รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

รัฐบาลเดินหน้า ปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.08 น.

รัฐบาลเดินหน้าปราบผลิตภัณฑ์-โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายแล้วกว่า 121,494 รายการ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 6,748 คดี ทลายแหล่งกระทำผิด 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ซึ่งมีพฤติกรรมการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว และมาพร้อมความเสี่ยงจากโฆษณาโอ้อวดเกินจริง การแอบอ้างสรรพคุณ ผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับอนุญาตหรือลักลอบใช้สารอันตราย รัฐบาล สั่งการให้เข้มงวดจัดการปัญหาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยและโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภค โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกทั้งด้านการเฝ้าระวังและการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2566 – ปัจจุบัน  สามารถปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายได้กว่า 121,494 รายการ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 6,748 คดี และทลายแหล่งกระทำผิด 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท

นอกจากนี้ อย.ยังได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับการทำงาน โดยร่วมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ใช้ระบบ AI และ API เชื่อมโยงการทำงานกับแพลตฟอร์มออนไลน์หลัก 10 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Lazada, Shopee, Grab, LineMan, LINE, Facebook, Instagram, Threads, Tiktok และ Lemon8 ใช้ระบบ AI และ API ตรวจจับและคัดกรองผลิตภัณฑ์และโฆษณาที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย พร้อมพัฒนา AI ด้วย Blacklist Keywords กว่า 92,120 คำ และขยายเครือข่ายเฝ้าระวังปิดกั้นโฆษณา (Rapid Report) ครอบคลุม 76 จังหวัด และ 3 สภาวิชาชีพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการปิดกั้นและจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทั้งนี้ เพื่อปกป้องสิทธิ์ ขอให้ผู้บริโภคเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างรอบคอบ ตรวจสอบเลข อย. ก่อนตัดสินใจ ไม่หลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง เมื่อพบความไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนผ่าน 6 ช่องทาง ได้แก่ สายด่วน อย. 1556, Line @FDAThai, Facebook: FDAThai, E-mail: 1556@fda.moph.go.th, ตู้ ปณ. 1556 และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

รัฐลุยจัดระเบียบระบบราง ลดค่าโดยสาร-ยกระดับความปลอดภัย-ขยายโครงข่ายบริการ

รัฐลุยจัดระเบียบระบบราง ลดค่าโดยสาร-ยกระดับความปลอดภัย-ขยายโครงข่ายบริการ

รัฐลุยจัดระเบียบระบบราง ลดค่าโดยสาร-ยกระดับความปลอดภัย-ขยายโครงข่ายบริการ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.00 น.

“รัฐบาล”เร่งเดินหน้าจัดระเบียบ”ระบบราง” “ลดค่าโดยสาร ยกระดับความปลอดภัย ขยายโครงข่ายบริการ” มุ่งอำนวยความสะดวก ดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาระบบขนส่งทางรางอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ภายหลังพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยมุ่งยกระดับระบบรางให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ เพื่อลดภาระค่าครองชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกมิติ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการขนส่งทางราง ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 รัฐบาลได้ เร่งกำหนดมาตรการสำคัญเชิงรุก ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ การลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน การยกระดับความปลอดภัย และการพัฒนาโครงข่ายระบบรางให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ในมิติด้านการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รัฐบาลมีแนวทางกำหนดเพดานค่าโดยสาร เพื่อป้องกันการเรียกเก็บค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม พร้อมทั้งเตรียมยกเว้นค่าแรกเข้าเมื่อเปลี่ยนสายรถไฟฟ้า รวมถึงการจัดสิทธิประโยชน์สำหรับกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็ก ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และทหารผ่านศึก นอกจากนี้ ยังมีมาตรการคุ้มครองผู้โดยสาร โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องชดเชยกรณีเกิดความล่าช้าหรือยกเลิกเที่ยวเดินรถ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระของประชาชนอย่างแท้จริง

ในมิติด้านความปลอดภัย รัฐบาล ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกมิติ โดยกำหนดพื้นที่เขตระบบและเขตปลอดภัยให้ชัดเจน ควบคุมมาตรฐานตัวรถและโครงสร้างพื้นฐานให้มีความมั่นคงแข็งแรง รวมทั้งกำหนดให้บุคลากรต้องผ่านการรับรองตามมาตรฐาน และให้ผู้ประกอบการจัดทำประกันอุบัติเหตุ เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดต่อผู้โดยสาร อันเป็นการสร้างหลักประกันและความเชื่อมั่นในการใช้บริการระบบราง

ในมิติด้านการพัฒนาโครงข่ายและบริการ รัฐบาล เร่งรัดการลงทุนและขยายโครงข่ายระบบรางทั่วประเทศ โดยเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าในเขตเมืองและโครงการรถไฟทางคู่ในภูมิภาคที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้บริการ เพื่อเพิ่มการแข่งขัน ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพบริการในภาพรวม

“รัฐบาลมุ่งมั่นเร่งขับเคลื่อนการพัฒนาระบบรางอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว

1 เดือนดับไฟใต้ รัฐบาลยึด ปชช.เป็นศูนย์กลาง สั่งลุย 5 แผนหลักสู่สันติสุขยั่งยืน

1 เดือนดับไฟใต้ รัฐบาลยึด ปชช.เป็นศูนย์กลาง สั่งลุย 5 แผนหลักสู่สันติสุขยั่งยืน

1 เดือนดับไฟใต้ รัฐบาลยึด ปชช.เป็นศูนย์กลาง สั่งลุย 5 แผนหลักสู่สันติสุขยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

