รุมค้าน‘แลนด์บริดจ์’ 14จว.ใต้ฮึ่ม! ชูทำลายสิ่งแวดล้อม

รุมค้าน‘แลนด์บริดจ์’ 14จว.ใต้ฮึ่ม! ชูทำลายสิ่งแวดล้อม

รุมค้าน‘แลนด์บริดจ์’ 14จว.ใต้ฮึ่ม! ชูทำลายสิ่งแวดล้อม

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รุมค้าน‘แลนด์บริดจ์’ 14จว.ใต้ฮึ่ม! ชูทำลายสิ่งแวดล้อม ตามไล่เฉ่งสส.สะตอภท. ต้องรับผิดชอบในพื้นที่ วางแผนจัดประท้วงยาว 22มิ.ย.ปักหลักทำเนียบ

มูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ แนะล้มแลนด์บริดจ์แนวระนอง-ชุมพร แล้วหันไปเติมความรุ่งเรืองให้โครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด “สุราษฎร์-กระบี่” ที่มีอยู่แล้วให้สมบูรณ์ เพราะจะคุ้มค่ากว่า ขณะที่เครือข่ายภาคใต้เปิดปฏิบัติการร้อยขบวน 14 จังหวัด โครงการแลนด์บริดจ์รัฐบาลหนู หวั่นต่างชาติฮุบที่ดิน 99 ปี เสี่ยงคนในพื้นที่เป็นพลเมืองชั้น2 ลั่นประท้วงยาว 22มิย.นัดกางเต้นท์หน้า ทำเนียบ

กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ออกแถลงการณ์ฉบับที่1ระบุ สถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลกำลังนำพาประเทศไปสู่จุดเสี่ยงด้วยการผลักดันกฎหมายมอบสิทธิมากมายแก่นักลงทุนต่างชาติ รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยได้กระทำเกินเลยเส้นความพอดีของการพัฒนาภาคใต้กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษคือการผลักดันกลไกของการเป็นประเทศผู้รับจ้างผลิตให้เข้มข้นกว่าเดิม เพราะในฐานะประเทศผู้รับจ้างผลิตจะต้องหยิบยื่นเงื่อนไขที่นักลงทุนพอใจ

ระยะเวลาที่ผ่านมารัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อความภักดีต่อนักลงทุนต่างชาติตลอดมา โดยไม่ตระหนักว่าประเทศเราเป็นได้เพียงผู้รับจ้างผลิต เราได้ค่าแรงงาน แต่มูลค่าอื่นทั้งหมดกลับสู่ประเทศของพวกเขา จากการใช้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในฐานะประเทศรับจ้างผลิตพบว่าหลังปี2540 เศรษฐกิจประเทศไทยเติบโตต่ำลงจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่มาตรการแห่งความภักดีต่อนักลงทุนเข้มข้นขึ้นตลอดมา

ในสถานการณ์ปัจจุบันวิกฤติเศรษฐกิจมีความรุนแรงมากขึ้น แทนที่รัฐจะปรับตัวเชิงโครงสร้างและแนวทางการพัฒนาประเทศแต่กลับไปใช้เครื่องยนต์เดิมคือวิ่งหานักลงทุนต่างประเทศ กระบวนทัศน์ที่คิดแต่จะพึ่งพาต่างชาติกลายเป็นรากฐานของการวางแผนเศรษฐกิจ กระบวนทัศน์การสร้างความเข้มแข็งภายในไม่อยู่ในวิธีคิดของผู้บริหารประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ในภาวะวิกฤติเราจึงไม่เห็นการปรับตัวของรัฐบาลผู้มีอำนาจยังคงยึดกระบวนทัศน์ยื่นเงื่อนไขแห่งความภักดีขั้นสูงสุดคือ กฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษประชาชนไม่อยู่ในสมการของการพัฒนาในรูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ฉะนั้นใน พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้จึงระบุบทบาทของคนใต้ไว้ 2ประการคือ หน้าที่ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและรับการเยียวยาจากผลกระทบ ในจำนวน71มาตราไม่มีการออกแบบการพัฒนาบนฐานศักยภาพของภาคใต้มีเพียงมาตรการของการยึดทรัพยากร การให้สิทธิแก่ต่างชาติและจำกัดสิทธิของคนไทย

ภายใต้กฎหมายฉบับนี้จะนำทรัพยากรภาคใต้ไปสู่พื้นที่รับจ้างผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของต่างชาติ ละทิ้งรากฐานและศักยภาพของคนใต้ ในขณะที่ธุรกิจอาหารในโลกนี้เติบโตเรากลับทำลายพื้นที่ผลิตอาหารคุณภาพของโลกและนำพื้นที่ไปเป็นแหล่งผลิตสินค้าอุตสาหกรรม เรียนย้ำว่าการเกิดขึ้นของเขตเศรษฐกิจพิเศษไม่ได้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมแต่เป็นการตอกย้ำกระบวนทัศน์ประเทศผู้รับจ้างผลิต

