สว.นันทนา ยุติยื่นเอาผิด กกต. ปมบาร์โค้ด เหตุกฎหมายไม่เปิดช่อง

สว.นันทนา ยุติยื่นเอาผิด กกต. ปมบาร์โค้ด เหตุกฎหมายไม่เปิดช่อง

สว.นันทนา ยุติยื่นเอาผิด กกต. ปมบาร์โค้ด เหตุกฎหมายไม่เปิดช่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.01 น.

”สว.นันทนา“ ประกาศยุติ ยื่นร้องเอาผิด กกต.ปม บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ด เหตุกฎหมายไม่เปิดช่อง พร้อมส่งเรื่องคืน “ทนายอั๋น” รวบรวมชื่อ ปชช.ร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ-ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอโทษปชช.ที่ทำได้แค่ส่งเสียง 

วันที่ 26 กุมภาพัรธื 2569 เวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงถึงความคืบหน้าการยื่นฟ้องศาลกรณีการเลือกตั้งมิชอบตามรัฐธรรมนูญ ว่า จากการที่ให้ฝ่ายกฎหมายทำการศึกษารัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญต่างๆทั้งหมดแล้ว เราไม่พบว่ามีบทบัญญัติใดที่เปิดช่องทางให้ส.ว.รวบรวมรายชื่อเพื่อกล่าวโทษถอดถอนองค์กรอิสระใดๆได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการจัดการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)โดยการพิมพ์บาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง อาจส่งผลให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และ 85 หรือไม่ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถใช้กลไก ส.ว. ดำเนินการได้เลย

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ดังนั้นตนจึงขอส่งคำร้องดังกล่าวกลับคืนให้นายภัทรพงศ์  ศุภักษร  หรือ ทนายอั๋น กลับไปทำหน้าที่ในการรวบรวมภาคประชาชนในการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อดำเนินการฟ้องร้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตามมาตรา 157 หรือดำเนินการยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 โดยใช้สิทธิ์ที่ประชาชนถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพในการจัดการเลือกตั้งไม่เป็นความลับขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งทนายอั๋นรับปากเป็นเจ้าภาพดำเนินการฟ้องร้องในครั้งนี้

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า นี่คือปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนถอดถอนองค์กรอิสระ และนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็น สส.หรือ สว. ก็ไม่สามารถที่จะตรวจสอบและถอดถอนองค์กรอิสระได้เช่นกัน แต่งตั้งได้อย่างเดียวแต่ไม่อาจถอดถอนได้ เพราะไม่มีกลไกใดที่จะตรวจสอบ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราจะต้องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้กลไกตรวจสอบถ่วงดุลเกิดขึ้นจริงในกระบวนการนิติบัญญัติ คือ สส.และสว.ต้องสามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้ และภาคประชาชนก็ต้องสามารถตรวจสอบ สามารถถอดถอนองค์กรอิสระได้ เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีเครื่องมือใดสามารถทำได้เลย ถือเป็นช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ 

“ขณะที่คนร่างรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนได้ซับซ้อนจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชนซึ่งจะต้องประกาศหาคนหาย เพราะเราไม่พบคนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ซ่อนอำนาจประชาชนไว้อย่างมิดชิด ไม่ให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุล ดังนั้นในส่วนของส.ว.ต้องขอยุติกระบวนการตรวจสอบการเลือกตั้งเพียงเท่านี้ และต้องขอโทษประชาชนในการทำหน้าที่ตรงนี้ด้วย เพราะตามกลไกเราไม่สามารถทำได้ เราทำได้แค่ส่งเสียงเท่านั้น”น.ส.นันทนา กล่าว

สว.ประชุมลับ ถกรายงานประวัติ 2 กกต.ใหม่ ก่อนลงมติ นันทนา จี้สืบความใกล้ชิดพรรคการเมืองหรือไม่?

สว.ประชุมลับ ถกรายงานประวัติ 2 กกต.ใหม่ ก่อนลงมติ นันทนา จี้สืบความใกล้ชิดพรรคการเมืองหรือไม่?

สว.ประชุมลับ ถกรายงานประวัติ 2 กกต.ใหม่ ก่อนลงมติ นันทนา จี้สืบความใกล้ชิดพรรคการเมืองหรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.54 น.

สว.ประชุมลับถกรายงานสอบประวัติ 2 กกต. ก่อนลงมติ ด้าน “เปรมศักดิ์” ท้วงเร่งลงมติ หวั่นเกิดวิกฤตศรัทธา หลัง เลือกตั้ง 8 ก.พ. พบความล้มเหลวของการจัดเลือกตั้ง  ด้าน “นันทนา” ซัด เลือกตั้งสกปรก ตั้งคำถาม กก.สอบประวัติ สืบความใกล้ชิด พรรคการเมือง หรือไม่ หลัง 2 ว่าที่กกต. อยู่ในแวดลง ก.คมนาคม

26 ก.พ.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ โดยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วน คือ ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ที่ได้รับบการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 2 คน คือ นายจิรุตม์ วิศาลวิจิตร อดีตอธิบดีกรมการขนส่งทางบก   และ นายมณฑล สุดประเสริฐ อดีตอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง  หลังจากที่คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม ที่มี นายกมล รอดคล้าย สว. เป็นประธานกมธ. ได้พิจารณาแล้วเสร็จและนำเสนอรายงานลับให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาก่อนลงมติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนเข้าสู่การประชุมลับ ได้เปิดโอกาสให้ สว. ได้อภิปรายแสดงความเห็นในส่วนที่เปิดเผยได้ โดยนพ.เปรมศักดิ์ เพียรยุระ สว. อภิปรายขอให้ ที่ประชุมวุฒิสภาทบทวนการลงมติเห็นชอบ กกต. คนใหม่ หลังจากการเลือกตั้ง เมื่อ 8 ก.พ. มีปัญหาต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งหลายประเด็น โดยเฉพาะปัญหาบัตรเขย่ง ความโปร่งใสในการนับคะแนนที่มีปัญหา รวมไปถึง กกต. มีการสื่อสารที่สะท้อนถึงทัศนคติที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้ประชาชนคลางแคลงใจและไม่ไว้วางใจ จนกระทบต่อความศรัทธาของกกต. 

