั้งนี้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ถึงแก่ความตายแล้ว เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 การบังคับเอาแก่ทรัพย์สินดังกล่าว จะดำเนินการบังคับเอากับทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายต่อไป

‘ศุภมาศ’ เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน ไทยช่วยไทย 60:40 ไม่ต้องซื้อ-สั่ง สคบ.ลงตรวจ

‘ศุภมาศ’ เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน ไทยช่วยไทย 60:40 ไม่ต้องซื้อ-สั่ง สคบ.ลงตรวจ

‘ศุภมาศ’ เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน ไทยช่วยไทย 60:40 ไม่ต้องซื้อ-สั่ง สคบ.ลงตรวจ

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 13.18 น.

“ศุภมาศ” เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน “ไทยช่วยไทย 60:40” ไม่ต้องซื้อ-สั่ง สคบ.ลงตรวจ เผยยังไม่ได้รายงานร้านอาหารจีนรับหยวน-เมินเงินไทย โว รองนายกฯ เช็คตลาดมีแต่เสียงชื่นชม-ทำค้าขายคล่อง 

เมื่อเวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีร้านค้าย่านห้วยขวางรับสแกนเงินหยวน ว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานเห็นเพียงตามหน้าสื่อ ขอตรวจสอบในรายละเอียดอีกครั้ง พร้อมกับยอมรับว่าได้ยินมาเหมือนกันว่าย่านห้วยขวาง เป็นย่านชาวจีนที่มาประกอบธุรกิจ ซึ่งจะให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.ลงพื้นที่ไปตรวจสอบอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีมีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า นางสาวศุภมาศ กล่าวว่า ตั้งแต่โครงการคนละครึ่งพลัสที่มีข้อกังวลและข้อห่วงใย แต่ก็แทบจะไม่พบกรณีผู้ค้าฉวยโอกาส แต่พอมาถึงโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ที่ได้ยินมามีเพียง 1 เคส ซึ่งเมื่อวานนี้ทางสคบ.ก็ได้ลงพื้นที่ ไปยังร้านรถเข็นที่เกิดเหตุ แต่ก็พบว่าปิดร้าน แต่กฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ สินค้าทุกอย่างในประเทศไทยจะต้องปิดประกาศราคา หากไม่ปิดประกาศถือว่าผิด 

อย่างไรก็ตามขอแนะประชาชนว่า นอกจากจะมีการสแกนจ่ายเงินในโครงการดังกล่าวแล้ว จะต้องดูให้ดีว่าราคาตรงกันหรือไม่ ซึ่งรวมไปถึงการรูดบัตรเครดิตหรือสแกนจ่ายแบบปกติ ที่ผู้ค้าจะเป็นผู้คีย์ราคาก่อนจ่ายเงิน ซึ่งหากราคาไม่ตรงเราก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธการจ่าย  ทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแส ไปยังกระทรวงพาณิชย์ได้

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบ คิดว่าพ่อค้าแม่ค้ากว่า 99% ก็ไม่ได้มีปัญหาอยู่แล้ว  และจากที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รวมถึงสส.ที่ลงพื้นที่ก็พบแต่เสียงชื่นชมและรอยยิ้ม ว่าช่วยทำให้กระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำให้ยอดขายของร้านค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ซื้อก็ได้ของเพิ่มขึ้น 2 เท่า เพราะฉะนั้นเรื่องร้องเรียนในโครงการนี้ยังไม่มี