การเกิดขึ้นของกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษจะเปลี่ยนภาคใต้ไปตลอดกาล จึงไม่อาจให้รัฐบาลที่กำลังลุแก่อำนาจกระทำการเกินเลยขอบเขตการพัฒนาไปสู่การสูญเสียอธิปไตยของประชาชนในชาติ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้จึงขอประกาศเชิญชวนทุกท่าน ปกป้องอธิปไตยของคนไทย ด้วยการคัดค้านการเกิดขึ้นของกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษและโครงการแลนด์บริดจ์

โดยกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) จะมีปฏิบัติการร่วมกับเครือข่ายต่างๆเพื่อการปกป้องแผ่นดินภาคใต้ดังนี้

ปฏิบัติการที่1 วันที่ 4-10 พฤษภาคม 2569 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคภูมิใจไทยต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในเขตเลือกตั้งต่อการที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันกฎหมายให้ภาคใต้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของต่างชาติ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้จะส่งผู้แทนยื่นหนังสือต่อ สส.พรรคภูมิใจไทยในภาคใต้ทุกคน

ปฏิบัติการที่2 วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 นำเสนอแนวทางและแผนการพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ต่อสาธารณะและนักการเมือง เพื่อชี้ให้เห็นว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้หลายแนวทางโดยไม่ต้องยึดสิทธิของประชาชน

ปฏิบัติการที่3 วันที่ 21 พฤษภาคม – 6 มิถุนายน 2569 ปฏิบัติการร้อยขบวนคนใต้หยุดยั้งกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watchและประชาชนหลากหลายภาคส่วนเดินทาง 14 จังหวัดถักทอขบวนคนใต้เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญปกป้องแผ่นดินภาคใต้

ปฏิบัติการที่4 วันที่ 8 -12 มิถุนายน 2569 พบพรรคการเมืองและสื่อมวลชนเพื่อยื่นหนังสือขอให้พรรคการเมืองคัดค้านการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้และโครงการแลนด์บริดจ์และเพื่อทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนต่อเจตนารมณ์การคัดค้านของประชาชน

ปฏิบัติการที่5 วันที่ 20 มิถุนายน 2569เวทีสาธารณะกรุงเทพมหานคร ‘ประเทศไทยควรออกกฎหมายให้ต่างชาติครอบครองที่ดินหรือไม่’ ปฏิบัติการที่6 วันที่ 22 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ปักหลักทำเนียบรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลยุติการดำเนินการกรณี พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ภารกิจการรักษาอธิปไตยของประชาชนเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ภายใต้รัฐบาลที่ไม่อยู่ข้างประชาชน ทางออกสำคัญคือการรวมพลังส่งเสียงการพัฒนาที่ถูกต้องชอบธรรมให้เกิดขึ้นแก่แผ่นดินนี้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยยืนอยู่อย่างสง่างามท่ามกลางวิกฤติโลกรอบด้าน ด้วยจิตคารวะ กลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch

ด้านนายประสิทธิชัย หนูนวล แกนนำกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ SEC Watch เปิดเผยว่า คำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชัดเจนว่าจะเร่ง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อให้กรรมการนโยบายตาม พ.ร.บ.SEC มาดูแลโครงการแลนด์บริดจ์ ที่เรียนบอกต่อทุกท่านตลอดมาว่า โครงการแลนด์บริดจ์เป็นส่วนหนึ่งของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้นั้น รมต.คมนาคม ยอมรับแล้วและย้ำว่า จะถกเรื่องกองทุนภายในเดือน พ.ค.นี้ แปลว่าภาคใต้เข้าสู่การเป็นเขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของต่างชาติสมบูรณ์แบบ ภายใต้ 71 มาตราของ พ.ร.บ.SEC ภาคใต้จะเป็นพื้นที่ที่ต่างชาติเช่าที่ดินได้ 99 ปี และถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ดิน