“ความเชื่อมั่นกกต. มีเพียง 20% ต่ำสุดในรอบหลายสิบปี  ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเลือกตั้งบอกให้ทบทวนบทบาทและโครงสร้าง หากสว.เลือกบุคคลเข้าไปเพิ่มอีก อาจทำให้ซ้ำเติมปัญหา อีกทั้งอาจถูกมองว่าไม่รับผิดชอบ ทำกระบวนการตรวจสอบอ่อนแอ แม้สว.จะลงคะแนนตัดสิน แต่ผมมองว่าควรมีข้อเสนอเชิงวิชาการให้กกต.ปรับปรุง รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบ ถอดถอนได้หากเกิดความผิดพลาดบกพร่องที่ร้ายแรง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไม่ต้องการ กกต. ที่ครบองค์ประชุม แต่ต้องการความโปร่งใส ความรับผิดชอบและความเชื่อถือ ขอให้ กกต. ตอบคำถามที่คาใจของประชาชน ทั้งนี้ความชอบธรรมของการเลือกตั้งคือรากฐานมั่นคงของประเทศ หากเลือกตั้งดี มีกกต. ดี จะได้รัฐบาลดี แต่หากกกต.มีปัญหา เลือกตั้งมีปัญหา รัฐบาลจะมีปัญหา ทั้งนี้อย่าให้ความรีบร้อนกลายเป็นรอยร้าวนระยะยาว อย่าให้องค์ประชุมตามกฎหมายต้องแลกกับความไม่ไวว้วางใจ ซึ่งตนมองว่าประเทศอยู่ได้ด้วยกฎมาย แต่ประชาธิปไตยอยู่ได้ด้วยความศรัทธา 

ขณะที่ น.ส.นันทนา  นันทวโรภาส สว. ตั้งคำถามกับคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติ กกต. ว่า ได้ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่ถูกสรรหามาเป็น กกต. หรือไม่ เพราะบุคคลทั้ง 2 อยู่ในแวดวงของกระทรวงคมนาคม และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) กกต. กำหนดคุณสมบัติ ในมาตรา 9 (4) ว่าให้เลือกบบุคคลที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ นอกจากนั้นต้องเข้าใจในภารกิจของ กกต. ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมือง ดังนั้นได้ตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวด้วยหรือไม่

“การจัดเลือกตังที่ผ่านมา กกต.จัดเลือกั้งไม่เรียบร้อย จนถูกวิจารณ์ว่าเป็นการเลือกตั้งสกปรกที่สุด ดังนั้นขอเรียกร้องจิตสำนึก สว. ให้เคารพต่อประชาชน อย่าทำลายเกียรติของสว. ด้วยการดึงดันลงมติเลือก กกต.ใหม่ และขอให้สว.พิสูจน์ตนเองให้สิ้นสงสัย จากนี้จะไม่ขอสังฆกรรมต่อการเลือกกรรมการองค์กรอิสระใดๆอีก” น.ส.นันทนา กล่าว

ขณะที่สว.กลุ่มสีน้ำเงิน อาทิ นายชินโชติ แสงสังข์ สว. อภิปรายแย้งว่า การกล่าวหา 138สว.คดีฮั้วเลือกสว. ยังเป็นแค่ข้อกล่าวหา ต้องสอบสวน สืบสวน และรอคำสั่งศาลที่จะพิพากษา สว.ไม่ได้เป็นคนเลือกหรือสรรหากกต.ในครั้งนี้ เป็นแค่ผู้พิจารณาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เท่านั้น การพิจารณารายชื่อกกต. มีองค์กรที่สรรหาเสนอชื่อมา  มีระดับประธานศาลฎีกา ประธานรัฐสภา ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นผู้ส่งชื่อ 2กกต.มา วันนี้สว.ถูกใส่ร้าย ปากก็ว่า สว.ที่ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่สุดท้ายก็แผ่นเสียงตกร่อง กล่าวหาสว.ไม่มีจิตสำนึกในทุกครั้งที่มีการเลือกองค์กรอิสระ ขอให้หยุดใส่ร้าย รอให้มีคำพิพากษาศาลออกมาก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ให้สว.อภิปรายในเนื้อหาส่วนแรกแล้ว ได้เข้าสู่การประชุมลับเพื่อพิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติของผู้เสนอชื่อเป็น กกต.  

จิราพร เผย พท.รวบรวมเลือกตั้งไม่ปกติ ส่ง กกต.กว่า 100 เรื่อง หวังชี้แจงสังคมได้

จิราพร เผย พท.รวบรวมเลือกตั้งไม่ปกติ ส่ง กกต.กว่า 100 เรื่อง หวังชี้แจงสังคมได้

จิราพร เผย พท.รวบรวมเลือกตั้งไม่ปกติ ส่ง กกต.กว่า 100 เรื่อง หวังชี้แจงสังคมได้

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.46 น.

