กล้าธรรม รอชำแหละนโยบายรัฐบาล ยันไม่มีออมมือ ทั้งเศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง

กล้าธรรม รอชำแหละนโยบายรัฐบาล ยันไม่มีออมมือ ทั้งเศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง

กล้าธรรม รอชำแหละนโยบายรัฐบาล ยันไม่มีออมมือ ทั้งเศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.30 น.

‘กล้าธรรม’ ลับมีดรอชำแหละนโยบายรัฐบาล ยันไม่มีออมมือ เปิดเกมอภิปรายเข้ม 4 ชั่วโมง ชำแหละเศรษฐกิจ-สังคม-กฎหมาย จับตาพูดแล้วต้องทำจริง จี้ทำตามสัญญาที่หาเสียงไว้กับประชาชน

วันที่ 8 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นำโดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม(กธ.) กล่าวถึงแนวทางการอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ว่า เราชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่า ไม่ว่าเราจะเป็น สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาลเราเชื่อมั่นว่า บุคลากรของพรรคกล้าธรรมทั้ง 58 คนมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายในฐานะพรรคฝ่ายค้าน วันนี้เราจะค้านแบบรอตามที่สื่อมวลชนสอบถามมาหรือไม่ ก็อยากจะให้ติดตามในวันอภิปรายว่า เราจะทำหน้าที่ในการตรวจสอบและทวงถามนโยบายต่างๆที่พรรคร่วมรัฐบาลได้ประกาศไปในช่วงหาเสียงกับพี่น้องประชาชน เขาจะได้ทำตามสัญญาหรือไม่

นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางของพรรคกล้าธรรมในการอภิปรายนั้น จากที่เห็นเอกสารในการจัดแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ก็คงจะเน้นไปที่เรื่องหลัก ๆ อาทิ เศรษฐกิจ สังคม ภัยพิบัติ รวมถึงการปฏิรูปการทำงานของภาครัฐ และเรื่องของกฎหมาย ซึ่งเราได้เวลามาประมาณ 4 ชั่วโมง ก็ได้จัดสรรเวลาให้กับ สส.ของพรรคอภิปรายตามเรื่องที่ตนเองสนใจ ส่วน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะร่วมอภิปรายหรือไม่นั้น ก็ขอรอดูการอภิปรายของ สส.พรรค ก่อน หากนำเสนอได้ครอบคลุมแล้ว ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องสรุป แต่หากไม่ ร.อ.ธรรมนัส ก็อาจจะเป็นผู้กล่าวสรุป ขอให้รอติดตาม 

“ผมต้องเรียนตามตรงว่า นโยบายของรัฐมนตรีทุกท่านผ่านการคิดและรอบคอบมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีบางประเด็นที่เราเห็นว่า ยังไม่ครบถ้วน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายแล้ว จะทำตามได้หรือไม่ และจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้จริงหรือไม่ ข้อนี้ต่างหากที่เราต้องติดตามว่า รัฐบาลจะรักษาสัญญาที่ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยหรือไม่ และหน้าที่ของพรรคกล้าธรรมก็คือ ติดตามและตรวจสอบให้รัฐบาลทำตามสัญญา” นายอรรถกร กล่าว

‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้

‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’  ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้

‘มีเราไม่มีเทา-พอแล้วไม่ไหวแล้ว’ ในวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.28 น.

เวทีแถลงนโยบายของรัฐบาลวันที่ 9-10 เมษายนนี้ เป็นจุดตั้งต้นของการทำงาน แต่ก่อนเวทีจะเริ่ม พรรคประชาชนเลือกหยิบคำว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” มาใช้เป็นธีมหลักในการเคลื่อนไหว

คำนี้ต่อเนื่องมาจากวาทะ “รวยแล้วไม่ไหวแล้ว” ของอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงหาเสียง พอขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย สิ่งที่ต้องรับมือทันทีไม่ใช่แค่โจทย์ในประเทศ แต่เป็นแรงบีบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะเรื่องน้ำมัน

แรงบีบดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แต่ผูกกับสถานการณ์โลก ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงของเส้นทางขนส่ง และแรงกระเพื่อมของตลาดพลังงาน เมื่อจุดใดสะดุด ราคาก็ขยับทันที ประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมันอย่างไทยจึงหลีกไม่พ้น