เพื่อไม่ให้คนใต้ตกเป็นพลเมืองชั้น 2 และถูกเบียดขับ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกันปกป้องภาคใต้ในรูปแบบที่ทุกท่านแสดงออกได้ โดยกลุ่มศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ได้ออกแบบปฏิบัติการจำนวนหนึ่ง เพื่อส่งเสียงต่อรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน ชาญวีรกุลนายกรัฐมนตรีและนายพิพัฒน์ รัชกิจประการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ออกมาให้สัมภาษณ์สนับสนุนโครงการเมกกะโปรเจคแลนด์บริดจ์ แนวระนองชุมพรอย่างจริงจังท่ามกลางเสียงสนับสนุนและเสียงคัดค้านรวมทั้งนักวิชาการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากมาย ในเรื่องนี้แนวหน้าได้รับการเปิดเผยจาก ดร.สุเมต สุวรรณพรหม รองประธานมูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้ และกรรมการบริหารสมาคมชาวปักษ์ใต้ฯดร.สุเมตได้กล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่าคนปักษ์ใต้รู้จักมานานเกือบ 40 ปีแล้วจากข้อมูลหลังปี 2531 ในยุครัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ซึ่งในขณะนั้นกระแสภาคประชาชนชาวไทย เรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนโครงการสร้าง คดคอดกระ เชื่อมทะเลอันดามันกับอ่าวไทย

แต่รัฐบาลพลเอกชาติชายฯ กลับเสนอแนวคิดสร้างโครงการเซาท์เทอร์นซีบอร์ด เชื่อม2ฝั่งทะเล ซึ่งก็คือแลนด์บริดจ์ นั่นเอง จากผลการศึกษาอยู่บริเวณ ฝั่งทะเลอันดามันตั้งอยู่ แนวอ.อ่าวลึก จ.กระบี่ ไปออกอ่าวไทยที่บริเวณ อ.กาญจนดิษฐ์ อ.ดอนสักและ อ.ขนอม ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช ซึ่งตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีรัฐบาลทุกรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลชวน1 รัฐบาลบรรหาร รัฐบาลพลเอกชวลิต กระทั่งถึงรัฐบาลชวน 2 ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องโดยได้เวนคืนที่ดินของประชาชนจากอ.อ่าวลึกอ.เคียนซา อ.บ้านนาเดิมอ.บ้านนาสาร ฯลฯ รวมถึงสร้างถนน 4เลน ความยาว 133 กิโลเมตรมีช่องว่างตรงกลางประมาณ100 เมตร คาดว่า สำหรับสร้างทางรถไฟ และเดินท่อปิโตรเลียม แต่หลังปี 2544 ซึ่งเป็นช่วงรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร พรรคไทยรักไทย ก็ไม่ได้ขับเคลื่อนโครงการนี้ต่อเนื่อง ทำให้โครงการนี้ต้องสะดุดลง ไม่มีท่าเรือทั้งสองฝั่งไม่มีการสร้างทางรถไฟและไม่มีท่อปิโตรเลียมเชื่อมสองฝั่งทะเล นี่คือแลนด์บริดจ์แนวเซาท์เทิร์นซีบอร์ดหรือที่เรียกกันว่าถนนทางหลวงสาย 44 ที่ประชาชนในภาคใต้บริเวณดังกล่าวรอคอยกันมายาวนาน

ดร.สุเมต ได้กล่าวยืนยันว่าตนเป็นคนในพื้นที่ภาคใต้และให้ความสนใจโครงการพัฒนาประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ทุกโครงการ สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ แนวชุมพร-ระนองนั้นตนคิดว่าโครงการนี้เกิดจากการศึกษามาจากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ฯซึ่งในขณะนั้นพรรคภูมิใจไทยก็ร่วมรัฐบาลและพยายามขับเคลื่อนโครงการนี้มาตลอดท่ามกลางเสียงคัดค้านของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องในขณะที่รัฐบาลก็ยังให้คำตอบกับสังคมไม่ได้ว่า ”จะมีเรือขนส่งสินค้านานาชาติมาใช้บริการหรือไม่ “ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนในภาคใต้จะมีความรู้เรื่องพาณิชย์นาวี ระดับหนึ่ง เนื่องจากได้ให้การสนับสนุนโครงการสร้างคอคอดกระและสนับสนุนการขุดคลองไทย มาอย่างต่อเนื่องยาวนานทำให้มีความรู้เรื่องเรือขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์เป็นอย่างดี เราเชื่อว่าแลนด์บริดจ์แนวระนอง-ชุมพรจะได้รับความสนใจจากธุรกิจเรือขนส่งสินค้าตู้คอนเทนเนอร์น้อยมาก เพราะแนวการเดินเรือจริงๆอยู่บริเวณ จ.ตรังและกระบี่ หากเรือสินค้าจะผ่านช่องแคบมะละกาไปสิงคโปร์ กับเลือกที่จะเดินทางขึ้นไป ท่าเรือระนองเค้าคงเลือกอ้อมไปสิงคโปร์จะรวดเร็วกว่าและประหยัดเวลาได้มากกว่าอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกันการสร้าง แลนด์บริด แนวนี้ จะต้องลงทุนสูงมากเพราะการเวนคืนพื้นที่เกษตรกรรม ที่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ของชาวสวนทุเรียน ชาวสวนผลไม้เค้าคงไม่ยอมให้เวนคืนพื้นที่แนวนี้ง่ายๆแน่นอน อีกทั้งยังเป็นแนวที่มีภูเขาสลับซับซ้อนมากๆต้องสร้างอุโมงค์นับ สิบๆกิโลเมตร ทะเลแนวนี้ก็ตื้นเขิน ก็จะต้องขุดลอกทะเลทั้งฝั่งระนองและฝั่งชุมพร ความยาว นับ 100 กิโลเมตร ต้องใช้งบประมาณสูงมาก ในขณะที่ฝั่งระนองพื้นที่ก็เป็นเขตแดนติดกับประเทศเมียนมาร์ด้วย ก็จะมีปัญหาด้านความมั่นคง จะเห็นว่าการสร้างแลนด์บริดจ์บริเวณนี้ ใช้งบประมาณสูงมากโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เป็นไปไม่ได้เลย ดร.สุเมต กล่าวยืนยันว่าส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้เกิดแลนด์บริดจ์ ขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย

จึงขอเสนอรัฐบาล ให้ขยับย้ายแนวลงไปสร้างแลนด์บริดจ์บริเวณที่เหมาะสมที่สุดคือแนวถนนทางหลวงสาย 44 ในโครงการแลนด์บริดจ์เซาท์เทิร์นซีบอร์ด ตนมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากสายการเดินเรือรวมถึงต่างชาติที่จะมาร่วมลงทุนมากมาย แม้แต่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียที่มีโครงการสร้างแท้งฟาร์มปิโตรเลียมนอกประเทศและมีเป้าหมายที่จะสร้างที่ประเทศไทยของเรา ก็สนใจอย่างแน่นอน ล่าสุดตนได้ลงไปสำรวจเส้นทางหลวงสาย 44 ด้วยตนเอง ยืนยันว่าประชาชนในพื้นที่ให้การสนับสนุนมาก อีกทั้งบริเวณนี้หากรัฐบาลจะสร้างสนามบินนานาชาติเพื่อแก้ปัญหาสนามบินนครศรีธรรมราชประสบกับปัญหาน้ำท่วมสนามบินสุราษฎร์ธานีก็อยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดมากและไกลจากท่าเรือที่จะเดินทางไปเกาะสมุยเกาะพะงัน แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกรวมทั้งสนามบินเกาะสมุยก็เป็นสนามบินของเอกชนมีข้อจำกัดในการใช้งาน และาาคาสูง หากรัฐบาลสร้างแลนด์บริดจ์ แนวถนนทางหลวงสาย 44 พร้อมพร้อมกับประกาศสร้างสนามบินนานาชาติ พน้อมทั้งสร้างท่าเรือ Home Port สำหรับจอดเรือสำราญ แห่งแรกของประเทศไทย ตนเชื่อว่าโครงการนี้จะดำเนินการได้เสร็จภายใน3-4ปีเท่านั้น รัฐบาลจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน.

‘สส.ภัณฑิล’ พรรคส้มดิ้นพล่าน! อัดคลิปขอโทษกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อภิปรายพาดพิงปมยาเสพติด

'สส.ภัณฑิล' พรรคส้มดิ้นพล่าน! อัดคลิปขอโทษกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อภิปรายพาดพิงปมยาเสพติด

‘สส.ภัณฑิล’ พรรคส้มดิ้นพล่าน! อัดคลิปขอโทษกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อภิปรายพาดพิงปมยาเสพติด

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.54 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 จากกรณี นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา ในวาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ในการปรามปรามยาเสพติด ประจำปี พ.ศ.2567 ซึ่งนายภัณฑิล ได้บอก ให้จับกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ตรวจฉี่ให้หมด พวกนี้คือพวกค้ายาเสพติดทั้งนั้น รวมทั้งอ้างว่าจ่าในค่ายทหาร เป็นคนขายยาเสพติด 

ล่าสุด นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พรรคประชาชน ได้อัดคลิปวิดีโอ ขอโทษกำนันผู้ใหญ่บ้าน หลังกล่าวหาว่าเป็นพวกค้ายาเสพยาทั้งนั้น อ้างต้องการสื่อสารไปที่ปปส. เป็นการสื่อสารคลาดเคลื่อนไม่ได้เหมารวม

ทั้งนี้ยังมีข้อความว่า รบกวนขออนุญาตชี้แจงขอโทษกำนันผู้ใหญ่บ้านสืบเนื่องมาจากการอภิปรายประเด็นยาเสพติด เสนอแนะให้มีการตรวจหาสารเสพติด ทั้งใน สส. ค่ายทหาร และกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน ยืนยันไม่ได้มีเจตนาเหมารวมทุกคนเป็นผู้ค้า/ผู้เสพทั้งหมดครับ

บรรจง นะแส เบรก นิกร ปมแลนด์บริดจ์ ไล่ให้ไปอ่าน พ.ร.บ. SEC ก่อนออกตัวแรง!