“จิราพร” เผยพท.ส่งร้อยเคสผิดปกติเลือกตั้งให้กกต.แล้ว ระบุแม้รับรองแล้วก็ยังชี้แจงคลายความกังวลสังคมได้ เตรียมลุยแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาแหล่งน้ำและชลประทานในพื้นที่

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง(กกต.) น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด เขต 5 พรรคเพื่อไทย เดินทางมารับหนังสือรับรองการเป็น สส. โดยน.ส.จิราพร กล่าวว่า รู้สึกดีใจแล้วก็เป็นเกียรติ ที่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดร้อยเอ็ด เขต 5 ได้มอบความไว้วางใจให้ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รับใช้พี่น้องประชาชนอีกครั้ง ซึ่งในส่วนของพรรคเพื่อไทย ได้นัดหมาย ให้ สส.เขต ไปรายงานตัวพร้อมกันวันพรุ่งนี้( 27 ก.พ.)ที่รัฐสภา

น.ส.จิราพร ตอบข้อถามความกังวลกับเรื่องของบัตรเลือกตั้ง  และผลการเลือกตั้งเกี่ยวกับความโปร่งใส ว่าพรรคเพื่อไทย ได้ตั้งมีการคณะทำงานเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งอยู่แล้ว โดยมีการรวบรวมความผิดปกติ ความกังวลต่างๆจากพื้นที่เป็นร้อยเคส ส่งถึง กกต. เพื่อจะได้ชี้แจงแล้วติดตามตรวจสอบทั้งประเด็นจำนวนบัตรเลือกตั้ง บาร์โค้ดต่างๆ ตอนนี้มีการส่งไปที่ กกต. เรียบร้อยแล้ว ตนเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ก็ปรารถนาที่จะเห็นการเลือกตั้งที่โปร่งใส และก็ยุติธรรม เพราะพี่น้องประชาชนที่ไปเลือกตั้งก็มีต้นทุน ทั้งเรื่องของเวลาและก็ค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างๆ ก็อยากจะเห็นการเลือกตั้งที่ออกมาผลเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ กกต. ที่จะต้องชี้แจง เพื่อคลายความกังวลให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป

ส่วนที่การเลือกตั้งครั้งนี้ยังมีเรื่องร้องเรียนแต่กกต.ก็ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้วนั้น น.ส.จิราพร กล่าวว่า ส่วนตัวเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เมื่อมีการรับรองก็มาดำเนินการตามขั้นตอนตามหน้าที่ แต่ว่าแม้จะมีการรับรองไปแล้ว การตรวจสอบต่างๆ ก็ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้อยู่ และก็ กกต.เองก็ยังสามารถที่จะชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้คลายความกังวล สร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ได้

น.ส.จิราพร ยังกล่าวถึงการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ว่า ในพื้นที่มีปัญหาหลากหลาย ส่วนตัวเมื่อเป็น สส. สมัยแรกก็เป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่ได้อยู่ในรัฐบาล พอมาเป็น สส. ฝ่ายรัฐบาลก็ได้มีโอกาสทำงานราว 2 ปีกว่าๆ ทำให้การขับเคลื่อนต่างๆไม่ต่อเนื่องมีปัญหา ตั้งแต่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม หรือเรื่องของแหล่งน้ำ เพราะว่าในภาคอีสานเอง เขตชลประทานไม่สามารถครอบคลุมถึงพื้นที่ทั้งหมด และเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวจำนวนมาก ซึ่งเป็นประเด็นหลักๆ ที่อาจจะต้องดำเนินการเป็นเรื่องแรก ตามที่ได้ลงพื้นที่สัมผัสกับพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ยังประเด็นอื่นๆ ที่อยากจะช่วยสร้างงานสร้างอาชีพให้พี่น้องประชาชนต่อไป
 
สำหรับตำแหน่งในรัฐบาล ได้มีการพูดคุย หรือทาบทามอะไรกันบ้างหรือยัง น.ส.จิราพร กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน เพราะตอนนี้เอกสารรับรองก็ยังไม่เรียบร้อย 100% ยังเหลือของในส่วนของระบบบัญชีรายชื่อ 

‘นเรศ’ มั่นใจกล้าธรรมไม่มีงูเห่าสีเขียว พร้อมอยู่ข้าง ‘ธรรมนัส’ แม้เป็นฝ่ายค้าน

‘นเรศ’ มั่นใจกล้าธรรมไม่มีงูเห่าสีเขียว พร้อมอยู่ข้าง ‘ธรรมนัส’ แม้เป็นฝ่ายค้าน

‘นเรศ’ มั่นใจกล้าธรรมไม่มีงูเห่าสีเขียว พร้อมอยู่ข้าง ‘ธรรมนัส’ แม้เป็นฝ่ายค้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.15 น.

สส.ใหม่ ทยอยรายงานตัวช่วงเช้าแล้ว 70 คน ด้าน ”นเรศ“ ยันวันนี้ไม่มีอำลาตำแหน่งในกระทรวงเกษตรฯ มั่นใจกล้าธรรมไม่มีงูเห่าสีเขียว ลั่นอยู่ต่อแม้ ”ธรรมนัส“ จะเป็นฝ่ายค้าน

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนัก งานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ สส.สงขลา เขต 6 พรรคภูมิใจไทย และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางมารับหนังสือรับรองจาก กกต.

นายอนุกูล กล่าวเปิดใจในฐานะ สส.วมัยแรกป้ายแดง  ว่า ยินดีที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างจริงจังในอีกบทบาท จากที่เคยเป็นรองโฆษกรัฐบาล ซึ่งตอนนี้ก็จะเน้นทำงานพื้นที่ โดยตนมีความตั้งใจ จากที่รอคอยมา 5 ปีวั นนี้ประสบความสำเร็จแล้วก็ อยากจะบอกว่าพร้อมทำงานอย่างเต็มตัวแล้ว

ด้าน นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะ สส.เชียงใหม่ เขต 9 พรรคกล้าธรรม เดินทางมารับหนังสือรับรอง เวลา 10.30 น.

นายนเรศ กล่าวถึงกระแสข่าวที่กระทรวงเกษตรฯ จะมีการอำลาตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่ ว่า ยังไม่มีใครแจ้งอะไร ซึ่งตนกำลังจะเดินทางเข้ากระทรวง ส่วนร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองสายกฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม เดินทางเข้ากระทรวงหรือไม่ ตนยังไม่ได้พูดคุยกับเจ้าตัว

ส่วนกระแสของพรรคกล้าธรรมจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ก็อยู่ที่ผู้ใหญ่คุยกัน โดยให้หัวหน้าพรรค และประธานที่ปรึกษาพรรค  เป็นคนพูดคุย

ส่วนกระแสข่าวพรรคกล้าธรรม อาจจะมีงูเห่าสีเขียว หากไม่ได้ร่วมรัฐบาล นายนเรศ บอกว่า ไม่ทราบ การพูดคุยร่วมรัฐบาลเป็นเรื่องของผู้ใหญ่

ส่วนที่ กกต. ประกาศรับรอง สส. เร็วขึ้น จะทำให้เกิดความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายนเรศ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ วันนี้มารับหนังสือตามขั้นตอนปกติ

เมื่อถามว่า หากมีงูเห่าสีเขียวเกิดขึ้นจริงๆ จะมีผลอย่างไร นายนเรศ ยืนยันว่า ไม่มี

เมื่อถามย้ำว่าหากบอกว่าพรรคกล้าธรรม ไม่มีงูเห่า แสดงว่า ถ้า ร้อยเอก ธรรมนัส เป็นฝ่ายค้านก็จะยังอยู่ด้วยใช่หรือไม่ นายนเรศ กล่าวว่า ครับ

สำหรับบรรยากาศที่  กตต. ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา มี สส. เดินทางมารับหนังสือรับรองแล้ว 70 คน (ณ เวลา 10.50 น.)

ภูมิใจไทย เปิดตัว โอกาสใหม่-พปชร. ทำเสียงทะลุ 292 จับตาดีล งูเขียว ไหลหนุนอนุทิน

ภูมิใจไทย เปิดตัว โอกาสใหม่-พปชร. ทำเสียงทะลุ 292 จับตาดีล งูเขียว ไหลหนุนอนุทิน

ภูมิใจไทย เปิดตัว โอกาสใหม่-พปชร. ทำเสียงทะลุ 292 จับตาดีล งูเขียว ไหลหนุนอนุทิน

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.10 น.

“ภูมิใจไทย” ดึง “โอกาสใหม่” ร่วมโหวต “อนุทิน” นั่งนายกฯ ขณะ “พลังประชารัฐ” เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทำเสียงพุ่ง 292 เสียง ส่วน“กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์” ร่วมด้วยหรือไม่ รอเคาะหลังสัมมนาพรรค 8 มี.ค.นี้ พร้อม จับตา “งูเขียว” ไหลหนุนอนุทิน
    
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 26 ก.พ. ที่พรรคภูมิใจไทย นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคฯ นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคฯ และนายสุชาติ ชมกลิ่น สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย 5 สส. พรรคพลังประชารัฐ นำโดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รักษาการหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สส.อุตรดิตถ์ เขต 2 พรรคโอกาสใหม่ ร่วมกันแถลงข่าว
     
น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า วันนี้พรรคภูมิใจไทย ได้รับเกียรติจากพรรคพลังประชารัฐ และพรรคโอกาสใหม่ ในการมายืนยันสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
เป็นนายกรัฐมนตรี เพิ่มอีก 6 เสียง   


    
โดย น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐได้รับคำเชิญจากผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ที่เคารพนับถือมานาน ซึ่งได้มีการพูดคุยกัน และพรรคพลังประชารัฐ มีมติสนับสนุนการทำงานของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนเป็นแกนหลัก ดังนั้น พรรคพลังประชารัฐจึงยินดีสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการทำงานการบริหารประเทศ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐมีความมุ่งเน้นนโยบายด้านความมั่นคง และแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
     
ขณะที่ น.ส.รสรินทร์ ศรัณย์เกตุ สส.อุตรดิตถ์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง และปลาบปลื้ม ที่พรรคภูมิใจไทยให้เกียรติพรรคโอกาสใหม่ในการให้มาร่วมรัฐบาล ซึ่งคิดว่าเป็นอุดมการณ์เดียวกันไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคร่วมอื่นๆ ที่จะมาแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชนให้มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น พรรคโอกาสใหม่มีมติสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ โดยที่หัวหน้าพรรคได้พูดคุยกับผู้ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทยแล้ว


     
เมื่อถามว่า จะมีพรรคเล็กมาเพิ่มหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า อย่างที่เคยยืนยันไว้ว่าตัวเลขที่เป็นทางการจะต้องรอการแถลงจากพรรค เมื่อถามว่า ขณะนี้บอกชัดเจนได้หรือยังว่าไม่มีพรรคกล้าธรรมทำกับพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาล โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลา เพราะเบื้องต้นพรรคภูมิใจไทยจะต้องรายงานตัวก่อน และมีการสัมมนาพรรคหลังจากนั้นจึงจะมีการพูดคุยกันอีกที
    
เมื่อถามว่า การสัมมนาพรรคภูมิใจไทยจะเคาะได้เลยหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ให้รอชม เมื่อถามว่า การรวบรวมเสียงได้ 290 กว่าเสียงขณะนี้พอแล้วหรือยัง โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า โดยปกติในสภาผู้แทนราษฎรถือเอาเสียงข้างมากเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้มีตัวเลขตายตัวว่าเท่าใดถึงจะพอ เมื่อถามว่า พรรคเล็กที่รวมกันได้ 30 กว่าเสียงจะมีโควตารัฐมนตรีบ้างหรือไม่ นายไชยขนก กล่าวว่า ต้องรอหัวหน้าพรรคสรุปอีกครั้งหลังการสัมมนาพรรควันที่ 8 มี.ค.
      
