ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70  ซัดไร้อนาคต

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านรุมถล่มงบปี70 ซัดไร้อนาคต เอกนิติชี้แจงใช้อุ้มศก. ชัชชาติพุ่ง1.5ล้านเสียง

สภาฯถกงบฯปี’70! วันแรก “เอกนิติ” แจงใช้เงินเพื่อประคอง ประชาชน-ศก.-วางรากฐานประเทศแข็งแรง “เน้น 6 ยุทธศาสตร์” สร้างคนดี พัฒนาโครงการพื้นฐาน กระตุ้นศก.ด้าน‘ศิริกัญญา’ซัดจัดงบฯไร้หนทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่สอดคล้องใช้จ่ายจริง อัดหั่นงบลงทุน แต่ทำถนนยังนำโด่ง ไร้โครงการใหม่ แค่ใส่‘พลัส’ต่อท้าย เหน็บโครงการไหนใส่AI เหมือน‘รหัสเอทีเอ็ม’ได้รับงบมากพิเศษ ขณะที่‘อภิสิทธิ์’จวกจัดงบฯไร้อนาคต มีใช้แค่งบประจำ-ใช้หนี้ การลงทุนต้องกู้ หวั่นหนี้สาธารณะพุ่งทะลุ80% หากไม่ปฏิรูประบบภาษี

เมื่อเวลา 09.20น.วันที่ 29มิถุนายน2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เสนอร่าง พรบ.งบฯปี70 ต่อสภาฯ แทน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ที่อยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจที่ต่างประเทศ ตอนหนึ่งว่า ร่างพ.ร.บ.งบฯ 2570 ตั้งไว้ไม่เกิน 3.788ล้านล้านบาท และเพื่อใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เป็นกลไกสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ สำหรับเศรษฐกิจไทยปี2570 มีแนวโน้มขยายตัว 1.7%-2.7% แต่ยังคงมีผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้มีค่ากลางอัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ช่วง 0.5%-1.5% ขณะที่หนี้สาธารณะ เมื่อ 31 มี.ค.2569 มีจำนวน 12ล้านบาท คิดเป็น 66.4% ของจีดีพี ส่วนฐานะเงินคงคลัง มีจำนวน 3.4แสนล้านบาท รัฐบาลบริหารเงินคงคลังในระดับที่เหมาะสม

รบ.ยันใช้งบประคองภาวะศก.-ปชช.

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สถานการณ์การคลังของรัฐ รายจ่ายประจำที่จำเป็นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มีงบคงเหลือรายจ่ายลงทุนลดลงและความจำเป็นใช้เครื่องมือการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ต้องทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีเข้าใกล้กรอบเพดาน70% ที่กระทบต่อฐานะการคลังระยะยาว ทำให้ต้องใช้นโยบายบริหารการคลัง ปรับลดขนาดขาดดุลการคลังไม่เกิน3%ภายในปี2572 เพื่อฟื้นฟูสภาพการคลังของประเทศ ร่างพรบ.งบฯ2570 ทำหน้าที่ ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุด สะท้อนโปร่งใส เปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤติทั้งพลังงาน ค่าครองชีพและระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพและการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด

ปฎิรูปกฎหมาย+ป้องกันคอรัปชั่น

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำหนดนโยบายแก้ปัญหาเร่งด่วน ควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถ เช่น เพิ่มรายได้ ลดภาระค่าใช้จ่าย โครงการคนตัวเล็กพลัส โครงการดิจิทัลเอไอ นโยบายการลงทุนพลัส ยกระดับความสามารถ เทรดพลัสเมดอินไทยแลนด์พลัส เร่งขยายตลาดส่งออก ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ให้เม็ดเงินหมุนเวียนตามนโยบายชุมชนพลัส ขณะเดียวกันยังสร้างความมั่นคงชายแดน พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศ ส่วนด้านสังคม ให้ความสำคัญกับนนโยบายที่เกี่ยวข้อง ปรับหลักสูตรการเรียน สอดคล้องกับการจ้างงานในอนาคต พัฒนาระบบประกันสุขภาพรักษาทุกที่ได้ทันที ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เน้นใช้พลังงานสะอาด การบริหารภาครัฐ ปฏิรูปกฎหมาย เพื่อความสะดวก รวดเร็วโปร่งใส และแก้ปัญหาคอรัปชันเชิงโครงสร้าง

วางรากฐานประเทศ6ยุทธศาสตร์

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า สำหรับงบประมาณ ปี2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท จำแนกตามกลุ่มรายจ่าย ดังนี้ งบกลาง กำหนดไว้ 6.98 แสนล้านบาท คิดเป็น 18.3% งบรายจ่ายของหน่วยรับงบปะมาณ 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็น 35.4% งบจ่ายบูรณาการ 7หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% งบรายจ่ายบุคลากร 8.5แสนล้านนบาท คิดเป็น 22.5% งบรายทุนหมุนเวียยน จำนวน 2.9แสนล้านบาท คิดเป็น 7.8% งบชำระหนี้ภาครัฐ 4.62 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.2% และ งบเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.1หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.9% ทั้งนี้ตามยุทธศาสตร์การจัดสรงบประมาณ2570 ประกอบด้วย 6ยุทธศาสตร์ มี 63 แผนงาน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง จำนวน 4.07แสนล้านบาท มี 14 แผนงานเพื่อให้ประเทศมั่นคง ส่งเสริมการอยู่ร่วมกัน เคารพความเห็นต่าง สร้างความสามัคคีปองดอง ส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แก้ปัญหายาเสพติด แก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนภาคใต้

จัดระบบสวัสดิการดูแลทุกกลุ่ม

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า 2.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน จำนวน 3.48แสนล้านบาท มี 15 แผนงาน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นาน กระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมการบริการทางการแพทย์ ส่งเสริมพัฒนาพลังงานทดแทน 3.ยุทธศาสตร์ด้านพัฒนาและเสริมสร้างศักยภภาพทรัพยากรมนุษย์ จำนวน6.11 แสนล้านบาท มี 8แผนงาน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต พัฒนาระบบสาธารณสุขและขยายเครือข่ายการให้บริการสุขภาพอย่างทั่วถึง 4.ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 9.6แสนล้านบาท มี 12แผนงาน เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทุกมิติ ส่งเสริมบทบาทองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระบบสวัสดิการเพื่อดูแลทุกกลุ่มเป้าหมายให้มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีงาน มีรายได้

ใช้งบยึดกรอบวินัยการเงินเคร่งครัด

รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวอีกว่า 5.ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งล้อม จำนวน 1.37 แสนล้านบาท มี 9แผนงาน เพื่อสร้างความสมดุลและความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟู ส่งเสริมทรัพยากร ขยายพื้นที่สีเขียว ลดปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5และ6.ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารรจัดการภาครัฐ จำนวน 6.76 แสนล้านบาท มี 7 แผนงาน เพื่อยกระดับการบริการภาครัฐ เปลี่ยนไปสู่ราชการทันสมัย การจัดทำงบประมาณ พ.ศ.2570 มีส่วนที่เป็นรายจ่ายค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 6.46แสนล้านบาท โดยมี 3 แผนงาน คือ เพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1.12แสนล้านบาท แผนจัดการหนี้ภาครัฐ จำนวน 4.62แสนล้านบาท และ เพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 7.1 หมื่นล้านบาท ร่างพรบ.งบฯ70 มุ่งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโอกาส ลดความเหลื่อสล้ำอย่างทั่วถึง สำหรับการทำนโยบายแบบขาดดุลเพื่อรักษาเสถียรภาพและสร้างความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะบริหารงบประมาณให้เป็นไปกฎหมาย ตามกรอบวินัยการคลังของรัฐเคร่งครัด จะใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้เม็ดเงินไปสู่ประชาชน สร้างการเติบโตให้เต็มศักยภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชน

‘ไหม’ซัดไร้หนทางแก้ปัญหาศก.