บรรจง นะแส เบรก นิกร ปมแลนด์บริดจ์ ไล่ให้ไปอ่าน พ.ร.บ. SEC ก่อนออกตัวแรง!

บรรจง นะแส เบรก นิกร ปมแลนด์บริดจ์ ไล่ให้ไปอ่าน พ.ร.บ. SEC ก่อนออกตัวแรง!

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.29 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 หลังจาก นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาสนับสนุน ให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง- ชุมพร ให้เกิดขึ้น เพราะคือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนเราให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้)

ล่าสุด บรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว โพสต์ข้อความว่า  ถ้าพี่นิกร จำนงค์(ในฐานะพี่โรงเรียนที่รักกัน)ถ้าพี่ได้อ่านพรบ.SECก่อนแล้วค่อยฟันธง ผมยินดีที่จะแลกเปลี่ยนด้วย แต่ถ้าพี่ยังไม่ได้อ่าน กรุณาอย่าออกตัวแรงเลยนะครับพี่

นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

นิกร หนุนดัน แลนด์บริดจ์ เต็มสูบ ชี้กุญแจสำคัญปลดล็อกเศรษฐกิจภาคใต้

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก  แสดงความเห็นถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ในฐานะที่ผมเป็นคนใต้และเฝ้าติดตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่บ้านเกิดของเรามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยรัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกฯ ชาติชาย ชุณหะวัณเมื่อปี 2531 ซึ่งมีความคิดเห็นที่ดีด้านการต่างประเทศต่อโอกาสของไทย และชาวใต้ ผมขอแชร์มุมมองต่อโครงการ Land Bridge   ระนอง-ชุมพร เพื่อให้ได้เห็นถึงโอกาสครั้งสำคัญของภาคใต้เราครับ

ผมขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง- ชุมพร ให้เกิดขึ้นจริงครับ เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกภาคใต้จากการถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ และเปลี่ยนเราให้เป็นศูนย์กลางการค้าของโลกอย่างแท้จริง โดยต้องเน้นการเชื่อมโยงด้วย “ระบบท่อส่งน้ำมัน” และ “รถไฟรางคู่” เป็นแกนหลัก

ผมถึงเห็นว่าจะต้องทำตอนนี้ โดยเหตุผลหลักคือเรื่อง “ความมั่นคงทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ” ครับ ปัจจุบันโลกมีความผันผวนสูงมาก ดูอย่างวิกฤตที่ช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่งเกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อการขนส่งน้ำมันทั่วโลก หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ลุกลามมาถึงช่องแคบมะละกาที่ปัจจุบันรองรับการค้าโลกถึง 40% หรือแม้ไม่เกิดขึ้นช่องแคบมะละกาก็กำลังจะเต็มความจุในปี 2573 เศรษฐกิจเราจะลำบากมาก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองที่เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน เพื่อดึงดูดสินค้าผ่านจากจีน อินเดีย ลาว และเมียนมา ให้ไหลผ่านภาคใต้ของเรา

จากประสบการณ์ที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้มาหลายคณะแล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือบทเรียนจากในอดีต ผมเคยร่วมศึกษาโครงการขุดคอคอดกระอย่างละเอียดและพบว่าทำไม่ได้เพราะไม่คุ้มทุนและกระทบสิ่งแวดล้อมมหาศาล แต่โครงการแลนด์บริดจ์รูปแบบใหม่นี้ต่างออกไปครับ จากที่ผมไปลงพื้นที่ดูด้วยตัวเองในฐานะกรรมาธิการคมนาคมของสภาชุดที่ 25 และได้เคยไปดูงานที่ท่าเรือ จ.ระนอง เมื่อเดือนมกราคม 2564 ผมเห็นว่าการเลือกที่ตั้งท่าเรือฝั่งระนองที่ “แหลมอ่าวอ่าง” ซึ่งมีความลึกน้ำถึง 21 เมตร และอยู่ติดทะเลเปิด ไม่ต้องขุดเข้าไปในแผ่นดินลึกเหมือนที่เดิม จะช่วยลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เราหวงแหนได้มาก คุ้มค่ากับการลงทุนซึ่งจะจูงใจนักลงทุนระดับโลกได้จริง