ทั้งนี้ มีรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย จะปิดดีลที่ 292 เสียง แต่จะใช้วิธีที่คุ้นเคย ดึง สส.มาเป็นกลุ่ม ที่ถูกจับตามองตอนนี้คือกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน และนายเดชอิศม์ ขาวทอง ที่สังกัดพรรคกล้าธรรม คือ

1.นายจักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ ว่าที่ สส. ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 

2.นายณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ ว่าที่ สส.สุพรรณบุรี เขต 3  

3.นายสิรภพ สมผล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 1 

4. นายชาตรี หล้าพรหม ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 2 

5. นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล ว่าที่ สส.สกลนคร เขต 3 

6. นายนัยดี วาบา ว่าที่ สส.ปัตตานี เขต 4 

7. นายจรัญ จันทร์แก้ว ว่าที่ สส.พัทลุง เขต 3 

8. พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ว่าที่ สส.สงขลา  เขต 8

9. นายวงศ์วชิร ขาวทอง ว่าที่ สส.สงขลา เขต 5 

ยศชนัน ควงแกนนำเพื่อไทย นำทีม สส. เข้ารายงานตัวต่อสภา 27 ก.พ.นี้

ยศชนัน ควงแกนนำเพื่อไทย นำทีม สส. เข้ารายงานตัวต่อสภา 27 ก.พ.นี้

ยศชนัน ควงแกนนำเพื่อไทย นำทีม สส. เข้ารายงานตัวต่อสภา 27 ก.พ.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.01 น.

“ยศชนัน” แกนนำเพื่อไทย นำสส.เขต รายงานตัวต่อสภา 27ก.พ.นี้

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สส.แบบแบ่งเขต ทั้ง 396 เขต ในวันที่ 27 ก.พ. เวลา 10.00 น. พรรคเพื่อไทย นำโดย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคเพื่อไทย จะนำทีม สส.แบบแบ่งเขตของพรรคเพื่อไทย ไปรายงานตัวที่รัฐสภา โดยมีการนัดหมายรวมตัวกันที่ทำการพรรคเพื่อไทยเพื่อขึ้นรถบัสเดินทางไปอาคารรัฐสภาพร้อมกัน ในส่วน สส.บัญชีรายชื่อ ต้องรอการรับรองจาก กกต. ก่อนจะมีการนัดหมายเข้าไปรายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง 

จับตา! ธรรมนัส เข้ากระทรวงเกษตรฯ วันแรก หลังจบทริปแสงเหนือ

จับตา! ธรรมนัส เข้ากระทรวงเกษตรฯ วันแรก หลังจบทริปแสงเหนือ

จับตา! ธรรมนัส เข้ากระทรวงเกษตรฯ วันแรก หลังจบทริปแสงเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.47 น.

ยังไร้เงา“ธรรมนัส ” เข้าทำงานกระทรวงเกษตรฯหลังดูแสงเหนือ  ฟินแลนด์  จับตาความชัดเจนกล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลอยู่หรือไม่ 

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อมวลชนหลายสำนัก ยังคงปักหลักรอ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเข้าปฎิบัติราชการที่กระทรวงวันแรก หลังลาพักผ่อนอาบแสงเหนือ ขณะที่ ประเด็นที่ต้องจับตาคือความชัดเจนในการร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 หรือไม่ 

ซึ่งบรรยากาศที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วงเช้าสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก  ปักหลักรอสัมภาษณ์ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ถึงทิศทางของพรรคกล้าธรรม ในการเข้าร่วมรัฐบาลอนุทิน 2  หรือไม่ หลัง มีรายงานว่าผู้กองธรรมนัสจะเดินทางเข้ากระทรวงวันนี้

วันนี้ เป็นวันที่ 2 หลังจากที่ทราบข่าวว่า ร้อยเอกธรรมนัส  พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม  เดินทางกลับประเทศไทย หลังจากลาหยุดพักผ่อน เที่ยวชมแสงเหนือ ที่ ประเทศฟินแลนด์ พร้อมครอบครัว  

โดยตั้งแต่เมื่อวานนี้ สื่อมวลชนมารอปักหลักเพื่อสัมภาษณ์ประเด็นร่วมรัฐบาลหรือไม่ แต่ร้อยเอกธรรมนัส ไม่ได้เดินทางเข้ากระทรวงฯ เนื่องจากเพิ่งเดินทางกลับและต้องการที่จะพักผ่อน 1 วัน และในช่วงเวลา 18.00 น. ของเมื่อวานนี้ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะกรรมการบริหารพรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า ภายในวันนี้ ร้อยเอกธรรมนัส จะเดินทางเข้ากระทรวงฯ เพื่อปฏิบัติราชการตามปกติอย่างแน่นอน ทำให้บรรยากาศในช่วงเช้าที่ผ่านมาสื่อมวลชนก็ยังคงเดินทางมาปักหลักเพื่อรอทำข่าวเช่นเดิม 