อนุทิน ชาญวีรกูล

ต่อให้เป็นรัฐบาลจากพรรคใด ก็ต้องเจอแรงบีบลักษณะเดียวกัน เพราะอยู่นอกเหนือการควบคุม

แม้เงื่อนไขจะเป็นเช่นนี้ แต่ในจังหวะที่ปัจจัยภายนอกกำลังกดทับ คำว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” กลับถูกหยิบมาใช้เพื่อสรุปรัฐบาลทั้งชุด ทั้งที่ยังไม่ได้แถลงนโยบาย และยังไม่ได้เริ่มทำงานจริง

ภาพที่เห็นชัดคือการหยิบความเดือดร้อนเรื่องค่าครองชีพและน้ำมันแพงมาเล่นกับกระแส ให้ความรู้สึกนำหน้า แล้วค่อยตามด้วยเหตุผลในเวทีอภิปราย ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของวาทกรรมชุดนี้

ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนใช้คำว่า “มีเราไม่มีเทา” เป็นแกนหลักในการสื่อสารในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา วางตัวเองให้อยู่เหนือการเมืองแบบเดิม และย้ำภาพความสะอาด ความโปร่งใส

พรรคประชาชน

แนวทางนี้เดินไปในทิศทางเดียวกันกับวิธีสื่อสาร คือใช้คำสั้น กระชับ เล่นกับความรู้สึก และขยายผ่านโซเชียลให้เร็วที่สุด

ช่วงหลังรูปแบบนี้ยิ่งชัดขึ้น วาทกรรมกลายเป็นตัวนำ คำต้องโดน ต้องแชร์ได้ และต้องทำให้คนรู้สึกก่อน

พอใช้วิธีนี้ต่อเนื่อง คำจะเดินนำข้อเท็จจริง และต้องแบกภาพที่สร้างไว้

และเมื่อข้อเท็จจริงเริ่มสวนทาง คำที่เคยใช้จะไม่หายไปไหน แต่จะย้อนกลับมาหาเจ้าของคำทันที และเริ่มไปต่อได้ยาก

จุดนี้เองนำไปสู่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่แค่ข้อสังเกต แต่มีข้อเท็จจริงรองรับชัดเจน

29 ธันวาคม 2568 นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร ถูกจับในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ

15 มกราคม 2569 นายรัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ผู้สมัคร สส. จังหวัดตาก ถูกจับในคดีเว็บพนันออนไลน์และฟอกเงิน

18 กุมภาพันธ์ 2569 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกนายธีระวัฒน์ พรรณะ อดีตผู้สมัคร สส. จังหวัดมหาสารคาม ในคดีข่มขืนและวางยาสลบ

และ 6 เมษายน 2569 นายนิติภัทร อดีตผู้ช่วย สส. จังหวัดระยอง ถูกจับในคดียาเสพติด ก่อนเวทีอภิปรายเพียงไม่กี่วัน

พรรคประชาชน

จากการเรียงตามลำดับเวลา ภาพที่เห็นคือปัญหาที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่เหตุการณ์จุดเดียว และเกี่ยวข้องกับคนที่ผ่านกระบวนการของพรรคมาแล้วทั้งหมด

การอธิบายว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลไม่เพียงพอสำหรับการเมือง เพราะสิ่งที่ถูกตั้งคำถามคือกระบวนการคัดเลือกตั้งแต่ต้น และนี่คือจุดที่วาทกรรมเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว

เมื่อภาพทั้งหมดเชื่อมต่อเข้าหากัน ทำให้เห็นชัดว่า วาทกรรมที่พรรคใช้มาตลอด กำลังย้อนศรกลับเข้ามาหาพรรคเอง

“มีเราไม่มีเทา” ที่ใช้สร้างความต่าง กำลังย้อนกลับมาวัดตัวพรรค

“พอแล้วไม่ไหวแล้ว” ที่ใช้สรุปรัฐบาล กำลังสะท้อนกลับเข้ามาหาตัวเองในจังหวะเดียวกัน