โฆษกรัฐบาล รายงานการขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนใต้ 1 เดือนแรกของรัฐบาล ทั้งการศึกษาถึงพูดคุยสันติสุข ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เดินหน้าสร้างความเข้าใจ-ความไว้วางใจ สู่ความสงบสุขยั่งยืนในพื้นที่

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังจากรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เร่งเดินหน้าดูแลและแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างจริงจัง ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัย เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และกระบวนการสันติภาพ โดยยึดประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ มุ่งสร้างความเข้าใจ ความไว้วางใจ และความสงบสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่

ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี เมื่อวันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมมอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายความมั่นคง ทำงานโดยยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงจุดและตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด

ในด้านการพัฒนา นายกฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านรายได้ โอกาสทางเศรษฐกิจ การศึกษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเข้าใจ โดยมุ่งลดความเปราะบางในระดับชุมชน และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสงบในระยะยาว

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้กำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนใน 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ 2) การเพิ่มศักยภาพอาสาสมัคร 3) การยกระดับความร่วมมือไทย-มาเลเซีย 4) การแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุย และ 5) การแต่งตั้งผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ ได้มีการแต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่จากฝ่ายพลเรือน คือ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน เพื่อสานต่อการพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างสร้างสรรค์และครอบคลุม โดยเปิดโอกาสให้ทุกความคิดเห็นมีส่วนร่วมในการหาทางออก

“รัฐบาลตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเห็นพี่น้องประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีชีวิตที่ปลอดภัย มีโอกาส และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การรับฟังเสียงของประชาชนและการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสงบสุขและความไว้วางใจให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้างคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ ดันไทยสู่ Tier 1

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.41 น.

ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ กวาดล้าง”คอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์” ดันไทยสู่ Tier 1 ป้องกันค้ามนุษย์ ล่าสุดผลงานใหญ่รัฐบาล ทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ยึด-อายัดทรัพย์”เบน สมิธ-ยิม เลียก”กว่า 2 หมื่นล้าน

3 พฤษภาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ให้การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยมีผลงานใหญ่ คือการดำเนินคดียึดและอายัดทรัพย์สิน นายเบน สมิธ – ยิม เลียก กับพวก รวมมูลค่า สองหมื่นกว่าล้านบาท และมีการขยายผลเพิ่มเติมไปยังกลุ่มอื่น ครอบคลุมการกระทำผิดที่ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน อีกทั้งยังมีการทลายเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพบผู้ถูกบังคับใช้แรงงานกว่า 10,000 คน จากหลายสัญชาติ ที่ถูกหลอกลวงและบังคับใช้แรงงานในลักษณะ Romance Scam และการหลอกลวงให้ลงทุน โดย นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำทุกภาคส่วน “ต้องกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนทั้งในและนอกประเทศ จะไม่ยอมให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านของขบวนการอาชญากรรมเหล่านี้โดยเด็ดขาด”

ล่าสุด มีการหารือร่วมกันระหว่างไทย-สหรัฐ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 21-25 เม.ย.ที่ผ่านมา หน่วยงานไทย นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนิละบุตร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน จะร่วมกับหน่วยงานสหรัฐในการยกระดับความร่วมมือให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ด้านการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมออนไลน์  โดยจะแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางการทำงานเชิงลึก อนึ่ง ในปีที่ผ่านมา ประชาชนชาวอเมริกันตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

โฆษกรัฐบาลกล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติการอย่างจริงจัง เชื่อว่าประเทศไทยสามารถตั้งเป้ายกระดับสถานะจากการประเมินการค้ามนุษย์ที่อยู่ Tier 2 ต่อเนื่องมาสี่ปี สู่ Tier 1 เพื่อเสริมภาพลักษณ์ประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเตรียมเปิดตัวระบบ “SHIELD” ในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อเป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ประเทศ ในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และขบวนการค้ามนุษย์ในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

มากไปกว่านั้น ประเทศไทยยังได้รับคำชมจากสหรัฐ เรื่องการจัดตั้ง Warroom IAC ซึ่งสามารถบูรณาการข้อมูลร่วมกับสถาบันการเงินและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ นำไปสู่การอายัดบัญชีและติดตามทรัพย์สินคืนสู่ผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) ที่นำไปสู่การจับกุมผู้กระทำความผิดและยึดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก

“ผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งการขยายความร่วมมือกับนานาชาติ การยกระดับระบบสืบสวน และการเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องประชาชนและรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาล กล่าว

ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

ดัชนีการเมือง เม.ย.69 ร่วง! อนุทิน-อภิสิทธิ์ กอดคอเด่น สวนกระแส ปชช.รุมสับแก้ปากท้อง

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.25 น.

3 พฤษภาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนเมษายน 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,214 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 27-30 เมษายน 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนเมษายน เฉลี่ย 3.79 คะแนน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ที่ได้ 3.89 คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.31 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล เฉลี่ย 3.22 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น คือ อนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 39.07 รองลงมาคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ร้อยละ 28.22 ด้านฝ่ายค้าน คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 27.82 รองลงมาคือ รักชนก ศรีนอก ร้อยละ 23.25 สิ่งที่อยากฝากบอกรัฐบาล คือ แก้ปัญหาปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ร้อยละ 49.82 และสิ่งที่อยากฝากบอกฝ่ายค้าน คือ ตรวจสอบการทุจริตและการใช้งบประมาณของรัฐบาล ร้อยละ 44.37