ขณะที่ช่วงเวลา 09.12 น. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เดินทางเข้ามาที่กระทรวงเกษตรฯ  และมีรายงานข่าวว่า นายวิณะโรจน์ ได้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่กระทรวง เชิญรองอธิบดีจากกรมต่างๆ ทั้ง 7 คน ที่เพิ่งแต่งตั้งใหม่ เดินทางเข้ามายังกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเข้าพบ ร้อยเอกธรรมนัส  เพื่อขอบคุณที่ไว้ใจให้เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รองอธิบดี และคาดว่า จะได้รับฟังนโยบาย จากร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ด้วย
 
ส่วนประเด็นที่จะต้องจับตาในวันนี้ หลังจาก กกต. รับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางส่วน ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหวในการจัดตั้งรัฐบาล โดยในกระแสข่าว การจัดตั้งรัฐบาลที่เกิดขึ้นในเวลานี้ สมการทางการเมือง ไม่มีพรรคกล้าธรรม และโผ ครม. ชุดใหม่ ไม่มีรายชื่อตัวแทนจากพรรคกล้าธรรมแต่อย่างใด 

อุ๊งอิ๊ง เผย ทักษิณ วางมือทางการเมือง ยันพักโทษตามขั้นตอน 11 พ.ค. นี้

อุ๊งอิ๊ง เผย ทักษิณ วางมือทางการเมือง ยันพักโทษตามขั้นตอน 11 พ.ค. นี้

อุ๊งอิ๊ง เผย ทักษิณ วางมือทางการเมือง ยันพักโทษตามขั้นตอน 11 พ.ค. นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.45 น.

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 26 ก.พ.69 ที่ เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ อุ๊งอิ๊ง อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ หรือ ปอ สามี และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ได้เดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนครอบครัว ซึ่งถือเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 43 ขณะที่นายทักษิณ ถูกคุมขังมาแล้วเป็นเวลา 5 เดือน 17 วัน ยังมีมวลชนคนเสื้อแดงเดินทางมารวมตัวรอให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาเวลา 10.45 น. ภายหลังจากที่ทั้งหมดได้ใช้เวลาในการเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำโดยใช้เวลาประมาณ 45 นาที น.ส.แพทองธาร เปิดเผยกรณีเกณฑ์การพักโทษของนายทักษิณ ว่าตามระเบียบต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษ และจะได้รับสิทธิพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของโทษทั้งหมด 1 ปี โดยต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการฯ ซึ่งกรณีของนายทักษิณจะเข้าเกณฑ์ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 และสามารถปล่อยตัวได้ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 โดย น.ส.แพทองธาร กล่าวสั้น ๆ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน ส่วนการพูดคุยในวันนี้เป็นการสนทนาเรื่องทั่วไป โดยตนได้เล่าเรื่องทริปท่องเที่ยวที่เพิ่งไปมาให้คุณพ่อฟัง

อุ๊งอิ๊ง

เมื่อถามถึงการเตรียมกำหนดการรองรับหากได้รับการพักโทษ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อถามถึงอนาคตทางการเมืองของนายทักษิณ หากได้รับการปล่อยตัวแล้วจะวางมือทางการเมืองเลยหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า นายทักษิณเข้าไปอยู่ในเรือนจำมานานถึง 6 เดือนแล้ว ก็น่าจะวางมืออย่างแน่นอน ไม่มีไม่วางหรอกค่ะ 

อุ๊งอิ๊ง
อุ๊งอิ๊ง
อุ๊งอิ๊ง
อุ๊งอิ๊ง

‘บัตรสีชมพู’ เลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ใหม่? นรกของพรรคส้ม

‘บัตรสีชมพู’ เลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ใหม่? นรกของพรรคส้ม

‘บัตรสีชมพู’ เลือกตั้งปาร์ตี้ลิสต์ใหม่? นรกของพรรคส้ม

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.42 น.

แม้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จะผ่านพ้นมาแล้วระยะหนึ่ง แต่บรรยากาศทางการเมืองยังคงร้อนจากการเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” พร้อมผู้สนับสนุนที่ออกมากดดันการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 

การเคลื่อนไหวนี้เป็นของพรรคส้มและกองเชียร์ มิใช่ภาพแทนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ

ข้อเรียกร้องในหลายเวทีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง หากแต่ยกระดับไปถึงการ “ล้มกระดาน” และรีเซตการเลือกตั้งใหม่ทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ โดยอ้างความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง และตั้งคำถามต่อผลการเลือกตั้งโดยรวม

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกข้อกล่าวหาออกจากกระแสทางการเมือง ปมที่มีน้ำหนักทางกฎหมายจริง ๆ กลับถูกบีบให้เหลืออยู่ที่รายละเอียดของ “บัตรสีชมพู” ซึ่งใช้สำหรับเลือก สส.แบบบัญชีรายชื่อ

เลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้บัตรสองใบ บัตรสีเขียวสำหรับเลือก สส.เขต และบัตรสีชมพูสำหรับเลือกบัญชีรายชื่อ ความแตกต่างของรายละเอียดบนบัตรสองใบนี้เองที่กลายเป็นหัวใจของข้อถกเถียง

ประเด็นข้อกฎหมายจึงต้องแยกพิจารณาตามลักษณะของบัตรแต่ละประเภท เพราะรายละเอียดบนบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