จากนั้น เวลา10.05น.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้อภิปรายว่า การตั้งงบประมาณครั้งนี้เพิ่มขึ้นเพียง 7,400 ล้านบาท ขณะที่ในส่วนของรายได้ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 79,000ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับงบประมาณที่เพิ่ม ทั้งที่งบเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่รัฐบาลยังกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบงบประมาณในระดับที่สูงอยู่มาก รัฐบาลอาจจะบอกว่ามีวิกฤตพลังงานที่ซ่อนอยู่ แต่รัฐบาลเพิ่งเซ็นเช็คเปล่าที่ได้กู้เงินให้กับตัวเองไปแล้ว 4 แสนล้านบาท ดังนั้น การเอาวิกฤตมาอ้างการขาดดุลสูงขนาดนี้อาจไม่ถูกต้อง เพราะจะทำให้งบประมาณเกิน3%ต่อจีดีพี กลายเป็นความปกติใหม่ และสะท้อนว่า เรากำลังอยู่ในปัญหาที่เรื้อรัง ที่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น รัฐบาลที่ผ่านๆมา จะใช้วิธีหลอกตาสภาว่ารายจ่ายประจำยังน้อยอยู่ โดยใส่ตัวเลขให้น้อยเข้าไว้ และใช้วิธีหมุนเงินเอา แต่นานวันยิ่งปกปิดอำพรางเรื่องนี้ต่อไปไม่ไหว จึงจำเป็นต้องใส่เข้ามาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น

รายจ่ายบุคคลากรมากเหมือนเดิม

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 2570 แม้จะเพิ่มไม่มาก แต่มีข้อกังขาว่าทำไมเกือบครึ่งหนึ่งของหน่วยงานต่างๆกลับได้รับงบประมาณลดลงถ้วนหน้า ถ้าดูระดับกรมจะพบว่า70%ของหน่วยรับงบประมาณได้รับงบลดลงจากปี2569 ทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน ยิ่งหน่วยไหนที่มีงบลงทุนมากจะยิ่งถูกตัดมากตามไปด้วย เพราะหน่วยรับงบประมาณที่ได้เพิ่มเยอะจริงๆมีไม่มาก ซึ่งส่วนที่เพิ่มมากที่สุดคืองบกลาง โดยเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายบุคลากรไม่ว่าจะเป็นงบบำเหน็จบำนาญข้าราชการหรือเงินสมทบ กบข.ที่พบว่า เฉพาะกระทรวงการคลังกระทรวงเดียว ได้รับเพิ่มถึง 40,000 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่นำไปใช้พัฒนาโครงการอะไรใหม่ๆ แต่เป็นรายจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งไม่ได้มีการจ่ายอะไรเพิ่มเติมมากขนาดนั้น เพียงแต่ใส่ตัวเลขให้สะท้อนกับความเป็นจริงเท่านั้นเอง

ลดงบสร้างตึก-แต่เพิ่มสร้างถนน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า รายละเอียดของงบประมาณปี 2570 ที่จัดออกมาเพื่อรับกับสถานการณ์ฝีแตก ในส่วนของรายจ่ายลงทุนลดลง 73,736 ล้านบาท แต่สิ่งที่ไม่คิดว่าจะนับเป็นรายจ่ายลงทุนกลับถูกนำมานับ เช่น ในงบกลางเงินสำรองจ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่ปีนี้มีการอนุมัติ 100,000 ล้านบาท พบว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนับว่าเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ที่ยังไม่เข้าใจจนถึงตอนนี้ คืองบรายจ่ายประเภทรายจ่ายฟื้นฟูเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจที่ปีนี้ตั้งมา 12,000 ล้านบาท เป็นงบรายจ่ายลงทุนถึง 80% ซึ่งปกติที่ตนเห็นเป็นการแจกเงิน จึงไม่มีทางนับเป็นรายจ่ายลงทุนได้ แต่ยังมีข่าวดีที่งบประมาณที่ใช้กับการวิจัย และพัฒนา 100% นับเป็นรายจ่ายลงทุน แต่ข่าวร้ายคืองบวิจัยสำหรับปีนี้ถูกลดลงไปถึง 6,000 ล้านบาท จาก 19,000 ล้านบาท เหลือเพียง 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 มีการอภิปรายกันมากในส่วนของงบก่อสร้างที่เยอะเกินไป ปีนี้ต้องขอบคุณที่มีการตัดลดงบประมาณการสร้างตึกลงไปครึ่งหนึ่งซึ่งถือว่าโหดมาก แต่ส่วนที่ยังเป็นรายจ่ายสูงสุดสำหรับรายจ่ายลงทุนยังเป็นการลงทุนในถนนกันต่อไป

เย้ยควักเงินเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่มาใช้

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า แม้ปีนี้รายจ่ายประจำจะพุ่งขึ้นสูงมาก แต่ยังไม่เพียงพอต่อการครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงในปีนี้ ทั้งในส่วนของเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล งบชำระดอกเบี้ยและเงินสมทบ กบข.ทำให้ทั้งหมดยังขาดอีกกว่า 85,000ล้านบาท พอเราต้องจัดงบให้ใกล้เคียงกับที่จ่ายจริง มีรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมากเกือบแสนล้านบาท ซึ่งงบประมาณมีข้อจำกัดหมดแล้ว จนไม่สามารถขยายไปรองรับค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้นในอนาคตได้อีกแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าในปี 2570 รัฐบาลจะหมุนเงินได้ทันและเพียงพอ เพื่อนำมาจ่ายในส่วนของงบประมาณที่ตั้งไว้แต่ขาดอยู่ เพราะต้องยอมรับว่าตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา หมุนเงินไม่ทันต้องไปควักเงินคงคลังมาใช้ เหมือนเป็นกระเป๋าสำรองเป็นเก๊ะสมบัติเจ้าคุณปู่ ที่เมื่อไหร่ที่ควักออกมาใช้ปีต่อๆไปก็ต้องจ่ายคืน

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ตกลงแล้วประเทศนี้ใช้งบประมาณแต่ละปีเท่าไหร่กันแน่ เพราะที่ขอสภาไปมันไม่ถึง แต่พอใช้จ่ายไม่พอก็ไปขอเงินคงคลัง ทำให้วนลูปอยู่แบบนี้ที่ปีต่อๆไปต้องไปตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง กินงบประมาณที่เราจะสามารถใช้ได้ในอนาคต เท่ากับว่าจะต้องขาดดุลเท่าไหร่ก็ยังไม่พอ พองบประมาณติดข้อจำกัดแบบนี้ ทำให้เราไม่ค่อยเห็นโครงการใหม่ๆเกิดขึ้นในเอกสารงบประมาณปี 2570 อาจจะเห็นเรื่องของการเปลี่ยนชื่อโครงการ แต่ยังเป็นโครงการเดิม และที่ตลกคือการที่รองนายกฯ และรมว.คลัง อ่านชื่อโครงการต่างๆออกมามากมาย ที่มีชื่อต่อท้ายว่า“พลัส”แต่พอดูในเอกสารงบประมาณปรากฏว่าไม่มีโครงการที่มีชื่อต่อท้ายว่า“พลัส”แต่อย่างใด

โครงการไหนใส่AIได้งบมากพิเศษ

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในส่วนของยุทธศาสตร์มีลักษณะคล้ายของเดิมมาก โดยมีการปรับแก้น้อยมาก และเมื่อดูนโยบายหาเสียงที่ระบุไว้ในนโยบายรัฐบาล เช่น อาสาพยาบาล หนึ่งอำเภอหนึ่งศูนย์บำบัดยาเสพติด ที่ไม่สร้างแล้วแต่คิดโปรแกรมบำบัดใหม่ พลทหารอาสา ที่โฆษณาเอาไว้ว่าจะรับ 100,000 นาย แต่ในเล่มงบประมาณทำจริงแค่ 25,000 นาย แม้จะเป็นนโยบายที่หาเสียง แต่ยังไม่สามารถทำได้ พี่เห็นได้ชัดอีกอย่างคือคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัสเอทีเอ็มใหม่ของปี 2570 ถ้ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ AI จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งปีนี้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท จำนวน 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์เกี่ยวกับ AI ในโครงการปีนี้ไม่เจอ ในส่วนของรายจ่าย เราพบปัญหาเต็มไปหมด งบประมาณรายจ่ายพุ่ง สะท้อนแผลเรื้อรังของรัฐบาลที่ผ่านมา โดยที่รัฐบาลปัจจุบันยังไม่มีแนวทางแก้ไข สุดท้ายงบประมาณที่จะเหลือไปพัฒนาประเทศจะน้อยลงเรื่อยๆ เราต้องการผู้นำ ทั้งนายกรัฐมนตรี รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ และรมว.คลัง ที่มุ่งมั่นจริงจังอยากแก้ปัญหาจริงๆและพูดปัญหาอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำประเทศออกจากวิกฤตแผลเรื้อรังที่เป็นฝีแตกของประเทศอย่างทุกวันนี้ แต่งบป2570 ยังไม่เห็นว่า จะนำพาประเทศออกจากจุดนั้นได้

‘อภิสิทธิ์’จวกจัดงบฯ70ไร้อนาคต

เวลา11.20น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า เป็นการจัดงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต ทั้งนี้ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณสะท้อนปัญหาที่สะสม แต่ด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และภาวะวิกฤติเป็นความท้าทายและหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่สะสมอย่างไรให้มีพื้นฐานแข็งแกร่งเดินไปข้างหน้า สิ่งที่ทำให้มองไม่เห็นอนาคต เพราะโครงสร้างงบประมาณ ที่พบการจัดเก็บรายได้ทั้งหมด เพียงพอกับงบประจำและการใช้หนี้ เท่านั้น ส่วนงบลงทุนมาจากการกู้ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และหารายได้สามารถทำได้เพียงประคองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้