บทสรุปของคนใต้เพื่ออนาคตประเทศไทย ผมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้คือการสืบสานวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลด้านการต่างประเทศของท่านอดีตนายกฯ ชาติชาย มองเห็นว่าภาคใต้เป็นทำเลทองที่สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ และเกรงว่าประเทศเรานั้นสุ่มเสี่ยงอยู่เช่นกันจากหากเกิดปัญหาการออกจากอ่าวไทยที่ต้องผ่านพื้นที่ซ้อนทับทางทะเลทั้งกับ เขมรที่กำลังมีปัญหากันอยู่ ทั้งเวียตนามและมาเลเซียก็มีพื้นที่ทับซ้อนกัน จำที่จะต้องหาทางออกอีกฝั่งทะเลตะวันออกไว้ไว้  เมื่อมีตัวอย่างให้เห็นจากสงครามและผลกระทบต่อการเดินเรือที่ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องฉวยโอกาสนี้ผลักดัน ซึ่งหากเราทำสำเร็จ โครงการนี้จะสร้างงานได้อย่างมากมาย และยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกหลานชาวใต้ให้ยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยน “ทำเลทอง” ของเราให้กลายเป็น “โอกาสทอง” ของประเทศเสียที

รัฐบาลตีปี๊บ ไทยช่วยไทย กระแสแรงทั่วประเทศ วันแรกเงินสะพัด 33.7 ล้านบาท

รัฐบาลตีปี๊บ ไทยช่วยไทย กระแสแรงทั่วประเทศ วันแรกเงินสะพัด 33.7 ล้านบาท

รัฐบาลตีปี๊บ ไทยช่วยไทย กระแสแรงทั่วประเทศ วันแรกเงินสะพัด 33.7 ล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.53 น.

“ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาท ประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569  นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ซึ่งดำเนินการผ่านที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรก โดยมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 283,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)

ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.45 น. พบว่า มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,491 ร้าน และมีสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมทั้งสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs

ในด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า โครงการสามารถสร้าง เม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และที่สำคัญสามารถช่วย ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วกว่า 7,429,275 บาท สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

1. สุรินทร์ 1,192,891 บาท

2. นครราชสีมา 1,167,683 บาท

3. เชียงใหม่ 1,057,660 บาท

4. ขอนแก่น 1,056,944 บาท

5. ยะลา 836,991 บาท

ขณะที่อำเภอที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่

อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท

อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 277,000 บาท

อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 269,870 บาท


ในส่วนของประเภทสินค้า พบว่าสินค้าจำเป็นยังคงเป็นที่ต้องการสูง โดยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว ขณะที่สินค้า OTOP และสินค้า SMEs ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าด้วยกันในระบบเดียว

“นี่ไม่ใช่แค่การขายของราคาถูก แต่คือการทำให้เงินหมุนในชุมชน ผู้ประกอบการมีรายได้ และประชาชนได้ของจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้จริง”

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะยาว

โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic

โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic

โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา อดีตโฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า   ภาวะผู้นำในการเมือง Toxic  

มูฟของนายกฯ เมื่อวานที่ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่ “ปกป้อง” สนับสนุนการทำงานของคุณศุภจีอย่างชัดเจน ไม่เพียงจะเป็นกำลังใจให้คนทำงาน แต่เป็นกำลังใจของประชาชนที่ไม่อยากให้คนดีมีความสามารถต้องถูกบีบให้พ้นสนามไปด้วยพิษของ “การเมือง toxic” ด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าดราม่าไลฟ์ขายทุเรียนในตอนแรกมีประเด็นให้ตั้งข้อกังวลและถูกวิจารณ์ได้จริง แต่เมื่อผู้ขายมีการปรับเปลี่ยนแผนการขาย บอกกล่าวชี้แจงลูกค้าอย่างชัดเจน ของทุกอย่าง Sold Out และสร้างกระแสการบริโภคในวงกว้างได้อย่างเกินคาดโดยปราศจากความเสียหายที่เคยเป็นข้อกังวลใดๆ และเมื่อมีปัญหาพายุเข้า ทุเรียนโค่นในวันถัดมา รัฐมนตรีพาณิชย์ก็เทคแอคชั่น ดึงผู้ประกอบการไปซื้อทุเรียนที่เสียหายจากเกษตรกรมาแปรรูปได้อย่าง
ทันท่วงทีในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว การตั้งแง่ยกระดับการโจมตีหลังจากนั้น ถึงขั้นตั้งประเด็นจะบีบให้รมว.พาณิชย์ต้องออกจาก ครม. เป็นเรื่องที่เกินกว่าระดับของ “การวิจารณ์โดยสุจริต” ไปมาก

ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจกลุ่มคนที่มีวาระแอบแฝง จ้องทำลายล้างกันทางการเมืองด้วยการหลบอยู่หลังคำว่า “วิพากษ์วิจารณ์” 

ประชาชนเลือกรัฐบาลมาทำงานอย่างเป็น “มืออาชีพ” ไม่ได้เลือกมารองมือรองเท้าหรือต้องทนถูกด้อยค่าอย่าง “ไม่เป็นธรรม” 