พรรคประชาชน

ความต่างที่เคยย้ำ เริ่มแคบลง เมื่อคำอธิบายไม่ต่างจากการเมืองแบบเดิม และความรับผิดชอบทางการเมืองก็ไม่ได้ปรากฏชัดในระดับที่เคยใช้วัดคนอื่น

จุดนี้ทำให้เห็นชัดว่า นี่คือวันที่วาทกรรมไปต่อไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงเดินมาชนตรงหน้าแล้ว

ก่อนจะใช้คำว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” ไปใส่ใคร การเมืองต้องยืนให้ได้ในมาตรฐานเดียวกันก่อน

เพราะในสถานการณ์นี้ คำว่า “พอแล้วไม่ไหวแล้ว” ไม่ได้พุ่งออกไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่มันย้อนศรกลับเข้ามาหาพรรคประชาชนในเวลาเดียวกัน.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

รมว.ทส.สุชาติ เริ่มงานวันแรก ลุยคุมไฟป่า ปราบทรัพยากรผิดกฎหมาย เดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

รมว.ทส.สุชาติ เริ่มงานวันแรก ลุยคุมไฟป่า ปราบทรัพยากรผิดกฎหมาย เดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

รมว.ทส.สุชาติ เริ่มงานวันแรก ลุยคุมไฟป่า ปราบทรัพยากรผิดกฎหมาย เดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“รมว.ทส. สุชาติ” เริ่มงานวันแรก ลุยคุมไฟป่า–ปราบทรัพยากรผิดกฎหมาย ชูสื่อสารรัฐ–ประชาชน เดินหน้าฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมยั่งยืน

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก โดยนำคณะผู้บริหารระดับสูงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงฯ ก่อนเริ่มภารกิจขับเคลื่อนงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มกำลัง โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น 

นายสุชาติ รมว.ทส. เปิดเผยว่า พร้อมเดินหน้าทำงานทันที ครอบคลุมทั้งการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยย้ำการทำงานเชิงรุก เน้นแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง ควบคู่การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุล และยึดแนวพระราชดำริเป็นหลัก

สำหรับประเด็นเร่งด่วน คือ การควบคุมไฟป่าและหมอกควัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งยังมีความเสี่ยงจากจุดความร้อนสะสม ที่อาจปะทุขึ้นใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จึงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด พร้อมระบุว่า ปัญหาไฟป่าไม่ได้เกิดจากธรรมชาติทั้งหมด แต่มีสาเหตุจากพฤติกรรมของคน เช่น การเผาป่า หาของป่า ล่าสัตว์ และใช้ทรัพยากรอย่างไม่เหมาะสม นอกจากนี้ในการแก้ปัญหาจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยได้บูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง แม้กำลังพลจะทำงานอย่างหนัก แต่ยังคงมุ่งมั่นปกป้องผืนป่าอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้เข้มงวดปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการลักลอบตัดไม้ การค้าไม้ การล่าสัตว์ป่า และการลักลอบส่งสัตว์ป่าออกนอกประเทศ ซึ่งยังพบการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง และมีการจับกุมได้เกือบทุกวัน

ทั้งนี้ นายสุชาติ รมว.ทส. ได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารภาครัฐ โดยระบุว่า ที่ผ่านมาการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชนยังไม่ทั่วถึง จึงต้องเร่งสร้างการรับรู้ผ่านทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจนโยบายและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา สำหรับในระยะยาว กระทรวงฯ จะเร่งฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั้งด้านแหล่งน้ำ การลงทุน และการใช้พื้นที่ พร้อมย้ำว่าทุกโครงการต้องประเมินผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่าอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อทรัพยากรในอนาคต

รมว.ทส. ย้ำทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่สามารถทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อร่วมกันปกป้องและรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

นิกร ปฏิญาณตน-ทำหน้าที่ สส. แทน ซาบีดา ยอดรวม สส. 499 คน

นิกร ปฏิญาณตน-ทำหน้าที่ สส. แทน ซาบีดา ยอดรวม สส. 499 คน

นิกร ปฏิญาณตน-ทำหน้าที่ สส. แทน ซาบีดา ยอดรวม สส. 499 คน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.15 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม ได้แจ้งถึงกรณีที่น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สมาชิกพรรคภูมิใจไทย ลาออกจากสส. ทำให้ต้องพ้นจากการทำหน้าที่ สส. และได้แจ้งเลื่อนผู้อยู่ในลำดับบัญชีรายชื่อถัดไปของพรรคภูมิใจไทย คือ นายนิกร จำนง ขึ้นมาเป็นสส. แทน