แนะต้องปฎิรูประบบจัดเก็บภาษี

“ตัวเลขนี้น่ากลัว เพราะเมื่อดูการ จัดเก็บภาษีอากร จะพบว่าสัดส่วนภาษีอากร เทียบกับจีดีพี คงอยู่ 14.6% คือ ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ และดำรงอยู่ทั้งที่รู้ถึงความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ในเรื่องสวัสดิการที่สูงขึ้น ผมเสียดายที่นายกฯ หรือ รมว.คลัง ไม่มาฟังสภา ใช้เวลาครึ่งวันอภิปรายย้ำว่าถึงเวลาปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ ไม่เช่นนั้นจะไม่ดูแลความต้องการของคนได้อย่างที่ต้องการ และไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่ตั้งเป้าว่า เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จะได้เดือนละพันบาท แต่ในงบปี2570 ไม่สามารถเพิ่มให้ได้ รวมถึงไม่เพิ่มเบี้ยให้คนพิการ ไม่สามารถทำให้เงินอุดหนุนเด็กเป็นแบบถ้วนหน้าแท้จริงตามเป้าหมายที่กำหนดมานาน และเชื่อว่าไม่เฉพาะปีนี้แต่จะเป็นไปเรื่อยจนกว่าจะปฏิรูปภาษี” นายอภิสิทธิ์ อภิปราย

งบจ่ายบุคลากรอื้อ-ไร้งบภัยพิบัติ

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่าทั้งนี้ตนอยากฟังจากรัฐบาลว่ามีแนวคิดต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร และตนหวังว่าจะไม่หมกมุ่นเพียงการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นทางเลือกสุดท้าย ทั้งนี้ งบที่จัดสรรใน ปี 2570 พบว่ามีส่วนที่เพิ่มขึ้น คือ งบบุคลากร3.8%และงบอุดหนุน5.6% ที่เพิ่มขึ้น แต่งบลงทุนลงทุนลดลงถึง 13.1% ทั้งนี้การลงทุนไม่มีโครงการใหม่ บางเรื่องที่ประชาชนคาดหวัง คือ การลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ประชาชนต้องการ ไม่ปรากฎในร่างงบประมาณ ปี2570 หากบอกว่าการลงทุนไม่พึ่งงบประมาณ แต่หากรัฐบาลกู้เงิน 4แสนล้านบาท เป็นการส่งเสริมนำเข้าโซลาเซลล์ และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่การลงทุน ส่วนที่พยายามผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์นั้นเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายว่า ประเทศและงบประมาณติดหล่มและจะติดหล่มหากไม่สะสางเรื่องงบที่บานปลาย เช่น งบบุคลากร เบี้ยบำนาญ 3.8แสนล้านบาท เชื่อว่าไม่พอเพราะช่วงปีที่ผ่านมาจ่ายเกิน 3.9 แสนล้านบาทแล้ว ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม 9หมื่นล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมายอดใช้จริงทะลุแสนล้านบาท ดังนั้น งบที่เกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ต้องเพิ่ม 2 แสนล้านบาท ตนยืนยันว่าไม่เพียงพอ ตนขอถามรัฐบาลจะแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างไร ต่อทิศทางของบุคลากร จะให้คนเกษียณอายุราชการที่อายุมากขึ้นหรือเกษียณอายุก่อนกำหนด สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตนมองว่าหากไม่ปรับเปลี่ยนในคนใหม่ที่เข้ามาเงินทั้งหมดจะจมอยู่กับเรื่องดังกล่าว

ซัดรัฐบาลทำงบแบบหาเช้ากินค่ำ

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า ส่วนหนี้สาธารณะที่รัฐบาลบอกว่าไม่ชนเพดาน อยู่ท่ี66% แต่หากศาลอนุญาตให้กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเต็มจำนวน หนี้จะไปถึง 69% ทั้งนี้ยังมีหนี้ค้างสถาบันการเงิน อีก 1ล้านล้านบาท หากรวมจะทะลุ 70% หากไม่อยากให้หนี้ทะลุต้องทำให้รายได้เพิ่ม 4% แต่ไม่เห็นมาหลายปี หากทำไม่ได้ภายใน 5-10 ปี จะเห็นหนี้สาธารณะมีโอกาสทะลุไปถึง 80%-90% ดังนั้นหากรัฐบาลไม่กล้าหาญเพียงพอ จะทำให้มองไม่เห็นอนาคต และ หากดูการจัดสรรงบประมาณที่เป็นครั้งแรกที่หน่วยงานรับงบลดลง แต่มีกระทรวงดีอีที่ได้รับงบเพิ่ม ที่หลายโครงการระบุว่าจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่ไม่เห็นอนาคตถึงการใช้เอไอเพื่อสร้างประโยชน์หรือมูลค่าได้อย่างไร คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ เหมือนรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่น ทำงบที่แม่นยำ มุ่งเป้า ตอบโจทย์แก้ปัญหา ทำงบแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบ ไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นอนาคตและเห็นด้วยกับอีกคำที่สส.ฝ่ายค้านพูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ

‘ชัชชาติ’เข้าวิน‘มัลลิกา’มาที่2

วันเดียวกัน กกต.กทม.ออกประกาศผลนับคะแนนผู้ว่าฯกทม.เรียงตามลำดับผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ดังนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หมายเลข 9 ได้รับคะแนน 1,537,784 คะแนน, นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข หมายเลข 14 ได้รับคะแนน 304,494 คะแนน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หมายเลข 10 ได้ 188,144 คะแนน, นายอนุชา บูรพชัยศรี (หมายเลข 5) ได้คะแนน 106,739 คะแนน, หม่อมหลวง กรกสิวัฒน์ เกษมศรี หมายเลข 1 ได้รับคะแนน 47,728 คะแนนเป็นต้น

‘ชัชชาติ’แต้มสูงประวัติศาสตร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผลคะแนน ของนายชัชชาติในการ เลือกตั้งปี 2569 ถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.อีกครั้งนับตั้งแต่มีการเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2518 ทั้งนี้นายชัชชาติได้ทำลายสถิติเดิมของตัวเอง ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 ด้วย

ส่วนผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เมื่อ ปี 2565 นายชัชชาติ ได้คะแนนเสียงรวม 1,386,215 คะแนน ขณะที่อย่าง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นได้ไป 254,723 คะแนน และได้อันดับ 3 คือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ตัวแทนจากพรรคก้าวไกลขณะนั้นได้ 253,938 คะแนน

ปชน.กวาด ส.ก.22เขต

ส่วนผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือ ส.ก. จำนวน 50 เขต อย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งคืบหน้าไปแล้ว 94.99% จากจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 2,201,738 เสียง ปรากฏว่า พรรคประชาชน ประสบความสำเร็จกวาดเก้าอี้ ส.ก. มาได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งรวม 22 เขตพื้นที่ ขณะที่กลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองอื่น ๆ มีสัดส่วนคะแนนนำตามมาในพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้ กลุ่มคนทำงาน ชนะ 11 เขต, พรรคประชาธิปัตย์ ชนะ 8 เขต,กลุ่มเพื่อไทย Life ลงตัว ชนะ 4 เขต,ผู้สมัครอิสระ ชนะ 3 เขต,กลุ่ม Better Bangkok ชนะ 2 เขต

‘กลุ่มเรารักพัทยา’คว้าชัยทีม

ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งเมืองพัทยา จ.ชลบุรี รายงานการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) อย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ได้คะแนน 20,184, อันดับ 2 นายอิทธิวัฒน์วัฒนศาสตร์สาธร ได้คะแนน 11,566, อันดับ 3 นายศักดิ์ชัย แตงฮ่อ ได้คะแนน 1,077 ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเมืองพัทยา (สม.) ปรากฏว่าผู้สมัครจากกลุ่มเรารักพัทยาทั้ง 24 คน และเป็นลูกทีมของนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สามารถชนะการเลือกตั้งได้ครบทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง

‘ศุภจี’ แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

'ศุภจี' แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

‘ศุภจี’ แจงงบปี 70 รับเงินมีจำกัด เร่งแก้โครงสร้าง รับมือ 4 ความท้าทาย ดันเกษตร-SME-ปราบทุนเทา

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.36 น.