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจดัชนีการเมืองไทยที่ลดลงทุกตัวชี้วัด แสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่กำลังมองภาพรวมของการเมือง การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนพอ โดยเฉพาะคะแนนด้านเศรษฐกิจและปากท้องยังอยู่ในระดับต่ำ เสียงสะท้อนของประชาชนจึงอยากฝากถึงรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่าชีวิตดีขึ้นจริง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์กัญญกานต์ เสถียรสุคนธ์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลลดลงอย่างต่อเนื่อง หากวิเคราะห์แล้ว จะเห็นว่าปัจจัยภายนอกอย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของประชาชน โดยเฉพาะผลกระทบด้านราคาพลังงานที่ส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ราคาน้ำมัน และราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่รายได้และค่าจ้างไม่ได้เพิ่มตาม ความไม่พอใจจึงไม่ได้มุ่งไปที่ปัจจัยภายนอก แต่กลับย้อนมาที่ประสิทธิภาพของรัฐบาล ในการบรรเทาผลกระทบแทน วิกฤตภายนอกครั้งนี้จึงเป็น “บททดสอบ” ความสามารถของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมราคาสินค้า การดำเนินนโยบายตามที่ประกาศ หรือการวางมาตรการเชิงรุก หากรัฐตอบสนองล่าช้า ไม่ชัดเจน หรือขาดความโปร่งใส ก็ยิ่งตอกย้ำปัญหาเดิม เช่น การแก้ไขปัญหาเชิงเศรษฐกิจ การบริหารประเทศ และข้อกังขาเรื่องคอร์รัปชัน วิกฤตตะวันออกกลางจึงกลายเป็นอีกหนึ่งแรงที่ฉุด ส่งผลให้ “ระยะห่างของความคาดหวัง” ระหว่างรัฐกับประชาชนกว้างขึ้น ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ความเชื่อมั่นทางการเมืองไทยในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐในการแปลงวิกฤตภายนอกให้กลายเป็นโอกาสของการบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนต่อไป

– 006

คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.17 น.

3 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28-30 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคใต้ (จำนวน 14 จังหวัด ประกอบด้วย ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง สตูล นราธิวาส ปัตตานี และยะลา อ้างอิงตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเรื่อง การจัดตั้งกลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด (ฉบับที่ 3) (2560, 17 พฤศจิกายน) ราชกิจจานุเบกษา. เล่มที่ 134 [ตอนพิเศษ 281 ง]. หน้า [14]) กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,455 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของคนภาคใต้ต่อโครงการแลนด์บริดจ์ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample)ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ รองลงมา ร้อยละ 26.67 ระบุว่า เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง เกี่ยวกับโครงการฯ ร้อยละ 10.52 ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เกี่ยวกับโครงการฯ ร้อยละ 7.08 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินใด ๆ เลย เกี่ยวกับโครงการฯ และร้อยละ 1.30 ระบุว่า เคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจเลย เกี่ยวกับโครงการฯ

เมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างที่ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงเรื่องที่คนภาคใต้มีความกังวลใจเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 38.03 ระบุว่า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเล รองลงมา ร้อยละ 33.16 ระบุว่า ไม่กังวลใจใด ๆ เลย ร้อยละ 29.71 ระบุว่า ผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่น เช่น การถูกเวนคืนที่ดิน วิถีชีวิตท้องถิ่นที่อาจจะเปลี่ยนไป ร้อยละ 25.81 ระบุว่า การทุจริตและความไม่โปร่งใสของโครงการฯ ร้อยละ 15.30 ระบุว่า ความคุ้มค่าในระยะยาว ร้อยละ 12.08 ระบุว่า การถูกต่อต้านจากชุมชน คนในพื้นที่ ร้อยละ 11.78 ระบุว่า คนใต้จะได้ประโยชน์อะไร ร้อยละ 11.40 ระบุว่า ประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะได้ประโยชน์อะไร ร้อยละ 10.50 ระบุว่า ปัญหาการก่อสร้างโครงการฯ ที่ล่าช้าหรือไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ร้อยละ 7.58 ระบุว่า ปัญหางบประมาณของรัฐ หากต้องลงทุนทำโครงการเอง ร้อยละ 6.30 ระบุว่า ปัญหาการหาผู้ลงทุนในโครงการฯ ร้อยละ 6.15 ระบุว่า ในอนาคต ประเทศไทยอาจจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการแข่งขันกันของประเทศมหาอำนาจ ร้อยละ 4.35 ระบุว่า ปัญหาโครงการฯ อาจจะไม่เกิดขึ้นจริง ร้อยละ 3.98 ระบุว่า การถูกต่อต้านจาก NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) นักวิชาการ นักการเมือง และร้อยละ 0.98 ระบุว่า การถูกต่อต้านจากต่างประเทศ

ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของตัวอย่างที่ระบุว่า เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง และเคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย เกี่ยวกับโครงการฯ (จำนวน 1,333 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความคิดเห็นของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.21 ระบุว่า เห็นด้วยมาก รองลงมา ร้อยละ 33.01 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 19.43 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย และร้อยละ 13.35 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย

– 006

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมามีพระบรมราชโองการประกาศยกเลิกใช้กฎอัยการศึกบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ทุกพื้นที่ทั่วราชอาณาจักรนอกจากเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ซึ่งในข้อ 2 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้คงใช้กฎอัยการศึกต่อไปในเขตพื้นที่ดังต่อไปนี้ จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง อำเภอแม่อาย และกิ่งอำเภอเวียงแหง อำเภอเชียงดาว ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2534 เป็นต้นไป