หมดยุคที่ต้องก้มหน้ารับทุกคำก่นด่า ในเวลาที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ”คนเล่นการเมืองนอกสนาม“ ด้วยหน้ากากของนักวิชาการขาประจำที่ตระเวนออกสื่อมีสีมีค่ายโดยเอาคำว่า “ประชาชน” มาอ้างนั้นมีอยู่มากมาย

ต่อไปนี้ก็ตอบสนองกันตามเนื้อผ้าไปในแบบที่แต่ละคนสมควรได้รับ แล้วทำงานทุ่มเทให้กับประชาชนตัวจริงอย่างเต็มที่ต่อไป 

คนมีเหตุผลในโลกแห่งความเป็นจริงมีอยู่มากกว่าที่เห็น และเขาเข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้น

ศาลอาญาคดีทุจริต รับฟ้องคดี สุภา ปิยะจิตติ อดีต ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป

ศาลอาญาคดีทุจริต รับฟ้องคดี สุภา ปิยะจิตติ อดีต ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป

ศาลอาญาคดีทุจริต รับฟ้องคดี สุภา ปิยะจิตติ อดีต ป.ป.ช. ไม่อุทธรณ์ภาษีหุ้นชินคอร์ป

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

ศาลอาญาคดีทุจริตฯรับฟ้อง  สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช. และรองปลัดฯคลังกับพวก ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่อุทธรณ์หุ้นชินคอร์ปนัดสอบคำให้การจำเลย30มิถุนายน

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 69ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถนนเลียบทางรถไฟ ตลิ่งชัน ศาลนัดฟังคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 ที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต1 เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช.และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร และนายสุทธิชัย สังขมณี อดีตสรรพากรภาค 3 เป็นจำเลย 1-3ตามลำดับ ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ

กรณีที่พวกจำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีหุ้นชินคอร์ป เลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่23มิถุนายน2549 เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม โจทก์และจำเลยที่ 3 มาศาล ส่วนจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางภาค 1 ในคดีหมายเลขดำที่ อท95/2567 ส่วนจำเลยที่ 2 ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรมคดีฉ้อโกงภาษีกว่า 3,000ล้ายบาทคดีหมายเลขแดงที่ อท96/2564 ของศาลนี้ โดยศาลดำเนินการกระบวนพิจารณาโดยถ่ายทอดภาพและเสียงในลักษณะการประชุมทางจอภาพผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางกับเรือนจำกลางคลองเปรม

ศาลได้สอบถามจำเลยที่ 2 และที่ 3 เรื่องทนายความแล้ว จำเลยที่ 2 และ 3 แถลงว่ายังไม่มีทนายความและประสงค์ที่จะต่อสู้คดี โดยจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จะแต่งตั้งทนายความเข้ามาภายหลัง

ทนายความจำเลยที่ 1 โจทก์แถลงว่าถูกดำเนินคดีในคดีหมายเลขดำที่ อท.95/2562 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ขอให้ศาลมีหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ส่งตัวจำเลยมาสอบคำให้การต่อไป

พิเคราะห์แล้วเห้นว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยังไม่มีทนายความ ประกอบกับมีเหตุจำเลยที่ 1 มาศาลวันนี้ไม่ได้ จึงให้เลื่อนไปสอบคำให้การจำเลยทั้งสามในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เวลา 09.30 น.

หมายเรียกจำเลยที่ 1 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การหมายขังจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้เว้นแต่มีประกันและมีหนังสือถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ส่งตัวจำเลยที่1 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การโดยแนบสำเนาหมายเรียกจำเลยที่ 1 พร้อมกับหนังสือและให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จัดการหมายเรียกให้จำเลยที่ 1 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การ และหมายเรียกจำเลยที่ 2 มาศาลในวันนัดสอบคำให้การ

สำหรับนายสุทธิชัย ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ให้ประกันตัวระหว่างพิจารณา วงเงินประกัน 800,000 บาท ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มติ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด สุภา ปิยะจิตติ ปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7หมื่นล้าน

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน ขัตติยา สวัสดิผล นั่ง สส.แทน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน ขัตติยา สวัสดิผล นั่ง สส.แทน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อน ขัตติยา สวัสดิผล นั่ง สส.แทน สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.40 น.