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2569 เวลา 18.37 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงถึงภาพรวมการจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาระยะสั้นควบคู่ไปกับการวางรากฐานโครงสร้างระยะยาว

เผชิญ 4 ความท้าทายหลักระดับโลกและโครงสร้างประเทศ

นางศุภจี ระบุว่า ปัจจุบันประเทศต้องเผชิญกับความท้าทาย 4 ด้านหลัก ได้แก่ 1. ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการแบ่งขั้วอำนาจชัดเจน ทำให้การค้าขายยากลำบาก ไทยจึงต้องรักษาสมดุลให้อยู่ตรงกลาง 2. ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทำให้ต้นทุนภาคการเกษตร ขนส่ง และผู้ประกอบการสูงขึ้น 3. โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ เด็กในระบบน้อยลง จึงต้องเร่งเสริมสร้างทักษะแรงงาน และ 4. โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ติดกับดักรายได้ปานกลางมาอย่างยาวนาน ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณที่มีจำกัดนี้ เข้าไปแก้ปัญหาเรื้อรังทั้งระยะสั้นและวางโครงสร้างระยะยาวไปพร้อมกัน

ยกระดับราคาสินค้าเกษตร บริหารจัดการล่วงหน้าครบวงจร

ในด้านค่าครองชีพและสินค้าเกษตร นางศุภจี กล่าวว่า ภาคเกษตรกรรมมีแรงงานถึง 30% แต่สร้างรายได้ให้ประเทศไม่ถึง 10% รัฐบาลจึงบูรณาการแก้ปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ (เช่น การตั้งล้งชุมชนแปรรูป) และปลายน้ำ โดยเน้นการทำตลาดล่วงหน้า ตัวอย่างเช่น ผลผลิตทุเรียนในปีนี้ที่ออกมามากและลูกเล็กเนื่องจากสภาพอากาศ แต่การวางแผนล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอกระทบงบประมาณมหาศาล ทำให้ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนภาพรวมสินค้าเกษตรอื่นๆ แม้บางตัวราคาลดลง แต่ค่าเฉลี่ยส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น โดยรัฐบาลพยายามประคองสถานการณ์ไม่ให้กลไกนี้ล่มสลาย

ดัน “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” สร้างชุมชนเข้มแข็ง

สำหรับสถานการณ์ข้าว ถือว่าปีนี้ราคาอยู่ในเกณฑ์ดีและอุปทานส่วนเกินลดลง รัฐบาลได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยประเมินพื้นที่อุปทานล้น เพื่อเข้าไปนำตลาดและชะลอข้าวออกสู่ตลาด พร้อมยกระดับไปสู่ “ข้าวเศรษฐกิจอนาคต” หรือข้าวประณีต โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสม หรือเปลี่ยนพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดีขึ้น นำร่องไปแล้ว 200 ชุมชน และตั้งเป้าขยายเป็น 466 ชุมชนในปีนี้ เพื่อสร้างความเข้มแข็งและยกระดับราคาข้าวอย่างยั่งยืน

ตั้งเป้าดันรายได้ SME แตะ 40% ของจีดีพี

ปัญหาของ SME เป็นอีกหนึ่งวาระสำคัญ โดยปัจจุบันกลุ่ม SME สร้างรายได้ประมาณ 35% ของจีดีพี ซึ่งตั้งเป้าผลักดันให้ถึง 40% เพื่อช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่ผ่านมาได้ดำเนินการฝึกทักษะผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 55,400 ราย และมีผู้เข้าร่วมโปรแกรมกว่า 300,000 ราย รวมถึงการออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SME นำร่อง 2,000 ราย นอกจากนี้ยังเตรียมศึกษาโครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ของแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อหาแนวทางลดภาระ รวมถึงส่งเสริมเครือข่ายแฟรนไชส์ที่สร้างมูลค่าได้กว่า 2 แสนล้านบาท

กวาดล้าง “นอมินี-ทุนเทา” สกัดบัญชีม้าเด็ดขาด

นางศุภจี เน้นย้ำถึงการจัดการปัญหาทุนเทาและนอมินี โดยได้ทำ MOU ร่วมกับ 23 หน่วยงานรัฐ ส่งผลให้การจดทะเบียนตั้งบริษัทชื่อต้องสงสัยลดลงถึง 51.05% มีการตรวจสอบข้อมูลผู้จดทะเบียนเทียบกับฐานข้อมูลบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อสกัดการทำบัญชีม้า ทำให้สถิติบริษัทต้องสงสัยลดลงจาก 549 แห่งในปีก่อน เหลือเพียง 10 แห่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึก 35 พื้นที่ใน 11 จังหวัด และประสานข้อมูลกับสรรพากร ตำรวจ ปอศ. และ ดีเอสไอ อย่างใกล้ชิด

รุกเจรจาการค้า-ดึง AI บูรณาการข้อมูล 4 กระทรวง

ในด้านการส่งออก รัฐบาลเร่งสร้างสมดุลการค้าผ่านการเจรจากับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงเดินหน้าเจรจา FTA และขยายตลาดใหม่ๆ อย่างมาเลเซียและแอฟริกาใต้ เพื่อทดแทนตลาดที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม นอกจากนี้ ยังดึงเทคโนโลยี AI มาใช้ประเมินความเสี่ยงและเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน โดยบูรณาการข้อมูลร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวง อว. และกระทรวงดิจิทัลฯ เพื่อวิเคราะห์อุปทานสินค้าเกษตรล่วงหน้า ช่วยให้พาณิชย์จังหวัดเข้าไปพยุงราคาได้อย่างแม่นยำ

ในตอนท้าย นางศุภจี ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “วันนี้โลกเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ เราพยายามทำงานทั้งแก้ปัญหาระยะสั้น และแก้โครงสร้างในระยะยาวไปพร้อมกัน ในเวลา และงบประมาณที่เรามีอยู่อย่างจำกัด ก็ขอความเข้าใจและขอรับคำแนะนำของทุกคนเพื่อทำให้นโยบายของเราตอบโจทย์ให้มากที่สุด”

‘ปชน.’ แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ ‘ก่อสร้างตึก’ ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

'ปชน.' แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ 'ก่อสร้างตึก' ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

‘ปชน.’ แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ ‘ก่อสร้างตึก’ ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.04 น.

29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก

โดยนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเรียกงบรายจ่ายปี2570ว่า งบดิจิทัลพลัส  เพราะมีตัวเลขรวมกว่า 33,000ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี2569 ถึง 28% ภาพรวมงบปี2570 ทุกกระทรวงถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น 114%  เป็นเพราะมีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ ในแผนงบประมาณปี70 มีงบที่แปะชื่อ AI  81 หน่วยงาน 176โครงการ วงเงิน 2,200ล้านบาท ถ้าโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนคำว่า Soft Powerในอดีต โครงการที่เกี่ยวกับAI  176โครงการ บางโครงการจั่วหัวเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เป็นงบสร้างอาคาร โครงการใหญ่ที่สุด วงเงิน 164ล้านบาท เป็นงบสร้างตึกมหาวิทยาลัยมหิดล แต่มีคำว่าปัญญาประดิษฐ์ต่อท้าย ตึกนี้ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการมีความยาว 4บรรทัด คือ โครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชน ฯ

นายอิสริยะ กล่าวว่า ส่วนงบประมาณด้านดิจิทัลก้อนใหญ่สุดคือ ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มี 254หน่วยงาน ซื้อคอมพิวเตอร์ วงเงิน 11,000ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน3ของงบดิจิทัลทั้งหมด โดยรัฐสภาขอเงินค่าไอทีรวมกันทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มากกว่า 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศ หากสังเกตดูบริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งานโครงการTH – AI Passport  รัฐบาลในอดีตมีวิธีคอร์รัปชั่นผ่านโครงการก่อสร้าง เพราะหาเงินเงินทอนง่าย

“แต่รัฐบาลยุคใหม่หาขุมทรัพย์ใหม่คือ งบดิจิทัล เพราะหาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจน ฝากถึงรัฐบาลให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพประเทศ ถ้าไม่รู้จะทำเรื่องดิจิทัลอย่างไรให้มาถามหัวหน้าเท้งได้ พรรคประชาชนมีคนดิจิทัลเยอะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี” นายอิสริยะ กล่าว

‘ภราดร’ รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

'ภราดร' รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

‘ภราดร’ รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.53 น.

วันที่ 29 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา18.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธสถานการณ์ของงบประมาณปี2570 เป็นอย่างที่ว่าเป็นงบหาเช้ากินค่ำ เพราะเป็นการจัดงบประเทศเป็นปีแรก ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้เห็นปัญหาไม่ต่างที่สส.อภิปราย หากจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิม อีก 2-3 ปี ประเทศอยู่ไม่ได้ สำหรับตัวเลขงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท โดย 3 ล้านล้านบาทเป็นงบรายจ่าย เพื่อจ่ายงบประจำและชำหนี้ที่ก่อมาก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 7แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ 

“รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทางจะตามน้ำ ทำงบแบบเดิมๆ เงินไม่พอขาดเท่าไร ใช้วิธีกู้เพิ่ม หรือแก้ไขที่โครงสร้าง ผมยอมรับว่าไม่สามารถจัดงบปี2570 ได้สมบูรณ์แบบ เพราะโครงการที่เป็นทำให้ต้องใช้วิธีปะผุ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ทำ คือ ตามน้ำ เงินไม่พอใช้การกู้ แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่ทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อทำโครงการที่สัญญาไว้ ทั้งนี้ได้พยายามปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวต่อว่า ยอมเจ็บเพราะรู้ว่าหากรัฐบาลไม่เจ็บปีนี้ ปีหน้า ปีถัดไปเจ็บเหมือนกัน และรัฐบาลนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป รัฐบาลหน้าจะเจอเช่นเดียวกัน ขณะที่งบประจำที่เพิ่มขึ้น ทำให้งบลงทุนลดลงเมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา 7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ถึงเวลาเดินหน้าแก้ไขโครงสร้างงบประมาณ 