หลังจากนั้นได้มีพระบรมราชโองการยกเลิกการใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ ลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 โดยข้อ 1 ของประกาศดังกล่าวกำหนดให้เลิกใช้กฎอัยการศึกในเขตพื้นที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อ 2 ของประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกในบางเขตพื้นที่ ลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2534 จึงมีผลให้การปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีตามโครงการดังกล่าวในระหว่างวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยหลักฐานตามหนังสือรับรองการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่ออกโดยผู้อำนวยการศูนย์สร้างทางลำปาง ปฏิบัติราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ประกอบกับผู้ฟ้องคดีได้กล่าวอ้างในคำคัดค้านให้การว่าในการปฏิบัติงานตามโครงการและได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวเพียงเดือนละครั้ง ผู้ฟ้องคดีต้องปฏิบัติงานตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น. ทุกวัน โดยไม่ได้หยุดเสาร์และอาทิตย์ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามมิได้โต้แย้งคัดค้านคำให้การดังกล่าว

ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นที่ยุติว่า ผู้ฟ้องคดีได้ปฏิบัติงานอยู่ที่ศูนย์สร้างทางลำปาง และได้ถูกส่งตัวไปปฏิบัติงานประจำโครงการก่อสร้างทางสาย 109 อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2534 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 และในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตที่มีการประกาศกฎอัยการศึก

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

เสื้อแดงจัดแถวหน้าคุก รอรับ‘ทักษิณ’ พักโทษกลับบ้าน11พ.ค.

เสื้อแดงจัดแถวหน้าคุก รอรับ‘ทักษิณ’ พักโทษกลับบ้าน11พ.ค.

เสื้อแดงจัดแถวหน้าคุก รอรับ‘ทักษิณ’ พักโทษกลับบ้าน11พ.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เสื้อแดงจัดแถวหน้าคุก รอรับ‘ทักษิณ’ พักโทษกลับบ้าน11พ.ค. อวยแหลกช่วยปลุกขวัญ จุดประกายการเมืองพท. หลานสุริยะออกโรงแจง ปัดล้วงงานกรมฝนหลวง

“วุฒิภูมิ” หลานของ “สุริยะ” โผล่แจงผ่านโซเชียล ปฏิเสธเอี่ยวความขัดแย้งทางการเมืองปมล้วงงบโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ยันข้อกล่าวหา ไม่เป็นความจริง ยันมุ่งพัฒนากู้วิกฤตชาติ วอนหยุดพาดพิงทำลายชื่อเสียง “อนุสรณ์” เชื่อมั่น “ทักษิณ” ได้พักโทษ 11 พฤษภาคม ปลุกขวัญกำลังใจ “เพื่อไทย” ก้าวข้ามทุกอุปสรรค

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีกระแส ถึงเหตุผลเบื้องหลังการโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวหาว่าอาจเกี่ยวข้องกับกับ‘หลาน’ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จนโยงไปถึงนายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ สายการบินนกแอร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ สายการบินนกแอร์นั้น

หลานสุริยะปัดเอี่ยวเด้งอธิบดีฯ

ล่าสุด นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ สายการบินนกแอร์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสายการบินนกแอร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชี้แจงกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อความพาดพิงถึงตนในช่วงที่ผ่านมาโดยระบุว่า ไม่มีความประสงค์ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมือง พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจนถึงขณะนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ข้อกล่าวหาต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ตรงกับความเป็นจริง

“ผมขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าตลอดระยะเวลาการทำงานที่ผ่านมา ผมทุ่มเทเพื่อพัฒนาคุณภาพด้านการศึกษาและการพัฒนาประเทศเป็นที่ตั้งสูงสุด ดังที่บุคคลใกล้ชิดและผู้ที่เคยร่วมงานกับผม ทราบถึงความตั้งใจนี้ดี ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพาดพิงหรือกล่าวหาในลักษณะนี้จะสิ้นสุดลง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้กลับไปมุ่งเน้นกับการทำงานที่สร้างสรรค์ต่อไป”ขอแสดงความนับถือ ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร

‘ราเชน’ลาบวช1เดือนยุติปัญหา

ขณะที่ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรเปิดเผยถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าเตรียมลาบวช โดยยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมยื่นหนังสือลาบวชตามสิทธิ์ราชการ โดยมีกำหนดเข้าพิธีอุปสมบทในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569และจะบวชจนถึงวันที่ 23 มิถุนายน 2569 ณ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการบวชครั้งนี้เป็นความตั้งใจเดิมที่ตั้งใจไว้อยู่แล้ว เพื่อฝึกสมาธิและปฏิบัติธรรม โดยปกติตนเองทำบุญอยู่เป็นประจำทั้งนี้ ตนขออยู่เงียบๆ และไม่ต้องการให้มีการพูดอะไรต่อแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมา “ครอบครัวบอบช้ำมากแล้ว”จึงอยากหยุดไว้แค่นี้

ร้องกกต.ส่งศาลรธน.เชือดสุริยะ

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ยื่นคำร้องถึงกกต.เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กรณีโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวงว่า การกระทำดังกล่าว เป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัว ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อเช่นการยื่นหนังสือลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตรโดยให้เหตุผลเนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ และได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุคส่วนตัวและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการไต่สวนความจริง ถือว่ามีน้ำหนัก กรณีดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของนายสุริยะในฐานะรัฐมนตรีไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่และต่อมานายสุริยะก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าวโดยยอมรับว่าหลานตัวเองได้ติดต่อไปยังนายราเชนเพื่อขอดูงบประมาณปี 70 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์ว่าการโยกย้ายเพราะใกล้เกษียณราชการ