จากนั้นได้ให้นายนิกร กล่าวปฏิญาณตนต่อที่ประชุมสภาฯ ก่อนปฏิบัติหน้าที่ สส. พร้อมกับแจ้งยอดสส.ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ มีจำนวน 499 คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 250 คน

ต่อจากนั้นนายโสภณ ได้แจ้งถึงสวัสดิการอาหารกลางวันในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เม.ย. สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยังจัดอาหารไว้ตามปกติ

ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว. กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว.  กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

ยศชนัน ถือฤกษ์สงกรานต์เข้า อว. กำหนดเข้าทางการ มอบนโยบายบริหารงาน 10 เม.ย.นี้

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.00 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569  ที่อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ถนนโยธี  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมทำบุญตักบาตร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 พร้อมกับผู้บริหารกระทรวง อว. เพื่อความเป็นสิริมงคลและสืบสานประเพณีไทย จากนั้น ประชุมร่วมกับผู้บริหารเพื่อเตรียมความพร้อมการแถลงนโยบายของรัฐบาล วันนี้เป็นการเข้ากระทรวงอย่างไม่เป็นทางการ 

โดยมีกำหนดการเข้าปฏิบัติหน้าที่ วันแรกอย่างเป็นทางการ พร้อมมอบนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว. ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สื่อสภา โวยแหลก! สำนักเลขาฯ คุมเข้มสื่อหลัก ปล่อยอินฟลูฯ เดินเข้า-ออก ฉลุย

สื่อสภา โวยแหลก! สำนักเลขาฯ คุมเข้มสื่อหลัก ปล่อยอินฟลูฯ เดินเข้า-ออก ฉลุย

สื่อสภา โวยแหลก! สำนักเลขาฯ คุมเข้มสื่อหลัก ปล่อยอินฟลูฯ เดินเข้า-ออก ฉลุย

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.38 น.

ดึงไปไหม?‘รัฐสภา’ ยกมาตราการใหม่คุมเข้มสื่อหลักต้องส่งชื่อล่วงหน้า 2 วัน สวนสถานการณ์ข่าวแถลงด่วน จี้เร่งออกบัตรสื่อหลังสำนักประชาสัมพันธ์ทำล่าช้า กระทบช่วงแถลงนโยบาย

วันที่ 8 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงปัญหาการรักษาความปลอดภัยและความลักลั่นในการคัดกรองบุคคลเข้า-ออกอาคารรัฐสภา ภายหลังสำนักรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยกระดับมาตรการใหม่สำหรับสื่อมวลชนที่ไม่ได้ประจำรัฐสภา (สื่อจร) โดยกำหนดให้ต้นสังกัดต้องส่งรายชื่อล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 วันต่อสำนักประชาสัมพันธ์ จากเดิมที่สามารถให้สมาชิกรัฐสภาหรือสื่อประจำสภาเป็นผู้รับรองหน้างานได้

จากการตรวจสอบการปฏิบัติงานจริงพบว่า มาตรการดังกล่าวสร้างอุปสรรคต่อการทำงานของสื่อมวลชนอย่างมาก เนื่องจากลักษณะงานการเมืองในสภามักมีการแถลงข่าวด่วนหรือเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ทำให้สื่อหลักหลายสำนักไม่สามารถส่งรายชื่อได้ทันตามกรอบเวลา ส่งผลให้ตกหมายและไม่สามารถเข้าไปทำหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงสู่สาธารณะได้