“หลังการอภิปราย ผมไปหาน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรรประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยและเห็นภาพเดียวกัน ถึงเวลาที่ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่ฝ่ายค้าน สส. เอกชน หน่วยงานราชการต้องตระหนักรู้และตอบโจทย์ร่วมกันเพื่อทำใหม่ ด้วยโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศ ความต้องการของประชาชน ไม่สามารถเพิ่มเบี้ยให้ผู้สูงอายุ เบี้ยเด็ก เบี้ยคนพิการ ทั้งนี้รัฐบาลอยากทำ อยากแก้ปัญหา แต่งบที่จำกัดที่บีบรัฐบาล ที่ทำให้ทำไม่ได้” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร กล่าวอีกว่า เมื่อรัฐบาลเริ่มต้นรักษาวินัยการเงินเคร่งครัด พยายามไม่ยืนเงินคงคลังมาใช้ เช่น เบี้ยบำนาญ อยู่ในงบกลาง โดยตั้งงบเพิ่มขึ้นปี 2568-2569 เพราะเห็นปัญหาว่าตั้งไม่เคยพอจะเป็นภาระเงินคงคลัง ส่วนแนวทางจัดสรร เริ่มต้นการจัดทำงบปี70 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.คลัง  บอกให้รัดเข็มขัด งดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ หากจำเป็นต้องไป ต้องให้ไปเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระงบประมาณ การจ้างงานต้องลดลง ส่วนการลดเงินลงทุน ไม่ใช่ลดการลงทุนของประเทศ แต่เปลี่ยนวิธีหาช่องทางเงินทุน เช่น ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ หรือร่วมทุนกับเอกชน (พีพีพี) 

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ได้ปี 2-3หมื่นล้าน ปี70เหลือ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยที่นายกฯ กำกับดูแล ต้องตัดเนื้อเฉือนเนื้อลูกน้อง ทั้งนี้เพราะเป็นการตั้งงบที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น ทำถนน ที่บอกว่าจะดึงเป็นงบกลางเพื่อให้รัฐมนตรีจัดสรรงบของสส.ได้ หากทำแบบนั้นผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ขณะที่รัฐบาลไม่มีเจตนา ส่วนโครงการที่ผ่านคณะกรรมการจังหวัดแล้วจะอยู่ในส่วนของฟังก์ชัน ไม่ใช่งบจังหวัดที่ต้องเป็นการพัฒนาพื้นที่ เพิ่มมูลค่าโอกาสให้ประชาชน ทำให้มีนโยบายว่างบจังหวัดกลุ่มจังหวัดที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการ หรือหน่วยฟังก์ชันให้ใช้งบฟังก์ชัน 

“ส่วนงบกลางที่เพิ่มขึ้น  1,000 ล้านบาท เพิ่มในส่วนบำนาญ และส่วนที่ต้องจ่ายให้กับ กบข. ทั้งนี้งบกลางนั้นมีส่วนที่รัฐบาลใช้ได้ ในหมวดฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน และหน่วยงานราชการไม่ได้ตั้งงบไว้เท่านั้น  ขณะที่หมวดใหม่ในงบกลาง คือ การแก้ปัญหาวิกฤติผันผวนงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีหลักคิดว่า รัฐบาลกู้เงิน 7 แสนล้านบาทต่อปี ดอกเบี้ย 3-4% แต่มีหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเงินสะสมที่ใช้ได้ 6 แสนล้านบาท กองทุนหมุนเวียน มีเงินสะสม หลายแสนล้านบาท หน่วยงานภาครัฐที่เก็บเงินนอกงบประมาณมีอีกมหาศาล แต่รัฐบาลกู้เงินทุกปีแสนล้านบาท แต่มีเงินในหลายองค์กรที่ฝากเงินในธนาคารเพื่อเก็บดอกเบี้ย เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องปฏิรูปร่วมกันในโครงสร้างงบประมาณ ทั้งนี้ขอให้ทุกคนคิดและวางโครงสรร้างงบประมาณใหม่ ทั้งการจัดเก็บและหารายได้ใหม่” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ขอให้ช่วยคิดการจัดเก็บงบประมาณที่ตอบโจทย์ประเทศ นำเงินสะสมในกองทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบงบประมาณมีวิธีการอย่างไร หาตั้งวงร่วมคิดไม่ใช่ช่วยรัฐบาลปัจจุบันแต่ช่วยประเทศให้มีโครงสร้างงบประมาณประเทศสมบูรณ์และตอบโจทย์ประเทศ ทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 ก.ค. อภิปรายลงมติ หากสภาฯ เห็นชอบวาระแรก จะนำไปสู่กรรมาธิการ (กมธ.) ตนขอชวนให้ช่วยกันตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด เพื่อให้นำเงินที่ตัดได้ ให้กับหน่วยงานที่ไม่ขัดกับมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ เช่น งบวิจัย  เป็นต้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.40 น.

 มทภ.1 ยันเอง! ไม่ได้ห้าม คนออกจากบ้าน เป็นการควบคุมพื้นที่ชายแดนเท่านั้น 

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2569 จากกรณีหน่วยเฉพาะกิจโคกสูง กองกำลังบูรพา ออกประกาศ ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่ที่ทหารยึดครอง บริเวณหลักเขตแดนที่ 46-47 ด้านทิศตะวันออกของถนนศรีเพ็ญ หน้าจุดตรวจที่ 40 บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว

ล่าสุดเวลา 19.15 น. พลโท วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า ไม่ได้ห้ามออกนอกบ้าน เพียงแต่เป็นการออกมาตรการควบคุมพื้นแนวชายแดน ในพื้นที่ที่เลยถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเรื่องนี้กองกำลังบูรพาจะทำเรื่องชี้แจง

ม็อบต้านแลนด์บริจด์กร้าว ลั่น ปิดประตูทำเนียบฯ ภูมิใจไทย ขน สส. ใต้รับข้อเรียกร้อง

ม็อบต้านแลนด์บริจด์กร้าว ลั่น ปิดประตูทำเนียบฯ ภูมิใจไทย ขน สส. ใต้รับข้อเรียกร้อง

ม็อบต้านแลนด์บริจด์กร้าว ลั่น ปิดประตูทำเนียบฯ ภูมิใจไทย ขน สส. ใต้รับข้อเรียกร้อง

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.32 น.

เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 29 มิ.ย. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย ใจสมุทร สส. บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พร้อม 12 สส. ภาคใต้ ประกอบด้วย นายกิตติ กิตติธรกุล สส.กระบี่ เขต 1 นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน สส.กระบี่ เขต 3 นายอรรถพล ไตรศรี สส.พังงา เขต 2 นายพิชัย ชมภูพล สส. สุราษฎร์ธานี เขต 6 น.ส.นันทวัน วิเชียร สส. นครศรีธรรมราช เขต 2 นายอำนาจ วิลาวัลย์ สส.ปราจีนบุรี เขต 1 นายซาการียา สะอิ สส. นราธิวาส เขต 4 นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สส.ชุมพร เขต 1 นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ สส.ชุมพร เขต 2 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา เขต 7 นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง และนายอธิคุณ คงมี สส.พัทลุง เขต 1 เดินทางมาพูดคุยกับกลุ่มเครือข่ายศึกษาการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Whtch) นำโดยนายประสิทธิชัย หนูนวล ประธานเครือข่ายฯ ที่ปักหลักชุมนุม เพื่อคัดค้านร่างพระราชบัญญัติเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และโครงการแลนด์บริดจ์ตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.

จากนั้นเวลา 16.30 น. ที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ ข้างทําเนียบรัฐบาล นายประสิทธิชัย ได้มาพูดคุยกับผู้ชุมนุมว่า การเจรจาข้อเรียกร้องของภาคใต้และภาคตะวันออกทั้ง 5 ข้อ ในวันนี้ล้มเหลว หน่วยงานในกระทรวงคมนาคม ยืนยันว่าจะต้องผลักดันกฎหมายดังกล่าวครบทุกขั้นตอน นับจากนี้ไปภาคใต้จะเข้าสู่วิกฤติสำคัญ คือ ต่างชาติจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ถือครองที่ดินได้ 99 ปี เปลี่ยนผังเมืองทั้งหมด ยกเลิกกติกาคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ยกเลิกที่ดินราชพัสดุมาทำนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้ต่างชาติมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน อาชีพสงวนที่มีไว้สำหรับผู้ที่มีสัญชาติไทยจะถูกยกเลิก และให้ต่างชาติสามารถทำได้ ต่างชาติจะเป็นผู้ประเมินมาตรการสิ่งแวดล้อม ใช้เงินตราต่างประเทศซื้อขายกันได้ ทั้งหมดนี้เป็นความตั้งใจของข้าราชการในกระทรวงคมนาคม และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทยสมคบคิดกัน เพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้ สส. ภาคใต้ ของพรรคภูมิใจไทย ได้ปล้นความไว้วางใจของทุกคน ด้วยการร่วมมือกันผลักดันกฎหมายขายแผ่นดินให้ต่างชาติแบบสุดซอย