ตอกย้ำพยานหลักฐานชัดแล้ว

พร้อมเห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆจึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เป็นความปรากฏต่อ กกต.ซึ่งกกตมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่านายสุริยะเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมบริการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่จึงได้ขอให้กกตรวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมมีหนังสือให้นายสุริยะเข้าให้ข้อเท็จจริงประกอบเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาต่อไปพร้อมขอให้มีคำสั่งให้นายสุริยะหยุดปฏิบัติหน้าที่

“ศรีสุวรรณ”ยื่นป.ป.ช.สอบซ้ำ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯและพวก กรณียอมรับว่าหลานของตน อดีต CEO สายการบินชื่อสัตว์ในอากาศ นามสกุล จ. เข้ามาก้าวก่ายการบริหารราชการในกรมฝนหลวงฯ จนกลายเป็นกรณีพิพาทนำไปสู่การฮาราคีรีตัวเองหรือไม่ของนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ยื่นหนังสือลาออกจากราชการเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยอ้างว่าไม่สามารถสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้

นอกจากนี้นายราเชน ยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กรณีที่โดนย้ายไปเป็นผู้ตรวจเพราะมีโทรศัพท์จากซีอีโอ สายการบินชื่อเป็นสัตว์ แต่อยู่บนอากาศ นามสกุล จ. มาขอพบ บอกว่าจะมาช่วยดูงานซ่อมอากาศยาน แต่อธิบดีไม่ได้พบ เพราะมีงานนัดหมายล่วงหน้า ไม่รู้มิจฉาชีพหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ก่อนจะเกษียณอายุราชการเพียง 5 เดือนหรือไม่ พร้อมกันนี้นายราเชน ยังได้ให้สัมภาษณ์ว่าเก็บเรคคอร์ททั้งหมดมีทั้งคลิปและโทรศัพท์ที่โทรมาเมื่อ วันที่ 24 เมษายน 2569 ก็ติดต่อมาถึง 5 ครั้ง งบซ่อมอากาศยานปกติได้ปีละ 300 ล้านบาท ซึ่งซ่อมไม่จริงไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และยังยืนยันอีกว่ามีบุคคลเรียกให้เอาเอกสารไปดูงบประมาณปี ‘70 ไปคุยที่อาคารแห่งหนึ่งแถวย่านวิภาวดี ชั้น 4 อีกด้วย

ชี้ขัดกันแห่งผลประโยชน์

นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า กรณีที่นายราเชน ออกมาแฉว่าหลานรัฐมนตรีพยายามโทรศัพท์หาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการซ่อมอากาศยานของกรมฝนหลวงฯ และการที่คนใกล้ชิดเรียกให้เอาเอกสารไปดูงบปี 70 บริเวณชั้น 4 อาคารที่ทำการพรรค ถนนวิภาวดี นั้นเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ม.144 ซึ่งห้าม ส.ส. ยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน และอาจเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ม.184 (2) ประกอบ ม.186 รวมทั้งขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย ซึ่ง รมว.เกษตรฯจะปฏิเสธความรับผิดชอบไปมิได้ ดังนั้น ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความพร้อมพยานหลักฐาน คลิปสัมภาษณ์ทั้งหมดมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นชี้มูลความผิดว่าการกระททำของ รมว.เกษตรฯและคนใกล้ชิดเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ด้วย

อนุสรณ์เชื่อ‘แม้ง’พักโทษปลุกขวัญพท.

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีการได้รับการพักโทษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีกำหนดออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค.ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงจุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์ หากแต่เป็นแรงสั่นสะเทือนเชิงจิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงหัวใจสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างลึกซึ้ง นายทักษิณเปรียบดั่งศูนย์กลางแห่งศรัทธา เป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงทางความคิด และเป็นพลังขับเคลื่อนที่สั่งสมมายาวนานในหมู่สมาชิกพรรค

“การได้รับการพักโทษในครั้งนี้จึงเสมือนสายลมแห่งความหวังที่พัดพาความเชื่อมั่นและพลังใจกลับคืนสู่ทุกภาคส่วนของพรรคเพื่อไทยอย่างสง่างาม ที่ผ่านมาแม้จะมีมรสุมทางการเมืองโหมกระหน่ำ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดด้วยความแน่วแน่และจิตวิญญาณอันแข็งแกร่ง สถานการณ์ที่คลี่คลายลงครั้งนี้ แม้จะอยู่ในรูปแบบของการพักโทษ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยฟื้นฟูขวัญกำลังใจ และยกระดับเสถียรภาพการทำงานภายในพรรคให้มั่นคงยิ่งขึ้น”นายอนุสรณ์ ระบุ

สร้างพลังก้าวข้ามทุกอุปสรรค

นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่าท่ามกลางแรงกดดันและความท้าทายที่รายล้อม ต่อคำถามที่ว่าการออกมาครั้งนี้ของนายทักษิณ จะมีผลต่อการฟื้นฟูพรรคหรือไม่นั้น ผลกระทบในเชิงบวกยิ่งใหญ่และลึกซึ้ง โดยเฉพาะในมิติของขวัญกำลังใจของบุคลากรทางการเมือง ซึ่งจะกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกฝ่ายทุ่มเททำงานอย่างไม่ย่อท้อ

โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นศูนย์กลางแห่งการขับเคลื่อน นายทักษิณแม้ว่าจะดำรงอยู่ในสถานะใด ในแห่งหนใดก็ตาม ก็ยังคงเป็น“ผู้นำทางจิตวิญญาณ”และเป็นดั่งศูนย์รวมแห่งเจตจำนงร่วม ที่หล่อหลอมให้สมาชิกพรรคเพื่อไทยทุกคนมุ่งมั่นทำงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