นอกจากนี้ ยังมีเสียงสะท้อนถึงมาตรฐานที่ลักลั่น โดยพบว่าสื่อมวลชนที่ไม่มีสังกัดชัดเจน หรือยูทูบเบอร์บางกลุ่ม สามารถเข้า-ออกอาคารได้โดยง่ายเพียงแค่มี สส. ให้การรับรอง เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจสภาเกรงใจฝ่ายการเมือง ขณะที่สื่อมวลชนที่มีต้นสังกัดชัดเจนกลับถูกบังคับใช้ระเบียบอย่างเคร่งครัด รวมถึงยังมีรายงานการลักลอบเข้าอาคารผ่านชั้นใต้ดินและจุดเสี่ยงอื่นๆ ที่ระบบรักษาความปลอดภัยยังเข้าไม่ถึง

ขณะที่สื่อมวลชนบางส่วนได้มีการทวงถามผ่านช่องทางออนไลน์ถึงความคืบหน้าในการจัดทำ บัตรสื่อมวลชนประจำรัฐสภา ซึ่งจนถึงปัจจุบันสำนักประชาสัมพันธ์ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ยิ่งสร้างความกังวลต่อการบริหารจัดการพื้นที่สื่อในช่วงวันแถลงนโยบายรัฐบาลที่กำลังจะถึงนี้ ซึ่งจะมีกองทัพสื่อมวลชนจำนวนมากเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
อย่างไรก็ตาม แม้สื่อมวลชนจะพยายามสอบถามถึงมาตรฐานการรับรองที่ชัดเจนและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในกรณีหมายด่วน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำชี้แจงหรือแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมจากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด

ทั้งนี้ในเวลา 14.00 น. วันนี้(8 เม.ย.) มีการแจ้งขอตัวแทนสื่อมวลชน ไปประชุมร่วมกับฝ่ายรักษาความปลอดภัย พร้อมฝ่ายประชาสัมพันธ์ด้วย เพื่อหาข้อยุติดังกล่าว

สุรทิน โต้ หมอวรงค์ ท้าเชือดบำนาญอดีต สนช. แทน

สุรทิน โต้ หมอวรงค์ ท้าเชือดบำนาญอดีต สนช. แทน

สุรทิน โต้ หมอวรงค์ ท้าเชือดบำนาญอดีต สนช. แทน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.15 น.

8เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ กล่าวถึงกรณีที่นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอให้มีการตัดบำนาญ สส.-สว. ว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดไม่ใช่บำนาญตามที่นายแพทย์วรงค์กล่าวอ้างโดยใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่เป็นเงินหักกัน เช่น สวัสดิการชมรมหักคนละ 3500 บาท เพื่อที่จะช่วยเหลืออดีตผู้แทน ที่ผ่านมาตนเองพบว่า บางคนเสียชีวิตตายไปโรงศพก็ยังไม่มี ทำให้ตนเองต้องควักเงิน ช่วยเหลือไป ถือว่าเป็นกานช่วยเหลือ สวัสดิการเล็กๆน้อยๆ การจะคิดบำนาญ เหมือนข้าราชการจึงไม่ใช่ และย้ำว่าไม่ใช่บำนาญแต่เป็นสวัสดิการ เมื่ออยู่ในสังคมก็ต้องมีเปรียบเหมือนกับการทำฌาปนกิจสงเคราะห์ ซึ่งเรื่องนี้เป็นการนำเงินสส.ที่ถูกหักในแต่ละเดือน 

“พูดกันง่ายๆ กลุ่มพวกทหารที่เข้ามาดำรงตำแหน่งสนช. หลังจากปฏิวัติก็มาเอาบำนาญ แบบพล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชาอยู่ตรงนี้เกิน 1 ปี ก็ได้ไป 20% บวกบำนาญข้าราชการเข้าไปอีก ซึ่งอันนั้นคือบำนาญ ทำไมถึงไม่ไปหักพวกนายพล แบบนั้นรับบำนาญตรงๆ แต่ของสส.ไม่ใช่ คือการเอาเงินผู้แทนไปให้สวัสดิการสส. จึงอย่าไปเรียกบำนาญฟังแล้วตกใจ คนก็คิดว่าบำนาญเอางบประมาณแผ่นดินมา แล้วก็ชดเชยเลี้ยงกันไปจนตาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่” นายสุรทินกล่าว