นายประสิทธิชัย กล่าวว่า ดังนั้นทางเดียวของประชาชนที่จะรักษาอธิปไตยของประเทศนี้ไว้ได้คือ การมารวมกันที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ถึงเวลาที่คนภาคใต้จะต้องตั้งสติ เพราะภายในเดือน ธ.ค.นี้ พรรคภูมิใจไทยจะผลักดันกฎหมายขายที่ดินภาคใต้ ให้เป็นของต่างชาติ โดยวันนี้จะแบ่งผู้ชุมนุมเป็น 2 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแรกจะปักหลังบริเวณประตู 2 ทำเนียบฯ และกลุ่มที่สอง จะเดินไปยึดประตู 5 ปิดประตูถาวร เราจะไม่ให้หน่วยงานราชการไปทำงานเพื่อนำที่ดินภาคใต้ไปเป็นของต่างชาติได้อีก ทั้งนี้กลุ่มผู้ชุมนุมมีข้อเสนอประกอบด้วย 1. สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ต้องยกเลิกกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (EEC Watch) 2. แลนด์บริดจ์ ไม่มีเหตุผลที่จะสร้างให้ยกเลิกทันที 3. รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทการการพัฒนาภาคใต้ใหม่ และ 4. เสนอขอให้ยุติการขยายเขตพื้นที่ EEC ไปยังจ.ปราจีนบุรี

จากนั้นเวลา 16.45 น. นายศุภชัย พร้อม สส. ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย มารับฟังข้อเสนอของผู้ชุมนุมพร้อมกล่าวว่า ตนกับ สส. ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทยที่มากันตรงนี้ มาด้วยใจอันบริสุทธิ์ พวกตนคือฝ่ายนิติบัญญัติ และอยู่พรรคภูมิใจไทย และขอยืนยันว่า ไม่มีร่าง พ.ร.บ. SEC ถูกเสนอเข้าสภา จึงไม่มีร่างบรรจุในวาระของสภาผู้แทนราษฎร ตนขอยืนยันตรงนี้ ถ้ามีกฎหมายจากฝ่ายบริหารเข้ามาจริง ตนที่เป็นประธานฝ่ายกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ก็จะพูดคุยกับรัฐบาลว่าเรื่องนี้มีความเหมาะควรหรือไม่อย่างไร แต่ขอยืนยันวันนี้ว่าร่าง พ.ร.บ. SEC ยังไม่เริ่มนเดินหน้าและยังไม่เริ่มนับหนึ่ง เพราะสิ่งที่นายกฯ มอบคือให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ไปศึกษาเรื่องความเหมาะสมความเป็นไปได้ผลกระทบอะไรต่างๆ มันมีหลายขั้นตอน และกระบวนการบริหารประเทศก็จะมีการคานอำนาจโดยรัฐสภา

“ผมเข้าใจความเดือดร้อน และความห่วงใยของประชาชน ผมเห็นอุดมการณ์ของนายประสิทธิชัยมาโดยตลอด แต่เราต้องมาทำงานร่วมกันแบบประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ด้วยความเข้าใจดีกว่าที่จะมาขีดเส้นว่า อยู่คนละฝั่ง ทำไมเราไม่มาคุยกัน เราสามารถที่จะร่วมมือกัน สามารถที่จะแก้ปัญหาร่วมกันได้ จะให้เราไปยกที่ดินให้กับต่างชาติ เราก็ไม่ยอม วันนี้เรานี้เริ่มนับหนึ่งทำงานร่วมกัน วันนี้ตน เปิดเต็มที่แล้ว แต่ถ้าจะชุมนุมกันอย่างเดียวแล้วไม่เปิด ผมคิดว่าไม่น่าจะปิดโอกาสแบบนี้ ผมมาตรงนี้ด้วยเจตนาดี มาปกป้องประเทศไทยร่วมกัน” นายศุภชัย กล่าว

นายศุภชัย กล่าวว่า เราก็ได้พยายามสื่อสารให้เต็มที่ อย่างที่บอกมันแยกส่วนกัน เรื่องบางเรื่องตนไม่สามารถล้วงงานฝ่ายบริหารได้ แต่จะสื่อสารกันในพรรคภูมิใจไทย ว่าเรื่องนี้มีข้อห่วงใย และไม่ได้จบวันนี้ หลังจากนั้นจะได้มีการติดต่อประสานกัน จะเป็นประโยชน์กว่าถ้าเราได้พูดคุยกัน ตนไม่อยากให้พี่น้องมาลำบาก มีอะไรติดต่อพูดคุยกันดีกว่า ตนอยู่การเมืองมารู้ว่าพี่น้องลำบากกันขนาดไหน ขอบคุณที่กรุณาฟังพวกตน และได้มีโอกาสได้กลับไปคิด ตนก็มีการบ้านกลับไปคิด ไปปรึกษาหารือที่จะนำเสนออย่างไร  เราเป็นมิตรกัน ไม่ได้เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ประชาชนคือผู้ที่ส่งเราได้มาเป็นสส. ทั้งนี้ตนจะรับข้อเสนอของผู้ชุมนุมในวันนี้ไปหารือกันในพรรค เพื่อแก้ปัญหากันต่อไป

‘ศุภมาส’ ลุยปราบ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ชู 3 แนวทางตั้งศูนย์ฯ นำร่องโรงเรียน 9 จังหวัด

'ศุภมาส' ลุยปราบ 'บุหรี่ไฟฟ้า' ชู 3 แนวทางตั้งศูนย์ฯ นำร่องโรงเรียน 9 จังหวัด

‘ศุภมาส’ ลุยปราบ ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ ชู 3 แนวทางตั้งศูนย์ฯ นำร่องโรงเรียน 9 จังหวัด

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.02 น.

วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบแนวทางการบูรณาการส่วนราชการในการป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าตามนโยบายของรัฐบาล โดยมี พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือ ศปบย.ตร. นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค และรองผู้การจังหวัดที่รับผิดชอบเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศ ร่วมรับฟังผ่านการประชุมทางไกล (Video Conference)

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่เพียงปัญหาสาธารณสุขเท่านั้น แต่เป็นปัญหาด้านสังคมและความมั่นคง ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ รัฐบาลจึงได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า เป็นวาระสำคัญของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สตช. สคบ. กรมศุลกากร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กระทรวง DE กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ที่จะต้องบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง เด็ดขาด และต่อเนื่อง

“ในฐานะ แม่ของลูก 4 คน ดิฉันมองว่า ปัจจุบันสังคมไทยและสังคมโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อน โดยเฉพาะภัยคุกคามจากบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังขยายตัวเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่วัยเพียง 10 ขวบต้นๆ ด้วยค่านิยมที่ผิด ผ่านรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดใจ และการโฆษณาแฝงที่ทำให้เยาวชนเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่อันตราย ทั้งที่ความจริงแล้วส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการทางร่างกาย สมอง และสุขภาพจิต“ นางสาวศุภมาสกล่าว

โอกาสนี้ นางสาวศุภมาสได้เน้นย้ำแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาล ในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า 3 แนวทาง ประกอบด้วย

1. ต้องปกป้องเด็กและเยาวชนอย่างเต็มที่ให้ สตช. และ สคบ. บูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง สถานศึกษา และชุมชน พร้อมเร่งสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ลบค่านิยมผิดๆ ที่มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นแฟชั่น

2. ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและไม่มีข้อยกเว้น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามผู้ลักลอบนำเข้า ผู้ค้ารายใหญ่ และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด โดยต้องสืบสวนขยายผลไปถึง “ผู้บงการและเครือข่ายทางการเงิน” มุ่งตัดวงจรทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ใช่เพียงแค่การจับกุมผู้ค้ารายย่อย

3. ยกระดับการปราบปรามออนไลน์ ประสานความร่วมมือกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล และบริษัทขนส่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนทางดิจิทัล ติดตามเส้นทางการเงิน และปิดช่องทางการจำหน่ายออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ นางสาวศุภมาส เสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการ และคณะกรรมการประสานงานป้องกันและปราบปราบบุหรี่ไฟฟ้าแห่งชาติ  พร้อมทั้งผลักดันโครงการปลอดบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียนและสถานศึกษา นำร่อง 9 จังหวัด ในเขตตรวจราชการ 2 เขต ได้แก่ เขตตรวจราชการที่ 2 กลุ่ม จ.ภาคกลางตอนบน ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และสมุทรปราการ และเขตตรวจราชการที่ 9 กลุ่ม จ.ภาคตะวันออก 2 ได้แก่ จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ และฉีดวัคซีนทางความคิดให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงภัยของบุหรี่ไฟฟ้า พร้อมเน้นย้ำถึงจุดยืนของรัฐบาลว่า “รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้” และขอความร่วมมือประชาชนร่วมแจ้งเบาะแสการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า มายังหน่วยงานภาครัฐ เช่น สตช. หรือ สคบ. เพื่อแก้ปัญหานี้ให้เห็นเป็นรูปธรรม พร้อมเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ทั้งครอบครัว สถานศึกษา เอกชน และสื่อมวลชน ร่วมกันเป็นหูเป็นตา เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนไทยต่อไป

รอประกาศอย่างเป็นทางการ กทม.ส่งผลนับคะแนน ผู้ว่าฯ-ส.ก. 50 เขต ครบ 6,628 หน่วยถึง กกต.แล้ว

รอประกาศอย่างเป็นทางการ กทม.ส่งผลนับคะแนน ผู้ว่าฯ-ส.ก. 50 เขต ครบ 6,628 หน่วยถึง กกต.แล้ว

รอประกาศอย่างเป็นทางการ กทม.ส่งผลนับคะแนน ผู้ว่าฯ-ส.ก. 50 เขต ครบ 6,628 หน่วยถึง กกต.แล้ว

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.49 น.