บัตรสีเขียวมี QR Code อยู่บริเวณมุมบัตร เมื่อทดลองสแกนพบว่าเป็นรหัสตัวอักษร 5 หลัก บางกรณีมีตัวเลขผสม แต่ยังไม่พบข้อเท็จจริงว่า QR Code ดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกลับไปยังเลขประจำบัตรหรือข้อมูลตัวบุคคลได้โดยตรง จึงยังไม่เกิดข้อร้องเรียนเชิงกฎหมายที่กระทบหลักการลงคะแนนโดยลับในส่วนของบัตรสีเขียว

บัตรสีเขียว

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพจาก AI

ต่างจากบัตรสีชมพูซึ่งมีบาร์โค้ดปรากฏอยู่บนตัวบัตร มีการทดลองสแกนโดยผู้ใช้บางราย และพบว่าเมื่อสแกนแล้วปรากฏตัวเลขที่ตรงกับ “เลขประจำบัตร” บนต้นขั้วของบัตรใบนั้น บัตรเลือกตั้งแต่ละใบมีหมายเลขกำกับเฉพาะของตัวเอง ไม่ซ้ำกับใบอื่นในเล่มเดียวกัน

ต้นขั้วบัตรคือส่วนที่เจ้าหน้าที่เก็บไว้แยกจากตัวบัตรลงคะแนน หากหมายเลขบนบัตรสามารถเชื่อมโยงกับลำดับรายชื่อผู้มาใช้สิทธิในหน่วยเลือกตั้งได้ แม้เพียงในทางเทคนิค ก็ย่อมทำให้เกิดข้อกังวลว่า บัตรใบนั้นอาจย้อนตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้รับไปใช้ลงคะแนน ซึ่งกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยลับตามรัฐธรรมนูญทันที

ด้วยเหตุนี้ บัตรสีชมพูจึงกลายเป็นจุดโฟกัส ขณะที่บัตรสีเขียวยังไม่ได้ถูกตั้งข้อสงสัยในระดับเดียวกัน

ข้อถกเถียงเรื่องบัตรสีชมพูจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเชิงหลักการ แต่เริ่มส่งแรงสะเทือนมาถึงขั้นตอนการรับรองผลการเลือกตั้ง

กกต.ได้ประกาศรับรองผล สส.แบบแบ่งเขตจำนวน 396 คน และลงราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว แต่ สส. แบบบัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง ยังไม่มีการประกาศรับรอง

ความต่างของจังหวะรับรองสองระบบจึงถูกจับตาทันที เพราะข้อถกเถียงทางกฎหมายในเวลานี้พุ่งไปที่บัตรสีชมพู ซึ่งใช้กับระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ใช่บัตรสีเขียวในระบบเขต

ยังไม่มีข้อสรุปว่าการชะลอรับรองเกี่ยวข้องกับข้อร้องเรียนเรื่องบาร์โค้ดโดยตรงหรือไม่ แต่เมื่อ 100 ที่นั่งยังไม่ประกาศผล พื้นที่บัญชีรายชื่อจึงกลายเป็นจุดโฟกัสทางการเมืองโดยปริยาย

หากมีคำวินิจฉัยใดเกิดขึ้นและกระทบเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อ ผลย่อมจำกัดอยู่ที่ 100 ที่นั่งนี้เท่านั้น โดยไม่แตะต้องผลระบบเขตที่ประกาศไปแล้ว

คำวินิจฉัย

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ประเด็นร้อนแรงขึ้นทันทีเมื่อ “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ออกมาโพสต์วิเคราะห์ว่า บาร์โค้ดบนบัตรสีชมพูอาจทำให้การเลือกตั้งส่วนบัญชีรายชื่อไม่เป็นความลับตามรัฐธรรมนูญ

อดีตผู้พิพากษารายนี้อ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ซึ่งวางหลักไว้ว่า การลงคะแนนต้องเป็นไปโดยลับอย่างแท้จริง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเฉพาะกรณี และต้องไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ

ข้อสังเกตสำคัญคือ หากระบบสามารถเชื่อมโยงรหัสบาร์โค้ดกลับไปยังตัวบุคคลได้จริง แม้จะเป็นในทางเทคนิค ก็ถือว่าหลักความลับถูกกระทบตั้งแต่ต้นทาง

ความเห็นดังกล่าวไม่ได้พูดถึงการล้มการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ชี้ไปที่ความเป็นไปได้ของการเพิกถอนเฉพาะบัญชีรายชื่อ หากศาลเห็นว่าหลักการเลือกตั้งโดยลับถูกละเมิดจริง

การเลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

คำวินิจฉัยจะออกมาแบบใดเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ แต่แนวคิดนี้ทำให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้นทันที เพราะหากเพิกถอนเฉพาะปาร์ตี้ลิสต์ สมการการเมืองจะเปลี่ยนทันที

หากศาลวินิจฉัยให้เพิกถอนเฉพาะระบบบัญชีรายชื่อ 100 ที่นั่ง และต้องเลือกตั้งใหม่ พรรคส้มจะเป็นฝ่ายรับแรงกระแทกมากที่สุด เพราะระบบนี้คือพื้นที่ที่พรรคทำผลงานได้สูงสุด โดยได้ สส.บัญชีรายชื่อถึง 31 ที่นั่ง ขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้ 19 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทยได้ 16 ที่นั่ง

การรีเซตเฉพาะบัญชีรายชื่อหมายความว่าตัวเลข 31 ไม่ได้เป็นฐานเดิมอีกต่อไป ทุกที่นั่งต้องกลับเข้าสู่การแข่งขันใหม่ ไม่มีใครการันตีผลเดิมได้อีก พรรคส้มไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดิม แต่ต้องลงสนามในบรรยากาศที่แรงต้านสูงกว่าเดิมอย่างชัดเจน

กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมหาศาลที่ไม่ได้เลือกพรรคส้ม และเดิมกระจายคะแนนไปยังหลายพรรค หากต้องเลือกตั้งใหม่ เสียงเหล่านี้อาจรวมทิศทางชัดขึ้นเพื่อหนุนพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ได้จำนวน สส.เพิ่มขึ้นและสร้างเสถียรภาพในการบริหารประเทศ

เลือกตั้ง

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / แฟ้มภาพ

ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ของพรรคส้มหลังเลือกตั้งไม่ได้ดีขึ้น กลับเผชิญแรงตั้งคำถามหนักกว่าเดิม ทั้งประเด็นไอโอ การขอข้อมูลเลเซอร์ไอดีจากผู้สมัครสมาชิก และกรณีผู้สมัคร สส. ของพรรคถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีข่มขืน เหล่านี้ล้วนกระทบความเชื่อมั่นโดยตรง

เมื่อเงื่อนไขรอบด้านเปลี่ยน การเลือกตั้งใหม่ จึงไม่ใช่การย้อนกลับไปยังวันเดิม หากคะแนนไหลออกเพียงบางส่วน 31 ที่นั่งอาจลดลงทันที

การเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รีเซตทั้งกระดาน หากสุดท้ายได้ผลเพียงครึ่งเดียว คือเพิกถอนเฉพาะบัญชีรายชื่อ ผลสะเทือนจะตกอยู่กับพรรคส้มโดยตรง

เกมที่ตั้งใจจะล้มทั้งกระดาน อาจจบลงด้วยการต้องนำพื้นที่ที่เคยได้มากที่สุดกลับไปเสี่ยงใหม่ และหากผลไม่เป็นดังเดิม ความสูญเสียจะเกิดขึ้นกับพรรคส้มมากกว่าพรรคอื่น

ในเงื่อนไขเช่นนี้ การเลือกตั้งสส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ใหม่จะกลายเป็น “นรกทางการเมือง” ที่พรรคส้มและกองเชียร์เปิดประตูรับด้วยตัวเอง.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

วุฒิสภา ตั้ง 2 กมธ.สอบประวัติ ‘คตง.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน’

วุฒิสภา ตั้ง 2 กมธ.สอบประวัติ 'คตง.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน'

วุฒิสภา ตั้ง 2 กมธ.สอบประวัติ ‘คตง.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.23 น.

‘วุฒิสภา’ เดินหน้าเปิดฉากตั้ง 2 กมธ.สอบประวัติ ‘คตง.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน’ ด้าน ‘เทวฤทธิ์’ โวยไม่บรรจุญัตติชะลอโหวตเห็นชอบ ‘กกต.’ ขณะที่  ‘มงคล’ ยกการประชุมวิสามัญ ทำได้เฉพาะเรื่องแต่งตั้ง-เห็นชอบเท่านั้น

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา สมัยวิสามัญ โดยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วน คือ ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน

โดย นายมงคล ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ในการประชุมสมัยวิสามัญจะเป็นการพิจารณาเฉพาะเรื่องตามระเบียบวาระการประชุมเท่านั้น จะไม่มีการพิจารณาระเบียบวาระอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องการพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งใดตามรัฐธรรมนูญ  และตนไม่อนุญาตให้หยิบยกเรื่องอื่นขึ้นมาหรือในการประชุม ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับกาประชุม

ทำให้ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.  หารือต่อประเด็นที่เสนอญัตติให้ชะลอการลงมติเลือกกรรมการองค์กรอิสระที่ไม่พบการบรรจุไว้ในระเบียบวาระ พร้อมแจ้งเหตุผลที่เสนอญัตติดังกล่าวว่า เพื่อไม่ให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนต่อการทำหน้าที่ของ กกต.เวลานี้

จากนั้น นายมงคล ชี้แจงว่า เหตุที่ไม่สามารถบรรจุญัตติดังกล่าวได้ เพราะอาจนำไปสู่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากการพิจารณาต้องเป็นไปตามพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา ที่กำหนดให้ดำเนินการประชุมได้เฉพาะการทำหน้าที่พิจารรณาเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ และดำเนินการตามวาระที่กำหนดไว้ในระเบียบวาระการประชุมต่อไป

โดยที่ประชุมได้พิจารณาและเห็นชอบให้ ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบประวัติ จำนวน 2 คณะ ส่วนของกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน  ซึ่งที่มีองค์ประกอบให้มีกมธ. คณะละ  15 คน โดยกำหนดสัดส่วนผู้แทนคณะกรรมาธิการสามัญ จำนวน 12 คณะ คณะละ 1 คน รวม 12 คน และผู้แทนคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา จำนวน 3 คน และมีมติกำหนดเวลาการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญ ภายใน 60 วัน 

ขณะที่ สว.ที่ได้รับเลือกให้เป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ผู้ที่เสนอชื่อเป็น กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 15 คน อาทิ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล นายพรเพิ่ม ทองศรี นายพิชาญ พรศิริประทาน นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ นายวราวุธ ตีระนันทน์ นายวีรยุทธ สร้อยทอง นายสุทนต์ กล้าการขาย นายอัษฎางค์ แสวงการ 

ขณะที่ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ผู้เสนอชื่อให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน อาทิ  พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร นายธวัช สุระบาล พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี นางประทุม วงศ์สวัสดิ์ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ นายศุภโชค ศาลากิจ นายสิทธิกร ธงยศ เป็นต้น