สุรทิน พิจารณ์

เมื่อถามว่าบำนาญเป็นการใช้เงินภาษีประชาชนมาอุดหนุนเงินบำนาญด้วย  จึงมีการเรียกร้องให้ตัดเงินภาษีส่วนนั้นออก นายสุรทิน กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติแล้วแต่นโยบายของรัฐบาลแต่ละช่วง ซึ่งเป็นงบประมาณ พอหรือไม่ที่จะสนับสนุน ดังนั้นจึงย้ำว่าเป็นสวัสดิการ ที่บางครั้งสส.ต้องไปช่วยชาวบ้าน

“ผมไม่มีธุรกิจส่วนตัว คลินิกก็ไม่มีและไม่ได้เป็นหมอ โรงพยาบาลก็ไม่มี ทำการเมืองล้วนๆ จึงไม่มีอะไร วันนี้ก็จ่ายช่วยชาวบ้านไปในงานศพไป 2 ราย รายละ 1,000 บาท” นายสุรทิน กล่าว 

สุรทิน พิจารณ์

นายกฯเข้าทำเนียบฯ พบทูตรัสเซีย ศุภจี-สีหศักดิ์-วราวุธ ร่วมวง

นายกฯเข้าทำเนียบฯ พบทูตรัสเซีย ศุภจี-สีหศักดิ์-วราวุธ ร่วมวง

นายกฯเข้าทำเนียบฯ พบทูตรัสเซีย ศุภจี-สีหศักดิ์-วราวุธ ร่วมวง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.02 น.

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 08.30 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานประชุมหารือข้อราชการ เรื่องแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติก โดยมีนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม  

ขณะที่เวลา 09.23 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าทำเนียบฯ โดยขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว เข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้า โดยก่อนหน้านั้นมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ และเอกอัครราชทูตรัสเซีย ประจำประเทศไทย มารอพบอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ภายหลังประชุมหารือข้อราชการ เรื่องแนวทางการบริหารจัดการเม็ดพลาสติกเสร็จสิ้น ในเวลา 09.27 น. ทั้งนางศุภจี นายวราวุธ และคณะ ได้เดินจากตึกบัญชาการ 1 ขึ้นไปสมทบที่ตึกไทยคู่ฟ้า  

 

โฆษก ทอ.แจงไม่ต้องตกใจ เครื่องบินรบสหรัฐ ขึ้น-ลง สนามบินกระบี่หลายครั้ง

โฆษก ทอ.แจงไม่ต้องตกใจ เครื่องบินรบสหรัฐ ขึ้น-ลง สนามบินกระบี่หลายครั้ง

โฆษก ทอ.แจงไม่ต้องตกใจ เครื่องบินรบสหรัฐ ขึ้น-ลง สนามบินกระบี่หลายครั้ง

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.56 น.

โฆษก ทอ. แจง เครื่องบินรบสหรัฐบินขึ้น-ลง สนามบินกระบี่ ครั้งแรก ทำคนตื่น ยัน ไม่เกี่ยวสู้รบตะวันออกกลาง ชี้ ภารกิจสับเปลี่ยนกำลัง -ส่งตัวผู้ป่วยรักษา การขอใช้พื้นที่ทำถูกต้อง ไม่มีลัดขั้นตอน 

วันที่ 8 เมษายน 2569 พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ชี้แจงกรณี  เครื่องบินทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น C-130, MV-22 Ospery, H-60 Seahawk ใช้ท่าอากาศยานกระบี่ บินขึ้นลงทั้งกลางวันและกลางคืน วันละหลาย 10 เที่ยวบิน ท่ามกลางการตั้งข้อสงสัยของคนในพื้นที่ว่า มีการมาสำรวจหาที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในฝั่งอันดามันของไทยหรือไม่ หรือ เป็นการนำทหารสหรัฐอเมริกามาผ่อนคลายหลังจากเข้าร่วมทำสงครามที่ตะวันออกกลางว่า กองทัพอากาศกําลังจะออกเป็นเอกสารชี้แจงถึงกรณีดังกล่าว  ซึ่งเป็นกิจกรรม ที่เกิดขึ้นเป็นประจํา แต่สาเหตุที่ประชาชนตระหนกตกใจเพราะว่าเป็นครั้งแรก ที่เครื่องบินเหล่านี้ไปลงจอดที่ท่าอากาศยานกระบี่ ก่อนหน้านั้นจะใช้ท่าอากาศยานอู่ตะเภา ท่าอากาศยานภูเก็ต หลายครั้ง แต่ในครั้งนี้คนกระบี่ตกใจว่าเพราะเหตุใดถึงมาลงที่ท่าอากาศยานกระบี่ โดยปีนี้สหรัฐขอใช้ท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เรียกว่าการสับเปลี่ยนกำลังพล และมีเรื่องของการส่งผู้ป่วยมารักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นกําลังพลที่ป่วยอยู่บนเรือที่ลอยลํากลางทะเล 