กทม. ส่งผลนับคะแนนผู้ว่าฯ – ส.ก. 50 เขต ครบ 6,628 หน่วยถึง กกต. เรียบร้อย รอประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ

29 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการรวบรวมและส่งมอบผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากหน่วยเลือกตั้งทั้ง 6,628 หน่วย ให้แก่ประธานและคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งถือเป็นการดำเนินภารกิจของกรุงเทพมหานครตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน โปร่งใส และเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

จากนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและผลการนับคะแนน ก่อนประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

สำหรับภาพรวมการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 4,428,644 คน มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2,338,098 คน คิดเป็นร้อยละ 52.79 แบ่งเป็นบัตรดี 2,263,608 ใบ บัตรเสีย 22,020 ใบ และบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 52,470 ใบ

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ได้รับคะแนน 1,537,784 คะแนน

ด้านการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 4,384,693 คน และมีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 2,306,788 คน

ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รายเขตทั้ง 50 เขต มีผู้ได้รับคะแนนสูงสุด ดังนี้

1. นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ เขตคลองเตย 18,650 คะแนน
2. นายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล เขตคลองสาน 9,566 คะแนน
3. นายสุรเกียรติ หวังพิทักษ์ เขตคลองสามวา 32,255 คะแนน
4. นางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ เขตคันนายาว 19,947 คะแนน
5. นายอภิวัฒน์ ด่านศรีชาญชัย เขตจตุจักร 30,643 คะแนน
6. นายสุทธิชัย วีรกุลสุนทร เขตจอมทอง 23,953 คะแนน
7. นายอดิศร ฤกษ์ลักษณี เขตดอนเมือง 20,030 คะแนน
8. นายอัมรินทร์ สวัสยานุภาพ เขตดินแดง 13,360 คะแนน
9. นายอัครชัย กันธมาลา เขตดุสิต 7,410 คะแนน
10. นายกันตพงศ์ ดีชัยยะ เขตตลิ่งชัน 19,259 คะแนน
11. นายณัฐนนท์ นาคหล่อ เขตทวีวัฒนา 10,270 คะแนน
12. นายกิตติพงศ์ รวยฟูพันธ์ เขตทุ่งครุ 38,605 คะแนน
13. นายจิรเสกข์ วัฒนมงคล เขตธนบุรี 16,555 คะแนน
14. นายนภาพล จีระกุล เขตบางกอกน้อย 16,068 คะแนน
15. นายวิรัช คงคาเขตร เขตบางกอกใหญ่ 12,558 คะแนน
16. นายพงศกร รัตนเรืองวัฒนา เขตบางกะปิ 18,861 คะแนน
17. นายสารัช ม่วงศิริ เขตบางขุนเทียน 41,061 คะแนน
18. นายนริสสร แสงแก้ว เขตบางเขน 44,117 คะแนน
19. นายปวิน แพทยานนท์ เขตบางคอแหลม 9,482 คะแนน
20. นายอำนาจ ปานเผือก เขตบางแค 30,973 คะแนน
21. นางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เขตบางซื่อ 21,251 คะแนน
22. นายฉัตรชัย หมอดี เขตบางนา 14,090 คะแนน
23. นายณรงค์ศักดิ์ ม่วงศิริ เขตบางบอน 14,849 คะแนน
24. พันตำรวจเอกภิญโญ ป้อมสถิตย์ เขตบางพลัด 16,545 คะแนน
25. นายวิพุธ ศรีวะอุไร เขตบางรัก 7,094 คะแนน
26. นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย เขตบึงกุ่ม 23,454 คะแนน
27. นางสาวเมธาวี ธารดำรงค์ เขตปทุมวัน 4,924 คะแนน
28. นายธนวัฒน์ เชิดชูกิจกุล เขตประเวศ 30,422 คะแนน
29. นางสาวนิภาพรรณ จึงเลิศศิริ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 7,420 คะแนน
30. นายวรวิทย์ ฉายสุวรรณ์ เขตพญาไท 9,593 คะแนน
31. นายสราวุธ อนันต์ชล เขตพระโขนง 13,622 คะแนน
32. นายอดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์ เขตพระนคร 4,413 คะแนน
33. นายกฤษฏ์ คงวุฒิปัญญา เขตภาษีเจริญ 23,080 คะแนน
34. นายวิรัตน์ มีนชัยนันท์ เขตมีนบุรี 19,026 คะแนน
35. นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร เขตยานนาวา 8,605 คะแนน
36. นายเอกกวิน โชคประสพรวย เขตราชเทวี 8,084 คะแนน
37. นายปิยวัช รังผึ้ง เขตราษฎร์บูรณะ 9,123 คะแนน
38. นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา เขตลาดกระบัง 32,252 คะแนน
39. นางสาวรัชญา เพ็งสุข เขตลาดพร้าว 22,691 คะแนน
40. นายอนุรักษ์ เลิศวัฒนาไพบูลย์ เขตวังทองหลาง 18,523 คะแนน
41. นางสาวภัคญดา อำนวยเดชกร เขตวัฒนา 8,626 คะแนน
42. นางสาวปิยวรรณ จระกา เขตสวนหลวง 17,713 คะแนน
43. นางสาวมธุรส เบนท์ เขตสะพานสูง 15,301 คะแนน
44. นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ เขตสัมพันธวงศ์ 4,856 คะแนน
45. ว่าที่ร้อยตรีไซราม ประกายกิจ เขตสาทร 7,629 คะแนน
46. นายสมชาย เวสารัชตระกูล เขตสายไหม 51,874 คะแนน
47. นายนวรัตน์ อยู่บำรุง เขตหนองแขม 26,340 คะแนน
48. นายหยกพรชัย อิสระเสรีพงษ์ เขตหนองจอก 28,852 คะแนน
49. นายณพวิทย์ วงศ์อารีย์ เขตหลักสี่ 13,350 คะแนน
50. นายปภาวิน ติณณ์พิพัฒน์โสภณ เขตห้วยขวาง 12,870 คะแนน

กรุงเทพมหานครขอย้ำว่า ผลการนับคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งทั้ง 6,628 หน่วย ยังเป็นผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งต้องรอการตรวจสอบและประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อไป ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดผลการนับคะแนนได้ที่เว็บไซต์ [www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com](http://www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com) หรือ https://bangkokvote69.bangkok.go.th

‘สุรเชษฐ์’ ชำแหละงบปี 70 แฉทริกซุกส่วยก่อสร้างถนน ท้า ‘พิพัฒน์’ ปีนี้งดรับส่วย

'สุรเชษฐ์' ชำแหละงบปี 70 แฉทริกซุกส่วยก่อสร้างถนน ท้า 'พิพัฒน์' ปีนี้งดรับส่วย

‘สุรเชษฐ์’ ชำแหละงบปี 70 แฉทริกซุกส่วยก่อสร้างถนน ท้า ‘พิพัฒน์’ ปีนี้งดรับส่วย

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.42 น.