“ด้วยพลังศรัทธาที่หวนคืนและการทุ่มเททำงานหนัก พรรคเพื่อไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและกลับมาได้อย่างแน่นอน”นายอนุสรณ์ กล่าว

ตั้งแถวรอหน้าคุกต้อนรับแม้ว

นายวรชัย เหมะ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวกรณีนายทักษิณ ชินวัน อดีตนายกฯ จะได้รับการพักโทษวันที่ 11 พ.ค. คนเสื้อแดง จะให้การต้อนรับอย่างไรว่า คนเสื้อแดงจะมีการรวมตัวให้กำลังใจนายทักษิณตลอดทุกวันอาทิตย์อยู่แล้ว โดยวันที่ 11 พ.ค.จะมีการจัดกิจกรรมพิเศษเริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 10 พ.ค. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือเรือนจำคลองเปรม จะมีการนัดรวมตัวคนเสื้อแดง เพื่อเตรียมพร้อมต้อนรับนายทักษิณออกจากเรือนจำในช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค. โดยเย็นวันนั้นจะมีการทานอาหารเย็นร่วมกัน และจัดเวทีเสวนาของคนเสื้อแดงถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในบ้านเมือง ว่าเราได้ทำอะไรกันเพื่อบ้านเมืองเพื่อระชาธิปไตยกันบ้าง คาดว่าจะมีคนเสื้อแดงรวมตัวหลักพันคนขึ้นไป จึงขอเชิญชวนพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม มาให้กำลังใจรอรับนายทักษิณ ที่เป็นอดีตนายกฯ ซึ่งทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากที่สุด และถูกกระทำมากที่สุด และไม่ได้รับความยุติธรรมมากที่สุด

เมื่อถามว่าการได้รับพักโทษของนายทักษิณ จะมีผลต่อพรรคเพื่อไทยอย่างไร นายวรชัยกล่าวว่า เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ ที่เป็นคนใหม่ คนมีความรู้ความสามารถและเป็นคนเก่ง ถ้าได้คนอย่างนายทักษิณที่มีประสบการณ์มาช่วยเสริม ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับความนิยมกลับมาได้อย่างแน่นอน

เปิดไทม์ไลน์ ฝั่ง วุฒิภูมิ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากกรณีที่ นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการและอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินนกแอร์ ได้โพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ปฏิเสธการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองและประเด็นการโยกย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรนั้น

ต่อมา รายงานข่าวจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับ นายวุฒิภูมิ เปิดเผยข้อมูล “ไทม์ไลน์”การติดต่อเพื่อขอเข้าพบอธิบดีราเชน”โดยมีบทสรุปสำคัญระบุว่า นายวุฒิภูมิ ไม่เคยเข้าพบกับ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งสามารถแบ่งรายละเอียดออกเป็น 2 ช่วงเวลาสำคัญ ดังนี้

ช่วงที่ 1 ก่อนการเลือกตั้ง (นายสุริยะยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ) 16 กรกฎาคม 2568: ทีมงานติดต่อขอเข้าพบอธิบดีโดยระบุชัดเจนว่าไม่ใช่ตัว นายวุฒิภูมิ เข้าพบเอง22 กรกฎาคม 2568:ทีมงานเดินทางไปพบอธิบดี แต่อธิบดีตำหนิว่าการที่ นายวุฒิภูมิไม่มาด้วยตนเอง ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ จึงเชิญให้ทีมงานกลับและแจ้งว่าหาก นายวุฒิภูมิว่างให้ติดต่อมาใหม่ หลังจากนั้น นายวุฒิภูมิได้โทรศัพท์ไปขออภัยอธิบดีราเชนที่ไม่ได้ไปด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาสนทนาเพียง 2-3 นาที

ช่วงที่ 2 หลังการเลือกตั้ง (8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา)ข้อมูลระบุว่าทิ้งช่วงห่างจากการติดต่อครั้งแรกถึง 7 เดือน 17 วัน (รวมระยะเวลา 251 วัน) โดยมีการติดต่อผ่านหน้าห้องและทีมงานในช่วงเดือนเมษายน 2569 ดังนี้ 30-31 มีนาคม 2569 ทีมงานสอบถามคิวเข้าพบเพื่อขอสอบถามคิวอีกครั้ง 16 เมษายน 2569 ทีมงานโทรหาหน้าห้องเพื่อสอบถามคิว แต่ไม่มีผู้รับสาย 19 เมษายน 2569 มีการประสานงานกลับไปมา โดยหน้าห้องแจ้งว่าติดภารกิจต้องเข้าพบนายกฯ และจะแจ้งนัดหมายใหม่ 24 เมษายน 2569 ทีมงานโทรไปสอบถามนัดใหม่ แต่หน้าห้องรับสายและแจ้งว่า “ไม่สะดวกคุย” ก่อนจะตัดสายไป

ข้อเท็จจริงหักล้างคลิป4K

รายงานข่าว ระบุว่า ข้อเท็จจริงหักล้างประเด็น “คลิป 4K” กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า นายวุฒิภูมิ พูดคุยกับอธิบดีราเชน จากหลักฐานไทม์ไลน์ดังกล่าว มีการระบุประเด็นสำคัญเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า

1.ไม่มีการพบปะ ไม่มีการมอบกระเช้าหรือส่งของใดๆ ให้กันทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง 2.ไม่มีเรื่องงบประมาณ ไม่มีการขอโครงการงบประมาณ หรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 3.ไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว ไม่มีการพูดคุยเรื่องอื่นใดนอกจากการพยายามนัดหมายตามหน้าที่เท่านั้น รายงานข่าว ระบุเพิ่มเติมว่า ในเมื่อข้อเท็จจริงคือ“ไม่เคยพบกัน จึงไม่มีทางที่จะเกิดคลิปขึ้นได้” และกรณีที่อธิบดีราเชนเคยระบุว่าคลิปหายไปกับตนเองนั้น อาจเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมา เนื่องจากฝั่งนายวุฒิภูมิยืนยันชัดเจนจากบันทึกการติดต่อว่าไม่เคยมีการพบปะกันจริงตามที่ถูกพาดพิง

ยกเลิก MOU44 กต.แจงทูต/เข้าครม.5พ.ค.