พร้อมทั้งปฏิเสธว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการสู้รบตะวันออกกลาง เป็นกิจกรรมที่ทําอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และทางสหรัฐมีการขออนุญาตทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอน รวมถึงกระทรวงต่างประเทศ ไม่มีลัดขั้นตอน ส่วนที่เจาะจงใช้ท่าอากาศยานกระบี่ ไม่เลือกใช้ท่าอากาศยานอื่นเหมือนที่ผ่านมานั้น เนื่องจากท่าอากาศยานอื่นมีปัญหาเรื่องปริมาณเครื่องบินที่ลงมาจอดที่ท่าอากาศยานเป็นจํานวนมาก 

“การนำเครื่องบินขอลงจอดในประเทศไทยผ่านกระบวนการกระทรวงต่างประเทศทุกอย่าง และจะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดไม่ได้มีการละเมิดข้อบังคับหรือข้อตกลงใด ซึ่งการลงจอดทำถูกต้องตามขั้นตอนทุกอย่าง เพียงแต่มาลงจอดที่ท่าอากาศยานกระบี่เป็นครั้งแรก คนในพื้นที่จึงตกใจ” โฆษกกองทัพอากาศ ระบุ

ภราดร จ่อหารือ เอกนิติ งบฯ คนละครึ่ง พลัส การันตีเฟสแรกเร็วแน่

ภราดร จ่อหารือ เอกนิติ งบฯ คนละครึ่ง พลัส การันตีเฟสแรกเร็วแน่

ภราดร จ่อหารือ เอกนิติ งบฯ คนละครึ่ง พลัส การันตีเฟสแรกเร็วแน่

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.44 น.

“ภราดร” ไหว้ศาลประจำทำเนียบฯ ขอพรให้ นายกฯ – ครม.ทำงานราบรื่บ ดูแล ปชช.เต็มที่ จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ส่วนจะได้ 20 ล้านสิทธิ์เท่าเดิมหรือไม่ ขอรอดูการออกแบบ การันตีเฟสแรกเร็วแน่

วันที่ 8 เมษายน 2569 เวลา 07.59 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐ ได้นำพวงมาลัยมาไหว้สักการะ ศาลพระภูมิเจ้าที่ และศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล

จากนั้น นายภราดร เปิดเผยว่า หลังจากเริ่มเข้าทำงานในรอบที่ 2 ก็มาไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสถานทีที่ได้ทำงาน โดยตนได้ขอพรในภาพรวม และขอให้นายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรีทำงานด้วยความราบรื่น เพราะขณะนี้สถานการณ์ของประเทศไทยและของโลกอยู่ในสถานการณ์สงคราม ดังนั้นหลายอย่างต้องมีจำเป็น ต้องมีความเข้มข้น และเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น จึงขอให้การทำงานของคณะรัฐมนตรีเป็นไปด้วยความราบรื่น เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง 

เมื่อถามว่า แบ่งงานรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำกับดูแลกระทรวงใด นายภราดร กล่าวว่า เมื่อวานมีคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ดูสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. ซึ่งสำนักงบประมาณก็เป็นหน่วยงานเดิมที่ตนเองเคยกำกับดูแลอยู่ ก็จะทำหน้าที่ต่อไป