วันที่ 2 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการเลื่อนลำดับบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง 

ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งได้ประกาศให้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยลำดับที่ 3 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั้น

บัดนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2569 เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 105 (2) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงประกาศให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทน ดังนี้

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล ผู้สมัคร สส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 17 ได้รับการเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างลง

ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน 2569 

โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร 

วุฒิสภาเปิดเวทีถก วิกฤตพลังงานไทย ระดมสมองร่วมวิเคราะห์เสนอทางออกเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

วุฒิสภาเปิดเวทีถก วิกฤตพลังงานไทย ระดมสมองร่วมวิเคราะห์เสนอทางออกเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

วุฒิสภาเปิดเวทีถก วิกฤตพลังงานไทย ระดมสมองร่วมวิเคราะห์เสนอทางออกเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

ไทยต้องรอด! วุฒิสภาเปิดเวทีถก “วิกฤตพลังงานไทย” ระดมสมองรัฐ-เอกชน-นักวิชาการร่วมวิเคราะห์เสนอทางออกเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

2 พ.ค.2569 นายชิบ จิตนิยม ประธานคณะอนุกรรมการด้านการต่างประเทศและการประชาสัมพันธ์ฯ วุฒิสภาเปิดเผยว่า วุฒิสภาเตรียมจัดเวทีเสวนา “วุฒิสภา… ไขปัญหา วิกฤตพลังงานไทย” วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 – 16.00 น. ณ ห้องริมน้ำเจ้าพระยา 102 – 104 อาคารัฐสภา (ฝั่งวุฒิสภา) โดยระดมผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ ร่วมวิเคราะห์สถานการณ์พลังงานและเสนอแนวทางรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับประเทศโดยเวทีเสวนาดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมวิเคราะห์ปัญหาพลังงานที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกันผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในอนาคต

ชิบ จิตนิยม

ทั้งนี้เวทีเสวนาดังกล่าวจัดโดยคณะอนุกรรมาธิการด้านการต่างประเทศและการประชาสัมพันธ์ ภายใต้คณะกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของวุฒิสภา โดยได้รับเกียรติจากนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนา โดยช่วงเช้าเป็นการเสวนาในหัวข้อ “พลังงานไทยในวิกฤตพลังงานโลก” โดยมีวิทยากรสำคัญ ได้แก่ นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดร.ชญาน์ จันทวสุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และดร.คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย (PTIT) โดยมีนายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ทำหน้าที่ดำเนินรายการ

ส่วนช่วงบ่ายเป็นการนำเสนอ “ข้อเสนอแนะด้านมาตรการทางเศรษฐกิจ สังคม และการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน” โดยมีผู้แทนจากภาคธุรกิจและผู้บริโภคร่วมสะท้อนมุมมอง อาทิ นายจิระเดช ห้วยหงษ์ทอง นายกสมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย (สปข.) ดร.สุนทร ผจญ นายกสมาคมขนส่งสินค้าเข้า-ออก ดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย และม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน โดยมีนายเมธวิน อังคทะวานิช เป็นผู้ดำเนินรายการ

“ขอชวนเชิญสมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหาร บุคลากรในวงงานรัฐสภาและผู้ที่สนใจร่วมเวทีอภิปราย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนร่วมวิเคราะห์ปัญหาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงนโยบายร่วมกันผลักดันแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป” ประธานคณะอนุกรรมการด้านการต่างประเทศและการประชาสัมพันธ์ฯกล่าว

นักเขียนซีไรต์ ฉะ ‘พรรคส้ม-ไอซ์’ สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่

นักเขียนซีไรต์ ฉะ 'พรรคส้ม-ไอซ์' สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่

นักเขียนซีไรต์ ฉะ ‘พรรคส้ม-ไอซ์’ สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่น แต่ยังหาเสียงกับคนแก่

วันเสาร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.44 น.

วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์  ได้โพสต์ ภาพ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เมื่อวาน(1พ.ค.)ได้เดินขบวนยื่นร่างกฎหมายปฏิรูปประกันสังคมเข้าสู่สภาฯ ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น (เท้ง นำทัพพรรคประชาชน เดินขบวนยื่นร่างปฏิรูปประกันสังคม)

ล่าสุด นายวิมล  ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า  ห่วงคนแก่ในอนาคต ขณะเดียวกันพวกส้มก็ดูถูกเหยียดหยามคนแก่ในปัจจุบัน แช่งให้ตายก็มี

พวกด้อมส้มนั้นด่าคนแก่ที่เป็นสลิ่มทุกวัน แต่ถ้าอยู่ฝ่ายส้มก็จะอวยว่าเป็นคนแก่ที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ มองการณ์ไกล ห่วงอนาคตของลูกหลาน

สร้างความแตกแยกระหว่างรุ่นไป แล้วก็หาเสียงกับคนแก่ไป ถึงวันนี้ไม่แปลกใจพรรคส้มแล้ว การใดที่สุจริตใจและเป็นประโยชน์จริง ก็ขอให้ประสบความสำเร็จแล้วกัน