ยกเลิกMOU44 กต.แจงทูต/เข้าครม.5พ.ค.

ยกเลิกMOU44 กต.แจงทูต/เข้าครม.5พ.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยกเลิก MOU44 กต.แจงทูต/เข้าครม.5พ.ค.

“สีหศักดิ์” เผยนำเรื่องยกเลิก MOU44 กับเขมรเข้าครม. 5 พฤษภาคมนี้ พร้อมแจงทูต 58 ประเทศให้ได้รับทราบ

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บรรยายสรุปแก่คณะทูต 84 คน จาก 58 ประเทศและ 8 องค์การระหว่างประเทศ เกี่ยวกับภารกิจด้านการต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา

จากนั้น นายสีหศักดิ์ ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า ได้ชี้แจงคณะทูตถึงผลการเยือนเมียนมาระหว่าง 21 – 22 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคนแรกที่ไปเยือนอย่างเป็นทางการ หลังเมียนมาจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเราพยายามมองความสัมพันธ์ในลักษณะที่มองไปข้างหน้า โดยเฉพาะเรื่องชายแดน ที่ต้องร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลเมียนมา และยังมีหลายเรื่องที่ต้องร่วมมือกันบริหารจัดการ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน และเพื่อความผาสุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย เช่น การปราบกระบวนการออนไลน์สแกม อาชญากรรมข้ามชาติ การป้องกันการลักลอบขนยาเสพติด ปัญหามลพิษในแม่น้ำที่มาจากการทำเหมือง และมลพิษทางอากาศ ซึ่งประเทศไทยแก้ไขโดยลำพังไม่ได้ ดังนั้น ต้องร่วมมือกัน ภายใต้กรอบความร่วมมือสามฝ่าย ไทย – เมียนมา – ลาว ซึ่งไทยพร้อมให้ความช่วยเหลืออบรมบุคลากร แต่เรื่องที่สำคัญ คือ เรื่องการค้าชายแดน โดยเฉพาะจุดผ่านแดนที่แม่สอด – เมียวดี ซึ่งเมียนมาคิดว่า ขณะนี้สามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และคงจะประกาศเปิดด่านได้ในเร็ว ๆ นี้ หากเปิดด่านได้จริงก็เป็นเรื่องดีสำหรับการค้าชายแดน และที่สำคัญ คือ หลังการเลือกตั้งของเมียนมา แม้บางประเทศจะไม่รับรอง แต่ไทยคาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ทำให้เมียนมาเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ กระบวนการปรองดอง กระบวนการพูดคุย ซึ่งในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เราได้แสดงความหวังดี อยากให้เมียนมามีสันติภาพที่ยั่งยืน

นายสีหศักดิ์กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันได้ตกลงกับเมียนมาใน 4 ข้อ คือ 1.การยินดีที่มีการปล่อยตัวนักโทษ และอดีตประธานาธิบดี และหวังว่าจะเดินหน้าเรื่องการปรองดองต่อไป 2.ยินดีที่ฝ่ายเมียนมาได้แสดงท่าทีว่า จะยึดมั่นในกระบวนการสันติภาพ และจะเชิญกลุ่มติดอาวุธ กลุ่มฝ่ายต่อต้าน เข้าสู่กระบวนการพูดคุย เพื่อนำไปสู่สันติภาพ 3.อยากจะทำงานร่วมกับเมียนมาในการเปิดพื้นที่สำหรับการให้ความช่วยเหลือมนุษยธรรมกับประชาชนชาวเมียนมา 4.ตนเองได้คุยกับพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา สอบถามความเป็นอยู่ของนางอองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐเมียนมา ซึ่งพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ไลง์ ได้แจ้งว่า ได้ให้การดูแลเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน กำลังพิจารณาสิ่งที่ดีในเร็ว ๆ นี้ จนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมา มีการนำอองซานซูจีออกจากเรือนจำเพื่อไปกักตัวที่บ้าน

นอกจากนี้ได้พูดคุยถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงพลังงาน ที่ขณะนี้ไทยอาศัยแก๊สจากเมียนมา มาผลิตไฟฟ้าใช้ในประเทศไทย จึงกำลังพิจารณาที่จะเข้าไปสำรวจแก๊สเพิ่มเติมอีก 2 หลุม และอาจจะมีหลุมอื่นต่อไป จึงขอให้รัฐบาลเมียนมาให้การสนับสนุน

นอกจากนี้ยังชี้แจงถึงผลการเยือนไทยของนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้หารือภายใต้กลไกระหว่างไทย- จีน ที่ขณะนี้เรายังอยู่ระหว่างการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี ทางการทูตไทย-จีน ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ทางหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน รวมถึงมีการทำทำแผนปฏิบัติการ 5 ปีข้างหน้า ที่อยากให้แผนปฏิบัติการนี้มีมิติใหม่ของความสัมพันธ์ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ความร่วมมือด้านนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงหารือเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงเศรษฐกิจสมัยใหม่ คือ AI ซึ่งจีนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ที่จะต้องมีระบบธรรมาภิบาลของ AI จึงอยากจัดตั้งองค์กรที่ดูแลเรื่อง AI โดยก่อนการจัดตั้งองค์กรดังกล่าว จะประชุมระหว่างประเทศว่าด้วย AI ในวันที่ 21 – 22 กรกฎาคมนี้ ซึ่งประเทศไทยจะเข้าร่วมด้วย