29 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 16.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก

โดยนายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า งบลงทุนในรายจ่ายปี 2570 มีต่ำมากแค่ ร้อยละ 13  ลดลง ร้อยละ13 เมื่อเทียบกับงบรายจ่ายปี2569 มีปีศาจซ่อนอยู่ในรายละเอียด โดยงบลงทุน อันดับ1 ยังเป็นเรื่องสร้างถนน มี ร้อยละ 99.2 เป็นของกระทรวงคมนาคม อยู่ในมือนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นมูลค่า 142,956 ล้านบาท เป็นขุมทรัพย์ทุนการเมืองที่สำคัญของรัฐบาลทุกสมัย รัฐมนตรีสายดาร์คมักได้ครอบครองเก้าอี้นี้ เพราะมีค่าต๋ง ทำให้รัฐบาลกลางหวงอำนาจ ไม่กระจายให้ท้องถิ่น งบถนนเป็นขุมทองให้พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ขณะที่ฝั่งผู้ประกอบการก่อสร้างกำลังใกล้ตาย แต่ยังมีคนกลุ่มหนึ่งกินหรูอยู่สบายคือผู้ประกอบการงานก่อสร้างที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสาขางานก่อสร้างทางและสะพานพิเศษ หรือผู้รับเหมาชั้นพิเศษ มี 83 ราย นายกฯ ทราบเรื่องนี้ดี เพราะเป็นคนในวงการ บริษัท ครอบครัวนายกฯเป็น 1ใน83ราย ทราบดีว่า ความพิเศษคืออะไรแวดวงชั้นพิเศษมักได้โครงการมาตลอด ปี2569 มี69โครงการ และปี2570 มีอีก 70โครงการใหม่ แม้ปีนี้งบลงทุนน้อย แต่ชนชั้นพิเศษ ก็ยังมี 70โครงการ ได้งบไปแบ่งกัน 8,385ล้านบาท และสร้างภาระผูกพันปีต่อๆไปอีก 51,846ล้านบาท เค้กก้อนใหญ่นี้จัดให้เฉพาะชนชั้นพิเศษเท่านั้น หน่วยงานมีหน้าที่ประเคนเค้กให้ชนชั้นพิเศษเพียงพอต่อการแบ่ง หากจัดไม่พอแบ่ง อธิบดีมีโอกาสโดนเด้งสูง

นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ด้วยความที่ปีนี้งบลงทุนน้อย จึงมีการเบี้ยวเกณฑ์ ปรับเกณฑ์การก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ จากเดิมที่ต้องได้รับการจัดสรรงบในปีแรก ไม่ต่ำกว่าร้อยละ15 ของวงเงินรายจ่ายทั้งหมด เหลือร้อยละ10 โดยมี 10โครงการไม่ทำตามระเบียบ แอบลดงบปีแรกเหลือ ร้อยละ 10 เป็นงานของชั้นพิเศษล้วน เชื่อว่าจะมีการใช้มติครม. ทำให้การเบี้ยวเกณฑ์เป็นเรื่องถูกต้อง หัวโต๊ะครม.เป็นดีเอ็นเอของชั้นพิเศษ เหตุใดจะไม่ช่วยกัน คำถามคือ ใครเป็นคนเบี้ยวเกณฑ์ สำนักงบประมาณ กรมทางหลวง หรือฝ่ายการเมือง หรือ3ฝ่ายร่วมกัน ฝากข้าราชการอย่าเสี่ยงตายเบี้ยวเกณฑ์เพื่อชนชั้นพิเศษ ควรเลิกกีดกันปล่อยให้มีการแข่งขันที่แท้จริงในชั้นพิเศษ คนที่รวยไม่ใช่ผู้รับเหมา แต่เป็นคนเก็บค่าต๋ง 

“อยากให้นายพิพัฒน์ประกาศกลางสภาฯว่า ปีนี้งดรับค่าต๋ง ไม่เก็บส่วย ห้ามใครเอาชื่อไปแอบอ้าง อย่าพูดเหมือนตอนพบผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 7เม.ย.2569 ที่บอก ถ้าผ่านวิกฤติไปได้ พวกเราจะเสวยสุขไปพร้อมๆกัน ทุกวันนี้ท่านก็รวยไม่ไหวแล้ว ควรพูดว่าจะยกเลิกส่วยก่อสร้าง ไม่ต้องจ่ายทีมหนู ทีมเนอีกต่อไป” นายสุรเชษฐ์ กล่าว

เปรมศักดิ์ จี้เร่งแผนรับมือวิกฤตว่างงานพุ่ง-รายได้หด-เอไอจ่อแทน 8.7 ล้านคน

เปรมศักดิ์ จี้เร่งแผนรับมือวิกฤตว่างงานพุ่ง-รายได้หด-เอไอจ่อแทน 8.7 ล้านคน

เปรมศักดิ์ จี้เร่งแผนรับมือวิกฤตว่างงานพุ่ง-รายได้หด-เอไอจ่อแทน 8.7 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

“สว.เปรมศักดิ์” เตือนวิกฤตแรงงานภัยเงียบ ว่างงานพุ่ง-รายได้หด-เอไอจ่อแทน 8.7 ล้านคน จี้รัฐเร่งแผนรับมือ “จุลพันธ์” แจงแผนยกเครื่องตลาดแรงงาน พร้อมเร่งคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียงยุระ สมาชิกวุฒิสภา ตั้งกระทู้ถามสดต่อนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เรื่องปัญหาการจ้างงานและการว่างงานของประเทศไทย โดยสะท้อนว่าสถานการณ์แรงงานไทยกำลังเผชิญความเปราะบางจากภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรักษาการจ้างงาน สร้างงานใหม่ และเตรียมแรงงานไทยให้พร้อมรับโลกยุค AI

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ความเข้มแข็งของประเทศไม่ได้วัดจากตึกสูง แต่ต้องวัดจากจำนวนประชาชนที่มีงานทำ มีรายได้ และมีศักดิ์ศรี พร้อมเปิดเผยข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2569 ที่พบว่า อัตราว่างงานเพิ่มเป็นร้อยละ 0.94 หรือประมาณ 390,000 คน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้ว่างงานระยะยาวเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 สะท้อนว่าหลายครอบครัวกำลังสูญเสียรายได้และเสี่ยงหลุดจากตลาดแรงงานอย่างถาวร

นอกจากนี้ ยังมีผู้เสมือนว่างงานและการว่างงานแฝงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงงานรายได้น้อย แม้จะมีงานทำแต่ทำงานไม่เต็มเวลา รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ขณะที่แรงงานไทยทำงานเฉลี่ยกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีผู้ทำงานล่วงเวลากว่า 6.1 ล้านคน แต่ค่าจ้างเฉลี่ยกลับลดลงเหลือ 16,145 บาทต่อเดือน ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น จนเกิดภาวะ “ทำงานมากขึ้น แต่มีเงินเหลือน้อยลง”

นพ.เปรมศักดิ์ ยังแสดงความกังวลต่อผลกระทบของเทคโนโลยี AI ที่อาจกระทบแรงงานไทยกว่า 8.7 ล้านคน พร้อมเสนอรัฐบาลเร่งดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่ สร้างงานในชุมชน ยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และจัดทำแผนรับมือผลกระทบจาก AI อย่างเป็นระบบ

พร้อมกันนี้ ได้ตั้งคำถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน 3 ประเด็น คือ แนวทางรับมือผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสงครามตะวันออกกลาง มาตรการแก้ปัญหารายได้แรงงานที่ลดลง และนโยบายรองรับผลกระทบด้านการจ้างงานจาก AI

ด้านนายจุลพันธ์ ชี้แจงว่า สถานการณ์การจ้างงานของไทยยังไม่อยู่ในระดับน่ากังวล แม้อัตราว่างงานจะเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปัญหาหลักคือ “Job Mismatch” หรือทักษะแรงงานไม่ตรงกับความต้องการของตลาด กระทรวงแรงงานจึงเร่งเดินหน้านโยบาย Upskill และ Reskill ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหางาน

ส่วนการส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศ ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่ขณะนี้เริ่มคลี่คลายแล้ว พร้อมเดินหน้ากระจายตลาดแรงงานไปยังแคนาดา ออสเตรเลีย และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอิตาลี ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำ MOU เพื่อเปิดตลาดแรงงานใหม่ให้คนไทย

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงเตรียมผลักดันโครงการ “เรียนได้ งบ จบได้งาน” ภายใต้งบประมาณปี 2570 สนับสนุนค่าใช้จ่ายระหว่างฝึกอบรม พร้อมพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชนในสาขาที่ตลาดต้องการ เช่น ช่างรถยนต์ไฟฟ้า ช่างโซลาร์เซลล์ และบุคลากรด้าน AI เพื่อแก้ปัญหา Job Mismatch และให้ผู้ผ่านการอบรมมีงานทำทันที

สำหรับการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ยอมรับว่าเป็นความต้องการของทุกฝ่าย แต่ต้องดำเนินการผ่านกลไกคณะกรรมการไตรภาคี โดยรัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาสูตรการปรับค่าแรงที่อิงอัตราเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และผลิตภาพแรงงาน เพื่อให้ค่าแรงสะท้อนค่าครองชีพและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานมากขึ้น

รมว.แรงงาน ยังยืนยันเป้าหมายขยายฐานผู้ประกันตนให้ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม พร้อมเร่งผลักดันการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 500,000 คน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 1 ล้านคนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า โดยอยู่ระหว่างศึกษาการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมและยกร่างกฎหมายใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี เพื่อให้แรงงานแพลตฟอร์มได้รับสิทธิประโยชน์และหลักประกันที่เหมาะสม

“รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งแรงงานแพลตฟอร์ม เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและรูปแบบการจ้างงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องสร้างระบบคุ้มครองที่ครอบคลุมแรงงานทุกประเภท เพื่อให้ทุกคนมีหลักประกันและสวัสดิการที่เหมาะสม” นายจุลพันธ์ กล่าว