เมื่อถามว่าการประชุมครม.ปกตินัดแรก 11 เมษายน สำนักงบประมาณจะเสนอวาระใด นายภราดร กล่าวว่า เตรียมแผนไว้จะต้องนำปฏิทินการจัดงบประมาณการจัดทำร่างงบประมาณปี 2570 เข้าก่อน เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายใหญ่สุด งบประมาณเพื่อให้งบประมาณปี 70 ไม่ล่าช้า และเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีกำชับว่าภายใต้ภาวะสถานการณ์แบบนี้หน่วยงานราชการจะต้องจัดทำงบประมาณให้เข้ากับสถานการณ์ให้มากที่สุด สิ่งใดที่ไม่จำเป็นหรือสามารถรอได้ให้ชะลอโครงการไว้ก่อน ให้วางเป้าหมายชัดเจนว่าการตั้งงบประมาณปี 70 ทำเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้พี่น้องประชาชนหรือพูดง่ายๆว่าช่วยประชาชนก่อน 

เมื่อถามว่าการจัดทำร่างงบประมาณปี 70 มีความคืบหน้ากี่เปอร์เซ็นต์ นายภราดร กล่าวว่า จะเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่ 11 เมษายนนี้ โดยเมื่อปฏิทินงบประมาณเข้าครม. ก็จะเริ่มกำหนดกรอบให้หน่วยงานราชการเสนอคำขอขึ้นมา โดยคาดว่าจะวางเดดไลน์คำขอที่ตั้งไว้คร่าว ๆ น่าจะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งคำขอจะต้องถึงสำนักงบประมาณเพื่อให้ได้มีการคัดกรองคำขอตามปกติ อย่างไรก็ตามต้องรอครม. อนุมัติก่อน สัก 15 วันอาจจะล่าช้าได้ประมาณ 15 -20 วัน แต่ย้ำว่าปลายทางจะต้องเสร็จให้ทันภายใน 1 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ได้ใช้ออกมา 

ส่วนความคืบหน้าการเตรียมพร้อมดำเนินโครงการคนละครึ่งพลัส นายภราดร กล่าวว่า ตนได้รับโจทย์จากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง มาแล้วซึ่งวันนี้จะมีการหารือกันว่าจะหางบประมาณจากตรงไหนมาดำเนินการตามนโยบายที่จะช่วยเหลือประชาชน และนอกจากโครงการดังกล่าวก็จะมีโครงการไทยช่วยไทยด้วยซึ่งถือว่าเป็นโครงการใหญ่ 

เมื่อถามว่างบกลางจะเพียงพอหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ตนกำลังจะไปคุยเรื่องการใช้พรบ.โอนงบฯ กับนายเอกนิติ ว่าจะดำเนินการได้เมื่อไหร่ แต่หากดูเร็ว ๆ คาดว่าเป็นเดือนมิถุนายน

เมื่อถามย้ำว่าโอนงบมาดำเนินการจะเพียงพอหรือไม่ หรือจำเป็นต้องกู้เงินมาดำเนินโครงการ นายภราดร กล่าวว่า ตนคิดว่าน่าจะยังพออยู่ เพราะนายกรัฐมนตรีให้นโยบายชัดเจนสำหรับหน่วยงานราชการว่าภาคส่วนไหนยังไม่จำเป็นต้องใช้หรือเร่งรีบจนเกินไปก็ให้ชะลอไว้ก่อน และนำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนเป็นเป้าหมายแรกก่อน ส่วนรายละเอียดในเรื่องงบประมาณและการดำเนินการ และจำนวนประชาชนที่จะได้สิทธิ์ อยู่ในช่วงการออกแบบดีไซน์โดยกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องหารือกับทุกหน่วยงานอาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน ส่วนจำนวนจะได้ 20 ล้าน สิทธิ์เท่าเดิมหรือไม่ อยู่ในช่วงออกแบบโครงสร้าง ทั้งเรื่องจำนวนผู้รับผลประโยชน์ และวงเงิน แต่ ยืนยันว่าเฟสแรกจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

เมื่อถามกรณีที่ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน เตรียมอภิปรายนโยบายรัฐบาล ประเด็นรวยไม่ไหวแล้ว นายภราดร กล่าวว่า ตนเชื่อว่าการเป็นรัฐบาลในขณะนี้ต้องเผชิญปัญหามากกว่าในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะล่าสุดเป็นสถานการณ์โควิด-19 แม้สถานการณ์ต่างกันแต่ความรุนแรงคิดว่าไม่ต่างกันแน่นอน