ขณะเดียวกัน ปีนี้ไทยมีความประสงค์ที่จะจัดการประชุมความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เนื่องจากปีที่ผ่านมากัมพูชาไม่พร้อม จึงหวังว่าครั้งนี้กัมพูชาจะมองเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องทวิภาคี แต่เป็นเรื่องระดับประเทศ พร้อมย้ำว่า ไทยจะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปกที่ประเทศจีนในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569

นอกจากนี้ จีนยังแสดงความพร้อมจัดการประชุมเพื่ออำนวยความสะดวกในการพูดคุยระหว่างไทยและกัมพูชาอีกครั้ง โดยจีนยืนยันว่าจะไม่แทรกแซง เพียงแต่จะอำนวยความสะดวกเรื่องสถานที่ ส่วนเรื่องการพูดคุยก็เป็นเรื่องของสองฝ่าย ซึ่งตรงกับท่าทีของฝ่ายไทย

นายสีหศักดิ์ ยังได้ชี้แจงถึงผลการประชุมอาเซียน-อียูระดับรัฐมนตรี ที่บรูไน ระหว่างวันที่ 21 – 25 เมษายนที่ผ่านมา ที่ประชุมห่วงสถานการณ์โลก โดยได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในระเบียบและกติกาโลก รวมถึงห่วงเรื่องการค้าระหว่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์มองว่า ควรรวมการหารือเขตการค้าอาเซียน-อียู จึงหวังว่าเราจะก้าวข้ามไปสู่การเจรจาเขตการค้าอาเซียน-อียูได้

ขณะเดียวกัน อียูให้ความสนใจร่วมลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัล เพราะอาเซียนเพิ่งเจรจาบรรลุกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล และหวังว่าจะเป็นช่องทางให้อียูเข้ามาร่วมมือในการลงทุน พร้อมกันนี้ อียู ยังสนใจเรื่องพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นโอกาสที่ภาคเอกชนจะร่วมลงทุนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะ Asian power grid

ในโอกาสนี้ ได้พบปะกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ที่ได้ชี้แจงว่า ไทยกำลังจะยกเลิก MOU 2544 ซึ่งจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า แต่ไม่ได้ความหมายว่าเราจะยุติการเจรจา แต่ต้องยอมรับความจริงว่าการเจรจาภายใต้ MOU 2544 ไม่มีความคืบหน้ามาเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้ว จึงจะหาแนวทางใหม่ในการเจรจาภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จึงหวังว่า กัมพูชาจะเข้าใจท่าทีของไทยและยอมรับการยกเลิก เพื่อจะได้เริ่มกระบวนการเจรจาภายใต้อนุสัญญาดังกล่าวได้

ขณะที่กัมพูชาอยากให้มีการประชุมคณะกรรมการปักปันเขตแดนโดยเร็ว ซึ่งไทยก็ต้องดำเนินการภายใน และต้องเตรียมเนื้อหาด้วย เพราะสถานการณ์เปลี่ยนไปพอสมควรจากการประชุมครั้งที่แล้ว แต่ที่สำคัญ คือ เรามีการหยุดยิงในพื้นที่ และหวังว่าการหยุดยิงนี้จะยั่งยืน แต่เราก็ต้องหยุดยั้งสงครามวาจาระหว่างกัน เพราะถ้าไปดูในเวทีต่าง ๆ กัมพูชายังกล่าวหาประเทศไทย ยังพูดว่าปัญหาทั้งหมดมาจากประเทศไทย ดังนั้น เราต้องมองไปข้างหน้า สร้างบรรยากาศที่ดี สร้างความไว้เชื่อใจระหว่างกัน จึงต้องมาพูดคุยถึงมาตรการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจว่าจะมีอะไรบ้าง เพื่อที่จะได้พัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น สามารถร่วมมือในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขตแดนได้ด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับมาตรการไว้เนื้อเชื่อใจ เช่น จะมีความร่วมมือด้านชายแดนอย่างไร จะส่งเสริมความมั่นคงชายแดนอย่างไร จะปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ และสแกมเมอร์อย่างไร จะมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างฝ่ายทหารอย่างไร จะมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าอย่างไรก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย ซึ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องมาพูดคุยกัน

โดยในการประชุมอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ ในเดือนพฤษภาคมนี้ อาจจะได้เจอกับนายปรัก สุคน ก็จะเสนอแผนการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งฟิลิปปินส์เองก็มีท่าทีจะจัดการประชุมสามฝ่าย ซึ่งในหลักการของประเทศไทยไม่น่าจะมีปัญหา ถ้าพูดคุยอย่างสร้างสรรค์ และมองไปข้างหน้า แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายกัมพูชาด้วยว่าจะตอบรับอย่างไร

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“เคยถามข้าราชการที่เกาหลีที่เคยมีเรื่องทุจริตแบบนี้มากมายว่าเขาแก้อย่างไร เขาบอกว่าข้อแรกทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย และข้อสองสำคัญคือประชาชนตระหนักและตื่นรู้ช่วยกันตรวจสอบ ติดตาม จัดการจนเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่สร้างความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้”

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์

อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.)